Fanfic Jujutsu Kaisen
Hole
Pairing : Itadori Yuji x Kugisaki Nobara, Fushiguro
Megumi x Itadori Yuji
CW : Toxic Relationship, Death,
Psychological, Sexual Assault, Physical & Mental Abuse, Manipulate, Isolation,
Imprison
Note : Parallel Universe
ถึงจะเรียกได้ว่าบันดาลโทสะ
แต่ในเมื่อลงมือไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ การที่เขาข่มกลั้นอารมณ์ไม่ได้เป็นความจริง
คนก็ตายลงไปแล้วจริงๆ นอกจากนี้การลงมือโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ขาดการวางแผนอย่างรัดกุม
ยังทำให้ทิ้งหลักฐานสาวรอยไปถึงคนลงมือ ถึงอิตาโดริ ยูจิไม่คิดหนีผลจากการกระทำของตน
ซ้ำยินดีเดินเข้าซังเตด้วยตัวเอง
ทว่าเขามีเรื่องค้างคาใจ
หากไม่ทำตอนนี้คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ดังนั้นจึงเหลือเวลาให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระอีกไม่นานนัก
อิตาโดริขยับเสื้อฮู้ดเพื่อซุกซ่อนตัวเองจากสายตาฝูงชน
แม้ก่อคดีอุกฉกรรจ์และน่าจะเป็นที่ต้องการตัว แต่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ต่อให้รู้ตัวคนร้าย การจะป่าวประกาศหาตัวผ่านสื่อคงไม่ได้เกิดขึ้นตามในทันทีทันใด
หรือต่อให้มีการนำเสนอผ่านทางโทรทัศน์หรือวิทยุก็คงยังไม่ถูกเต้าข่าวใหญ่โต
อิตาโดริหวังว่าจะได้ทำเรื่องค้างคาใจสำเร็จก่อนโดนจับกุม
เขานับเงินที่เหลือติดตัว คำนวณการใช้คร่าวๆ จากนั้นจึงออกเดิน
เนื่องจากทิ้งโทรศัพท์มือถือไปแล้ว อิตาโดริหาตู้โทรศัพท์สาธารณะใกล้ๆ
กดเบอร์โทรอย่างไม่เร่งร้อน ใจกลางเมืองใกล้เวลาเลิกงานมีคนเดินผ่านประปราย
เด็กหนุ่มคลุมเสื้อฮู้ดเดินไปมาไม่นับว่าแปลกประหลาด จะใครก็คงไม่คิดว่าเพิ่งก่อคดีร้ายแรงมา
เสียงสัญญาณดังขึ้นไม่กี่ครั้งค่อยมีคนรับสาย
“ฮัลโหล”
ปกติต้องตอบรับเสียงสะบัดเจือความรำคาญแท้ๆ...คงเห็นเป็นเบอร์ไม่รู้จักถึงได้สงวนท่าทีสินะ
มุมปากอิตาโดริยกขึ้นเล็กน้อย ช่วงไหล่เกร็งเครียดพลันผ่อนคลายลง
กระทั่งน้ำเสียงยังนุ่มนวลอย่างมาก “ฉันเอง คุกิซาคิ”
ตรงข้ามกับอิตาโดริ ครั้นเจาะจงได้ว่าใครเป็นคนโทรมา
โทนเสียงคุกิซาคิ โนบาระเปลี่ยนไปทันควัน “หา? มีอะไรยะ”
ในเหตุการณ์ปกติ อิตาโดริอาจจิกกัดสักคำสองคำ
ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลามากมาย แทนที่จะมัวเสียเวลาโดยใช่เหตุจึงรวบรัดเข้าประเด็นทันที
“ฉันอยากเจอเธอ”
ปลายสายตามไม่ทัน “...ฮะ?”
“คุกิซาคิ
ฉันไปหาเธอได้ไหม?”
“อะไร? อยากมาก็มา ใครฉุดขานายไว้รึไงล่ะ?”
คุกิซาคิตั้งสติได้แล้ว
“ไม่ใช่ คือว่า...” อิตาโดริอ้ำอึ้ง
สถานการณ์มันไม่ปกติถึงได้ถามก่อนยังไงล่ะ
คำกล่าวอ้างแก้ตัวล้วนไร้ประโยชน์
อิตาโดริเป็นคนกล้าทำกล้ารับ ไม่เคยเสียใจภายหลังต่อการกระทำของตน ขณะนี้แม้กลายเป็นผู้ร้ายคดีอุกฉกรรจ์...ก็ยังคงรับความจริงอย่างสงบ
ฆาตกร
นอกคอก
ผิดกฎหมาย
เขายอมรับทุกสิ่ง...อย่างที่เคยบอกไปว่ายินดีชดใช้ความผิดโดยดุษณี
กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการลากคนอื่นมาพัวพันเดือดร้อน
จริงอยู่ว่าอิตาโดริอยากเจอคุกิซาคิมาก ทว่าหากความปรารถนาดังกล่าวทำให้เจ้าหล่อนต้องประสบความยุ่งยากวุ่นวาย
แม้อยากเจอเพียงใด เขายินดีละทิ้งมันโดยไม่เสียดมเสียดาย อย่างไรก็ดี
อิตาโดริไม่มีความรู้ทางกฎหมายเลย ในเมื่อมีความผิดติดตัว ถ้าไปเจอคุกิซาคิ
เจ้าหล่อนจะโดนหางเลขด้วยไหม?
เพื่อความปลอดภัย อิตาโดริชิงสารภาพความจริง
“ฉันฆ่าคนมาน่ะ...
ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากเจอเธอ
...ได้หรือเปล่านะ...”
“...”
คงพูดจาด้วยสารรูปน่าสมเพชมาก
คุกิซาคิที่อยู่ปลายสายส่งเสียงประหลาดราวกับจะพ่นถ้อยคำไม่รื่นหูออกมา
ทั้งอย่างนั้นกลับไม่มีถ้อยคำแสลงหูใดๆ เล็ดรอดให้ได้ยิน
เธอเงียบไปสักพักค่อยบดกรามพึมพำว่า ‘นายนี่มัน…’ แล้วบอกที่อยู่ปัจจุบันของตนให้ พออิตาโดริถามด้วยความกังวลว่าการเจอกันจะไม่ทำให้คุกิซาคิต้องลำบากใช่หรือเปล่า
ผลคือโดนตวาดเสียงเขียว
“ไสก้นมาอยู่หน้าฉันภายในสองชั่วโมง เดี๋ยวนี้!”
“เอ๋ เธออยู่โอซาก้านี่นา สองชั่วโมงไม่ทันหรอก
เอาเป็นสามชั่วโมง...”
“หนวกหู หุบปาก มาหาฉันเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม
เดี๋ยวนี้! โอ๊ย เจ้าบ้าเอ๊ย มีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมดเลย อย่ามัวแต่ยืนบื้อเชียวนะยะ
บอกว่าเดี๋ยวนี้ๆๆ! เดี๋ยว – นี้!”
สติแตกเรอะ...
เอาเถอะ จู่ๆ เพื่อนมาบอกว่าไปฆ่าคนมา
ไม่มีอะไรจะพูดต่างหากที่แปลก
หลังวางหูลง อิตาโดริไม่มัวทอดน่อง
ด้วยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าคุกิซาคิไปทำภารกิจที่ต่างจังหวัด
เมื่อตั้งใจไปหาเธอจึงมารอท่าอยู่ที่สถานีรถไฟความเร็วสูง พอทราบที่อยู่ชัดเจนจึงพุ่งไปซื้อตั๋ว
เร่งทำเวลาราวกับหนีตาย
ตัวอิตาโดริคิดอย่างไรคุกิซาคิทราบดี เธอปฏิเสธอย่างชัดเจนเด็ดขาดด้วยไม่อยากให้เขาต้องหวังลมๆ
แล้งๆ แล้วเจ็บปวดใจ ทว่าปฏิเสธแล้วก็ยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนเดิม ไม่ต่อต้าน
แต่ก็ไม่เวทนาสงสาร
รักษาระยะที่จะทำให้ต่างฝ่ายต่างยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ดังเดิม
จะว่ายังไงดี...อิตาโดริชอบเธอมาก ชอบมากจริงๆ
ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งหลงรัก พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นเพียงเปลือกบางๆ ของคุกิซาคิ
โนบาระเท่านั้น มันปิดซ่อนความอ่อนโยนและแข็งแกร่งของเธอไม่ได้เลย
ขนาดอิตาโดริเป็นแบบนี้ก็ยังไม่ทอดทิ้ง
แถมยังอยากรับฟังที่มาของการกระทำสุดโต่งจากเขาอีกต่างหาก
อิตาโดริดีใจจริงๆ ที่ได้หลงรักคนอย่างเธอ
พร้อมกันนั้นก็เป็นห่วงด้วย...มันควรระแวงมากกว่านี้มั้ยฮึ
คุกิซาคิ
เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างพยานหลักฐาน
ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนถึงบนรถ อิตาโดริแทบไม่สบตาใครเลย
ครั้นหาที่นั่งตัวเองเจอก็รีบถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมใบหน้า ประกาศเจตนา ‘ตูจะหลับ ห้ามรบกวน’
สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดเคี่ยวกรำให้อิตาโดริมีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวต่อภยันอันตราย
เขานั่งหลับระหว่างทางโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น นั่นเพราะเชื่อมั่นว่าตนจะจัดการปัญหาใดๆ
ได้ทันท่วงที...ไม่ว่าภัยคุกคามจะเป็นมนุษย์หรือไม่ใช่
นอกจากนี้ อีกเดี๋ยวตนจะกลายเป็นนักโทษเต็มตัว
ดีไม่ดีอาจถึงขั้นถูกประหาร
เช่นนั้นแล้วยังมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า?
จังหวะที่สะลืมสะลือหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียทั้งกายและใจเข้าจริงๆ
ห้วงความคิดสุดท้ายของอิตาโดริผู้เหนื่อยล้าคือความมุ่งมั่นต่อเด็กสาวคนหนึ่ง...ต้องบอกให้คุกิซาคิ
โนบาระใจจืดกว่านี้อีกนิด เห็นแก่ตัวกว่านี้อีกหน่อย ต่อให้สนิทสนมกันมากแค่ไหนก็สามารถเป็นภัยต่อเธอได้ทั้งนั้น
ไว้ใจคนอื่นไม่ได้หรอกนะ
ปลายทางของขบวนรถไฟคือโอซาก้า โบกรถประจำทางแล้วเดินเท้าต่ออีกไม่ถึงสิบนาทีก็ปรากฏโฮมสเตย์กลางเก่ากลางใหม่อันเงียบสงบ
แม้ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว บรรยากาศรายล้อมยังคงสะอาดสดชื่น
แฝงกลิ่นอายอันชวนให้ใจสงบ เห็นสถานที่จริงกับตาเช่นนี้
อิตาโดริไม่อยากเชื่อว่าเกิดคดีจนต้องเรียกผู้ใช้คุณไสยมาจัดการ
หรือว่า...คุกิซาคิปัดเป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว?
เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้ว่ากันทีหลัง
พอทิ้งโทรศัพท์มือถือไป
การติดต่อสื่อสารลำบากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
อิตาโดริไม่สามารถต่อสายกริ๊งเดียวเพื่อบอกเพื่อนสาวว่าตนถึงที่หมายแล้ว
สิ่งที่ทำได้จึงเป็นการเดินเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามาขอพบแขกชื่อคุกิซาคิ โนบาระ
และบางทีเจ้าหล่อนคงเตรียมการไว้ก่อน พี่สาวพนักงานต้อนรับร้อง ‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่ง
จากนั้นเชื้อเชิญอิตาโดริไปยังห้องสำหรับรับรองแขกโดยไม่แสดงทีท่าสงสัยหรือตั้งคำถามใดๆ
ทั้งสิ้น
คุกิซาคิปรากฏตัวหลังนั่งรอได้หกเจ็ดนาที
เธอสวมชุดไปรเวทสีสันสดใส
แทนที่จะบอกว่ามาปัดเป่าวิญญาณคำสาปมิสู้บอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาหย่อนใจคลายเครียดจะเข้าเค้ากว่า
“ไง คุกิซาคิ”
“ฮึ่ย!”
ทั้งที่ทักทายอย่างเรียบง่ายและเป็นมิตร เด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งกลับทำท่าเหมือนจะกระโจนเข้ามาสับหัวคน
อิตาโดริยับยั้งการประทุษร้ายได้ทันท่วงที
“ใจเย็นก่อน ใจเย็น”
ด้วยคำนึงถึงอีกฝ่าย คนมีคดีติดตัวไม่คิดพูดอะไรเกินความจำเป็น
มาพบหน้าเอาตอนนี้ก็เกินไปมากแล้ว เขาเพียงอยากสัมผัสเธอเป็นครั้งสุดท้าย ได้กอดสักที
จากนั้นค่อยมอบตัว
ดังนั้น ไม่ว่าคุกิซาคิ
โนบาระใช้ไม้อ่อนไม้แข็งอย่างไร อิตาโดริ ยูจิซึ่งหัวแข็งและใจแข็งจึงไม่ปริปากถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคดีสักกระผีกริ้น
หลังโอบกอดเพื่อนสาวอย่างแนบแน่น เขาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ บอกให้รักษาตัวดีๆ
แล้วขอตัวลา
คุกิซาคิคว้าไหล่ดังหมับ “เดี๋ยว”
ดั้นด้นเดินทางมาเกือบ 3 ชั่วโมง
เจอหน้าประเดี๋ยวประด๋าว หวังน้อยแค่กอดสักครั้ง จากนั้นตีตัวออกห่างทันที
คิดว่าเธอจะยอมรึ?
“คายมา”
“หืม?”
“คนอย่างนายไม่มีทางฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล คายมาซะ”
“...”
พอไม่อยากโกหกก็หุบปากยิ้มสู้อย่างเดียวเชียวนะ
คุกิซาคิ
โนบาระตระหนักดีว่าในใจอิตาโดริวางตนเป็นบุคคลพิเศษ ต่อให้เขาโมโหหรือรำคาญที่โดนคาดคั้น
กรณีเป็นคนอื่นอาจวิ่งหนีหรือทุบตีสักยก ทว่าลองเป็นตนแล้ว
อีกฝ่ายไม่มีทางทำเรื่องรุนแรง
เธอใช้ประโยชน์จากความใจอ่อนนั้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
“หุบปากเงียบฉันก็ไม่ปล่อยไปหรอกนะ”
“คุกิซาคิ” อิตาโดริพยายามแกะมือบนไหล่ออก
อ่อนใจแกมสังเวชตัวเองเล็กน้อยฐานโดนมองออกทะลุปรุโปร่ง “ขอโทษ
แต่เธอรอรู้ข่าวทีหลังเถอะ”
“รู้ข่าวทีหลัง?”
“ยังไงก็คงมาถึงหูสักทางอยู่ดี”
การบอกเล่าเหตุการณ์จากปากตัวเองเป็นภาระต่อจิตใจเกินไป
พอเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนแวบขึ้นมาในหัว อิตาโดริซึ่งกว่าจะใจเย็นลงได้ต้องใช้เวลาสักพักพลันใจสั่นอย่างรุนแรงทันควัน
ใบหน้าของเขาซีดลง มือซึ่งกำลังแกะนิ้วคุกิซาคิออกพลอยสั่นน้อยๆ ตามไปด้วย
แย่แล้ว...
คลื่นไส้
“เป็นอะไรไป อิตา...”
“ขอโทษนะ คุกิซาคิ”
ภายในมือขวาที่เหยียดพรวดใส่ใบหน้าของคุกิซาคิ
โนบาระมีผ้าผืนหนึ่ง อิตาโดริเล่นลูกไม้เล็กน้อย ป้ายยาบางอย่างเอาไว้รอท่า
พอผ้าผืนดังกล่าวสัมผัสครึ่งปากครึ่งจมูกและถูกสูดดม
คล้อยหลังไม่กี่วินาทีตัวคนก็ล้มลง
ด้วยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นคนวางยาจึงตั้งท่ารอรับ
สาวน้อยผู้ใช้คุณไสยซึ่งอ่อนเชิงศึกมือเปล่าทั้งยังประมาทเพราะคู่กรณีเป็นเพื่อนจึงไม่ได้ล้มหัวฟาด
เธอถูกช้อนตัวอุ้มอย่างนุ่มนวล หลังประคองลงวางบนเก้าอี้เอน
อิตาโดริยังหาผ้าห่มแถวๆ นั้นมาห่มให้อย่างเอาใจใส่
ตัวยานี้อิตาโดริเคยสูดดมมาก่อน แม้ร่างกายของตนค่อนข้างพิเศษ
ทว่าเมื่อพิจารณาว่าใครเป็นคนวางยาขวดดังกล่าวเอาไว้ให้สบโอกาสได้ฉกฉวย
เขาค่อนข้างมั่นใจว่าผลกระทบของมันคงไม่ทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ หรือหากเป็นอันตรายก็คงไม่ร้ายแรงนัก
อย่างไรก็ตาม สภาพร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ของที่น่าจะไร้พิษภัยต่อคนส่วนใหญ่ยังมีคนแพ้ทางจนเจ็บป่วยได้
นับประสาอะไรกับยาประหลาดๆ พรรค์นี้ อิตาโดริรอดูอาการของเพื่อนสาวจนมั่นใจก่อนว่าเธอเพียงหลับไปจริงๆ
ระหว่างนั้นก็พิศมองใบหน้ายามหลับใหลอย่างอาลัยอาวรณ์ไปพร้อมกัน
กระทั่งเห็นว่าสมควรแก่เวลา อิตาโดริขยับเสื้อฮู้ดอีกครั้ง
ผินกายไปยังประตู เตรียมเดินทางเพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เงาร่างหนึ่งกลับสืบเท้าเข้ามาขวางทาง
“ไง”
“รุ่นพี่...”
รูม่านตาของอิตาโดริ
ยูจิหดเกร็งเมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคย ในอกทั้งเจ็บยอกทั้งปั่นป่วน
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าการปรากฏตัวของเซนอิง มาคิหมายความว่าอะไร
ไม่รู้มาก่อนว่ารุ่นพี่ได้รับภารกิจร่วมกับคุกิซาคิ
คิดได้เพียงเธอมาดักรอด้วยจุดประสงค์อื่นเท่านั้น
อิตาโดริแค่นหัวเราะ เสียงแหบพร่าแทบไม่พ้นคอ
“จะมาแก้แค้นหรือครับ?”
คนฟังไหวไหล่ ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว “ไม่ใช่เพื่อตระกูลหรอก
เพราะอีกฝ่ายเป็นเมงุมิต่างหาก”
เซนอิง มาคิในยามนี้ยืดอกประจันหน้าอย่างผึ่งผาย
ใบหน้าเคร่งขรึมเยือกเย็น ปราศจากเกลียวคลื่นแห่งโทสะ ต่อให้ยอมรับว่ามุ่งมาดแก้แค้น
ความสงบนิ่งนี้กลับชวนให้ขวัญเสียยิ่งกว่าการดาหน้าบุ่มบ่ามเข้าใส่ด้วยท่าทางกราดเกรี้ยวเสียอีก
ในมือของเธอไม่ได้ถืออาวุธมีคม มีเพียงไม้พลองสูงท่วมศีรษะหน้าตาเรียบๆ
เห็นชัดว่าไม่ต้องการเล่นงานถึงชีวิต อาจจะคิดจับเป็นกลับไป
ส่วนจับไปทำอะไรคงไม่น่าคิดถึงสักเท่าไร
อิตาโดริไม่อยากเผชิญหน้ากับมาคิเลย
พวกเขาไม่มีความแค้นโดยตรงต่อกัน
“ถอยไปเถอะครับ รุ่นพี่สู้ผมไม่ได้หรอก”
ปัญหาไม่ใช่เรื่องความสามารถในการสู้รบ
จริงอยู่ว่ามาคิแข็งแกร่งมาก
แข็งแกร่งอย่างน่ากลัว...ถึงอย่างนั้นยังอ่อนด้อยกว่าอิตาโดริอยู่หนึ่งถึงสองขั้น อิตาโดริไม่ได้อวดโอ้ลำพองตน
นั่นเป็นความจริงอันเรียบง่ายและชัดเจน
เขาเพียงพูดไปตามเนื้อผ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการฆ่าฟันอันไร้ประโยชน์
กระนั้นมาคิกลับอมยิ้ม ดวงตาหลังแว่นกลมทอประกายคล้ายเยาะหยัน
ราวกำลังเอื้อนเอ่ยโดยปราศจากสุ้มเสียงว่าช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน
“ยูจิ นายแน่ใจเหรอว่าสู้ฉันได้จริง?”
“...”
ความสามารถแต่ละคนเป็นเช่นไร
ต่างฝ่ายต่างรู้แก่ใจ ทว่าการตัดสินแพ้ชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว
เรื่องที่อิตาโดริแข็งแกร่งกว่ามาคิไม่เพียงอิตาโดริที่รู้ ตัวมาคิก็กระจ่างแจ้ง
หากสู้กันอย่างตรงไปตรงมา ใครจะยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย ต่อให้ไม่ลองก็รู้ผลลัพธ์
ติดตรงมาคิเป็นดาวหายนะของอิตาโดริ
ที่ไม่อยากสู้ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้
ปัญหาคือกลั้นใจทำร้ายไม่ลงต่างหาก
เพราะใส่ใจคุกิซาคิ โนบาระมากเกินไป
ให้ความสำคัญกับเธออย่างยิ่งยวด
ดังนั้นจึงไม่อาจหักใจทำร้ายสิ่งที่เธอคนนั้นให้ความสำคัญได้ลงคอ
ถ้ารุ่นพี่เป็นอะไรไป คุกิซาคิจะเสียใจ
เรียบง่ายแค่นี้เอง
อย่างไรก็ดี
อิตาโดริไม่คิดยอมจำนนแม้รับรู้ว่ากำลังเผชิญศึกอันไร้หนทางชนะ หนึ่งคือเขาคิดชดใช้ความผิดอยู่แล้ว
สองคือตระกูลเซนอิงติดค้างตนไม่ต่างกัน
ครั้นเห็นแววตาแข็งกร้าวต่อต้าน
มาคิควงพลองในมือไปมา
เธอสามารถพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วและอาศัยความได้เปรียบจากอาวุธส่งเสริม
แต่ในเมื่อปะทะซึ่งหน้าจะถูกปัดป้องได้ การสร้างช่องโหว่เพื่อลดทอนกำลังศัตรูย่อมเป็นสิ่งสำคัญ
ฉะนั้นจึงต้องทำลายจิตใจเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
“ฆ่าเพื่อนตัวเอง ไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง?”
“...!”
พริบตานั้นสรรพางค์กายของอิตาโดริ ยูจิสั่นสะท้าน
เรือนร่างซึ่งดูเปราะบาง
ไม่ได้เต็มไปด้วยพละกำลังอย่างในความทรงจำทรุดลงตรงนั้น คราแรกมาคิคิดว่าอาจต้องตบตีกันสักยก
แต่เหตุการณ์จริงเข้าทางเธอมากกว่าที่คิด อิตาโดริ ยูจิมือหนึ่งเกาะขอบโต๊ะ
อีกมือลูบลำคอ โก่งคอสำรอกน้ำใสๆ ออกมาอย่างหมดสภาพ ไม่จำเป็นต้องลงมือเองด้วยซ้ำ
ความทรงจำนองเลือดรวมทั้งสัมผัสที่ส่งผ่านมือยังชัดเจนหลังเปลือกตา...ดวงตาสีดำสนิทไร้ประกายชีวิต
ร่างกายแข็งทื่อไร้ไออุ่น
เขาไม่เสียใจในสิ่งที่ทำลงไป
หากย้อนเวลากลับไปได้ก็คงตัดสินใจลงมืออย่างเดิม
ถึงอย่างนั้นจิตใจก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดไม่หวั่นไหวหรือไม่รู้สึกผิด
“หมอนั่นต่างหาก ฟุชิงุโระน่ะ ฟุชิงุโระ...”
สติรับรู้สับสนเมื่อถูกตอกย้ำ
มาคิปรายตาลงมองรุ่นน้องร่วมสถาบัน
เด็กหนุ่มผู้กำลังสั่นเทาดูแล้วช่างน่าสงสาร ใครมองคงไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรสังหารเพื่อนตัวเองด้วยมือเปล่า
เธอก้าวเท้ายาวๆ เข้าหา อดใจไม่เตะอีกฝ่ายอย่างยากเย็น “ฉันทำเพราะเมงุมิก็จริง
แต่เพราะรู้จักกับนายถึงยอมลงให้ ตอนมาด้วยกันสงบเสงี่ยมไว้ด้วยล่ะ คนอื่นในเซนอิงไม่อ่อนข้อให้คนที่ฆ่าหัวหน้าตระกูลหรอก”
หลังสูดลมหายใจเข้าออกหลายครั้ง อิตาโดริค่อยๆ
ใจเย็นลง เขาใช้หลังมือเช็ดปาก ดวงตายังคงเลื่อนลอยเล็กน้อย “ผมไม่ไปกับรุ่นพี่”
“โฮ่” คนฟังเลิกคิ้ว
อิตาโดริยังคงไม่หันไปทางเธอ “หมอนั่นฆ่าโจโซก่อน”
“...”
“แล้วยัง...”
...พยายามข่มขืนผม
ประโยคถัดไปถูกกลืนลงท้อง ไม่ว่ายังไงก็พูดไม่ได้
มาคิไม่ต่อล้อต่อเถียง เธอไม่รู้หรอกว่าฟุชิงุโระทำอะไรไว้คนอย่างอิตาโดริถึงได้ลงมือเอาชีวิต
ทว่าในเมื่อทำลงไปแล้วก็คือทำลงไปแล้ว ไม่ว่ายังไงมาคิต้องพาตัวอิตาโดริไปด้วยโดยไม่เกี่ยวว่าตัวเธอเองคิดเห็นเช่นไร
ขณะลังเลว่าควรใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมหรือใช้ไม้แข็งทุบหัวสักตั้ง
เสียงรองเท้าเกี๊ยะดังเป็นจังหวะจะโคนเบาๆ มาจากทางด้านหนึ่ง...ก็อกแกก ก็อกแกก
อิตาโดริซึ่งอยู่ในสภาวะอ่อนไหวหันขวับไปมองอย่างหวาดระแวง...จากนั้น
สีเลือดพลันหายไปจากใบหน้า
ตึกตัก...ตึกตัก...
“ทำไม...”
ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...
ไม่เพียงหัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนกลบทุกสรรพเสียง
ทิวทัศน์ทั้งหลายพลันละลายกลายเป็นเมือกสีดำสองตาของอิตาโดริ
ยูจิมองเห็นเพียงเด็กหนุ่มผิวขาวในชุดฮากามะ ฝ่ายนั้นเหน็บยิ้มบาง
ทว่าดวงตามืดครึ้มไร้ประกาย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดใจเจือรักใคร่ว่า
“หน้าซีดหมดแล้ว”
...ฟุชิงุโระ เมงุมิ...
คนที่น่าจะถูกสังหารเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
ย้อนเวลากลับไปช่วงคล้อยบ่าย
อันที่จริงมันควรเป็นวันอันแสนธรรมดา
ทว่าตอนกลับมายังห้องพักหลังเสร็จภารกิจปัดเป่า อิตาโดริ
ยูจิกลับเห็นคนสองคนอยู่ในห้องของตัวเอง คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน
คนที่นั่ง...จมกองเลือด
เป็นชายผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชาย
ส่วนคนที่ยืน
คือเพื่อนผู้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลเซนอิงเมื่อเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา
ด้วยภาพที่เห็นอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกเกินไปอิตาโดริจึงยืนเซ่ออยู่หน้าประตูหลายสิบวินาที
เขากระพริบตาครั้งแล้วครั้งเล่า เต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก
จนกระทั่งฟุชิงุโระ เมงุมิเปล่งเสียงออกมาก่อน
“กลับมาแล้วเหรอ?”
ตอนนั้นเองถึงได้รู้สึกตัวว่าภาพที่เห็นคือความเป็นจริง
โจโซที่สกปรกเปรอะเปื้อนพิงผนังตรงนั้นไม่อาจลุกขึ้นมาพูดจาได้แล้วจริงๆ
อิตาโดริจับจ้องไปยัง ‘พี่ชาย’ ระหว่างที่ขยับแข้งขาไปข้างหน้าอย่างยากเย็นด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ เขากอดความหวังเล็กๆ
ถามย้ำเพื่อยืนยัน “นายเป็นคนทำ?”
“อืม” ฟุชิงุโระบดขยี้แสงริบหรี่ในชั่วพริบตา
อิตาโดริอดกลั้นสุดชีวิต
กำหมัดแน่นจนนิ้วแทบจะหักกลางอยู่รอมร่อ “เพราะอะไร?”
“เพราะนายไง”
เฉยเมยประหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน...ชืดชาเกินไป
ไร้สำนึกเกินไป
สายใยบางๆ เส้นหนึ่งขาดสะบั้น
อิตาโดริหมุนตัวกะทันหัน ใช้แขนกดคอหอยฟุชิงุโระติดกำแพง ดวงตาวาวโรจน์แดงก่ำ “พูดบ้าอะไรออกมาน่ะหา! รู้ตัวหรือเปล่าว่านายทำอะไรลงไป
ฟุชิงุโระ!!”
ด้วยกำลังเหนือมนุษย์มนา
เดิมทีการต่อต้านขัดขืนทำได้ยากอยู่แล้ว
ทว่าฟุชิงุโระกลับปล่อยให้ตัวเองถูกกดผนังอยู่อย่างนั้น ต่อให้สีหน้าไม่ดี
หายใจติดขัด ดวงตากลับจ้องเขม็งแน่วแน่ไปยังอิตาโดริจนคนถูกมองขนหัวลุก
ความกริ่งเกรงบางอย่างแผ่ลามมาจากผิวหนังบริเวณที่สัมผัสฟุชิงุโระ
อิตาโดริทนความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้จึงสะบัดแขนออก
หลังปรับลมหายใจครู่หนึ่ง
สีหน้าฟุชิงุโระมีเลือดฝาดมากขึ้น
อิตาโดริพยายามต่อบทสนทนาอีกครั้งทั้งที่ปลายเสียงสั่นพลิ้ว “ฟุชิ...”
แต่กลับโดนขัดจังหวะ
“หมอนั่นไม่ใช่พี่ของนาย ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ”
...แล้วทำไมนายถึงยกกุญแจสำรองให้
ทำไมต้องเอาตัวไปพัวพันใกล้ชิด คิดว่าจะกลายเป็นครอบครัวกันจริงๆ หรือไง?
ใจความสำคัญจากกระแสคำพูดเชี่ยวกรากจับเค้าได้ว่า
ฟุชิงุโระ เมงุมิอึดอัดใจจนเข้าขั้นเก็บกด ต่อให้ไม่ได้สังเกต
จะใครล้วนมองออกว่าฟุชิงุโระไม่ถูกโฉลกกับโจโซเท่าไรนัก
แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อกันทั้งในที่ลับที่แจ้ง
โจโซปวารณาตัวเองเป็นพี่ชายของอิตาโดริจึงไม่ชอบเจ้าหนุ่มที่รุกจีบอย่างหน้าไม่อายโดยอาศัยมิตรภาพเป็นเกราะกำบัง
ส่วนฟุชิงุโระไม่ชอบเจ้าคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่โมเมเป็นครอบครัวมายุ่มย่ามชีวิตความเป็นอยู่ของอิตาโดริ
ซ้ำยังคอยกีดกันตนอยู่เนืองๆ
ความรู้สึกของอิตาโดริต่อคุกิซาคิ
แม้พยายามสงวนท่าทีไม่ให้เพื่อนสาวต้องลำบากใจ หากมองออกได้ไม่ยากเย็น
เช่นเดียวกับความรู้สึกของฟุชิงุโระต่ออิตาโดริ
แม้มองออกยากกว่าสักหน่อย
ทว่าก็ไม่ได้ซ่อนเร้นได้หมดจดขนาดนั้น...หรือที่จริงควรบอกว่า
เจ้าตัวไม่ได้ปิดบังอำพรางความรู้สึกของตน
เพียงแต่บุคลิกและการแสดงออกค่อนข้างนิ่งสงบทำให้สังเกตได้ยากกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น
ตัวอิตาโดริซึ่งหัวช้านิดหน่อยเพิ่งจะรู้ใจจริงของฟุชิงุโระไม่นาน
และไม่เข้าใจความรู้สึกซับซ้อนบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายด้วย
ราวกับว่า...ฟุชิงุโระ เมงุมิที่ตนรู้จักใหม่ๆ
กับฟุชิงุโระ เมงุมิในปัจจุบันเป็นคนละคนกัน
สีหน้าท่าทางของฟุชิงุโระสะท้อนว่าการลงมือสังหารโจโซผู้ช่วงชิงความสนใจและเอาใจใส่ของอิตาโดริไปเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
อิตาโดริไม่แน่ใจว่าร่องรอยความบ้าคลั่งในดวงตานี้มานานเพียงใด ตนเพียงไม่สังเกต
หรือแท้จริงฟุชิงุโระค่อยๆ บิดเบี้ยวไปทีละเล็กละน้อยจนมาถึงจุดก้าวข้ามเส้นศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์กันแน่
เขาไม่เข้าใจฟุชิงุโระเลย
และคิดว่าคงไม่อาจเข้าใจกันได้ จะว่าไปแล้วแรงจูงใจในการก่อเหตุมีเรื่องอะไรบ้างยังคาดเดาไม่ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ
แต่คงไม่ใช่แค่การได้รับความรักความเอาใจใส่จากตนอย่างเดียวหรอก
ถ้ามีแค่นั้น ความเป็นมนุษย์ของฟุชิงุโระสมควรถูกตั้งคำถามแล้ว
“โกรธขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“...”
อิตาโดริประสานสายตา ตอบในใจว่าใช่
นัยน์ตาของฟุชิงุโระมืดครึ้มลงอีกระดับ
ผนวกเข้ากับใบหน้าเรียบตึงและฮากามะยิ่งขับภาพลักษณ์ยากจะแตะต้อง นับจากรับตำแหน่งผู้นำตระกูล
นับวันยิ่งคาดเดาจิตใจได้ยากขึ้นทุกที
คงไม่ใช่ฟุชิงุโระ เมงุมิคนเดิมแล้วจริงๆ
ความเงียบโรยตัวลงพักหนึ่ง
ขณะที่อิตาโดริคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไปพลางข่มกลั้นน้ำตา ฝ่ายก่อเรื่องกลับไม่นำพาแม้แต่น้อย
หลังปรายตามองร่างไร้พลังชีวิตแวบหนึ่ง ฟุชิงุโระมองอิตาโดริ จากนั้นสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อกว้างๆ
หยิบขวดใสและผ้าออกมาอย่างใจเย็น
ด้วยความไว้วางใจ และไม่เคยถูกคุกคาม
อีกทั้งยังมั่นใจในความสามารถตัวเองในการรับมืออันตรายฉุกเฉิน
ไม่เพียงไม่เฉลียวใจว่าเพื่อนผู้สภาพจิตใจผิดเพี้ยนไปแล้วกำลังทำอะไร
อิตาโดริลดการ์ดลงโดยสมบูรณ์ตามความเคยชิน
แต่ไหนแต่ไรมาตัวตนของฟุชิงุโระ เมงุมิไม่เคยเป็น
‘ภยันตราย’ ต่อให้อีกฝ่ายเข้าใกล้จนสัมผัสตัวแตะต้องได้ เขาก็ไม่ได้ระแวดระวัง
ดังนั้นจึงเสียที
“...!”
อิตาโดริชอบดูทีวี แน่นอนว่าดูละครมาไม่ใช่น้อย
ฉากโดนผ้าเช็ดหน้าอุดจมูกเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องดีๆ ไปได้
เขาเหลือบมองขวดยาขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มืออย่างอาฆาต
อารามตกใจทำให้สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปวด สมองอื้ออึงสับสนอย่างน่าโมโหทันที
กระนั้นอิตาโดริไม่ได้บอบบางรังแกง่าย
ฟุชิงุโระสังเกตเห็นอาการเริ่มต้นของการต่อต้านจึงชิงโถมตัวกดไหล่แข็งแรงลง
“ร่างกายนายสุดยอดไปเลยนะ ปกติต้องสลบทันทีแท้ๆ”
นี่ไม่เพียงไม่สลบ นอกจากดวงตาเลื่อนลอยในระยะแรก
ตอนนี้แววตากลับมากระจ่างขึ้นเสียแล้ว ฟุชิงุโระร้องอืมในใจ คิดกับตัวเองว่าจัดการยากจังเลยน้า
ฟากคนโดนลอบจู่โจมเลือดขึ้นหน้าจนหน้ามืดตาลาย
บัญชีเก่ายังไม่ทันสะสางกลับมีบัญชีใหม่งอกเพิ่มออกมา
ร่างกายของอิตาโดริทนทานยาพิษ ทว่าไม่ใช่ว่าทำให้ยาทุกประเภทไร้ผลโดยสิ้นเชิง
อย่างน้อยแม้ไม่สลบ พละกำลังก็ไม่ได้คงเดิมเต็มร้อย
อิตาโดริซึ่งแผ่อยู่บนพื้นมอง ‘ศพ’ ของโจโซที่ห่างออกไป ดวงตายิ่งแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย เขาหันกลับมาหาคนที่กดร่างตัวเองเอาไว้
จับมือแข็งแรงซึ่งกำลังถือวิสาสะลูบไล้ร่างกายอย่างจาบจ้วง
“นี่นายเสียสติไปแล้วรึไง!”
“นั่นสินะ อาจจะเป็นอย่างนั้น”
ใบหน้าย้อนแสงยังคงฉาบอารมณ์เพียงบางเบาเหมือนเคย ทว่าดวงตาลุ่มลึกขึ้น
ปรากฏความหลงใหลเคลิบเคลิ้มยากจะบรรยาย “ไม่คิดว่าตัวเองจะเสียสติได้ขนาดนี้เพราะนายเหมือนกัน”
เส้นผมสีดำพลิ้วไหวระแนวเส้นลำคอโค้งงอ
อิตาโดริถูกจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากเป็นครั้งแรก
ทั้งที่นุ่มนวลยิ่ง ทะนุถนอมอย่างมาก...
“ฉันรักนาย”
...แต่มันไม่ถูกต้อง
“จะเรียกว่ารักได้ยังไง!
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง...ทำไม....กับโจโซ...!”
“อย่าร้องไห้”
ไม่ว่าฟุชิงุโระจะเผยสีหน้าเจ็บปวดใจหรือใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาบริเวณหางตาให้อย่างอ่อนโยนเพียงไหนก็ไร้ประโยชน์
อิตาโดริกระชากคอเสื้อฮากามะสุดแรง ตะคอกใส่หน้าว่า
“ทำไมต้องทำขนาดนั้น ต้องฆ่าแกงเลยเหรอ!”
“ต้องสิ”
“...!!!”
ฟุชิงุโระลูบมือที่กำคอเสื้อตนเอาไว้
ร่องรอยความเวทนาสงสารก่อตัวเจือจางในดวงตา
คล้ายจะเปล่งเสียงเอ่ยว่าอิตาโดริช่างใสซื่ออะไรได้ขนาดนี้ “ฉันยอมให้นายทุ่มเทความรู้สึกนึกคิดรวมทั้งความรักทั้งหลายให้คนอื่นไม่ได้หรอก”
ภาพความทรงจำร่วมกับโจโซไหลทะลักเข้ามา ความอบอุ่นดังกล่าวช่วยเยียวยาอิตาโดริอย่างมากในยามต้องทนทุกข์
แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่ความรู้สึกเป็นของแท้อย่างไร้ข้อกังขา
อิตาโดริรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียโจโซไปด้วยเหตุผลอันวิปริตผิดแผกดังกล่าว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตนยังมีเพื่อนฝูงและคนอื่นๆ ที่คอยห่วงใยอีกมากมาย
ฟุชิงุโระคิดจัดการทุกคนเลยหรือไง?
เมื่อคิดว่ามือที่กำลังสัมผัสใบหน้าอย่างทะนุถนอมได้พรากชีวิตอื่นไปแล้วเพราะตน...และในอนาคตจะยังคงทำเรื่องพรรค์นี้ซ้ำๆ
อิตาโดริ ยูจิพลันบันดาลโทสะ
กู่ไม่กลับแล้ว
วินาทีนั้นเรี่ยวแรงทั่วสรรพางค์กายคืนกลับมา
ร่างกายตอบสนองต่อสัญชาตญาณดิบในตัวโดยมีเป้าหมายคือฟุชิงุโระ
เมงุมิผู้ทาบทับอยู่ด้านบน
ส่วนเรื่องหลังจากนั้น....
คือภาพแห่งฝันร้าย
“แล้วทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่? คิดแบบนั้นอยู่ล่ะสิ
นายเนี่ย เก็บสีหน้าไม่เป็นเลยนะยูจิ”
ในน้ำเสียงมาคิแอบแฝงความสงสารอันคลุมเครือเอาไว้
เด็กหนุ่มในเสื้อฮู้ดสีหน้าหม่นหมองซึมเซาเป็นทุน
มาตอนนี้เมื่อเห็นคนที่ควรจะตายด้วยน้ำมือตนยังมีชีวิตอยู่ พูดจาได้
เดินเหินคล่องแคล่ว สีเลือดยิ่งจางหาย
มีแต่ความไม่อยากเชื่อกระจายเกลื่อนอยู่บนใบหน้า
“ตัวจริง?”
“จะยอมตายก่อนนายได้ยังไงกันล่ะ”
เทียบกับฟุชิงุโระซึ่งเยือกเย็นตั้งแต่กริยาไปจนถึงน้ำเสียง
อิตาโดริสั่นไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อครู่
ต่อให้จับข้อมืออีกข้างของตัวเองแน่นยังไม่หยุดสั่น
อิตาโดริมั่นใจว่าฆ่าฟุชิงุโระไปแล้ว
สัมผัสจากมือในตอนนั้น...ความเจ็บปวดของแรงสะท้อนจากการใช้มือเปล่าทำร้ายร่างกายยังติดค้างบนร่างกาย
กระทั่งอุณหภูมิของเลือดที่ไหลออกมาจากร่างแน่นิ่งยังเสมือนติดอยู่บริเวณผิวหนัง
รองเท้าเกี๊ยะย่ำเข้าใกล้อิตาโดริส่งเสียงกอกแกกวังเวง
ฟุชิงุโระหลุบตาลงเล็กน้อย มองเห็นคนสติหลุดคนหนึ่งเจียนจะพังทลายรอมร่อ
จนตอนนี้ก็ยังไม่ระมัดระวังตัวเหมือนเดิม
เขาอมยิ้ม เอ่ยว่า
“อยากฆ่าฉันอีกครั้งไหม?”
“...?”
“ให้ทิ้งนายไว้ในโลกที่ฉันไม่รู้ไม่เห็นน่ะไม่มีทาง
แต่ถ้าจะกอดคอตายไปพร้อมกัน ฉันไม่มีปัญหาหรอก”
มาคินิ่วหน้า สบถออกมาคำหนึ่งให้ความไม่ยี่หระของผู้นำตระกูลวัยเยาว์ก่อนก่นด่าว่าเป็นผู้นำตระกูลแล้ว
จะมายอมตายถวายรักได้ยังไง คิดถึงคนอื่นซะบ้าง
แต่ฟุชิงุโระไม่เห็นเธออยู่ในสายตา
อันที่จริงก็มองเห็นเพียงอิตาโดริมาตั้งแต่แรก
ใบหน้าในเงาเสื้อฮู้ดบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์รุนแรงหลากหลาย
สิ่งที่ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือเพลิงโทสะ หลังตั้งสติเผชิญหน้ากับความจริงว่า
‘ฟุชิงุโระ
เมงุมิยังไม่ตาย’ อิตาโดริ
ยูจิซึ่งเตรียมใจฆ่าเพื่อนไปแล้วครั้งหนึ่งเพื่อสนองปณิธานในใจตัวเองละทิ้งเศษตกค้างของความลังเลเพื่อดำเนินการจุดมุ่งหมายเดิมให้ลุล่วง
ในเมื่อฟุชิงุโระ เมงุมิกลายเป็นอันตราย
จะปล่อยไว้ได้ยังไงกัน
หักใจได้แล้วครั้งหนึ่งก็เหมือนได้รับวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ครั้งที่สองจึงไม่นับว่ายากเย็นเกินไป
แม้ยังตงิดใจสงสัยว่าอีกฝ่ายทำเช่นไรถึงยังมีชีวิตรอด
ทว่าเรื่องนั้นปัดไปไว้ทีหลังเถอะ
สัญชาตญาณบอกว่าไม่รีบจัดการให้เรียบร้อยจะยิ่งอันตราย
“ฉันยังตายไม่ได้”
ฟุชิงุโระร้อง ‘อืม’
“งั้นฉันก็จะอยู่กับนาย”
บรรยากาศผ่อนคลายลง อิตาโดริ
ยูจิกำลังจะใช้ช่องว่างเล็กน้อยนี้พุ่งเข้าใส่เพื่อลงมือขั้นเด็ดขาด
แต่แล้วกลับพบว่าร่างกายไม่ขยับเขยื้อน
บนพื้นปรากฏเงาดำไร้ก้นบึ้งลักษณะเหมือนหลุมดำ
เกลียวเงาจากแอ่งสีดำดังกล่าวม้วนตัวรัดพันขาทั้งสองข้างของอิตาโดริ
ตอกตรึงร่างกายไม่ให้ขยับเขยื้อน ทั้งยังฉุดรั้งให้จมลงในบ่อเงาอย่างเชื่องช้าทีละกระเบียด
ฟุชิงุโระสืบเท้าเข้าใกล้ในระยะเผาขน
พิศมองร่างที่จมลงไปในหลุมเงาแล้วครึ่งตัว กล่าวปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว
ฉันไม่ทำร้ายนายหรอก”
อิตาโดริที่ไม่ได้กลัวแต่กำลังโกรธจัดนึกอยากบีบคอคนตรงหน้า
ความสามารถของฟุชิงุโระ เมงุมิมีลูกเล่นมากมายเกินคาด ที่รอดตายมาได้ก็คงมาจากความสามารถในส่วนที่ไม่รู้จักนี่เอง
เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้บอกให้ปล่อยอีกฝ่ายใช่จะปฏิบัติตาม จนใจที่ไร้วาทศิลป์
ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วนอกจากแสดงความตรงไปตรงมา ต่อต้านจนถึงที่สุด
“ทำแบบนี้ฉันยิ่งชอบนายไม่ลง”
คนฟังคล้ายนิ่งไปเล็กน้อย
ทว่าไม่ได้เผยความในใจผ่านสีหน้าออกมาเป็นพิเศษ เรื่องที่บีบบังคับแล้วไม่ได้ใจจริง
ตัวฟุชิงุโระย่อมตระหนักดี
เพียงแต่การตระหนักรู้ด้วยตัวเองกับโดนคนอื่นชี้ให้เห็นให้ความรู้สึกแตกต่างกัน
แพขนตายาวกระเพื่อมไหว เอ่ยแสนเบาว่า “รู้แล้ว”
เงาดำยังคงฉุดเป้าหมายลงทีละนิด คาดว่าอิตาโดริจะถูกกลืนลงไปทั้งตัวภายในอีกไม่กี่นาที
ฟุชิงุโระยอบตัวลง เข่าข้างหนึ่งแตะพื้น
ระดับสายตาของเขายังสูงกว่าเล็กน้อย ดังนั้นจึงต้องหลุบตาลงเพื่อประสานสายตากับเด็กหนุ่มซึ่งเหลือเพียงร่างกายครึ่งบน
ปลายนิ้วสีเผือดลูบใบหน้าต่อต้านอันชวนให้เจ็บปวดใจ
“ไม่ใช่แค่ครั้งนี้
จากนี้ไปฉันคงทำเรื่องที่นายไม่ชอบอีกมากมาย
อย่างน้อยถ้าได้เก็บนายไว้ในที่ที่คนอื่นเอื้อมไม่ถึงฉันก็จะได้ลดการทำเรื่องที่นายเกลียดลงไป...สักเรื่องสองเรื่องก็ยังดี”
มือสองข้างเปื้อนเลือดเพราะอารมณ์รักใคร่หึงหวงอันรุนแรงมันไม่ปกติ
กระนั้นความไม่ปกติดังกล่าวนับวันกลับยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ...ไม่เพียงโจโซ
มีอีกหลายคนที่ถูกเพิ่งเล็ง ขนาดตัวเองยังรู้ว่าบ้าไปแล้ว
ทว่าเมื่อตอนนี้มีอำนาจอยู่ในเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง
ฟุชิงุโระพ่ายแพ้ต่อความปรารถนาอยากครอบครองอันบิดเบี้ยวในใจ
ในเมื่อจะไม่อดทนซะก็ได้ ทำไมต้องอดทนด้วย?
ยังไงอิตาโดริก็ไม่รักเหมือนกัน
ระหว่างไม่รักแล้วเป็นของคนอื่นกับไม่รักแล้วเป็นของตนคนเดียว...แบบหลังดีกว่าเห็นๆ
“โลกของนายจะเหลือแค่ฉัน”
ดังนั้นจะอ่อนโยนด้วยให้มากๆ
เพื่อเป็นการชดเชยแล้วกัน
อิตาโดริ ยูจิ ‘หายไป’
ในที่สุด
มาคิซึ่งยืนเงียบกริบอยู่ไม่ไกลมองแผ่นหลังในชุดฮากามะบนพื้น
นึกถึงรุ่นน้องผู้ถูกบังคับให้หายสาบสูญแล้วเวทนาเต็มกำลัง “เมงุมิ นายไม่คิดจะให้ยูจิออกมาอีกแล้วจริงๆ
เหรอ”
คนถูกถามลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามเนื้อตัวออก
“ไว้โลกของเขามีแต่ผมก่อนค่อยว่ากัน”
มาคิอับจนทันควัน “มากไปหน่อยรึเปล่า”
“ไม่หรอกครับ”
เรือนร่างผอมสูงหมุนกายกลับมา
ใบหน้าพริ้มเพราสุขุมเยี่ยงอารยชน พฤติกรรมและจิตใจกลับหม่นมืดเป็นหนังคนละม้วน
ขณะที่เดินผ่านคุกิซาคิ โนบาระ เมื่อเห็นจังหวะของรองเท้าเกี๊ยะเปลี่ยนไป เซนอิง
มาคิรีบดึงสติเผื่อมีใครสักคนทำเรื่องเกินกว่าเหตุขึ้นมาอีก
“นายแยกยูจิไปแล้ว โนบาระเองก็เป็นเพื่อนนาย”
“ผมรู้”
ฟุชิงุโระเก็บสายตากลับมา
รอยยิ้มบนหน้าแฝงความอ่อนใจบางเบา มาคิอยากจะแขวะ...ตัวเองสบายใจแล้วนี่ แต่อดใจไว้เพราะไม่อยากหาเรื่องทะเลาะ
เธอห่วงอิตาโดริอยู่เหมือนกัน ทว่าน้ำเชี่ยวไม่ควรเอาเรือไปขวาง
ด้วยรู้ดีว่าห้ามปรามฟุชิงุโระไม่ได้แน่
ตอนนี้มีแต่ต้องให้ความร่วมมือเพื่อลดความเสียหาย อย่างน้อยอิตาโดริก็แข็งแกร่งมาก
แถมฟุชิงุโระไม่ทำร้ายเจ้าเด็กนั่นแน่นอน เรื่องช่วยเหลือไว้ว่ากันทีหลังได้
“กลับกันเถอะครับ
ต้องไปดูสักหน่อยว่าคนพวกนั้นจัดการเรื่องคดีไปถึงไหนแล้ว”
“เออ”
เมงุมิคงไม่ซ่อนยูจิไว้ตลอดกาลหรอกน่า
ดวงตาคู่หนึ่งลืมขึ้นในความมืด
อาการอ่อนล้าทั้งใจกายทำให้อิตาโดริ
ยูจิผู้ตกลงมาในมิติแปลกประหลาดเลือกจะหลับตาเพื่อพักผ่อน เรียวเมน
สุคุนะจึงอาศัยโอกาสนั้นยึดร่างเจ้าหนูสักหน่อย
ถึงแม้ ‘สุคุนะ’
จะเป็นตัวอันตรายและถูกหวาดระแวงในช่วงแรกที่ปรากฏตัวในร่างอิตาโดริ
ทว่าเขาเหมือนคนหมดไฟ ทั้งเกียจคร้าน ไม่คิดก่อเรื่องวุ่นวาย แถมยังแทบไม่ปรากฏตัว
นานวันเข้าจึงเกือบถูกลืมเลือนว่ามีตัวตนอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่ออกมาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ได้หมายความว่าขาดปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของร่าง
ต่อให้ทะเลาะตบตีกันบ้าง ก็เป็นเพียงการปะทะอารมณ์แบบลิ้นกับฟัน
ในความจริงแล้วอิตาโดริกับสุคุนะค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกันพอสมควร
เมื่อประมาณเดือนก่อนตอนนั่งดูรายการโทรทัศน์
สุคุนะบ่นหงุงหงิงว่าอยากกินสเต๊กแบบที่นักแสดงในรายการกำลังกินโชว์
อิตาโดริผู้นึกครึ้มอย่างหาได้ยากได้ยินเข้าก็บอกว่าอยากลองทำดูเหมือนกัน
หากติดอยู่ในมิติพิศวง
ความมานะบากบั่นในการฝึกหมักเนื้อกับปรุงซอสตลอดเดือนคงเป็นหมัน
สุคุนะเช็ดรอยเปียกบริเวณหางตาอย่างหงุดหงิดใจ
สำหรับตนผู้โดนผนึกมานานนับสหัสวรรษ และนั่งๆ
นอนๆ ตามประสาคนไม่มีอะไรทำอยู่ในจิตใจของอิตาโดริ ยูจิต่อหลังถูกปลดปล่อยอีกหลายปี
การติดอยู่ในโลกแห่งนี้ไม่น่าต่างอะไรจากเดิมนัก ทว่าเวลานี้ที่ถูกกักขังไม่ได้มีแค่ตนเพียงคนเดียว
อีกอย่าง...
“ให้ตายสิ”
ด้วยองค์ความรู้ที่มี
หลังกวาดตามองโดยรอบไปคราหนึ่ง สุคุนะไม่เพียงไม่วิตกกังวล
ถึงขั้นพรูลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
มีแต่เรื่องยุ่งๆ วิ่งเข้าใส่ เป็นตัวปัญหาจริงๆ
เล้ย...
สุคุนะบิดเนื้อตัวจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นกร็อบ
ดวงตาเอื่อยเฉื่อยคมปลาบขึ้นมาหนึ่งระดับ
“ตื่นขึ้นมาอีกทีนอกจากสเต๊กทำเองแล้วอย่าลืมตอบแทนข้าให้สมน้ำสมเนื้อล่ะ
เจ้าโง่”