Fanfic
Jujutsu Kaisen
Intention
Part
II
Pairing : Gojo Satoru x Itadori Yuji
Rating : SFW
TW :
Age Gap, Toxic Relationship, Abusive
Note : แอลฟ่าไม่มีความสามารถในการตั้งครรภ์ / สเปิร์มของโอเมก้าไม่ทำให้ตั้งครรภ์
/ ฟีโรโมนจะส่งผลรุนแรงระหว่างโอเมก้ากับแอลฟ่ามากที่สุด
ส่วนเบต้าจะได้รับผลกระทบน้อยลงกว่าครึ่ง
ยามวิกาลเป็นเวลาพักผ่อน เป็นธรรมดาที่จะเงียบสงบกว่าในตอนกลางวัน
ยิ่งกับคฤหาสน์กว้างใหญ่ของอิตาโดริที่กั้นเสียงวุ่นวายจากโลกภายนอกด้วยสวนขนาดใหญ่ตรงทางเข้า
อาณาบริเวณบ้านยิ่งเงียบงันเป็นพิเศษ
พออายุมากขึ้น ระยะเวลาที่ใช้ในการนอนตอนกลางคืนก็ยิ่งน้อยลง
แต่แม้จะเข้านอนแต่หัวค่ำ สองทุ่มครึ่งก็ยังคงเร็วไปสำหรับการยกศีรษะหนุนหมอน
ชายชราอิตาโดริ วาสุเกะกำลังนั่งดูรายการเพลงรอบค่ำ
เขาตอบรับเสียงเคาะประตูที่ดังแทรกนักร้องผมสีดอกเลาในหน้าจอด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นมั่นคง
“เข้ามาสิ”
อาคันตุกะจะเป็นใครไปได้...โกะโจ ซาโตรุอย่างที่คิด
ในเมื่อเลี้ยงมาเหมือนลูกหลาน โกะโจ ซาโตรุย่อมพักอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
เทียบกับตอนที่เข้ามาอยู่วันแรก โกะโจกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ร่างกายสูงใหญ่
วาสุเกะคิดว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วนัก
หลานชายคนโตไปเที่ยวเตร่หลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นปกติ แต่วันนี้ไม่เพียงหลานชายคนโตที่ไม่อยู่
หลานชายคนเล็กก็มีนัดดูตัวพอดิบพอดี
การที่โกะโจแวะมาหาในเวลาเช่นนี้...ในช่วงเวลาที่สุคุนะกับยูจิไม่อยู่นี้
เห็นได้ชัดว่าจงใจหาจังหวะปลอดคนมาคุยเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรับรู้
ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดเดา หวังผลได้ไม่ถึง 50%
นั่นเพราะวาสุเกะอ่านใจโกะโจไม่ขาดเหมือนสมัยอีกฝ่ายยังเป็นเด็กน้อย
ในเชิงรายละเอียดลงลึก
ชายชราไม่มั่นใจว่าจุดประสงค์ของการแวะมาเยี่ยมเยียนคืออะไร ดังนั้น เมื่อเก้าอี้ด้านข้างถูกจับจอง เขาจึงตัดสินใจลองเชิงด้วยการหย่อนทุ่นระเบิดกรุยทาง
“มีเรื่องจะสารภาพรึไง?”
จากสถานการณ์และคำพูดคำจาของปู่ อิตาโดริ
ยูจิปลงแล้วว่าตนคงใช้ชีวิตวัยหนุ่มอย่างเสรีได้ไม่กี่ปีก็ต้องรีบร้อนแต่งงานเพื่อเสริมสร้างแรงหนุนให้พี่ชายฝาแฝด
แม้ปู่มีรายชื่อให้ดูมากมายและให้เลือกคบหาตามความสบายใจ
แต่สีหน้าคาดหวังว่าอยากให้รีบแต่งงานโดยเร็ว
ตัวยูจิไม่ได้ต่อต้าน
เขามีเงื่อนไขข้อเดียวคืออยากแต่งงานกับคนคนเดียวที่ตัวเองรัก
หากได้เจอคนที่มอบใจให้จากการดูตัวก็ไม่รังเกียจรังงอนหรอก จะคิดเล็กคิดน้อยก็ตรงถูกเร่งให้หาคนคนนั้นเจอโดยเร็วนี่แหละ
แถมนัดดูตัวครั้งแรกโดยใช้คำว่านัดทานอาหารเป็นฉากบังหน้าเมื่อวานซืน...แค่คิดถึงก็ปวดกระเพาะ
คนแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าอย่างยูจิถึงกับเสียเวลาทิ้งไปหนึ่งวันเต็มๆ
เพื่อพักฟื้นร่างกายและจิตใจเชียวนะ
ส่วนมันเกิดอะไรขึ้นนั้น...
“แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะเมื่อวานถึงได้เอาแต่อุดอู้อยู่ในห้อง”
วาสุเกะคาดคั้น
เช้าวันถัดมาหลานชายไม่ยอมมารายงานความคืบหน้า
คนรอก็คิดเอาเองว่าเดี๋ยวตอนบ่ายคงมาเล่า ที่ไหนได้...ไม่เพียงไม่ยอมรายงานผล
อิตาโดริ ยูจิมุดหัวอยู่ในห้องหนึ่งวันเต็ม
กว่าจะออกมาได้ก็ช่วงสายของวันที่สองจากวันนัดดูตัว
ซ้ำสีหน้ายังอิดโรยอย่างกับคนป่วย
ยูจิหยิบพิซซ่าบนโต๊ะมากัดทีเดียวครึ่งชิ้น
ท้องโหยเป็นภัยเลยโดนปู่วางกับดักรวบตัวมาสอบปากคำ หนีไปไหนไม่รอด
“มีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะฮะ”
“อุบัติเหตุที่ว่า...?”
“คุณมิวะฮีท”
“...”
“...”
“...! หรือว่าแก...!”
สมมติฐานน่าสะพรึงกลัวผุดพรึบกลางมโนความคิดชายเฒ่า ความดันพุ่งกระฉูด
หน้ามืดตาลายเหมือนจะล้ม
ยูจิรีบโบกมือปั้ดๆ “ไม่ครับๆ! ไม่มีอะไรแบบนั้น!”
กว่าจะทำให้วาสุเกะใจเย็นลงและปรับลมหายใจกลับสู่สภาวะปกติได้
ยูจิสิ้นเปลืองหยาดเหงื่อไปหลายหยด ครั้นเห็นว่าพอต่อบทสนทนาได้แล้วก็ดึงพิซซ่าอีกชิ้นมากินต่อพลางพูดเสียงทอดถอนใจ
“ใจหายแว้บเลยล่ะครับ เพิ่งเคยเจอโอเมก้าฮีทกับตัวเป็นครั้งแรก
ขนาดพกยาลดอาการไปแล้ว ฟีโรโมนยังทำเอาผมกับฟุชิงุโระมือไม้อ่อน น่ากลัวจริงๆ”
คุณหนูบ้านมิวะเป็นโอเมก้าชั้นเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย
แรงดึงดูดรุนแรงจนเบต้ายังข่มสัญชาตญาณแทบไม่อยู่
ลองเป็นแบบนี้โอกาสที่จะถูกใช้ประโยชน์เป็นเครื่องให้กำเนิดบุตรหลังแต่งงานย่อมสูงมาก
มิน่าพ่อแม่เจ้าหล่อนถึงอยากเลือกเฟ้นคนดีๆ มาเป็นคู่ครอง
อย่างไรก็ตาม
ยูจิมั่นใจมิวะไม่ได้จงใจปล่อยตัวให้ฮีทเพื่อรวบหัวรวบหางตน มันเป็นอุบัติเหตุ
สาเหตุที่มั่นใจนักน่ะหรือ?
เพราะมิวะ
คาซุมิเป็นหญิงสาวผู้อยู่ในห้วงรัก
สีหน้าเจ้าหล่อนตอนรู้ตัวว่าฮีท...คนมองถึงกับปวดใจ
เดิมทีโอเมก้าจะหน้าไหนๆ ก็ไม่ต้องการฮีทในที่สาธารณะอยู่แล้ว
มีแต่จะระมัดระวังกินยาสม่ำเสมอตามกำหนดเพื่อควบคุมอาการ
แล้วมีหรือจะมาจงใจละเลยไม่ทานยาจนฮีทต่อหน้าคนแปลกหน้า
โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยากใช้ชีวิตด้วย
ยูจิเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความรัก
จนตอนนี้ใบหน้าคนคนนั้น...ใบหน้าของโอซาวะก็ยังชัดเจนในความทรงจำและเป็นเรื่องที่นึกถึงแล้วทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมา
โอซาวะเป็นโอเมก้า พลาดพลั้งต้องแต่งงานไปเพราะฮีทในจังหวะเลวร้าย
แต่ได้ยินมาว่าเบต้าที่ได้แต่งงานด้วยเป็นคนไม่เลว
หากสุดท้ายโอซาวะได้แต่งงานกับคนที่ดีและทำให้เธอมีความสุข...ยูจิย่อมยินดีกับเจ้าหล่อนเป็นล้นพ้น
ลองมีเรื่องโอซาวะสมัยก่อนอยู่
พอได้เจอโอเมก้าฮีทกับตัว สมองของยูจิสั่งแต่ให้ช่วยเหลืออย่างเดียว
จนด้วยเกล้าก็ตรงร่างกายพ่ายแรงกระตุ้นของสัญชาตญาณ ตอนหยิบหลอดยาออกมาจากอกเสื้อมือไม้ถึงได้สั่นระริกอย่างน่าสมเพช
แม้เปิดกล่องงัดเข็มฉีดยาออกมาฉีดให้มิวะได้ว่องไวก็ยังเสียเวลาจากการกดเข็มไม่เข้าไปเกือบนาที
เคราะห์ดีที่ยูจิไม่ต้องรับมือสถานการณ์เพียงลำพัง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามิวะเป็นคุณหนูตัวจริงเสียงจริง
คุณสมบัติพรักพร้อมถึงขั้นเข้าตาผู้นำตระกูลอิตาโดริและทำให้ตาแก่คนนั้นโน้มน้าวหลานชายมาทานอาหารกับเธอได้...เธอก็เหมือนกับยูจินั่นแหละ
ไม่ได้มาเพียงลำพัง
ยูจิได้ยินมิวะเรียกชายหนุ่มผมยาวหน้าบากที่พุ่งปราดเข้ามาว่า ‘เมกะมารุ’ ผู้ชายคนนั้นเองก็รีบฉีดยาระงับให้เธอ
พอได้รับยาไปสองเข็ม ฟีโรโมนเข้มข้นในอากาศเบาบางลงทันที
จากนั้นเมกะมารุที่ตัวสั่นอยู่เล็กน้อยและมีสีหน้าเคร่งเครียดก็เอ่ยขอโทษพวกยูจิพร้อมขอตัวลา
อาจจะไม่เข้ากับสถานการณ์อยู่บ้างแต่ภาพเมกะมารุช้อนตัวอุ้มมิวะออกไปอย่างทะนุถนอมเอาใจใส่ช่างเป็นภาพที่เหมือนกับหลุดออกมาจากนิยายประโลมโลก
เห็นสายตาของสองคนนั้นแล้ว
ยูจิเพิ่งมารู้เอาตอนนี้ว่าความรักที่แสดงออกไม่ได้มีอยู่จริง
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องแต่ง
ฉะนั้นการแต่งงานระหว่างตนกับมิวะน่ะเลิกพูดไปเลย
ยูจิอยากจะผลักดันช่วยมิวะสมหวังในรักกับเจ้าหนุ่มบอดี้การ์ดด้วยซ้ำ
เพราะยูจิชอบได้เห็นคนมีความรัก
พอตัวเองพ่ายแพ้ในสนามรบเลยอยากช่วยคนอื่นไม่ให้เป็นอย่างตนล่ะมั้ง
“หรือก็คือ
คราวนี้ปิ๋ว ผมไม่ไปแทรกใครแน่นอน”
คนดีศรีสังคมประกาศเจตนารมณ์ต่อผู้ปกครองวัยชราอย่างชัดเจน
วาสุเกะลูบหน้าผากยับย่น พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งเฮือก “เอาเถอะ ก็ไม่ได้จะบังคับอะไรหรอก
แต่ในเมื่อระงับอาการฮีทของคุณหนูบ้านมิวะได้เร็ว
ทำไมเมื่อวานถึงได้หมกตัวอยู่แต่ในห้องกันล่ะ”
คนถูกถามห่อไหล่ลงเล็กน้อย “ผลกระทบจากความรู้สึกเหมือนเสียสติน่ะปู่
ขนาดผมเป็นเบต้ายังกลัวตัวเองเลย”
“...”
“ตอนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปทีละน้อยเพราะกลิ่นฟีโรโมน ผมกลัวจริงๆ
นะ
ทั้งกลัวทั้งสมเพชตัวเองเลยล่ะ...ถ้าไม่มีจิตสำนึกรู้คิดและควบคุมตัวเองไม่ได้ยังจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้ยังไง
พอนึกย้อนถึงสภาพตัวเองตอนนั้นก็ทำเอาหมดอาลัยตายอยาก ต้องใช้เวลาปรับสภาพจิตใจกันหน่อย”
ในคำบอกเล่าของหลานชายซุกซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ดวงตาฝ้าฟางของวาสุเกะอ่อนลง
และประโยคถัดมาของยูจิก็ช่วยยืนยันว่าชายชราเดาความกังวลแท้จริงของหลานชายไม่ผิด
“ผมคิดว่าดีจริงๆ ที่ตัวเองกลายเป็นเบต้า ขืนยังเป็นแอลฟ่าอยู่คงได้ทำเรื่องที่ตัวเองต้องเสียใจภายหลังแน่ๆ”
เวลาเดียวกับที่ยูจิกำลังรายงานสถานการณ์ให้ปู่ฟัง
เบื้องหน้าคุกิซาคิ
โนบาระผู้ก้มหน้าลงต่ำพร้อมประสานมือวางไว้บนโต๊ะอย่างอึดอัดคือฟุชิงุโระ เมงุมิ
เทียบกับฝ่ายแรกที่ดูคับข้องใจ ฝ่ายหลังเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา
รูม่านตาขยายกว้าง
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“มีสิยะ! มีไปแล้ว บัดซบเอ๊ย!”
วันถัดมาหลังจากนัดดูตัวกับสาวโอเมก้าตระกูลมิวะ
ยูจิซึ่งสภาพจิตใจยังไม่เสถียรดีขอตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วคราวและทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ
อยู่ในห้องตามลำพัง
ฟุชิงุโระที่ไม่จำเป็นต้องมาบ้านหลักอิตาโดริจึงใช้เวลาวันหยุดพักผ่อนอยู่บ้าน
พาหมาไปเดินเล่น รวมทั้งช่วยแม่ทำมื้อเย็น
แต่ในวันที่ฟุชิงุโระและอิตาโดริไม่เคลื่อนไหวกลับมีเรื่องสะเทือนฟ้าดินเกิดขึ้น
ด้วยอายุเท่ากัน มีเจ้านายหน้าตาเหมือนกัน แม้บุคลิกผิดกันหลายโยชน์
ฟุชิงุโระกับคุกิซาคิกลับสนิทสนมกันจนพูดได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนซี้ ฉะนั้น
วันที่ฟุชิงุโระกลับมาทำงาน
คุกิซาคิที่มีนิสัยช่างเมาท์เล็กน้อยจึงลากหัวที่สูงกว่าตนประมาณครึ่งศีรษะเอาไว้
ตั้งใจจะบอกว่าช่วงที่นายไม่อยู่มีเหตุการณ์ยากจะเอ่ยอุบัติขึ้น
พลาดมากที่ไม่อยู่เป็นสักขีพยาน!
หนนี้ไม่ใช่มีใครโดนวางยาหรือทำร้ายร่างกายหรอก
ยังคงวนรอบโกะโจ ซาโตรุเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนเป็น...
“ในเมื่อคุณโกะโจไม่ได้ตอบรับก็แสดงว่าไม่คิดจะย้ายไปอยู่กับตระกูลคาโมะไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อวานมีการประชุมแนวทางการจัดการพื้นที่ใกล้หมดสัญญา
ก่อนแยกย้ายหลังจบวาระการประชุม
มีหน่วยกล้าตายคนหนึ่งพูดขึ้นมากลางวงว่าตระกูลคาโมะจากเมืองข้างเคียงมาทาบทามโกะโจพร้อมเสนอตำแหน่งระดับรองประธานให้
คนพูดเป็นใครคุกิซาคิจำไม่ได้เพราะไม่รู้จัก
แต่เข้าใจว่าที่ยกมาเป็นประเด็นก็เพื่อวัดใจโกะโจ ตอนเอ่ยพูด
ผู้ชายคนนั้นแสดงสายตาต่อต้านออกมา
คาดว่าน่าจะเป็นใครสักคนที่ถือหางสุคุนะเป็นบอสคนถัดไป
ถึงอย่างนั้นแอลฟ่าต้นเรื่องผู้ตกเป็นประเด็นร้อนกลับยังรักษาสีหน้ายียวนไม่หวั่นลมฝนได้ดั่งเดิม
คุกิซาคิเห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้มาก
“แล้วคุณวาสุเกะว่ายังไง
จะให้หมอนี่นั่งตำแหน่งสูงกว่าสุคุนะกันไม่ให้ย้ายก้นไปอยู่กับคนอื่น?”
“เปล่า”
สมมติฐานของฟุชิงุโระฟังน่าสนใจ...แต่ผิด
“คุณเกะโทพูดทีเล่นทีจริงขึ้นมาก่อน
บอกว่าเลิกให้อิตาโดริคนน้องไปดูตัวแล้วแต่งงานกับคุณโกะโจก็ได้
ถ้าเป็นลูกเขยก็คงไม่สะบัดตูดไปเข้าร่วมกับคนอื่น”
“...”
“...”
“แล้วคุณโกะโจ...?”
“เขาบอกว่าแต่งพรุ่งนี้เลยยังได้”
“...”
ในหัวของฟุชิงุโระ เมงุมิมีความคิดว่า...ตลกนักเรอะ? ถัดมาก็เป็นคำผรุสวาทด่าทอวิ่งห้อยาวเหยียดด้วยความเร็ว 130 กม./ชม.
คุกิซาคิไม่ผิดหวังเมื่อเห็นสีหน้ามืดทึมของเพื่อน
มีคนเออออตามน้ำสนุกกว่าคอยแย้งทุกประโยคอยู่แล้ว
เธอเสริมต่อว่าชนวนที่เกะโทจุดเป็นที่สนใจของหลายคนในห้องประชุมมาก
“แต่บอสไม่เล่นด้วยก็เลยจบประเด็นแบบไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดล่ะนะ”
สรุปเรื่องวุ่นวายเมื่อวานแล้ว คุกิซาคิ
โนบาระพุ่งเป้าไปยังประเด็นสำคัญถัดไปเพื่อทำเวลา
จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าโกะโจ
ซาโตรุวางยาพิษตัวเอง รับบทนักแสดงและผู้กำกับดีเด่น
จัดฉากทุกอย่างให้ภายในเกิดความระส่ำระสาย
“ผู้หญิงคนที่เอายาพิษมาให้คุณโกะโจ พอให้เงินก็บริการดีขึ้นมาทันตา
กระทั่งประวัติทดลองยาก็เอามาให้”
ฟุชิงุโระกางข้อมูลที่คุกิซาคินำมาเป็นหลักฐานรับรองความน่าเชื่อถือ
ดูไทม์ไลน์ลำดับเหตุการณ์ ข้อมูลการติดต่อคนใกล้ชิดโกะโจกับคนนอก
รวมทั้งข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ ขนาดยังไม่ได้เปิดคลิปเสียงยังฉุนแทบกระอัก
ยิ่งเห็นยิ่งไม่อยากเชื่อ ไม่กี่ปีก่อนวางยาสุคุนะจนเกือบหมดคุณสมบัติผู้นำตระกูล
ทำเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ แล้วยังมาเล่นมุกบอกจะแต่งงานกับยูจิเนี่ยนะ?
ไร้จิตสำนึกได้ขนาดไหนกัน
“ตอนแรกสุคุนะจะเอาไปฟาดหน้าคุณโกะโจกลางที่ประชุม
แต่คุณมาคิไม่เห็นด้วยเลยปรามไว้ เธอบอกว่าคนหนุนหลังคุณโกะโจเยอะเกินไป
ไม่ควรใช้วิธีชนกันให้ยับไปทั้งสองฝ่าย
ถ้าคิดจะเขี่ยคนคนนั้นออกก็ต้องเขี่ยไม่ให้เอิกเกริก
ไม่อย่างนั้นก็ต้องดึงคนของโกะโจมาอยู่ทางเราให้ได้ก่อน”
“ถ้าดึงมาได้ง่ายคงไม่เป็นปัญหาเรื้อรังมาขนาดนี้หรอก”
ฟุชิงุโระเอ่ยแย้ง
คุกิซาคิไม่มีข้อเห็นต่าง
“ถูกต้องที่สุด”
ปัญหาคือรอยร้าวภายในที่เป็นดั่งคลื่นใต้น้ำ เมื่อวานถูกฉุดกระชากขึ้นฝั่ง
ขับเน้นให้เห็นชัดจนไม่อาจแสร้งทำเป็นตาบอดได้อีก ต่อให้โกะโจ
ซาโตรุเป็นเพียงคนที่ถูกรับมาอุปการะ ไม่ถึงขั้นเป็นบุคคลที่จะสูญเสียไปมิได้
เขาก็ยังเป็นบุคลากรชั้นดีที่ไม่ควรปล่อยหลุดมือไปอยู่กับคู่แข่งอยู่วันยังค่ำ
นี่ยังไม่นับว่าคู่แข่งพาราชรถทองคำมารอเกยถึงหน้าบ้านด้วยนะ
เป็นเรื่องธรรมดาที่เบต้าทั้งหลายจะถูกแอลฟ่าชักนำให้คล้อยตามด้วยเสน่ห์แต่กำเนิด
ไหนโกะโจ ซาโตรุจะเป็นแอลฟ่าที่โดดเด่นแม้ในหมู่แอลฟ่าด้วยกันอีกล่ะ
คนของอิตาโดริจำนวนไม่น้อยมอบความเชื่อมั่นมากมายมหาศาลแก่โกะโจ
พร้อมกันนั้นก็คิดว่าคนเก่งๆ เช่นนี้คู่ควรได้รับตำแหน่งอันเหมาะสม
พวกเขาไม่ยินดีให้โกะโจออกจากอิตาโดริไปพึ่งใบบุญตระกูลคาโมะแน่นอน
ฟุชิงุโระกับคุกิซาคิเอง
ลองไม่ติดว่าผูกพันลึกซึ้งกับฝาแฝดคู่หนึ่งป่านนี้ก็คงร่วมด้วยช่วยถือหางชายผู้หยิ่งผยองคนนั้น
หากวาสุเกะจัดการปัญหาสมดุลอำนาจระหว่างสุคุนะกับโกะโจได้ไม่ดีมีหวังถูกกังขาเรื่องความสามารถในการใช้งานและปกครองคนใต้อาณัติเป็นแน่แท้
แลกเปลี่ยนข้อมูลกันพอสมควร
ฟุชิงุโระกับคุกิซาคิตั้งใจแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
ทว่าระหว่างทางกลับเจอกลุ่มคนที่ไม่อยากเจอ
ชายผมขาวผู้ยืนตรงกลางและส่งกลิ่นอายน่าเกรงขามออกมาคือโกะโจ
ซาโตรุที่เพิ่งถูกยกมาเป็นหัวข้อสนทนาเมื่อกี้นี่เอง
“ไม่เจอกันนานนะ~”
โกะโจยิ้มจนดวงตาหลังแว่นกันแดดหยีเป็นเส้นโค้ง
เมื่อเดือนก่อนเขาวางยาพิษตัวเองสุมไฟความขัดแย้งภายในเสียจนผอมซูบลง มาตอนนี้แข็งแรงหล่อเหลาดั่งเก่า
ผนวกเข้ากับรอยยิ้มยียวนยิ่งทำให้ผู้พบเห็นที่มีอคติเป็นทุนรู้สึกราวกับกำลังโดนกวนตะกอนให้ขุ่นใจ
นอกจากนี้ ฟีโรโมนที่ลอยคลุ้งนั้น...แทนที่จะดึงดูให้ลุ่มหลง
กลับกดข่มสำแดงอำนาจ เหยียดเย้ยเบต้าอย่างอวดดี
ฟุชิงุโระกับคุกิซาคิร่างกายเครียดเกร็งตามสัญชาตญาณ
ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายลืมตา เห็นชัดเจนว่าดวงตาสีฟ้าคมกริบไม่ได้ยิ้มตามมุมปาก
เหงื่อกาฬของทั้งสองก็ไหลพรากจนสันหลังหนาวเหน็บ แรงกดดันไร้รูปร่างกดทับบ่า
กล้ามเนื้ออ่อนแรงเสมือนว่าจะคุกเข่าศิโรราบได้ทุกเมื่อ
สัญชาตญาณของผู้อ่อนแอกว่าสั่งให้ละทิ้งศักดิ์ศรีรักษาชีวิตรอด แอลฟ่าคือผู้นำ
แข็งแกร่ง เป็นหนึ่ง...เบต้าอย่างพวกเขาจะดีเลิศเพียงใดก็มีกำแพงที่ไม่อาจก้าวข้าม
นั่นคือโกะโจ ซาโตรุ
ความรู้สึกคุกคามนี้รุนแรงยิ่งกว่าของสุคุนะ
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงกุมบังเหียนการจัดการภายในอิตาโดริได้ไร้ที่ติ
ทั้งยังปะทะภัยจากภายนอกได้สมบูรณ์แบบ
ฟุชิงุโระกัดฟันเค้นเรี่ยวแรงทั่วสรรพางค์กาย
ขณะทนแล้วทนเล่าเพื่อรักษาการทรงตัวเอาไว้
เขาพลันเห็นรองเท้าขัดมันราคาแพงย่างเข้าประชิด
โกะโจยืนอยู่ตรงหน้า...ในระยะที่ปลายรองเท้าแทบชนกัน
ฝ่ายนั้นยืดตัวเต็มความสูง คอตั้งตรง ดวงตาสีฟ้าปรายลงต่ำมองผ่านจมูก
ภาษากายแฝงนัยดูถูกอยู่ในที “ลูกชายของคุณฟุชิงุโระ โทจิที่เก่งนักหนา
เอาเข้าจริงกลับดูจะเป็นหมากที่ใช้การไม่ได้แฮะ”
แรงกดดันที่มองไม่เห็นเสมือนว่าหนักหน่วงขึ้น เข่าพลันอ่อนแรง
แต่ก่อนจะทรุดลงไปอย่างน่าสังเวช มือข้างหนึ่งพลันคว้าแขนเอาไว้
“คุณโกะโจ
สวัสดีครับ”
เจ้าของมืออันทรงพลังเป็นคนคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคุ้น เมื่อได้ยินเสียง
พละกำลังที่หายไปวิ่งกลับเข้าร่างอย่างน่าประหลาด
อิตาโดริ ยูจิยืนปักหลักมั่นคงเบื้องหน้าฟุชิงุโระกับคุกิซาคิ
ประคองคนสนิทให้ยืนด้วยขาตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติจนไม่เป็นที่สังเกต
น่าแปลกว่าทันทีที่เขาปรากฏตัว ความหนักอึ้งพลันมลายหายไปดั่งถูกปัดเป่า
โกะโจซึ่งสงวนท่าทีทันควันคงจะตกใจอยู่ไม่น้อย
เขาไม่เพียงเก็บกระแสคุกคามอันบ้าคลั่งกลับไป
กริยาความเคลื่อนไหวรวมทั้งสีหน้าล้วนหยุดชะงัก
หลายวินาทีถัดมาค่อยเผยยิ้มในแบบที่ต่างออกไปจากเมื่อครู่
“ได้เจอซะที ยูจิ”
จุดรวมความสนใจกลายเป็นผู้มาใหม่ ขยับเพียงครึ่งก้าว
โกะโจซึ่งทอดเสียงนุ่มนวลลงสามระดับก็ใช้สองมือประคองใบหน้ายูจิได้อย่างง่ายดาย การเคลื่อนไหวทั้งมวลเป็นไปโดยลื่นไหลไม่ติดขัดดั่งสูดลมหายใจ
ทั้งที่เมื่อครู่ยังกดดันพวกฟุชิงุโระไม่ไว้หน้า มาตอนนี้กลับมองเมินราวไม่มีตัวตน
“ได้ยินมาว่าฟุชิงุโระคุงทำหน้าที่บกพร่องปล่อยให้เธอต้องลำบากเจอกับโอเมก้าที่กำลังฮีทด้วยนี่นา
เป็นอะไรหรือเปล่า? เมื่อวานก็ไม่ออกมาจากห้องด้วยนี่?”
ยูจิแกะมือสองข้างออกอย่างสุภาพ กริยาวาจาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ฟุชิงุโระทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วครับ และผมไม่ได้เป็นอะไร
ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ”
คู่สนทนาลอบหลุบมองมือสองข้างของตัวเองเล็กน้อยค่อยกลับไปยืนอย่างสำรวม
ใบหน้าเปื้อนยิ้มยังคงเดาใจยากอย่างเคย
ยูจิมองแล้วอึดอัดในใจ
เมื่อครู่คนของฝั่งตัวเองถูกคุกคาม แต่ไม่มีหลักฐานมาต่อว่าเพราะตอนนี้โกะโจดูสุภาพดี
ต่อให้อยากเหน็บแนมสักคำสองคำก็เหมือนมีอะไรขวางคอเอาไว้ ไม่อาจต่อว่าได้เต็มเสียง
คุกิซาคิเห็นเสี้ยวอารมณ์ความเป็นปรปักษ์บนใบหน้าอันคุ้นเคย
เธอดึงแขนเสื้อยูจิจากด้านหลัง อาศัยจังหวะขยับตัวอำพรางว่ากำลังกระซิบอะไรบางอย่าง
“หมอนี่เป็นตัวการวางยาพิษสุคุนะ”
ความหมายคือ ‘ระวังตัวด้วย’
ท่าทางเหยาะแหยะของยูจิเคร่งขรึมขึ้นทันควันดั่งตอบสนองต่อคำเตือน
อาศัยว่าเป็นผู้ช่วยมือฉมังของสุคุนะ
ประวัติขาวสะอาด คบหากับพวกตนพี่น้องฝาแฝดอย่างจริงใจ คำพูดของคุกิซาคิ
โนบาระเชื่อถือได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
เรื่องที่สุคุนะโดนวางยาพิษในอดีต
ด้วยเหตุผิดพลาดบางประการทำให้คนได้รับผลกระทบกลายเป็นยูจิ
และผลลัพธ์ของมันก็คือการที่เขากลายเป็นเบต้า
ในฐานะที่เป็นแอลฟ่ามาตลอดชีวิตยูจิย่อมไม่พอใจ
เขาไม่ได้คิดว่าการเป็นเบต้าเป็นเรื่องเลวร้ายหรือด้อยค่า
แต่ไม่ชอบคนที่วางตัววิเศษวิโสยิ่งใหญ่มาบีบบังคับคนอื่นตามใจตัวเอง
แอลฟ่า
เบต้า โอเมก้า...สภาพแต่กำเนิดส่งผลต่อชีวิตคนคนหนึ่งอย่างใหญ่หลวง
เคยได้ยินมาบ้างว่ามีการเจ็บป่วยบางประเภทส่งผลกระทบต่อการผลิตและหลั่งฮอร์โมนจนสภาพแต่กำเนิดเปลี่ยนแปลงตามการหลั่งฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยนนั้นๆ
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงที่พบมีแต่กรณีลดระดับชนชั้นลงหนึ่งขั้น จากแอลฟ่าเป็นเบต้า
จากเบต้าเป็นโอเมก้า...ซึ่งก็ยังมีตัวอย่างน้อยมากอยู่ดี
ทว่ากรณียาพิษที่ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนจากแอลฟ่ากลายเป็นเบต้า
เพิ่งเคยพบเคยได้ยินเป็นหนแรกนี่แหละ หากตอนนั้นคนได้รับยาเป็นสุคุนะ
เจ้านั่นจะกลายเป็นเบต้าและไม่ได้รับการยอมรับในฐานะบอสแน่นอน
เท่ากับว่าคนที่ต้องเผชิญหน้ากับโกะโจจะกลายเป็นยูจิ
นับเป็นยาอันตรายที่เปลี่ยนชีวิตคนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้เลย
“จริงสิ ยูจิ ไปหาคุณวาสุเกะด้วยกันมั้ย?”
เกะโท สุงุรุสะกิดโกะโจและกระซิบอะไรบางอย่าง
พอโกะโจฟังจบแล้วหันกลับมาก็เอ่ยชวนยิ้มๆ
ความจริงคนถูกชวนเพิ่งผละออกมาจากปู่ อย่างไรก็ตาม
เมื่อได้ยินคำชวนของโกะโจ เขายังคงเก็บมาพิจารณา ไม่ได้ปฏิเสธออกไป
หากเป็นตัวยูจิตามปกติย่อมไม่คิดมากหรือหวาดเกรง
ให้ไปเจอปู่อีกรอบก็ไม่มีอะไรเสียหาย ยังไงก็ไม่ได้มีธุระต้องรีบร้อนไปไหนต่อ
แถมบ้านตัวเองย่อมเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยที่สุดมิใช่หรือ...อยู่ในบ้าน
หนำซ้ำมีปู่หนุนหลัง ยังมีอะไรต้องกลัว?
ทว่า...
ก่อนนี้เชื่อมั่นว่าโกะโจเป็นคนดีมาตลอด
อาจจะเข้าใจยากนิดหน่อย
แต่ก็เป็นคนดี...พอได้ยินจากคุกิซาคิว่าแท้จริงโกะโจเป็นคนวางยาพิษสุคุนะ
ยูจิพลันหาทางลงให้ตัวเองไม่เจอว่าควรปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างไร
ควรคล้อยตามไหม?
หรือควรแสดงท่าทีต่อต้าน?
ภาพลักษณ์ของโกะโจ
ซาโตรุในใจประหนึ่งถูกค้อนโปร่งใสทุบทำลาย
...กับคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไว้ใจไม่ได้เช่นนี้
ควรรักษาระยะห่างไว้ที่ระดับใดกันแน่?
ราวกับอ่านใจได้ ดวงตาสีฟ้าอ่อนแสงลงเล็กน้อย “ไม่ไว้ใจผมเหรอ?”
คนฟังกำลังจะตอบว่า ‘แน่นอน’ ก็โดนดักคออีกประโยค
“หรือว่ากลัวอยู่น่ะ?”
สวิทช์ในใจโดนกดพรึ่บ ยูจิตาแข็ง สวนทันควัน “ไปด้วยครับ!”
โกะโจยิ้มแฉ่ง
ส่วนคนเกลียดความพ่ายแพ้รู้ตัวเมื่อสาย
แทบจะคุกเข่าตบปากตัวเอง...ทำไมปากไวแบบนี้!
ไม่กี่วันที่ผ่านมามีเรื่องให้วาสุเกะต้องขบคิดมากมายมหาศาล
ไม่เพียงแนวทางในอนาคตของตระกูลอิตาโดริ
แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงอนาคตของหลานชายสุดที่รัก ในการพิจารณารับมือเรื่องใหญ่ๆ
สักเรื่องจะผลีผลามลงมือหรือตัดสินใจไม่ได้
ทว่าใครคนหนึ่งที่เพิ่งได้รู้ว่าเป็นพวกเนรคุณกดดันทุกวิถีทางจนผมสีดำที่ยังมีแซมอยู่เล็กน้อยบนศีรษะกลายเป็นสีขาวไปหมดแล้ว
โกะโจ ซาโตรุเปิดเผยจุดประสงค์อย่างซื่อตรงคืนวันที่ยูจิออกไปดูตัวว่า
“เลิกให้ยูจิไปดูตัวแล้วมาแต่งงานกับผมแทนเถอะ”
โกะโจสนใจยูจิตั้งแต่สมัยอีกฝ่ายอยู่มัธยมปลาย...เป็นความสนใจอย่างบริสุทธิ์ใจ
เขาเห็นสายตาอีกฝ่ายมองโอเมก้าคนหนึ่งแล้วคิดในใจว่าสายตาของคนมีความรักเป็นแบบนี้สินะ
ชักอยากมีความรักที่มากกว่าสัมพันธ์ทางกายขึ้นมาบ้างเลยแฮะ...เพียงเท่านี้เอง
สำหรับโกะโจที่สูญเสียครอบครัวไปทั้งหมดในคราวเดียว
สายตารักใคร่อันอ่อนโยนจากคนใกล้ชิดก็เป็นดั่งภาพฝันอันเลือนรางในอดีต
เขาคุ้นเคยกับสายตาเปี่ยมความใคร่ของคู่นอนหรือเคารพเทิดทูนจากเพื่อนร่วมงานมากกว่า
หากได้มีความรักและถูกใครสักคนมองมาเหมือนที่ยูจิมองโอเมก้าคนนั้นก็คงดี
จากนั้นก็บอกความลับอีกเรื่องว่าตัวการทำให้ยูจิกลายเป็นเบต้าก็คือตน...พ่นทุกสิ่งออกจากปากด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ
แรกเริ่มวาสุเกะนึกว่าตัวเองหูฝาด ต่อเมื่อโกะโจยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
ชายชราแทบจะเอารีโมทโทรทัศน์ปาใส่หัวที่ขาวยิ่งกว่าหัวของตน
ทั้งหมดพวกวาสุเกะเข้าใจผิดไปเอง วางยาพิษสุคุนะ? ผิดแล้ว
โกะโจไม่ได้สนใจเป็นบอส
ต่อให้สุคุนะกลายเป็นเบต้าและขาดเสียงสนับสนุนในการเป็นบอสคนถัดไปเขาก็ไม่แยแสเลยสักนิด
เป้าหมายคือยูจิมาตั้งแต่แรก
ทั้งโกะโจและยูจิเป็นแอลฟ่าทั้งคู่
ต่อให้แอลฟ่าสามารถรักกันได้ แต่แอลฟ่าตั้งครรภ์ไม่ได้
วาสุเกะไม่ยอมให้หลานชายแต่งงานกับแอลฟ่าด้วยกันแน่นอน
ฉะนั้น...ไม่โกะโจก็ยูจิ หากใครสักคนกลายเป็นเบต้า
โกะโจมั่นใจว่าวาสุเกะจะจับคู่หลานชายให้ตนแน่นอน
“การเปลี่ยนสภาพแต่กำเนิดมีบันทึกวิชาการเขียนไว้เฉพาะกรณีที่เกิดจากเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุเท่านั้น
ไม่เคยปรากฏว่ามียาตัวไหนเปลี่ยนแปลงแอลฟ่าเป็นเบต้าหรือโอเมก้าได้
แต่เพื่อนผมคนนึงทดลองทำยาตัวนี้อยู่ ก่อนเอามาให้ผม
เจ้าตัวเคยจ่ายเงินให้คนมาลองกินยาสองเดือน ปรากฏว่ามีเบต้ากลายเป็นโอเมก้า 1 คน
จากตัวอย่างทดลองทั้งหมด 6 คน อัตราสำเร็จอยู่ที่ 16.67% เท่านั้นเอง
หนำซ้ำยังไม่เคยลองกับแอลฟ่าด้วย...ก็ไม่มีแอลฟ่าคนไหนอยากลองนี่นะ”
คืนวันนั้นโกะโจเปิดเผยแม้แต่เรื่องพวกนี้
“ลองเช็คจากส่วนประกอบยาดูน่าจะไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงร้ายแรงอะไร
แต่ความเป็นไปได้มีอยู่ทั่วทุกที่ ยิ่งไม่เคยทดลองกับแอลฟ่ายิ่งเสี่ยงมาก
ถ้าเอามาให้ยูจิกินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาผมรับไม่ได้แน่ๆ
ฉะนั้น...ผมลองกินยานี้ก่อนเอามาให้ยูจิแล้วล่ะ
ต่อให้ยาได้ผลแล้วตัวผมกลายเป็นเบต้าก็ไม่เป็นไรหรอก แค่ได้แต่งงานกับยูจิก็พอแล้ว
เสียดายก็แต่ลองอยู่ 3 เดือน ร่างกายไม่เห็นเปลี่ยนไป
เลยเปลี่ยนแผนมาให้ยูจิกินแทน คิดว่าลองดูก่อนไม่เสียหาย
ถ้าเขากลายเป็นเบต้าได้ก็ดี
ถ้าไม่ได้ก็คงต้องลองหาวิธีอื่น...ส่วนให้ยังไงขอปิดเป็นความลับสักเรื่องนะครับ
เอาเป็นว่าผ่านไป 2 เดือน พอลองปล่อยฟีโรโมนกระตุ้นดูก็เช็คได้คร่าวๆ
แล้วว่ายานั่นดันใช้ได้ผลกับยูจิ เขาไม่ได้เป็นแอลฟ่าอีกต่อไปแล้ว ทำเอาตกใจเลยล่ะ
ไม่คิดว่าจะได้ผลแท้ๆ”
ทั้งสุดโต่ง ทั้งเอาแต่ใจ
บางทีเลือดแอลฟ่าของโกะโจคงแรงมากขนาดที่ยาครึ่งๆ กลางๆ ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
วาสุเกะฟังทั้งหมดด้วยร่างกายสั่นเทิ้ม
โกรธจัดจนพูดไม่ออก
ทว่าโกะโจเอาแต่ยิ้ม
“รู้สึกผิดต่อยูจินิดหน่อยเหมือนกัน
แต่พอคิดว่ายูจิมีลูกได้แล้วจะมียูจิตัวน้อยๆ ก็ทำเอาความรู้สึกผิดหายไปฮวบฮาบเลย
ผมไม่เสียใจทีหลังหรอกนะที่เรื่องมันกลายมาเป็นแบบนี้น่ะ อ้อ
จริงด้วย...ที่ผมเป็นแบบนี้ปัญหาไม่ใช่การเลี้ยงดูของคุณวาสุเกะหรอกนะครับ
อยู่ที่สันดานของตัวผมเองล้วนๆ เลย อย่าโทษตัวเองล่ะ”
แรงกดดันจากโกะโจหนักข้อเพราะวาสุเกะเฟ้นหาสะใภ้อย่างจริงจัง
ช่วงที่เลื่อนนัดแล้วเลื่อนนัดอีกยังพอทำเนา แต่ในคืนวันที่ยูจิออกไปดูตัวกับมิวะ
คาซุมิเจ้าตัวถึงกับถ่อมาประกาศศึกถึงที่
ช่างน่าตกใจที่ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากการแย่งเก้าอี้บอสแต่เป็นการเตรียมการเพื่อรอคนคนหนึ่ง
ความยึดติดรุนแรงเป็นลักษณะแต่กำเนิดของแอลฟ่า
เพื่อบรรลุความต้องการของตน พฤติกรรมบางอย่างบิดเบี้ยวอย่างไม่น่าอภัย
ถือดีว่าตนดีเลิศ ลงมือเพียงเพื่อสนองปรารถนาอันบ้าคลั่ง สมัยหนุ่มๆ
วาสุเกะเคยเลือดร้อนมาก่อน
เข้าใจดีว่าการสูญเสียตัวตนไล่ตามสัญชาตญาณเป็นอย่างไรและขัดขืนยากแค่ไหน
อย่างไรก็ดี...ทำไมถึงเป็นยูจิไปได้?
การที่หลานชายกลายเป็นเบต้าเพราะความยึดติดอย่างบ้าคลั่งของแอลฟ่าอีกคนยังคงเป็นเรื่องเกินรับไหว
เพราะปกติพบเจอแต่แอลฟ่าที่ทะเยอทะยานเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่ออำนาจ
วาสุเกะไม่เคยคิดมาก่อนว่าโกะโจจะหมายตาหลานชายคนเล็กของตน
ทั้งสองคนใช้เวลาเปิดใจนับชั่วโมง ข้อมูลปริมาณมหาศาลค่อนข้างหนักเกินกว่าวาสุเกะผู้เตรียมตัวเกษียณจะรับมือไหวอยู่แล้ว
นี่วันถัดมานอกจากยูจิจะขังตัวเองอยู่ในห้องเงียบๆ อย่างน่าสงสัย
โกะโจยังใช้ไม้ไหนไม่รู้ทำให้มีคนพูดโพล่งกลางห้องประชุมว่ามีคนจากตระกูลคาโมะมาทาบทาม
คิดจะทำไปจนถึงขั้นไหนหา!
พอเปิดเผยธาตุแท้ โกะโจไม่ซ่อนเร้นเจตนาดั้งเดิมใดๆ อีก
เพิ่งมาสารภาพผิดก็รุกคืบต่อเนื่องด้วยการใช้คนของอิตาโดริมากดดันด้วยการปล่อยข่าวเกี่ยวกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างตระกูลคาโมะ
ที่น่าโมโหที่สุดคือตัวการนั่งหน้าซื่อตาใสจิบน้ำอัดลม
มีเพียงวาสุเกะที่จับสารจากอีกฝ่ายได้
‘ไม่อยากให้ผมแต่งกับยูจิ? งั้นคงต้องใช้คนของคุณมากดดันให้คุณยอมแล้วล่ะ~’
หากใช้ความรู้สึกตัวเองคนเดียวตัดสินใจได้
วาสุเกะคงตบโต๊ะตวาดไปแล้วว่า ‘อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ!’ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนชอบบังคับใครและให้อิสระผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มที่
ใครอยากอยู่ด้วยกันก็อยู่ ไม่อยากก็ไป
ทว่าการดูแลองค์กรอันประกอบไปด้วยชีวิตหลายชีวิต
ความเห็นคนคนเดียวชี้วัดทุกสิ่งไม่ได้ วาสุเกะต้องคำนึงถึงส่วนรวมก่อน
ชายชรากดความรู้สึกพลุ่งพล่านชวนมือไม้สั่นลง
จากนั้นพูดตัดบทด้วยหน้ากากบอสผู้เยือกเย็น อาศัยบารมีผู้นำที่มีติดตัวมานานทำให้ไม่มีใครกล้าหือ
สามารถจบประเด็นด้วยการแยกย้ายอย่างสงบ
กระนั้น สุคุนะเดินตามตนมา บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย
หลานชายคนโตบอกให้เซนอิงกับคุกิซาคิรอด้านนอก
ขอร้องแกมบังคับปู่บังเกิดเกล้าให้เข้าไปนั่งคุยในห้องรับแขกซึ่งไม่มีใครใช้งาน
ยังไม่ทันได้นั่งลงก็ส่งแท็บเลตให้
แล้วโยนปึกกระดาษลงบนโต๊ะกระจกชนิดไม่สนใจมารยาท
สุคุนะรู้ในสิ่งที่โกะโจ ซาโตรุทำลงไปแล้ว
ชายชราซึ่งหมดแรงจะขยับตัวขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง
ถามหลานชายตามตรงว่าอยากจะทำยังไงต่อล่ะ ปรากฏว่าคนอ่อนวัยกว่าชะงัก
ทำหน้าคาดไม่ถึงว่าปู่จะเฉยชาได้ขนาดนี้ เห็นดังนั้นแล้ว
วาสุเกะตระหนักว่าสุคุนะน่าจะต้องการเวลาให้ตกตะกอนความคิดเหมือนกัน
“ฉันจะเรียกซาโตรุมาหาพรุ่งนี้ตอนบ่ายสาม แกก็มาด้วยสิ”
ด้วยเหตุนี้ที่ห้องโฮมเธียเตอร์เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง
ทุกฝ่ายนั่งเผชิญหน้ากัน
แต่แรกวาสุเกะเรียกตัวไว้แค่สุคุนะกับโกะโจเพียงสองคน
แต่เจ้าของชื่อหลังดันหนีบฝาแฝดอิตาโดริคนน้องมาด้วย
แถมยังมาสายไปครึ่งชั่วโมงอีกต่างหาก
“แกมาได้ยังไง” พอเห็นน้องชายฝาแฝด สุคุนะตาขวาง
ยูจิแบมือระดับอก “มีขาก็เดินมาน่ะสิ”
“...”
“...”
ประกายไฟแตกตัวดังเปรี๊ยะ
ถ้าปล่อยให้พี่น้องทะเลาะกันจะเสียเวลาอีกนาน
วาสุเกะห้ามปรามทั้งคู่เอาไว้
ไล่ให้แต่ละคนหาที่นั่งให้เรียบร้อยจะได้เข้าเรื่องเสียที
สุคุนะกับยูจิยังคงง้างหมัดและทำหน้าผีหลอกใส่กันอยู่ แต่อย่างน้อยๆ
ก็ไม่ได้ซัดกันนัวและยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย
ต่อให้ขัดตาที่เห็นโกะโจตีเนียนดึงยูจินั่งข้างตัวเอง วาสุเกะจะปล่อยไปก่อน
ชายชราเข้าประเด็นอย่างรวบรัด
“นับวันกระแสความขัดแย้งในอิตาโดริยิ่งหนักข้อ ก่อนจะรุนแรงจนกู่ไม่กลับ วันนี้ฉันอยากจัดการให้จบซะ
ซาโตรุ สุคุนะ พวกเธอคิดว่ายังไง ควรทำยังไงต่อไป”
สองคนที่มีคำตอบในใจอยู่แล้วตอบรวดเร็วแทบประสานเสียง
สุคุนะ “พวกเลี้ยงไม่เชื่อง ไม่เก็บไว้!”
โกะโจ “ให้ผมแต่งงานกับยูจิ~”
...ก็เป็นไปตามที่คิดแหละนะ
ก่อนหน้านี้ได้ฟังความคิดของทั้งโกะโจและสุคุนะมาก่อนแล้ว
วาสุเกะจึงไม่ตระหนกตกใจ
ข้อเรียกร้องของสุคุนะชัดเจนตรงไปตรงมา ทั้งยังอยู่ในความคาดหมาย
แต่โกะโจออกจะเกินขอบเขตจินตนาการไปไกลลิบ หลานชายสองคนไม่ได้ร่วมวงสนทนายามค่ำคืนกับโกะโจด้วยกัน
ดังนั้นสองหนุ่มที่หน้าเหมือนกันเปี๊ยบจึงหันขวับ ยูจิทำหน้าพิกล
เสียงพูดกระอักกระอ่วน
“เหมือนเมื่อกี้ได้ยินอะไรที่สุดยอดมากๆ ยังงั้นแหละ...”
โกะโจหันไปยิ้มหวานให้ ใช้มือซ้ายยกมือยูจิขึ้นมาคลึงนิ้วเล่น
“ให้พูดอีกรอบไหมล่ะ?”
สงวนท่าทีคืออะไร โยนให้หมากินไปหมดแล้ว
ปริมาณข้อมูลที่ได้รับไม่เท่ากัน สารที่ได้รับไม่ครบถ้วน
ใจความสำคัญขาดหาย...แต่ละปัจจัยล้วนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ความขัดแย้งภายในบานปลายมาถึงจุดนี้
แน่นอนว่าการแก้ปัญหามีหลากหลายวิธีการ
ตัววาสุเกะเองหลังคิดแล้วคิดอีกก็ย่อมมีทางเลือกในใจ
แต่อย่างที่เคยบอกไปว่าตนไม่สามารถตัดสินใจอะไรคนเดียวได้
วันนี้จึงเรียกผู้เกี่ยวข้องสำคัญมาหาข้อสรุป
ซึ่งก่อนอื่น...
“ให้ผมแก้ความเข้าใจผิดสินะ? ไม่มีปัญหา”
โดนสายตาพิฆาตจากว่าที่คุณปู่ เพื่อซื้อใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
โกะโจยอมปล่อยมือคนข้างๆ แม้อาลัยอาวรณ์สุดแสน ชายหนุ่มยกขายาวๆ ขึ้นไขว้ขาอีกข้าง
สองมือประสานกัน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้อยู่ในท่านั่งที่สบายตัวที่สุด จากนั้น ‘สารภาพความจริง’ อย่างสง่าผ่าเผย
พอเล่าจบ อิตาโดริ ยูจิซึ่งตอนแรกแกะซองมันฝรั่งทอดหมายจะนั่งกินขนมสบายๆ
ปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อ
“คุณนี่มัน....!!”
หน้าตาตอนโกรธที่เพิ่งเคยเห็นชัดๆ เป็นครั้งแรกยังคงน่ารักสำหรับโกะโจ
แต่ในเมื่อพูดชมออกไปจะทำให้โดนเกลียดเอาได้
โกะโจจึงสงบปากสงบคำแล้วฉวยโอกาสหายากมองใบหน้ายูจิในระยะประชิดเงียบๆ
เทียบกับน้องชายแล้ว ทางสุคุนะใจเย็นกว่ามาก
เขาเย็นลงจากตอนเข้ามาในห้องจนแทบเป็นคนละคนเลยทีเดียว “ไม่ใช่เพื่ออำนาจ?”
“ไม่ใช่เพื่ออำนาจ” โกะโจรับ
เท่านี้ก็ชัดเจน...ผลประโยชน์ของพวกเขาไม่ขัดแย้งกัน
ไม่มีความจำเป็นต้องทะเลาะเบาะแว้ง
“งั้นอยากแต่งกับไอ้เวรนั่นก็แต่งไปสิ”
เมื่อไม่ยื้อแย่งทรัพยากรกับตน สุคุนะไม่ไยดีอะไรทั้งสิ้น
หมดความสนใจโดยสิ้นเชิง กับเจ้าคนหน้าเหมือนกันที่ขวางหูขวางตามาแต่เกิดนั่น
ถ้าอยากได้นักก็เอาไปเลย
คนเป็นปู่ฟังแล้วความดันพุ่งพรวด
แต่กำปั้นของยูจิพุ่งนำไปก่อน
“พูดอะไรของแกหา?”
สมัยยังเป็นแอลฟ่าฝาแฝดคู่นี้มีความสามารถทัดเทียม จนยูจิกลายเป็นเบต้า
อะไรที่เคยสู้ได้ก็เปลี่ยนเป็นสู้ไม่ได้ไปเสียหมด สุคุนะเพียงปัดป้องทิ้งส่งๆ
กำปั้นซึ่งนับว่าทรงพลังเมื่อเทียบกับเบต้าทั่วไปก็กลายเป็นหมันในพริบตา
แฝดคนพี่แค่นเสียงเหอะอย่างดูแคลน
“ในเมื่อไม่เกี่ยวอะไรกับฉันแล้วก็ไม่เสียเวลาอยู่ต่อมันละ
พวกแกจะเอายังไงก็เชิญตามสบาย”
คนเอาแต่ใจโบกมือเหมือนไล่แมลงวัน ก้าวพรวดๆ ออกไป
พริบตาเดียวก็ได้ยินเสียงหับประตูดังปังอย่างไร้มารยาท
ห้องโฮมเธียเตอร์เหลือเพียงสามชีวิต...ทว่ามีเพียงคนเดียวที่ยังอมยิ้มอย่างรื่นรมย์
โกะโจ
ซาโตรุเท้าคางมองอิตาโดริ ยูจิ ริมฝีปากวาดยิ้มเปี่ยมเสน่ห์
“ถึงไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไหร่แต่น่าจะนับว่าสารภาพความในใจได้นะ? ยูจิว่ายังไงล่ะ รับรักผมหน่อยสิ”
“...” เจ้าของชื่อพูดไม่ออก ทำไมคนคนนี้ถึงหน้าด้านได้ขนาดนี้เนี่ย?
“ผมมีเหตุผลอะไรต้องรับรักคนที่วางยาพิษคนอื่นด้วยเหรอ?”
“ผมเองก็กินยาพิษด้วยนะ 2 ครั้งแน่ะ” โกะโจโอด
ยูจิไม่ใช่เด็กหัวอ่อน
ไม่โดนกระแสชักนำจนสูญเสียความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไปอย่างแน่นอน รู้อยู่แล้วว่าหนทางความรักไม่ราบรื่นง่ายดายอย่างหวัง
แต่เพราะชอบยูจิคนที่เอาจริงเอาจังและเป็นตัวของตัวเองคนนั้น
โกะโจจึงเฝ้ากดสัญชาตญาณอยากผูกมัดและครอบครองมาได้นานหลายปี
นอกจากนี้การได้ดิ้นรนไขว่คว้ายังสร้างความหฤหรรษ์แก่โกะโจด้วย
ผลไม้ที่ต้องรอคอยและทุ่มเทเพื่อได้มาย่อมอร่อยกว่าผลไม้ที่ตกลงมาจากต้นให้หยิบกินง่ายๆ
“คุณกินแล้วไม่กลายเป็นเบต้าไม่ได้หมายความว่าคนอื่นต้องเป็นเหมือนคุณนี่ครับ
อย่าเอามาอ้าง” ถ้อยคำตำหนิตัดรอน หากน้ำเสียงอ่อนลงจนรู้สึกได้
ยูจิอาจโมโหมากที่กลายเป็นเบต้าเพราะความหุนหันพลันแล่นของใครบางคน
แต่พอนึกย้อนดูแล้วพบว่าตัวการก่อเหตุไม่เคยทำอะไรไม่ดีและวางตัวเป็นคนดีมาตลอดก็เก็บความโกรธเกรี้ยวไว้กับตัวได้ไม่นาน
แอลฟ่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีความอยากครอบครองรุนแรง
ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมายูจิไม่เคยถูกโกะโจคุกคาม
ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายมีใจให้ตน...เก็บอาการได้มิดชิดขนาดนั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ความทะนงตนอ่อนลงมากจากการกลายเป็นเบต้า
ในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เขาปลงตกและคิดแค่ ‘ช่างมันเถอะ’
ด้านที่ใจอ่อนเช่นนี้โกะโจก็ชอบเช่นกัน
โกะโจให้เหตุผลว่า ‘ยูจิเอาแต่เรียน
ไม่คิดจะไปดูตัวหรือคบใคร ผมถึงได้ไม่ร้อนรน
คิดว่าสร้างความประทับใจแบบค่อยเป็นค่อยไปน่าจะดีกว่าน่ะ’
ในเมื่อยูจิชอบ ‘คนดี’ โกะโจจึงตั้งใจจะแสดงความเป็น ‘คนดี’ ให้เห็น...และมันก็ได้ผลจริงๆ
“ถ้าคุณวาสุเกะไม่ส่งเธอไปดูตัว ผมตั้งใจว่ารอเธอเรียนจบก่อนจะค่อยๆ
รุกจีบ เพราะงั้นเรื่องคราวนี้คุณวาสุเกะต่างหากที่ผิด” โกะโจโบ้ยไปโน่น
นับจากยูจิกลายเป็นเบต้า
โกะโจรอแล้วรอเล่า
ในเมื่อมีใครที่ไหนล่ะจะเป็นคู่ครองที่เหมาะสมกับยูจิไปมากกว่าโกะโจ
ซาโตรุ?
ประโยชน์หนึ่ง เป็นคนกันเองที่เห็นมานาน มั่นใจได้ว่าจะดูแลยูจิได้ดี
ประโยชน์สอง ลดความเสี่ยงในการเสียคนในมากความสามารถ ประโยชน์สาม
ตัดความเป็นไปได้ที่โกะโจจะแปรพักตร์ไปเข้ากับกลุ่มอื่นและปล่อยข้อมูลภายในรั่วไหล
สมัยก่อนที่วาสุเกะโน้มน้าวให้ยูจิไปดูตัวเป็นสมัยอีกฝ่ายยังเรียนม.ปลายและยังเป็นแอลฟ่าอยู่
ยูจิปฏิเสธว่ามีคนในใจอยู่แล้ว นับแต่นั้นมาวาสุเกะไม่เคยให้ยูจิไปดูตัวอีก
จนเด็กสาวโอเมก้าชื่อโอซาวะที่ยูจิหลงรักแต่งงานไปแล้ว บอสใหญ่ของอิตาโดริก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวเป็นชิ้นเป็นอัน
นานๆ ทีจึงจะได้ยินเสียงเปรยว่าอยากให้แต่งงาน
กระทั่งยูจิขึ้นมหาลัยปีสุดท้าย
ความระส่ำระสายภายในเกี่ยวกับตำแหน่งบอสคนถัดไปชักหนักข้อ...ชายชราเลิกประวิงเวลาและหว่านล้อมให้ยูจิมองหาคู่ครองที่เหมาะสม
แต่ไม่มีชื่อโกะโจ
ซาโตรุในตัวเลือกเลย
รายชื่อคู่ดูตัวทั้งหมดที่ไม่ถูกคัดออกมีแต่เบต้ากับโอเมก้า
โกะโจเข้าใจในทันทีว่าทำไมตนไม่อยู่ในตัวเลือก
ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกคู่ครองของยูจิ...วาสุเกะไม่คิดจะให้หลานชายให้กำเนิดเหลน
เท่ากับว่าไม่คิดให้แต่งงานกับแอลฟ่า
ส่วนเหตุผล...คงเพราะแม่และย่าของยูจิกับสุคุนะล้วนด่วนจากไปหลังให้กำเนิดบุตร
โกะโจจึงต้องใช้คนของอิตาโดริมากดดัน
ทำให้วาสุเกะผูกรั้งตนไว้กับตระกูลอิตาโดริด้วยการแต่งงาน
ลงทุนใช้ยาแรงขนาดกลืนยาพิษอย่างไม่ลังเลเพื่อกระตุ้นความขัดแย้ง
ผลจากการกินพิษยังพ่วงประโยชน์เสริมอีกอย่างคือทำให้บอสใหญ่หวาดระแวงเหตุลอบกัดจนยอมล่มงานดูตัวหลานชาย
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กระทั่งเกะโทเพื่อนสนิทยังบอกว่าเสียสติไปแล้ว
โกะโจ
ซาโตรุมีแนวทางของตัวเอง ให้บีบคนอื่นเขาบีบได้ ให้บีบตัวเองเขาบีบได้ แต่ให้บีบยูจิเขาบีบไม่ลง
นับจากรู้ว่าหัวใจหลุดลอยไปอยู่กับคนอื่น
ที่โกะโจทำมีแต่การพยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อให้ตัวเองสามารถแต่งงานกับยูจิได้
ไม่เคยบังคับใจยูจิตรงๆ สักครั้ง กระทั่งรุกจีบอย่างออกนอกหน้ายังไม่เคย
เฉพาะการวางยาที่ไม่ได้คาดหวังผลที่ดันมาถูกแจคพอตจังเบอร์...แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่โกะโจล้ำเส้นฝืนใจอีกฝ่าย
“ผมขอโทษจากใจจริงและรู้สึกผิด
แต่ก็ยอมรับตามตรงว่าดีใจที่เธอกลายเป็นเบต้า ผมจริงใจขนาดนี้แล้ว
หวังว่าจะเห็นใจและพิจารณานะยูจิ”
“ถ้าผมเกิดชอบคนอื่นขึ้นมาล่ะ?”
“แน่นอนว่าไม่มีทางบังคับเธอให้มาเป็นของผมทั้งที่ไม่เต็มใจหรอก”
“หือ?”
“...แต่จะทำให้คนที่เธอชอบหายไปน่ะ”
“...”
หรือก็คือจะกำจัดตัวเลือกอื่นไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะหันมาหาตัวเองสินะ
นี่เรียกไม่บังคับเรอะ?
ยูจิมองยิ้มหวานๆ
จากนั้นก็ตั้งข้อสงสัยในใจว่าตนเองเข้าใจผู้ชายคนนี้ผิดพลาดไปมากมายขนาดไหนกันนะ?
“ผมน่ะ ถ้าชอบคุณเสียอย่าง ต่อให้เป็นแอลฟ่าก็ยังจะชอบคุณ
ถ้าชอบคุณเสียอย่าง ต่อให้ต้องกินยาเปลี่ยนเป็นเบต้าก็ไม่สนใจเลยสักนิด
ถ้าชอบคุณน่ะนะ...”
“ผมมั่นใจว่าเธอจะชอบผม” โกะโจตัดบทขึ้นมาก่อน เขาไม่ได้ขึ้นเสียง
เป็นการพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างมาก “แต่ว่านะ...คนที่เดินทางกลางทะเลทราย
บางทีเจอบ่อน้ำก็ปักหลักที่บ่อน้ำนั่นเลย
ใครจะมัวมาคิดล่ะว่าข้างหน้าอาจมีทะเลสาบก็ได้ ก่อนที่เธอจะได้ชอบผม
ถ้าหลงคารมคุณวาสุเกะแล้วหนีไปแต่งงานก่อนก็ไม่มีความหมาย ผมต้องลดความเสี่ยง”
“...”
ไอ้คนคนนี้ สมเป็นแอลฟ่าจริงๆ นั่นแหละ
โลกไม่ได้หมุนรอบคุณเอ็งนะเฟ้ย!
“ยูจิ” วาสุเกะมองหลายชายคนเล็ก เห็นหนุ่มน้อยเอามือกดข้างขมับ
สีหน้าทั้งระอาทั้งจนใจ “ทั้งซาโตรุทั้งสุคุนะก็บอกหมดแล้วว่าตัวเองต้องการอะไร
ตัวหลานล่ะ? อยากจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้?”
พอเกะโทโยนระเบิดอันมีชื่อว่า ‘แต่งงาน’ ลงกลางห้องประชุมเมื่อวาน
พรายกระซิบจะจากฝ่ายสุคุนะหรือฝ่ายโกะโจก็เห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นทางลงที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
พากันเกลี้ยกล่อมให้บอสลองนำไปพิจารณาดู
ทว่าวาสุเกะไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ให้ยูจิทราบ
“ผมไม่ชอบการคลุมถุงชน ไม่คิดจะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้ชอบด้วย” อิตาโดริ ยูจิอ้าปากพูดขึ้นในที่สุด ทุกพยางค์หนักแน่นชัดเจน
แต่ไม่ได้แฝงความประชดประชันหรือขุ่นเคือง เป็นเพียงการบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา
นายใหญ่ของอิตาโดริพยักหน้ารับเนิบๆ ท่าทางพึงพอใจ
ส่วนชายหนุ่มผมขาวอีกคนกดคางลงเล็กน้อย ประกายแสงในตาค่อยๆ จางหาย
ฟันเฟืองในสมองทำงานเร็วจี๋
ทว่าก่อนฟันเฟืองจะประสานกันแล้วแสดงผลลัพธ์บางอย่างออกมา
ยูจิเกิดเอ่ยต่อขึ้นเสียก่อน
“แต่ถ้าผมชอบคุณโกะโจ ยังไงก็อยากแต่งงานด้วยอยู่แล้วล่ะ”
กระแสพลังงานลึกลับจางหายก่อนมีใครสังเกตเห็น โกะโจเงยหน้าขวับ
ประกายในตาเต้นริก “งั้นแต่งงานกันเลยเถอะ ผมมั่นใจในเสน่ห์ตัวเองมาก
ถ้าช้าเร็วยังไงเธอก็ชอบผมแน่นอน รีบแต่งไว้ก่อนจะได้ประหยัดเวลา”
“...ผมชกคุณได้ไหมเนี่ย...”
“นั่นเป็นเงื่อนไขแหรอ? เอางั้นก็ได้
ยังไงผมก็ติดค้างเรื่องที่ทำให้ยูจิเป็นเบต้าอยู่ด้วยสิ” โกะโจตอบรับหน้าตาเฉย
ไม่แม้กระทั่งเสียเวลาชั่งผลได้ผลเสีย
“...”
ปู่หลานอิตาโดริไม่เคยอับจนคำพูดขนาดนี้มาก่อน
นี่ไม่เข้าใจจริงๆ
หรือคอยแต่จะดึงสถานการณ์เข้าข้างตัวเองกันแน่?
ภายในเวลาอันสั้น
ยูจิเหมือนได้เปิดมุมมองต่อแอลฟ่าตรงหน้าให้กว้างขวางขึ้น เนื้อแท้ของโกะโจ
ซาโตรุคือแอลฟ่านิสัยเอาแต่ใจที่ชอบแสดงความรู้สึกสุดๆ
ต่อให้ยูจิเคยเป็นแอลฟ่าก็ไม่ใช่คนที่ดึงดันในระดับที่สูสีกับสุคุนะอย่างนี้
หลายปีที่ผ่านมาโกะโจอดทนขนาดไหนเพื่อเก็บความรู้สึกเนี่ย
ด้วยใจอ่อนอย่างไม่เข้าท่า
เขาอ้ำๆ อึ้งๆ ทำท่าจะพูดไม่พูดอยู่เป็นนาน
ในที่สุดหลังเกาท้ายทอยจนหลังคอแดงเป็นปื้นก็ร้อง ‘อ๊าก!’ เสียงดังลั่นออกมาหนึ่งครั้ง
พอระบายความคับข้องจนทรวงอกปลอดโปร่งขึ้น มือข้างถนัดก็ยกไปทุบพนักโซฟาเข้าให้
แขนห่างจากโกะโจ ซาโตรุเพียงคืบ เห็นเป็นการยืนค้ำกลายๆ
โกะโจเงยหน้ามองใบหน้าย้อนแสงของอีกฝ่าย
เสียงของยูจิอ่อนโยนมาก เจือแววขอร้องอยู่ในที “คุณโกะโจฟังนะครับ
เรื่องของความรัก ต้องเคารพความรู้สึกของกันและกัน ผมไม่คิดจะปิดกั้นตัวเอง
คุณก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น ตอนนี้ผมไม่ได้เกลียดคุณหรอก
แต่ถ้าโดนบังคับอาจจะเกลียดก็ได้”
ขนาดเป้ายิงเป็นตัวเอง อิตาโดริ ยูจิก็ยังคงอ่อนยวบเป็นเต้าหู้
นิสัยใจอ่อนเป็นพิเศษต่อโอเมก้ากับคนที่เสียเปรียบในสนามรัก จะว่าน่ารักก็น่ารัก
ทว่าก็เปิดช่องให้ถูกเอาเปรียบได้ง่าย
ดวงตาสีฟ้าโชนแสงประหลาดขึ้นมาแวบหนึ่ง
สัญชาตญาณของยูจิกำลังจะร้องว่าอันตราย แต่ไม่ทันได้มีปฏิกิริยาถอยหนี
เมื่อโกะโจกระพริบตาก็กลายเป็นแววตาเจือยิ้มดั่งเช่นที่เห็นตามปกติไปแล้ว
“ผมจะพยายาม”
คนได้รับความรักเต็มปรี่คิดว่าควรตอบรับอะไรสักคำ แต่ในตอนที่กำลังคิด
เขาค่อยรู้สึกตัวว่ามือข้างหนึ่งของโกะโจจับแขนข้างที่เท้ากับพนักโซฟาของตนเอาไว้แน่น
ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มอ่อนโยนหาใดปาน “คนเราลองมีเป้าหมายแล้วก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงนี่เนอะ?”
คนฟังคิดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
กระนั้นก็เออออตามไ่ปก่อนเพราะตอบไม่ได้ว่ามีตรงไหนที่มันไม่ถูก
“ก็...คงงั้นล่ะมั้งครับ?”
“ผมจะรอฟังคำรักจากยูจินะ”
ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ มือของโกะโจลากเรื่อยจากแขนลงมา วาดผ่านข้อมือแข็งแรง
ลูบข้อนิ้วอย่างทะนุถนอม ก่อนจะประสานนิ้วทั้งสิบกับยูจิ
“จากนี้จะไม่ให้ใครมาขวางอีก...เด็ดขาดเลย”
[Gojo’s
side]
สายสัมพันธ์ของครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเจ้านายลูกน้อง
สถานะของโกะโจในตระกูลอิตาโดริแม้เห็นชัดว่าได้รับการดูแลใกล้ชิดยิ่งกว่าลูกน้องคนอื่น
แทบไม่ต่างไปจากญาติสนิทเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกฎหมายก็ยังนับเป็นคนนอก
เมื่อยูจิเป็นเบต้า
แอลฟ่าอย่างโกะโจมีวิธีล่อหลอกมากมาย แต่ลองยูจิไม่ยินยอมพร้อมใจ
ผลลัพธ์นั้นก็ไม่หวานชื่นชวนลิ้มลอง
ดังนั้นจึงต้องหวังพึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเพื่อให้คนรอบข้างคอยกระตุ้นเตือนบอสสักหน่อยว่าจำเป็นต้องผูกมัดตนไว้
ยิ่งเมื่อใช้ยาพิษกับตัวจนต้องไปโดนหามส่งโรงพยาบาล สงครามภายในก็ยิ่งดุเดือด
...ถึงเห็นหน้ายูจิตอนมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วงที่โรงพยาบาลแล้วจะเจ็บมโนธรรมโคตรๆ
ก็เถอะ
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของโกะโจทั้งหมดเป็นไปอย่างใจเย็น
เก็บหลักฐานได้หมดจด แถมยืมมือคนอื่นก่อเรื่องวุ่นวายโดยไม่กระทบต่อภาพลักษณ์คนดี๊คนดีในสายตายูจิด้วย
เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นไปได้ขนาดนี้
เริ่มต้นจากความสนใจเรียบง่ายในระดับคนรู้จัก
คิดว่าไอ้หนูที่ประกาศว่าจะแต่งงานด้วยความรักต่อหน้าปู่ช่างอ่อนต่อโลก
ต่อเมื่ออีกฝ่ายย้ายมาอยู่ใต้ขายคนเดียวกันเพื่อให้สะดวกเดินทางไปมหาลัย
พอได้พูดคุยกันมากขึ้น
ใกล้ชิดกันมากขึ้นโกะโจถึงรู้สึกตัวว่าความสนใจต่ออีกฝ่ายค่อยๆ
เกินระดับความสนใจต่อเพื่อนมนุษย์ทั่วไป
อาจเป็นความหลงใหล
อาจเป็นความใคร่
หรืออาจเป็นความรัก
สายตาที่ยูจิใช้มองโอซาวะ
เมื่อก่อนเห็นขันว่าเป็นเด็กน้อยไม่ประสา กลับกลายเป็นเพลิงริษยาคุโชน
โกะโจต้องการให้ดวงตาคู่นั้นทอดมองเพียงตน
ต้องการให้รอยยิ้มอ่อนหวานนั้นมอบให้เพียงแค่ตน ต้องการให้อิตาโดริ
ยูจิคิดคำนึงถึงตนเพียงคนเดียว
ชื่อเรียกความรู้สึกนี้คืออะไรไม่สำคัญ
เขาแค่อยากได้เด็กคนนั้น
ต้องการเด็กคนนั้น
ความปรารถนาที่เผาไหม้อยู่ในอก
เป็นเปลวไฟที่โหมกระพือรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดมา