Thursday, 2 March 2017

[Fanfic Daiya no A ; xxxSawa] เถาวัลย์ (Ivy)



Fanfic Daiya no A

 

เถาวัลย์ (Ivy)

 

 

 

Pairing : ??? x Sawamura Eijun

 

Rating  : SFW

 

 

 

 

 

 

ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน คนที่ซาวามุระ เอย์จุนมอบใจให้มีเพียงหนึ่งเดียว...รักแรก และคงเป็นรักสุดท้าย ชายหนุ่มไม่คิดว่าตนเองจะรักใครได้อีก มันผลิดอกหยั่งรากเมื่อครั้งเขาอยู่มัธยมต้น เติบโตจากต้นกล้าเล็กๆ เป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง

 

โยชิคาวะ ฮารุโนะ

 

เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นตอน ม.ต้นปีสอง ในสายตาเอย์จุนผู้ไม่สนใจเรื่องความรัก ตอนแรกเขาไม่มีความเห็นเรื่องรูปลักษณ์เจ้าหล่อนแม้แต่น้อย ดูเหมือนคนอื่นๆ จะมองว่าเธอน่ารัก แต่ก็เท่านั้น...เป็นตุ๊กตาสวยๆ ที่ควรดูแต่ตามืออย่าต้อง

 

ฮารุโนะป่วยมาตั้งแต่เล็ก...หัวใจไม่แข็งแรง มักขาดเรียนบ่อยๆ ต่อให้มีหน้าตาชวนมอง หนุ่มๆ ทั้งหลายก็คร้านจะดูแลอาการสามวันดีสี่วันไข้ของเธอ แรกเริ่มเอย์จุนคิดว่าคนอื่นเย็นชามาก กระนั้นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครอยากหาเหาใส่หัว ฮารุโนะเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง แถมยังซุ่มซ่ามเชื่องช้า มีแฟนแบบนี้ชีวิตน่าเบื่อตาย เอย์จุนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจเธอ แม้เหตุผลต่างจากเพื่อนร่วมขั้น แต่ไม่สนใจก็คือไม่สนใจอยู่ดี

 

จุดพลิกผันอันก่อให้เกิดความรักเป็นฉากเรียบง่ายดาษดื่นของวันหนึ่ง เอย์จุนติวสอบซ่อมอยู่กับคุราโมจิ โยอิจิ...เพื่อนสมัยเด็ก ปัจจุบันเป็นรุ่นพี่คนสนิท เพราะเพื่อนฝูงหลีกลี้หนีหายทันทีที่ได้ยินคำว่าติวสอบ เด็กหนุ่มไม่มีทางเลือกนอกจากอ้อนวอนรุ่นพี่ซึ่งมีผลการเรียนในระดับใช้ได้ให้เมตตาสั่งสอนแลกกับเบอเกอร์สามชิ้น ตอนที่กำลังเดินหาตำราอ่านเทียบในห้องสมุด เอย์จุนบังเอิญเจอฮารุโนะคู้ตัวกุมอกเสื้ออยู่ตรงมุมหนึ่งของชั้นหนังสือ ด้วยความที่ก้มหน้างุดจนม่านผมบดบังสีหน้า เขาบอกไม่ได้ว่าเธอรู้สึกยังไงทว่าเรือนร่างสั่นริกบ่งชัดว่าคงทรมานไม่น้อย

 

เอย์จุนไม่ใช่คนไร้น้ำใจที่เห็นภาพเช่นนี้แล้วจะเมินผ่าน หลังเข้าไปดูอาการไม่กี่นาที สีหน้าคนป่วยค่อยดีขึ้น ใช้เวลาตั้งสติปรับสภาพจิตใจเล็กน้อย เด็กสาวยิ้มให้ บอกว่าไม่เป็นไรก่อนถามกลับว่าทำไมเอย์จุนยังไม่กลับบ้าน พอทราบว่ากำลังติวสอบซ่อมก็เสนอตัวช่วยติวให้ด้วยท่าทีเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น

 

เห็นดังนั้น สายตาที่มองฮารุโนะจึงเปลี่ยนไป เธอไม่ต้องการความสงสาร หากก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจในยามที่ตนกำลังต้องการความช่วยเหลือ และแม้จะมีร่างกายผิดแผกจากคนอื่น เด็กสาวยังยิ้มรับความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา

 

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว รู้สึกตัวเมื่อไหร่ก็พบว่ากำลังมองหาแต่สาวเจ้า และเพราะเฝ้ามองอยู่ตลอดนี้เองจึงพบว่าแท้จริงโยชิคาวะ ฮารุโนะนั้นอ่อนโยนและเข้มแข็งไม่แพ้ใคร เวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาชิดใกล้กันมากขึ้น เอย์จุนได้รับกำลังใจและความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายมาตลอด เมื่อรู้ตัวว่าหลงรัก สิ่งที่เอย์จุนคิดก็คือ...อา กะแล้วเชียว

 

มันไม่ใช่รักข้างเดียว เด็กหนุ่มรู้ดีว่าฮารุโนะก็มีความรู้สึกดีๆ แก่ตน กระนั้น เมื่อสารภาพรักออกไป สาวน้อยกลับปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าอย่ามาจมปลักอยู่กับเธอเลย เอย์จุนใช้เวลาทู่ซี้ถึงปีครึ่งจึงจะเปลี่ยนความสัมพันธ์อันคลุมเครือให้กลายเป็นคนรักได้สำเร็จ

 

พวกเขารักใคร่กันดี แต่ก็มีปัญหาอีกจนได้

 

เอย์จุนเปรยเรื่องแต่งงานครั้งแรกตอนเรียนมหาลัยปีหนึ่ง กลับถูกฝ่ายหญิงปฏิเสธเด็ดขาดว่าเรื่องนี้ยังไงก็ยอมไม่ได้ ช่วงนั้นฮารุโนะต้องเข้ารับการผ่าตัด เอย์จุนไม่ใช่จะไม่เข้าใจเธอ และพอไม่อยากให้คนรักรู้สึกไม่ดี เขาจึงพับเรื่องนี้เก็บลงไปก่อนชั่วคราว หมายมั่นว่าจะยกมาเกลี้ยกล่อมใหม่จนกว่าเธอจะใจอ่อน

 

เด็กหนุ่มเอาเรื่องนี้ไปขอคำแนะนำจากโคมินาโตะ ฮารุอิจิเพื่อนสนิทซึ่งได้รู้จักตอนเรียนม.ปลาย คิดว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างดีเหมือนทุกเรื่อง เพื่อนซี้กลับแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย ถามว่าความสัมพันธ์แบบนี้ยังไม่พออีกหรือ ทำไมต้องคาดคั้นอยากผูกมัดทั้งที่ฮารุโนะไม่ต้องการ นอกจากนี้ ฮารุอิจิกล่าวเสริมว่า ฟังดูอาจใจร้ายไปหน่อย แต่เอย์จุนไม่จำเป็นต้องเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้กับคนที่อนาคตไม่แน่นอนนี่นา เพิ่งเรียนมหาลัยปีแรก ทำไมใจร้อนนัก

 

ได้ยินแล้วเอย์จุนไม่ยอมพูดกับฮารุอิจิหนึ่งสัปดาห์เต็ม

 

อันที่จริงไม่เพียงฮารุอิจิ เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาใครก็ไม่มีใครเห็นด้วยสักคน กระทั่งครอบครัวฮารุโนะเองยังบอกว่าหากจะแต่งงาน หาคนอื่นเสียจะดีกว่า แม้ดีใจที่ฮารุโนะได้รับความรักเปี่ยมล้น หากพิจารณาดูแล้ว เอย์จุนยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ต่อให้รักกันจริง การแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น พวกเขาค่อนข้างแน่ใจว่าฮารุโนะจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ไม่อยากให้เอย์จุนเป็นหม้ายตั้งแต่ยังหนุ่ม

 

ทั้งที่เอย์จุนแค่อยากเป็นครอบครัวที่แท้จริงกับฮารุโนะก็เท่านั้น

 

เรื่องบางเรื่อง คำพูดบางคำ หากไม่ใช่ครอบครัวก็ไม่มีความหมาย

 

แถมเอย์จุนยังอยากแสดงออกว่าเขาพร้อมเคียงข้างหล่อนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

ถึงไม่มีใครเห็นด้วยแม้แต่คนเดียว เอย์จุนยังคงไม่ตัดใจ กระทั่งครั้งหนึ่ง ฮารุโนะซึ่งอ่อนล้าจากการรักษาตัวและกำลังเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง เธอถามเอย์จุนทั้งน้ำตาว่าเปลี่ยนใจหรือยัง อยากแต่งงานกับเธอจริงหรือ ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม

 

เอย์จุนซึ่งตอนนั้นเรียนมหาลัยปีสุดท้ายพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

 

พวกเขาจดทะเบียนสมรสกันในห้องพักผู้ป่วย

 

ไม่รู้เพราะสภาพจิตใจหรืออย่างไร หลังจากนั้นอาการของฮารุโนะดีวันดีคืนจนได้ออกจากโรงพยาบาลและร่วมฉลองการเรียนจบของเอย์จุนด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เอย์จุนกระเซ้าว่าถ้าไม่เอาแต่นอนอู้จนต้องดรอปเรียน ป่านนี้ฮารุโนะคงได้มายืนถ่ายรูปถือปริญญาบัตรข้างๆ ตนแล้ว

 

วันคืนแสนสุขดำเนินไปได้ไม่นานนัก อาการของฮารุโนะเริ่มทรุดลงอีก ได้ใช้ชีวิตคู่ไม่ถึงสามปี ฤดูใบไม้ร่วงตอนอายุยี่สิบสี่ หญิงสาวก็จากไปในห้องซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ

 

 

 

 

“เอ๊ะ ไม่ว่างเหรอ?

 

หัวหน้าแผนก มิยูกิ คาซึยะถามด้วยสีหน้าตื่นตกใจเล็กๆ

 

พรุ่งนี้วันเสาร์ ทั้งบริษัทมีเลี้ยงฉลองเป็นขวัญกำลังใจแก่พนักงานเนื่องจากปีนี้ได้รับผลกำไรสุทธิมากกว่าปีก่อนอย่างก้าวกระโดด เพราะเป็นวันเสาร์กลางคืน แถมกินฟรี เมื่อมีคนปฏิเสธไม่ไป มิยูกิยอมรับว่าคาดไม่ถึง

 

เอย์จุนยิ้มขม “ไม่ใช่ไม่ว่างหรอกครับ แค่อยากพักผ่อนอยู่บ้านน่ะ”

 

“ไม่เอาน่า ออกมาสังสรรค์หน่อยจะเป็นไรไป หนุ่มโสดที่ไหนเอาแต่นอนเฉาอยู่บ้านกัน ถ้ามีลูกเมียยังว่าไปอย่าง" มิยูกิเกลี้ยกล่อมทั้งเสียงหัวเราะ เมื่อรู้ว่าลูกน้องว่างก็คะยั้นคะยอใหญ่ “นายตั้งใจทำงานมาตลอด มีโอกาสให้ผ่อนคลายทั้งทีก็มาเถอะน่า”

 

ซาวามุระ เอย์จุนไม่ใช่คนเก่งที่มีผลงานยอดเยี่ยมแต่ขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบ ไม่อู้งาน แถมใช้คล่อง เรียกได้ว่าเป็นคนโปรดของมิยูกิอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่เจ้าตัวมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาใคร แม้เป็นคนโปรดก็ไม่มีใครอิจฉาริษยาเป็นพิเศษ...โดยเฉพาะเมื่อไม่ใช่คนเก่งซึ่งมีโอกาสไต่เต้าไปยึดหน้าที่การงานดีๆ แซงหน้าคนอื่น

 

ชายหนุ่มลูบแหวนเบาๆ เมื่อหัวหน้าเอ่ยถึงครอบครัว เขาสวมแหวนแต่งงานไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายมาตลอด ทว่าพฤติกรรมคงเหมือนหนุ่มโสดเกินไปเลยไม่มีใครคิดว่าเขาแต่งงานแล้ว

 

พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของฮารุโนะ ต่อให้ว่างก็ไม่มีอารมณ์ไปงานรื่นเริง

 

เอย์จุนทำใจเรื่องฮารุโนะไว้แต่แรก ดังนั้นจึงไม่นึกเสียใจทีหลังที่แต่งงานกับเธอ และแม้ไม่มีอารมณ์ไปสังสรรค์ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะฟูมฟายคิดถึงคนรักอยู่คนเดียวที่บ้าน เขาไม่ได้ถูกอดีตล่ามรึงเอาไว้ เพียงแต่อยากใช้เวลาหวนนึกถึงเธอผู้เป็นที่รักเงียบๆ เท่านั้น

“ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่สะดวกจริงๆ”

 

“ลองคิดใหม่อีกรอบก็ได้นะ” มิยูกิไม่ยอมแพ้

 

เอย์จุนยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้แล้วขอตัวกลับโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

 

อันที่จริงหัวหน้าออกโรงพูดเอง ไม่ไปแบบนี้ไม่รู้เสียมารยาทหรือไม่ เดิมทีคิดว่าพนักงานเล็กๆ ไม่ไปร่วมงานย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หัวหน้าเจาะจงชักชวนแล้วไม่ไปแบบนี้มันอดคิดมากไม่ได้

 

...แต่เอย์จุนก็ไม่ได้ไปอยู่ดี

 

ช่วงกลางวันวันเสาร์ เขาไปทำความสะอาดป้ายหลุมศพภรรยาพร้อมดอกไม้หนึ่งช่อ ตกกลางคืน ในเวลาที่คนอื่นน่าจะกำลังสนุกสนานกับดนตรีและอาหารอร่อยๆ ซาวามุระ เอย์จุนนอนหลับบนโซฟาในบ้านอันเงียบเหงาหลังดื่มเบียร์ไปสองกระป๋อง

 

แหวนเงินบนนิ้วคล้ายจะสะท้อนแสงจันทร์หรุบหรู่อย่างเศร้าสร้อย

 

 

 

 

วันอาทิตย์ เอย์จุนตื่นนอนตอนเที่ยง แรกๆ ก็สะลึมสะลืออยู่หรอก พอเห็นเวลาเท่านั้นแหละ...กระวีกระวาดอาบน้ำแต่งตัวแทบไม่ทัน เพราะนัดกับคุราโมจิเอาไว้ว่าจะไปดูฮารุอิจิแข่งเบสบอลรอบรองชนะเลิศ อุตส่าห์เซ้าซี้รุ่นพี่เป็นนานจนอีกฝ่ายยอมตกลง ขืนไปสายคงโดนหักแขนดังกร๊อบ ผลคือพยายามสุดชีวิตก็ยังถึงสถานีช้าไปห้านาที คิดในใจว่าโดนเล่นงานแน่ ราชาปิศาจกลับจ้องมองตนเงียบๆ

 

“บอกว่าอย่ามาซึมให้เห็นไง ไอ้กร๊วกนี่”

 

ดวงตาที่หลับปี๋รอฝ่ามืออรหันต์ลืมขึ้นด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ยิ้มหัว...และไม่แสดงสีหน้าบึ้งตึง เพียงเก็บรอยยิ้มและพูดเนิบๆ เท่านั้น

 

“คนไม่อยู่แล้ว คิดถึงไปก็เท่านั้นแหละ”

 

ไม่นึกว่ารุ่นพี่จะจำวันครบรอบภรรยาของตนได้ เอย์จุนนิ่งงันไป ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือถูกมองทะลุปรุโปร่งเหมือนเคย...น่ากลัวชะมัด คนคนนี้

 

พวกเขามาถึงสนามก่อนกำหนดเวลาแข่งสิบห้านาที เอย์จุนพยายามหาที่นั่งล่างๆ ฝั่งทีมเพื่อนสนิทแต่ม้านั่งถูกจับจองจนเต็มจึงต้องเลี่ยงไปหาจุดอื่นอย่างไม่มีทางเลือก ระหว่างกำลังมองซ้ายขวาอยู่นั้น...

 

“ซาวามุระ...กับคุราโมจิ?

 

มีมนุษย์สวมแว่นเรียกชื่อพวกตนจากที่นั่งแถวสูงขึ้นไปสองขั้น เอย์จุนกระพริบตาปริบมองเจ้าของเสียง ริ้วรอยคาดไม่ถึงวาดผ่านแววตา

 

ไม่ยักรู้ว่าหัวหน้าของตนจะรู้จักมักจี่กับคุราโมจิด้วย

 

“ไอ้ทานุกิหน้าแว่นนี่หว่า”

 

...แถมดูเหมือนจะสนิทกันกว่าที่คิดอีกต่างหาก

 

            คงเพราะไม่มีคนคบตามคำเล่าลือ ที่นั่งด้านข้างมิยูกิว่างเปล่า สองหนุ่มผู้โดนทักจึงระเห็จไปนั่งด้วยโดยปริยาย มิยูกิเหลือบมองเพื่อนเก่าเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเลือกนั่งคั่นกลางระหว่างตนเองกับลูกน้อง

 

            เอย์จุนเลือกถามคนสนิทกว่าอย่างคุราโมจิ กระซิบกระซาบเสียงเบาว่าไปรู้จักกันได้ยังไง ได้ความว่าเป็นเพื่อนร่วมคณะ เรียนเอกเดียวกันสมัยมหาลัย คุราโมจิย้ำชัดว่าไม่ใช่เพื่อน เป็นแค่คนรู้จักที่มีความสัมพันธ์แบบตัดไม่ตายขายไม่ขาด ระหว่างพูดว่าไม่ใช่เพื่อน ชายหนุ่มแอบเหลือบคนข้างๆ สีหน้าฉายความรังเกียจออกมานิดๆ และราวกับอยากให้บุคคลที่สามรู้สึกตัวอย่างแน่นอน...มีเดาะลิ้นแถมด้วย

 

            เห็นแบบนี้ก็ถามซอกแซกไม่ออก เอย์จุนหัวเราะแหะๆ รีบปิดการสนทนาอย่างว่องไว

 

            อารมณ์อึมครึมเมื่อวานทุเลาลงมากเมื่อสมาธิถูกหันเหไปทางการแข่ง แมตช์วันนี้สนุกมาก ทั้งสองทีมฝีมือสูสี ผลัดกันรุกผลัดกันรับจนคนดูใจหายใจคว่ำ เพราะลุ้นมากไป ก้นพลอยไม่ติดเก้าอี้ โดนคุราโมจิดึงคอเสื้อลงมาไม่ให้ยืนบังคนอื่นตั้งหลายรอบ แม้สุดท้ายทีมเพื่อนรักจะแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย ทว่าวันนี้ฮารุอิจิทำผลงานได้ดีทีเดียว

 

            “คลีนอัพคนนั้นเป็นเพื่อนนายเหรอเนี่ย”

 

ขณะเดินลงจากอัฒจันทร์เพื่อแวะทักทายฮารุอิจิ มิยูกิถามขึ้นด้วยสีหน้ากระตือรือร้น งานประจบหัวหน้าเป็นหน้าที่สำคัญ การตอบคำถามก็เป็นอีกเรื่องที่สมควรกระทำ ทว่าเวลานี้ สาเหตุที่รีบตอบไม่ใช่เหตุผลอะไรพวกนั้น มันเป็นเหตุผลเรียบง่ายอันเรียกว่า ‘อยากอวด’ มากกว่า

 

“เรียนด้วยกันตั้งแต่ม.ปลายน่ะครับ แต่ฮารุจจิเป็นนักกีฬาตัวจริงตั้งแต่เรียนม.ต้นแล้วล่ะมีบทสัมภาษณ์ลงนิตยสารด้วยนะครับ!

 

“อืม”

 

มิยูกิมองคนช่างอวดยิ้มๆ เห็นสีหน้าเจ้าตัวสดใสผิดกับเมื่อวานซืนก็เบาใจลงมาก ยิ้มออกแบบนี้เขาค่อยสบายใจหน่อย

 

ทั้งสามลงมายืนรอบริเวณทางออกในจุดไม่สะดุดตา ฮารุอิจิบอกว่าจะรีบแยกตัวออกมา ให้รอใต้ต้นไม้ เลยเวลานัดหมายไปได้ไม่กี่นาที ร่างเล็กทะมัดทะแมงวิ่งมาทางสามหนุ่มเสียผมกระจาย

 

“พอดีหาของไม่เจอนิดหน่อย ขอโทษที่สายนะ”

 

หนุ่มผมชมพูทักทายเพื่อนเล็กน้อยก่อนทักทายคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้วยกันอย่างมีมารยาท เนื่องจากรู้จักคุราโมจิมาก่อนจึงเรียกชื่อถูกต้องไร้ปัญหา แต่กับมิยูกิต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่หนึ่ง เอย์จุนแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันง่ายๆ มิยูกิไม่ได้สนใจอยากสนิทสนมกับผู้มาใหม่นักเลยไม่ได้พูดอะไรมาก แนะนำตัวพอเป็นพิธีก็จบ ปล่อยให้เพื่อนสองคนคุยกัน ส่วนตัวเองสนทนาสัพเพเหระกับคุราโมจิเรื่อยเปื่อยตามประสาเพื่อนเก่าที่นานๆ เจอกันที

 

แต่แล้วจังหวะดีๆ ก็เป็นอันเสียเมื่อได้ยินฮารุอิจิพูดถึงชื่อ ‘ฮารุโนะ...ชายหนุ่มผมชมพูกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด บอกขอโทษที่เมื่อวานอยู่เป็นเพื่อนเอย์จุนไม่ได้

 

มิยูกิสะกิดแขนเพื่อนยิก ความสงสัยท่วมใจ “เฮ้ๆ สองคนนั้นพูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ ใครคือฮารุโนะ แฟนซาวามุระเรอะ?”

 

“ไม่ใช่แฟน”

 

คนถามพรูลมหายใจ ทำหน้าเหมือนยกภูเขาออกจากอก “ค่อยยัง...”

 

“เมียต่างหาก”

 

“...”

 

ไม่สนใจสีหน้าช็อกค้างของเพื่อน คุราโมจิกระหน่ำความจริงใส่หน้ามิยูกิอย่างไม่ปราณี “ซาวามุระมันใส่แหวนอยู่ไม่เห็นเรอะ แหกตาเน่าๆ ของแกแล้วมองให้ดีซะ...นิ้วนางข้างซ้ายนั่นน่ะ ฉันไม่เคยเห็นมันถอดเลยสักหน”

 

“ตะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่เห็นรู้เรื่อง...” มองมือของลูกน้องเห็นจริงตามเพื่อนว่า นิ้วนางข้างซ้ายมีแหวนเรียบๆ ติดนิ้วอยู่วงหนึ่ง แม้ไม่สะดุดตามากมาย แต่ไม่อยากเชื่อว่าจะละเลยมาถึงป่านนี้ “ก็หมอนั่น...ทำตัวไม่เหมือนคนแต่งงานแล้ว...”

 

“แต่งเป็นชาติแล้วโว้ย ตั้งแต่ก่อนไปสมัครงานที่ไดยะซะอีก ที่ทำตัวเหมือนคนไม่มีพันธะก็เพราะโยชิคาวะไม่อยู่แล้วต่างหาก...”

 

ปกติแล้ว มิยูกิ คาซึยะเป็นควบคุมอารมณ์เก่งมาก ใบหน้ามักแต้มยิ้ม...ยิ้มการค้าบ้าง ยิ้มยียวนบ้าง อยู่ที่ว่ากำลังเผชิญสถานการณ์แบบไหน เพราะการแสดงสีหน้าเป็นสิ่งสำคัญในการเอาตัวรอดในสังคม เขาจึงไม่แสดงใจจริงทั้งหมดออกมาให้เห็น โอกาสหลุดสีหน้าออกมาน้อยๆ เช่นนี้นับว่าหาได้ยาก ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรซับซ้อน คุราโมจิก็เข้าใจกระจ่างแจ้งทุกสิ่งอย่าง อย่างไรก็ตาม มิยูกิยังคงเป็นมิยูกิ สีหน้าเปลี่ยนได้แป๊บเดียวก็กลับมาเหมือนเดิม เจ้าตัวมีสีหน้าครุ่นคิดและไม่ได้พูดอะไรอีกหลังจากนั้น

 

เนื่องด้วยฮารุอิจินัดทานข้าวเย็นกับครอบครัวจึงขอตัวแยกออกไปหลังโอภาปราศรัยครู่หนึ่ง เหลือเพียงสามหนุ่มออกไปหาข้าวเย็นทานด้วยกัน คุราโมจิบอกมีร้านดีๆ แนะนำ ทั้งหมดจึงตกลงใจไปที่นั่นโดยไม่คิดอะไรมาก ปรากฏว่าอาหารที่สั่งมาถูกปากเอย์จุน แต่มิยูกิไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ

 

“อ๊ะ”

 

อิ่มหนำสำราญแล้วถึงเวลาแยกย้าย ระหว่างทางขากลับ เอย์จุนสะดุดตาร้านดอกไม้ซึ่งยังเปิดอยู่ ตั้งท่าเตรียมลาเพื่อโฉบไปหา คุราโมจิทำหน้ายุ่งพักหนึ่ง แต่แล้วกลับทำเรื่องให้คนที่เหลือประหลาดใจด้วยการบอกว่าจะไปด้วย มิยูกิเห็นเช่นนั้นจึงสบโอกาสอยู่ต่อแม้ไม่ได้สนใจดอกไม้แม้แต่นิดเดียว

 

ร้านดอกไม้แห่งนี้ความจริงมีป้ายชื่ออยู่ด้านหน้า ทว่าถูกดอกไม้ใบไม้นานาชนิดบังรัศมีจนมองไม่เห็นตัวหนังสือ ไม่รู้เจ้าของร้านจงใจหรือละเลยกันแน่ บางทีคงเพราะร้านมีขนาดเล็กและมีที่จัดวางไม่พอเลยหลับหูหลับตาไม่สนใจป้ายชื่อหน้าร้านเพื่อให้มีที่วางดอกไม้เพิ่มขึ้นอีกสักนิดก็ได้

 

คราวแรกเอย์จุนตั้งใจซื้อดอกทิวลิปไปเป็นของขวัญแก่ภรรยาผู้ล่วงลับ หากเมื่อย่างกรายเข้าร้านแล้วพบสีสันละลานตา ความลังเลพุ่งเข้าเกาะหัวใจ...นั่นก็สวย นี่ก็สวย มอบดอกไม้ให้ฮารุโนะทีไรมักจะเป็นดอกไม้เดิมๆ อยู่เสมอ บางทีเธออาจเบื่อก็ได้ สมควรมองหาดอกไม้ชนิดอื่นหรือเปล่านะ

 

ราวกับรู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ พนักงานร้านเดินเข้ามาถาม...ด้วยน้ำเสียงซึ่งค่อนข้างจะนิ่งเกินไปสักหน่อยสำหรับคนทำงานบริการ

 

“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ”

 

เขาเป็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเอย์จุน ผิวขาว หน้าตาดีเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพนักงานร้านดอกไม้ ซึ่งอันที่จริง นอกจากรูปลักษณ์จะสะดุดตา บุคลิกเจ้าตัวที่เหมาะเจาะกับคำว่า ‘เย็น’ ก็ดูไม่เข้ากับพืชพรรณสีสดใสเอาเสียเลย เอย์จุนถึงขั้นคิดว่าดอกไม้ในกระถางที่อีกฝ่ายอุ้มอยู่อาจหนาวตายก็ได้

 

“เอ่อ ผม...มาหาดอกไม้ไปให้ภรรยาน่ะครับ ช่วยแนะนำหน่อยจะได้หรือเปล่า”

 

พนักงานผู้มีใบหน้าเฉยเมยสอบถามอะไรเพิ่มเติมเล็กน้อย...มอบดอกไม้เนื่องในโอกาสอะไร คุณผู้หญิงมีบุคลิกแบบไหน อยากสื่อความในใจอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า มองไปมองมา สุดท้ายตัดสินใจเลือกดอกสร้อยไก่มาหนึ่งกระถาง เอย์จุนเพิ่งเคยได้ยินดอกไม้ชื่อนี้เป็นครั้งแรก แต่เห็นดอกเป็นพุ่มแปลกๆ ก็คิดว่าฮารุโนะน่าจะชอบ คิดดังนั้นเลยปัดความกังขาว่าทำไมไม่เคยเห็นใครมอบดอกไม้ประเภทนี้ให้คนรักออกไป...เอาน่า พนักงานไม่น่าแนะนำมั่วซั่วนะ (?)

 

หลังจัดดอกไม้กระถางเล็กใส่ถุงและรับเงินเสร็จสรรพ ชายหนุ่มผู้ให้บรรยากาศราวกับหลุดออกมาจากแดนหิมะเงยหน้าพูดกับคนที่อยู่ข้างหลัง

 

“วันนี้คุราโมจิซังไม่สั่งดอกไม้หรือครับ?”

 

เอย์จุนและมิยูกิหันขวับไปมองหน้าดุๆ ตาขวางๆ ของเจ้าของชื่อ มิยูกิร้องอ๋อในใจขึ้นมาก่อน....ที่พิรี้พิไรไม่อยากเข้าร้านเป็นเพราะมาประจำแล้วไม่อยากให้พวกเขารู้สินะ

 

“โยจังซื้อดอกไม้ด้วย? ฝากใครอะ? จีบสาวอยู่เหรอ?”

 

โยจัง?

 

มิยูกิตาแทบถลน ตกใจจนลืมห้ามปรามความรุนแรง ปล่อยให้เพื่อนตุบตับเอย์จุนจนคนโดนกระทำร้องครวญ คุณพนักงานเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาซะเลย...

 

“ปกติจะมาซื้อดอกเยอบีร่า...”

 

“ไอ้ฟุรุยะ!

 

“อ้าว ห้ามพูดเหรอครับ?”

 

สีหน้าตกใจดูซื่อเสียจนคุราโมจิอยากจับหักคอ ต่อให้ไม่รู้ว่าเรื่องไหนพูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้ ก็ไม่ควรเอาข้อมูลลูกค้าไปแพร่งพรายไม่ใช่เรอะ เจ้าหมอนี่ไม่มีจรรยาบรรณในการทำงานบ้างเลยหรือยังไงหา!

 

“นี่ๆ ดอกเยอบีร่าหน้าตาเป็นยังไงเหรอ”

 

“อ๋อ นี่น่ะ”

 

ตรงข้ามกับมิยูกิซึ่งลอบเลิกคิ้วมองเพื่อนอย่างพิจารณา เอย์จุนไม่ได้ใส่ใจเรื่องเพื่อนสมัยเด็กรู้ชื่อพนักงานร้านแล้วคิดไปถึงเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายคงมาบ่อยจนสนิทกับคนในร้าน ไพล่ถามหาดอกไม้ชื่อแปลกแทน ในบรรดาดอกไม้ทั้งหมด ที่เอย์จุนรู้จักหน้าตาและโยงชื่อถูกต้องมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ฟุรุยะก็ดีเหลือแสน หยิบออกมาให้ดูโดยไม่เกี่ยงงอน

 

“พวกแกสองคนน่ะพอซะที!

 

มีแต่คุราโมจิคนเดียวที่ทำท่าเหมือนอยากบ้าตาย

 

ดูมีลับลมคมใน...ขณะสรุปเช่นนั้น มิยูกิสั่งดอกทานตะวันหนึ่งดอกกับพนักงานผู้ไม่รู้กาลเทศะ หูเงี่ยฟังทุกสิ่งอย่างมีสมาธิ เขาไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว บวกกับเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุวุ่นวายตรงหน้า เมื่อเงียบหายไปจึงไม่ผิดสังเกต

 

เอย์จุนรับดอกไม้จากมือสีขาวมาดู คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย

 

“อา เจ้านี่ผมเคยเห็น นี่ไงโยจัง ที่เคยเล่าให้ฟังว่าบางทีก็เจออยู่หน้าบ้านน่ะ”

 

หืม?

 

คนหัวไวหูผึ่ง ทว่าเพื่อนผู้ลงมือรวดเร็วเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้สานต่อบทสนทนาอะไรต่อทั้งนั้น หนึ่งแขนรัดคอ ลากออกมานอกร้านอย่างรวดเร็ว

 

มิยูกิมองคนสองคนแล้วเหนื่อยใจ เห็นเอย์จุนตาลีตาเหลือกประคองกระถางที่เกือบทำร่วงหลังโดนซัดหลังหัว ส่วนตัวเองรับเงินทอนแล้วตามออกมาสมทบ ในใจอดคิดไม่ได้...ถึงจะแต่งงานแล้ว แต่คุณภรรยาไม่อยู่ นึกว่าอะไรๆ จะราบรื่นกว่านี้เสียอีก

 

เพื่อนสมัยเด็กสองคนกำลังตีกัน...อันที่จริงต้องเรียกว่าเป็นการตีฝ่ายเดียว มิยูกิลูบคางปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนมีปากเสียงกันเล็กน้อยพอเป็นสีสันค่อยตัดบทก่อนเหตุการณ์จะยืดเยื้อ

 

“นี่...ฉันให้”

 

ดอกทานตะวันพร้อมก้านยาวๆ หยุดอยู่ตรงหน้าเอย์จุน มือซึ่งกำลังปัดป้องรุ่นพี่หัวรุนแรงหยุดกึก คุราโมจิก็พลอยหยุดตาม สองหนุ่มหันมาจ้องดอกทานตะวันอย่างพร้อมเพรียง

 

มิยูกิ คาซึยะทอดยิ้มนุ่มนวล

 

“รับไปสิ”

 

“อ๊ะ ครับ” สติประทับร่างเมื่อสำเหนียกได้ว่าชายตรงหน้าคือ ‘หัวหน้า’ แม้ยังฉงนฉงาย เอย์จุนเอื้อมมือไปรับดอกไม้มา ไม่ลืมกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายเสียงอ้อมแอ้ม ใจอยากถามสักหน่อยว่านึกยังไงถึงเอาดอกทานตะวันมาให้ในเวลาแบบนี้ อย่าว่าแต่เวลาไม่ค่อยเหมาะเลย ให้เนื่องในโอกาสอะไรยังหาเหตุผลดีๆ มารองรับไม่ได้

 

 “วันนี้ได้เปิดหูเปิดตามากเลย” มิยูกิเอ่ยขึ้นโดยทำเป็นมองไม่เห็นดวงตาสองคู่ซึ่งแสดงความรู้สึกออกมาต่างกัน ใบหน้าหล่อเหลายังคงเปื้อนยิ้มดั่งปกติ ทว่าบางอย่างในดวงตาแปลกไปเล็กน้อย “ฉันจะพยายามบ้างล่ะ เอาใจช่วยทีนะ”

 

“...?”

 

“แล้ววันจันทร์เจอกัน” คนเป็นหัวหน้าขยิบตา จากนั้นหันไปโบกมือให้เพื่อนสนิท “ไว้เจอกันใหม่ คุราโมจิ ถ้ามีอะไรหรืออยากหาเพื่อนดื่มก็เรียกได้ตลอดล่ะ”

 

หลังจากนั้น ชายหนุ่มคนใส่แว่นก็หายลับไปท่ามกลางสายลมช่วงหัวค่ำ คุราโมจิมองห้วงอากาศอันไร้เงาร่างของเพื่อนเก่า ลมหายใจที่เป่าออกมาทางปากดูหนักหน่วงกว่าเคย เขาตบหลังเอย์จุนเบาๆ

 

“กลับกันเหอะ”

 

คนอ่อนวัยกว่าเก็บดอกไม้ของหัวหน้าใส่รวมในถุง จากนั้นประคองกอดกระถางดอกไม้กระถางเล็กที่ตั้งใจจะเอาไปวางประดับเคียงภาพภรรยาอย่างทะนุถนอม สายตาคู่นั้นอ่อนโยนมากจนคุราโมจิรู้สึกได้

 

สามปีที่ผ่านมาหลังสูญเสียฮารุโนะ เอย์จุนมีโอกาสพบคนแปลกหน้ารวมทั้งได้ทำความรู้จักพวกเขาตามสถานการณ์อำนวย ชายหนุ่มไม่เคยปิดกั้นหัวใจ ไม่เคยคิดกักขังตัวเองไว้ในอดีตที่เคยมีร่วมกับหญิงคนรัก

 

ทว่า...

 

เอย์จุนรักฮารุโนะมาก

 

รักมาก

 

ต่อให้สามารถรักใครได้อีกครั้ง ความรักหนนี้ก็มิอาจเทียบเท่ารักแรก ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจ...ไม่มีใครมาแทนที่ฮารุโนะได้ ฉะนั้นต่อให้เขาพร้อมเปิดใจรับรักครั้งใหม่ การเปิดใจนั้นก็ไม่มีความหมาย ในเมื่อมันรักใครไม่ได้อีกมาตั้งแต่ต้น

 

คุราโมจิ โยอิจิก้าวเดินอย่างมั่นคงและเงียบเชียบ หางตาเห็นคนคนนั้นจุมพิตแหวนบนนิ้วอันเป็นตัวแทนของคนที่เอื้อมมือไขว่คว้าไม่ถึงอย่างรักใคร่

 

ความรู้สึกหวานปนขมดังกล่าว...เขาเข้าใจเป็นอย่างดี ผิดกันก็เพียงเอย์จุนคว้าสิ่งที่ต้องการไว้ได้และสูญเสียไปในภายหลัง ทว่าคุราโมจิไม่มีความคิดจะฉกฉวยแตะต้องมาแต่ต้น หรือต่อให้อยากคว้าเอาไว้ก็คว้าไม่สำเร็จอยู่วันยังค่ำ

 

ดังนั้น...

 

ด้วยเหตุนั้น...ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ คุราโมจิพอใจกับการเฝ้ามอง ไม่ทะเยอทะยานสู่จุดที่สูงยิ่งกว่า

 

ต่อให้มีคนมุ่งมาดในสิ่งเดียวกับตนโผล่มาให้ใจหวั่นไหว หากสุดท้าย ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเอื้อมมือไปถึงเหมือนกับตัวเขาเองนั่นแหละ

 

มันเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรก...

 

คนที่ได้ครอบครองหัวใจของคนคนนั้นมีเพียงคนเดียว...คนที่ไม่ใช่เขา และไม่ใช่มิยูกิ