Saturday, 21 January 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] ดาบนั้นคืนสนอง Part I

Fanfic Slam Dunk

ดาบนั้นคืนสนอง

Part I

 

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

AU:         Office Worker

Content Warning: Sexual Assault (Force Kiss)



              ทั้งหมดเป็นความผิดของมิตจี้

              มิตจี้! เพราะเอ็งคนเดียวเลย!


 

              “ไม่ใช่ซะหน่อย คนต้นเรื่องคือมิยางิต่างหาก แล้วก็เรียกรุ่นพี่สิไอ้เด็กเปรต เดี๋ยวพ่อตบคว่ำ” มิสึอิ ฮิซาชิขยับตะเกียบกินข้าวอย่างสงบ ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา

              “เฮ้ยๆๆ พูดงี้ได้ไง ฉันไม่ได้เป็นคนเอาฉลากยัดใส่มือฮานามิจิมันซะหน่อย ไม่สิ ถ้าจะโทษ เอ็งควรโทษมือพาซวยตัวเองเซ่ฮานามิจิ” มิยางิ เรียวตะโบ้ยกลับไปหาต้นเรื่อง จิ้มนิ้วใส่หน้าผากจึ้กๆ ไม่ยอมรับผิดเช่นเดียวกัน

              เจ้าของมือพาซวยแทบจะหักนิ้วชี้อันเหิมเกริมของรุ่นพี่ทิ้ง “หุบปากเลย มันก็เพราะพวกแกทั้งคู่นั่นแหละ!

              อารมณ์คุกรุ่นของซากุรางิ ฮานามิจิผู้นั่งกำหมัดเดือดปุดๆ เริ่มขึ้นเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน

              งานเลี้ยงสิ้นปีที่บริษัทจัดขึ้น นอกจากอาหารและเครื่องดื่มย่อมมีกิจกรรมกระตุ้นบรรยากาศ โดยทั่วไปก็มีจับสลากแจกของขวัญกับมุมคาราโอเกะให้โชว์ลูกคอตามธรรมเนียม ไม่นับเป็นกิจกรรมพิสดารอะไร กระนั้นในทุกๆ ปีจะมีมนุษย์ความคิดสร้างสรรค์สูงบางกลุ่มชี้ชวนให้เล่นเกมอื่นๆ ด้วย

              ครั้งนี้คือ กล่องเสี่ยงโชค สนันสนุนไอเดียโดยมิยางิ เรียวตะ สนับสนุนรางวัลโดยประธานอันไซ กติง่ายๆ...ขออาสาสมัคร 30 คนร่วมเสี่ยงดวง ใครลงชื่อทัน 30 คนแรกได้สิทธิ์เข้าร่วม ในกล่องจะมีฉลากเขียนรางวัลกับเกมลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เพราะประธานอันไซควักกระเป๋าแจกเงินแสน 2 รางวัล พริบตาไฮยีน่ากระหายเงินกระโจนเข้าตะครุบจนได้คนครบอย่างรวดเร็ว

              มีโอกาสตั้ง 2 ใน 30 หรือ 6.67% ที่จะได้เงินแสนเชียวนะ ใครจะสนว่าไอ้ฉลากอีก 28 ใบจะสั่งให้ทำอะไร ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องเกินกำลังอย่างใช้ไปแทงคนตายอยู่แล้ว กำไรเห็นๆ

              ตอนนั้นถึงขั้นมีคนโห่ประท้วงว่าน่าจะเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมหน่อย ให้โอกาสแค่ 30 คนได้ยังไง แต่มิสึอิ ฮิซาชิเสนอหน้าตอบแทนประธานอันไซว่าคนที่จับไม่ได้เงินต้องทำมิชชันตามที่ระบุบนฉลากด้วย ขืนมีคนเข้าร่วมเยอะก็เล่นกันไม่จบไม่สิ้นพอดี อย่าทำให้ประธานอันไซต้องอยู่โยงจนดึกสิเฟ้ยไอ้พวกหน้าเงินพวกนี้นี่!

มิยางิคนต้นคิดพยักหน้าอยู่ด้านข้างอย่างพึงพอใจ ดีจริงๆ ที่มิสึอิช่วยออกตัวแทน นึกว่าตัวเองจะต้องมานั่งจัดการเรื่องอื่นๆ ด้วยซะแล้ว แค่ออกไอเดียแล้วมีม้าใช้มาทำงานแทนนี่มันสะดวกชะมัด

              ความจริง กล่องเสี่ยงโชค เป็นอาชญากรรมที่ผ่านการวางแผนเอาไว้แล้ว วันหนึ่งก่อนสิ้นปีในช่วงพักเบรก มิยางิ เรียวตะล็อกคอซากุรางิ ฮานามิจิ กระซิบสุ้มเสียงลึกลับว่าฉันมีแผนดีๆ แกจะเอาด้วยมั้ย?

สองหนุ่มรวมหัวกันด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังใช้โอกาสดังกล่าวในการคบหาดูใจกับสาวที่ตนหมายปอง

              แรกเริ่มคิดเอาไว้คร่าวๆ ว่าจะทำเกมจับฉลาก คนเข้าร่วมสามารถเขียนอะไรก็ได้ตามใจชอบ พอรวมฉลากใส่ในกล่องให้สุ่มหยิบ คนจับฉลากต้องทำตามคำสั่งบนฉลากที่ตนจับได้

              มิยางิกระหยิ่มยิ้มย่อง กองไฟคุโชนในสองตา ประกาศกร้าวว่าต้องได้อายะจังเป็นแฟนให้ได้เลยโว้ย! ซากุรางิเห็นอีกฝ่ายฮึกเหิมเช่นนั้นพลอยถูกชักจูงเอาง่ายๆ จินตนาการภาพตัวเองคบหาดูใจกับอาคางิ ฮารุโกะจนกระทั่งได้แต่งงานและสอนลูกสาวลูกชายเล่นบาส เยี่ยม! สุดยอด!

              สองหนุ่มผู้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันประสานมือดังหมับ สื่อสารกันผ่านทางสายตาได้ด้วยพลังมิตรภาพ...ตอนงานเลี้ยงฉันจะเสนอไอเดีย แกเป็นลูกคู่คอยสนับสนุนซะ...ได้เลยเรียวจิน อัจฉริยะซากุรางิจะทำให้ทุกคนเห็นด้วยกับไอเดียนี้ให้ได้

              ผลจากการโห่เชียร์สุดฤทธิ์สุดเดชในวันจริง ประธานอันไซอนุมัติข้อเสนอของมิยางิพร้อมสมทบรางวัลให้

              หึหึ...เป็นไปตามแผน

              คู่หูเหลี่ยมจัดลอบตบมือดังแปะ บนใบหน้ามีแต่รอยยิ้มชั่วร้าย

คนหนึ่งกู่ร้องในใจว่า อายะจางงงงง!’ ส่วนอีกคนกู่ร้องในใจว่า คุณฮารุโก่วววว!’

ช่างหัวเงินเซ่! แฟน! แฟนเท่านั้น!

              ผู้เข้าร่วม 30 คนได้รับฉลากคนละ 1 ใบ สามารถเขียนเกมลงโทษอะไรก็ได้ตามใจชอบ ทั้งนี้หากต้องการออกคำสั่งโดยระบุตัวบุคคล จะต้องออกคำสั่งกับหมายเลขไม่ซ้ำกัน เช่น หากมีคนเขียนว่า ตบหน้าหมายเลข 14 10 ครั้ง คนอื่นจะไม่สามารถเลือกเขียนฉลากถึงหมายเลข 14 อีก

เพื่อเป็นการกำหนดกรอบให้เป็นไปตามนี้ ตอนเขียนฉลากจะเขียนพาดพิงถึงผู้ได้หมายเลขตามลำดับของตนเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น มิยางิลงชื่อเข้าร่วมเป็นลำดับที่ 30 หากต้องการออกคำสั่งแบบเจาะจง ต้องเป็นคำสั่งเจาะจงหมายเลข 30 หมายเลขเดียว ส่วนถ้าต้องการออกคำสั่งแบบไม่ระบุหมายเลขแน่นอนว่ายิ่งไม่มีปัญหา

เนื่องจากลำดับคนลงชื่อเข้าร่วมเกมถูกเปิดเผยแล้ว หมายเลขที่จะได้รับภายหลังตอนเล่นเกมจะถูกสุ่มใหม่ คนมีจุดประสงค์แอบแฝงย่อมไม่เขียนฉลากจำเพราะเจาะจงให้โง่ พวกเขาจะได้จับฉลากหมายเลขหลังจากเขียนฉลากคำสั่งเสร็จแล้ว เขียนกว้างๆ เข้าไว้เป็นการป้องกันดีกว่า

มิยางิจับปากกาโดยวาดหวังในใจว่าตนจะจับฉลากได้ใบนี้ เขาเขียนว่า ขอผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เป็นแฟน พร้อมวางแผนเสร็จสรรพว่าจะเกาะติดข้างอายาโกะตลอดงาน ต่อให้ฉลากหลุดไปถูกคนอื่นจับได้ก็ไม่เสียหายอะไร

เขียนส่วนตัวเองเสร็จแล้ว มิยางิชะโงกไปมองว่าซากุรางิเขียนอะไร

โห มันโง่จริงๆ ด้วย

ซากุรางิ ฮานามิจิที่ยิ้มหน้าบานพลางฮัมเพลงไปด้วยเขียนฉลากว่า ขอหมายเลข 1 เป็นแฟน

คงเพราะติดอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตนจนลืมความเป็นจริง มิยางิยังไม่ทันอ้าปากทักท้วงว่าเรายังไม่ได้จับหมายเลขเลย ยังไม่รู้ว่าใครเป็นหมายเลข 1 นะเฟ้ย...! ซากุรางิก็ส่งกระดาษให้มิสึอิพับโยนใส่ก้นกล่องไปเรียบร้อย

ขีดสีดำร่วงลงมาบนหน้าผากมิยางิ เรียวตะ 3 เส้น คิดในใจว่าจบเห่แล้วล่ะ ขอให้ไม่ดวงซวยได้รับผลจากการกระทำไร้หัวคิดนะฮานามิจิ...

หลังรวบรวมฉลากคำสั่งได้ครบ 30 ใบแล้ว มิสึอิผู้ขันอาสาช่วยงานประธานอันไซเป็นคนสุ่มหยิบสลากออก 2 ใบแล้วเขียนรางวัลเงินแสน 2 ใบหย่อนใส่กล่องลงไปแทน จากนั้น ประธานอันไซสุ่มแจกฉลากหมายเลขที่มิสึอิเป็นคนเขียนให้พนักงานที่ร่วมสนุกทั้ง 30 คน

แน่นอนว่าอาคางิ ฮารุโกะไม่ได้รับเลข 1

คนที่ได้หมายเลข 1 คือเจ้าหนุ่มรุคาว่า คาเอเดะจากแผนก R&D ศัตรูหัวใจ (ข้างเดียว) ของซากุรางิ

ทันทีที่รู้ว่าหมายเลข 1 เป็นหมอนี่ ซากุรางิใบหน้าบิดเบี้ยวโดยพลัน มิหนำซ้ำฉลากที่รุคาว่าจับได้ มิสึอิอ่านแล้วดันเลิกคิ้ว อมพะนำไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร อ้างเหตุผลว่าต้องรอดูฉลากของคนอื่นก่อน เปิดเผยตอนนี้จะไม่สนุก

“ประท้วงๆ มิตจี้ทำหน้าที่ไม่โปร่งใส! ขอเปลี่ยนกรรมการ!

คำร้องจากซากุรางิ ฮานามิจิถูกเมิน ประธานอันไซไม่รับเรื่อง เพียงหัวเราะโฮะๆๆ ส่งสัญญาณมือเรียกให้คนถัดไปมาจับฉลากต่อ

มิยางิ เรียวตะสังหรณ์ใจพิกล ทว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมายนัก เขาได้รับหมายเลข 7 มีโอกาสจับฉลากก่อนซากุรางิซึ่งได้หมายเลข 10 หลังเห็นตัวหนังสือบนกระดาษใบน้อยเขียนว่า วิดพื้น 50 ครั้ง ก็ถอนหายใจยาว แอบเดาะลิ้นในใจว่าโชคไม่เข้าข้างเลยวุ้ย พร้อมกันนั้นก็ภาวนาว่าอย่างน้อยให้ซากุรางิจับฉลากได้ใบที่ตนเป็นคนเขียนก็ยังดี

“เจ๋งมากเรียวจิน งั้นฉันควรไปยืนข้างๆ คุณฮารุโกะรอสินะ” พอมีพรายกระซิบ ซากุรางิลืมความขุ่นข้องหมองใจ พุ่งเข้าใส่ความหวังใหม่ทันที เจ้าตัวถูมืออย่างมาดหมาย หากยังไม่ทันได้กระโจนไปแย่งชิงที่ยืนข้างอาคางิ ฮารุโกะ มิสึอิเดินถือ กล่องเสี่ยงโชค มาหยุดตรงหน้า

“จับเร็วเข้า”

“เอ่อ แปปนึง” ซากุรางิยังไม่ทันได้เข้าไปแย่งชิงพื้นที่ข้างๆ ฮารุโกะ ระหว่างที่ต่อรองจึงขยับตัวหนีไปเรื่อยๆ

มิสึอิ ฮิซาชิไม่พอใจ “มาเล่นตัวอะไรป่านนี้”

              กรรมการจำเป็นถือวิสาสะกระชากมือฮานามิจิยัดใส่กล่องจากด้านบน เจ้าหนุ่มซึ่งโดนขืนใจกลางที่สาธารณะหลั่งน้ำตาขณะหยิบกระดาษติดมือออกมา 1 ใบ...ฮือ เอาวะ ยังพอจะฝืนนับได้ว่าผู้หญิงที่ยืนใกล้ที่สุดคือคุณฮารุโกะแหละน่า

              “เอ้า จับได้อะไร เปิดดูซิ” มิสึอิเร่งยิกๆ อยากรีบปิดกิจกรรมหาผู้ชนะรับเงินรางวัลเร็วๆ ประธานจะได้รีบไปพักผ่อน

              ซากุรางิส่งเสียงจึ๊กจั๊ก ใช้นิ้วคลี่รอยพับกระดาษออก “จับได้...”

              แล้วก็เงียบ

              ใบหน้าค่อยๆ คั่งเลือดเป็นสีเดียวกับสีผม จากนั้นเปลี่ยนอีกทีเป็นเขียวอื๋อ

              มิสึอิฉกฉลากของซากุรางิไปดูเองด้วยความรำคาญ เขาอ่านจบจากการปราดตามองครั้งเดียว วินาทีถัดมาก็เงยหน้าหัวเราะเสียหมดมาด

มิยางิซึ่งมองสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างๆ คิดในใจว่า คงไม่ใช่มั้ง...

ตอนยัดฉลากคืนเจ้าของ มิสึอิต้องพยายามสุดชีวิตในการกลั้นหัวเราะเอ่ยว่า “อ่านให้คนอื่นฟังหน่อยสิ”

              “แง่ง!

              “เฮ้ย อย่าฉีกเชียวนะเว้ย!

              อาศัยสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมกับมือเท้าว่องไว มิสึอิปกป้องฉลากที่น่าสงสารทันหวุดหวิด มาถึงตรงนี้ทุกคนในงานต่างพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผู้ดำเนินรายการอย่างมิสึอิที่ยังคงพยายามหลบหลีกการยื้อแย่งจากลิงยักษ์จึงเป็นตัวแทนประกาศผ่านไมค์

              “ขอหมายเลข 1 เป็นแฟน”

              “...”

              หมายเลข 1...รุคาว่า คาเอเดะ

              “ม่ายอ๊าววววววววววว!!!!!!!!!!

              เสียงหอนไห้ของซากุรางิ ฮานามิจิกลับถูกเสียงหัวเราะถากถางของเพื่อนร่วมงานกลบทับหมดจด กระทั่งสหายร่วมรบอย่างมิยางิยังกลั้นขำ จะมีก็แต่ฮารุโกะที่ยืนอึ้ง ส่วนผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างหมายเลข 1 หรือรุคาว่า คาเอเดะ อายาโกะบอกว่าอีกฝ่ายไปเข้าห้องน้ำ ยังไม่กลับมา

              “ใครทำไม่ได้ต้องนุ่งบิกินี่ลายเสือแล้วใส่หูแมวโพสประจานลง IG 1 วัน”

              “เอ็งอย่าเพิ่มกติกากะทันหันตามใจชอบสิมิตจี้ แล้วเฮ้ย นี่เสกบิกินี่มาจากไหนวะเนี่ย!

              “ถ้าทำไม่ได้อีกปรับเงินล้านนึง”

              “พ่องเหอะมิตจี้!

              “เชี่ย! อย่าเหวี่ยงหมัดสิโว้ย!

              ก่อนมิสึอิจะสูญเสียฟันแท้เพิ่มอีกซี่ อาคางิ ทาเคโนริ ผู้จัดการแผนกคลังสินค้าซึ่งเป็นหัวหน้าโดยตรงของซากุรางิรีบเข้ามาล็อกตัวลูกน้องเสียก่อน แม้เขาตัวใหญ่และบึกบึนแข็งแรงดั่งเช่นกอริลล่า ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับความบ้าดีเดือดของชายหนุ่มหัวแดงยังตึงมือพอสมควร

              “ก็แค่กิจกรรมสนุกๆ น่า ไม่ต้องคิดเป็นจริงเป็นจังแล้วตามน้ำไปก่อนเถอะ อย่าให้บรรยากาศกร่อยเลย ทุกคนตรงนี้รู้ดีทั้งนั้นว่าเล่นกันขำๆ” อาคางิเอาน้ำเย็นเข้าลูบ กล่าวโดยที่ยังไม่ผ่อนแรงล็อกแขน ในใจทดท้อนักว่าเป็นหัวหน้างานต้องควบตำแหน่งพี่เลี้ยงด้วยเหรอ?

              ฉลากที่ถูกเขียนส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งคนจริงๆ เจตนาสร้างความลำบากใจลำบากกายโดยเฉพาะ วิดพื้น 50 ครั้งของมิยางิยังพอทำเนา ทว่าในบรรดาฉลากที่ออกมาแล้วมีกระทั่งให้ไลฟ์โชว์โกนขนรักแร้หรือกระเดือกวาซาบิเต็มช้อน กับแค่พูดปากเปล่า นิดๆ หน่อยๆ อายเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้ว

              ซากุรางิยังคงฮึดฮัด ไม่ได้คล้อยตามเต็มร้อย “มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี!

              “มีความรับผิดชอบหน่อย คนอื่นต่อให้ฝืนใจยังทำตามเงื่อนไขได้เลย เล่นเกมแบบนี้ก็ควรทำใจมาก่อนแล้วสิ” มิสึอิไม่ผ่อนปรน เขารักษาระยะห่างจากเจ้าหัวแดงจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ตอนนี้จึงยืดอกพูดได้โดยไม่หวาดระแวงว่าจะมีมือเท้าจากไหนลอยมาหรือไม่ “รอรุคาว่ากลับมาแล้วก็ไปจัดการให้เรียบร้อยซะ โอเค้?”

              ผู้ชมทั้งหลายเห็นความเดือดร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก ต่างรีบพากันขานรับเป็นลูกคู่ กดดันโดยไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจ ด้วยเหตุนี้ ตอนรุคาว่า คาเอเดะ เดินสะลึมสะลืมจะหลับแหล่มิแหล่กลับเข้ามา ซากุรางิไม่มีทางเลือกนอกจากกัดฟันทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จ

              เขาเดินจ้ำไปหยุดตรงหน้าเพื่อนเก่าแก่ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมและทะเลาะกันมานับครั้งไม่ถ้วน กางขาเสมอไหล่ ใบหน้าถมึงทึง มองมุมไหนก็เหมือนกำลังข่มกลั้นตัวเองไม่ให้ขึ้นคร่อมรัวหมัดสุดชีวิต กองกำลังเสริมด้านหลังพากันโห่แซวพร้อมดันหลังว่าพูดให้ดีๆ หน่อยไอ้หนุ่มน้อย

              ซากุรางิ ฮานามิจิรีดเค้นพลังจากทั้งร่างกายข่มความโมโหโทโสลงไป ทางรุคาว่าเองก็ให้ความร่วมมืออย่างหาได้ยาก น่าจะเป็นเพราะพลังงานของกองทัพมนุษย์เงินเดือนด้านหลังกดดันถึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่อย่างนั้นคงเดินหนีไปอีกทางเหมือนอย่างที่น่าจะทำตามปกติแล้ว

              ตัวเอก (จำยอม) ของอีเวนต์ขายหน้าสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ

              “อึก คะ...”

              “...”

              “กรุณา...คบกับผมด้วยครับ”

              ผลของความอับอายทำให้เสียงเบาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้ยินถึงคำสุดท้าย กระนั้นก็ถือกลั้นใจพูดจนจบครบถ้วนอย่างไม่มีข้อกังขา

ผู้พูดอย่างซากุรางิโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะใคร่ครวญในใจว่าจบเรื่องแล้วจะอัดรุคาว่าระบายอารมณ์อย่างไรดี หูแว่วเสียงตอบรับเหนือความคาดหมาย

              “ได้”

              “...”

              “...”

              “ฮะ...?”

              “...”

              “ไอ้...” เจ้าหัวแดงซึ่งเพิ่งใจเย็นลงได้เมื่อสักครู่ ในที่สุดก็สติแตกอีกรอบ “มันจะมาได้ได้ยังไงล่ะโว้ย!


             

              “ยังจะบอกว่าไม่ใช่ความผิดตัวเองอีกงั้นเรอะ ฉลากที่รุคาว่าจับได้เอ็งเป็นคนเขียนนะมิตจี้!

กลับสู่ปัจจุบัน ซากุรางิ ฮานามิจิตะโกนลั่นกลางโต๊ะอาหารทั้งน้ำตา ไพล่ถึงเหตุการณ์ในอดีตทีไร ใจร่ำๆ อยากก่ออาชญากรรม

              มิยางิตบหลังศีรษะอีกฝ่ายดังแป๊ะ “อย่าเสียงดังรบกวนชาวบ้าน”

              สามหนุ่มนั่งทานมื้อกลางวันในโรงอาหารบริษัท พูดคุยด้วยระดับเสียงปกติไม่นับเป็นปัญหา แต่ถ้าโหวกเหวกโวยวายยังไงก็รบกวนคนอื่น มิยางิไม่อยากขายหน้าจึงปรามรุ่นน้องตัวดี คิดว่าถ้ามันยังพูดไม่รู้ฟังก็ไม่ต้องกินข้าวแล้ว กินหมัดแทนดีกว่า

              ซากุรางิกำช้อนประหนึ่งเห็นเป็นศัตรูคู่อาฆาต นึกย้อนไปมีแต่จะเจ็บกระดองใจ

              หากตอนนั้นรุคาว่าปฏิเสธก็สิ้นเรื่องสิ้นราวแล้ว ทว่าฉลากที่เจ้าจิ้งจอกจับได้จากกล่องเสี่ยงโชคคือ ตอบรับคำขอทุกอย่างจากคนที่เข้ามาหาคนแรก ลายมือนั่นเห็นชัดๆ ว่าเป็นลายมือมิสึอิ ฮิซาชิ ซากุรางิไม่มีทางโทษฉลากที่ตัวเองเขียนหรือคราวเคราะห์ของตน เขาล็อกเป้าไปที่มิสึอิท่าเดียว

              “คนที่บอกให้ฉันเป็นตัวตลกให้คนอื่นดูไปอีก  2-3 เดือนถึงอนุญาตให้เลิกได้ก็คือแก แกทั้งนั้นมิตจี้ ตายซะ!

              “ฮานามิจิ อย่าปีนโต๊ะโว้ย!

              “ควรห้ามไม่ให้ไอ้หมอนี่บีบคอฉันก่อนเซ่ แอ่ก!

              ด้วยแรงเชียร์อยากเห็นคนเดือดร้อนอับอาย มิสึอินี่แหละที่เป็นตัวแทนหมู่บ้านช่วยต่อรองกับซากุรางิว่ารุคาว่าเพิ่งตอบตกลง อย่าบอกเลิกทันควันสิ

ไปๆ มาๆ สองหนุ่มเลยต้องอยู่ในสถานะคบกันอย่างไม่เต็มใจไปจนกว่าจะครบ 2 เดือน

              “เกมแบบนี้มีเพราะอยากเห็นคนลำบากใจอยู่แล้ว โอกาสได้เงินแสนมาพร้อมกับความเสี่ยงไงล่ะ”

              “ฉันไม่ได้อยากได้เงิน!

พอมิยางิดึงซากุรางิกลับไปพร้อมโบกหัวสองที ในที่สุดมิสึอิก็กลับมาพูดจารู้เรื่องอีกครั้ง ชายหนุ่มกลัดกระดุมเสื้อพลางลูบคอ ด่าในใจว่าแรงควายจริงๆ ยังดีที่ไม่เอาหัวโขกลงมาด้วย มิสึอิไม่ใช่ผู้ชายบอบบางแต่ถ้าโดนเล่นงานทีเผลอตลอดเห็นทีจะไม่ไหวเหมือนกัน โชคดีที่ทำงานคนละแผนก ขนาดเจอกันไม่บ่อยนักยังโดนเจ้าหัวแดงลงไม้ลงมือจนเห็นบรรพบุรุษกวักมือเรียกจากอีกฟากของแม่น้ำมาหลายครั้งหลายหนแล้ว

             


              ระหว่างพากันเดินกลับไปทำงานครึ่งบ่าย มิยางิผู้หลงเหลือใจเมตตาสงสารรุ่นน้องอยู่บ้างเอ่ยปลอบใจสองสามประโยค ผลคือโดนจับล็อก

              “วันนั้นก็เรียวจินไม่ใช่รึไงที่เห็นดีเห็นงามตามคุณอายาโกะน่ะหา?!

              ซากุรางิ ฮานามิจิมีนิสัยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางโดยพื้นฐาน เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในกฏกติกาถึงได้ยอมเอ่ยปากขอคบกับรุคาว่าท่ามกลางสายตาหลายสิบ อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขไม่ได้ระบุไว้ว่าห้ามขอเลิกทันทีเขาจึงไม่ลังเลประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ทันทีที่รุคาว่าตอบตกลง ต่อให้โดนคนมากมายโห่ใส่ว่าไม่สนุกเลย ทำแบบนี้ไม่ได้ ซากุรางิก็ไม่สน

              กระนั้นซากุรางิค่อนข้างให้เกียรติสุภาพสตรี พออายาโกะช่วยออกหน้าสนับสนุนมิสึอิให้ต่อเวลาไปอีกสัก 2 เดือนค่อยเลิก เขาจำใจถอยให้ก้าวหนึ่ง

              ซากุรางิจำได้แม่นว่านับจากอายาโกะแสดงความคิดเห็น มิยางิแปลงร่างเป็นขุนพลอยพยักหน้าตาเฉย ไม่เหลือใครเข้าข้างตนแม้แต่คนเดียว

              “เอาน่ะ เป็นสีสันช่วงปีใหม่ให้คนอื่นสักประเดี๋ยวประด๋าวจะเป็นไรไป พวกพี่ๆ เขาไม่จ้องจะแซวพวกแกทุกลมหายใจเข้าออกหรอก” มิยางิถูกพูดจี้จนรู้สึกผิดเล็กๆ หากเปลี่ยนเป็นตนที่โดนแบบนี้แทนซากุรางิย่อมต้องอยากอาละวาดเหมือนกัน ทว่ามิยางิเลือกความรักมากกว่ามิตรภาพ เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ ในเมื่อตัวเองไม่ได้เดือดร้อน และอายาโกะอยากเห็นสองคนนี้คบหากัน (?) มิยางิย่อมเข้าข้างเธอไม่ลืมหูลืมตา “อีกอย่างไม่ใช่ว่าพอพูดแบบนั้นปุ๊บระหว่างแกกับรุคาว่าจะเปลี่ยนไปสักหน่อย คนเขาไม่ได้สนใจว่าพวกแกเจอหน้ากันจะเป็นยังไง แค่อยากได้หัวข้อสนทนาแก้เบื่อ พวกแกดันดวงซวยพอดี”

              เทียบกับคนอื่นที่สามารถทำตามคำสั่งบนฉลากเสร็จได้ในทันที กรณีของซากุรางิกับรุคาว่าเลวร้ายกว่ามาก ถึงขั้นพูดได้เต็มปากว่าเอารัดเอาเปรียบรังแกเด็ก บุคลิกของซากุรางิไม่เป็นที่ชมชอบของใครหลายคนทว่าก็ไม่มีใครแสดงออกว่าเกลียดออกหน้าออกตา ถึงอย่างนั้นกลับได้ยินมาว่ารุคาว่าเป็นที่นินทาลับหลังไม่น้อย ไม่แน่ว่าที่เหตุการณ์เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้อาจเป็นเพราะมีคนหมั่นไส้รุคาว่ามากกว่าที่คิด

              เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามิยางิ เรียวตะคาดการณ์ได้ถูกเผง

พนักงานออฟฟิศผู้เบื่อหน่ายเพิ่มสีสันให้ชีวิตตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการยั่วล้อซากุรางิกับรุคาว่า การหยอกเล่นระดับดังกล่าวแม้ค่อนข้างกวนใจน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ถึงกับล้ำเส้น ยังไงก็รู้อยู่แล้วมันเป็นเพียงเกมลงโทษอย่างหนึ่ง ในแต่ละวันหากได้พบหน้า ซากุรางิกับรุคาว่ายังกระทบกระทั่งกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว ไม่มีแม้กระทั่งความกระดากใจต่อกันให้เห็น

              อย่างน้อยคนอื่นก็มองเห็นเป็นอย่างนั้น

              “กลับทางเดียวกันไม่ใช่เหรอ ให้ซากุรางิแบกรุคาว่ากลับบ้านแล้วกัน ดูจากขนาดตัวแล้วน่าจะแบก แฟนหนุ่มไหวด้วย เหมาะเหม็งเลย”

              เดือนมกราคมงานในบริษัทค่อนข้างยุ่ง อีกทั้งหลังผ่านงานเลี้ยงส่งท้ายปีมาแล้วน่าจะไม่มีอีเวนท์ใหญ่ๆ อะไรอีก ทว่า GM คนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งช่วงปลายปีก่อนดันเกิดเดือนมกราคม และนี่เป็นงานวันเกิดครั้งแรกนับจากมาทำงานกับโชโฮคุสาขาใหญ่ เขาคงอยากกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานถึงเสนอตัวเลี้ยงเหล้าในงานวันเกิดตัวเองอย่างใจป้ำ ซากุรางิผู้ตั้งใจมาดื่มฟรีจึงฟาดเคราะห์โดยไม่ทันตั้งตัวอีกครั้ง

              คนบอกให้แบก แฟนหนุ่ม กลับบ้านดันเป็นถึง GM...GM เชียวนะ

              อาคางิ ทาเคโนริขยับเข้าหาที่นั่งข้างตัวเร็วรี่ ถองศอกพลางกระซิบว่า “ห้ามชกหน้า GM เข้าใจไหม?”

              หลายๆ ครั้งมิยางิคอยช่วยสอดส่องควบคุมความประพฤติของซากุรางิให้ ทว่าตอนนี้เจ้าตัวเมาแอ๋คอพับอยู่กับเพื่อนร่วมแผนกตัวเอง อาคางิซึ่งดื่มไปเพียงเล็กน้อยเพราะยังต้องขับรถกลับบ้านจึงประชิดตัวทุ่นระเบิดสีแดงเดินได้พร้อมตักเตือนล่วงหน้า

              งานเลี้ยงวันเกิดนี้มีคนเข้าร่วมกว่ายี่สิบคน หลายคนมีรถส่วนตัว ทว่าสถานะ แฟนหนุ่ม มีน้ำหนักมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะอารามอยากแซวตามประสาตาลุงที่ดื่มจนกรึ่มๆ การที่ซากุรางิถูกล็อกเป้าทั้งที่ไม่มีรถจึงเลี่ยงไม่ได้ มิหนำซ้ำผู้น้อยอย่างเขายังไม่มีปากเสียงไปปฏิเสธอีกต่างหาก

              ซากุรางิยิ้มจืตตอบ GM ก่อนหมุนศีรษะดังแกรกๆ ไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองโต๊ะริมผนังอีกฝั่ง สองตาเห็นหัวดำๆ แนบติดโต๊ะท่ามกลางมนุษย์เงินเดือนผู้กำลังครื้นเครงยกแก้วไม่หยุด รุคาว่าคออ่อน หลับคอพับไปตั้งแต่ต้นงานเลี้ยงแล้ว

              สร้างปัญหาจริงวุ้ย! เพื่อนไม่คบไม่ใช่เหรอ ไม่กลัวโดนโยนทิ้งข้างทางรึไง

              มีคนเมาไม่ได้สติอยู่ด้วยให้กลับรถสาธารณะก็ลำบากนิดหน่อย อายาโกะอาสาพาสองหนุ่มไปส่งอย่างเอาใจใส่ ถือโอกาสปลีกตัวกลับบ้านไปด้วยเลย ซากุรางิกล่าวขอบคุณเธออย่างจริงใจและจัดการแบกรุคาว่าขึ้นหลังด้วยตัวเองทั้งตอนออกจากร้านและตอนลงจากรถ ไม่รบกวนเพิ่มภาระให้เธอช่วยหอบหิ้วผู้ชายตัวโตๆ หรอก

“ให้ฉันรอดีกว่าไหม ส่งรุคาว่าเสร็จแล้วก็ลงมาตรงนี้ เดี๋ยวไปส่งเธอต่อ”

              “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง ขอบคุณคุณอายาโกะมากครับ”

              ซากุรางิหุบปากเงียบ เรื่องอะไรจะบอกว่าความจริงอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกันแค่คนละชั้น ปล่อยให้ถูกเข้าใจผิดว่ามาส่งเจ้ารุคาว่าแล้วตัวเองค่อยเดินทางกลับบ้านเองยังจะดีเสียกว่า หารู้ไม่ว่าอายาโกะไพล่คิดไปอีกเรื่อง...ไม่ต้องถามรุคาว่ากลับพามาบ้านถูกแบบนี้ สนิทกันกว่าที่คิดนี่นา

              “ขับรถกลับดีๆ นะคร้าบ”

              “บ๊ายบาย เจอกันวันจันทร์จ้า”

              อายาโกะโบกมือยิ้มให้ก่อนบังคับพวงมาลัยพารถกลับสู่ท้องถนน ซากุรางิมองส่งเธอจนกระทั่งไม่เห็นป้ายทะเบียนรถค่อยย้ายสายตาลงมองเส้นผมสีดำบนไหล่ ถือโอกาสขยุ้มหัวให้หายแค้นหนึ่งที...หาเรื่องให้ท่านอัจฉริยะเหนื่อยแรงฟรีดีนัก

              เขาประคองรุคาว่าเข้าไปด้านในอย่างเสียไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วแสดงน้ำใจพาไปส่งถึงห้องเป็นบุญคุณสักหน่อยจะได้ไม่เสียเที่ยว

              ซากุรางิรู้ว่ารุคาว่าพักอยู่ชั้นไหน ห้องอะไร

              เพราะรุคาว่าเคยบอก อีกทั้งซากุรางิยังเป็นอัจฉริยะ เขาย่อมจำได้

ต่อให้สนิทกับมิยางิที่เป็นรุ่นพี่ร่วมคณะสมัยเรียนมหาลัยมาก แต่มิยางิน่าจะคิดไม่ถึงว่าซากุรางิรู้จักกับรุคาว่ามาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม แยกย้ายกันตอนจบมัธยมต้น และมาเจอกันอีกทีในอีกสิบปีให้หลังที่โชโฮคุ

              ทดลองงานกับบริษัทโชโฮคุเข้าเดือนที่สอง วันหนึ่งขณะออกมาซื้อยาสีฟันในร้านสะดวกซื้อด้านล่างตอนกลางคืน ซากุรางิสวนกับรุคาว่าที่อุ้มน้ำดื่มขนาด 5 ลิตรกลับห้อง  การเผชิญหน้ากันครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลวร้ายเหมือนการประจันหน้ากันที่แล้วๆ มา รุคาว่าเดินหลับชนซากุรางิที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความอึ้ง จากนั้นคือการปะทะฝีปากหนึ่งคำรบ

อีกเกือบเดือนต่อมา ซากุรางิค่อยพบว่านอกจากอาศัยในอพาร์ทเมนต์เดียวกันแล้ว ตนกับรุคาว่ายังทำงานที่เดียวกันอีก ดูเหมือนรุคาว่าจะเข้างานช้ากว่าเล็กน้อยถึงไม่เคยเจอหน้ากันตอนอบรมพนักงานใหม่ อย่างไรก็ดี นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ปัญหาคือซากุรางิไม่อยากพัวพันกับรุคาว่า ทางรุคาว่าก็เหม็นเบื่อซากุรางิสุดจะทนเหมือนกัน

              เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาปีนี้เข้าปีที่ 3 ไม่คิดว่าความสัมพันธ์จะเลวร้ายลงได้อีกกับเรื่องแฟนกำมะลอ ซากุรางิยิ่งคิดยิ่งขุ่นมัว ข้องแวะกับไอ้หมอนี่ทีไรไม่เคยจะมีเรื่องดีๆ สักทีสิน่า เตะทิ้งให้นอนล็อบบี้ข้างล่างมันซะเลยดีมั้ย ไหนๆ พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันทำงานอยู่แล้ว...

              เนื่องจากในอาคารมีกล้องวงจรปิด เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์อันดีงามของอัจฉริยะฟ้าประทาน ซากุรางิตัดใจจากตัวเลือกอันเย้ายวน เลือกหอบหิ้วคนขึ้นลิฟท์ไปอย่างเสียไม่ได้ เอาเข้าจริงซากุรางิแอบคิดหลายแวบว่าทิ้งคนไม่ได้ จับข้อเท้าสองข้างลากแพร่ดๆ ระบายแค้นสักนิดได้หรือเปล่าหนอ? หากก็เพียงคิด เขายังคงแบกขึ้นหลังขณะเดินไล่หาห้องของรุคาว่าดังเดิม

              “ถึงแล้ว”

              พามาจากสถานที่จัดงานเลี้ยงวันเกิดจนถึงประตูบ้านนับว่าเมตตากรุณาอย่างมากแล้ว พอเห็นบานประตูห้อง นอกจากรู้สึกเหมือนได้เขวี้ยงภูเขาออกจากอก ซากุรางิยังเขวี้ยงคนออกไปด้วย

หัวรุคาว่าโขกประตูเกิดเป็นเสียงทึบๆ ขึ้นมาเสียงหนึ่ง คนได้สติโดยพลัน กระนั้นเขายังคงสะลึมสะลือ “...เหล้า”

              คนผมแดงๆ ทำหูทวนลม พาส่งถึงที่หมายนับว่าภารกิจเสร็จสิ้น ไม่มีบริการหลังการขายหรอก

นอกจากไม่หยิบยื่นน้ำใจให้ เพื่อเป็นการเอาความดีความชอบ ซากุรางิล้วงโทรศัพท์ออกมาถ่ายเซลฟี่ให้เห็นรุคาว่ากับประตูบ้านด้านหลัง ส่งรูปดังกล่าวไปให้อายาโกะ พิมพ์อวดในช่องแชทอย่างภาคภูมิว่าทำงานส่งขี้เมาเสร็จเรียบร้อยครับผม!

              ซากุรางิซึ่งครึ้มอกครึ้มใจได้ที่เพราะคิดว่าตนได้ทำเรื่องดีๆ พอใจแล้ว ก้าวขาอย่างมั่นคงเพื่อกลับบ้านช่องตัวเองบ้าง

            ป้าบ!

              “...”

              ซากุรางิ ฮานามิจล้มคะมำจูบพื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าที่เคยเกลี้ยงเกลามีเลือดไหลโกรกลงมาจากหน้าผากราวกับการ์ตูนตลกสมัยก่อน ข้างขมับมองเห็นเส้นเลือดเต้นระบำทันที เสียงสบถดังลั่นระเบียงทางเดินยามวิกาล

              “ไอ้รุคาว่า!

              ตัวต้นเหตุนั่งพิงกำแพง ปลดกระดุมเสื้อออกหลายเม็ดเพื่อคลายร้อน ใช้มือซ้ายข้างเดียวจับข้อเท้าซากุรางิที่ไม่ทันระวังเอาไว้ บนใบหน้ารุคาว่ามีรอยเลือดแบบเดียวกับซากุรางิ เพียงแต่ไม่ได้เกิดจากการล้มหัวฟาดพื้น....โดนโยนทิ้งหัวฟาดประตูต่างหาก

              “กุญแจ” รุคาว่าแบมือข้างขวายื่นมาทางซากุรางิ มื้อซ้ายยังจับข้อเท้าคนอื่นไม่ปล่อย

              ซากุรางิสะบัดขาด้วยความรังเกียจ ปากก็ตะโกนสวนไปด้วย “กุญแจบ้านตัวเองก็หาเองสิโว้ย!

              “กุญแจ” เสียงของรุคาว่าเจือความรำคาญเต็มเปี่ยม เพราะซากุรางิเอาแต่เตะขามั่วซั่วจนมาโดนตัวเอง หนำซ้ำยังไม่ได้กุญแจบ้านสักที คนความอดทนต่ำที่กำลังเมาใกล้จะขาดสติแล้วเช่นกัน “กุญแจ...!

              “ไอ้...!

              รุคาว่าค้อมร่างกายส่วนบนลง คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าอีกข้างของซากุรางิแล้วดึงเข้าหาตัว อาศัยจิตสำนึกอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ซากุรางิพับโครงการวางมวยเพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนผู้อยู่อาศัยรายอื่น รีบเปลี่ยนคำพูดเป็น “เออๆๆๆ รู้แล้ว ปล่อยก่อน!

              หลังได้รับอิสระซากุรางินับหนึ่งถึงสิบในใจ รอจนใจเย็นลงบ้างแล้วก็นั่งยองลงตรงหน้ารุคาว่า สะบัดมือไล่ให้ลุกขึ้นยืน นั่งอยู่แบบนี้มันล้วงกระเป๋ากางเกงไม่ถนัด

              ประตูห้องข้างๆ แง้มออกเป็นรอยแยกเล็กๆ ใบหน้าหนึ่งเยี่ยมออกมาดูสถานการณ์เพราะเสียงรบกวน แต่แล้วก็มีอันต้องลุกลี้ลุกลนหดหัวกลับไป ภาพสุดท้ายที่เห็นคือรุคาว่าในเสื้อหลุดลุ่ยกำลังยืนพิงกำแพงขย้ำผมสีแดงของซากุรางิที่ยังนั่งยองเอาไว้...

              ซากุรางิไม่ทันสังเกตเหตุการณ์เล็กๆ ตรงนั้นเพราะมัวแต่โมโหจนเลือดลมพุ่งปรี๊ด “อย่าจับหัวคนอื่นเป็นหลักยึดตอนลุกยืนสิไอ้บ้านี่...!

              ใช้เวลาเกือบนาทีถึงคลำเจอว่ากุญแจอยู่ตรงไหน ซากุรางิลุกยืนหลังตรงหันหน้าเข้าหาประตู มือหนึ่งควงกุญแจ อีกมือล้วงกระเป๋ากางเกง เพิ่งเริ่มปีใหม่ไม่ทันครบเดือน ดูเหมือนจะเอาความอดทนส่วนของทั้งปีมาผลาญทิ้งหมดเกลี้ยงในวันนี้วันเดียว

              “ให้ตายสิ”

ไม่เพียงไม่ช่วยแบ่งเบา ดูเหมือนรุคาว่าจะหลับไปอีกรอบ เจ้าตัวย้ายตัวเองมายืนซ้อนด้านหลังซากุรางิ ลมหายใจกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดต้นคอ ทิ้งน้ำหนักตัวกว่าเจ็ดสิบกิโลกรัมให้คนด้านหน้ารับภาระ อาศัยบ่าคนอื่นเป็นที่พักคาง

เคราะห์ดีที่เป็นพวกเมาแล้วหลับ ไม่ได้ก่อความวุ่นวายอะไร ถึงอย่างนั้นคนเมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไว้ใจไม่ได้ ก่อนจะอ้วกแตกหรือสร้างปัญหา ซากุรางิตัดสินใจไม่ปลุกรุคาว่ามาต่อล้อต่อเถียง ถือวิสาสะไขกุญแจเปิดประตูห้องให้เจ้าของแล้วผลักคนเข้าไป

              ไม่รู้เพราะเพิ่งโดนโยนทิ้งหัวกระแทกประตูมาสดๆ ร้อนๆ หรือเปล่า หนนี้รุคาว่าไม่ได้ล้มคว่ำแต่ซวนเซยืนด้วยตัวเองทันท่วงที ซากุรางิไม่สนใจอาการมึนงงดังกล่าว โยนกุญแจห้องตามเข้าไปติดๆ

“ลาก่อนไอเวร” เขาดึงประตูปิด ปากบ่นหงุงหงิง “ทำไมต้องมาเหนื่อยยากกับไอ้หมอนี่ขนาดนี้เนี่ย...อ้อ เพราะเป็นคนดีศรีสังคมนี่เอง”

“ไม่ใช่”

กึก

มือข้างหนึ่งสอดออกมาระหว่างช่องว่างระหว่างกรอบกับบานประตู จับไม้เนื้อแข็งเสียแน่น

เทียบกับซากุรางิที่ยืนอยู่ด้านนอกท่ามกลางแสงไฟสว่างไสว รุคาว่าที่อยู่ในห้องทั้งยังไม่ยอมเปิดไฟสักดวงดูอึมครึมชวนขนหัวลุกอยู่นิดๆ หากคนขวัญอ่อนสักหน่อยมาเห็นเข้าอาจะถึงขั้นร้องเสียงหลงด้วยความหวาดผวา

              ทั้งนี้ทั้งนั้น ซากุรางิ ฮานามิจิผู้ขวัญสูงเทียมฟ้าไม่มีทางหวาดกลัวแต่อย่างใด เขาเพียงตกใจเพราะไม่คิดว่ารุคาว่าจะมาดันประตูเปิดเท่านั้น

              “ไอ้ขี้เมานี่...” คงไม่ใช่กำลังจะสร้างปัญหาใช่ไหม?

              ดีล่ะ

              ทุบให้สลบยาวไปเลยดีกว่า

              อย่างไรเสียก็ไม่มีความอดทนหลงเหลือให้อีกแล้ว ซากุรางิลงมืออย่างไม่ลังเล ก้าวเท้าครั้งเดียวก็ประชิดถึงตัว เขาคว้าคอเสื้อรุคาว่า ไล่เรียงความแค้นต่างๆ นานาที่สะสมเอาไว้ในใจพร้อมกับเอนศีรษะไปด้านหลัง...โถๆๆ ทั้งหมดก็เพราะท่านอัจฉริยะมีเมตตาอยากให้แกพักผ่อนดีๆ หรอกนะรุคาว่า

              ทว่าเกิดสถานการณ์นอกเหนือความคาดหมายอีกแล้ว

              ซากุรางิเอนศีรษะไปด้านหลังเพื่อที่จะได้โขกหัวคนถนัดถนี่ เจ้าคนที่กำลังจะถูกประทุษร้ายดันพุ่งหัวเข้าใส่เสียได้ ชั่วขณะนั้นไม่ต่างจากจิ้งจอกเกียจคร้านเปลี่ยนทีท่ากลับสู่ร่างสัตว์นักล่ากะทันหัน

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ลดความแข็งกระด้างในแววตาลงก็จริง แต่ในสายตาซากุรางิ อีกฝ่ายดูเดาใจยากกว่าทุกที ถึงขั้นหวาดระแวงไม่ทราบสาเหตุ

              ความเผอเรอเพียงวินาทีเดียวเป็นตัวตัดสินผู้แพ้ชนะ

              รุคาว่าคว้าคางตรงหน้าเอาไว้ สบตาไม่หลบเลี่ยง

              “เพราะแกยังชอบฉันต่างหาก”

              ริมฝีปากล่างของซากุรางิถูกขบโดยไม่ทันตั้งตัว

ขณะที่วาดนิ้วผ่านหลังใบหู ปากและฟันของรุคาว่ายังคงสัมผัสริมฝีปากที่แห้งแล้งเล็กน้อยพร้อมกับทอดสายตาลงมอง ดวงตาสีดำดั่งหุบเหวลึก คล้ายคุกคาม ทว่าก็คล้ายจะท้าทายอยู่ในที เขากล่าวซ้ำในระยะเผาขน

“เพราะแกยังชอบฉัน”

ต่อให้สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์สุรา น้ำเสียงของรุคาว่า คาเอเดะยังคงเยือกเย็นและจองหอง เขาไม่ได้หยั่งเชิง หากกำลังย้ำเตือนข้อเท็จจริง

ทว่าแม้แสดงออกอย่างโอหังเพียงไร รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่สอดคล้องกับท่าทีวางอำนาจดังกล่าวอย่างน่าฉงน รุคาว่ากระทำการจาบจ้วงและพูดจาวางเขื่องอยู่แท้ๆ มือกลับแตะต้องอย่างระมัดระวัง ยามขบเล็มดูดดึงริมฝีปากก็นุ่มนวลหาใดเปรียบ

เสมือนหนึ่งคนรักกำลังพลอดรัก

ปราการขีดจำกัดสุดท้ายของซากุรางิ ฮานามิจิทลายลงย่อยยับ

เขายกขายันร่างที่แนบชิดตนอยู่ออกไปด้วยกำลังทั้งหมดที่มี โกรธเกรี้ยวจนขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน

“ไปตายซะ ไอ้ขยะเฮงซวย!