Fanfic
Gintama
(ก)ร้าว
Pairing : Okita Sougo x Kagura
Rating : SFW
ร้านรับจ้างสารพัดในวันนี้ก็ยังไม่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้บริการตามเคย
สถานะทางการเงินง่อนแง่นอย่างมาก ค่าเช่าบ้านค้างจนไม่รู้จะค้างยังไง
โชคดีที่ป้าแก่โอโทเสะเอาแต่ด่า ไม่เฉดกะลาหัวพวกไม่เอาอ่านในร้านให้ไปซุกหัวอยู่ที่อื่น
ไม่อย่างนั้นสี่ชีวิตคงจะแย่มิใช่น้อย
คนที่มีสามัญสำนึกหน่อยอย่างชิมุระ
ชินปาจิรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก อย่าว่าแต่เรื่องที่เขาไม่ได้ค่าจ้างเลย จะกินยังไม่มีกิน
มีเงินเข้ากระเป๋าหน่อยหัวหน้าแก๊งร้านรับจ้างสารพัดก็เอาไปละเลงกับเหล้าและปาจิงโกะเสียหมด
ที่เหลือเศษเล็กเศษน้อยก็เจียดไปเป็นค่าขนมกับซีคิดส์
ไม่สนใจไยดีคนที่เหลือเอาเสียเลย
ทุกวันนี้ถ้าไม่ใช่ชินปาจิแอบเม้มค่าน้ำค่าไฟได้อยู่ไม่รอดกันหมดแน่ๆ
เด็กหนุ่มมองเงาสะท้อนของตัวเองในถ้วยน้ำชา
ปวดกระเพาะขึ้นมานิดๆ เมื่อสำนึกได้ว่าเงินที่มีไม่พอใช้ตลอดทั้งเดือน
“ผมว่าพวกเราควรจะทำอะไรสักอย่างนะครับคุณกิน
ลองทำใบปลิวไปแจกดีไหมครับ?”
ขึ้นชื่อว่ารับจ้างสารพัดก็คือทำมันทุกอย่างถ้ามีเงินจ่าย...ในเมื่อทำได้หมด
ใช้งานง่าย ทำไมถึงว่างขนาดนี้กันนะ
หัวโจกแก๊งรับจ้างสารพัด ซากาตะ
กินโทกิไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากนิตยสารการ์ตูน ชายหนุ่มนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้
พาดขาขึ้นโต๊ะอย่างไร้มารยาท เขากล่าวขณะพลิกหน้ากระดาษด้วยน้ำเสียงสบายใจเฉิบ “อีกห้านาทีเดี๋ยวก็มีลูกค้าเข้ามาแล้วน่า”
“มันใช่เวลามาเล่นลิ้นมั้ยครับ เลิกกวนโอ๊ยแล้วทำมาหากินได้แล้ว!”
“เชื่อคุณกินคนนี้เซ่วัตสัน รับรอง มาแน่น่า”
“...ฮึ่ย”
รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายแหลสดไปเรื่อยตามนิสัย
แต่ที่ชินปาจิไม่เอาความเพราะคร้านจะต่อล้อต่อเถียงให้เปลืองแรง
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าแค่ห้านาทีจะนั่งรอซะหน่อยก็ได้
ถึงเวลาถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะลากเจ้าคนไม่เอาอ่าวออกไปหางานทำให้ดู
และถ้าเจ้าตัวบอกให้รอต่ออีกห้านาทีสิบนาที ทีนี้แหละ เขาจะฟาดเข้าให้
เข็มนาฬิกาขยับอย่างเชื่องช้า...ห้านาทีผ่านไปในที่สุด
ชินปาจิเงยหน้าขวับ “คุณกิน!”
“พูดผิดไป ต้องเป็นสิบนาทีสิเนอะ”
“ไอ้คุณกิน!!”
เด็กหนุ่มแทบจะล้มโต๊ะกับความไม่เอาอ่าวของหัวหน้า
ทว่าไม่ทันได้ออกงิ้วสาธยายถึงภาวะการเงินอันย่ำแย่
เสียงตึงตังดังมาจากหน้าบ้านอย่างน่ากลัว
ชายหนุ่มผมหยักศกละสายตาจากซีคิดส์เอาก็ตอนนี้ สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องที่แสดงออกมา
เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้ยิ่งนัก
กินโทกิพยักพเยิดไปทางประตู “นั่นไง ลูกค้า”
โครม!
ประตูเปิดออกอย่างรุนแรงในจังหวะเดียวกัน
...ทว่าผู้ที่ยืนอยู่กลางกลุ่มก้อนฝุ่นที่ฟุ้งตลบขึ้นมากลับเป็นคนที่พวกเขาคุ้นหน้าดี
จากยิ้มย่องขัดสายตา
ลูกพี่ใหญ่ทำหน้าเมื่อยทันควัน
“เฮ้ยๆๆ ถ้าประตูพังขึ้นมา
ฉันไม่มีเงินไปใช้ป้าแก่แกหรอกนะ ปิดประตูเบาๆ สินังหนู”
คางุระยืนหน้าบูดอยู่ตรงทางเข้า
เปรอะเปื้อนไปทั้งตัวเหมือนนอนกลิ้งกลางถนนมาสิบสี่รอบ ผมเผ้ารึก็เละเทะ
มวยผมที่เกล้าขึ้นเรียบร้อยบัดนี้รุ่ยลงมาหนึ่งข้าง...สองหนุ่มเห็นแล้วรู้ได้ในทันที
เพิ่งไปมีเรื่องมาแหง แถมคงจบแบบไม่สวยด้วย
สาวน้อยไม่นำพาต่อคำพูดหัวหน้าใหญ่
เธอกระชากประตูปิดดังปึง ก้าวดุ่มๆ
มาฉวยเค้กสตรอเบอรี่บนโต๊ะที่เหลือครึ่งชิ้นไปเคี้ยวกร้วมราวกับเค้กชิ้นดังกล่าวเป็นศัตรูคู่แค้นมาแต่ชาติปางก่อน
ซาดาฮารุที่ตามมาทีหลังนั่งแหมะข้างชินปาจิ
สายตาสามคู่พร้อมใจกันมองสาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวในร้าน
โดยเฉพาะสายตาของบิ๊กบอสที่ดูจะแปลกกว่าเพื่อน
เพราะนอกจากประหลาดใจกับอาการผีเข้าผีออกของคางุระ
เค้กที่อุตส่าห์เหลือไว้ยังโดนเขมือบต่อหน้าต่อตา…
ก่อนที่ผู้ใหญ่แต่ตัวจะมีเรื่องกับเด็ก
ชินปาจิรีบเข้าไปขวางทั้งคู่แล้วเกลี้ยกล่อมจนทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
“ทำไมถึงได้มีเรื่องกับคุณโอคิตะตลอดล่ะเนี่ย
ให้ตายสิ”
หลังฟังความเป็นมาเป็นไป
หนุ่มแว่นพ่นลมหายใจเฮือกเบ้อเร่อขณะช่วยคางุระหวีผม
สมาชิกร้านรับจ้างสารพัดไม่ค่อยถูกโฉลกกับชินเซ็นงุมิเท่าไรนัก
นอกจากคางุระแล้ว อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกินโทกิ คนนี้ก็ขัดคอกับรองหัวหน้าปิศาจของทางโน้นอยู่เรื่อย
“อาตี๋นั่นมันว่าอั๊วไม่เหมาะกับของน่ารักๆ
น่อ!
กล้าพูกจาเสียมารยากกับเด็กผู้หญิงยังงี้ปล่อยไว้ไม่ได้!”
ระหว่างพาซาดาฮารุไปเดินเล่น
คางุระดันไปถูกใจปิ่นปักผมเข้าอันหนึ่ง เธอชอบมาก เธออยากได้ แต่ไม่มีเงินเลยได้แต่นั่งจ๋องหน้าร้านมองตาละห้อย
โซโกะโผล่มาตอนนั้นแล้วค่อนแคะไปที
บอกว่ายัยหนูอย่างคางุระไม่เหมาะกับของที่ดูเป็นกุลสตรีอย่างนี้หรอก
จากนั้นเป็นยังไงต่อ...?
...ก็จบลงที่การทะเลาะกันตามระเบียบ
“ปกติไม่ได้ใช้ปิ่นปักผมไม่ใช่รึไง อยู่ๆ
ไหงนึกอยากได้ขึ้นมาล่ะ” กินโทกิซัก ในความเห็นของชายหนุ่ม
คางุระยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาเรื่องความสวยความงาม วันๆ เอาแต่กิน
ไฉนวันนี้ถึงได้สนใจเครื่องประดับตกแต่งได้หนอ หรือจะเริ่มกลายเป็นสาวกับเขาแล้ว?
มองกวาดขึ้นลง
สาวน้อยซึ่งนั่งหน้าง้ำให้ชินปาจิหวีผมให้ก็ยังเป็นคางุระคนเดิมที่แรงควาย
ป่าเถื่อน แถมยังกระเพาะหลุมดำ…เป็นเด็กน้อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“อย่าหาว่างู้นงี้เลยนะคางุระจัง
ยังไงก็ไม่มีเงินซื้อใช่ไหมล่ะ แถมผมของเธอยังไม่ยาวพอจะรวบแล้วปักปิ่นสวยๆ ด้วย” ชินปาจิจับปลายผมของเด็กสาวขึ้นมาวางไว้บนอุ้งมือ
ผมของคางุระดูเหมือนจะยาวขึ้นนิดหน่อย
แต่ยังห่างจากความยาวผมที่ใช้ปิ่นประดับแล้วออกมาสวยอยู่ดี
เด็กหนุ่มปลอบให้เธอทำใจ เพราะเรื่องไม่มีเงิน ยังไงก็เป็นเรื่องจริง
ต่อให้อยากซื้อให้เพราะดูเธอจะอยากได้เอามากๆ ทว่าเรื่องนี้มันเกินความสามารถ
ชินปาจิต่างจากกินโทกิ
เขามีพี่สาว ย่อมเข้าใจดีว่าเด็กผู้หญิงเมื่อโตขึ้นจะรักสวยรักงามเป็นเรื่องปกติ
เด็กหนุ่มเห็นใจสาวน้อยอยู่พอสมควร
อ๊ะ...
ผมพัน
เส้นผมสีแดงติดแหงกอยู่ที่ซี่หวี
หนำซ้ำยังกระจุกใหญ่พอสมควรเสียด้วย ชินปาจิใช้นิ้วค่อยๆ แกะ ทว่าเอาไม่ออก
ถ้าแกะไม่ได้เห็นทีจะเป็นปัญหา...ขณะกำลังลำบากใจ
กินโทกิเดินเข้ามาหลังเมียงมองหากรรไกรจนเจอ ลูกพี่ใหญ่ถามสาวน้อยว่าตัดผมทิ้งไปเลยดีไหม
ชินปาจิฟังแล้วแทบร้องจ๊าก หากจะตัดปัญหาด้วยการตัดทิ้งเขาคงไม่คิดมากหรอกเฮ้ย! ต้องหาวิธีแกะเซ่!
“ลื้อจะเป็นคนตัดเหรอ
อากินจัง”
“เอ๊ะ คางุระจัง?”
คางุระทำหน้าแหยง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดมากเรื่องต้องหั่นผมอันเป็นชีวิตจิตใจของเด็กผู้หญิงแต่ไม่วางใจฝีมือคนตัดต่างหาก
ได้ยินแล้วชินปาจิค่อยโล่งใจ เห็นอยากได้ปิ่น
นึกว่าจะหวงผมมากกว่านี้ ทว่าพูดเรื่องนี้ก็ต้องวกกลับเรื่องเดิมอีกรอบ...ในเมื่อไม่มีตังค์
คนที่จะลงมือตัดก็ต้องเป็นคนในที่นี้...ไม่กินโทกิก็ชินปาจิ จะให้ไปตัดกับร้านได้ไง
หรือต่อให้มีตังค์ไปก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่สำคัญกว่าการตัดผมอยู่ดี
“ทำหน้ายังงั้นทำไม
พวกเรานักรับจ้างสารพัดน่ะทำได้ทุกอย่างนะเหวย กะอีแค่ตัดผมเงี้ย...ไม่ครณามือฉันหรอกว่ะ
อย่ามาดูถูกฉันคนนี้ให้มันมากนัก”
“...พวกเราอยู่ในการ์ตูนแก๊กน่อ
อั๊วกลัวหัวอั๊วจะกลายเป็นแอฟโฟรน่ะสิ”
คางุระเอามือป้องผมเหมือนมันขยุกขยุยออกด้านข้าง
“สอบอมอยอหอ
ตอนนี้เป็นฟิคไม่ใช่การ์ตูน แถมคนเขียนยังไม่มีเซนส์กับเรื่องโจ๊กด้วย
ไว้ใจเฮียได้เลยอีหนูเอ๋ย”
เหตุผลนี้คางุระยอมรับได้จึงนั่งนิ่งให้อีกฝ่ายตัดผมให้แต่โดยดี
เด็กสาวบอกขอทรงแจ่มๆ ชนิดที่เดินถนนแล้วต้องมีแมวมองมาทาบทามให้เป็นไอดอล
ผลลัพธ์เลยโดนฟาดหัวแบะไปหนึ่งรอบ
ดูเหมือนกินโทกิจะทำได้แค่ตัดผมให้สั้นลงตามปกติเท่านั้น
ชินปาจิเพิ่งบ่นเรื่องไม่ทำการทำงานไปหยกๆ
วันถัดมาก็มีงานเล็กๆ ให้สามหน่อแก๊งรับจ้างสารพัดได้ฤกษ์เลิกนอนตีพุงไปตามหาสัตว์หาย...สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ชื่อ
อินุกิซาบุโร่ เดอ อัลเจอนอลที่ 11 ยิ่งคนว่าจ้างเป็นคุณนายท่าทางมีอันจะกินเหล่าคนจนยิ่งคึกใหญ่
หมายมั่นปั้นมือว่างานนี้เงินดีแน่ จะหาหมามาบรรณาการให้คุณนายท่านนี้ให้ได้
แม้สันดานขี้เกียจจะฝังราก
ทว่ากินโทกิเพิ่งโดนแย่งกินเค้กไป กำลังนึกอยากโซ้ยพาเฟต์ดับความไม่สบอารมณ์
ฉะนั้น...เต็มที่เว้ยเฮ้ย!
ชายหนุ่มแหกปากเรียกชื่อหมาไปพลางหมอบราบหาจากมุมต่ำไปพลาง
กระทั่งเวลาล่วงเข้าเที่ยงก็เดินมาถึงที่แห่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ
ที่ที่คางุระมาตีกับโซโกะก็คือสะพานตรงนี้
“...”
กินโทกินิ่งมอง ครู่หนึ่งก็เดินแคะจมูกออกไป
ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ต้องหาเจ้าหมาชื่อโง่ๆ นั่นให้เจอจะได้มีกิน
อีกฟาก
คางุระหาเป้าหมายเจอเรียบร้อย เนื่องจากเจ้าของหมามีข้าวของของสัตว์เลี้ยงจึงมีกลิ่นให้ตามรอย
สำหรับคางุระซึ่งมีซาดะฮารุเป็นผู้ช่วย
การบรรลุเป้าหมายจึงง่ายดายกว่าคนอื่นมากนัก
เมื่อถึงเวลานัดรวมพลรอบเที่ยงจึงดี๊ด๊าเป็นอย่างยิ่งที่ตัวเองทำงานสำเร็จ
เท่านี้ตาหัวหยักกับพ่อหนุ่มสี่ตาคงดีใจ
ไม่ว่าจะทำเก๊กสงวนท่าทีหรือเต้นแร้งเต้นกา
คางุระเชื่อว่าสองหนุ่มต้องยินดีเป็นแน่ ว่าแล้วเธอก็บอกให้ซาดะฮารุมุ่งตรงไปยังที่นัดหมาย
ทว่าไม่ทันถึงก็เจอกับหนึ่งในบรรดาพรรคพวกเสียก่อน
ซากาตะ กินโทกิ กำลังยืนคุยกับหัวหน้าหน่วย 1
แห่งชินเซ็นงุมิ โอคิตะ โซโกะ เมื่อเห็นเครื่องแบบตำรวจกับใบหน้าของคนที่ไม่อยากเจอ
คางุระหน้าหงิกงอในทันที แม้จะงี่เง่าไปบ้าง
แต่ไม่ได้สมองปลาทองขนาดจะลืมเรื่องเมื่อวานลงได้ภายในเวลาชั่วข้ามคืน
“โอ้ คางุระ”
สัตว์เลี้ยงตัวใหญ่เป็นจุดสนใจ
กินโทกิเห็นหนูน้อยประจำร้านได้จากระยะไกลจึงโบกมือเรียกเจ้าหล่อน โซโกะซึ่งยืนอยู่ข้างๆ
เองก็พลอยหันไปมองด้วย ใบหน้าของเด็กหนุ่มยังคงหล่อเหลาชวนมองเช่นเคย...แต่ถ้ากระทั่งหน้ายังไม่ได้เรื่องก็คงไม่มีข้อดีใดๆ
ช่วยหักลบความต่ำทรามเสื่อมสถุลของเจ้าตัวได้อีกแล้ว
วินาทีที่เห็นสาวน้อยขี่หมาตะบึงเข้ามาใกล้
ม่านตาสีน้ำตาลแดงไหววูบ ปรากฏกระแสเหนื่อยหน่ายออกมาเล็กน้อย
“โอ้
เจอแล้วเรอะคางุระ!” ตรงข้ามกับโซโกะที่ทำหน้าเหม็นเบื่อ
กินโทกิหน้าชื่นตาบานทันทีที่เห็นเด็กตัวเองหิ้วหมาแปลกหน้ามาเสริมทัพอีกตัว
“ทำได้ดีมาก ดีล่ะ ทีนี้ฉันจะได้กินพาเฟต์ แอ้ก!”
คันร่มทุบเข้าให้ที่กลางกระหม่อม
“นี่มังผลงานอั๊ว!”
“ยัยเด็กแรงควายเอ๊ย
เป็นเด็กเป็นเล็กหัดมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่มั่งเซ่
ฉันไม่เคยสอนให้หล่อนโตมาเป็นคนอย่างนี้เลยนะ” ผู้ใหญ่ตัวโตคลำศีรษะป้อย
มองร่างเล็กๆ กระโจนลงจากหลังสัตว์เลี้ยงคู่ใจด้วยสายตาคาดโทษ
คางุระสะบัดหน้าร้องเชอะ...ดูเข้าสิ
คนอุตส่าห์ทำงานสำเร็จ เอาแต่ห่วงกินพาเฟต์อย่างเดียว แบบนี้มันน่าต่อยให้คว่ำไหมล่ะ
ระหว่างกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขุ่นเคือง
หางตาสะดุดเข้ากับบางสิ่ง คางุระหันหน้ากลับไปทางชายหนุ่มผมเงินด้วยความสงสัย
แต่แล้วก็ต้องชะงักไป
“อากินจัง...”
“อ๋อ นี่เหรอ”
คนตัวโตเกาหัวแกรกๆ เมื่อตระหนักว่าจุดรวมสายตาของสาวน้อยเผ่ายาโตะอยู่ที่ไหน “ไอ้ที่เธออยากได้น่ะ
ใช่อันนี้หรือเปล่า?”
ปิ่นปักผมลายดอกไม้ซึ่งนั่งจ้องเมื่อวานนี่เอง
“อากินจัง...!”
ดวงตาสีฟ้าพราวระยับ มองกินโทกิด้วยความปลาบปลื้ม
ทว่าพอจะเอื้อมมือไปคว้า อีกฝ่ายกลับยักท่าเสียนี่
กินโทกิยิ้มยียวนขณะแกล้งดึงปิ่นหลบ ระหว่างนั้นก็เย้าสาวน้อยไปพลาง
บอกถ้าอยากได้ก็ให้อ้อนวอนดีๆ ทว่าการกลั่นแกล้งดำเนินไปได้ครู่เดียว
ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ส่งปิ่นนั้นให้
คางุระรีบรับไปชื่นชมด้วยความดีใจ
โซโกะมองแล้วถอนใจเฮือก บ่นพึมกับตัวเองเสียงค่อย
“ลูกพี่เอาใจยัยหมวยจนเคยตัวแล้วนะนั่น”
แม้ไม่ได้อยู่ด้วยตลอดแต่จากท่าทีกินโทกิแล้ว
เรื่องทำนองนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โซโกะกำลังเดินตรวจตรารอบเมือง
พอดีเห็นลูกพี่เข้าเลยแวะมาทัก ตอนแรกเขาตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังหยิบปิ่นปักผมแทนที่จะหาน้ำตาลใส่ท้อง
ก็นึกอยู่ว่าไปปิ๊งสาวที่ไหนเข้า ดันเป็นแม่สาวเผ่ายาโตะเสียได้
กินโทกิย่อมได้ยินเสียงนั้น
หากไม่ได้ว่าอะไรเพราะคางุระถามขึ้นด้วยเสียงร่าเริงพอดี
“นี่ๆ ลื้อเอาเงินจากไหนมาซื้อให้อั๊วน่ะ”
คนท่ามากไหวไหล่ ตอบอย่างไว้ตัว
“ใครซื้อให้หล่อนมิทราบ ฉันแค่ไปช่วยซ่อมวิทยุให้ป้าเจ้าของร้าน
ป้าแกเลยให้เลือกของในร้านเป็นค่าตอบแทนต่างหาก”
พูดนั่นนี่เฉไฉแต่ป้าที่ไปซ่อมวิทยุให้ดันเป็นเจ้าของร้านที่ขายปิ่นปักผมที่คางุระอยากได้
แถมยังเจาะจงเลือกปิ่นเล่มที่สาวน้อยหมายตาอีกต่างหาก
โซโกะมาถึงเร็วพอจะได้ยินลูกพี่ถามเจ้าของร้านว่าเมื่อวานมีเด็กชุดจีนมาที่นี่ใช่ไหม
ยัยนั่นอยากได้อะไร
เพราะงั้นไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คิดได้แต่ว่ากินโทกิจงใจเอาปิ่นมาให้
แถมจะเป็นคนขันอาสารับซ่อมของแลกปิ่นเองหรือเปล่าก็ไม่รู้
“เด็กวัยนี้พอเริ่มรักสวยรักงาม
เดี๋ยวก็สนใจเรื่องความรักขึ้นมาบ้าง ลูกพี่ตามใจอย่างงี้ ระวังตัวไว้เถอะครับ”
เห็นสาวต่างด้าวชื่นชมของในมือ ไม่สนใจการมีตัวตนของพวกตน โซโกะเปรยเบาๆ
ด้วยน้ำเสียงที่แยกไม่ออกว่าเสียดสีหรือเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าโซอิจิโร่คุง”
“โซโกะครับ”
“คางุระยังไม่สนเรื่องพรรค์นั้นหรอกโซอิจิโร่คุง”
“โซโกะครับ”
“หรือต่อให้สน
ยังไงก็ดีกว่าไปคว้าพวกไม่ได้เรื่องใช่ไหมล่ะ”
“...”
ดวงตาตายซากคมกล้าขึ้นมาเล็กน้อย
รอยยิ้มบนใบหน้ารึก็เริ่มบิดเบี้ยว กินโทกิยังจำเรื่องของ ‘ไดจัง’ ได้ดี อยู่ๆ คางุระก็มาบอกว่ามีแฟนแล้ว
แถมฝ่ายชายยังคิดไปไกลถึงขั้นแต่งงาน จะลากยัยหนูนี่ออกไปจากโลก...ความดันเขากำเริบ
รู้สึกเหมือนป่วยกะทันหัน หน้ามืดตาลาย อยากกระอักเลือด ต้องรวมหัวกับชินปาจิและป๊ะป๋าหัวเหม่งจัดการเรื่องยุ่งอย่างทุลักทุเล
ด้วยความที่อยู่ด้วยกันตลอดทำให้พอมองออกว่าคางุระเริ่มดูจะเป็นสาวขึ้นมา...กระจึ๋งนึง…ยังห่างไกลจากเรื่องรักๆ
ใคร่ๆ ของหนุ่มสาวมากนัก พูดให้ถูกคือคางุระสนใจครอบครัวแก๊งรับจ้างสารพัดมากกว่าความรัก
ดังนั้นเจ้าตัวคงไม่มีแฟนง่ายๆ
และเรื่องจะมองกินโทกิหรือชินปาจิซึ่งนับเป็น ‘คนในครอบครัว’
ในฐานะคนรักนั้น...บอกได้แต่ว่าไม่มีทาง
กินโทกิเองก็อยากให้เป็นแบบนี้มากกว่า
ในสายตาเขาคางุระยังเด็กนัก ต้องตามเช็ดขี้ให้มาตลอด นกน้อยจะมาโผบินไปจากอกตอนนี้รู้สึกมันเร็วเกินไป
“แกนั่นแหละ อยู่ในวัยนั้นมากกว่าไม่ใช่เรอะ หรือ
s เกินไปจนเห็นลางหาเมียไม่ได้กันล่ะ”
“อายุอย่างลูกพี่ยังหาไม่ได้น่ากังวลกว่าไม่ใช่เหรอครับ”
เด็กหนุ่มสวนกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า สมองคิดคำจิกกัดคนอื่นได้ว่องไวเหมือนเคย...หรือไม่ก็แค่ปากเปราะแต่เกิด
กินโทกิไม่สะทกสะท้านกับวาจาเพียงแค่นั้น
ชายหนุ่มนวดคอไม่รู้ร้อนรู้หนาว หน้าหนายิ่งกว่าปูนฉาบชั้นดี “ผู้ชายอย่างฉันมันดีเกินไปจนผู้หญิงไม่กล้าเอื้อมต่างหากเล่า”
“ได้ข่าวว่านอกจากจะค้างค่าเช่ายังไม่มีกินเลยนี่ครับ”
“เอ้า คางุระ
ไปหาผู้ว่าจ้างกันดีกว่า”
...รีบตัดประเด็นก่อนเข้าเนื้อมากกว่านี้สินะ
โซโกะเหลือบตามองชายหนุ่มซึ่งสูงกว่าตัวเองราวฝ่ามืออย่างรู้ทัน
ผู้ชายคนข้างๆ นี้ไม่รู้จะบอกว่าหยาบกระด้างหรือละเอียดอ่อนดี ในบางคราว
เขาดูเป็นคนไม่เอาอ่าวสุดกู่ แต่บางครั้งก็แสดงให้เห็นว่ามีความคิดอ่านลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม
ในสายตาคนทั่วไปแล้ว การให้เด็กสาวคนหนึ่งไปอาศัยใต้ชายคาเดียวกับคนแปลกหน้าซึ่งมีแต่ผู้ชายออกจะไม่ใช่เรื่องปกติ
แก๊งรับจ้างสารพัดไม่ใช่ญาติร่วมสายเลือด ไม่ได้โตมาด้วยกัน
แต่กลับอยู่บ้านเดียวกันได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกแถมสนิทสนมรักใคร่กันดี
คางุระอยู่ในวัยกำลังสนใจเรื่องความรัก
แล้วดันมาใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามขนาดอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แถมฝ่ายชาย...แม้จะดูหยาบคายซกมกไปบ้าง
หากเอาเข้าจริงก็ดูแลเจ้าหล่อนอย่างดี ทั้งตามช่วยเหลือปกป้องเมื่อมีอันตราย
หรือกระทั่งใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างปิ่นเมื่อสักครู่
ชินปาจิน่ะไม่เท่าไหร่
แต่กินโทกิน่ะ ตกหลุมรักได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่หรือไง?
“งั้นพวกฉันไปก่อนละกัน
ถ้ามีเรื่องจะว่าจ้างก็โผล่หัวมาที่ร้านได้ทุกเมื่อล่ะ” ก่อนจาก
กินโทกิไม่ลืมโฆษณา ขอให้บรรเทาภาวะถังแตกได้สักเล็กน้อยก็ยังดี
คนฟังรับว่า ‘คร้าบ’ เสียงยานคาง
แสดงออกชัดแจ้งว่าไม่ได้สนใจหรือเก็บเรื่องที่ได้ยินมาคิดจริงจัง
นักดาบมือหนึ่งแห่งชินเซ็นงุมิมองส่งชายชุดขาวดำกับสาวน้อยชุดแดงเดินจากไป
ครู่หนึ่งก็หมุนตัวกลับไปเดินตรวจตราเมืองต่อ
เมื่อได้ของขวัญถูกใจ
คางุระไม่รีรอจะหยิบมาลองใช้ วันถัดมา
สาวน้อยไม่ได้มวยผมแล้วสวมที่ครอบทับอย่างทุกทีแต่ใช้ปิ่นที่ได้รับมาจากลูกพี่ใหญ่
โอโทเสะเก่งทีเดียว ขนาดผมของคางุระไม่ยาวนักยังจัดทรงให้เสียบปิ่นออกมาสวยได้ หลังหัวเราะแหะๆ
มองกระจกได้ห้านาทีสาวน้อยผู้เห่อของใหม่ถึงได้ฤกษ์ออกไปเล่นนอกบ้าน
“จำไว้ล่ะ
ซีคิดส์นะเฟ้ย ถ้าหล่อนเอาไปซื้ออย่างอื่นพ่อจะจับหักคอเป็นอาหารหมาให้”
ผู้ใหญ่คนเดียวในบ้านกำชับเสียงหนักขณะควักเงินที่เพิ่งได้มาเมื่อวานให้แม่หนูเผ่ายาโตะ
สองตาชายหนุ่มยังจับจ้องแต่ผู้ประกาศสาวในโทรทัศน์จอเล็ก
กระนั้นเงินที่ส่งให้กลับพอดีค่านิตยสารเป๊ะ ไม่มีขาดมีเกิน
“แล้วก็เอาขยะไปทิ้งด้วยล่ะ อ๊ะ เฮ้ย”
หน้าจอกระตุกวูบเหมือนสัญญาณมีปัญหา
ทว่าโทรทัศน์เครื่องนี้เก่ามากแล้ว แทนที่จะบอกว่าเป็นเพราะสัญญาณไม่ดี
น่าจะเป็นปัญหาที่ตัวเครื่องมากกว่า จากนอนเอกเขนกแคะขี้มูก
ชายหนุ่มผมหยักดีดตัวผลุงจากโซฟา ปรี่ไปทุบๆ ตบๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าอันแสนสำคัญทันที
คางุระไม่ใส่ใจคนบ้าที่เริ่มสบถคำหยาบหลังพบว่าโทรทัศน์แผ่ลางมรณะบอกว่าใกล้ตายออกมา
เธอปีนขึ้นหลังซาดาฮารุ ออกไปร่อนในเมืองอย่างสดชื่นแจ่มใส
วันนี้ชินปาจิกลับบ้าน
ได้ข่าวว่าเมื่อวานมีกอริลล่าบุกสำนักชิมุระ อาเจ๊ใหญ่ ชิมุระ โอทาเอะจึงฟาดเบาะๆ
ไปที...เบาะๆ จนระเบียงพัง เลยต้องรีบกลับไปซ่อม
ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำเป็นพิเศษ คางุระตั้งใจว่าตะลอนเสร็จสักรอบแล้วจะแวะไปหาพี่น้องชิมุระเสียหน่อย
ทว่าระหว่างทางสาวน้อยกลับเจอเอโดะมุงขวางถนน
เธอโดดลงจากหลังปุกปุยของสัตว์เลี้ยงคู่ใจแล้วแทรกตัวไปสอดส่องด้วยความอยากรู้ พบว่ามีโจรปล้นธนาคารกำลังจับตัวประกันเพื่อเอาตัวรอดจากดงตำรวจ
อันที่จริงมีชินเซ็นงุมิล้อมวงเบ้อเร่อขนาดนี้ไม่น่าปล่อยให้ผู้ร้ายแค่สามคนหนีรอดไปได้
จะคิดว่าใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สามารถจัดการเรื่องได้เรียบร้อยหมดจดยังไม่แปลกเมื่อรองหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญการแก้สารพัดปัญหา
(ที่บรรดาคนรอบตัวก่อ) ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
เด็กสาวผมแดงเบียดเข้าไปกลางวง
สงสัยว่าทำไมพวกกระจอกอย่างชินเซ็นงุมิไม่เคลื่อนไหวทำอะไรเสียที
เอาแต่ล้อมอยู่เฉยๆ อย่างนี้มันจะไปได้เรื่องมั้ยล่ะ!
“ถ้าไม่เปิดทางหนีฉันจะเป่าสมองตัวประกัน!”
ได้ยินเสียงเจรจาแต่พอเบียดเข้ามาก็มองไม่เห็นอะไรแล้ว
คางุระตัวเล็กกว่าคนรอบข้าง เมื่อกี้อยู่บนหลังซาดะฮารุและมองจากมุมสูงจึงพอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร
เมื่อมายืนพื้นระดับเดียวกัน หากไม่โผล่ไปหน้าสุดอย่าหวังเลยว่าจะรู้เรื่อง
อาศัยกำลังช้างสารของตน
การเบียดบรรดามนุษย์ป้ามนุษย์ลุงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตอนกำลังแหวกตาแก่คนสุดท้าย
ได้ยินเสียงกรรโชกของฮิจิคาตะ โทชิโร่พอดี
“ถ้าไม่ปล่อยตัวประกันตอนนี้ไม่รับรองว่าหลังจากนี้พวกแกจะเจออะไรบ้างนะเฮ้ย
ฉันจะให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย ปล่อยตัวประกันแล้วมอบตัวซะ!”
ได้ยินแล้วอยากวางก้ามสั่งสอนขึ้นมาทันที...มัวเจรจาทำไมว้า
ซัดเข้าไปก็จบเรื่องแล้ว เด็กสาวผู้นิยมใช้กำลังยุติปัญหาคิดอย่างป่าเถื่อน
แต่แล้ว...
“หัวหน้าพวกแกจะเป็นยังไงก็ไม่สนใจงั้นเรอะ!”
“แว้กกกก
ใจเย็นครับเพ่~~~~~~~~!!!”
กอริลล่า...
กอริลล่าโดนจับเป็นตัวประกัน
เซ่ออะไรขนาดนี้เนี่ย...
คางุระตีนกาขึ้นข้างละสามเส้น
คิดอยู่หรอกว่าหัวหน้าตัวเองรับมือลำบาก
แต่มีหัวหน้าเป็นสัตว์ป่าแถมยังถ่วงความเจริญไม่เลิกอย่างคอนโด้
อิซาโอะนี่เห็นทีจะไม่ไหว คางุระไม่ชอบชินเซ็นงุมินัก หาเหตุผลให้ชอบก็ไม่เจอ
ทว่าหนนี้รู้สึกสงสารบรรดาตำรวจติดอาวุธอย่างหาได้ยาก
อากินจังดีกว่าเยอะ...
“เฮ้ย ยัยหนู! เฮ้ย! ฉันเห็นสายตาสมเพชเวทนาของหล่อนนะเว้ย! ก่อนจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เรื่องแบบเจ้าคนหัวหยักคนหนึ่ง
ก่อนอื่นเธอเลิกทำหน้าแบบนั้นก่อนดีกว่าไหมหา!”
ฮิจิคาตะหันมาว้ากหนึ่งคำรบ จากนั้นรีบเบี่ยงสมาธิกลับไปเจรจากับผู้ร้ายต่อเพราะนี่ไม่ใช่เวลามามัวอบรมเด็ก
“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้ายังไม่ปล่อยตัวประกันจะโทษว่าพวกเราใช้กำลังไม่ได้นะ....!”
ขู่ขนาดนี้ แม้แววตาตื่นตระหนก
แต่บรรดาผู้ร้ายทั้งสามก็ยังเกาะตัวประกันแน่น
ไม่คิดจะปล่อยขอนไม้ที่ช่วยยื้อชีวิตตนไปโดยง่าย
เห็นดังนั้น ฮิจิคาตะเองก็ไม่มีทางเลือก
ชายหนุ่มวางนิ้วรอบด้ามดาบ เตรียมดีดออกจากฝัก สมาธิจดจ่อแน่วแน่
เพื่อความปลอดภัยของตัวประกัน ทุกการกระทำต้องแม่นยำและเฉียบไว
เสียงทุ้มคำรามก้อง
“หนึ่ง...!”
“เอ้า ฮัดโชะ!”
คางุระเห็นบางสิ่งพุ่งผ่านไปจากด้านข้างจังหวะเดียวกับที่ผมซึ่งเพิ่งตัดได้ไม่นานสยายลงมาปรกไหล่
เสียงโหยหวนของหนึ่งในคนร้ายกับเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกัน
“ว้ากกกกกกกกกกกก!! / แว้กกกกกกกกกกกก”
เมื่อคนร้ายถูกโจมตีสายฟ้าแลบด้วยของมีคมจนมือทะลุ
ความเจ็บปวดและตกใจส่งให้คลายมือจากอาวุธและตัวประกันโดยปริยาย
ชินเซ็นงุมิคนที่เหลืออาศัยจังหวะโกลาหลนั้นเข้าโจมตีและรวบคนร้ายทั้งสามได้สำเร็จ
ความตึงเครียดคลายลง
เหลือแต่คางุระที่ปากคอสั่นเมื่อพบว่าปิ่นปักผมสุดหวงของตนเสียบคามือตาลุงที่จับคอนโด้เป็นตัวประกัน
เลือดสีสดฉาบดอกไม้ปลอมบริเวณปลายปิ่นแดงฉาน
...หมดกัน
“ปิ่นของอั๊วววววววววววววว!!!!!!”
ตัวการ...โอคิตะ
โซโกะยืนลอยชายอยู่ด้านข้าง เด็กหนุ่มเพิ่งมาถึงสดๆ ร้อนๆ
ไม่รอให้รองหัวหน้านับถึงสามก็กระทำเรื่องต่ำทรามทั้งการไม่รักษาคำพูด
(ของฮิจิคาตะ) รวมทั้งฉกเอาของรักคนอื่นมาใช้หน้าตาเฉย
รองหัวหน้าปิศาจปรายตามองปิศาจตัวจริงเสียงจริง
เหนื่อยใจขึ้นมาหน่อยๆ “ฉันเพิ่งนับแค่หนึ่งเองนะ”
“ลูกผู้ชายมีเป้าหมายแล้วต้องพุ่งชนครับ
มัวพิรี้พิไรนับสองนับสามได้ไง ไม่ได้เรื่องจริงๆ คุณฮิจิคาตะ”
“อุวะ! เอ็งนี่…!”
กำลังอยากตบกะโหลกเด็กงี่เง่า
มีคนไวกว่าตน สาวผมแดงจากร้านรับจ้างสารพัดเตะหน้าแข้งเจ้าชายซาดิสต์สุดแรงเกิด
“ทำอะไรของลื้อหา! อาตี๋หัวเป็ด!”
แม้รูปโฉมโนมพรรณเป็นเพียงสาวน้อยร่างเล็กผู้น่ารักแต่ก็เป็นถึงชนเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในอวกาศ
เมื่อเล่นงานตอนฟิวส์ขาดอย่างนี้ หากเป็นคนธรรมดาอาจเสียขาไปข้างหนึ่ง
โซโกะนิ่วหน้าเมื่อแรงที่ส่งผ่านมาถึงกระดูกหนักหน่วงเกินคาด
คอนโด้ซึ่งถูกปล่อยตัวแล้วถึงกับยืนเซ่อไปพักหนึ่งเมื่อเห็นลูกน้องผู้ช่วยเหลือตนโดนเด็กเตะจนทรุด
เขาหันซ้ายแลขวา เพิ่งจะสำนึกได้ว่าอาวุธมหาประลัยซึ่งย้อมเลือดคนร้ายเป็นปิ่นปักผมของแม่หนูรับจ้างสารพัดซึ่งบัดนี้...โดนหักครึ่งเพื่อลดความเกะกะ
เนื่องจากกระชากออกแล้วจะทำให้เลือดพุ่งกระฉูด
เหล่าชินเซ็นงุมิจึงปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น
ทว่าคนร้ายรำคาญหรืออะไรไม่รู้ถึงได้หักส่วนประดับดอกไม้หนักๆ ทิ้ง
เท่ากับว่าปิ่นแสนสวยกลายเป็นซากโดยสิ้นเชิง
ขนาดเห็นปิ่นโดนเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ยังยัวะขนาดนี้
ถ้าเห็นแล้วไม่รู้จะทำหน้ายังไง...
โชคดีเจ้าของปิ่นมัวแต่ต่อยตีกับเด็กใต้อาณัติตนจึงยังไม่เห็น
คอนโด้ตั้งใจจะทำเนียนไปก่อน
ค่อยหาทางหาอันใหม่ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกันมาใช้ให้ภายหลัง
“อ๊ะ
ปิ่นอั๊ววววววววววววววว!!”
เวร...เห็นเข้าซะแล้ว
หัวหน้าชินเซ็นงุมิเหงื่อตกเมื่อใบหน้าน่ารักกลายเป็นยักษ์ขมูขี
และวินาทีถัดมา สาวน้อยใช้แขนเล็กๆ ซึ่งมีกำลังไม่สมตัวคว้าขาสองข้างของโอคิตะ
โซโกะ...
“อัตต้า!!”
...แล้วเหวี่ยงสุดแรงเกิดมาทางตน
เสียงโหยหวนสบถด่าของหนุ่มซาดิสต์หน้าหยกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
คอนโด้ อิซาโอะ น้ำตาไหลพรากในใจ...ถ้าเขาต้องนอนโรงพยาบาลขึ้นมาจริงๆ
หวังว่าคุณโอทาเอะจะมาเยี่ยมบ้างนะ
หลังเสียปิ่นปักผมไปแบบโง่ๆ
คางุระมักจะไปนั่งกินบ๊วยดองเงียบๆ อยู่บนหลังคาร้านรับจ้างสารพัด ชินปาจิกับกินโทกิรู้แต่ผลลัพธ์
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นปิ่นใหม่แสนสวยถึงอันตรธานไปจากเส้นผมสีแดง จะถามก็ถามไม่ลงเพราะคางุระทำหน้าบอกชัดว่าไม่อยากกล่าวถึง
แต่ผ่านมาหลายวันแล้วยังไม่ยอมร่าเริง ร้านรับจ้างสารพัดเงียบเหงาลงไปมากทีเดียว กินโทกิบอกว่ายังทำงานได้ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง
ผ่านไปสักพักเดี๋ยวก็กลับมาบ้าเองแหละ ทว่าชินปาจิยังคงเป็นห่วงอยู่หน่อยๆ อยู่ดี
“โดนใครแกล้งมาหรือเปล่านะ”
“ใครจะแกล้งคนอย่างยัยนั่นได้”
สมมติฐานสุดโต่งโดนปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี
คางุระแข็งแกร่งมาก มนุษย์โลกที่จะเอาชนะได้คงมีจำนวนน้อยนิดขนาดนับนิ้วได้
เมื่อได้ยินคำแย้งของกินโทกิ เด็กหนุ่มสวมแว่นจึงเงียบเสียงไปเพราะแย้งไม่ออก
เจ้าของร้านรับจ้างสารพัดนอนเอกเขนกดูพี่สาวเคซึโนะ
อานะต่อ ปล่อยให้ลูกจ้าง (ผู้ไม่ได้รับค่าจ้าง) ก้มหน้าก้มตาปัดกวาดเช็ดถูร้านด้วยสีหน้าหนักอกหนักใจต่อไป
ตอนนี้คางุระออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก
ดูเหมือนเธอจะไม่อยากสู้หน้ากินโทกิเท่าไหร่ คาดว่าคงรู้สึกผิดเรื่องปิ่น
ขณะเดียวกัน ชินปาจิก็สังเกตเห็นว่าสาวน้อยมักจะมองกลุ่มตำรวจติดอาวุธด้วยแววตาไม่ชอบใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
หนุ่มแว่นเก็บขยะ เตรียมเอาออกไปทิ้ง
หากทันทีที่เปิดประตูออก กลับพบใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น อีกฝ่ายเผยความประหลาดใจทางแววตา
คาดว่าคิดไม่ถึงว่าประตูจะถูกเปิดออกกะทันหัน
“คุณโอคิตะ?”
หัวหน้าหน่วยหนึ่งเพิ่งกลับจากการเดินทางคุ้มครองท่านหญิง
ช่วงไม่กี่วันมานี้จึงไม่เห็นหน้าค่าตา แต่ถ้าโผล่มาอาจได้ฆ่ากันตายจริงๆ
กับคางุระก็เป็นได้
เขาเอาของฝากมาให้
คงตั้งใจจะเอามาให้เงียบๆ แล้วกลับ
ทว่าชินปาจิดันเจอตัวเข้าเสียก่อนจึงถูกเชิญให้เข้ามานั่งในร้าน
“คนเอาของฝากมาให้มีที่ไหนโผล่หัวมาแล้วไม่แวะทักทายล่ะเหวย
สันหลังหวะอะไรอยู่หรืองายโอคิตะคุง”
“แค่คิดว่าจะรบกวนเวลาทำสถิติสันหลังยาวของลูกพี่เลยไม่อยากรบกวนน่ะครับ”
ตอนแรกชินปาจิไม่ได้คิดอะไร
แต่มาตอนนี้เริ่มเกิดลางสังหรณ์ประหลาด ปกติแล้วโอคิตะ
โซโกะสนิทสนมกับพวกเขาถึงขั้นซื้อของมาฝากเมื่อไปทำงานนอกสถานที่เชียวหรือ
สาเหตุที่ทำให้คางุระอารมณ์ไม่ดีและเอาแต่มองเขม่นชินเซ็นงุมิคงไม่ใช่ผู้ชายคนนี้หรอกนะ
ของฝากที่โซโกะนำมาให้เป็นขนมมันจู
ส่วนกล่องปริศนาที่เจ้าตัวถืออยู่ดูเหมือนจะไม่ใช่ของฝากเพราะไม่มีทีท่าจะหยิบมาวางบนโต๊ะให้พวกตน
กินโทกิจ้องมองกล่องใบเล็กเงียบๆ
มือยังคว้าของฟรีกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่คิดจะแบ่งคนอื่นจนชินปาจิต้องริบของกลาง
ชายหนุ่มผมหยักไม่ได้ถามถึงกล่องปริศนา
รวมทั้งไม่ได้ออกปากแซวเมื่อเห็นหนุ่มรุ่นน้องลอบกวาดตามองรอบร้านราวกับจะหาใครสักคน
พวกเขาสนทนาปราศรัยกันเล็กน้อย
โซโกะจึงลุกขึ้นยืนขอตัวกลับไปทำงาน
“ร้านรับจ้างสารพัดของเราน่ะ รับส่งของให้ได้นะ”
ดวงตาสีแดงเจือน้ำตาลเสมาสบดวงตาปลาตาย
โซโกะแย้มยิ้มลึกลับออกมาจางๆ “ไม่เป็นไรครับ”
ชินปาจิมองสองคนสลับไปมา
รู้สึกได้ว่าบรรยากาศแปลกๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาได้แต่เอียงคองงมองหัวหน้าหน่วยชินเซ็นงุมิรูปงามเดินออกจากร้านไป
คางุระนอนหนุนซาดะฮารุอยู่ริมแม่น้ำ
ลมฤดูใบไม้ผลิโชยมากระทบผิวขาวจัดจนแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย คงเพราะเป็นยามเช้า
หนำซ้ำยังไม่ใช่ช่วงแดดแรงของปี
อากาศตอนนี้จึงเหมาะแก่การออกมานั่งเล่นรับลมอย่างมาก
สาวน้อยเผ่ายาโตะหุบร่มวางไว้ข้างกาย นอนหลับตาพริ้มเพื่อหลีกหนีโลกอันน่าโมโห
เวลาที่พัดผ่านทำให้อารมณ์เย็นลงมากแล้ว
อีกไม่นานก็น่าจะทำใจได้
แต่ละครั้งที่เธอทำท่าว่าอยากได้อะไร
สุดท้ายแล้วกินโทกิก็จะเอามาให้ แต่ของพวกนั้นไม่เคยได้อยู่กับเธอนานๆ
ครั้งก่อนที่เป็นร่ม...เพราะเห่อใช้เลยพังเอาง่ายๆ แต่ปิ่นเสียบผมคราวนี้คางุระทะนุถนอมอย่างดี
ทว่าเพิ่งหยิบมาใช้ครั้งแรกก็โดนสุนัขเฝ้ายามทำเจ๊งบ๊งเสียแล้ว
หลังจากนี้จะกล้าเรียกร้องขออะไรจากคนอื่นอีกได้ยังไง
ในเมื่อดูแลของไม่เคยได้เลย
หลังจากวันที่ปิ่นโดนหักเป็นสองส่วน
คอนโด้คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงได้เสนอตัวมาเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่ง
ความจริงราคาอาหารมื้อนั้นแพงกว่าปิ่นที่กินโทกิซื้อให้แน่ๆ แต่คุณค่าทางจิตใจวัดไม่ง่ายเหมือนมูลค่าสินค้า
บอกตรงๆ ว่ามันชดเชยความรู้สึกได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เห็นอีกฝ่ายรู้สึกผิดและอยากชดเชยแทนลูกน้อง
ไม่แน่ว่าจนป่านนี้คางุระก็ยังโมโหโกรธาอยากกัดหัวคนดังเดิม
เธออาจไม่ใช่เด็กดีนัก
แต่ก็ไม่ใช่คนประเภทจะเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่กำลังรู้สึกผิด
...ใช่
ถ้าสำนึกล่ะก็
หวนนึกถึงเจ้าชายซาดิสต์ผู้ไม่คำนึงถึงใจคนอื่น
ร่ำๆ จะอารมณ์เสียอีกรอบ คางุระตีขาไปมากลางอากาศพลางแหกปากร้องหาที่ระบาย
ปรากฏว่าคนที่กำลังนึกถึงส่งเสียงค่อนแคะมาถูกจังหวะราวกับรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ตอนนี้แล้วจงใจมาหายังไงยังงั้น
“มารยาททรามจริงๆ
มาโวยวายกลางที่สาธารณะอย่างนี้มันรบกวนคนอื่นเขานะ ยัยเด็กน้ำลายย้อย”
น้ำเสียงเจ้าตัวยังเอื่อยเฉื่อยเจือความเกียจคร้านและไร้ระดับสูงต่ำ
คางุระหยุดโวย
หยุดตีขา เธอเงยหน้ามอง เห็นเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ชายกำลังยืนล้วงกระเป๋าก้มหน้ามองตนราวกับตัวเองสูงส่งเสียเต็มประดา
สาวน้อยกำหญ้าหนึ่งกระจุก ปาใส่หน้าหล่อๆ ด้วยความหมั่นไส้ แต่หญ้าชื้นๆ
เพิ่งถอนสดๆ กลับหล่นแผละใส่หน้าตัวเองตามแรงโน้มถ่วงของโลก
มุมปากคนโดนปองร้ายกระตุกรอยยิ้มสมเพชออกมานิดหนึ่ง
“เฮอะ...”
“...”
เท่านั้นสองหนุ่มสาวก็เป็นอันได้วางมวยกลางเมืองกันอีกยก
มวยข้างถนนจบลงเพราะโซโกะถูกเรียกตัวไปทำงาน
คางุระจึงกลับมาโซ้ยข้าวดับเครียดที่ร้านแสน็คโอโทเสะ
ป้าแก่มองสาวน้อยกระเพาะหลุมดำที่กวาดทุกอย่างเรียบวุธเหมือนตายอดตายอยากมาทั้งสัปดาห์แล้วส่ายหัวไปมา
คร้านจะบอกว่า...นี่ นังหนู ร้านนี้ไม่ใช่ร้านที่เหมาะสำหรับเยาวชนมานั่งกินข้าวนะ
เพราะอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน
ทั้งยังเป็นคนสวมปิ่นอันใหม่ให้คางุระกับมือ
สาวแก่พอจะรู้ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของชาวสวรรค์ตรงหน้าไม่มากก็น้อย ที่แน่ๆ
คือรู้ว่าเธออารมณ์ไม่ดีนัก ตอนนี้ยังกินข้าวแก้เครียดดีอยู่หรอก
ไม่รู้โตไปจะหันไปหาเหล้าแทนหรือเปล่า...อยู่กับกินโทกิแบบนี้
เชื้อไม่ได้เรื่องมีโอกาสแพร่มาติดสูงมาก
“โอ้ อยู่นี่เองเหรอ”
นึกถึงปุ๊บโผล่มาปั๊บ โอโทเสะกลอกตา พ่นควันปุ๋ยๆ
ชายผมหยักศกสีเงินเยี่ยมศีรษะเข้ามาจากหน้าร้านราวกับภูตผี
เมื่อเห็นชุดสีแดงสะดุดตาก็ทักเด็กของตน มุมปากของกินโทกิเลอะเล็กน้อย
คาดว่าเพิ่งตื่นจากการนอนกลางวันแล้วมาหาของกิน
ดังนั้นคางุระจึงรีบยกชามข้าวหนีแมวขโมยตัวโต
“อะไรของหล่อนหา ทำเหมือนฉันมาแย่งหล่อนงั้นแหละ”
“ถ้าไม่แย่งแล้วมือลื้อยื่นมาทำไมกันฮะ ชิ่วๆ”
ชินปาจิโผล่มาถึงหลังจากนั้น ได้เห็นคนต่างวัยกำลังฉีกปากกันอยู่พอดี
หนุ่มแว่นเอ็ดอย่างเหนื่อยล้า “ทำอะไรกันน่ะครับ เมื่อกี้มีลูกค้ามาจ้างให้ไปทาสี
เลิกยุรยาตรแล้วขยับตัวกันซะทีเถอะ เรายังมีเงินไม่พอนะ”
เงินที่เพิ่งได้มา หักค่ากินค่าอยู่แล้วไม่พอจ่ายค่าเช่าด้วยซ้ำ
ไหนจะค่าเช่าเดือนก่อนๆ กับค่าจ้างพวกตนอีก
ทั้งที่การเงินมีปัญหาขนาดนี้หัวหน้าใหญ่กลับยังทำตัวไม่ทุกข์ร้อน
ชินปาจิคิดแล้วก็คิด...คิดหลายครั้งหลายหน
ทำไมเขาถึงตัดสินใจติดตามคนไม่ได้เรื่องคนนี้กันนะ
“ฮ่อ งั้นก็ไปกันเถอะ!”
สาวน้อยซึ่งกินจนอิ่มหมีพีมันลุกจากเก้าอี้อย่างฮึกเหิม
ทว่ากินโทกิใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากเธอเอาไว้
“เธอไปพักซะ ฉันจะไปกับชินปาจิสองคน”
เสียงทุ้มต่ำว่านิ่งๆ ดวงตาสีแดงสบประสานดวงตาสีฟ้า “ใช้เวลาอู้อันแสนมีค่าทำหัวให้เย็นลงซะ
เข้าใจไหม”
กริยาและน้ำเสียงไม่ได้ผิดไปจากเดิมตรงไหน
ทว่ากลับเอ่ยเรื่องไม่น่าเชื่ออย่างการบอกให้คนอื่นไปพักส่วนตัวเองจะไปทำงานออกมา
คางุระรู้สึกว่ากินโทกิกำลังแสดงความเป็นห่วงในแบบของเขา
ทว่า...
“ถ้าวันนี้ผ่านไปแล้วยังถ่วงแข้งถ่วงขาชาวบ้านอยู่ฉันจะเตะก้นหล่อนให้ตาลุงหัวเหม่งมาลากตัวไปอวกาศซะ
จำไว้ให้ดีล่ะ วันนี้ห้ามออกมาทำงานนะเฟ้ย
ฉันไม่มีอารมณ์มานั่งใจเย็นเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หล่อน”
ชินปาจิร้องในใจว่าที่แท้ก็อย่างนี้เองหรอกหรือ...
จากประสบการณ์ช่วงหลายวันมานี้
บางทีคางุระก็คุมแรงไม่อยู่เวลานึกโมโห
ปรากฏว่ามีทั้งของในบ้านและของนอกบ้านแหลกคามือน้อยๆ ซึ่งไม่บอบบางอย่างที่เห็น
มันคงดีกว่าหากปล่อยให้สงบสติอารมณ์อยู่กับร้าน
นอกจากจะไม่ทำให้เสียงานยังทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองด้วย
ต่อให้รักใคร่เอ็นดูกันยังไงชินปาจิก็รู้ดีว่าพวกเขาก็ตามใจคางุระไปตลอดไม่ได้
เธอไม่ใช่เด็ก...ไม่สิ ก็ยังเป็นเด็กนั่นแหละ แต่ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่
การตามใจจนเกินพอดีเป็นการทำร้ายกันทางอ้อม เด็กหนุ่มเห็นด้วยกับลูกพี่ว่าคางุระควรเลิกจิตตกหรือโมโหสะเปะสะปะเสียที
มันกินเวลานานเกินไปแล้ว
คางุระเตะเจาะยางคนหัวหยักไปทีฐานพูดจาทำร้ายจิตใจสาวน้อย
อย่างไรก็ตาม เธอพอจะจับใจจริงอีกฝ่ายได้จึงไม่โมโหโทโสจนเกินงาม
อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ย่อมรู้ว่าแม้กินโทกิเป็นคนไม่ได้เรื่องแต่ก็เป็นคนดีคนหนึ่ง
รอจนสองคนออกจากร้านไป คางุระเดินขึ้นชั้นสอง
ทิ้งตัวลงบนโซฟา เธอเคยเรียกร้องความใส่ใจจากชินปาจิกับกินโทกิมาก่อน อยากให้รัก
อยากให้ห่วง แต่มาตอนนี้กลับรู้สึกผิดหน่อยๆ ที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นห่วง แถมยังไม่ช่วยทำการทำงานอีกต่างหาก
เด็กสาวคิดในใจ...แอบเก็บเงินแล้วซื้ออะไรเซอร์ไพรส์สองคนนั้นบ้างดีกว่า
ตัดสินใจได้แล้ว นิทราก็มาเยือนอย่างง่ายดาย
กินโทกิและชินปาจิกลับมาถึงร้านรับจ้างสารพัดตอนเย็นและพบว่าคางุระยังหลับไม่ตื่น
คนมากอาวุโสกว่าอย่างกินโทกิแคะหูไม่สนใจชินปาจิที่บ่นฉอดๆ
จนน้ำลายแตกฟองว่าตนอู้งาน มาถึงในร้านก็เป็นตัวแทนตบหัวปลุกแม่สาวน้อยให้ลุกมากินข้าว
นายจ้างคราวนี้เป็นคุณป้าใจดี จบงานแล้ว
เพราะเงินไม่ค่อยมีจ่ายเลยซื้อข้าวกล่องให้เป็นการชดเชย เมื่อรู้ว่ามีสมาชิกอีกคนที่ไม่ได้มาด้วยกันยังใจดีซื้อเผื่อแผ่มาให้ด้วย
คางุระซึ่งตื่นขึ้นมาก็ได้กินข้าวเลยมีสีหน้าสดใสเมื่อเทียบกับระยะหลายวันมานี้
บางทีคงปรับอารมณ์ได้แล้ว เห็นแบบนั้นชินปาจิรู้สึกเบาใจลงมาก
ผลจากการต้องแขวนท้องทนหิวและไม่ค่อยได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
ต่อให้วันนี้มีอะไรตกถึงท้องมาบ้างแล้ว
แต่สมาชิกร้านรับจ้างสารพัดก็กินข้าวกล่องหมดอย่างรวดเร็วชนิดน่าส่งชื่อท้าชิงทุบสถิติกินเนสบุ๊ค
“อ้อ จริงสิ”
ก่อนออกไปถลุงเงินยามค่ำกับสุราเมรัย
ชายหนุ่มผมเงินทำหน้าเหมือนนึกอะไรได้ เขาควานมือเข้าไปในเสื้อ ล้วงๆ ค้นๆ ครู่หนึ่งก็โยนอะไรบางอย่างใส่หน้าสาวน้อยชุดแดง
“อะไรของลื้ออะน่อ!”
คนรับทำหลุดมือครั้งสองครั้งกว่าจะจับมั่นและค่อยพบว่าสิ่งที่ตาคนไม่ได้เรื่องโยนมาเป็นกล่องไม้เคลือบเงาขนาดเล็ก
ชินปาจิซึ่งกำลังเก็บขยะเตรียมเอาออกไปทิ้งและกลับบ้านเห็นกล่องนั้นแล้วหน้าเปลี่ยนสี
ทว่าคางุระไม่ทันสังเกต ด้วยความมือบอนจึงเปิดกล่องออกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ภายในมีที่ครอบผมวางอยู่
“...?”
สีหน้าของกินโทกิซึ่งเพิ่งเห็นของข้างในเป็นครั้งแรกยังคงไร้อารมณ์อ่านยาก
ผิดกับชินปาจิซึ่งกลายเป็นภาพวาด ‘The Scream’ ของ เอ็ดเวิร์ด มุงค์โดยสมบูรณ์
“คะ คะ คะ คุณกิน...!”
“หนวกหูน่ะ เจ้าแว่น”
ชายหนุ่มปรายดวงตาสีแดงมองของในกล่อง
นี่เป็นเรื่องไหว้วานลับๆ ที่เพิ่งมาถึงมือเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา...งานง่ายแสนง่ายที่คนไหว้วานสามารถลงมือทำได้เองโดยไม่ต้องมาหาเขาเสียด้วยซ้ำ
“อะไรน่ะ อากินจัง”
“ลูกค้าฝากมาให้”
กินโทกิไม่ได้โกหก และคำตอบนั้นก็กำกวมอย่างมาก
คางุระจะถามเสียก็ได้ว่าฝากมาให้หมายความว่าไง ลูกค้าคนไหน หากเธอเข้าใจไปเองว่าลูกค้าเก่าๆ
ที่เคยได้รับความช่วยเหลืออาจเห็นของชิ้นนี้แล้วนึกถึงเธอจึงเอามาให้
ฉะนั้นเลยไม่ได้เปิดปากพูดอะไรมากความ
อย่างไรก็ตาม ด้วยเพิ่งเสียของรักของหวงไปแล้วได้ของชิ้นใหม่จากมือคนคนเดิม...ต่อให้ทราบว่าคราวนี้กินโทกิไม่ได้เป็นคนซื้อให้
คางุระก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ
“ให้เธอแล้วก็เท่ากับว่างานเสร็จแล้ว
ไอ้ของนั่นจะเอายังไงก็แล้วแต่เธอละกัน จะเอาไปปาหัวหมาหรือจะร้อยเชือกเดินกะลาก็ทำตามใจชอบเถอะ
แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่าเอาไปทุบให้แหลกแล้วชั่งกิโลขายจะดีที่สุด”
“ชิ้นแค่นั้นมันชั่งกิโลขายได้ที่ไหนกันล่ะ!”
ชินปาจิขัดคอเสียงดัง ถ้ามีพัดกระดาษในมือคงฟาดให้สมองขี้เลื่อยของลูกพี่ทะลักออกมาทางรูจมูกไปแล้ว
หนุ่มแว่นมองของในมือคางุระ สับสนขึ้นมาในใจ...เขาจำได้ว่าเคยเห็นไอ้กล่องนั่นมาก่อน
แล้วทำไมถึง...นั่นน่ะ มันเป็นของ...
“ยืนบื้ออะไรวัตสัน”
“แต่ว่า คุณกิน กล่องนั่น...”
“เออ ไปได้แล้ว”
ชินปาจิไม่กล้าออกความเห็นอีก
เขาหิ้วถุงขยะด้วยสองมือ
เมื่อบอกลาสาวน้อยเสร็จก็เดินลงมาจากชั้นสองพร้อมผู้ชายหน้าอึนข้างกาย
ทั้งที่ตอนแรกกะจะไม่พูด แต่วิสัยปากอยู่ไม่สุขทำให้อดไม่ได้
“แสดงว่าเรื่องปิ่นปักผมที่คุณให้คางุระจังหายสาบสูญเกี่ยวกับเขาจริงๆ
ใช่ไหมครับ...”
...ที่น่าตกใจกว่าคือส่งของมาไถ่โทษนี่สิ
ถึงจะไม่แสดงตัวว่าเป็นคนให้ก็ขัดกับคาแรกเตอร์คนนิสัยเสียเกินไป
กินโทกิดีดขี้มูกส่งๆ “จะอะไรก็ช่าง”
“หรือว่า...สองคนนั้นจะ...มีอะไรแปลกๆ”
ด้วยวัยแล้ว
หากมีอะไรแอบแฝงก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้
แม้ต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นอริทุกครั้งที่เจอหน้า
แต่คนเรามีรูปแบบการแสดงออกไม่เหมือนกัน ใครจะไปรู้ในใจคิดอะไรอยู่
“อะไรฮะที่ว่าแปลก...”
“แหม คางุระจังน่ะ
เคยมีหนุ่มมาขอแต่งงานแล้วนะครับ” ...ยังจะมาแกล้งโง่อะไรอีก ทว่าเมื่อหันไปเห็นสีหน้าคนข้างตัวที่มองเขม่นมา
หนุ่มแว่นรีบเปลี่ยนเรื่อง “อากาศร้อนจัง...ฮะๆ เหงื่อไหลพรากเลยเนี่ย”
กินโทกิร้องเฮอะทีหนึ่ง
ประหวัดถึงเรื่องเมื่อกลางวัน
ตอนออกไปซื้อสีแล้วเดินทอดน่องเพื่อจะได้กลับไปทำงานช้าๆ
เขาบังเอิญเจอเจ้าหนุ่มหน้าหยกนั่น อีกฝ่ายบอกมีเรื่องจะไหว้วานแล้วถามว่าอยากกินพาเฟต์ช็อกโกแลตหรือเปล่า?
ดวงตาปลาตายสีแดงมองเห็นหนุ่มน้อยหน้าละอ่อนในชุดเครื่องแบบวางอะไรบางอย่างลงบนโต๊ะไม้ดังแกรก
กล่องไม้เคลือบเงา
ดูยังไงก็เป็นของมีราคาเหมาะแก่การให้เป็นของขวัญ
“คงไม่ใช่ว่าทำตัวขี้อิจฉาแล้วมาเสียใจทีหลังใช่ไหม
หืม ซาดิสต์คุง”
เซนส์ของคนสันดานแย่เหมือนกันมันบอกว่าไอ้เด็กเวรหัวเห็ดตรงหน้าไม่มีทางเป็นคนดีขนาดนั้น
กินโทกิคิดในใจพลางตักของโปรดซึ่งปกติไม่มีโอกาสได้กินเหมือนคนอดอยาก เขาพอจะเดาได้ลางๆ
ตั้งแต่โดนเรียกว่าสิ่งที่โอคิตะ โซโกะไหว้วานคืออะไร
กระนั้นชายหนุ่มไม่ได้กระโตกกระตากแสดงตัว เพียงนั่งเต๊ะท่ากินขนม
วางท่าว่าข้าไม่รู้ไม่เห็น
“เอาไอ้นี่ไปให้ยัยหมวยหน่อยนะครับ”
“ตอนฉันถามยังบอกว่าไม่เป็นไรอยู่เลยไม่ใช่เรอะ
พอจะเอาไปให้เองแล้วเกิดป๊อดขึ้นมารึงาย~” กินโทกิทำเสียงล้อเลียน
เดิมทีก็ไม่คิดว่าเป็นคนสำนึกอะไรง่ายๆ
ยิ่งเห็นสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวยิ่งคิดว่าพ่อเจ้าชายจิตไม่ปกติไม่มีทางให้ของสิ่งนี้แทนการไถ่โทษ
ท่าทางไอ้ปิ่นที่หายไปของคางุระน่ะ...
หมอนี่อาจจะจงใจเอาไปทิ้งก็ได้
ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับปิ่นที่ตนดั้นด้นไปหามา
แต่ไอ้คนตรงหน้าต้องเป็นสาเหตุของการหายสาบสูญแน่นอน
“เพิ่งทำของหายไปอย่างนั้น ยัยนั่นไม่มีทางเอาไปใส่ให้เอ็งได้ใจหรอกเว้ย”
ชินปาจิได้ยินไม่ชัดจึงถามว่าเมื่อกี้กินโทกิพูดอะไร
“ก็แค่...ชักเริ่มอยากหักคอไอ้เด็กที่ริมาท้าทายอำนาจมืดเท่านั้นแหละ
ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงจริงๆ”
ด้วยรู้ว่าลูกพี่มีศัตรูมาก
ชินปาจิไม่อยากเก็บข้อมูลอันตรายไว้กับตัวจึงไม่ถามว่าใครคนไหนมาแหยมกับอีกฝ่าย
แม้จะหายากที่ชายหนุ่มผมหยักซึ่งเอาแต่เอื่อยเฉื่อยตลอดศกคิดจะเล่นงานคนกลับ
แต่เร็วๆ นี้ตาคนไม่ได้เรื่องไม่น่าก่อเรื่องใหญ่อะไร
ชินปาจิคิดว่าขอแค่ใครคนนั้นไม่มายั่วโมโหกินโทกิซ้ำซ้อนในเวลาอันใกล้
ชีวิตประจำวันคงสงบสุขต่อ
คุณกินเจ้าคิดเจ้าแค้นซะด้วย...
ถึงไม่ขยันแก้แค้นแต่ถ้ามีโอกาสล่ะก็....
คิดแล้วเหงื่อตก
“เอาเป็นว่า...ตอนนี้สิ่งที่เราต้องสนใจคือหาเงินต่างหาก
ใจเย็นได้ก็ใจเย็นไว้ก่อนเถอะครับ
ถ้าเขากล้าท้าทายคุณอย่างโจ่งแจ้งแล้วคงไม่ใช่คนธรรมดาใช่ไหมล่ะ
อย่าเหนื่อยกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ใช่ไหมล่ะ”
เด็กหนุ่มปลอบไปตามประสาก่อนจะรู้สึกตัวว่าไม่ได้รับความสนใจ “คุณกิน? อะไรน่ะครับ
เฮ้ นี่ฟังผมพูดมั่งมั้ยเนี่ย เฮ้ย! ไอ้คุณกิน!!”
“...มีแต่คนแปลกๆ มาเกาะแกะอยู่เรื่อย”
ฉันว่า รอไปอีกสิบปีค่อยพูดเรื่องแฟนกับคางุระจะดีกว่า...ลูกพี่ผมหยักพึมพำพลางลูบคาง
“...”
ชิมุระ ชินปาจิรู้สึกหมดแรงกะทันหัน
เขาเองก็เป็นห่วงคางุระ แต่ดูเหมือนนับวันแม่สาวน้อยของกลุ่มจะทำให้กินโทกิแก่ขึ้นเรื่อยๆ
จนไม่เหมือนคนอายุเลขสอง...เหมือนพ่อหม้ายกระเตงลูกติดเข้าไปทุกที
…
หืม?
คางุระจัง...ปิ่นปักผม...กล่องไม้จากโอคิตะซัง...ไอ้เด็กที่ริมาท้าท้ายคุณกิน...รอสิบปีค่อยพูดเรื่องแฟน...
พอรวมเข้าด้วยกันแล้ว...
“...”
ไม่ล่ะ ชินปาจิบอกตัวเองว่าอย่าคิดต่อและรีบกลับบ้านจะปลอดภัยที่สุด
Talk
ตอนคิดเรื่องนี้ เราคิดแค่ว่าคนชั่วๆ อย่างโซจังเนี่ย ถ้าชอบพอคางุระขึ้นมาจริงๆ ต้องไม่พอใจคุณกินแน่ๆ ค่ะ (เดิมทีก็เป็นเป้าเล่นงานคนที่สองต่อจากท่านรองอยู่แล้ว...) ก็นะ คุณกินทำตัวพระเอกมากเลยอะ ต้องมีความริษยากันมั่งแหละ 555
ที่จริงก็แค่หมั่นไส้เลยอยากพังปิ่นของคุณกินทิ้งแล้วหันมาใส่ของที่ตัวเองให้แทนน่ะค่ะ
...ซึ่งในเนื้อเรื่องจริงเราไม่มีทางได้เห็นอะไรแบบนี้หรอก ทีมมโนก็ต้องมโนกันต่อไป กอริลล่าคงไม่จับคู่เป็นเรื่องเป็นราวให้แน่ๆ // ร้องไห้