Fanfic K
Paper Wings
Pairing : Fushimi Saruhiko x Yata Misaki
Rating :
SFW
บาร์
HOMRA เป็นเสมือนแหล่งสุมหัวของเหล่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง
ด้วยมีเสียงครื้นเครงอยู่ตลอดและผู้คนเข้าออกล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าชายท่าทางอันธพาล
แม้เปิดกิจการ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาสักเท่าไหร่
มาสเตอร์ของบาร์แห่งนี้ คุซานางิ อิสึโมะไม่ได้อยากให้ร้านของตนเป็นแหล่งซ่องสุม
ทว่าสถานการณ์ตอนนี้ดูจะไม่สามารถแก้คืนได้แล้ว
ภายในบาร์ซึ่งมักมีเสียงอึกทึก
วันนี้ราวกับจะสงบขึ้นมาหน่อย
ที่โซฟายาวตัวหนึ่งมีชายหนุ่มกำลังนอนเหยียดยาวโดยมีเด็กหญิงชุดแดงนอนซบอยู่ด้านข้าง
สมาชิกกลุ่มโฮมุระย่อมไม่ต้องการกระตุกอารมณ์ชายผู้ราวกับสิงโตคนนี้
เขาคือหัวหน้ากลุ่ม บ้างก็เรียกว่าคิง โดยทั่วไปรู้จักกันในนาม ‘ราชาสีแดง’ ชื่อจริงคือสุโอ มิโคโตะ
แม้ไม่แสดงอาการกราดเกรี้ยว
หากเพียงจ้องมองก็ทำเอาคนเข่าทรุดได้ง่ายๆ
ไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับคิงยามโมโหจึงไม่มีใครคิดสั้นด้วยการส่งเสียงรบกวนการนอนกลางวันของอีกฝ่าย
และในความเป็นจริงสาเหตุที่สถานการณ์ค่อนข้างสงบนั้น
ยังมีที่มาอยู่อีกอย่างสองอย่าง
“ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ?”
เก้าอี้ตัวหนึ่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์
มีเด็กหนุ่มนั่งหน้าม่อยคอตกอยู่ตรงนั้น
ด้านข้างมีชายผมทองร่างยักษ์กำลังส่งเสียงให้กำลังใจ หลังได้ยินเสียงขานรับว่า ‘...ครับ’ ดังอ่อยๆ คุซานางิ
อิสึโมะซึ่งยืนอยู่อีกฟากของเคาน์เตอร์และเป็นคนถามคำถามเมื่อครู่หรี่ดวงตาอย่างเคร่งเครียด
เมื่อราวสามสิบนาทีที่แล้ว
ห่างจากบาร์ HOMRA ไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเกิดปรากฏการณ์พลังรั่ว
ข่าวลอยมาถึงนี่ว่าคนที่อยู่แถบนั้นเกิดอาการผิดปกติทางร่างกายโดยสูญเสียประสาทสัมผัส
ปัจจุบันกำลังตามหาสเตรนที่ควบคุมพลังจิตตัวเองไม่ได้และเป็นต้นตอเหตุการณ์การณ์นั้น
ตอนได้ยินข่าวว่าตกใจแล้ว
มาตกใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าคนของโฮมุระโดนลูกหลง
ยาตะ
มิซากิยกสองมือปิดดวงตา มองภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหากความจริงมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง...ทิวทัศน์กลายเป็นสีดำสนิท
ไม่มีแม้แต่แสงสว่างเพียงรำไร ถูกช่วงชิงประสาทการมองเห็นโดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม กรณีร่างกายผิดปกติที่เกิดจากพลังของสเตรนยังหวังได้ว่าเมื่อสเตรนดังกล่าวถูกจับตัวได้แล้วหาวิธีคลายพลัง
อาการดังกล่าวจะหายไป เทียบกันแล้วน่าจะดีกว่าบาดเจ็บภายนอกซึ่งมีโอกาสรักษาไม่หายสูงกว่า
เซปเตอร์ 4 ทำงานแข็งขัน ต้องจับกุมตัวสเตรนเป้าหมายได้แน่
แค่จะช้าเร็วแค่ไหนเท่านั้น
เพียงแต่คนโดนหางเลขคราวนี้ดันเป็นหัวหอกหน่วยจู่โจมของโฮมุระอย่างยาตะ...แม้จะมีความมั่นใจลึกๆ
ว่าจะกลับเป็นปกติได้ สถานการณ์ก็เลวร้ายมากอยู่ดี
“บัดซบเอ๊ย! จับตัวได้เมื่อไหร่พ่อจะฉีกเป็นชิ้นๆ เลย!”
ถึงสิ้นหวังอย่างมาก
ยาตะยังเดือดเป็นไฟได้ตามประสาคนอารมณ์ร้อน จะตั้งใจหรือไม่ก็ช่าง แต่กล้าดีมาทำให้ตนต้องอับจนหนทาง
เขาต้องโกรธแค้นอยู่แล้ว สภาวะมองอะไรไม่เห็น คิดง่ายๆ
คือไม่อาจใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ยาตะมาถึง HOMRA ได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากคามาโมโตะ
ริคิโอะซึ่งกำลังมาทางบาร์และบังเอิญพบตนเข้า
หลังจากนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงดี
“เป็นแบบนี้คงได้แต่รอเฉยๆ
จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายล่ะนะ นายเห็นตัวผู้ใช้พลังบ้างหรือเปล่า?”
คุซานางิถามอย่างใจเย็น สายสัมพันธ์ของโฮมุระเหนียวแน่นอย่างยิ่ง
พรรคพวกโดนเล่นงานจะให้อยู่เฉยได้อย่างไร
นอกจากนี้พวกเขายังมีสเตรนซึ่งมีพลังจิตเชื่อมต่ออย่างแอนนาอยู่ด้วย หากมีเบาะแสคนร้าย
เรื่องจะได้จบเร็วขึ้น
ครั้นได้ยินคำถาม
น้ำเสียงคุกรุ่นพลันแห้งเหี่ยว ยาตะห่อไหล่
“...รู้สึกตัวอีกทีก็มองอะไรไม่เห็นแล้วครับ”
นั่นคือ
เบาะแสเป็นศูนย์
แถมในที่เกิดเหตุ
เพราะตกใจที่โลกดับมืด ยาตะไม่มีแก่ใจจับสังเกตสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ
กว่าจะรู้ตัวว่าคนรอบกายเกิดความผิดปกติไม่ต่างจากตัวเองก็หลังจากนั้นหลายนาที
“แล้วหลังจากนี้จะเอายังไงดีครับ
ยาตะซัง ตอนนี้อยู่คนเดียวสินะ” คามาโมโตะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจ เมื่อเห็นคุซานางิเลิกคิ้วว่าอยู่คนเดียวหมายความว่าไงก็รีบอธิบาย
“ที่บ้านยาตะซังยังไม่กลับจากไปเที่ยวน่ะครับ”
เมงุมิน้องสาวรบเร้าอยากไปทะเลจึงถือโอกาสไปเที่ยวกันทั้งบ้าน
ยาตะก็ควรไปกับเขาด้วยแต่ไม่อยู่ในอารมณ์อยากเดินทางจึงโบกมือลาขออยู่ชิสึเมะ
เท่ากับว่าที่บ้านไม่เหลือใครนอกจากตน
แล้วมามองไม่เห็น
อยู่ตัวคนเดียวได้ที่ไหน...
หากรู้ว่าจะเจอเรื่องแบบนี้
ไปเที่ยวกับครอบครัวยังจะดีเสียกว่า
“ถ้ายังไง
ระหว่างนี้จะอยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้ แต่ห้องพักเป็นเรื่องเป็นราวก็มีแต่ห้องของแอนนา
ที่พอจะใช้นอนได้ก็มีข้างล่างนี่แหละ เอายังไงล่ะ”
เนื่องด้วยที่บาร์
HOMRA
มีผู้ปักหลักอยู่อาศัย ตามปกติจึงมีการเตรียมอาหารการกินให้พวกเขา
หากยาตะอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวปลาอาหาร
คุซานางิจึงเสนอให้เขาพักอาศัยที่นี่ระหว่างพักรักษาตัวอย่างใจกว้าง ได้ยินเช่นนั้น
คามาโมโตะเองก็เสนอตัวบ้าง
“ไม่ต้องห่วงครับยาตะซัง! ผมจะช่วยซัพพอร์ตเต็มที่เอง!”
สุดท้ายก็ตกลงกันตามนั้น
ตามองไม่เห็นทั้งสองข้าง
การเดินเหินไปไหนมาไหนเป็นเรื่องลำบาก แม้มีคนช่วยจับจูง
ยังมีเรื่องการหลบหลีกผู้คนที่สัญจรไปมาอยู่อีก เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและเอาสะดวกเข้าว่า
ยาตะจึงต้องอยู่ในสภาพน่าอดสูอย่างไม่อาจเลี่ยง
“นี่มันอะไรกัน...ไม่เท่เลยสักนิด...โธ่เว้ย”
ได้แต่กัดฟันคำราม
ทั้งอับอาย ทั้งโมโห
ยาตะถูกอุ้มทั้งตัว
ร่างใหญ่ยักษ์ของคามาโมโตะแบกเขาขึ้นหลัง ทั้งยังช่วยถือสเกตบอร์ดคู่ใจกับสัมภาระอื่นๆ
ให้ เพราะต้องกลับบ้านไปเอาของใช้จำเป็นจึงต้องออกจาก HOMRA
ชั่วคราว แม้มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ว่ามีคนมองทั้งขาไปขากลับ
หงุดหงิดใจจนอยากแหกปากตวาด
ที่ไม่ทำเพราะกลัวจะตวาดใส่อากาศแล้วมาขายขี้หน้าเอาทีหลัง
ยาตะการาสุแห่งโฮมุระ
โดนเห็นเข้าในสภาพนี้ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เพลิงแค้นต่อสเตรนผู้ช่วงชิงการมองเห็นของตนไปเพิ่มดีกรีขึ้นเมื่อได้ยากระตุ้นเป็นความอับอาย
ขณะเดียวกัน ยาตะรู้สึกหดหู่ใจกับความไม่ได้เรื่องของตัวเอง กระทั่งไปไหนมาไหนเองยังทำไม่ได้
สิ้นพิษสงเอาง่ายๆ อย่างนี้จะไปเป็นกำลังให้ราชาสีแดงได้ยังไง ทุเรศที่สุด
“คามาโมโตะ
ปล่อยฉันลง”
“อะ...เอ๊ะ?”
“ฉันจะเดินเอง”
“แต่ว่า ยาตะซัง...”
“วะ บอกว่าจะเดินเองไง
ไอ้อ้วนนี่!”
ศักดิ์ศรีกดทับบ่าหนักหน่วง
ยาตะชกหลังหัวคู่หูซึ่งเปล่งเสียงลังเลไปที คามาโมโตะจึงจำยอมปล่อยตัวเขาลง หนุ่มร่างยักษ์เผยสีหน้าไม่เห็นด้วยทว่าห้ามปรามไม่อยู่
อย่างไรก็ดี แค่เดินกลับบาร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่
หากโวยวายจะมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นสิค่อยน่าเป็นห่วง
ราวกับไม่ได้ยินคำวิงวอนของคามาโมโตะ
ขณะหนุ่มร่างยักษ์ลังเลว่าควรจูงยาตะอย่างไรแล้วตัดสินใจจับข้อมือ มุมหนึ่งของทัศนวิสัยมองเห็นเครื่องแบบสีน้ำเงินซึ่งไม่อยากเห็นมากที่สุด
ตายละวา...คามาโมโตะเหงื่อตก
บางทีเซปเตอร์ 4 คงมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อหาร่องรอยคนร้าย
ในเมื่อมันอยู่ใกล้บาร์ HOMRA มาก
จะจ๊ะเอ๋กันก็ไม่แปลก โชคดีในโชคร้ายที่ตอนนี้ยาตะมองไม่เห็น หากทำเนียนเดินผ่านไปได้โดยไม่มีใครมาทักก็ไม่น่ามีเรื่อง...อันที่จริงขอแค่ไม่เจอฟุชิมิ
ซารุฮิโกะก็พอแล้ว รายนั้นโผล่มาทีไรต้องพูดยั่วยุจนมีเรื่องลงไม้ลงมือเสียทุกที
คามาโมโตะตัดสินใจง่ายๆ...รีบผ่านตรงนี้ไปให้เร็วที่สุดดีกว่า
คิดแล้วสาวเท้าทันที
เนื่องด้วยมองไม่เห็น ยาตะเดินตามเงอะๆ งะๆ อย่างเห็นได้ชัด
กระทั่งกะความเร็วในการเดินให้พร้อมกับคามาโมโตะยังลำบาก
แม้คู่หูร่างยักษ์จะใช้ร่างช่วยบังคนให้และช่วยดึงหลบป้ายหน้าร้านต่างๆ
ยาตะมิวายซวนเซเพราะขาตั้งท่าจะพันกันเสียหลายครั้ง
เมื่อต้องเดินเท้าด้วยตัวเอง
เทียบกับให้คามาโมโตะหามขึ้นหลัง บอกได้แต่ว่าลำบากกว่ากันเยอะ
กระนั้นยาตะพูดเองว่าจะเดินเอง
อีกอย่างการให้คนอื่นมาอุ้มมันทำลายศักดิ์ศรีของเขาอย่างมาก ต่อให้ลำบาก
ยาตะไม่คิดจะคืนคำพูด ถึงลำบากก็ยังดีกว่าให้คนอุ้ม เขาคิดเช่นนั้น
“อ้าว แหม~ ก็ว่าได้กลิ่นคนเวอร์จิ้นลอยมาเตะจมูก...”
ได้ยินเสียงยียวนบาดหู
จังหวะการก้าวเท้าของยาตะ มิซากิรวนอีกครั้ง ขาแข้งพันกันหวุดหวิดหกล้ม
ทว่าคามาโมโตะช่วยดึงแขนเขาเอาไว้อย่างแนบเนียน
เสียงบั่นทอนสุขภาพจิตดังอีกระลอก
“บังเอิญจังเลยนะ
หมี~ ซา~ กี้~”
ทั้งสองคนคิดขึ้นมาในใจพร้อมๆ
กัน...ไม่อยากเจอหมอนี่ในเวลาแบบนี้เลย
ชายในชุดเครื่องแบบเซปเตอร์
4 สีน้ำเงิน อดีตสมาชิกโฮมุระ...ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ
ยาตะเม้มปาก
ฝ่ามือชื้นเหงื่อ
เขามองไม่เห็นจึงไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงอยู่ทางไหนและจะมีปฏิกิริยาต่อความผิดปกติของตนอย่างไร
ฟังจากวิธีพูดที่ไม่ต่างไปจากปกติ คาดว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องที่ตนมองไม่เห็น
อย่างไรก็ตาม ยาตะไม่ต้องการความเห็นอกเห็นใจจากฟุชิมิ แม้มองไม่เห็น
เขาก็พร้อมมีเรื่อง ตอนนี้สิ่งที่รู้สึกจึงมีเพียงความสังเวชตัวเอง
ถึงไม่อยากยอมรับยาตะก็ไม่โง่ขนาดจะไม่รู้ว่าในตอนนี้เขาไม่มีปัญญาแม้จะสร้างรอยเล็บข่วนให้คนทรยศ
แรงอาฆาตพวยพุ่งออกมาจากร่างกาย
ฟุชิมิมีหรือจะไม่รู้สึก
ใบหน้าซึ่งมักปรากฏแววเบื่อหน่ายเผยรอยยิ้มชวนขนหัวลุกขณะมองร่างซึ่งกึ่งๆ
จะโดนคามาโมโตะบังหายไปครึ่งตัว
เป็นเรื่องบังเอิญที่ยาตะจ้องเขม็งมาทางฟุชิมิพอดี
ทว่าส่วนหนึ่งของความบังเอิญเป็นผลมาจากการที่ฟุชิมิหยุดยืนอยู่ด้านหน้าสองหนุ่มแคลนส์แมนของราชาสีแดง
ยาตะไม่ต้องหันหน้าไปทางไหนก็เห็นฟุชิมิ
คามาโมโตะ
ริคิโอะซึ่งใจเย็นกว่าออกโรงก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์วุ่นวาย
“เราไม่มีธุระกับเซปเตอร์ 4”
มีโอกาสมากที่เซปเตอร์
4 จะหาเรื่องจับกุมตัวผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์พลังรั่วไปดูอาการ
ทว่าโฮมุระไม่มีทางยินยอมกับเรื่องนี้
การตัดสินใจหลีกเลี่ยงโอกาสดังกล่าวจึงดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้สีแดงและสีน้ำเงินไม่มีเรื่องกันโดยตรง
ไม่จำเป็นต้องจุดชนวนโดยใช่เหตุ คามาโมโตะคิดว่าฟุชิมิอาจจะ ‘หยวน’ ให้เป็นพิเศษ
ตลกร้ายจริงๆ
ที่คนทำงานเบื้องหลังอย่างฟุชิมิมาลงสนามกับเรื่องพรรค์นี้
คามาโมโตะอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจงใจมาเพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ HOMRA จะได้มาหาเรื่องกันง่ายๆ
ระหว่างกำลังคิดหาทางรับมือตัวยุ่งยาก
ดวงตาหลังกรอบแว่นเบนลงมาหามือของคามาโมโตะซึ่งกำลังกำรอบข้อมือยาตะแน่นด้วยความกังวล
สีหน้ายั่วโมโหคนมองของฟุชิมิเปลี่ยนไปในทันที
“เอามือโสโครกของแกออกไป”
คามาโมโตะซึ่งมีประสาทสัมผัสครบถ้วนสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวของฟุชิมิดุดันขึ้น
ส่วนยาตะนั้นพึ่งได้แต่ประสาทรับเสียงจึงรู้แค่ว่าฟุชิมิพูดกระชากเสียงกะทันหัน
แม้จะรับสารได้ไม่เท่ากัน ทว่าทั้งคู่ต่างไม่เข้าใจเหมือนๆ
กันว่าฟุชิมิกำลังพูดเรื่องอะไร มือโสโครกอะไร เอาออกจากไหน
พูดกับพวกตนอยู่แน่ใช่ไหม
แต่แม้ไม่เข้าใจ
ศัพท์แสงที่ใช้บาดหูอย่างรุนแรง...โสโครกนี่ ยังไงก็น่าจะหมายถึงพวกตน ยาตะกำหมัดแน่น
“พวกเซปเตอร์ 4
ว่างงานนักรึไงถึงได้เอาแต่มาสอดเรื่องชาวบ้านน่ะหา”
“ยาตะซัง...!”
อุตส่าห์พยายามเลี่ยงปัญหา
ยาตะกลับกระโจนลงหลุม...โดนฟุชิมิปั่นหัวเอาง่ายๆ สภาพร่างกายก็ไม่สู้ดีแท้ๆ
กลับบ้าบิ่นทำอะไรไม่คิดหน้าหลัง คามาโมโตะปวดหัวเหลือเกิน
เขาควรอุ้มยาตะเผ่นเลยดีไหม ต่อให้โดนชกคว่ำทีหลังฐานหนีหางจุกตูด แต่ถ้ายาตะกับฟุชิมิลงไม้ลงมือกันจริงๆ
ขึ้นมา ยาตะต้องได้เลือดแน่นอน
ขณะกำลังลังเล
มีชายชุดน้ำเงินวิ่งเข้ามาร้องเรียกฟุชิมิซังเหมือนตื่นตระหนกที่อีกฝ่ายก่อเรื่อง
ทว่าฟุชิมิไม่แยแสเสียงดังกล่าวแม้แต่น้อย ยังคงพูดจายั่วยุยาตะไม่เลิก
“ว่างยังไงก็คงไม่ว่างเท่าพวกอันธพาลหัวไม้ข้างถนนหรอก...เน้อ~ หมี~ ซา~ กี้~”
“อย่ามาเรียกชื่อต้นฉันนะเฟ้ย
ไอ้ลิงบัดซบ!”
“เห~ ชื่อเหมือนเด็กผู้หญิงก็น่ารักดีนี่นา มิซากิ มิ ซา กิ อืม...เหมาะจะตายไป
เนอะ มิ ซา กิ”
“อย่าหายใจต่อเลยไอ้ลิงเวร...!!”
“ยาตะซัง...!”
คามาโมโตะลนลานกดมืออีกข้างของยาตะลงเมื่ออีกฝ่ายชูกำปั้นหุ้มเพลิงสีแดงขึ้นมา
ร่างใหญ่ยักษ์รีบตะครุบคนไร้หัวคิดอย่างเร็วรี่ ทั้งที่มองไม่เห็นยังปรี่จะพุ่งเข้าไปหา
ตอนนี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่วืดขึ้นมาแล้วโดนเล่นงานกลับ ตอนนั้นศักดิ์ศรีคงโดนทำลายย่อยยับ
การพิจาณากำลังตัวเองแล้วยอมลดราวาศอกเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า ยาตะเองก็ไม่ใช่เด็กๆ
แล้ว เรื่องมุทะลุกลับไม่ได้ดีไปกว่าเมื่อก่อนเลย
กระนั้น
ปรามยาตะได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปรามฟุชิมิได้
เมื่อเปลวเพลิงสีแดงฉานปรากฏแก่สายตา
สัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้ก็ถูกจุดขึ้นพร้อมเพลิงนั้น ฟุชิมิแสยะริมฝีปาก
ตวัดมีดสั้นเล่มหนึ่งเข้าหาอดีตพวกพ้องอย่างไม่กริ่งเกรง
เนื่องจากคามาโมโตะพุ่งความสนใจไปที่ยาตะและตัวยาตะเองก็มองอะไรไม่เห็น
มีดสั้นเล่มดังกล่าวจึงปักไหล่เป้าหมายไม่มีพลาด
“อึก...!”
เพราะคิดว่าจะหลบได้ง่ายๆ
ฟุชิมิซึ่งควักมีดออกมาเตรียมพร้อมจู่โจมในจังหวะต่อไปจึงนิ่งอึ้งอยู่กับที่
ดวงตาสีนิลมองยาตะเอื้อมมือไปแตะใบมีดอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เสียงถามไถ่ด้วยความตกใจแกมเป็นห่วงของคามาโมโตะไม่เข้าหูแม้แต่น้อย
ฟุชิมิเก็บมีดพกเข้าที่เดิม
ประกายในดวงตาหายวับไป เขาเดินเข้าไปหายาตะราวกับถูกดึงดูด
“นี่มันอะไรกัน
มิซากิ กระจอกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
จากมุมคนฟัง
บอกไม่ถูกว่าอีกฝ่ายแฝงเจตนาเช่นไรในคำพูดเมื่อสักครู่ อาจผิดหวัง...อาจถากถาง
ยาตะไม่อยากพยายามทำความเข้าใจคนทรยศ ไม่ว่าความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนจะเป็นยังไง
ฟุชิมิในตอนนี้ก็ไม่ใช่ฟุชิมิในตอนนั้น เขาไม่อยากตีความ
ยิ่งไม่เห็นสีหน้ายิ่งไม่อยากคาดเดาให้วุ่นวาย ตอนนี้เขารู้แค่ไม่ต้องการถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม...โฮมุระไม่มีทางด้อยกว่าเซปเตอร์
4 ยาตะ มิซากิไม่มีทางอ่อนแอกว่าคนทรยศอย่างฟุชิมิ ซารุฮิโกะ
แรงใจนั้นขับให้ยาตะกระชากมีดออกจากไหล่
“ฉันจะฆ่าแกให้ดู...!”
...ทว่าทิศทางที่ยาตะถลึงตาใส่นั้น
ไม่มีฟุชิมิ
เมื่อสาวเท้าเข้ามาโดยเบี่ยงออกด้านข้าง
ฟุชิมิจึงไม่ได้ยืนอยู่ด้านหน้ายาตะตรงๆ อีก ใบหน้าของชายในชุดน้ำเงินเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัดเมื่อตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งไม่ปกติ
คามาโมโตะอาศัยจังหวะที่ฟุชิมิกำลังตกตะลึงเหวี่ยงมีดเลอะเลือดกลับคืนอีกฝ่ายแล้วตัดบทเรื่องราวด้วยการรวบตัวยาตะเหมือนแบกกระสอบข้าวสาร
ไม่ว่าอดีตลูกพี่จะพูดเช่นไร หนุ่มร่างยักษ์ก็ไม่ใจอ่อน เวลานี้
แทนที่จะมาสนใจคนทรยศ การกลับ HOMRA แล้วปฐมพยาบาลยาตะให้เรียบร้อยเป็นเรื่องสำคัญกว่า
โชคดี...ฟุชิมิไม่ได้ตามมา
ไม่อย่างนั้นตัวคามาโมโตเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรจัดการอย่างไรต่อไป
เขาไม่ได้เหลียวหลังไปมองอดีตพวกพ้อง สนใจเพียงการประคองลูกพี่ไม่ให้หล่นตุ้บลงไปจูบฝุ่น
“บัดซบ...”
เสียงกัดฟันด้วยความเจ็บใจของยาตะเจือด้วยความทดท้อ
เมื่อมองไม่เห็นสีหน้าอย่างนี้
คามาโมโตะแอบคิดว่าเด็กหนุ่มที่ตนกำลังแบกอยู่อาจจะกำลังอยากร้องไห้ก็เป็นได้
ทันทีที่กลับมาถึงร้านแล้วเห็นสภาพอีกาแห่งโฮมุระ
คุซานางิถึงกับอุทานว่าไปเอาของยังอุตส่าห์หาเรื่องใส่หัวได้อีกหรือ
บ่นจบสองสามคำก็บอกให้เอริคไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมา
ระหว่างช่วยทำแผลก็ยังพร่ำไม่หยุดจนโทสึกะซึ่งคงมาถึงบาร์ก่อนพวกคามาโมโตะไม่นานหัวเราะแซวว่าทำตัวเป็นป้าแก่ไปได้
“นี่แค่เบื้องต้น น่าจะไปโรงพยาลอีกที
เผื่อเป็นบาดทะยักขึ้นมา”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ
ขอบคุณมาก คุซานางิซัง”
ยาตะเอื้อมมือไปแตะๆ
บริเวณไหล่ ดูสงบเสงี่ยมลงมาก คาดว่าเจ็บใจไม่น้อยที่พลาดท่าเสียทีศัตรูคู่อาฆาตเสียหมดรูป
เห็นสีหน้านั้นแล้ว โทสีกะ ทาทาระเปรยขึ้นด้วยความหวังดี
“ได้ยินมาแล้วล่ะ...ตามองไม่เห็นสินะ
เวลาแบบนี้จะจิตตกก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเอาแต่คิดอะไรเงียบๆ
คนเดียวก็จะยิ่งจิตตกกว่าเดิมนะจะบอกให้”
การสูญเสียประสาทสัมผัสเลวร้ายเป็นทุน
ต่อให้ยาตะเป็นพวกบ้า เวลาแบบนี้ก็คงทำตัวเหมือนไม่เดือดร้อนไม่ออก แล้วดันไปเจอคู่ปรับเก่าในเวลาไล่เลี่ยกันราวกับถูกสวรรค์ซ้ำเติม...เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ
การพบเจอฟุชิมิตามท้องถนนไม่ใช่เรื่องง่าย
เซปเตอร์ 4 ไม่ได้ออกลาดตระเวนตลอดเวลา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ไปเตร่แถวที่เซปเตอร์ 4
โผล่มาแล้วปรากฏกว่าในกลุ่มนั้นมีฟุชิมิอยู่ด้วย หากไม่จงใจออกมาเพื่อเผชิญหน้ากัน
โอกาสแบบนี้เรียกได้ว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ตั้งแต่ฟุชิมิออกจากโฮมุระไป
อีกฝ่ายตัดสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง ยาตะได้พบฟุชิมิหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ครั้ง
ทว่าโอกาสหายากดังกล่าวดันมาเกิดประจวบเหมาะเอาในจังหวะเลวร้ายอย่างตอนเพิ่งสูญเสียประสาทการมองเห็นพอดี
ยาตะไม่ชอบความรู้สึกเมื่อพ่ายแพ้
และจะชิงชังเป็นพิเศษเมื่อคนที่ตนเสียท่าให้คือฟุชิมิ
อย่างที่โทสึกะบอก
เวลานี้ยาตะรู้สึกจิตตกเหลือเกิน...ไม่รู้จะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ลำพังคิดถึงอนาคตก็หดหู่จนไม่มีแก่ใจจะทำอะไร
“มิซากิ...”
สติถูกดึงกลับมาด้วยเสียงใสกังวานดุจกระดิ่งเงิน
มือเล็กๆ ข้างหนึ่งแตะลงบนแขนอย่างแผ่วเบา
ด้วยขนาดมือ น้ำเสียง และวิธีเรียก บอกได้ไม่ยากว่าเธอคือแอนนา
ปกติมักจะอยู่ข้างๆ
สุโอ
คราวนี้กลับกระโดดลงมาจากเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์บาร์ดังตุบแล้วเดินมาทิ้งตัวลงนั่งยังที่ว่างด้านข้างของยาตะ
ดวงตาใสกระจ่างสีแดงจ้องมองแม้รู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นตน เธอเปล่งเสียงเล็กๆ
ออกมาขณะออกแรงบีบแขน
“ไม่เป็นไรหรอก
มิซากิ”
“แอนนา...”
เสียงห้าวๆ
แหบเครือ ยาตะน้ำตาคลอตามประสาคนอารมณ์อ่อนไหวง่าย รีบยกมือมาปาดทิ้งเป็นพัลวัน
“ใช่แล้วยาตะจัง
ลองแอนนาบอกแบบนั้นรับรองว่าไม่เป็นไรแน่”
ไม่รู้เด็กหญิงกำลังให้กำลังใจหรือบอกลางสังหรณ์ของตนให้รู้แต่คุซานางิ
อิสึโมะเออออเองไปแล้วว่าเป็นลางสังหรณ์ถึงอนาคต
อันที่จริงหากมีเบาะแสสักหน่อย
มีแอนนาอยู่ด้วยอย่างนี้น่าจะหาตัวสเตรนคนที่ก่อเรื่องได้ ทว่ายาตะไม่รู้อะไรเลย แถมคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ไม่รู้ว่าต้นตอก่อเหตุคือใคร
งานนี้แม้โฮมุระอยากลงสนามด้วยตัวเองแต่เซปเตอร์ 4
มีเครือข่ายข้อมูลกว้างกว่ากันมาก จะตรวจสอบกล้องวงรปิดรอบๆ ก็ทำได้
แถมยังสอบถามคนอื่นได้อย่างชอบธรรมกว่าเด็กเกข้างถนน
การเอาแต่หวังพึ่งคนอื่นไม่ดีก็จริง
แต่แม้ไม่อยากยอมรับ เซปเตอร์ 4 ก็พึ่งพาได้มากในเวลาแบบนี้ บางทีอาจแก้สถานการณ์ได้ภายในวันพรุ่งนี้ก็ได้
ทว่าในฐานะผู้เคราะห์ร้ายแล้ว ไม่มีหลักฐานรับรองชัดเจนก็เหมือนให้ความหวังลมๆ
แล้งๆ เท่านั้น
“ไปเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อยเป็นไง”
โทสึกะชักชวนเมื่อตระหนักได้ถึงบรรยากาศหดหู่สลดใจ น้ำเสียงเจ้าตัวแจ่มใสดุจอากาศในฤดูใบไม้ผลิ
“นั่งผ่อนคลายที่สวนสาธารณะสักพัก จากนั้นค่อยกลับ ยาตะจะค้างที่นี่ใช่ไหม
งั้นฉันทำข้าวเย็นให้ดีหรือเปล่า”
“ไปสนใจอะไรมาอีกล่ะ...”
“อยากลองทำต้มยำกุ้งดูน่ะ!” คนมากงานอดิเรกตอบรับเจ้าของบาร์พลางขยิบตาหนึ่งข้างอย่างขี้เล่น
เขาหันไปหาเสียงสนับสนุนด้วย “แอนนาเคยกินหรือเปล่า
เป็นซุปสีแดงแจ๋เลยนะ...แต่จะทำได้อย่างนั้นหรือเปล่าไม่รับประกัน ฮะๆ”
“มีความสุขดีนะ
นายนี่...” เห็นโทสึกะยิ้มแย้มร่าเริง คุซานางิแอบคิดว่าดีแล้วที่ในโฮมุระมีคนอย่างนี้อยู่
อาจเพราะนิสัยสบายๆ และมองโลกในแง่ดีของโทสึกะก็ได้ที่ทำให้เข้าถึงคนอื่นได้ง่าย
ท่ามกลางเหล่าอันธพาลของโฮมุระซึ่งยึดถือพลังและความแข็งแกร่ง
คนอ่อนแอต่อยตีไม่เป็นกลับเป็นหมายเลขสามของกลุ่มโดยไร้เสียงทัดทานแถมยังกลมกลืนกับทุกคนเสียอีกแน่ะ
“เรื่องไปพักผ่อนหย่อนใจฉันเห็นด้วยกับโทสึกะ
ไม่แน่ว่าจิตใจอาจจะปลอดโปร่งขึ้นก็ได้ ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
จะออกไปรับลมสักหน่อยไหมล่ะยาตะจัง”
“ผมไป...!”
“อ๊ะ
ขอไปสองคนดีกว่า ถ้านายไปคอยประคบประหงมฉันกลัวยาตะจะคิดมากอีกน่ะ”
โทสึกะรีบปฏิเสธคามาโมโตะ ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าคนรอบข้างเป็นห่วงเรื่องอะไรอยู่อีก
เขาเสริมต่อด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วง ไม่น่ามีใครดาหน้ามาหาเรื่องพวกเราหรอกน่า”
คนหนึ่งไร้ความสามารถด้านการสู้รบ...ส่วนคนที่มี
ตอนนี้ไม่มีปัญญาแม้แต่จะเดินตรงทาง ปล่อยให้ไปไหนมาไหนมาไหนกันสองคนออกจะน่าเป็นห่วง
ไม่มีคนมาโจมตีโฮมุระตลอดเวลาก็จริง
แต่เรื่องที่พวกเขามีศัตรูเยอะก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แม้โทสึกะจะบอกว่าไม่ต้องห่วง
ทว่าศัตรูจะคิดเหมือนกันแน่หรือ
“ไปใกล้ๆ นี้เอง
เซปเตอร์ 4 อยู่ทั่วอย่างงี้ ไม่มีใครมาก่อความไม่สงบหรอก
น่า...คิดมากเดี๋ยวหัวล้านนะ”
โดนเกลี้ยกล่อมหนักเข้าจิตใจเริ่มโอนเอน
นอกจากนี้คือรำคาญโทสึกะขึ้นมานิดๆ เมื่อเจ้าตัวชักจะจ้อยาว
แอนนาซึ่งนั่งนิ่งได้สักพักเดินหนีกลับไปนั่งเคียงสุโอ ปล่อยให้คนที่ยังนั่งๆ ยืนๆ
อยู่แถวนั้นฟังโทสึกะโม้ต่อไป ท้ายที่สุด คุซานางิจึงเป็นตัวแทนออกปากไล่คนทั้งสอง
“เข้าใจแล้วๆ
จะไปไหนก็ไปเถอะ มีอะไรก็ติดต่อมาล่ะ”
พ่อหนุ่มลมเพลมพัดโทสึกะ ทาทาระเดินเล่นรับลมอย่างสบายใจ
หน้าที่ของเขาคือเป็นพี่เลี้ยงให้ยาตะชั่วคราว ทว่าสีหน้าเจ้าตัวแช่มชื่นอย่างมาก
ทำราวกับว่าภาระดูและเด็กโข่งเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
หรือไม่เจ้าตัวอาจกำลังนึกสนุกอยู่ก็ได้ถึงได้ไม่อินังขังขอบอย่างนี้
เนื่องจากยาตะรู้สึกอายหากต้องเดินจูงมือ
จะให้ขี่หลังก็ทำไม่ได้
เกาะบ่าก็อับอาย...เลยใช้วิธีจับปลายเชือกคนละด้านกับโทสึกะ โทสึกะเห็นว่าวิธีนี้น่าอายกว่าอีก
หากไม่ได้คัดค้านอะไร เขาเดินนำหน้าโดยทิ้งระยะไม่มาก
บอกว่าถ้ามีอะไรก็ให้กระตุกเชือกซะนะ
ตามปกติ
คิดว่าการเดินไปสวนสาธารณะไม่น่ายุ่งยากขนาดนี้
นอกจากจะใช้เวลามากกว่าตอนที่ตามองเห็น ยาตะยังระแวดระวังไปเสียทุกอย่าง
อย่าว่าแต่ของชิ้นใหญ่ๆ เตะข้าวของกับเศษหินบนพื้นแล้วเกือบล้มคว่ำไปแล้วสองครั้ง…ยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้ายิ่งอดสูตัวเองจนต้องกลั้นน้ำตา
“อ้าว
สวนสาธารณะวันนี้มีสัตว์โลกน่ารักอยู่ด้วยแฮะ”
ไม่มีแรงดึงจากปลายเชือกอีกด้าน
โทสึกะหยุดเดินกะทันหันพลางส่งเสียงคล้ายอุทาน
“เอ๊ะ?
มีโชว์สิงสาราสัตว์หรือครับ?”
ยาตะซึ่งมองไม่เห็นเอ่ยปากถามซื่อๆ
เขาได้ยินเสียงโทสึกะหัวเราะในลำคออย่างมีเลศนัย และแทนที่จะตอบคำถาม หมายเลขสามของโฮมุระกลับ...
“ฮะๆๆ
อยู่เงียบๆ จะดีกว่าหรือเปล่าน้า~~”
“ทะ
โทสึกะซัง?”
ยาตะเริ่มกลัวขึ้นมา
เสียงจึงสั่นพลิ้ว หัวคิ้วขมวดเป็นปม ฝ่ามือชื้นเหงื่อ จังหวะนั้นมีมือนุ่มๆ
ปลดมือตนออกจากเชือกแล้วจูงไปนั่งยังม้านั่งอย่างนุ่มนวล
“ไม่มีอะไร
ไม่ต้องคิดมาก ฉันพูดกับตัวเองน่ะ”
แม้ประคองแผ่นหลังและแขนอย่างเอาใจใส่
ในน้ำเสียงของโทสึกะกลับส่อสัญญาณไม่น่าไว้ใจอย่างน่าประหลาด
ยาตะได้แต่คิดว่าตัวเองคิดอย่างนั้นเพราะร่างกายไม่ปกติเลยหวาดระแวงไปเรื่อย...ถึงจะไม่ได้ยินเสียงสัตว์อะไรสักนิดจนน่าสงสัยจริงๆ ก็เถอะ
ไม่ว่าจะเสียงแมวร้องหรือหมาเห่า สัตว์โลกน่ารักของโทสึกะนี่หมายถึงอะไรนะ
หรือจะเป็นปลาถึงได้ไม่มีเสียง?
ขณะตั้งสมมติฐาน
ได้ยินเสียงขลุกขลักคล้ายกลั้นหัวเราะจากรุ่นพี่ของกลุ่มโฮมุระอีกครั้ง
ความหวาดระแวงพุ่งทวี ยาตะยึดชายเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น สัตว์โลกน่ารักคืออะไรเอาไว้ก่อน
ที่แน่ๆ คือรู้สึกเหมือนกำลังโดนทิ้ง เขากำมือสุดพลังกล้าม
“จะ จะ จะ ปะ
ไปไหนน่ะครับ!”
“อ้า
คุซานางิซังบอกว่าไข่ไก่ลดราคา เลยว่าจะไปซื้อน่ะ”
“แล้วผมล่ะ!”
เอาผมมาทิ้งที่นี่หรอกเรอะ...!
ได้แต่คิด
ไม่ได้ถามออกไป โทสึกะบอกกล่าวเสมือนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนั้นเลยกล่าวคำกล่าวหาไม่ออก
เขาบอกให้ยาตะมาเปลี่ยนอารมณ์ก็จริงแต่ก็พูดว่าอยู่คนเดียวจะยิ่งจิตตกง่ายไม่ใช่เหรอ
ไม่ใช่ว่าจะมานั่งรับลมเป็นเพื่อนหรอกรึ...นี่มันยังไงกัน ไปซื้อไข่ไก่?
ปล่อยยาตะที่มองไม่เห็นไว้ในที่แบบนี้โดยไม่ทิ้งใครไว้เป็นเพื่อนเลย?
โทสึกะ
ทาทาระไม่ใช่คนไม่ดี ยาตะจึงไม่คิดว่าตนเองจะถูกกลั่นแกล้งโดยไร้เหตุผล
ยิ่งกับสถานการณ์แบบนี้ บอกได้แค่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ถ้าพานายไปด้วย
จะลำบากทั้งนายทั้งฉันนี่นา”
“งั้นก็ให้ผมอยู่ที่
HOMRA
สิ...!”
“พอดีเพิ่งเปลี่ยนใจจะไปซื้อไข่ไก่เอาเมื่อกี้น่ะสิ”
โทสึกะหัวเราะฮ่าๆ ที่ว่าเปลี่ยนใจเอาดื้อๆ เมื่อกี้
ผู้ฟังย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าพูดจริงหรือโกหก “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวกลับมา
แถวนี้ปลอดภัยแน่นอน ระหว่างนี้ก็นั่งเล่นรอไปละกันเนอะ”
“แต่ว่าผม...!”
“ชิ่งล่ะ!”
“โทสึกะซัง
รอประเดี๋ยวสิวะครับ!!!”
“...”
อาศัยทีเผลอดึงชายเสื้อเลื่อนหลุดจากมือ
โทสึกะ ทาทาระหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่เสียงลมพัดหวิวเป็นของดูต่างหน้า
ยาตะ มิซากิอ้าปากค้าง
นี่คนคนนั้นทิ้งเขาเอาไว้แล้วหนีหายไปจริงๆ เหรอเนี่ย!
รู้สึกได้ว่ามือไม้สั่น
ทั้งฉุนทั้งลน ให้คลำทางกลับบาร์ HOMRA เองยังไงก็ไม่มีหวัง
ทางที่ดีคือขอความช่วยเหลือใครสักคนให้พาไปส่งจะปลอดภัยและหวังผลได้มากกว่า
ใจคิดว่าโทสึกะคงไม่ลืมตนแน่
แต่ก็ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่ จงใจทิ้งกันไปไม่รู้เจ้าตัวคิดอะไรอยู่
จะหวังพึ่งให้กลับมารับเร็วๆ จึงไม่กล้าหวัง
ยาตะพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่
จากนั้นนั่งหลังงอคอตกอย่างสิ้นหวัง
ทันใดนั้นถึงได้รู้สึกตัวว่าม้านั่งตัวนี้ไม่ได้มีตนนั่งอยู่คนเดียว
อีกด้านหนึ่งน่าจะมีคนนั่งอยู่...เขาได้ยินเสียงผ้าเสียดสีจากการขยับตัว
เป็นชายหรือหญิงไม่ทราบ แต่น่าจะนั่งอยู่ก่อนตน คิดได้แต่ว่าโทสึกะจงใจให้ตนมานั่งม้านั่งที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเผื่อให้ช่วยดูแล
แม้มองไม่เห็นหากเผลอหันหน้าไปทิศทางดังกล่าวตามความเคยชิน
ยาตะลองทักดู
“เอ่อ...สวัสดี”
“...”
ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ไม่เป็นไร ลองอีกรอบ
“วันนี้อากาศดีนะ
เอ่อ อะแฮ่ม...อากาศดีนะครับ”
“...”
“มาให้อาหารนกพิราบเหรอ?”
“...”
“...”
“จิ๊...”
“...?”
อุตส่าห์มีสัญญาณตอบรับกลับได้ยินไม่ถนัดหู
ยาตะเอียงคอน้อยๆ ได้ยินเป็นเสียงเดาะลิ้น คิดไปเองว่าน่าจะหูแว่ว...ในเมื่อคงไม่มีใครทำเรื่องไร้มารยาทอย่างการเดาะลิ้นใส่คนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทายดีๆ
หรอก
ตั้งใจจะพูดอะไรเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้บทสนทนาต่อเนื่องราบรื่น
ทว่ายาตะแอบฝ่ออยู่ลึกๆ...เกิดโดนรำคาญขึ้นมาคงแย่ พูดจาผูกมิตรไว้เผื่อขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องดี
แต่เกิดอีกฝ่ายรำคาญจนเดินหนีไปจะแย่ยิ่งกว่า
อย่างน้อยมีคนนั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ ก็อุ่นใจ
ลังเลเล็กสักพัก
สุดท้ายตัดสินใจกลืนคำพูดลงท้องเพราะไม่อยากอยู่คนเดียว
ยาตะนั่งลุกลี้ลุกลนอยู่อย่างนั้น นับเวลาคอยในใจว่าเมื่อไหร่โทสึกะจะกลับมา
ผ่านไปนานมากในความรู้สึกกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
โทสึกะ
ทาทาระร้องทักอย่างร่าเริง
“เป็นไงบ้าง”
“ไปนานมากเลยครับ...”
ยาตะแทบร้องไห้ ไม่ว่าจะเพราะโล่งอกหรือเจ็บใจ…หรืออะไรก็แล้วแต่
โทสึกะหัวเราะเบาๆ
“อย่าทำเสียงห่อเหี่ยวอย่างนั้นสิ ฉันไปไม่ถึงสิบห้านาทีซะหน่อย แถมยังมีคนเฝ้า
เอ๊ย นั่งทำงานเป็นเพื่อนอย่างขยันขันแข็งอีก อ๊ะ หรือจะโดนทำอะไรแปลกๆ มา....”
ตึง
คนที่นั่งอยู่อีกด้านของเก้าอี้ลุกขึ้นในตอนนั้น
เสียงดังมากจนยาตะยังได้ยินและรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจากไป
ทั้งที่แทบไม่ส่งเสียงมาตลอด จู่ๆ กลับทำเหมือนปั้นปึ่ง ยาตะซึ่งคิดว่าคนที่นั่งด้วยเป็นสุภาพสตรี
(เพราะไม่พูดจาเลยคิดว่าเป็นหญิงสาวผู้เรียบร้อย) ออกอาการลนลานเล็กน้อย
อดคิดไม่ได้ว่าตนทำเรื่องเสียมารยาทอะไรหรือเปล่า
ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงไม่จงใจขยับตัวให้ตนได้ยิน
เสียงทุ้มห้าวตั้งท่าเตรียมขอโทษ
“คือว่า...!”
“ไปซะแล้วสิ”
โทสึกะระบายลมหายใจ
กระแสสนุกสนานแฝงอยู่ในคำพูดเบาบาง ทว่ายาตะไม่ทันฉุกนึก คิดเพียงว่าโทสึกะทำอะไรแปลกๆ
โดยไม่ตั้งใจหรือเปล่า คนโดนเข้าใจผิดจึงต้องแก้ต่างให้ตัวเอง
“ขอบอกไว้สักนิดนะยาตะ
คนเมื่อกี้ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกนะ”
“หา?”
“ฮะๆๆๆ”
กล่าวจบก็นั่งลงไม่ไกลโดยไม่แตะต้องประเด็นนี้ต่อ
ดูเหมือนจะตั้งใจให้ยาตะมาเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการนั่งรับแดดรับลมจริงๆ เป็นแบบนี้ยาตะจึงเก็บลางสังหรณ์แปลกๆ
ลงไปแล้วพยายามปรับอารมณ์ใหม่
ทั้งคู่นั่งเล่นพักใหญ่กระทั่งแดดยามเย็นสาดแสงให้ท้องฟ้าเป็นสีส้มโทสึกะถึงชวนยาตะกลับไปหาพรรคพวกที่
HOMRA
ระหว่างทางเดินกลับยังมิวายให้กำลังใจ
“อีกไม่นานก็คงหายเป็นปกติ
ยาตะไม่ต้องห่วงหรอก”
“...ถึงจะแค่ให้กำลังใจแต่ก็ขอบคุณมากครับ”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นๆ
น้า” โทสึกะรีบแย้งกลั้วหัวเราะ “แอนนาพูดเองเรื่องนึง
แต่อาจจะมีเจ้าหน้าที่บางคนขยันทำงานจนจับสเตรนคนนั้นได้อย่างรวดเร็วก็ได้...เป็นคนมีความสามารถอยู่แล้วนี่นา
ถ้าคิดจะทำซะอย่างเรื่องแค่นี้ไม่เกินกำลังหรอก”
“งึมงำอะไรฟังไม่รู้เรื่องแล้วครับ”
ยาตะขมวดคิ้ว
ในอกคันยิบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าชายหนุ่มรุ่นพี่พึมพำอะไร
ทว่าโทสึกะกลับหัวเราะเรื่อยเปื่อยแล้วตัดบทไปพูดเรื่องอื่นเอาดื้อๆ
บอกตัวเองแค่บ่นอะไรไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรอก
จี้ถามอย่างไรก็ไม่ให้คำตอบน่าพึงพอใจออกมาเลย
ด้วยตามองไม่เห็น
ข้าวเย็นวันนี้เลยได้แอนนาป้อนให้ ยาตะมักเคอะเขินเวลาต้องรับมือผู้หญิง
แม้แอนนาจะเป็นเด็กก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เพียงแต่เทียบกับคนอื่นแล้วเรียกได้ว่าแทบไม่มีปัญหา เขาพูดคุยกับเธอได้ปกติ
ทั้งยังไม่ลนลานเวลาแตะเนื้อต้องตัวกัน
เรียกได้ว่าหากไม่มีเหตุการณ์อันใดเป็นพิเศษ ยาตะอยู่กับแอนนาได้อย่างสันติ เนื่องด้วยไม่อยากให้ผู้ชายตัวโตๆ
มาป้อนข้าวให้ ตอนแอนนาเสนอตัวช่วยเหลือเขาจึงไม่ปฏิเสธน้ำใจเด็กหญิง
มื้อเย็นวันนี้ไม่ใช่ต้มยำกุ้งที่โทสึกะอยากลองทำ
เพื่อให้ตักกินสะดวก คุซานางิตัดสินใจทำแกงกะหรี่สูตรพิเศษของทางร้าน
แน่นอนว่าเจ้าของร้านต้องเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง รสชาติจึงไม่น่าเป็นห่วง...อร่อยเลิศตามปกติ
ส่วนเรื่องการอาบน้ำนั้น
ไม่ว่าอย่างไรก็ทำใจให้คนอื่นช่วยไม่ได้
ต่อให้สนิทกับคามาโมโตะก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนเกินไป
สุดท้ายเลยให้คามาโมโตะเตรียมข้าวของให้
ส่วนตัวเองเพียงแต่นั่งใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว ขนาดระวังไม่ให้น้ำสัมผัสแผลบริเวณไหล่
ปลายผ้ายังชุ่มน้ำจนต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลทั้งหมด
ตกกลางคืน
ยาตะนอนบนพื้นซึ่งมีผ้าปูรองหนึ่งชั้น
ดวงตาเบิกโพลงกลางความมืด...ไม่ว่าจะลืมตาหลับตา
สิ่งที่เห็นล้วนเป็นความมืดไม่ต่าง
จบเรื่องคราวนี้คงไม่มีทางได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง ทว่ายาตะไม่นึกเสียดายสักนิดและอยากกลับเป็นปกติเร็วๆ
คามาโมโตะนอนแผ่หลาอยู่ข้างๆ
ส่งเสียงกรนคร่อก ส่วนโทสึกะห่อตัวเป็นดักแด้อยู่บนโซฟา
เหลือยาตะคนเดียวที่ยังไม่หลับ
เมื่อมีเวลาอยู่กับตัวเอง
เรื่องราวต่างๆ พลันผุดขึ้นมาในสมองเป็นดอกเห็ด
ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำในอดีต...ฟิล์มความทรงจำไหลวูบวาบก่อนชะงักนิ่งเมื่อใบหน้าอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นมา
ยาตะเม้มปาก
ซารุฮิโกะ...
แผลสดใหม่บริเวณบ่าร้อนวูบ
กระทั่งตอนนี้ก็ยังอยากให้ปัจจุบันเป็นเพียงภาพลวงตา
ช่วงเวลาที่ได้เล่นอะไรงี่เง่าไร้สาระในสายตาคนอื่นร่วมกับเพื่อนรักชัดเจนในความรู้สึก
มันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากสำหรับยาตะ เขาชอบฟุชิมิมาก
และไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ความสัมพันธ์พังทลายจนกลายเป็นแบบนี้
เขาพอรู้สึกได้ว่าฟุชิมิเปลี่ยนไปทีละน้อยหลังเข้ากลุ่มโฮมุระ
สาเหตุอาจมาจากนิสัยเข้ากับคนยาก
ฟุชิมิเป็นคนประเภทขออยู่ตัวคนเดียวดีกว่าอยู่กับคนที่ตนไม่ถูกชะตา
อันที่จริงเรียกว่าโลกส่วนตัวสูงยังฟังดูดีเกินไป
ฟุชิมิไม่เพียงไร้มนุษยสัมพันธ์...ถึงขั้นส่งสายตารังเกียจใส่ของของตัวเองที่ถูกคนอื่นแตะต้องด้วยซ้ำ
สำหรับคนอื่นคงเป็นพวกปฏิเสธสังคมอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม
ฟุชิมิคบกับยาตะได้ ยาตะเลยคิดง่ายๆ ว่าตนเข้ากับโฮมุระได้
ฟุชิมิที่เข้ากับตนได้ก็น่าจะเข้ากับโฮมุระได้เช่นกัน
เขาคิดแบบนั้นมาตลอด
...หรือไม่ก็แค่หวังมาตลอดว่าฟุชิมิจะเห็นโฮมุระเป็นที่พักพิงเหมือนตัวเอง
ความคิดนั้นคงทำให้ละเลยอะไรไปหลายๆ
อย่าง กว่าจะรู้ตัวฟุชิมิก็หันหลังให้ตนและออกจากโฮมุระไปเข้าร่วมกับเซปเตอร์ 4
ยาตะถามหาสาเหตุ พยายามทำความเข้าใจ
แต่แล้วก็ตระหนักความจริงอันน่าตกตะลึงได้...เขาไม่รู้ว่าฟุชิมิคิดอะไรอยู่
ทั้งที่คิดว่าเป็นเพื่อนสนิท เป็นคนสำคัญ แต่กลับไม่เข้าใจฟุชิมิเลย
กระทั่งเหตุผลในการตีตัวออกจากโฮมุระที่เจ้าตัวให้มายังฟังไร้สาระในความคิดของยาตะ
ความผิดหวังไหลทะลัก...ทั้งผิดหวังในตัวเองที่ไม่เข้าใจเพื่อนสนิท
ทั้งผิดหวังเพื่อนสนิทที่เหินห่างกันไปโดยไม่รู้ตัวจนความสัมพันธ์พังทลาย
ยาตะไม่อยากให้เป็นแบบนี้
ทว่าทันทีที่ฟุชิมิเผาตราประทับของโฮมุระบริเวณกระดูกไหปลาร้าก็สำเหนียกได้ว่าฟุชิมิไม่ใช่ฟุชิมิผู้สงบเสงี่ยมเก็บกดและมีนิสัยเหมือนเด็กคนที่เขารู้จักอีกต่อไปแล้ว…ฟุชิมิไม่เคยเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวแบบนั้น นั่นไม่ใช่ฟุชิมิ ‘ของเขา’
ยาตะชอบฟุชิมิมากก็จริง
ขณะเดียวกันก็นับถือสุโอ มิโคโตะอย่างมาก เมื่อคิดว่าฟุชิมิทรยศตน ทรยศสุโอ
รวมทั้งโฮมุระ ความผิดหวังเสียใจถูกแทนที่ด้วยโทสะ คงเป็นอย่างที่ว่ารักมากจะเกลียดมาก
ยิ่งรักมากยิ่งผิดหวังมาก...พูดไว้ไม่ผิดเลย
อันที่จริง
หลังผ่านพ้นการมีปากเสียงในหนนั้น ยาตะนึกเสียใจภายหลังอยู่เหมือนกัน
เขายังอยากเข้าใจความคิดของฟุชิมิอยู่ แต่เมื่อได้พบกันอีก พอลองหยั่งเชิงพูดด้วยดีๆ
ฟุชิมิกลับไม่ให้ความร่วมมือและเอาแต่พูดยั่วยุ
เห็นได้ชัดว่าไม่คิดอยากผูกมิตรหรือเห็นแก่ความสัมพันธ์แต่เก่าก่อน
ยาตะคิดว่าตัวเองคงโดนเกลียดแน่แล้ว ดังนั้นจึงเลิกเสวนาดีๆ กับอีกฝ่าย
ฟุชิมิไม่ต้องการความรู้สึกของยาตะอีก
แล้วจะให้ยาตะเอาแต่กอดอดีตไว้ได้ยังไง มีแต่ตนคนเดียวที่เสียดายความหลังมันไม่มีประโยชน์
ในเมื่อฟุชิมิตั้งตนเป็นปรปักษ์และมุ่งหวังความเกลียดชัง ความรู้สึกที่ยาตะมีให้ก็แค่ซากไร้ค่า
ยาตะจึงเลิกล้มทุกอย่าง
ไม่ว่าจะความหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องที่ฟุชิมิจะกลับมาหรือการปรับความเข้าใจ...
ระหว่างพวกเขาไม่มีทางเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะเคยชอบแค่ไหนก็ไม่สำคัญ
ทุกอย่างเป็นอดีตหมดแล้ว
เรื่องที่ทรยศสำคัญที่สุด
ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่นทั้งนั้น
“วานไปปลุกมิโคโตะให้ทีนะ”
ยาตะไม่ได้ลืมตาตื่นเพราะเสียงการเคลื่อนไหวของคามาโมโตะหรือโทสึกะ
เขาตื่นเพราะเสียงเปิดประตูเข้ามาในร้านของคุซานางิ
ได้ยินอีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คาดว่าคงจะพูดกับแอนนา
คุซานางิเข้าร้านแต่เช้าเสมอ
ปกติก็มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของราชาของตนกับหนูน้อยชุดแดง
เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเข้ามาทำอาหารเช้าให้คนทั้งสอง...เพราะร้านที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาเป็นลูกค้าอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาเปิดร้านแต่เช้าตรู่หรอก
ยาตะหมุนไหล่ดัดแขนแก้อาการปวดเมื่อยจากการนอนพื้นแข็งๆ
ทั้งคืน พยายามขยับให้กระเทือนแผลน้อยที่สุด กระนั้นก็ยังเจ็บจนต้องสูดปาก คุซานางิเห็นแล้วก็ยิ้มให้นิดๆ
ด้วยความสงสารจากหลังเคาน์เตอร์ ถามว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า
บางทีคงอยากปลอบใจที่ร่างกายมีปัญหาแล้วยังต้องมานอนในที่ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสบายอีก
ยาตะตอบกลับไปว่าไม่มีอะไรอยากกินเป็นพิเศษ
จากนั้นก็พบว่าตัวเองมองเห็นทิวทัศน์ของร้านตามปกติ
ดวงตาสองข้างเบิกโพลงในบัดดล
หลังกระพริบปริบๆ สองสามที...
“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!”
ยาตะ
มิซากิก็แหกปากร้องลั่นร้าน เอาหัวโขกเคาน์เตอร์บาร์ราวกับคนบ้า
คุซานางิรีบประคองแอนนาซึ่งตกใจเสียงดังกะทันหันจนเกือบร่วงจากบันได
เมื่อช้อนตัวเด็กหญิงลงพื้นด้วยกริยาราวอัศวินปกป้องเจ้าหญิง ใบหน้าหล่อเหลากลายเป็นปิศาจ
เจ้าตัวเดินดุ่มมาหา หิ้วยาตะเหมือนหิ้วแมวด้วยแขนข้างเดียวอันทรงพลังผิดกับรูปลักษณ์
“บอกว่าอย่าทำลายของในร้านไม่ใช่เหรอ
ยาตะจัง...”
เสียงเย็นยะเยือกทำเอายาตะหายบ้าทันที
เชื่อสนิทใจว่าตนไม่ได้ฝันเพราะคอเสื้อเริ่มรั้งจนจะหายใจไม่ออก ก่อนขาดใจตาย
เขารีบขอโทษขอโพยพลางบอกให้คุณหมายเลขสองปล่อยตนลง
คุซานางิลูบเคาน์เตอร์บาร์อย่างทะนุถนอมยกหนึ่งค่อยหันมาสนใจ
“ได้ยินมาว่าจับตัวสเตรนที่ก่อเรื่องได้แล้ว
แต่ไม่นึกว่าจะแก้อาการได้เร็วขนาดนี้ ยาตะจังมองเห็นเป็นปกติใช่ไหม?”
โทสึกะซึ่งเพิ่งตื่นเพราะเสียงแปดหลอดแซวเรื่องที่คุซานางิรู้ไปเสียทุกเรื่องสั้นๆ
ก่อนเบนเป้ามาทางยาตะ ร่วมด้วยช่วยกันถามไถ่ “ระดับสายตากับความสว่างที่มองเห็นเหมือนเดิมหรือเปล่า
อาการปวดหรืออาการข้างเคียงอื่นด้วย มีบ้างไหม”
ยาตะมองซ้ายขวา
พุ่งปราดออกไปนอกร้าน เข้ามาใหม่ จากนั้นกล่าวด้วยเสียงตื่นเต้น
“ดะ
ดูเหมือนจะหายสนิทแล้วล่ะครับ!”
วิ่งพล่านอย่างนั้นได้
อย่างน้อยก็การันตีเรื่องการมองเห็นได้ระดับหนึ่ง โทสึกะปรบมือแสดงความยินดีจากบนโซฟา
“ว่าแล้วว่าต้องจบเรื่องเร็ว
อืม เพราะยาตะเป็นผู้เสียหายด้วยนั่นแหละ” เจ้าตัวพูดเรื่องเข้าใจยากออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
โทสึกะเอี้ยวคอไปทางเคาน์เตอร์บาร์
มองเจ้าของร้านกำลังวางแก้วเครื่องดื่มสีแดงสดใสให้เด็กหญิงผมขาว “คุณคุซานางิเองดูเหมือนจะรู้อะไรเยอะกว่าผม
คงไม่แปลกใจเลยมั้งครับ”
“ก็นะ
ได้ยินมาว่ามีเจ้าหน้าที่คนเก่งคนหนึ่งอยู่ๆ ก็ขยันทำงานผิดปกติน่ะ” คุซานางิรับคำ
เมื่อแอนนารับแก้วไปถือก็ถามถึงเรื่องที่ไหว้วาน “มิโคโตะล่ะ”
“...เดี๋ยวลงมา”
“อ่า
อาจจะได้ขึ้นไปอีกรอบก็ได้นะ...”
ราชสีห์ขี้เซาไม่ยอมลุกอย่างนี้
แอนนาคงต้องเหนื่อยหน่อย
ไม่มีใครกล้ายุ่งกับสุโอมากนัก...แน่นอนว่าเรื่องรบกวนการงีบหลับก็เป็นเรื่องที่สมาชิกกลุ่มทั่วไปไม่กล้าทำ
ทว่าแอนนาไม่กลัวสุโอตั้งแต่เจอกันครั้งแรก
นอกจากนี้สุโอยังอ่อนข้อให้เธออย่างเห็นได้ชัด
ครั้งแรกสุดที่คุซานางิไหว้วานแอนนาให้ไปปลุกสุโอ
ขนาดตัวคนไหว้วานเองยังคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไปเนี่ย...ถึงเชื่อว่าแอนนาจะไร้รอยขีดข่วนกลับมาแต่ก็คิดว่าสุโอคงไม่ตื่นเต็มตาแล้วตามลงมาแน่
ฉะนั้น เมื่อเห็นแอนนาลากราชาผมแดงลงมาได้ ไม่ใช่แค่คุซานางิหรอกที่ตกใจ
“หายสนิทอย่างนี้คงอารมณ์ดีสินะยาตะ
นี่...บอกอะไรดีๆ ให้ดีไหม”
“หืม?
อะไรเหรอครับ”
ยาตะมองโทสึกะผู้กำลังนั่งห่อตัวใต้ผ้าห่ม
ขณะที่ตัวเองกำลังหากระดานโอเทลโล่มานั่งเล่นกับคามาโมโตะฆ่าเวลารอข้าวเช้า
นึกประหลาดใจน้อยๆ ว่าเรื่องดีๆ ที่ว่ามันคืออะไร
“นายน่ะ
อยากออกไปเตร่ข้างนอกใช่ไหมล่ะ แต่วันนี้อย่าออกนอกบาร์จะดีกว่านะ”
ได้ยินคุซานางิกล่าวเสียงจนใจแว่วๆ
ว่า ‘นายนี่น้า...’ ทว่ายาตะกำลังสนใจเรื่องที่โทสึกะบอก เขาคิ้วเลิกขึ้นนิดหนึ่ง
“ทำไมล่ะครับ จะให้อุดอู้อยู่แต่ในนี้ได้ยังไง”
“แต่ถ้านายออกไปข้างนอกวันนี้พนันได้เลยว่านายจะอารมณ์เสียแน่...!” โทสึกะคึกคักมาก ใบหน้าสุภาพเรียบร้อยคลี่ยิ้มขี้แกล้งออกมาให้เห็น
วางภูมิเป็นพ่อหมอสุดฤทธิ์ “บอกไว้ก่อนเลยว่าฉันมองเห็นเรื่องที่จะเกิดในวันนี้!”
“โกหก...”
“อย่าขัดคอตอนจังหวะกำลังดีสิแอนนา! โธ่! หลอกยาตะได้แล้วเชียว”
“ประเดี๋ยวเซ่
โทสึกะซัง!” ยาตะว้ากทันทีเมื่อได้ยินครึ่งหลัง
“อำอะไรแต่เช้าครับ นี่โกหกหรอกเรอะ โกหกสินะ เห็นผมเป็นของเล่นหรือไงเนี่ย!”
“เอาน่า
อย่าโกรธเลย” โทสึกะโบกมือไปมา ชินเสียแล้วกับนิสัยชอบตะโกนโหวกเหวกของยาตะ
เขาเปลี่ยนมาทำตัวตามปกติ ไม่เก๊กแปลกๆ อีก น้ำเสียงในประโยคถัดมาเลยไม่กวนโมโหคนฟัง
“เรื่องที่ว่าเห็นอนาคตอำเล่นก็จริง แต่วันนี้จะเกิดอะไรขึ้นน่ะพอเดาได้”
“โก...”
“ไม่ได้โกหกนะ ไม่ได้โกหก
อันที่จริงก็เดาได้ไม่ยากเท่าไหร่ มั่นใจเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ”
เมื่อยาตะลดท่าทางพองขนขู่ โทสึกะยิ้มจนตาหยีขณะเอ่ยถึงอนาคตที่ตนทำนายให้ฟัง
“วันนี้ถ้านายออกไปตะลอนข้างนอกจะเจอซารุคุงแน่ๆ
แล้วถ้าเจอก็จะหัวเสียกลับมาใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นถึงได้บอกไงว่ากำลังอารมณ์ดีๆ
ถ้าไม่อยากอารมณ์เสียก็อย่าออกไปข้างนอก”
“ไม่เจอเจ้าคนทรยศนั่นง่ายๆ
หรอกครับ เมืองไม่แคบขนาดนั้นซะหน่อย”
ดูจากที่แล้วๆ
มาก็ทราบ ถ้าเจอกันง่ายปานนั้น ป่านนี้คงตีกันตายไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว
ยาตะไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้น้ำหนักของโทสึกะแน่นอน หากลองเปลี่ยนคนพูดเป็นแอนนาเขาน่าจะคล้อยตาม
แต่ในเมื่อไม่ใช่ก็เลิกพูดไปเลย อุตส่าห์กลับมามองเห็น ยาตะย่อมอยากใช้ ‘ตา’ ชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้
“อันที่จริงขอแค่ไม่เต้นตามฟุชิมิก็พอแล้ว
เจอหน้าทำเป็นไม่เห็นซะก็ได้ แต่ยาตะซังเป็นซะแบบนี้...”
คามาโมโตะไหล่ตกอยู่ด้านข้าง
ครั้งที่แล้วพ่ายหมดรูป
เจอหน้ากันรอบนี้ไม่มีทางทำเป็นมองไม่เห็นแน่นอน อย่าว่าแต่คามาโมโตะ คนอื่นๆ
เองก็นึกภาพออกง้ายง่าย
“เชอะ
ทำไมฉันต้องทำเป็นมองไม่เห็นด้วย ทำอะไรผิดถึงต้องหลบหน้าหา! ถ้าไอ้ลิงเวรอยากมีเรื่องนักฉันก็พร้อมรับคำท้าเสมอ!”
“ตาหายแต่ไหล่ยังไม่หาย
อย่าซ่าไปหน่อยเลยครับ”
“พูดงี้หมายความว่าไงวะ! เดี๋ยวพ่อซัด...!”
“พวกนาย! ถ้าจะตีกันก็ไสหัวไปตีกันข้างนอก!”
ไม่มีใครอยากแหย็มกับหมายเลขสองของกลุ่ม
สงครามน้ำลายขนาดย่อมปิดฉากอย่างง่ายดายด้วยเสียงตะโกนอย่างสุดทนของคุซานางิ
อิสึโมะ
ตอนที่ถีบสเกตบอร์ดไปตามทางเดินเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน
ยาตะลืมเรื่องที่โทสึกะพูดไว้ไปหมดแล้ว เขานั่งๆ นอนๆ อยู่ในร้านหลายชั่วโมง
หลังได้กินอาหารอร่อยๆ และนั่งเล่นเกมแก้เครียดไปพักใหญ่ ชื่อของฟุชิมิ
ซารุฮิโกะก็กระเด็นหลุดออกไปจากหัว
แม้เห็นเครื่องแบบสีน้ำเงินที่มุมหนึ่งของทัศนวิสัยก็ไม่ได้เชื่อมโยงไปถึงคำพูดเมื่อเช้าของโทสึกะเลย
เรื่องที่คิดมีแต่อยากกลับไปมองบ้านตัวเองเท่านั้น
ทั้งที่ไม่ได้เห็นแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียว ทั้งยังไม่ใช่คนติดบ้าน
เวลานี้กลับคิดถึงบ้านอย่างประหลาด รู้ทั้งรู้ว่าไปก็ไม่มีใครยังอยากจะกลับ...ตลกชะมัด
“มิซากิ!”
เสียงเหมือนเด็กเอาแต่ใจเรียกชื่อตนดังมาจากด้านหลัง
ยาตะหยุดเท้าโดยไม่ทันคิด เหลียวหาต้นตอครั้งเดียวก็เจอใบหน้าที่ไม่อยากเห็น
เรื่องที่ลืมไปแล้วผุดออกมา
...โทสึกะซังรู้ได้ยังไงนะ
ความจริงยาตะเหม่อลอยถึงไม่ทันสังเกต
ฟุชิมิยืนพิงกำแพงและเห็นยาตะมาตั้งแต่แรก
คิดว่ายาตะจะทัก..แต่กลับไถลสเกตบอร์ดผ่านเลยไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ด้วยความที่ไม่เคยถูกเมินสนิทมาก่อน ใบหน้าประดับแว่นจึงคล้ำมืดตามความไม่พอใจ
ตั้งแต่เห็นยาตะถลันผ่านหน้าไป
ฟุชิมิเรียกอดีตพรรคพวกไปแล้ว หากเสียงไม่เข้าหูยาตะเลยไม่หัน
เมื่อเรียกเป็นหนที่สอง น้ำเสียงที่ใช้จึงกล่าวได้ว่าแข็งกร้าวเพราะสั่งสมความหงุดหงิดจากการถูกเมินในการเรียกหนแรก
สิ่งที่สะท้อนในดวงตายาตะคือสีหน้าซึ่งขัดกับภาพลักษณ์อันเรียบร้อยเปราะบางของฟุชิมิ
ซารุฮิโกะ...เพียงเจ้าตัวแผ่ออร่าความไม่พอใจออกมายาตะก็ขมวดคิ้ว
เขานึกถึงเรื่องที่คนรอบตัวบอกให้ทำเมินฟุชิมิเสีย
อยากบอกเหลือเกินว่าลองมาเป็นเขาไหมล่ะ...ลองมาเป็นคนโดนทิ่มแทงด้วยความชิงชังดูบ้าง
พวกที่บอกให้เขาใจเย็นจะทนเย็นเป็นน้ำแข็งได้หรือเปล่า
แม้ความอัปยศจากการพ่ายแพ้และการถูกเห็นในสภาพน่าสังเวชเมื่อวานจะขับให้ยาตะอยากถลาไปเล่นงานอีกฝ่าย
เขายังข่มใจพยายามตั้งสติสุดความสามารถ
“ดูเหมือนจะมองเห็นแล้วนี่...”
“อยากพิสูจน์มั้ยล่ะ”
ยาตะกดเสียงต่ำ
เท่านั้นรอยยิ้มบิดเบี้ยวก็ปรากฏ
ดวงตาหลังแว่นกรอบดำวาววับ...หากก็เพียงครู่เดียว เพราะพริบตาต่อมาฟุชิมิพลันเปลี่ยนไปแสดงสีหน้าอย่างอื่น
ยาตะไม่ทันสังเกตให้ชัด มาเห็นเอาอีกทีก็ตอนที่เจ้าตัวแสดงท่าทางเบื่อหน่ายเหมือนหมดความสนใจในตัวยาตะ
จากนั้นหมุนไปทางอื่นคล้ายไม่อยากมอง
ท่าทางนั้นทำคนมองยัวะได้ง่ายๆ
“หน็อย แก...!”
“สารรูปแบบนั้น อย่าปากดีเลยน่า
”
“อย่ามาถอนหายใจมองฉันด้วยหางตาแบบนั้นนะ
บัดซบเอ๊ย!”
ยาตะโมโหจนหูอื้อตาลาย
บาดแผลบริเวณบ่าใต้เสื้อสีขาวแสบร้อนในทันใด
จริงตามฟุชิมิว่า...หากลงมือกันจริง
ยาตะตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ทว่าคนหัวทึบไม่คิดอะไรทั้งนั้น รู้แค่ถูกหมิ่นอย่างรุนแรง
ถ้าไม่ได้เล่นงานคนตรงหน้าให้หมอบความร้อนรุ่มในอกนี้ไม่มีทางสงบลงแน่
ฟุชิมิอาศัยจังหวะที่ยาตะลดการ์ดลงเพราะโทสะบังตาโบกมือคราวหนึ่ง
มีดพกดีไซน์เฉพาะตัวปรากฏระหว่างง่ามนิ้ว ไม่รอให้ตั้งตัว เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ายาตะด้วยสีหน้าอ่านยาก
มือขวาสะบัดมีดออกไป
โหนกแก้มข้างซ้ายของยาตะมีเส้นตรงสีแดงถูกขีดบางๆ
เลือดสีสดซึมออกมาจากบาดแผล
“ไง?
กระจอกจนไม่มีค่าให้ลงมือด้วยเลยใช่มั้ยล่ะ?”
ฟุชิมิมองภาพนั้นก่อนไหวไหล่
สืบเท้าเนิบนาบไปทางยาตะซึ่งกำลังหน้าแดงด้วยความอับอายปนโกรธขึ้ง เขามองยาตะในระยะห่างเพียงสามก้าว
ด้วยส่วนสูงที่มากกว่า พอหลุบตาลงมองจึงเสมือนกำลังใช้สายตาดูถูก
ยิ่งเจ้าตัวแสยะมุมปากน้อยๆ คนมือไวใจเร็วก็ตัดสินใจเหวี่ยงแขนหมายอัดหน้ายียวนนั้น
...แต่กลับถูกคว้าเอาไว้ง่ายๆ
“อย่ามาจับ!”
“หวงเนื้อหวงตัวแบบนี้ถึงได้ยังเวอร์จิ้นอยู่ไงล่ะ
มิ~ซา~กิ~”
“หนวกหู!”
โธ่เว้ย
รู้งี้ไม่ผ่านมาแถวนี้ซะก็ดีหรอก...ไม่สิ ถ้าเชื่อโทสึกะซังล่ะก็...!
ยาตะอยากตะบันหน้าขาวๆ
ของฟุชิมินัก เขาโกรธมาก โมโหเป็นที่สุด
ทุกสิ่งที่ประกอบเป็นฟุชิมิในตอนนี้ล้วนกระตุ้นอารมณ์เขาได้ทั้งนั้น ทั้งที่น่าจะฟิวส์ขาดอาละวาดให้สมศักดิ์ศรีแนวหน้าแห่งโฮมุระ
ทว่าทำได้แค่ชกหมัดเบาๆ ชนิดฆ่ายุงไม่ตายออกไป
เสียงวี้ๆ
ก้องในหู
สมองกับร่างกายสับสนไปหมด
มั่นใจเต็มร้อยว่าอยากซัดคนตรงหน้าให้ลงไปกองกับพื้น
ร่างกายกลับไม่ขยับ...เอาเข้าจริงดูเหมือนใจสู้จะเหลือแค่ครึ่งเดียวด้วยซ้ำ
ต้องเป็นเพราะจิตใจยังไม่ฟื้นตัวตามร่างกายแน่ๆ...
ผจญภาวะสิ้นหวังในความมืดมิดนานเกินไป
คิดว่าร่าเริงดีแล้ว แต่คงยังหดหู่อยู่หน่อยๆ
“มิซากิ?”
“ปล่อย
ไม่อยากเห็นหน้านาย”
เมื่อครู่ฟุชิมิเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
แต่ยาตะผู้จมอยู่ในความคิดตัวเองไม่รู้ทันสึกถึงบรรยากาศซึ่งแปร่งปร่าเล็กน้อย อาศัยว่าอีกฝ่ายผ่อนแรงจนเหลือระดับแค่จับมือหลวมๆ
สะบัดมือทิ้ง ใช้เท้าเหยียบปลายสเกตบอร์ดดีดขึ้นมาแล้วถือด้วยแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บ
ยาตะคิดว่าต้องกลับไปตั้งหลักสักหน่อย
ถึงบอกตัวเองว่าอย่าไปอาวรณ์อดีต ทว่าในภาวะที่จิตใจสั่นคลอนอย่างนี้ พอมาเจอฟุชิมิก็เหมือนจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปง่ายๆ
เห็นได้ชัดว่าสายใยที่มองไม่เห็นยังเชื่อมตัวเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
ต่อให้ใช้เปลวเพลิงที่ได้รับมาจากสุโอเผาทิ้งก็คงไม่หายไป
เมื่อกี้โมโหแทบคลั่ง
พอมองตาคู่นั้นก็หดหู่จนไม่เป็นอันทำอะไร
ฟุชิมิเปลี่ยนไปแล้ว
ตัวเองกลับย่ำอยู่กับที่
ความคิดน่าสมเพชไหลผ่านสมองอย่างน่าอาย
เอาแต่คิดว่าทำไมฟุชิมิต้องทรยศตนด้วย ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้
พวกเขาไม่ควรยืนคนละฝั่งกันแท้ๆ...ความคิดที่ให้คู่กรณีรู้ไม่ได้
อยากกลับบ้าน
อยากกลับไปหาทุกคนที่โฮมุระ...
ปลายนิ้วจิกลงบนสเกตบอร์ดแข็งๆ
ยาตะเหม่อลอยเล็กน้อย เมื่อสติกลับเข้าตัว เขาไม่พูดอะไรกับฟุชิมิแม้แต่ครึ่งคำ
แค่หมุนตัวแล้วเดินต่อในทิศทางเดิม โหยหาที่พักพิงที่อยู่ในระยะเอื้อมมือถึง
ทิ้ง ‘อดีต’ ชุดน้ำเงินไว้ด้านหลังอย่างไม่ไยดี
ฟุชิมิมองแผ่นหลังที่เล็กลงเรื่อยๆ...แผ่นหลังซึ่งแม้จะเล็กไม่สมวัยแต่ห้าวหาญอยู่เสมอ
หนนี้มันดูบอบบางกว่าทุกที
นิ้วชี้ถูนิ้วโป้งซึ่งเลอะเลือดจางๆ
มือกำเข้าหากัน
เมื่อครู่ดวงตาของยาตะไม่สะท้อนแม้แต่ฟุชิมิซึ่งยืนอยู่ต่อหน้า
กระทั่งตอนที่ยกมือขึ้นสัมผัสบาดแผลบริเวณแก้มยังไม่รู้สึกตัว...ในสมองน้อยๆ
นั่นกำลังคิดอะไรหรือคิดถึงใครฟุชิมิไม่อยากรู้ทั้งสิ้น
ฉันอยู่ตรงหน้านาย
ฉันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ
นายก็ยัง...
“ชิ!”
เจ้าหน้าที่ชุดน้ำเงินแทบจะจิกนิ้วลงไปบนตราประทับไหม้ๆ
เขาเงยหน้าบอกบุญไม่รับมองทาง จากนั้นก้าวขาเพื่อกลับไปทำงานที่ค้างไว้ตั้งแต่ก่อนหนีออกมาดูคนที่ไม่ไยดีตน