Sunday, 27 June 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; FushiIta/Yubara] Hole

 

Fanfic Jujutsu Kaisen

Hole

 

 

Pairing   : Itadori Yuji x Kugisaki Nobara, Fushiguro Megumi x Itadori Yuji

CW         : Toxic Relationship, Death, Psychological, Sexual Assault, Physical & Mental Abuse, Manipulate, Isolation, Imprison

Note       : Parallel Universe

 

 

 

 

ถึงจะเรียกได้ว่าบันดาลโทสะ แต่ในเมื่อลงมือไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ การที่เขาข่มกลั้นอารมณ์ไม่ได้เป็นความจริง คนก็ตายลงไปแล้วจริงๆ นอกจากนี้การลงมือโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ขาดการวางแผนอย่างรัดกุม ยังทำให้ทิ้งหลักฐานสาวรอยไปถึงคนลงมือ ถึงอิตาโดริ ยูจิไม่คิดหนีผลจากการกระทำของตน ซ้ำยินดีเดินเข้าซังเตด้วยตัวเอง

ทว่าเขามีเรื่องค้างคาใจ

หากไม่ทำตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

ดังนั้นจึงเหลือเวลาให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระอีกไม่นานนัก

อิตาโดริขยับเสื้อฮู้ดเพื่อซุกซ่อนตัวเองจากสายตาฝูงชน แม้ก่อคดีอุกฉกรรจ์และน่าจะเป็นที่ต้องการตัว แต่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ต่อให้รู้ตัวคนร้าย การจะป่าวประกาศหาตัวผ่านสื่อคงไม่ได้เกิดขึ้นตามในทันทีทันใด หรือต่อให้มีการนำเสนอผ่านทางโทรทัศน์หรือวิทยุก็คงยังไม่ถูกเต้าข่าวใหญ่โต อิตาโดริหวังว่าจะได้ทำเรื่องค้างคาใจสำเร็จก่อนโดนจับกุม

เขานับเงินที่เหลือติดตัว คำนวณการใช้คร่าวๆ จากนั้นจึงออกเดิน เนื่องจากทิ้งโทรศัพท์มือถือไปแล้ว อิตาโดริหาตู้โทรศัพท์สาธารณะใกล้ๆ กดเบอร์โทรอย่างไม่เร่งร้อน ใจกลางเมืองใกล้เวลาเลิกงานมีคนเดินผ่านประปราย เด็กหนุ่มคลุมเสื้อฮู้ดเดินไปมาไม่นับว่าแปลกประหลาด จะใครก็คงไม่คิดว่าเพิ่งก่อคดีร้ายแรงมา

เสียงสัญญาณดังขึ้นไม่กี่ครั้งค่อยมีคนรับสาย

“ฮัลโหล”

ปกติต้องตอบรับเสียงสะบัดเจือความรำคาญแท้ๆ...คงเห็นเป็นเบอร์ไม่รู้จักถึงได้สงวนท่าทีสินะ มุมปากอิตาโดริยกขึ้นเล็กน้อย ช่วงไหล่เกร็งเครียดพลันผ่อนคลายลง กระทั่งน้ำเสียงยังนุ่มนวลอย่างมาก “ฉันเอง คุกิซาคิ”

ตรงข้ามกับอิตาโดริ ครั้นเจาะจงได้ว่าใครเป็นคนโทรมา โทนเสียงคุกิซาคิ โนบาระเปลี่ยนไปทันควัน “หา? มีอะไรยะ”

ในเหตุการณ์ปกติ อิตาโดริอาจจิกกัดสักคำสองคำ ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลามากมาย แทนที่จะมัวเสียเวลาโดยใช่เหตุจึงรวบรัดเข้าประเด็นทันที “ฉันอยากเจอเธอ”

ปลายสายตามไม่ทัน “...ฮะ?”

 “คุกิซาคิ ฉันไปหาเธอได้ไหม?”

“อะไร? อยากมาก็มา ใครฉุดขานายไว้รึไงล่ะ?” คุกิซาคิตั้งสติได้แล้ว

“ไม่ใช่ คือว่า...” อิตาโดริอ้ำอึ้ง สถานการณ์มันไม่ปกติถึงได้ถามก่อนยังไงล่ะ

คำกล่าวอ้างแก้ตัวล้วนไร้ประโยชน์ อิตาโดริเป็นคนกล้าทำกล้ารับ ไม่เคยเสียใจภายหลังต่อการกระทำของตน ขณะนี้แม้กลายเป็นผู้ร้ายคดีอุกฉกรรจ์...ก็ยังคงรับความจริงอย่างสงบ

ฆาตกร

นอกคอก

ผิดกฎหมาย

เขายอมรับทุกสิ่ง...อย่างที่เคยบอกไปว่ายินดีชดใช้ความผิดโดยดุษณี

กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการลากคนอื่นมาพัวพันเดือดร้อน จริงอยู่ว่าอิตาโดริอยากเจอคุกิซาคิมาก ทว่าหากความปรารถนาดังกล่าวทำให้เจ้าหล่อนต้องประสบความยุ่งยากวุ่นวาย แม้อยากเจอเพียงใด เขายินดีละทิ้งมันโดยไม่เสียดมเสียดาย อย่างไรก็ดี อิตาโดริไม่มีความรู้ทางกฎหมายเลย ในเมื่อมีความผิดติดตัว ถ้าไปเจอคุกิซาคิ เจ้าหล่อนจะโดนหางเลขด้วยไหม?

เพื่อความปลอดภัย อิตาโดริชิงสารภาพความจริง

“ฉันฆ่าคนมาน่ะ...

ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากเจอเธอ

...ได้หรือเปล่านะ...”

“...”

คงพูดจาด้วยสารรูปน่าสมเพชมาก คุกิซาคิที่อยู่ปลายสายส่งเสียงประหลาดราวกับจะพ่นถ้อยคำไม่รื่นหูออกมา ทั้งอย่างนั้นกลับไม่มีถ้อยคำแสลงหูใดๆ เล็ดรอดให้ได้ยิน เธอเงียบไปสักพักค่อยบดกรามพึมพำว่า นายนี่มัน…’ แล้วบอกที่อยู่ปัจจุบันของตนให้ พออิตาโดริถามด้วยความกังวลว่าการเจอกันจะไม่ทำให้คุกิซาคิต้องลำบากใช่หรือเปล่า ผลคือโดนตวาดเสียงเขียว

“ไสก้นมาอยู่หน้าฉันภายในสองชั่วโมง เดี๋ยวนี้!

“เอ๋ เธออยู่โอซาก้านี่นา สองชั่วโมงไม่ทันหรอก เอาเป็นสามชั่วโมง...”

“หนวกหู หุบปาก มาหาฉันเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม เดี๋ยวนี้! โอ๊ย เจ้าบ้าเอ๊ย มีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมดเลย อย่ามัวแต่ยืนบื้อเชียวนะยะ บอกว่าเดี๋ยวนี้ๆๆ! เดี๋ยว – นี้!

สติแตกเรอะ...

เอาเถอะ จู่ๆ เพื่อนมาบอกว่าไปฆ่าคนมา ไม่มีอะไรจะพูดต่างหากที่แปลก

หลังวางหูลง อิตาโดริไม่มัวทอดน่อง ด้วยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าคุกิซาคิไปทำภารกิจที่ต่างจังหวัด เมื่อตั้งใจไปหาเธอจึงมารอท่าอยู่ที่สถานีรถไฟความเร็วสูง พอทราบที่อยู่ชัดเจนจึงพุ่งไปซื้อตั๋ว เร่งทำเวลาราวกับหนีตาย

ตัวอิตาโดริคิดอย่างไรคุกิซาคิทราบดี เธอปฏิเสธอย่างชัดเจนเด็ดขาดด้วยไม่อยากให้เขาต้องหวังลมๆ แล้งๆ แล้วเจ็บปวดใจ ทว่าปฏิเสธแล้วก็ยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนเดิม ไม่ต่อต้าน แต่ก็ไม่เวทนาสงสาร รักษาระยะที่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ดังเดิม

จะว่ายังไงดี...อิตาโดริชอบเธอมาก ชอบมากจริงๆ ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งหลงรัก พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นเพียงเปลือกบางๆ ของคุกิซาคิ โนบาระเท่านั้น มันปิดซ่อนความอ่อนโยนและแข็งแกร่งของเธอไม่ได้เลย ขนาดอิตาโดริเป็นแบบนี้ก็ยังไม่ทอดทิ้ง แถมยังอยากรับฟังที่มาของการกระทำสุดโต่งจากเขาอีกต่างหาก

อิตาโดริดีใจจริงๆ ที่ได้หลงรักคนอย่างเธอ

พร้อมกันนั้นก็เป็นห่วงด้วย...มันควรระแวงมากกว่านี้มั้ยฮึ คุกิซาคิ

เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างพยานหลักฐาน ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนถึงบนรถ อิตาโดริแทบไม่สบตาใครเลย ครั้นหาที่นั่งตัวเองเจอก็รีบถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมใบหน้า ประกาศเจตนา ตูจะหลับ ห้ามรบกวน

สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดเคี่ยวกรำให้อิตาโดริมีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวต่อภยันอันตราย เขานั่งหลับระหว่างทางโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น นั่นเพราะเชื่อมั่นว่าตนจะจัดการปัญหาใดๆ ได้ทันท่วงที...ไม่ว่าภัยคุกคามจะเป็นมนุษย์หรือไม่ใช่

นอกจากนี้ อีกเดี๋ยวตนจะกลายเป็นนักโทษเต็มตัว ดีไม่ดีอาจถึงขั้นถูกประหาร

เช่นนั้นแล้วยังมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า?

จังหวะที่สะลืมสะลือหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียทั้งกายและใจเข้าจริงๆ ห้วงความคิดสุดท้ายของอิตาโดริผู้เหนื่อยล้าคือความมุ่งมั่นต่อเด็กสาวคนหนึ่ง...ต้องบอกให้คุกิซาคิ โนบาระใจจืดกว่านี้อีกนิด เห็นแก่ตัวกว่านี้อีกหน่อย ต่อให้สนิทสนมกันมากแค่ไหนก็สามารถเป็นภัยต่อเธอได้ทั้งนั้น ไว้ใจคนอื่นไม่ได้หรอกนะ

 

 

ปลายทางของขบวนรถไฟคือโอซาก้า โบกรถประจำทางแล้วเดินเท้าต่ออีกไม่ถึงสิบนาทีก็ปรากฏโฮมสเตย์กลางเก่ากลางใหม่อันเงียบสงบ แม้ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว บรรยากาศรายล้อมยังคงสะอาดสดชื่น แฝงกลิ่นอายอันชวนให้ใจสงบ เห็นสถานที่จริงกับตาเช่นนี้ อิตาโดริไม่อยากเชื่อว่าเกิดคดีจนต้องเรียกผู้ใช้คุณไสยมาจัดการ

หรือว่า...คุกิซาคิปัดเป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว?

เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้ว่ากันทีหลัง

พอทิ้งโทรศัพท์มือถือไป การติดต่อสื่อสารลำบากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ อิตาโดริไม่สามารถต่อสายกริ๊งเดียวเพื่อบอกเพื่อนสาวว่าตนถึงที่หมายแล้ว สิ่งที่ทำได้จึงเป็นการเดินเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามาขอพบแขกชื่อคุกิซาคิ โนบาระ และบางทีเจ้าหล่อนคงเตรียมการไว้ก่อน พี่สาวพนักงานต้อนรับร้อง อ้อ ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นเชื้อเชิญอิตาโดริไปยังห้องสำหรับรับรองแขกโดยไม่แสดงทีท่าสงสัยหรือตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

คุกิซาคิปรากฏตัวหลังนั่งรอได้หกเจ็ดนาที เธอสวมชุดไปรเวทสีสันสดใส แทนที่จะบอกว่ามาปัดเป่าวิญญาณคำสาปมิสู้บอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาหย่อนใจคลายเครียดจะเข้าเค้ากว่า

“ไง คุกิซาคิ”

“ฮึ่ย!

ทั้งที่ทักทายอย่างเรียบง่ายและเป็นมิตร  เด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งกลับทำท่าเหมือนจะกระโจนเข้ามาสับหัวคน อิตาโดริยับยั้งการประทุษร้ายได้ทันท่วงที

“ใจเย็นก่อน ใจเย็น”

ด้วยคำนึงถึงอีกฝ่าย คนมีคดีติดตัวไม่คิดพูดอะไรเกินความจำเป็น มาพบหน้าเอาตอนนี้ก็เกินไปมากแล้ว เขาเพียงอยากสัมผัสเธอเป็นครั้งสุดท้าย ได้กอดสักที จากนั้นค่อยมอบตัว

ดังนั้น ไม่ว่าคุกิซาคิ โนบาระใช้ไม้อ่อนไม้แข็งอย่างไร อิตาโดริ ยูจิซึ่งหัวแข็งและใจแข็งจึงไม่ปริปากถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคดีสักกระผีกริ้น หลังโอบกอดเพื่อนสาวอย่างแนบแน่น เขาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ บอกให้รักษาตัวดีๆ แล้วขอตัวลา

คุกิซาคิคว้าไหล่ดังหมับ “เดี๋ยว”

ดั้นด้นเดินทางมาเกือบ 3 ชั่วโมง เจอหน้าประเดี๋ยวประด๋าว หวังน้อยแค่กอดสักครั้ง จากนั้นตีตัวออกห่างทันที คิดว่าเธอจะยอมรึ?

“คายมา”

“หืม?”

“คนอย่างนายไม่มีทางฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล คายมาซะ”

“...”

พอไม่อยากโกหกก็หุบปากยิ้มสู้อย่างเดียวเชียวนะ

คุกิซาคิ โนบาระตระหนักดีว่าในใจอิตาโดริวางตนเป็นบุคคลพิเศษ ต่อให้เขาโมโหหรือรำคาญที่โดนคาดคั้น กรณีเป็นคนอื่นอาจวิ่งหนีหรือทุบตีสักยก ทว่าลองเป็นตนแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางทำเรื่องรุนแรง เธอใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนนั้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“หุบปากเงียบฉันก็ไม่ปล่อยไปหรอกนะ”

“คุกิซาคิ” อิตาโดริพยายามแกะมือบนไหล่ออก อ่อนใจแกมสังเวชตัวเองเล็กน้อยฐานโดนมองออกทะลุปรุโปร่ง “ขอโทษ แต่เธอรอรู้ข่าวทีหลังเถอะ”

“รู้ข่าวทีหลัง?”

“ยังไงก็คงมาถึงหูสักทางอยู่ดี”

การบอกเล่าเหตุการณ์จากปากตัวเองเป็นภาระต่อจิตใจเกินไป พอเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนแวบขึ้นมาในหัว อิตาโดริซึ่งกว่าจะใจเย็นลงได้ต้องใช้เวลาสักพักพลันใจสั่นอย่างรุนแรงทันควัน ใบหน้าของเขาซีดลง มือซึ่งกำลังแกะนิ้วคุกิซาคิออกพลอยสั่นน้อยๆ ตามไปด้วย

แย่แล้ว...

คลื่นไส้

“เป็นอะไรไป อิตา...”

“ขอโทษนะ คุกิซาคิ”

ภายในมือขวาที่เหยียดพรวดใส่ใบหน้าของคุกิซาคิ โนบาระมีผ้าผืนหนึ่ง อิตาโดริเล่นลูกไม้เล็กน้อย ป้ายยาบางอย่างเอาไว้รอท่า พอผ้าผืนดังกล่าวสัมผัสครึ่งปากครึ่งจมูกและถูกสูดดม คล้อยหลังไม่กี่วินาทีตัวคนก็ล้มลง

ด้วยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นคนวางยาจึงตั้งท่ารอรับ สาวน้อยผู้ใช้คุณไสยซึ่งอ่อนเชิงศึกมือเปล่าทั้งยังประมาทเพราะคู่กรณีเป็นเพื่อนจึงไม่ได้ล้มหัวฟาด เธอถูกช้อนตัวอุ้มอย่างนุ่มนวล หลังประคองลงวางบนเก้าอี้เอน อิตาโดริยังหาผ้าห่มแถวๆ นั้นมาห่มให้อย่างเอาใจใส่

ตัวยานี้อิตาโดริเคยสูดดมมาก่อน แม้ร่างกายของตนค่อนข้างพิเศษ ทว่าเมื่อพิจารณาว่าใครเป็นคนวางยาขวดดังกล่าวเอาไว้ให้สบโอกาสได้ฉกฉวย เขาค่อนข้างมั่นใจว่าผลกระทบของมันคงไม่ทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ หรือหากเป็นอันตรายก็คงไม่ร้ายแรงนัก อย่างไรก็ตาม สภาพร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ของที่น่าจะไร้พิษภัยต่อคนส่วนใหญ่ยังมีคนแพ้ทางจนเจ็บป่วยได้ นับประสาอะไรกับยาประหลาดๆ พรรค์นี้ อิตาโดริรอดูอาการของเพื่อนสาวจนมั่นใจก่อนว่าเธอเพียงหลับไปจริงๆ ระหว่างนั้นก็พิศมองใบหน้ายามหลับใหลอย่างอาลัยอาวรณ์ไปพร้อมกัน

กระทั่งเห็นว่าสมควรแก่เวลา อิตาโดริขยับเสื้อฮู้ดอีกครั้ง ผินกายไปยังประตู เตรียมเดินทางเพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เงาร่างหนึ่งกลับสืบเท้าเข้ามาขวางทาง

“ไง”

“รุ่นพี่...”

รูม่านตาของอิตาโดริ ยูจิหดเกร็งเมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคย ในอกทั้งเจ็บยอกทั้งปั่นป่วน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าการปรากฏตัวของเซนอิง มาคิหมายความว่าอะไร

ไม่รู้มาก่อนว่ารุ่นพี่ได้รับภารกิจร่วมกับคุกิซาคิ คิดได้เพียงเธอมาดักรอด้วยจุดประสงค์อื่นเท่านั้น

อิตาโดริแค่นหัวเราะ เสียงแหบพร่าแทบไม่พ้นคอ “จะมาแก้แค้นหรือครับ?”

คนฟังไหวไหล่ ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว “ไม่ใช่เพื่อตระกูลหรอก เพราะอีกฝ่ายเป็นเมงุมิต่างหาก”

เซนอิง มาคิในยามนี้ยืดอกประจันหน้าอย่างผึ่งผาย ใบหน้าเคร่งขรึมเยือกเย็น ปราศจากเกลียวคลื่นแห่งโทสะ ต่อให้ยอมรับว่ามุ่งมาดแก้แค้น ความสงบนิ่งนี้กลับชวนให้ขวัญเสียยิ่งกว่าการดาหน้าบุ่มบ่ามเข้าใส่ด้วยท่าทางกราดเกรี้ยวเสียอีก ในมือของเธอไม่ได้ถืออาวุธมีคม มีเพียงไม้พลองสูงท่วมศีรษะหน้าตาเรียบๆ เห็นชัดว่าไม่ต้องการเล่นงานถึงชีวิต อาจจะคิดจับเป็นกลับไป ส่วนจับไปทำอะไรคงไม่น่าคิดถึงสักเท่าไร

อิตาโดริไม่อยากเผชิญหน้ากับมาคิเลย พวกเขาไม่มีความแค้นโดยตรงต่อกัน

“ถอยไปเถอะครับ รุ่นพี่สู้ผมไม่ได้หรอก”

ปัญหาไม่ใช่เรื่องความสามารถในการสู้รบ จริงอยู่ว่ามาคิแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งอย่างน่ากลัว...ถึงอย่างนั้นยังอ่อนด้อยกว่าอิตาโดริอยู่หนึ่งถึงสองขั้น อิตาโดริไม่ได้อวดโอ้ลำพองตน นั่นเป็นความจริงอันเรียบง่ายและชัดเจน เขาเพียงพูดไปตามเนื้อผ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการฆ่าฟันอันไร้ประโยชน์

กระนั้นมาคิกลับอมยิ้ม ดวงตาหลังแว่นกลมทอประกายคล้ายเยาะหยัน ราวกำลังเอื้อนเอ่ยโดยปราศจากสุ้มเสียงว่าช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน

“ยูจิ นายแน่ใจเหรอว่าสู้ฉันได้จริง?”

“...”

ความสามารถแต่ละคนเป็นเช่นไร ต่างฝ่ายต่างรู้แก่ใจ ทว่าการตัดสินแพ้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว เรื่องที่อิตาโดริแข็งแกร่งกว่ามาคิไม่เพียงอิตาโดริที่รู้ ตัวมาคิก็กระจ่างแจ้ง หากสู้กันอย่างตรงไปตรงมา ใครจะยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย ต่อให้ไม่ลองก็รู้ผลลัพธ์

ติดตรงมาคิเป็นดาวหายนะของอิตาโดริ

ที่ไม่อยากสู้ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ ปัญหาคือกลั้นใจทำร้ายไม่ลงต่างหาก

เพราะใส่ใจคุกิซาคิ โนบาระมากเกินไป ให้ความสำคัญกับเธออย่างยิ่งยวด ดังนั้นจึงไม่อาจหักใจทำร้ายสิ่งที่เธอคนนั้นให้ความสำคัญได้ลงคอ

ถ้ารุ่นพี่เป็นอะไรไป คุกิซาคิจะเสียใจ

เรียบง่ายแค่นี้เอง

อย่างไรก็ดี อิตาโดริไม่คิดยอมจำนนแม้รับรู้ว่ากำลังเผชิญศึกอันไร้หนทางชนะ หนึ่งคือเขาคิดชดใช้ความผิดอยู่แล้ว สองคือตระกูลเซนอิงติดค้างตนไม่ต่างกัน

ครั้นเห็นแววตาแข็งกร้าวต่อต้าน มาคิควงพลองในมือไปมา เธอสามารถพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วและอาศัยความได้เปรียบจากอาวุธส่งเสริม แต่ในเมื่อปะทะซึ่งหน้าจะถูกปัดป้องได้ การสร้างช่องโหว่เพื่อลดทอนกำลังศัตรูย่อมเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นจึงต้องทำลายจิตใจเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย

“ฆ่าเพื่อนตัวเอง ไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง?”

“...!

พริบตานั้นสรรพางค์กายของอิตาโดริ ยูจิสั่นสะท้าน

เรือนร่างซึ่งดูเปราะบาง ไม่ได้เต็มไปด้วยพละกำลังอย่างในความทรงจำทรุดลงตรงนั้น คราแรกมาคิคิดว่าอาจต้องตบตีกันสักยก แต่เหตุการณ์จริงเข้าทางเธอมากกว่าที่คิด อิตาโดริ ยูจิมือหนึ่งเกาะขอบโต๊ะ อีกมือลูบลำคอ โก่งคอสำรอกน้ำใสๆ ออกมาอย่างหมดสภาพ ไม่จำเป็นต้องลงมือเองด้วยซ้ำ

ความทรงจำนองเลือดรวมทั้งสัมผัสที่ส่งผ่านมือยังชัดเจนหลังเปลือกตา...ดวงตาสีดำสนิทไร้ประกายชีวิต ร่างกายแข็งทื่อไร้ไออุ่น

เขาไม่เสียใจในสิ่งที่ทำลงไป หากย้อนเวลากลับไปได้ก็คงตัดสินใจลงมืออย่างเดิม ถึงอย่างนั้นจิตใจก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดไม่หวั่นไหวหรือไม่รู้สึกผิด

“หมอนั่นต่างหาก ฟุชิงุโระน่ะ ฟุชิงุโระ...”

สติรับรู้สับสนเมื่อถูกตอกย้ำ

มาคิปรายตาลงมองรุ่นน้องร่วมสถาบัน เด็กหนุ่มผู้กำลังสั่นเทาดูแล้วช่างน่าสงสาร ใครมองคงไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรสังหารเพื่อนตัวเองด้วยมือเปล่า เธอก้าวเท้ายาวๆ เข้าหา อดใจไม่เตะอีกฝ่ายอย่างยากเย็น “ฉันทำเพราะเมงุมิก็จริง แต่เพราะรู้จักกับนายถึงยอมลงให้ ตอนมาด้วยกันสงบเสงี่ยมไว้ด้วยล่ะ คนอื่นในเซนอิงไม่อ่อนข้อให้คนที่ฆ่าหัวหน้าตระกูลหรอก”

หลังสูดลมหายใจเข้าออกหลายครั้ง อิตาโดริค่อยๆ ใจเย็นลง เขาใช้หลังมือเช็ดปาก ดวงตายังคงเลื่อนลอยเล็กน้อย “ผมไม่ไปกับรุ่นพี่”

“โฮ่” คนฟังเลิกคิ้ว

อิตาโดริยังคงไม่หันไปทางเธอ “หมอนั่นฆ่าโจโซก่อน”

“...”

“แล้วยัง...”

...พยายามข่มขืนผม

ประโยคถัดไปถูกกลืนลงท้อง ไม่ว่ายังไงก็พูดไม่ได้

มาคิไม่ต่อล้อต่อเถียง เธอไม่รู้หรอกว่าฟุชิงุโระทำอะไรไว้คนอย่างอิตาโดริถึงได้ลงมือเอาชีวิต ทว่าในเมื่อทำลงไปแล้วก็คือทำลงไปแล้ว ไม่ว่ายังไงมาคิต้องพาตัวอิตาโดริไปด้วยโดยไม่เกี่ยวว่าตัวเธอเองคิดเห็นเช่นไร

ขณะลังเลว่าควรใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมหรือใช้ไม้แข็งทุบหัวสักตั้ง เสียงรองเท้าเกี๊ยะดังเป็นจังหวะจะโคนเบาๆ มาจากทางด้านหนึ่ง...ก็อกแกก ก็อกแกก

อิตาโดริซึ่งอยู่ในสภาวะอ่อนไหวหันขวับไปมองอย่างหวาดระแวง...จากนั้น สีเลือดพลันหายไปจากใบหน้า

ตึกตัก...ตึกตัก...

“ทำไม...”

ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...

ไม่เพียงหัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนกลบทุกสรรพเสียง ทิวทัศน์ทั้งหลายพลันละลายกลายเป็นเมือกสีดำสองตาของอิตาโดริ ยูจิมองเห็นเพียงเด็กหนุ่มผิวขาวในชุดฮากามะ ฝ่ายนั้นเหน็บยิ้มบาง ทว่าดวงตามืดครึ้มไร้ประกาย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดใจเจือรักใคร่ว่า

“หน้าซีดหมดแล้ว”

...ฟุชิงุโระ เมงุมิ...

คนที่น่าจะถูกสังหารเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

 

 

ย้อนเวลากลับไปช่วงคล้อยบ่าย

อันที่จริงมันควรเป็นวันอันแสนธรรมดา ทว่าตอนกลับมายังห้องพักหลังเสร็จภารกิจปัดเป่า อิตาโดริ ยูจิกลับเห็นคนสองคนอยู่ในห้องของตัวเอง คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน

คนที่นั่ง...จมกองเลือด เป็นชายผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชาย

ส่วนคนที่ยืน คือเพื่อนผู้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลเซนอิงเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา

ด้วยภาพที่เห็นอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกเกินไปอิตาโดริจึงยืนเซ่ออยู่หน้าประตูหลายสิบวินาที เขากระพริบตาครั้งแล้วครั้งเล่า เต็มไปด้วยความงุนงงสับสน ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก

จนกระทั่งฟุชิงุโระ เมงุมิเปล่งเสียงออกมาก่อน “กลับมาแล้วเหรอ?”

ตอนนั้นเองถึงได้รู้สึกตัวว่าภาพที่เห็นคือความเป็นจริง

โจโซที่สกปรกเปรอะเปื้อนพิงผนังตรงนั้นไม่อาจลุกขึ้นมาพูดจาได้แล้วจริงๆ

อิตาโดริจับจ้องไปยัง พี่ชาย ระหว่างที่ขยับแข้งขาไปข้างหน้าอย่างยากเย็นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ เขากอดความหวังเล็กๆ ถามย้ำเพื่อยืนยัน “นายเป็นคนทำ?”

“อืม” ฟุชิงุโระบดขยี้แสงริบหรี่ในชั่วพริบตา

อิตาโดริอดกลั้นสุดชีวิต กำหมัดแน่นจนนิ้วแทบจะหักกลางอยู่รอมร่อ “เพราะอะไร?”

“เพราะนายไง”

เฉยเมยประหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน...ชืดชาเกินไป ไร้สำนึกเกินไป

สายใยบางๆ เส้นหนึ่งขาดสะบั้น อิตาโดริหมุนตัวกะทันหัน ใช้แขนกดคอหอยฟุชิงุโระติดกำแพง ดวงตาวาวโรจน์แดงก่ำ “พูดบ้าอะไรออกมาน่ะหา! รู้ตัวหรือเปล่าว่านายทำอะไรลงไป ฟุชิงุโระ!!

ด้วยกำลังเหนือมนุษย์มนา เดิมทีการต่อต้านขัดขืนทำได้ยากอยู่แล้ว ทว่าฟุชิงุโระกลับปล่อยให้ตัวเองถูกกดผนังอยู่อย่างนั้น ต่อให้สีหน้าไม่ดี หายใจติดขัด ดวงตากลับจ้องเขม็งแน่วแน่ไปยังอิตาโดริจนคนถูกมองขนหัวลุก ความกริ่งเกรงบางอย่างแผ่ลามมาจากผิวหนังบริเวณที่สัมผัสฟุชิงุโระ อิตาโดริทนความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้จึงสะบัดแขนออก

หลังปรับลมหายใจครู่หนึ่ง สีหน้าฟุชิงุโระมีเลือดฝาดมากขึ้น อิตาโดริพยายามต่อบทสนทนาอีกครั้งทั้งที่ปลายเสียงสั่นพลิ้ว “ฟุชิ...”

แต่กลับโดนขัดจังหวะ

“หมอนั่นไม่ใช่พี่ของนาย ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ”

...แล้วทำไมนายถึงยกกุญแจสำรองให้ ทำไมต้องเอาตัวไปพัวพันใกล้ชิด คิดว่าจะกลายเป็นครอบครัวกันจริงๆ หรือไง?

ใจความสำคัญจากกระแสคำพูดเชี่ยวกรากจับเค้าได้ว่า ฟุชิงุโระ เมงุมิอึดอัดใจจนเข้าขั้นเก็บกด ต่อให้ไม่ได้สังเกต จะใครล้วนมองออกว่าฟุชิงุโระไม่ถูกโฉลกกับโจโซเท่าไรนัก แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อกันทั้งในที่ลับที่แจ้ง โจโซปวารณาตัวเองเป็นพี่ชายของอิตาโดริจึงไม่ชอบเจ้าหนุ่มที่รุกจีบอย่างหน้าไม่อายโดยอาศัยมิตรภาพเป็นเกราะกำบัง ส่วนฟุชิงุโระไม่ชอบเจ้าคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่โมเมเป็นครอบครัวมายุ่มย่ามชีวิตความเป็นอยู่ของอิตาโดริ ซ้ำยังคอยกีดกันตนอยู่เนืองๆ

ความรู้สึกของอิตาโดริต่อคุกิซาคิ แม้พยายามสงวนท่าทีไม่ให้เพื่อนสาวต้องลำบากใจ หากมองออกได้ไม่ยากเย็น

เช่นเดียวกับความรู้สึกของฟุชิงุโระต่ออิตาโดริ แม้มองออกยากกว่าสักหน่อย ทว่าก็ไม่ได้ซ่อนเร้นได้หมดจดขนาดนั้น...หรือที่จริงควรบอกว่า เจ้าตัวไม่ได้ปิดบังอำพรางความรู้สึกของตน เพียงแต่บุคลิกและการแสดงออกค่อนข้างนิ่งสงบทำให้สังเกตได้ยากกว่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวอิตาโดริซึ่งหัวช้านิดหน่อยเพิ่งจะรู้ใจจริงของฟุชิงุโระไม่นาน

และไม่เข้าใจความรู้สึกซับซ้อนบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายด้วย

ราวกับว่า...ฟุชิงุโระ เมงุมิที่ตนรู้จักใหม่ๆ กับฟุชิงุโระ เมงุมิในปัจจุบันเป็นคนละคนกัน

สีหน้าท่าทางของฟุชิงุโระสะท้อนว่าการลงมือสังหารโจโซผู้ช่วงชิงความสนใจและเอาใจใส่ของอิตาโดริไปเป็นเรื่องสมเหตุสมผล อิตาโดริไม่แน่ใจว่าร่องรอยความบ้าคลั่งในดวงตานี้มานานเพียงใด ตนเพียงไม่สังเกต หรือแท้จริงฟุชิงุโระค่อยๆ บิดเบี้ยวไปทีละเล็กละน้อยจนมาถึงจุดก้าวข้ามเส้นศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์กันแน่

เขาไม่เข้าใจฟุชิงุโระเลย และคิดว่าคงไม่อาจเข้าใจกันได้ จะว่าไปแล้วแรงจูงใจในการก่อเหตุมีเรื่องอะไรบ้างยังคาดเดาไม่ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่คงไม่ใช่แค่การได้รับความรักความเอาใจใส่จากตนอย่างเดียวหรอก

ถ้ามีแค่นั้น ความเป็นมนุษย์ของฟุชิงุโระสมควรถูกตั้งคำถามแล้ว

“โกรธขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“...”

อิตาโดริประสานสายตา ตอบในใจว่าใช่

นัยน์ตาของฟุชิงุโระมืดครึ้มลงอีกระดับ ผนวกเข้ากับใบหน้าเรียบตึงและฮากามะยิ่งขับภาพลักษณ์ยากจะแตะต้อง นับจากรับตำแหน่งผู้นำตระกูล นับวันยิ่งคาดเดาจิตใจได้ยากขึ้นทุกที

คงไม่ใช่ฟุชิงุโระ เมงุมิคนเดิมแล้วจริงๆ

ความเงียบโรยตัวลงพักหนึ่ง ขณะที่อิตาโดริคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไปพลางข่มกลั้นน้ำตา ฝ่ายก่อเรื่องกลับไม่นำพาแม้แต่น้อย หลังปรายตามองร่างไร้พลังชีวิตแวบหนึ่ง ฟุชิงุโระมองอิตาโดริ จากนั้นสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อกว้างๆ หยิบขวดใสและผ้าออกมาอย่างใจเย็น

ด้วยความไว้วางใจ และไม่เคยถูกคุกคาม อีกทั้งยังมั่นใจในความสามารถตัวเองในการรับมืออันตรายฉุกเฉิน ไม่เพียงไม่เฉลียวใจว่าเพื่อนผู้สภาพจิตใจผิดเพี้ยนไปแล้วกำลังทำอะไร อิตาโดริลดการ์ดลงโดยสมบูรณ์ตามความเคยชิน

แต่ไหนแต่ไรมาตัวตนของฟุชิงุโระ เมงุมิไม่เคยเป็น ภยันตราย ต่อให้อีกฝ่ายเข้าใกล้จนสัมผัสตัวแตะต้องได้ เขาก็ไม่ได้ระแวดระวัง

ดังนั้นจึงเสียที

 “...!

อิตาโดริชอบดูทีวี แน่นอนว่าดูละครมาไม่ใช่น้อย ฉากโดนผ้าเช็ดหน้าอุดจมูกเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องดีๆ ไปได้ เขาเหลือบมองขวดยาขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มืออย่างอาฆาต อารามตกใจทำให้สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปวด สมองอื้ออึงสับสนอย่างน่าโมโหทันที กระนั้นอิตาโดริไม่ได้บอบบางรังแกง่าย ฟุชิงุโระสังเกตเห็นอาการเริ่มต้นของการต่อต้านจึงชิงโถมตัวกดไหล่แข็งแรงลง

“ร่างกายนายสุดยอดไปเลยนะ ปกติต้องสลบทันทีแท้ๆ”

นี่ไม่เพียงไม่สลบ นอกจากดวงตาเลื่อนลอยในระยะแรก ตอนนี้แววตากลับมากระจ่างขึ้นเสียแล้ว ฟุชิงุโระร้องอืมในใจ คิดกับตัวเองว่าจัดการยากจังเลยน้า

ฟากคนโดนลอบจู่โจมเลือดขึ้นหน้าจนหน้ามืดตาลาย บัญชีเก่ายังไม่ทันสะสางกลับมีบัญชีใหม่งอกเพิ่มออกมา ร่างกายของอิตาโดริทนทานยาพิษ ทว่าไม่ใช่ว่าทำให้ยาทุกประเภทไร้ผลโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยแม้ไม่สลบ พละกำลังก็ไม่ได้คงเดิมเต็มร้อย

อิตาโดริซึ่งแผ่อยู่บนพื้นมอง ศพ ของโจโซที่ห่างออกไป ดวงตายิ่งแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย เขาหันกลับมาหาคนที่กดร่างตัวเองเอาไว้ จับมือแข็งแรงซึ่งกำลังถือวิสาสะลูบไล้ร่างกายอย่างจาบจ้วง

“นี่นายเสียสติไปแล้วรึไง!

“นั่นสินะ อาจจะเป็นอย่างนั้น” ใบหน้าย้อนแสงยังคงฉาบอารมณ์เพียงบางเบาเหมือนเคย ทว่าดวงตาลุ่มลึกขึ้น ปรากฏความหลงใหลเคลิบเคลิ้มยากจะบรรยาย “ไม่คิดว่าตัวเองจะเสียสติได้ขนาดนี้เพราะนายเหมือนกัน”

เส้นผมสีดำพลิ้วไหวระแนวเส้นลำคอโค้งงอ

อิตาโดริถูกจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากเป็นครั้งแรก ทั้งที่นุ่มนวลยิ่ง ทะนุถนอมอย่างมาก...

“ฉันรักนาย”

...แต่มันไม่ถูกต้อง

“จะเรียกว่ารักได้ยังไง! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง...ทำไม....กับโจโซ...!

“อย่าร้องไห้”

ไม่ว่าฟุชิงุโระจะเผยสีหน้าเจ็บปวดใจหรือใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาบริเวณหางตาให้อย่างอ่อนโยนเพียงไหนก็ไร้ประโยชน์ อิตาโดริกระชากคอเสื้อฮากามะสุดแรง ตะคอกใส่หน้าว่า

“ทำไมต้องทำขนาดนั้น ต้องฆ่าแกงเลยเหรอ!

“ต้องสิ”

“...!!!

ฟุชิงุโระลูบมือที่กำคอเสื้อตนเอาไว้ ร่องรอยความเวทนาสงสารก่อตัวเจือจางในดวงตา คล้ายจะเปล่งเสียงเอ่ยว่าอิตาโดริช่างใสซื่ออะไรได้ขนาดนี้ “ฉันยอมให้นายทุ่มเทความรู้สึกนึกคิดรวมทั้งความรักทั้งหลายให้คนอื่นไม่ได้หรอก”

ภาพความทรงจำร่วมกับโจโซไหลทะลักเข้ามา ความอบอุ่นดังกล่าวช่วยเยียวยาอิตาโดริอย่างมากในยามต้องทนทุกข์ แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่ความรู้สึกเป็นของแท้อย่างไร้ข้อกังขา อิตาโดริรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียโจโซไปด้วยเหตุผลอันวิปริตผิดแผกดังกล่าว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตนยังมีเพื่อนฝูงและคนอื่นๆ ที่คอยห่วงใยอีกมากมาย

ฟุชิงุโระคิดจัดการทุกคนเลยหรือไง?

เมื่อคิดว่ามือที่กำลังสัมผัสใบหน้าอย่างทะนุถนอมได้พรากชีวิตอื่นไปแล้วเพราะตน...และในอนาคตจะยังคงทำเรื่องพรรค์นี้ซ้ำๆ อิตาโดริ ยูจิพลันบันดาลโทสะ

กู่ไม่กลับแล้ว

วินาทีนั้นเรี่ยวแรงทั่วสรรพางค์กายคืนกลับมา

ร่างกายตอบสนองต่อสัญชาตญาณดิบในตัวโดยมีเป้าหมายคือฟุชิงุโระ เมงุมิผู้ทาบทับอยู่ด้านบน

ส่วนเรื่องหลังจากนั้น....

คือภาพแห่งฝันร้าย

 

 

“แล้วทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่? คิดแบบนั้นอยู่ล่ะสิ นายเนี่ย เก็บสีหน้าไม่เป็นเลยนะยูจิ” ในน้ำเสียงมาคิแอบแฝงความสงสารอันคลุมเครือเอาไว้

เด็กหนุ่มในเสื้อฮู้ดสีหน้าหม่นหมองซึมเซาเป็นทุน มาตอนนี้เมื่อเห็นคนที่ควรจะตายด้วยน้ำมือตนยังมีชีวิตอยู่ พูดจาได้ เดินเหินคล่องแคล่ว สีเลือดยิ่งจางหาย มีแต่ความไม่อยากเชื่อกระจายเกลื่อนอยู่บนใบหน้า

“ตัวจริง?”

“จะยอมตายก่อนนายได้ยังไงกันล่ะ”

เทียบกับฟุชิงุโระซึ่งเยือกเย็นตั้งแต่กริยาไปจนถึงน้ำเสียง อิตาโดริสั่นไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อครู่ ต่อให้จับข้อมืออีกข้างของตัวเองแน่นยังไม่หยุดสั่น

อิตาโดริมั่นใจว่าฆ่าฟุชิงุโระไปแล้ว

สัมผัสจากมือในตอนนั้น...ความเจ็บปวดของแรงสะท้อนจากการใช้มือเปล่าทำร้ายร่างกายยังติดค้างบนร่างกาย กระทั่งอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกมาจากร่างแน่นิ่งยังเสมือนติดอยู่บริเวณผิวหนัง

รองเท้าเกี๊ยะย่ำเข้าใกล้อิตาโดริส่งเสียงกอกแกกวังเวง ฟุชิงุโระหลุบตาลงเล็กน้อย มองเห็นคนสติหลุดคนหนึ่งเจียนจะพังทลายรอมร่อ

จนตอนนี้ก็ยังไม่ระมัดระวังตัวเหมือนเดิม

เขาอมยิ้ม เอ่ยว่า

“อยากฆ่าฉันอีกครั้งไหม?”

“...?”

“ให้ทิ้งนายไว้ในโลกที่ฉันไม่รู้ไม่เห็นน่ะไม่มีทาง แต่ถ้าจะกอดคอตายไปพร้อมกัน ฉันไม่มีปัญหาหรอก”

มาคินิ่วหน้า สบถออกมาคำหนึ่งให้ความไม่ยี่หระของผู้นำตระกูลวัยเยาว์ก่อนก่นด่าว่าเป็นผู้นำตระกูลแล้ว จะมายอมตายถวายรักได้ยังไง คิดถึงคนอื่นซะบ้าง

แต่ฟุชิงุโระไม่เห็นเธออยู่ในสายตา

อันที่จริงก็มองเห็นเพียงอิตาโดริมาตั้งแต่แรก

ใบหน้าในเงาเสื้อฮู้ดบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์รุนแรงหลากหลาย สิ่งที่ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือเพลิงโทสะ หลังตั้งสติเผชิญหน้ากับความจริงว่า ฟุชิงุโระ เมงุมิยังไม่ตายอิตาโดริ ยูจิซึ่งเตรียมใจฆ่าเพื่อนไปแล้วครั้งหนึ่งเพื่อสนองปณิธานในใจตัวเองละทิ้งเศษตกค้างของความลังเลเพื่อดำเนินการจุดมุ่งหมายเดิมให้ลุล่วง

ในเมื่อฟุชิงุโระ เมงุมิกลายเป็นอันตราย จะปล่อยไว้ได้ยังไงกัน

หักใจได้แล้วครั้งหนึ่งก็เหมือนได้รับวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกัน ครั้งที่สองจึงไม่นับว่ายากเย็นเกินไป แม้ยังตงิดใจสงสัยว่าอีกฝ่ายทำเช่นไรถึงยังมีชีวิตรอด ทว่าเรื่องนั้นปัดไปไว้ทีหลังเถอะ

สัญชาตญาณบอกว่าไม่รีบจัดการให้เรียบร้อยจะยิ่งอันตราย

“ฉันยังตายไม่ได้”

ฟุชิงุโระร้อง อืม “งั้นฉันก็จะอยู่กับนาย”

บรรยากาศผ่อนคลายลง อิตาโดริ ยูจิกำลังจะใช้ช่องว่างเล็กน้อยนี้พุ่งเข้าใส่เพื่อลงมือขั้นเด็ดขาด แต่แล้วกลับพบว่าร่างกายไม่ขยับเขยื้อน

บนพื้นปรากฏเงาดำไร้ก้นบึ้งลักษณะเหมือนหลุมดำ เกลียวเงาจากแอ่งสีดำดังกล่าวม้วนตัวรัดพันขาทั้งสองข้างของอิตาโดริ ตอกตรึงร่างกายไม่ให้ขยับเขยื้อน ทั้งยังฉุดรั้งให้จมลงในบ่อเงาอย่างเชื่องช้าทีละกระเบียด

ฟุชิงุโระสืบเท้าเข้าใกล้ในระยะเผาขน พิศมองร่างที่จมลงไปในหลุมเงาแล้วครึ่งตัว กล่าวปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำร้ายนายหรอก”

อิตาโดริที่ไม่ได้กลัวแต่กำลังโกรธจัดนึกอยากบีบคอคนตรงหน้า ความสามารถของฟุชิงุโระ เมงุมิมีลูกเล่นมากมายเกินคาด ที่รอดตายมาได้ก็คงมาจากความสามารถในส่วนที่ไม่รู้จักนี่เอง เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้บอกให้ปล่อยอีกฝ่ายใช่จะปฏิบัติตาม จนใจที่ไร้วาทศิลป์ ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วนอกจากแสดงความตรงไปตรงมา ต่อต้านจนถึงที่สุด

“ทำแบบนี้ฉันยิ่งชอบนายไม่ลง”

คนฟังคล้ายนิ่งไปเล็กน้อย ทว่าไม่ได้เผยความในใจผ่านสีหน้าออกมาเป็นพิเศษ เรื่องที่บีบบังคับแล้วไม่ได้ใจจริง ตัวฟุชิงุโระย่อมตระหนักดี เพียงแต่การตระหนักรู้ด้วยตัวเองกับโดนคนอื่นชี้ให้เห็นให้ความรู้สึกแตกต่างกัน

แพขนตายาวกระเพื่อมไหว เอ่ยแสนเบาว่า “รู้แล้ว”

เงาดำยังคงฉุดเป้าหมายลงทีละนิด คาดว่าอิตาโดริจะถูกกลืนลงไปทั้งตัวภายในอีกไม่กี่นาที

ฟุชิงุโระยอบตัวลง เข่าข้างหนึ่งแตะพื้น ระดับสายตาของเขายังสูงกว่าเล็กน้อย ดังนั้นจึงต้องหลุบตาลงเพื่อประสานสายตากับเด็กหนุ่มซึ่งเหลือเพียงร่างกายครึ่งบน ปลายนิ้วสีเผือดลูบใบหน้าต่อต้านอันชวนให้เจ็บปวดใจ

“ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ จากนี้ไปฉันคงทำเรื่องที่นายไม่ชอบอีกมากมาย อย่างน้อยถ้าได้เก็บนายไว้ในที่ที่คนอื่นเอื้อมไม่ถึงฉันก็จะได้ลดการทำเรื่องที่นายเกลียดลงไป...สักเรื่องสองเรื่องก็ยังดี”

มือสองข้างเปื้อนเลือดเพราะอารมณ์รักใคร่หึงหวงอันรุนแรงมันไม่ปกติ กระนั้นความไม่ปกติดังกล่าวนับวันกลับยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ...ไม่เพียงโจโซ มีอีกหลายคนที่ถูกเพิ่งเล็ง ขนาดตัวเองยังรู้ว่าบ้าไปแล้ว ทว่าเมื่อตอนนี้มีอำนาจอยู่ในเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง ฟุชิงุโระพ่ายแพ้ต่อความปรารถนาอยากครอบครองอันบิดเบี้ยวในใจ

ในเมื่อจะไม่อดทนซะก็ได้ ทำไมต้องอดทนด้วย?

ยังไงอิตาโดริก็ไม่รักเหมือนกัน ระหว่างไม่รักแล้วเป็นของคนอื่นกับไม่รักแล้วเป็นของตนคนเดียว...แบบหลังดีกว่าเห็นๆ

“โลกของนายจะเหลือแค่ฉัน”

ดังนั้นจะอ่อนโยนด้วยให้มากๆ เพื่อเป็นการชดเชยแล้วกัน

อิตาโดริ ยูจิ หายไป ในที่สุด

มาคิซึ่งยืนเงียบกริบอยู่ไม่ไกลมองแผ่นหลังในชุดฮากามะบนพื้น นึกถึงรุ่นน้องผู้ถูกบังคับให้หายสาบสูญแล้วเวทนาเต็มกำลัง “เมงุมิ นายไม่คิดจะให้ยูจิออกมาอีกแล้วจริงๆ เหรอ”

คนถูกถามลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามเนื้อตัวออก “ไว้โลกของเขามีแต่ผมก่อนค่อยว่ากัน”

มาคิอับจนทันควัน “มากไปหน่อยรึเปล่า”

“ไม่หรอกครับ”

เรือนร่างผอมสูงหมุนกายกลับมา ใบหน้าพริ้มเพราสุขุมเยี่ยงอารยชน พฤติกรรมและจิตใจกลับหม่นมืดเป็นหนังคนละม้วน ขณะที่เดินผ่านคุกิซาคิ โนบาระ เมื่อเห็นจังหวะของรองเท้าเกี๊ยะเปลี่ยนไป เซนอิง มาคิรีบดึงสติเผื่อมีใครสักคนทำเรื่องเกินกว่าเหตุขึ้นมาอีก

“นายแยกยูจิไปแล้ว โนบาระเองก็เป็นเพื่อนนาย”

“ผมรู้”

ฟุชิงุโระเก็บสายตากลับมา รอยยิ้มบนหน้าแฝงความอ่อนใจบางเบา มาคิอยากจะแขวะ...ตัวเองสบายใจแล้วนี่ แต่อดใจไว้เพราะไม่อยากหาเรื่องทะเลาะ เธอห่วงอิตาโดริอยู่เหมือนกัน ทว่าน้ำเชี่ยวไม่ควรเอาเรือไปขวาง ด้วยรู้ดีว่าห้ามปรามฟุชิงุโระไม่ได้แน่ ตอนนี้มีแต่ต้องให้ความร่วมมือเพื่อลดความเสียหาย อย่างน้อยอิตาโดริก็แข็งแกร่งมาก แถมฟุชิงุโระไม่ทำร้ายเจ้าเด็กนั่นแน่นอน เรื่องช่วยเหลือไว้ว่ากันทีหลังได้

“กลับกันเถอะครับ ต้องไปดูสักหน่อยว่าคนพวกนั้นจัดการเรื่องคดีไปถึงไหนแล้ว”

“เออ”

เมงุมิคงไม่ซ่อนยูจิไว้ตลอดกาลหรอกน่า

 

 

ดวงตาคู่หนึ่งลืมขึ้นในความมืด

อาการอ่อนล้าทั้งใจกายทำให้อิตาโดริ ยูจิผู้ตกลงมาในมิติแปลกประหลาดเลือกจะหลับตาเพื่อพักผ่อน เรียวเมน สุคุนะจึงอาศัยโอกาสนั้นยึดร่างเจ้าหนูสักหน่อย

ถึงแม้ สุคุนะ จะเป็นตัวอันตรายและถูกหวาดระแวงในช่วงแรกที่ปรากฏตัวในร่างอิตาโดริ ทว่าเขาเหมือนคนหมดไฟ ทั้งเกียจคร้าน ไม่คิดก่อเรื่องวุ่นวาย แถมยังแทบไม่ปรากฏตัว นานวันเข้าจึงเกือบถูกลืมเลือนว่ามีตัวตนอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่ออกมาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าขาดปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของร่าง ต่อให้ทะเลาะตบตีกันบ้าง ก็เป็นเพียงการปะทะอารมณ์แบบลิ้นกับฟัน ในความจริงแล้วอิตาโดริกับสุคุนะค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกันพอสมควร

เมื่อประมาณเดือนก่อนตอนนั่งดูรายการโทรทัศน์ สุคุนะบ่นหงุงหงิงว่าอยากกินสเต๊กแบบที่นักแสดงในรายการกำลังกินโชว์ อิตาโดริผู้นึกครึ้มอย่างหาได้ยากได้ยินเข้าก็บอกว่าอยากลองทำดูเหมือนกัน

หากติดอยู่ในมิติพิศวง ความมานะบากบั่นในการฝึกหมักเนื้อกับปรุงซอสตลอดเดือนคงเป็นหมัน

สุคุนะเช็ดรอยเปียกบริเวณหางตาอย่างหงุดหงิดใจ

สำหรับตนผู้โดนผนึกมานานนับสหัสวรรษ และนั่งๆ นอนๆ ตามประสาคนไม่มีอะไรทำอยู่ในจิตใจของอิตาโดริ ยูจิต่อหลังถูกปลดปล่อยอีกหลายปี การติดอยู่ในโลกแห่งนี้ไม่น่าต่างอะไรจากเดิมนัก ทว่าเวลานี้ที่ถูกกักขังไม่ได้มีแค่ตนเพียงคนเดียว

อีกอย่าง...

“ให้ตายสิ”

ด้วยองค์ความรู้ที่มี หลังกวาดตามองโดยรอบไปคราหนึ่ง สุคุนะไม่เพียงไม่วิตกกังวล ถึงขั้นพรูลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

มีแต่เรื่องยุ่งๆ วิ่งเข้าใส่ เป็นตัวปัญหาจริงๆ เล้ย...

สุคุนะบิดเนื้อตัวจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร็อบ ดวงตาเอื่อยเฉื่อยคมปลาบขึ้นมาหนึ่งระดับ

“ตื่นขึ้นมาอีกทีนอกจากสเต๊กทำเองแล้วอย่าลืมตอบแทนข้าให้สมน้ำสมเนื้อล่ะ เจ้าโง่”

 


Note

ทำไมเหมือนเป็นสุคุยูจิกันนะ...ตอนแรกตาแก่คนนี้ไม่มีบทด้วยซ้ำ อีกอย่างกะจะให้นายเมโยนจุนเปเป็นแพะคดีพี่โจโซด้วยค่ะ แต่เดี๋ยวจะสามานย์เกินไป สงสารจุนเปด้วย เลยเปลี่ยนบทดีกว่า แล้วพอเปลี่ยนตาแก่คนนึงก็ได้บทเฉยเลย งง