Thursday, 22 September 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] ±1 Part 4 [END]

Fanfic Daiya no A

 ±1

 [Part 4]

 

 

Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW

 



                ฟุรุยะซึ่งคืนสติเงยหน้าขวับทันทีที่น้ำหนักบนร่างหายไป เขาพยายามขยับตัวทว่ามือเท้าถูกมัดจนได้แต่ยักแย่ยักยันเป็นดักแด้ ก่อนจะผรุสวาทถ้อยคำหยาบคายไม่เข้ากับนิสัย เงาร่างปราดเปรียวร่างหนึ่งก็ก้าวพรวดไปถึงตัวแล้วแบกคนหงุดหงิดขึ้นบ่าเหมือนแบกกระสอบทราย

                ตัวประกันคนสำคัญมองเด็กหนุ่มผิวสีเข้มในเครื่องแบบโรงเรียนอินาชิโระที่โผล่มาช่วยตนท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนรอบข้าง ฟุรุยะ ซาโตรุออกคำสั่งอย่างหงุดหงิดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

                “แก้มัด...ฉันจะฆ่ามัน”

                “ใจเย็นน่า”

                เจ้าของร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกล่อมแบบขอไปที คาร์ลอสร้อง ‘ฮึบ’ จากนั้นแบกฟุรุยะไปรวมกลุ่มกับพรรคพวกที่ยืนพร้อมรบหน้าตาเฉย...ไม่มีเด็กอินาชิโระหน้าไหนตั้งสติมาขวางได้ทัน

                ร่างกายเกร็งเครียดของเอย์จุนผ่อนคลายลงเมื่อเพื่อนรักได้รับการช่วยเหลือให้ไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย เด็กหนุ่มรีบลุกจากร่างของมิยูกิ ถามไถ่อย่างวิตกกังวลว่าเป็นยังไงบ้างพลางช่วยยึดมืออีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง

                ด้วยความที่หลบมือเท้าของเอย์จุนได้ไม่หมด มิยูกิช้ำไปไม่น้อย เขาไม่มีทางตอบว่าไม่เป็นไรกลับไปได้

                เอย์จุนถือวิสาสะปลดเนกไทของหัวโจกแห่งเซย์โดมายึดมือข้างที่หลุดไว้ให้มั่น การขยับเข้าที่ด้วยตัวเองต้องอาศัยความแม่นยำมาก เขาทำแบบนั้นกับมือตัวเองได้ แต่ทำให้คนอื่นเหมือนจะเกินกำลัง รอให้ถึงมือผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

                “มือนิ่งๆ ไว้ล่ะ”

                “...ช่างเถอะ ตอนนี้ขยับไม่ไหวทั้งแขนนั่นแหละ”

                ขณะคนกระทำนึกห่วง คนถูกกระทำกับเย็นใจเหลือแสน...หนุ่มน้อยที่แอบหลงรักมาจับมือจับไม้แสดงความเป็นห่วงอยู่ต่อหน้า มิยูกิแม้จะเจ็บกายแต่สุขใจสุดๆ หากพวกเซย์โดรู้คงมองด้วยสายตารังเกียจ

                โดนเล่นงานขนาดนั้นยังมีหน้า...

                มิยูกิเสมองกองกำลังใหม่หลังพ่นคำโกหกออกไปแบบไม่สะทกสะท้าน

                เหล่าเด็กหนุ่มตรงนั้นไม่ได้มีเพียงเด็กเซย์โดและอินาชิโระ ยังมีเด็กโรงเรียนละแวกใกล้เคียงโรงเรียนอื่นอยู่ด้วย กระนั้นเขากลับไม่คุ้นหน้าพวกที่สวมเครื่องแบบเดียวกันเลยสักนิด ตอนแรกคิดว่าอาจไม่ใช่เด็กเก...เป็นนักเรียนทั่วไป แต่เมื่อกี้เจ้ามือขว้างหินเรียกเทวดาน้อยของตนว่า ‘บอส’ แสดงว่าคนพวกนั้นน่าจะเป็นลูกน้องเก่าของเทวดาน้อยทั้งหมด หรือก็คือเป็นเด็กเกที่ไม่แสดงตัว

                “นี่มันอะไรกันน่ะ”

                เอย์จุนยังคงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่กับมิยูกิ เด็กหนุ่มมองกลุ่มผู้มาใหม่ก่อนถามเสียงเครียด

                “การจัดการศัตรูต้องมาก่อน ดังนั้น...ไว้ทีหลังนะบอส”

                คนตอบเป็นเด็กเซย์โด ร่างเล็กปราดเปรียวและมีแขนขาที่แม้มองผ่านเสื้อผ้ายังรู้ว่าผอมบาง...ดูอย่างไรก็ไม่คิดว่าจะเป็นอันธพาลไปได้ มิยูกิเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อน เพราะผมสีชมพูอันโดดเด่นนั้นแสนจะสะดุดตาทำให้ง่ายต่อการจดจำ...คนคนนี้อยู่ปีสาม รู้สึกจะเป็นดาวรุ่งชมรมเบสบอลชื่อโคมินาโตะ เรียวสุเกะ

                ใบหน้าประดับยิ้มที่เห็นจนชินวันนี้กลับดูน่ากลัวขึ้นอย่างน่าประหลาด

                “มาแกว่งเท้าหาเรื่องพวกเราอย่างนี้ต้องทำให้รู้สำนึกซะบ้าง” ร่างเล็กๆ เดินลากเท้าไปหาบอสโรงเรียนคู่อริที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วมองอย่างไม่กริ่งเกรงแรงกดดัน...ระยะห่างลดลงเหลือเพียงหนึ่งก้าว เรียวสุเกะก้มหน้ามองราวกับเป็นผู้อยู่เหนือกว่า

                ...จากนั้นยกเท้าเหยียบหน้ามาสะโทชิอย่างจัง...

                “...”

                นอกจากพวกเอย์จุนที่กุมขมับถอนหายใจแล้ว ทุกชีวิตที่เหลืออ้าปากค้าง

                ทำอะไรของเขาฟะ!

                คนโดนหยามเลือดขึ้นหน้าอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อไอ้หนุ่มท่าทางหยองกร็อดลงมืออย่างอุกอาจกับหัวหน้าใหญ่อย่างตน ร่างใหญ่ยักษ์ของมาสะโทชิลุกพรวดพร้อมๆ กับที่เหล่าเด็กอินาโระคนอื่นพากันลุกฮือตามหัวหน้า

                การเคลื่อนไหวของผู้นำเป็นเสมือนการปลดสลักปืน

                กองกำลังที่สามกับอินาชิโระเข้าปะทะกันทันที

                แม้กลุ่มผู้มาใหม่จะมีเพียงยี่สิบกว่าคนทว่าไม่ย่นย่อต่อศัตรูจำนวนหลายสิบแม้แต่น้อย...ดูเหมือนจะค่อยๆ ได้เปรียบทีละนิดด้วยซ้ำ

                คนพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย...!

                มิยูกิกำลังตกตะลึงกับความสามารถอันคาดไม่ถึงของคนแปลกหน้า ขณะเดียวกัน พวกเซย์โดที่อดทนอยู่เฉยมานาน เมื่อเห็นบอสของตนไม่มีอันตรายแล้วก็แห่กันไปร่วมวงกับพวกคนใหม่เข้าไล่ต้อนเด็กโรงเรียนคู่อริอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเก็บกดมาแสนนาน

                สถานการณ์พลิกกลับโดยสิ้นเชิง

                อินาชิโระพ่ายแพ้ราบคาบ


 
                เซย์โดตอนนี้มีคนมากกว่าอินาชิโระอยู่แล้ว เมื่อรวมกับอดีตลูกน้องของซาวามุระ เอย์จุนความต่างเรื่องกำลังพลจึงยิ่งเห็นเด่นชัด เหล่าเด็กหนุ่มผู้ปราชัยนอนแน่นิ่งรวมกันอยู่ตรงกลางโดยมีคนชนะรายล้อม แต่ละคนมีสภาพน่าอเนจอนาถสมกับที่ใครคนหนึ่งลั่นวาจาไว้ว่า ‘จะซัดให้พ่อแม่จำหน้าไม่ได้’

                “กับหัวหน้าของโรงเรียนตัวเองไม่อยากทำอะไรแบบนี้เลยน้า” ซานาดะ ชุนเปย์ว่าพลางดึงหนุ่มร่างยักษ์ที่นอนหอบรวมกับคนอื่นขึ้นมานั่ง ฮาราดะ มาสะโทชิเองก็หน้าบวมปูด เลือดสดๆ ยังทะลักจากแผลข้างขมับที่โดนไม้หน้าสามฟาดอย่างแรง เขาอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด จะจับให้นั่งอย่างนี้ได้ตัวซานาดะเองก็ต้องคอยพยุงหลังเอาไว้ไม่ให้ล้ม

                ซาวามุระ เอย์จุนมองเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นตรงหน้า เด็กหนุ่มนั่งอยู่บนซากวัสดุก่อสร้าง ข้างๆ มีฟุรุยะ ซาโตรุที่จำต้องประกบตัวเอาไว้ เจ้าตัวเอาแต่พูดว่า ‘จะฆ่ามัน’ จะส่งตัวไปหาหมอก็ดื้อแพ่งไม่ยอมไปจนกว่าจะเคลียร์เรื่องตรงหน้าเสร็จ หากไม่ให้หัวหน้าใหญ่มานั่งคุมตัว เด็กอินาชิโระหลายคนคงมีอันต้อง ‘แหลก’…ไม่ใช่แค่พ่อแม่จำหน้าไม่ได้ เห็นหน้านิ่งๆ อย่างนี้ ความจริงฟุรุยะเป็นคนเลือดเดือด ถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองเก่งกว่า ปกติไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องหรอก

                มิยูกิซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากเอย์จุนเช่นกันมองอดีตตัวประกันด้วยสายตาชิงชัง...ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นศัตรูของพวกเอย์จุนผนวกกับช้ำไปทั้งตัวเลยได้สิทธิพิเศษนั่งเต๊ะท่าชื่นชมบารมีเทวดาในระยะประชิด

                “ทำไมทุกคนมาอยู่ที่นี่ได้” เอย์จุนเปิดฉากจากคนของตัวเองก่อน

                ตัวแทนตอบคำถามคือโคมินาโตะ เรียวสุเกะ

                “ฮารุอิจิบอกว่าบอสกับฟุรุยะไม่เข้าเรียนทั้งที่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เข้าห้องไม่เคยขาด ประจวบเหมาะกับวันนี้ได้ข่าวเด็กโรงเรียนเราไปมีเรื่องกับอินาชิโระพอดีเลยเป็นห่วง...ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” หนุ่มร่างเล็กพูดคล่องราวกับอ่านโพย

                ฮารุอิจิเป็นเพื่อนร่วมห้องของเอย์จุนกับฟุรุยะและเป็นน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของเรียวสุเกะ เด็กคนนี้มีรูปลักษณ์แทบไม่ต่างจากพี่ชายแต่เป็นคนธรรมดาที่รักสงบ เขารู้จักเอย์จุนตั้งแต่สมัยยังเป็นอันธพาลในฐานะบอสของเรียวสุเกะ เพิ่งจะได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวก็ตอนมาอยู่ห้องเดียวกัน เนื่องด้วยเคยเห็นหน้ากันมาก่อนทำให้เขากลายเป็นเพื่อนสนิทของสองหนุ่มอย่างรวดเร็ว

                “เพราะงั้นเรียวซังก็เลยส่งข้อความมาถามผมว่าทางนี้มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า” ซานาดะพูดต่อด้วยใบหน้าประดับยิ้มบางๆ เช่นปกติ “พอลองถามคนอื่นดูก็ได้ความว่าเห็นพวกมาสะซังกำลังลากเด็กใส่เครื่องแบบเซย์โดมาแถวนี้...ฟังจากลักษณะแล้วรู้เลยว่าเป็นฟุรุยะ”

                “พวกเราเลยรวมคนที่อยู่แถวนี้เท่าที่มาได้มาเอาคืน” เรียวสุเกะสรุปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนปรายตามองเด็กในชุดเครื่องแบบเหมือนกับตน ต่อให้มองไม่เห็นแววตาก็สัมผัสได้ชัดแจ้งว่ากำลังดูถูก “...ไม่คิดจะให้เจ้าพวกนี้ได้หน้าเลยแท้ๆ”

                ‘เจ้าพวกนี้’ หรือก็คือพวกมิยูกิหน้าตึง

                การวิวาทหนนี้เซย์โดเอาชนะได้สบายๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก็เพราะการเคลื่อนไหวของพวกเรียวสุเกะ พวกเขาได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยแรง...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเสือนอนกินเลยทีเดียว

                “บอสเองก็เถอะ มีเรื่องแล้วทำไมไม่บอกพวกเราซะหน่อยล่ะ” ไรจิว่าบ้าง เขาหยิบกล้วยทั้งหวีออกมาจากกระเป๋าเป้และแบ่งให้ฟุรุยะที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวเองแบ่งหนึ่งลูกจากอีกครึ่งมาปอกกินชดเชยพลังงานจากการใช้แรงเมื่อกี้

                ฟุรุยะนั่งเคี้ยวกร้วมๆ ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับข้างเพื่อนสนิท

                “ก็ผมยุบกลุ่มไปแล้ว” อดีตหัวโจกตอบไรจิโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

                เพราะไม่อยากให้ประเด็นหันเหมาทางตนเองมากกว่าที่เป็น เอย์จุนรีบหันกลับไปทางบอสมาสะโทชิที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม...เขาไม่ได้อยากเล่นงานใครหนักๆ อีกแล้ว แต่พอคิดว่าเพื่อนรักโดนทำร้ายร่างกายและถูกมัดมือมัดเท้าจนชาไปทั้งตัวก็ไม่อาจห้ามปรามอดีตลูกน้องไม่ให้ลงมือเกินกว่าเหตุ เอาแต่นั่งมองอย่างสงบอยู่ข้างๆ ตามประสาผู้ชมที่ดีจนเรื่องจบ

                ถามว่าโกรธมั้ย?

                โกรธสิ...โกรธมากด้วย

                ที่ยังนั่งเฉยอยู่ได้ไม่ไปตีเข่าอัดหน้าบอสใหญ่คนออกคำสั่งอย่างฮาราดะ มาสะโทชิก็เพราะตัวเองในตอนนี้ใจเย็นกว่าเมื่อก่อน หากเขาลงมือเองอย่างป่าเถื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มก็จะพลอยเคลื่อนไหวตามแรงกระตุ้นนั้นของหัวหน้า

                เอย์จุนไม่อยากให้มาสะโทชิโทรมไปมากกว่านี้จึงอดทนนั่งดูเพียงอย่างเดียว เพียงแต่ถ้าผู้เคราะห์ร้ายอย่างฟุรุยะอยากเอาคืนสักทีสองทีเขาก็ตั้งใจว่าจะไม่ห้าม...แต่ฟุรุยะอาการไม่ค่อยดี อาจเพราะเสียเลือดมากทำให้ระบบคิดอ่านรวนกว่าปกติ เอย์จุนเกรงว่าถ้าปล่อยเพื่อนสนิทให้ทำตามใจบอสมาสะโทชิอาจพิการเลยก็ได้

                ไม่สิ...ว่ากันตามตรงไม่น่าใช่เรื่องนั้น

                น่าจะกลัวฟุรุยะอาการทรุดจากการฝืนสังขารมากกว่า

                เด็กหนุ่มถามบอสโรงเรียนคู่อริเพื่อเปลี่ยนประเด็น “ถ้าคุณคิดว่าผมเก่งจริง ทำไมยังกล้าใช้วิธีแบบนี้มายั่วโมโหผม...แถมยังเลือกเป้าหมายเป็นซาโตรุแทนที่จะเป็นนักเรียนธรรมดาคนอื่นด้วย”

                เพื่อนสนิทอาจจะมีแต้มต่อสูงแต่ฟุรุยะ ซาโตรุเป็นคนเก่ง ความเสี่ยงย่อมสูงตาม ทั้งที่แค่เลือกเพื่อนร่วมห้องคนใดคนหนึ่งมาเอย์จุนก็ยอมทำตามข้อเรียกร้องเหมือนกัน ทำไมถึงเลือกหนทางที่เสี่ยงมากกว่าอย่างการจับอดีตนักเลงกันล่ะ...ของแบบนี้ถ้ารู้จักเขาก็น่าจะเดาได้ไม่ใช่เหรอ

                มิยูกิที่ลงทุนสวมแว่นเลนส์ร้าวจากการกระแทกเพื่อแทะโลมคนน่ารักได้ยินดังนั้นก็หันมาผสมโรงอีกราย “จริงด้วย ปกติสไตล์ของฮาราดะซังคือพุ่งเข้าชนซึ่งๆ หน้าแท้ๆ ทำไมคราวนี้ดันเล่นลูกไม้ยุ่งยากอย่างการจับตัวประกันได้ล่ะ มีกุนซือที่ไหนแนะนำมาหรือไง”

                “กุนซืองั้นเหรอ...” เรียวสุเกะหัวเราะเหยียดๆ ทันควัน “ต้องเรียกว่าโดนหลอกใช้มากกว่ามั้ง”

                อิซาชิกิ จุนแค่นเสียง “...ก็สมเป็นหมอนั่นไม่ใช่หรือไง”

                “ประเด็นคือทำแบบนี้ทำไมมากกว่า” ยูกิ เท็ตสึยะซึ่งกำลังดูแผลหัวแตกของฟุรุยะอย่างสนอกสนใจว่า

                บทสนทนาเป็นไปโดยที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวได้แต่มองตากันเพราะไม่เข้าใจความหมาย มิยูกิเองเมื่อมีตัวแปรที่ไม่รู้จักเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้เช่นกัน ลำพังตอนนี้แค่ได้เห็นฝีมืออันร้ายกาจของเด็กโรงเรียนตัวเองที่ไม่คิดฝันมาก่อนว่าเป็นเด็กเกก็อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

                ในบรรดาคนพวกนี้คงมีคนที่เก่งกว่าเขาอยู่อย่างที่นารุมิยะ เมย์ว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ

                ซานาดะซึ่งกำลังรุนหลังมาสะโทชิเพื่อช่วยประคองตัวเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติหนึ่งระดับ “ดูอยู่ใช่ไหมล่ะ ออกมาได้แล้วมั้ง นารุมิยะ”

                นารุมิยะ...?

                เพิ่งจะนึกถึงไปแหมบๆ ก็เป็นชื่อที่โดนเรียก เครื่องหมายคำถามลอยเต็มหัวมิยูกิ จากนั้นใครคนหนึ่งก็พุ่งหลาวลงมาจากกำแพงฝั่งตรงข้ามของที่ดินร้างราวจะตอบรับเสียงเรียก

                “ชิ รู้ทัน”

                เด็กหนุ่มผมสีซีดที่กำลังยืดกายขึ้นยืนคือนารุมิยะ เมย์อย่างไม่ต้องสงสัย...เจ้าตัวเดินนวยนาดอย่างวางท่ามาทางพวกเขา แหวกคนไปออกปากไล่คนขวางไป สุดท้ายก็ตั้งท่าจะถลาเข้ามาซบเอย์จุนด้วยสีหน้าดี๊ด๊าน่าหมั่นไส้

                “เอย์จุนจ๋า~”

                ไม่รอให้มิยูกิขยับตัวฟุรุยะก็ยืดขายาวๆ ยันโครมอย่างไม่ปราณี

                เสียงหน้ากระแทกพื้นเหมือนจะก้องกังวานกว่าปกติ

                คนจูบฝุ่นดีดตัวผึง ชี้นิ้วใส่คนเจ็บอย่างเดือดดาลสุดขีด “ฟุรุยะ! แกนะแก!”

                “หัวหน้าของอินาชิโระ นี่มันอะไรกัน”

                “เอย์จุนไม่สนใจฉันอ้ะ!”

                เมย์เรียกร้องความสนใจทันทีที่อดีตบอสของตัวเองทำเมินอย่างเย็นชา ขณะกำลังทำหน้าบึ้งเตรียมกระจองอแงด้วยความขัดใจก็ถูกเรียวสุเกะเตะตัดขาจนล้มกลิ้งเป็นลูกขนุน พอหยัดตัวขึ้นมาได้จอมก่อเรื่องก็แทบจะแหกปากด่ากราดทว่าพอเห็นหน้ายิ้มแย้มของคนลงมือชัดๆ ก็รีบสงวนท่าทีอย่างคนมีสมอง

                มิยูกิรวมทั้งเด็กเซย์โดคนอื่นพากันงงเป็นไก่ตาแตกกับสิ่งที่เห็นและได้ยิน ได้แต่รอให้มีคนแถลงไขปัญหาคาใจตรงหน้าอย่างเดียว

                “คนบอกให้ฉันทำแบบนี้คือเมย์” มาสะโทชิยอมรับง่ายดายเมื่อผู้สมรู้ร่วมคิดไม่แก้ตัว

                “ว่าแล้ว...” ซานาดะครางฮึม พอเห็นเอย์จุนทำหน้าสงสัยก็อธิบายง่ายๆ ด้วยเสียงใจดีว่า “มันเหมาะเกินไปน่ะ นารุมิยะรู้เรื่องกลุ่มของมาสะซังเยอะเกินไป แถมยังมาไซโคเรื่องคนใกล้ตัวจะโดนเล่นงานถูกจังหวะพอดี...ใครๆ ก็รู้ว่าหมอนี่สนิทกับบอส ถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดระดับนี้ออกปากเป่าหู พวกมาสะซังคงไม่กล้าเคลื่อนไหวซี้ซั้วหรอก”

                เอย์จุนพึมพำว่า ‘เข้าใจล่ะ’ เบาๆ

                “ก็อย่างที่คาซึยะบอกว่าเรื่องจับตัวประกันมันมีแต่ช่องโหว่นั่นแหละ ต้องให้คนอย่างฉันรับรองด้วยตัวเองถึงกล้าทำ” เมย์ไม่แก้ตัว ร่างผอมๆ พูดพลางจะลุกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าพลางแต่สายตาคุกคามจากพ่อคนผมชมพูน่ากลัวมาก จำต้องหย่อนก้นนั่งรวมกลุ่มอยู่กับเด็กอินาชิโระที่โดนอัดน่วมไปก่อน...สารรูปไม่ต่างจากผู้ร้ายโดนสอบปากคำ “ฉันบอกมาสะซังไปว่าเอย์จุนจะไม่มีเรื่องวิวาทแล้ว ดังนั้นถึงไปจับตัวฟุรุยะมา ขอแค่สุดท้ายคืนตัวดีๆ ก็จะไม่กลับมาเอาเรื่องแน่ๆ”

                “เรื่องที่ว่าจับตัวหมอนี่แลกกับการเอาชนะฉันนายก็เป็นคนคิดด้วยใช่มั้ย” มิยูกิใช้มือข้างซ้ายชี้ ‘หมอนี่’ โดยที่ตายังมองเด็กต่างโรงเรียน...ไม่ลืมว่ายังทำสำออยขยับแขนข้างขวาไม่ได้เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากเทวดาน้อยสุดที่รัก

                “โฮ่ รู้ได้ไง” เมย์เลิกคิ้วด้วยท่าทางโอเวอร์

                “ก็ฮาราดะซังไม่ใช่พวกช่างคิดเท่าไหร่” บอสของเซย์โดเมื่ออยู่สถานะสูงกว่าความเกรงใจยิ่งไม่มีเหลือ มิยูกิทำเมินสายตาดุดันที่เปิดออกได้ครึ่งเดียวของมาสะโทชิ พูดต่อว่า “อย่างฮาราดะซังน่าจะคิดตื้นๆ ขอมาเป็นลูกน้องมากกว่า แต่การทำอะไรแบบนั้นมันไม่มีหลักประกัน คืนตัวประกันไปแล้วก็ไม่มีอะไรมารับรองว่าเท...แค่ก ซาวา...เอ่อ ซาวามุระ เอย์จุนจะยอมมาเป็นลูกน้องจริง เงื่อนไขการเอาชนะโรงเรียนศัตรูมันใช้เวลาเหมาะสมและรับรองผลลัพธ์ได้มากกว่าในเมื่อประเมินได้ตั้งแต่แรกว่าฉันจะแพ้...อย่างฮาราดะซังคงไม่คิดลึกขนาดนี้หรอก”

                อย่างเมื่อกี้ถ้าพวกซานาดะไม่โผล่มาขวางมิยูกิก็คงจะหมดสภาพและพ่ายแพ้คามือเอย์จุนอย่างไม่ต้องสงสัย เอย์จุนเคยอัดคนเข้าโรงพยาบาลมาแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ การจะอัดมิยูกิที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรด้วยจึงไม่ใช่เรื่องน่าลำบากใจ โดยเฉพาะเมื่อมีฟุรุยะ ซาโตรุมาเป็นข้อต่อรอง

                ระหว่างมิยูกิกับฟุรุยะ ยังไงก็ต้องเลือกฟุรุยะอยู่แล้ว

                เอย์จุนลังเลเพราะไม่อยากผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับปู่และไม่อยากทำร้ายคนไม่มีความแค้นต่อกันเท่านั้น แม้ลังเล...แต่สถานการณ์บีบบังคับขนาดนี้ยังไงก็คงเลือกทำร้ายคนอื่นเพื่อความปลอดภัยของเพื่อนสนิท

                มองจากมุมโรงเรียนอินาชิโระ หากเอย์จุนไม่ไปตามล้างแค้นเอาทีหลังอย่างที่เมย์รับรอง การชนะโรงเรียนศัตรูที่ปัจจุบันมีกำลังแข็งแกร่งกว่าโรงเรียนตัวเองเป็นข้อเสนอที่ล่อใจอย่างมาก...มีแต่ได้กับได้อย่างนี้เป็นมิยูกิก็คงทำเหมือนกัน

                อดีตบอสผู้อำลาวงการต่อยตีขมวดคิ้วมองคนที่นั่งขัดสมาธิสบายอารมณ์อยู่กลางสนามก่อนถามเสียงเครียด “ทำแบบนี้ทำไม”

                นารุมิยะ เมย์ยิ้มน้อยๆ ให้ปิศาจในคราบเทวดา เด็กหนุ่มตอบคำถามโดยไม่รู้สึกผิดสักนิด “ก็ฉันอยากเห็นเอย์จุนมีเรื่องนี่นา ถอนตัวลาวงการแบบนั้น...น่าเสียดายจะตาย ฉันชอบตอนปีกเทวดาถูกย้อมเป็นสีดำที่สุดเลย”

                “...”

                “ในเมื่อกลุ่มยุบไปแล้ว นิสัยอย่างนายจะไม่เรียกพวกเท็ตสึซังมาช่วยแน่ สุดท้ายก็จะลงมือด้วยตัวเอง...ได้เห็นนายมีเรื่องแน่นอน” หนุ่มผมสีซีดพูดหน้าชื่น “ถ้าคนอื่นรู้เรื่องแล้วโผล่มาช่วยอย่างตอนนี้ก็มีสิทธิ์กลับไปรวมกลุ่มกันใหม่...เหตุการณ์ทำนองนี้มันเกิดซ้ำซากกันได้ คนในกลุ่มเราไม่มีใครอยากเห็นนายตกที่นั่งลำบากหรอก ต้องคิดรวมกลุ่มเพื่อมาเป็นกำลังให้ชัวร์”

                “และถ้ากลับมารวมกลุ่มกันใหม่ บอสก็มีโอกาสกลับมามีเรื่องอีก...คิดแบบนั้นสินะ” ยูกิ เท็ตสึยะเอ่ยอย่างเยือกเย็น

                เจ้าของดวงตาสีฟ้ายิ้มกว้างและกางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกเพื่อบอกว่าถูกต้อง เมย์กวาดตามองเพื่อนเก่าที่ยืนรายล้อมขณะอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ส่วนที่เลือกจับฟุรุยะทั้งที่มันเซี้ยงเสี่ยงก็เพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวน่ะ ลงทุนเรียกเด็กมหาลัยที่เป็นศิษย์เก่าอินาชิโระไปดักซุ่มโป่งเพื่องานนี้เชียวนะ อย่างน้อยก็ได้เปรียบเรื่องกำลัง”

                “หา...”

                เห็นบอสเลิกคิ้วทำหน้าประหลาดใจเหมือนไม่รู้ว่าอะไรคือต้นตอของความหมั่นไส้ จากนั่งวางท่าเมย์ว้ากแตกทันที “ก็เอย์จุนรักแต่หมอนั่น ไม่สนใจฉันเลยอ้ะ! จะเป็นลูกพี่ลูกน้องหรืออะไรฉันไม่สนหรอกนะ แต่นายโอ๋หมอนั่นออกนอกหน้าเกินไปแล้ว! น่าหมั่นไส้สุดๆ อยากจะอัดสักป้าบ แต่ถ้าทำแบบนั้นเอย์จุนก็จะโกรธอีก!”

                “...ลูกพี่ลูกน้อง?”

                ไม่มีใครสนใจมิยูกิที่พึมพำอ้าปากหวอ

                มาเอโซโนะมองเมย์ด้วยสายตาเหมือนมองวัตถุจากต่างโลกหลังได้เห็นด้านที่ไม่เคยเห็น “...ฉันเคยคิดว่านายเป็นคนเก่งซะอีก งี่เง่าชะมัด”

                “ฉันเก่งเฟ้ย! สายตานั่นมันอะไร เดี๋ยวพ่อฆ่าหมกส้วมซะหรอก!” เมย์หันไปแยกเขี้ยวใส่เด็กหนุ่มที่ตัวโตกว่าตนเองเป็นเท่าตัวอย่างไม่กลัวเกรง...อารมณ์กำลังขึ้น หน้าไหนมาท้าตีตอนนี้ก็ไม่หวั่นทั้งนั้นแหละ “พวกแกที่ไม่เคยเห็นเอย์จุนของฉันตอนเป็นปิศาจต่างหากที่น่าสงสาร ความแข็งแกร่งนั่นน่ะทั้งสูงส่ง ทั้งน่าหลงใหล หมอบกราบซะเถอะไอ้พวกเหลือขอ...!”

                ปั้ก!

                ซากไม้ขนาดเท่าแขนปลิวใส่หัวคนพล่าม นารุมิยะ เมย์หน้าหงายก่อนทันพูดจบ

                เหล่าเพื่อนเก่าพากันยืนไว้อาลัยเงียบๆ

                ส่วนเอย์จุนนั่งเฉยเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ปาอะไรออกไปทั้งสิ้น

                “สุดท้ายก็วุ่นวายเพราะความเห็นแก่ตัวของนารุมิยะซังคนเดียวเหรอเนี่ย” ไรจิบ่นทั้งที่ยังเคี้ยวกล้วยเต็มปาก

                ซานาดะยิ้มขม “ครั้งนี้ทำเกินไปจริงๆ นะนารุมิยะ”

                “...”

                คนพลอยฟ้าพลอยฝนได้ผลประโยชน์อย่างแก๊งหัวโจกปัจจุบันของเซย์โดรูดซิปปากไม่ออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ที่ตอนนี้ยังยืนอยู่ที่นี่ไม่หนีไปไหนก็เพราะบอสของตนยังนั่งอยู่กับพญามารในคราบเทวดา...อีกอย่างคือขี้เกียจกลับไปเรียน ทุกคนจึงยังเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างตั้งอกตั้งใจ

                “งั้นก็ต้องทำโทษกันหน่อย” เรียวสุเกะก้าวมายืนข้างๆ คนก่อเรื่องซึ่งกำลังยกร่างท่อนบนขึ้นมาในสภาพเลือดท่วมใบหน้า

                เมย์ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “ถ้าเอย์จุนเป็นคนทำโทษล่ะก็ จะอะไรก็ยินดีรับล่ะ”

                ...ไม่สำนึกจริงๆ

                สีหน้าแบบนั้นต่อให้โดนเหยียบมิดดินก็คงยินดีอย่างที่ปากพูด...ขอแค่คนเหยียบเป็นซาวามุระ เอย์จุนก็พอ น่าเสียดายที่อดีตนักเลงไม่สนใจทำอะไรอย่างนั้น เอย์จุนลุกขึ้นยืนเมื่อได้รับฟังต้นสายปลายเหตุจนพอใจ เขาสรุปบทลงโทษออกมาง่ายๆ

                “เรื่องนารุมิยะซังเอาเป็นว่า...ห้ามเข้าใกล้ผมในระยะสองเมตรเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็แล้วกัน”

                “นะ...!”

                “ถ้าพูดไม่ฟังจะเลิกคบ”

                “...เง่อะ!”

                ช่างเป็นการทำโทษที่ไร้สาระสุดๆ สำหรับคนอื่นทว่ามันหนักหน่วงมากสำหรับเมย์ คนก่อเรื่องคอตกทันที ไม่กล้าแม้แต่จะประท้วง

                คนพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย...

                เด็กเซย์โดรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของกลุ่มซาวามุระในสายตาพวกตนเปลี่ยนไปมากหลังจากได้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้...หากไม่บอกว่าเป็นกลุ่มเด็กเกที่มีชื่อเสียงระดับตำนานเมืองของเมืองข้างๆ คงคิดว่าเป็นการรวมกลุ่มของพวกแปลกๆ

                “ตรงนี้ฝากพวกเท็ตสึซังหน่อยได้หรือเปล่า ผมจะพาฟุรุยะกับ...” เอย์จุนเลิกสนใจเมย์ ดวงตาสีอำพันเหล่มองคนที่ตนลงมือทำร้ายร่างกายขณะพยายามนึกชื่ออีกฝ่ายในใจ “เอ่อ...”

                “...” มิยูกิรอฟังอย่างตื่นเต้น

                “...คาซึยะซัง?”

                คาซึยะซัง

                คาซึยะซัง...?

                คาซึยะซัง...!

                น้ำเสียงไม่มั่นใจดังสะท้อนไปมาอยู่ในหู...คนโดนเรียกชื่อเกือบจะหน้าหงายเพราะพลังทำลายล้างมหาศาล โชคดีที่ตั้งสติก้มหน้าแล้วใช้มือซ้ายอุดจมูกได้ทันท่วงที...เลือดกำเดาแทบจะทะลักผ่านร่องนิ้ว

                คาซึยะซังงั้นเหรอ...

                จะเรียกคาซึยะห้วนๆ ก็ดี หรือเรียกคาซึยะซังเหมือนภรรยาเรียกสามีก็ดี...แบบไหนก็ดีทั้งนั้น แต่เรียกคาซึยะซังเหมือนจะดีเป็นพิเศษ

                แย่ล่ะ...สุขสุดๆ

                มิยูกิเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้หลุดสีหน้าแปลกๆ สุดความสามารถ งานนี้ต้องขอบคุณเจ้าหัวหงอกที่เรียกตนจิกหัวว่า ‘คาซึยะ’ มาตลอด ดูท่าคงไม่มีใครไปเรียกชื่อเต็มของเขาให้เทวดาน้อยฟังเจ้าตัวเลยจำได้แต่ชื่อต้น ก่อนหน้านี้มิยูกิเคยคิดว่าเมย์เป็นคนน่ารังเกียจที่อยากถูกเรียกแบบนี้แล้วยังยืนหอบแฮ่กๆ ด้วยความปลื้มปริ่ม เพิ่งมาถูกเรียกแบบเดียวกันเข้ากับตัวถึงได้รู้ว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากเจ้านั่น...ดังนั้นขอกลับคำเรื่องที่เคยคิดว่าเมย์น่ารังเกียจแล้วกัน

                “เจ็บแผลเหรอ” เห็นมิยูกิก้มหน้าตัวสั่นเทิ้ม เอย์จุนชะโงกตัวหมายจะดูอาการ

                หารู้ไม่ว่าทำให้คนอยู่ในห้วงรักอาการหนักกว่าเดิม

                มิยูกิตัวสั่นริกเมื่อความสุขจู่โจมอย่างหนักหน่วง เขาพยายามส่งกระแสจิตไปห้ามเลือดไม่ให้ทะลักออกเจ็ดทวารสุดความสามารถ...ไอ้น้ำเสียงกับท่าทางเป็นห่วงนั่นสุดยอดแท้


ม่ายยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!”


                ก่อนเอย์จุนจะได้พูดอะไรมากกว่านี้เมย์ก็ร้องประท้วงเสียงดังเหมือนโดนเหยียบหาง เด็กหนุ่มแทบจะพุ่งเข้ามาเขย่าคอคนสำออยที่นั่งคอตกไม่เลิก โชคดีที่มาสุโกะ โทโอรุจับล็อกตัวสำเร็จเลยได้แต่เหวี่ยงแขนขาบ๊งเบ๊งอยู่กับที่

                “ทีฉันบอกให้เรียกเมย์ซังเอย์จุนไม่เห็นยอมเรียกทำไมยอมเรียกชื่อหมอนั่นเล่า! หมอนั่นชื่อมิยูกิ คาซึยะ! มิ ยู กิ คา ซึ ยะ น่ะ!”

                เรียกแบบนี้แหละดีแล้ว นายน่ะเงียบไปเลย...!

                มิยูกิส่งจิตสังหารในสภาพนั่งก้มหน้า

                “เพราะนารุมิยะซังพูดเรื่องสามีภรรยาบ้าบออะไรนั่นแหละผมถึงไม่อยากเรียก” เอย์จุนตอบแบบขอไปทีก่อนหันมาทางมิยูกิใหม่ “งั้นมิยูกิซัง...เป็นยังไงบ้าง ไหล่หลุดเลยเหรอ?”

                เด็กหนุ่มจำได้ว่าไม่ได้ถอดไหล่ แต่ก็คิดว่าตอนเตะสูงๆ อาจพลาดไปทำไหล่หลุดโดยไม่รู้ตัวจึงไม่ติดใจสงสัยให้มากความ ของพวกนี้มันหลุดได้เมื่อถูกกระแทกแรงๆ...ไม่แปลกหรอก

                “บอกโทโดโรกิซังให้มารับไปโรงพยาบาลใกล้ๆ แล้ว ไม่ต้องห่วง” อิซาชิกิ จุนบอกให้หัวหน้าสบายใจ “ดูเวลาแล้วอีกไม่กี่นาทีก็คงมาถึง”

                “งั้นก็ค่อยยังชั่ว” อดีตบอสพรูลมหายใจโล่งอก ไม่เพียงมิยูกิ ยังมีฟุรุยะที่ปล่อยให้อยู่ในสภาพหัวแตกมาเป็นเวลานานอยู่อีกคน เอย์จุนเป็นห่วงฝ่ายหลังมาก...คลุกฝุ่นอย่างนั้นไม่รู้แผลจะติดเชื้อหรือเปล่า “ส่วนมิยูกิซังน่ะ เดี๋ยวผมรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเองแล้วกัน”

                “ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบสักหน่อย” ฟุรุยะเหลือบตามองคนเจ็บ...เขาทันเห็นสายตาน่ารังเกียจของอีกฝ่าย ใจจริงไม่อยากให้เพื่อนรักผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องไปยุ่งกับคนพรรค์นี้เลยด้วยซ้ำ “สุดท้ายหมอนี่ก็ได้ผลประโยชน์ แถมพวกเราต่างหากที่ถูกลากเข้ามายุ่ง ฝ่ายเรามากกว่าที่ควรได้รับรับความผิดชอบ”

                “ใช่ๆๆ!” เมย์ขานรับราวกับรอจังหวะอยู่แล้ว

                “เอางี้...”

                คุราโมจิ โยอิจิที่ยืนพินิจพิจารณามาพักใหญ่ออกปากขัดกระแสในที่สุด

                เพราะอยากให้เทวดาน้อย ‘รับผิดชอบ’ จนตัวสั่น มิยูกิคาดหวังกับหมายเลขสองของกลุ่มอย่างมาก...จบให้สวยๆ ล่ะคุราโมจิ!

                “ก่อนอื่นก็ต้องตกลงกันให้เรียบร้อย ผลดวลกับอินาชิโระวันนี้ให้ถือว่าทางเราเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ถ้าพวกนายไม่เอาเรื่องที่อัดบอสเราซะยับไปปากโป้งและรับปากว่าจะไม่มาขยายอำนาจในแถบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร”

                ฟังแล้วมิยูกิหน้าซีด...ตัวเย็นลงห้าองศาเซลเซียส

                การต่อราคาไม่ใช่การขอฟรีแล้วจะเอาของแถมเพิ่มนะเฟ้ย เจ้าบ้าคุราโมจิ!

                ขนาดพวกเดียวกันยังออกอาการ กลุ่มของเอย์จุนย่อมมีปฏิกริยารุนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย

                “คิดว่าพวกแกเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมายื่นเงื่อนไขฟะ สำเหนียกสถานะตัวเองซะมั่ง!” เมย์ดิ้นหนีท่อนแขนทรงพลังของมาสุโกะสุดชีวิต จะเข้าไปต่อยคุราโมจิให้ได้

                “พูดเอาแต่ได้” เรียวสุเกะย่นคิ้ว

                “น่ารังเกียจ” คาร์ลอสวิจารณ์

                “อย่างงี้มันน่าเลาะฟันหน้าสักห้าซี่!” จุนซัดหมัดเข้าฝ่ามือเสียงก้อง

                “อืม... แบบนี้มันเกินไป ทั้งที่ถ้าพวกเราขยับตัวหน่อยกำลังของทางนายก็ไม่มีปัญญาสู้แท้ๆ” กระทั่งซานาดะที่ไม่ใช่คนหัวรุนแรงยังเห็นด้วย...พูดเอาแต่ได้จริงๆ ทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไร มาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยไม่ลงแรงยังมาพูดจาไม่เข้าท่ากับพวกเขาอีก “บอสของเราอาจจะปล่อยให้พวกนายทำตามใจชอบแต่พวกเราไม่เหมือนบอสหรอกนะ”

                แต่ละคนพูดกันสนุกปาก ไม่มีใครสนใจแล้วว่าเอย์จุนกำลังทำสีหน้าแบบไหน อยากอยู่อย่างสงบหรือเปล่า...เป็นลูกน้องภาษาอะไรกันเนี่ย

                “เอาอย่างนี้แล้วกัน...”

                เมื่อยูกิ เท็ตสึยะเป็นคนเอ่ยขึ้นมาบ้าง เสียงจ้อกแจ้กพลันหายไป คนอื่นๆ ในกลุ่มพร้อมใจกลับสู่ความสงบ...ชายคนนี้คืออันดับสองของกลุ่ม หากไม่นับเอย์จุนแล้วสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในเซย์โด แม้ปัจจุบันจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนนักเรียนเตรียมเข้ามหาลัยทั่วไปแต่ตอนต่อยตีกับเด็กอินาชิโระเมื่อครู่ก็ยังเป็นคนที่ล้มศัตรูได้มากที่สุดเหมือนเมื่อก่อน

                แรงกดดันไร้รูปร่างเรียกความสงบกลับคืนที่ดินร้างแห่งนี้ในพริบตา

                “พวกนายจะยังเป็นบอสของเซย์โดต่อ ชัยชนะครั้งนี้ก็ถือว่าพวกนายได้หน้าไป”

                “เท็ตสึ!!” จุนประท้วงอย่างรับไม่ได้

                คนถูกเรียกยังคงพูดต่ออย่างใจเย็น ไม่นำพาต่อกระแสคุกคามของเพื่อนหน้าหนวด “...แต่พวกนายเป็นแค่บอสอยู่เบื้องหน้าเท่านั้น คนกุมอำนาจจริงๆ คือพวกเรา ตราบใดที่พวกเราไม่ว่าอะไรจะทำตามใจชอบก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าออกคำสั่งเมื่อไหร่ต้องทำตาม”

                สีหน้าของจุนค่อยดีขึ้น “พูดให้จบทีเดียวสิฟะ”

                “แบบนี้ก็ดี” ซานาดะพยักหน้า

                “รับได้” เรียวสุเกะก็เห็นด้วย

                อดีตลูกน้องของเอย์จุนพยักหน้าตามเรียงตัว มีแต่พวกมิยูกิที่ยังยืนขมวดคิ้วหน้าเครียดเพราะไม่อยากตกอยู่ใต้อำนาจใคร กระนั้นในมือก็ไม่มีไพ่สำหรับต่อรองอยู่เลย

                คุราโมจิกัดฟันกรอด

                ...เอาไงต่อดี

                “ได้ ตกลงตามนั้น”

                เด็กเซย์โดหันไปทางคนพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย

                เจ้าของเสียงคือมิยูกิ คาซึยะ

                ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดเป็นตัวแทนตอบรับเงื่อนไขของยูกิ เท็ตสึยะโดยไม่ถามความเห็นใครหน้าไหน หางตาเห็นพรรคพวกตัวเองร้อง ‘เฮ้ย’ ด้วยความตกใจ ทว่าเด็กหนุ่มเป็นบอส คำพูดของเขาถือเป็นคำขาดและเขาก็ไม่ต้องการให้ใครมาขัดใจในตอนนี้ด้วย

                ยูกิ เท็ตสึยะมองมิยูกิราวจะประเมินแวบหนึ่งก่อนรวบรัดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “งั้นหัวหน้าใหญ่ก็คือบอสของพวกเรา ซาวามุระ เอย์จุน”

                “เฮ้…!” คนโดนมองข้ามอย่างเอย์จุนประท้วงเสียงดังเมื่อคนอื่นตัดสินใจกันเอาเอง

                มาสุโกะเห็นเมย์สงบลงแล้วก็ปล่อยแขนแล้วหันมาเกลี้ยกล่อมเอย์จุนที่กำลังแสดงอาการต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด “ซาวามุระจัง...เป็นบอสเนี่ยดีนะ อย่างน้อยถ้าเป็นบอสเวลามีคนยกพวกมาหาเรื่องก็จะมีคนช่วยรับมือ ถึงซาวามุระจังไม่อยากมีเรื่องก็คงห้ามคนอื่นไม่ให้มาหาเรื่องไม่ได้ งั้นถ้ามีคนมาหาเรื่องอีกจะทำยังไง”

                ใช่ๆ” ซานาดะรีบเป็นลูกคู่อย่างรู้จังหวะ “บอสไม่ต้องไปหาเรื่องก็ได้ คอยรับเรื่องอย่างเดียวไง บอสคงไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้มีคนมาทำร้ายตามใจชอบใช่ไหมล่ะ งั้นก็รวมกลุ่มใหม่แต่คอยรับเรื่องอย่างเดียว ไม่ไปหาเรื่องใคร...แบบนั้นก็ได้นี่!”

                เจ้าโง่พวกนี้อยากมีเรื่องก็ส่งไปรับมือพวกปลาซิวปลาสร้อยแทนตัวเอง เห็นมั้ย ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย” เรียวสุเกะเสริม…ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ‘เจ้าโง่พวกนี้’ น่ะพวกไหน

                เอาตามนี้เหอะน่า ถึงนายจะพูดยังไงพวกเราก็คงกลับมารวมกลุ่มกันอยู่ดีแหละ” ผลลัพธ์นี้เป็นผลลัพธ์ที่เมย์คาดหวังจึงรีบสนับสนุนสุดตัว

                เป็นบอสก็รีบตัดสินใจซะจะได้รีบๆ ไปโรงพยาบาล” จุนเร่งอย่างใจร้อน ตู่อดีตบอสที่ยังไม่ยอมรับให้เป็นบอสหน้าตาเฉย

                แต่ละคนพยายามล้างสมองเอย์จุนสุดชีวิต...ไม่เปิดช่องให้พูดแทรกเลย

                ฟุรุยะเห็นเพื่อนยังขมวดคิ้วนิ่วหน้าก็มัดมือชกด้วยการกดหัวเอย์จุนลงแทนการพยักหน้า แน่นอนว่าคนโดนกดหัวไม่มีทางต่อว่าฟุรุยะซึ่งกำลังเจ็บตัวได้ลง ยิ่งคนอื่นทึกทักเอาเองว่าบอสเต็มใจรับตำแหน่งแล้ว...สลับกันพูดไม่เว้นช่องว่าง คนโดนกดดันจึงจำยอมเลยตามเลยอย่างช่วยไม่ได้



                สรุปทุกอย่างก็จบลงด้วยดี

                โทโดโรกิคนพ่อขับรถมารับหลังจากนั้นไม่นานตามที่จุนบอก ตาลุงวัยกลางคนที่มีลูกชายวัยกำลังปีกกล้าขาแข็งบ่นเล็กน้อยว่าตนไม่ใช่โชเฟอร์บริการฟรีนะเฟ้ย...แต่ถึงปากจะบ่นแบบนั้นก็ไม่ได้เก็บเงินค่าบริการเหล่านักเรียนนักเลงแต่อย่างใด

                คนที่ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว นอกจากคนเจ็บสองคนก็มีเพียงคุราโมจิ โยอิจิกับซาวามุระ เอย์จุน รถยนต์ห้าที่นั่งจึงบรรจุคนเต็มคันรถพอดี ส่วนเด็กอินาชิโระที่สารรูปน่าอดสูกว่าจะเป็นยังไงพวกเขาไม่เกี่ยว...รับผิดชอบตัวเองไปก็แล้วกัน

                ฟุรุยะออกจากห้องตรวจมาพบเพื่อนที่รออยู่ในสภาพหัวพันผ้า ส่วนมิยูกิ...จริงๆ ไม่ได้เป็นอะไรแต่สำออยขอความช่วยเหลือกึ่งบังคับหมอให้ทำแผลให้ดูโอเวอร์ ที่ต้องใส่เฝือกน่ะเรื่องจริง แต่ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือกแขนอย่างที่เห็น แค่ข้อมือก็พอแล้ว นอกจากนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าช่วยพยุงด้วย

                การรักษาที่ดูเกินกว่าเหตุเรียกความสงสัยให้ทั้งฟุรุยะและคุราโมจิ

                ...ก็มันไม่น่าเจ็บหนักขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าคู่ต่อสู้ออมมือ

                ทว่ามิยูกิไม่ใส่ใจสายตาเคลือบแคลงของทั้งคู่ เขาจงใจทำเวอร์เพราะอยากให้เอย์จุนเห็นใจ ขอแค่เอย์จุนเชื่อ คนอื่นจะคิดยังไงก็ช่าง

                ปรากฏว่าเอย์จุนเชื่อจริงๆ

                ถึงแม้การรักษาพยาบาลเป็นเรื่องของใครของมัน...อยากมีเรื่องก็ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของร่างกายตัวเอง ทว่าพอเห็นการทำแผลสุดโอเวอร์ของมิยูกิเอย์จุนดันรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างที่เจ้าคนช่างคิดหวัง พอเห็นสีหน้าซีดเซียว (อันมาจากความเสแสร้ง) ของคนเจ็บ เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจดีก็หลุดปากพูดตามสัญชาตญาณ

                ยังไงก็อยากชดใช้สักหน่อย...”

                มิยูกิได้ยินแล้วปลื้มนัก ไม่เสียทีที่เมื่อครู่ทำเป็นเรียกคะแนนสงสารว่าตนถนัดขวา...แขนเป็นแบบนี้คงดำเนินชีวิตประจำวันได้ลำบาก

                ยกตำแหน่งบอสในนามให้ก็ดีถมไป” ฟุรุยะอดแขวะอย่างหมั่นไส้ไม่ได้

                ด้วยไม่อยากกระตุกหนวดเสือคุราโมจิจึงไม่กล้าปากพล่อยขอให้ชดใช้อะไร สถานะของเขาตอนนี้ถือว่าเป็นเบี้ยล่างเอย์จุน จะปากบอนบอกว่า ‘ไปยึดโรงเรียน xxx มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’ ก็ไม่ได้ พวกลูกน้องแต่ละคนของเจ้าเทวดาสีดำร้ายกาจจะตาย นอกจากนี้ตอนที่ตีกับมิยูกิขนาดออมมือยังชนะใส ฝีมือแท้จริงของเอย์จุนยังคงยากแท้หยั่งถึง เรื่องอะไรจะหาเหาใส่หัวด้วยการพูดอะไรโง่ๆ

                แต่มิยูกิ คาซึยะไม่ใช่คุราโมจิ โยอิจิ

                เขาอยากได้ ‘ของชดใช้’...และมันก็ไม่ใช่การยึดโรงเรียน

                งั้นจนกว่าฉันจะหายช่วยมาพยาบาลให้หน่อยได้มั้ย?”

                พยาบาล?” เอย์จุนเอียงคอ

                ก็...ป้อนข้าวป้อนน้ำช่วงพักกลางวัน?” เด็กหนุ่มคนใส่แว่น (ร้าวๆ) ตีหน้าอิดโรยได้แนบเนียนจนยากจะแยกแยะ แม้เคล็ดขัดยอกทั้งตัวเพราะผลจากแรงช้างสารของเทวดาผู้น่ารักทว่าท่าทางอ่อนแอที่แสดงออกมาดู ‘เยอะ’ กว่าปกติเนื่องจากมิยูกิไม่ใช่คนชอบโอดครวญเวลาเจ็บตัวหลังวิวาท

                ใจจริงที่หลุดออกมาทำให้ฟุรุยะกับคุราโมจิหันขวับ โดยเฉพาะคุราโมจิ...มองบอสตัวเองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ

                เฮ้ยๆๆ เจ้าบ้ามิยูกิ เป็นอะไรของมันเนี่ย

                จะคำพูดหรือการแสดงออกก็ไม่ปกติทั้งนั้น คุราโมจิคิดว่าให้ออกค่ารักษายังดูเข้ากับความเป็นจริงมากกว่า มาป้อนข้าวป้อนน้ำบ้าบออะไร จะบ้าเรอะ!

                แค่นั้นเองเหรอ จะดีเหรอ?”

                ทว่าเอย์จุนกลับไม่คิดว่าสิ่งที่คู่กรณีเรียกร้องดูแปลกประหลาด พูดให้ถูกต้องคือเด็กหนุ่มผู้เถรตรงตีความทุกอย่างที่ได้ยินอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คำนึงว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ เขาเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาขณะถาม

                มิยูกิพยักหน้ารับหงึกๆ เมื่อได้ยินคำถามซื่อๆ ของเทวดาน้อย อดีตหัวโจกเซย์โดผู้โดนลดขั้นพยายามกลั้นรอยยิ้มไม่ให้ดูกะลิ้มกะเหลี่ยเกินไป...รักษาหน้ากากซึ่งกำลังแตกร้าวจนแทบจะแหลกเป็นผุยผงสุดชีวิต

                ได้เลย สบายมาก!” เอย์จุนยิ้มออกมาเมื่อได้รับคำยืนยัน เขาวางมือระดับอกก่อนตอบตกลงอย่างหนักแน่น พอสบายใจแล้ว เด็กหนุ่มพูดต่อเหมือนชวนคุยขณะพากันเดินกลับ “ผมเคยนึกว่ามิยูกิซังจะเป็นคนไม่ดีซะอีก พวกนารุมิยะซังเคยพูดถึงในทางแย่ๆ ไว้เยอะน่ะ...ก็เลยนึกว่าจะขออะไรจำพวก ‘ไปยึดโรงเรียน xxx มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’…ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงคิดหนัก แต่ดูเหมือนจริงๆ แล้วนายจะเป็นคนดีนะ!”

                ไม่เลย ไม่ใช่แบบนั้นล่ะมั้ง...

                คุราโมจิกับฟุรุยะพร้อมใจกันนึกปฏิเสธ นี่ถ้าทั้งคู่รู้ว่าเฝือกแขนเป็นของปลอมคงยิ่งมองมิยูกิด้วยสายตารังเกียจมากกว่าเดิม

                โดยที่ไม่รู้ว่าอีกสองชีวิตกำลังดิสเครดิต มิยูกิยิ้มอย่าง ‘คนดี’ แล้วบอกเทวดาน้อยให้เรียกตนว่าคาซึยะก็ได้...ไม่บอกให้โง่ว่าถ้าคู่กรณีเป็นคนอื่นตนจะเรียกร้องให้ ‘ไปยึดโรงเรียน xxx มาเป็นการชดใช้ก็แล้วกัน’

                ทั้งสี่คนออกมาถึงประตูทางเข้าในเวลาไม่นาน โทโดโรกิคนพ่อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเหล่าเด็กหนุ่มเดินมาถึงก็พยักพเยิดให้ไปขึ้นรถแต่หัวเด็ดตีนขาดฟุรุยะก็ไม่ยอมให้พวกมิยูกิติดรถไปด้วย ทั้งสองคนจึงต้องนั่งรอแท็กซี่อย่างไม่มีทางเลือก

                คุราโมจิมองรถสี่ประตูวิ่งจากไป ปากเอ่ยถามบอสตัวเองโดยไม่หันไปมองว่า “เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

                มิยูกินั่งเหยียดขายังเก้าอี้แถวๆ นั้นอย่างสบายอารมณ์ “หมายถึงอะไร”

                เด็กหนุ่มมีความสุขสุดๆ เมื่อจินตนาการถึงอนาคตแสนสุขอันใกล้...ตอนนี้เขาไม่ใช่ศัตรูของเทวดาน้อยแล้วด้วย ต่อให้โดนถอดไหล่หรือหักกระดูกจนต้องรักษาสักสองสามเดือนยังคุ้มเลย

                อดีตหมายเลขสองประจำโรงเรียนหันกลับมาเจอบอสของตนกำลังทำหน้าน่าขยะแขยงอยู่พอดี ท่าทางน่าหมั่นไส้นั้นกระตุ้นให้ความหงุดหงิดที่สะสมมาตั้งแต่เจอพวกเทวดายึดอำนาจพุ่งทะลุปรอท กำปั้นลุ่นๆ จึงซัดเข้าไปที่หน้าระรื่นเกินเหตุอย่างสุดทน

                ... ทว่าคนเจ็บกลับยกแขนข้างที่ใส่เฝือกขึ้นมาเบี่ยงหมัดที่พุ่งเข้ามาออกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

                เท่านั้นพ่อคนหัวไวก็ถึงบางอ้อ ดวงตาดุจสัตว์นักล่าฉายความรู้สึกที่แท้จริงอย่างไม่คิดเก็บอาการ “ไอ้ทุเรศเอ๊ย!”

                คนมากเล่ห์หัวเราะหึๆ...มีหรือจะไม่รู้ว่าคุราโมจิเดาเรื่องได้หมดแล้ว

                แกเต็มใจเป็นลูกหาบลูกเบี้ยหมอนั่นมาตั้งแต่แรกงั้นสิ ไปตกหลุมไอ้เด็กนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่!”

                ตั้งแต่แรก” มิยูกิไหวไหล่ยอมรับหน้าชื่นขณะแสร้งกลับไปทำตัวเป็นคนเจ็บอย่างเดิม พอเพื่อนรู้แล้วก็ไม่คิดจะปิดบังใจจริงอีก “แหม... ไม่นึกว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดอย่างนี้เลยนะเนี่ย สวรรค์เข้าข้างแบบนี้เนื้อคู่แหงๆ อยู่กลุ่มเดียวกันยิ่งง่ายเข้า เทวดาน้อยดูซื่อๆ ซะด้วย...อีกไม่นานต้องเกี่ยวมาเป็นแฟนได้สำเร็จแน่”

                เทวดาน้อย...” คนฟังลมจะจับ ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะหึหึเหมือนลาสบอสในเกมที่ตนชอบเล่นหลังจบประโยคทั้งหมดคุราโมจิก็ยิ่งอยากเอาหัวโขกกำแพง

                เจ้าบ้านี่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกเลยงั้นเรอะ!

                อาวละ ทีนี้ก็ไม่มีทั้งความขัดแย้งภายในทั้งอินาชิโระมาขวาง...รุกตรงๆ ได้แล้ว ต่อจากนี้ก็...”

                รอยยิ้มตามแบบฉบับ ‘บอสผู้ชั่วร้าย’ ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นนอกเหนือจากตอนวางแผนตลบหลังโรงเรียนคู่แข่งยามนี้ฉายชัดบนใบหน้าของมิยูกิ คาซึยะ

                เสียงหัวเราะในลำคอของอดีตบอสแห่งเซย์โดชวนขนหัวลุกเป็นอย่างมาก

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] ±1 Part 3

Fanfic Daiya no A

 ±1

 [Part 3]

 

 

Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW




                แม้จะเป็นเด็กเก มิยูกิ คาซึยะก็เป็นเด็กเกที่ขยันเรียนมาก...เข้าห้องเรียนตลอด จดเลคเชอร์สม่ำเสมอ งานส่งครบ ทั้งยังทำคะแนนสอบได้ดี เด็กหนุ่มเป็นคนมีความรับผิดชอบ เรื่องเรียนเป็นเรื่องหลัก เรื่องวิวาทเป็นงานอดิเรก จะยอมให้งานอดิเรกมาส่งผลกระทบต่องานหลักอย่างการเรียนหนังสือไม่ได้

                เขารักอนาคตมากกว่า

                และเพราะเวลาวิวาทบางครั้งตรงกับเวลาเรียน มิยูกิจึงไม่ยอมใช้โควตาขาดเรียนอันล้ำค่าไปกับการโดดเรียนเพื่อนั่งๆ นอนๆ ลอยชายอย่างคนอื่น

                เป็นเด็กเกที่มีวินัย

                ด้วยเหตุนี้หากมิยูกิไม่เข้าห้องเรียน เพื่อนร่วมห้องจะรู้ได้ทันทีว่าถ้าไม่ป่วยก็ไปมีเรื่อง

                วันนี้สาเหตุการขาดเรียนคืออย่างหลัง...มีนัดกับอินาชิโระตอนเที่ยง ค่อนข้างจะเป็นนัดกะทันหันเพราะเด็กของโรงเรียนฝ่ายตรงข้ามมายืนรอหน้าประตูตอนเกือบเก้าโมงครึ่ง คนออกไปรับหน้าคือคุราโมจิ อันดับสองของกลุ่มโทรมาตอนกำลังเรียนวิชาวรรณกรรมร่วมสมัย ครูหน้าห้องเป็นครูใหม่ รู้จักมิยูกิแค่เป็นหัวโจกจึงไม่กล้าต่อว่าฐานใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน

                แม้ไม่รู้ทำไมทางนั้นนัดมากะทันหัน เขาก็ยังออกคำสั่งให้เพื่อนตอบรับคำท้า

                เหล่าอันธพาลรวมกลุ่มโดดเรียนตั้งแต่ก่อนเที่ยงไปเติมท้องพอไม่ให้ว่างก่อนตรงไปยังที่นัดหมายตามเวลานัด ณ ที่ดินร้างไม่ไกลจากโรงเรียนอินาชิโระ

                พวกคู่อริมาถึงก่อนแล้ว คาดว่าคงมารอได้สักพัก คนที่ปรากฏตัวอยู่หน้าสุดคือเด็กหนุ่มร่างใหญ่ชื่อฮาราดะ มาสะโทชิผู้เป็นหัวหน้า


                “ไม่เจอกันนาน เหมือนน้ำหนักจะขึ้นหรือเปล่าครับ~”


                คำทักแรกเปิดมาก็อ้อนเท้า...บอกได้คำเดียวว่าสมเป็นมิยูกิ

                มันช่วยไม่ได้ที่อยากกวนโอ๊ย บอสฝ่ายนั้นทำหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนชนะแน่ เห็นแล้วเกิดสันดานเสียอยากอัดให้ผยองไม่ออก ไม่แน่ใจว่าที่อีกฝ่ายทำหน้ามั่นใจอย่างนั้นเพราะเจ้าเด็กหัวหงอกยอมตกลงมาช่วยวิวาทหรือเปล่า...แต่เขาเคยคิดเผื่อกรณีนี้ไว้เหมือนกัน เตรียมมาตรการรับมือมาระดับหนึ่งแล้วล่ะ

                ขณะหักไม้หักมือรอสัญญาณลั่นระฆังรบ บอสของอิชิโระกลับก้าวขึ้นมาจนอยู่ห่างจากพรรคพวกด้านหลังหลายวา

                “ฉันอยากกำหนดเงื่อนไขการดวล”

                ...มือชะงักในท่ากำลังหักนิ้ว คิ้วเข้มเลิกขึ้น

                จะมาไม้ไหนล่ะนั่น

                ความสงสัยผุดพรายพร้อมกับความตื่นเต้นที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เลือดลมสูบฉีดจนใจเต้นแรง...มิยูกิรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาในบัดดล

                หัวโจกฝั่งเซย์โดเดินนำลูกน้องมายืนประจันหน้ากับมาสะโทชิในระยะห่างห้าก้าว ยอมรับข้อเสนอด้วยน้ำเสียงระรื่นน่าหมั่นไส้ “ว่ามาเลยครับ~”

                เขาไม่กลัวเงื่อนไขสักนิด

                ไม่ว่าเงื่อนไขจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ใช่ว่าผู้เจรจาจะทำตามข้อตกลงเสมอไป สำหรับมิยูกิสัจจะเป็นอะไรที่หวังพึ่งไม่ได้ มีแต่ศักดิ์ศรีนั่นแหละที่จะเป็นตัวบังคับให้ทำตาม เขาอาศัย ‘ช่องโหว่’ ของเงื่อนไขเล่นลูกไม้อยู่ตลอด ไม่นึกว่าศัตรูที่รู้เช่นเห็นชาตินิสัยนี้ดีจะยังขวัญกล้ายื่นข้อเสนอ

                การตะลุมบอนแบบไร้กฎน่าจะดีกว่าแท้ๆ

                บางทีคงวางแผนอะไรไว้…

                ทว่ามิยูกิรู้ดีว่ามาสะโทชิไม่ใช่บอสเจ้าแผนการ นอกจากนี้ยังไม่เคยได้ยินว่าอินาชิโระมีกุนซืออยู่เบื้องหลัง...ทว่านี่มันปีการศึกษาใหม่แล้ว อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ จะคิดเผื่อว่าอีกฝ่ายมีพวกหัวเสธฯ อยู่ในกลุ่มไว้ก่อนก็แล้วกัน เท่าที่ประเมินจากสายตา อินาชิโระมีคนน้อยกว่า หากไม่มีลูกไม้ส่งกำลังเสริมมาสมทบภายหลัง...ไอ้ข้อตกลงที่ว่าน่ะรับๆ ไปก่อนก็ไม่มีปัญหา เพลี่ยงพล้ำขึ้นมาค่อยแหกมันซะ

                คนขี้โกงวางแผนเป็นช่องเป็นฉาก

                มาสะโทชิพูดด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อได้รับความเห็นชอบ “เซย์โดกับอินาชิโระ...จะส่งตัวแทนหนึ่งคนมาดวลตัวต่อตัวนัดเดียวจบ คนชนะจะได้เขตอำนาจที่อีกฝ่ายดูแลไปครอง หลังจากนั้นใครมาอวดเบ่งที่อาณาเขตอีกฝ่ายจะถูกสำเร็จโทษตามที่เจ้าถิ่นเห็นชอบ”

                ฟังแล้วมิยูกิถึงกับผิวปากหวือ

                ตัวต่อตัวเหรอ...ไม่ได้กำหนดว่าเป็นบอสด้วยสิ

                “เงื่อนไขการแพ้ชนะกับอาวุธล่ะ”

                “ทางนายมีข้อเสนอมั้ยล่ะ” มาสะโทชิถามย้อนด้วยเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึมผิดกับคู่สนทนา หากมิยูกิเป็นพวกยิ้มรับทุกสถานการณ์ มาสะโทชิก็เป็นบอสผู้เอาจริงเอาจัง “ถ้าตามปกติก็ต้องตัดสินแพ้ชนะด้วยการยอมแพ้หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสภาพจนสู้ต่อไม่ไหว แต่ถ้าอยากจะเพิ่มน็อกนับสิบด้วยก็ไม่ว่ากัน...กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหนีจะนับว่าแพ้ทันที และผู้ชนะสามารถจัดการได้ตามใจชอบ ส่วนอาวุธแล้วแต่ตัวแทนจะดีกว่ามั้ง”

                พูดอย่างกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง...

                มิยูกิมองประเมินศัตรูขณะรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้เวลาตีกัน เมื่อสู้ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ยอมแพ้ก็จะเผ่นป่าราบเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนยำเละ การตัดสินตัวต่อตัวนอกจากจะเห็นผลแพ้ชนะได้ชัดเจนยังลดความเสียหายลงได้มาก บางทีอินาชิโระอาจมีคนเท่าที่เห็นจริงๆ ถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงการตะลุมบอนโดยใช้วิธีดวลตัวต่อตัวมาเสนอ

                หากสมมติฐานของเขาถูกต้อง แสดงว่าเซย์โดได้เปรียบ

                ...และมาท้าเองแบบนี้แสดงว่ามั่นใจในฝีมือคนที่จะส่งมาสู้อย่างมาก

                แต่ไม่กลัวฝั่งพวกเขาตระบัดสัตย์หรือไง? ในเมื่อแข็งแกร่งกว่า เกิดแพ้ขึ้นมาก็ยกพวกรุมตีได้

                หรือจะไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้? หรือจะไว้ใจเซย์โดมาก?

                ปลายนิ้วแตะคาง สมองยังคงทำงานเต็มกำลัง มิยูกิกำลังแตกแขนงความยิบย่อย ใคร่ครวญอย่างหนักว่าสมควรรับคำท้าไหม ควรเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือเปล่า หากไม่ทำตามข้อตกลงอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับคืออะไร

                เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเวลาบอสคนอื่นจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างคิดเยอะอย่างตนหรือไม่ ทว่าเวลานี้เขาแบกชื่อของโรงเรียนอยู่ ทำอะไรซี้ซั้วไม่ได้

                มาสะโทชิเงียบไปเมื่อเด็กหนุ่มคู่กรณียืนนิ่งเป็นรูปปั้น


                “ตกลงซะ”


                เสียงสนับสนุนดังมาจากแนวหลัง เจ้าของเสียงจะเป็นใครไปได้นอกจากพ่อหนุ่มห้าวจัดคุราโมจิ โยอิจิ อันดับสองของกลุ่มเดาะลิ้นขณะเชิดคางมองเด็กอินาชิโระด้วยแววตาหยามเหยียดทั้งที่ปากพูดกับผู้นำฝ่ายตน


                “แกจะมาป๊อดอะไร เป็นบอสก็ต้องโชว์พาวสิวะ อย่ามาหยำฉานะเว้ย!”


                หยาบคายชะมัด...หยำฉงหยำฉาอะไร

                มิยูกิถอนใจ ขณะเดียวกันรอยยิ้มที่เริ่มเลือนหายก็กลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง...นี่สินะการเป็นนักเลง บางทีก็ต้องขว้างเหตุผลทิ้งไปบ้างเพื่อชักจูงใจของเหล่าคนข้างหลัง มีหัวหน้าปอดแหกที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไร เป็นเขาก็คงไม่เอาด้วย อุตส่าห์เดินทางสายนี้เพื่อความสนุกสนานทั้งที...

                ...ถ้าแพ้ค่อยมาแก้มือแล้วกัน

                “ได้ ทางเราตกลง”

                เขายอมรับง่ายๆ

                คำตอบออกมาแล้ว เก็บกลับคืนไม่ได้อีก

                มิยูกิยืนหลังตรงอย่างองอาจขณะเอียงคอมองบอสฝั่งตรงข้ามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ทุกการกระทำจะชวนมอง ทว่าในสายตาคู่อริเด็กหนุ่มกลับดูอวดดีขึ้นจากที่อวดดีอยู่แล้วเป็นทบทวี

                “ฝั่งเซย์โดจะส่งใครมาล่ะ” บอสมาสะโทชิว่าขณะถอยกลับไปรวมกับคนอื่นเมื่อการเจรจาลุล่วง เขาเลือกนั่งชันเข่าขึ้นหนึ่งข้างบริเวณที่มีหญ้าปกคลุมบางๆ แสดงออกชัดมากว่าตนไม่ใช่ตัวแทน

                แม้กังวลใจอยู่บ้างที่การดวลเดี่ยวทำให้ระบบหมาหมู่ถูกขับออกจากรายชื่อตัวช่วย กระนั้นมิยูกิก็ยังมั่นใจในความสามารถของตนว่าจะไม่แพ้ใครก็ตามที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมา เขายกมือขวาขึ้นระดับไหล่ ตอบอย่างเย็นใจเหลือแสนว่า “ผมเอง~”

                เด็กหนุ่มกวาดตามองรอบๆ รอดูว่านารุมิยะ เมย์จะมาปรากฏตัวจากมุมไหน บางทีอาจปะปนอยู่ในกลุ่มเด็กอินาชิโระที่ยืนออแน่นขนัดทางด้านหลัง...เปิดตัวด้วยการให้คนอื่นแหวกทางให้แล้วเดินเก๊กออกมา

                มิยูกิมีบัญชีหมั่นไส้ติดค้างกับหมอนี่ฐานมาวอแวเทวดาน้อยของตน รับรองว่าจะไม่ออมมือแน่

                ทว่าสิ่งที่รอคอยไม่เกิด ฝูงชนไม่ได้แหวกออก การเคลื่อนไหวกลับเกิดขึ้นที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างระหว่างเด็กเซย์โดและเด็กอินาชิโระ

                เสียงแซ่กๆ ดังขึ้น

                ...ใบไม้ร่วงกราว

                และแล้วร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ร่อนลงพื้นอย่างงดงาม

                มิยูกิมองเงาร่างที่กำลังยืดตัวขึ้นยืนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

                ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้...


                “...ผมเป็นตัวแทนฝั่งอินาชิโระ”


                เด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นรักแรกพบคนนั้น

                ซาวามุระ เอย์จุนเอ่ยด้วยเสียงเรียบเย็น ใบหน้าไร้อารมณ์ผิดกับสีหน้ายิ้มแย้มร่าเริงตอนอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง...กลายเป็นเทวดาที่ยืนกลางสมรภูมิรบแล้วจริงๆ มิยูกิที่ควบคุมการแสดงออกได้ดีมาตลอดเผลอหลุดใจจริงออกมาในตอนนั้น โชคดีที่เขาหันหลังให้พวกคุราโมจิ ไม่อย่างนั้นเจ้าพวกนั้นคงรู้แน่ว่าตนลงมือกับคนตรงหน้าไม่ได้

                ทำไมล่ะ...

                ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม

                “ทั้งที่รับปากไปแล้วว่าจะไม่มีเรื่อง เสียใจจริงๆ ที่รักษาคำพูดไม่ได้” เอย์จุนเอ่ยอย่างรู้สึกผิด ใบหน้าหมองลงเล็กน้อย ทว่ายังคงยืนเผชิญหน้ากับมิยูกิอย่างองอาจ “ผมจำเป็นต้องชนะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นายถอนตัวจะได้ไม่เจ็บฟรี”

                “ทำไมแกถึงไปอยู่กับพวกนั้นได้!!”

                จังหวะที่บอสยังพูดไม่ออก พวกเซย์โดคนอื่นตั้งท่าพร้อมรบอย่างตึงเครียด โดยเฉพาะเหล่าคนที่เคยเผชิญหน้ากับเอย์จุนโดยตรงมาก่อนจะเครียดเป็นพิเศษ สาเหตุเป็นเพราะรู้ดีว่าบอสคนปัจจุบันไม่สามารถเอาชนะคนตรงหน้าได้

                ดวงตาสีอำพันมองเหล่าเด็กหนุ่มที่แผ่ความเป็นอริออกมาจนแสบผิวก่อนละทิ้งความสนใจแล้วหันมาทางคู่ต่อสู้ ริมฝีปากเปล่งเสียงคล้ายจะขอความเมตตาว่า “คุณหัวโจก ยอมแพ้เถอะ เราไม่มีความแค้นต่อกัน ผมไม่อยากทำร้ายคุณเลย”

                “งั้นนายก็ถอนตัวสิ” หัวโจกใหญ่พึมพำเมื่อหาเสียงตัวเองพบ สีหน้าย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด

                เอย์จุนขมวดคิ้วอย่างอึดอัด “ทำแบบนั้นไม่ได้”

                ...โดนบังคับรึ

                มิยูกิมองทางฝั่งอินาชิโระที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ราวกับนึกสงสารอยากตอบปัญหาคาใจ คนพวกนั้นแหวกทางให้คนด้านในเดินออกมา ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกผลักล้มลงพื้น มือและเท้าถูกมัดอย่างแน่นหนา แม้มองไม่เห็นแผลตามตัวแต่อีกฝ่ายไม่มีสติแล้ว

                เด็กหนุ่มคนนั้นคือฟุรุยะ ซาโตรุ

                ตัวประกัน...

                มิยูกิเข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

                “คุณให้เท..แค่ก ให้ซาวามุระ เอย์จุนเป็นลูกน้องแลกกับหมอนั่นงั้นเหรอฮาราดะซัง ความคิดพรรค์นั้นมีแต่ช่องโหว่เต็มไปหมด” ใจไม่อยากสู้ ต่อให้สู้ก็อาจจะสู้ไม่ได้อย่างที่คนอื่นคิด มิยูกิมีแต่ต้องหาทางแก้ปัญหาอื่นนอกเหนือจากการดวลเดี่ยวกับเทวดาน้อย “ปกติแล้วคนที่จับตัวคนอื่นเป็นตัวประกันต้องปิดบังตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกตามล้างแค้นถูกเว้นแต่จะมีกำลังเหนือกว่า แต่กรณีของคุณมันไม่ใช่! ฮาราดะซังน่ะสู้ซาวามุระ เอย์จุนไม่ได้! ทำแบบนี้มีแต่จะเพาะความแค้นให้หมอนี่ไปตามเอาคืนทีหลังก็เท่านั้น ไม่รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่แต่เปลี่ยนแผนตอนนี้ก็ยังทันนะ!”

                ใครคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาตามหลังตัวประกัน ผมสีดำแสกกลางยาวปรกต้นคอ...มุไค ไทโย

                ผู้มาใหม่นั่งทับแผ่นหลังฟุรุยะอย่างวางมาด มือจับมีดผีเสื้อจ่อใบหน้าคนหมดสติอย่างไม่ลังเล คมมีดสัมผัสผิวสีขาวถากๆ ออกแรงขึ้นอีกนิดเลือดสีแดงฉานคงไหลอาบใบมีดเปล่งประกายนั้น

                “อย่ายืดเยื้อ พ่อเทวดาสีดำ อยากให้หน้าหล่อๆ ของเพื่อนรักเป็นแผลหรือไง นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวรักคุณธรรมหรอกน่า ลงมือได้แล้ว”

                มุไคเมินเฉยต่อวาจาของมิยูกิโดยสิ้นเชิง

                เอย์จุนเห็นใบมีดสัมผัสผิวเพื่อนก็กลับมามีสมาธิ ดูท่าจะไม่อยากเสียเวลาจนเกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตัวประกัน เขาเอ่ยกับมิยูกิว่า “เงื่อนไขการแลกตัวหมอนั่นคือเอาชนะนายไม่ใช่ไปเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นขอโทษด้วยที่ต้องลงมือ”

                เห็นเอย์จุนเข้าโหมดเตรียมพร้อม มาสะโทชิให้คำแนะนำในฐานะผู้มีประสบการณ์มาก่อน “ระวังลูกตุกติกของหมอนั่นไว้ด้วยล่ะ ครั้งที่แล้วฉันโดนสเปรย์พริกไทยอัดสองตาเต็มๆ”

                “ขี้โกงจริงๆ...” เอย์จุนพึมพำขณะขมวดคิ้ว

                มิยูกิอยากจะกรีดร้องให้แผ่นดินสะเทือน

                อย่ามองเขาแบบน้านนนนน...!

                น้ำตาแทบไหลแต่ไม่มีเวลาให้มาทำตัวไร้สาระ เด็กหนุ่มถอดแว่นเก็บใส่กระเป๋ากางเกงได้ทันท่วงทีขณะโยกตัวหลบขายาวๆ ของอีกฝ่ายที่โจมตีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขารังเกียจตัวเองขึ้นมาจับใจที่หวังอยากให้เทวดาน้อยใส่กางเกงขาสั้นจะได้เห็นขาวอบแวบขณะเคลื่อนไหว

                ช่วยไม่ได้...เพิ่งเคยเห็นใส่ชุดไปรเวทครั้งแรกนี่นา

                ฮือ น่ารักที่สุด

                รู้เต็มอกว่าควรห่วงชีวิตแต่มันเกินจะหักห้ามใจ ได้แต่สมเพชจิตเบื้องต่ำที่โผล่ออกมาแวบหนึ่งเมื่อสักครู่ขณะปล่อยให้สายตากับสัญชาตญาณทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย

                ตอนนี้ถ้าสติหลุดได้โดนเทวดาน้อยเหยียบมิดแน่...

                มิยูกิอยากเค้นรอยหยักในสมองแก้สถานการณ์ทว่าสมาธิเกือบทั้งหมดพุ่งไปยังการรับมือเอย์จุนที่พอโจมตีปุ๊ปก็โหมรุกอย่างดุเดือด เด็กคนนั้นสมแล้วที่ถูกประณามว่าเป็นอสุรกาย การโจมตีนอกจากรวดเร็วยังหนักหน่วงและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน แค่หลบหลีกยังรากเลือด พลาดโดนเฉี่ยวบ้างโดนอัดบ้างก็หลายครั้ง ทั้งยังไม่เปิดช่องว่างให้ตอบโต้...เสียงร่างกายแหวกอากาศเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วย

                อย่าบอกนะว่าออมมือแล้วค่อยๆ เอาจริง...

                หากเดาถูกนรกคงอยู่ไม่ไกลเพราะออมมือยังไม่มีปัญญาสู้

                คนเป็นบอสใหญ่อย่างเขาได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน

                “ผมไม่รู้วิธีฟาดให้สลบเหมือนในหนัง มีแต่ต้องทำให้เจ็บจนสลบเท่านั้น ยอมแพ้ดีๆ ไม่ได้หรือ”

                ระหว่างที่สมองหยุดทำงานเพราะได้แต่นึกหาทางรับมือการโจมตีแต่ละกระบวน เอย์จุนเอ่ยออกมาอย่างจนใจ จะอย่างไรก็อยากเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ให้ได้...เสียงนั้นดังไม่เกินเสียงกระซิบ มีเพียงมิยูกิคนเดียวที่ได้ยิน แสดงว่าคนพูดคงไม่อยากให้บอสของอินาชิโระเข้ามายุ่ง

                เป็นอย่างนี้ยังพอมีทางเจรจา...

                “ช่วยออมมือลงอีกนิดแล้วมาคุยกันหน่อยเถอะ”

                “...?”

                ดวงตาสีอำพันโตขึ้นเล็กน้อย อดีตเด็กเกยอมลดกำลังและความเร็วลง กระนั้นก็ยังซัดมือและเท้าเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่อพิรุธ มิยูกิล่ะนับถือนัก...ขนาดนี้เขายังได้แต่ปัดป้องอย่างน่าอนาถ หาช่องสวนกลับไม่ได้เลย

                “ตัวประกันมีหมอนั่นคนเดียวใช่มั้ย?”

                หน้าแข้งจู่โจมในความสูงระดับต้นคอ มิยูกิยกแขนขึ้นมากันได้ทันท่วงทีเพราะความเร็วอีกฝ่ายตกลงแล้ว กระนั้นกำลังขาที่ยังหนักหน่วงก็เหนี่ยวตัวเขาเซไปทั้งการ์ด...ระดับต่างกันเกินไปจริงๆ คำเล่าลือเกี่ยวกับความแข็งแกร่งนั่นเป็นของแท้อย่างไม่ต้องสงสัย ชั่วชีวิตนี้บางทีเขาคงไม่อาจก้าวข้ามคนคนนี้ไปได้

                เด็กหนุ่มใช้ขาข้างหนึ่งยันร่างกายสุดกำลังถึงประคองตัวเอาไว้สำเร็จ มีเวลาเพียงหนึ่งวินาทีสำหรับการตั้งตัวรับการจู่โจมระลอกใหม่ ดวงตาเห็นคู่ต่อสู้พยักหน้านิดๆ ตอบคำถามก่อนซัดหมัดตรงเข้ามาอีกระลอก มิยูกิไม่สามารถหลบหมัดนั้นได้ทัน

                ฟุ่บ

                ...โชคดีที่มันเฉียดข้างหูไป แสดงว่าเทวดาน้อยของเขาจงใจโจมตีพลาด

                หัวหน้าใหญ่พยายามหลบมือเท้าที่พุ่งเข้ามาไม่หยุด ปากก็กระซิบเสียงเบา “ฉันจะส่งสัญญาณให้พวกคุราโมจิช่วยตัวประกัน เท่านี้นายก็ไม่ต้องสู้กับฉัน”

                “แบบนั้นไม่ได้”

                ปึ้ก!

                หมัดซ้ายกระแทกการ์ด...เจ็บจนนิ่วหน้า

                เอย์จุนพึมพำเสียงเครียดขณะที่ยังขยับเท้าเข้าหาเพื่อไล่ต้อนมิยูกิ “ผมตอบรับข้อเสนอของฝ่ายนั้นเพราะไม่อยากเสี่ยงให้ซาโตรุบาดเจ็บ เดิมทีเรื่องชิงตัวประกัน...แค่คนคนเดียวผมก็ช่วยได้ แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่เร็วไปกว่ามีดที่จ่อซาโตรุอยู่แน่เลยยอมทำตามเงื่อนไขที่ทางนั้นยื่นมา”

                เม็ดเหงื่อไหลตามโครงหน้าหล่อเหลา

                ความปลอดภัยของตัวประกันสำคัญที่สุด

                พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้มีแม้แต่รอยขีดข่วนเพิ่ม...โจทย์ยาก เป็นไปไม่ได้แน่


                “เฮ้ นี่นายออมมือหรือไง”


                เสียงมุไคเร่งมาอีกครั้ง มิยูกิอยากจะปราดไปเสยคางอีกฝ่ายนัก

                เด็กหนุ่มพยายามยื้อเวลาขณะสบดวงตาคู่สีอำพันซึ่งกลับมาเพิ่มแรงตอบสนองคำพูดดังกล่าว การหาทางคลี่คลายปัญหาทำได้ยากเหลือเกินเมื่อไม่มีเวลามานั่งคิดดีๆ...ใช้หัวไปวิวาทแบบเสียเปรียบไปมันเกินกำลังนะเฟ้ย บัดซบเอ๊ย!

                อ๊ะ จริงด้วย...

                “...แต่ฮาราดะซังอาจจะไม่คืนเพื่อนนายก็ได้นี่! ถึงจะชนะฉันถ้าเขาไม่คืนคน นายจะทำยังไง!”

                เรี่ยวแรงมหาศาลกระชากเสื้อก่อนกระแทกลงกับพื้น หัวเข่ากดหลังมิยูกิอย่างไร้ความปราณี มือข้างหนึ่งรวบแขนสองข้าง อีกมือจับหมับเข้าที่ไหล่ ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่เกิดความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ เอย์จุนพูดเร็วปรื๋อราวกับคิดคำตอบของคำถามนี้ไว้ก่อนแล้ว “เอาชนะนายคนเดียวง่ายกว่าคนทั้งโขยง ฉันเลยลองเสี่ยงกับทางเลือกนี้ก่อน”

                รอบตัวอื้ออึงทันที่ที่บอสฝ่ายหนึ่งโดนรวบตัว ฝั่งเซย์โดหน้าเครียดในฉับพลัน

                “ยอมแพ้เถอะ”

                คราวนี้เอย์จุนพูดด้วยระดับเสียงปกติให้ทุกคนได้ยินกันทั่ว มิยูกิซึ่งเพิ่งได้พักหายใจรีบกอบอากาศเข้าปอด ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบอสโรงเรียนศัตรู แทนที่จะยอมแพ้กลับพูดเรื่องอื่นออกไปแทน

                “ฮาราดะซังไม่ได้เป็นคนวางแผนเรื่องจับตัวประกันใช่รึเปล่า!”

                เด็กปีสามซึ่งหน้าแก่กว่าอายุจริงหลายปีเลิกคิ้ว ในใจนึกสงสัยว่าเจ้าคนปลิ้นปล้อนจะมาไม้ไหน ขณะเดียวกันก็ไม่อยากตกหลุมพรางอีกฝ่ายโง่ๆ

                เขาเลือกจะนั่งเงียบอย่างเดิม

                กลับเป็นมุไคที่ตอบตอบสนองด้วยการกดดันคนกลางสนาม เด็กหนุ่มทิ้งน้ำหนักลงบนร่างตัวประกันจนได้ยินเสียงสำลัก...คนหมดสติกลับมาลืมตาอย่างสะลึมสะลืออีกครั้ง

                “ซา...!”

                “หยุดอยู่ตรงนั้น!”

                ก่อนเอย์จุนได้ตะโกนจบ คมมีดในมือกดลงบนโหนกแก้ม...อีกนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ...คงได้เห็นเลือดกันแน่ มุไคยังคงเป็นมุไคที่เด็ดขาดเสมอ เขาใช้ความปลอดภัยของฟุรุยะมาข่มขู่ให้เร่งลงมือปิดบัญชีบอสฝั่งเซย์โดซึ่งบัดนี้โดนรวบตัวอยู่กลางสนาม

                ทว่ารองบอสของอินาชิโระลงมือผิดไปนิดหน่อย

                ดวงตาสีอำพันเบิกโพลง ความรู้สึกหายไปจากใบหน้า...สติของซาวามุระ เอย์จุนใกล้หลุดเข้าไปทุกที เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเย็นเยือกเมื่อเห็นภาพดังกล่าวว่า “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าสร้างแผลให้หมอนั่นมากไปกว่านี้จะเล่นงานพวกนายให้ยับ...”

                จิตสังหารแหลมคมหนักหน่วงจนคนถืออาวุธหน้าซีด เผลอชักมีดออกราวกับถูกควบคุม

                บรรยากาศรอบตัวชายผู้ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดราวกับจะขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นชิ้นๆ

                มิยูกิจ้องฟุรุยะเขม็ง...ชังน้ำหน้าจับใจ ทำไมเทวดาน้อยสุดที่รักต้องทำเพื่อหมอนี่ขนาดนี้ด้วย! โธ่เว้ย! โดนกระทืบแหลกไปซะเหอะ! หมั่นไส้โว้ย!

                “จะยังไงก็แล้วแต่ยอมแพ้หรือยังมิยูกิ คาซึยะ สภาพนายตอนนี้ตอบโต้ไม่ได้แล้ว ยื้อไปก็รังแต่จะเจ็บตัวฟรีไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ” ฮาราดะ มาสะโทชิส่งสายตาปรามผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนปรายตามองศัตรูที่สยบแทบเท้าหนุ่มรุ่นน้องอย่างง่ายดายทั้งที่ปีก่อนตนทุ่มสุดกำลังก็ทำได้เพียงประมืออย่างสูสี

                “อย่าเพิ่งพูดอย่างนั้นน่า ฟังผมก่อนเถอะ” มิยูกิยังเล่นลิ้น แน่นอนว่าแม้พูดจาไม่เข้าหูแต่เด็กหนุ่มฉลาดพอจะไม่ใช้น้ำเสียงยั่วยุเพื่อให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากมากขึ้น “ฮาราดะซัง วิธีการนี้มันมีช่องโหว่อยู่นะ ล้มเลิกซะเถอะ ปล่อยตัวประกันแล้วมาสู้กันแฟร์ๆ ดีกว่า อย่าดึงคนนอกมาเอี่ยวเลย”

                “ฉันไม่สนใจฟังนายพล่ามหรอกนะ!” มุไคกระชากเสียง เขาหันไปตะโกนกับเอย์จุน “เราจะปล่อยตัวเพื่อนของนายแน่ๆ เก็บตัวไว้ก็ไม่ได้อะไร รีบจัดการหมอนั่นได้แล้ว!”

                เอย์จุนซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนหันมาตั้งสมาธิกับบอสโรงเรียนตัวเองในทันที

                มิยูกิรีบยื้อเวลา “เดี๋ยว!”

                “ไม่ล่ะ...” คนพูดส่ายศีรษะขณะปฏิเสธน้อยๆ อย่างสงบ “ฉันไม่มีเวลาแล้ว ซาโตรุหัวแตก ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสิบกว่าชั่วโมงแล้วด้วย ถึงจะรู้สึกผิดต่อนายอยู่บ้างแต่มันจำเป็น ขอโทษนะ”

                หัวไหล่ถูกกำแน่น มิยูกิเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ...เทวดาน้อยจะถอดไหล่เขาหรือไง ทำเป็นด้วยเรอะ! ฟาดให้สลบไม่เป็นแต่ถอดไหล่เป็นเนี่ยนะ!

                “อย่านะ!”

                “งั้นฉันจะเริ่มจากมือก่อนแล้วกัน เผื่อนายจะปฏิเสธหลังจากนี้”

            กร๊อบ

                “...!!!!!!!!!!!!!”

                ศักดิ์ศรีของบอสทำให้มิยูกิกัดปากจนเลือดซิบ ทว่าสีหน้าที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างชัดเจนเรียกความพึงพอใจให้กับเด็กอินาชิโระอย่างมาก

                เหล่าอันธพาลโรงเรียนเซย์โดต่างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดแทบทะลุ สถานการณ์แบบนี้ยังไงก็ไม่มีทางสงบใจได้...หากไม่ใช่บอสส่งสัญญาณว่าห้ามขยับตัวทำอะไรทั้งสิ้นพวกเขาไม่มีทางจะยืนเฉยอย่างนี้แน่

                มิยูกิหอบแฮ่กมองการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

                ...มือขวาไปซะแล้ว

                เขาไม่รู้วิธีขยับมือให้เข้าที่จึงจำต้องปล่อยให้อยู่สภาพนั้นต่อไป...ตอนเหลือบตามองพอเห็นว่าข้อมือสีไม่เปลี่ยนแต่ผิดรูปไปเล็กน้อย อาการไม่ถึงขั้นเลวร้าย...มั้งนะ

                “ยังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ” น้ำเสียงของมาสะโทชิแจ่มใสขึ้นมาก

                เอย์จุนหันหน้าไปทางหัวโจกที่จับตัวเพื่อนรักตัวเองไป คิ้วขยับชนกัน น้ำเสียงก็ดุดันตามไปด้วย “เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง ปล่อยซาโตรุได้แล้ว”

                ทว่ามุไคกลับส่ายหัว “ยังไม่หมดสภาพนี่นา เมื่อก่อนนายเล่นเอิกเกริกกว่านี้อีกไม่ใช่รึไง? นี่เลือดสักหยดยังไม่เห็นเลยนะ”

                “ผมไม่มีความแค้นกับผู้ชายคนนี้ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น” เอย์จุนตอบอย่างหนักแน่น

                เทวดาน้อย...

                ถึงจะโดนอัดทั้งตัว มือเป็นอย่างที่เห็น ตอนนี้ก็ยังถูกคุมตัว...ทว่ามิยูกิรู้ดีแก่ใจว่าเทวดาน้อยออมมือสุดๆ คนที่เคยอัดคุราโมจิจนปากและคิ้วแตกเยินอย่างในรูปที่เคยเห็นไม่มีทางมีฝีมือแค่นี้แน่ เขาซึ้งใจเด็กหนุ่มรุ่นน้องคนนี้สุดกำลัง ทั้งคิดจะเจรจากับเขา ทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายเขา ต่อให้สุดท้ายยังเล่นงานอย่างไม่มีทางเลือกแต่ก็ทำดีที่สุดแล้ว

                เรื่องที่ว่ารักคุณธรรมสุดๆ เป็นเรื่องจริง ไม่มีข้อโต้แย้ง

                ...แต่เบามือได้อีกนิดจะดีมากเลย

                “หลังจากนี้พวกนายก็ไปจัดการกันเองสิ ผมไม่เกี่ยวด้วยแล้ว” เอย์จุนยังต่อรองกับเด็กหนุ่มผมสีดำในช่วงที่มิยูกิกำลังหลุดเข้าไปเพ้อเจ้อในโลกของตัวเอง

                “แต่เงื่อนไขการแพ้ชนะคือ ‘หมดสภาพ’ กับ ‘ยอมแพ้’ ยังไม่บรรลุเงื่อนไขสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องถอดไหล่สักสองข้าง...ไม่สิ สักข้าง” มาสะโทชิไม่อ่อนข้อให้โดยง่าย “ในเมื่อนายไม่เกี่ยวจะเล่นงานหมอนี่สักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”

                คนต้องตัดสินใจหน้าเครียด มือข้างที่จำกัดอิสระมิยูกิเผลอบีบแน่นด้วยความอึดอัด

                จิตมโนธรรมกับความสำคัญของฟุรุยะ ซาโตรุตีกันอย่างรุนแรง

                ทันใดนั้น...


                พลั่ก!!!


                บรรยากาศตึงเครียดถูกทำลายลง

                ทุกสายตาพร้อมใจกันมองร่างมุไคที่กระเด็นหวือโดยไม่ได้นัดหมาย

                ศีรษะของเด็กหนุ่มโดนกระแทกด้วยก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นอย่างแรงจนร่างกายกระเด็นออกด้านข้าง เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดราวกับหนังสยองขวัญ ขนาดแค่มองยังเจ็บแทนทั้งยังนึกในใจว่าใครกันหนอช่างลงมือได้ไร้เมตตาถึงเพียงนี้



                “มาช่วยแล้วนะ บอส!”


                ที่ดินร้างแห่งนี้มีกำแพงขนาบสามทิศทางทำให้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว และตรงนั้นที่เคยเปิดโล่ง บัดนี้กลับมีกองกำลังที่สามรวมกลุ่มปักหลักขวางอยู่...ตรงหน้าสุดของกองกำลังเด็กมัธยมปลายหลากเครื่องแบบมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนยิ้มยิงฟันขณะโยนก้อนหินที่ขนาดไม่ด้อยไปกว่าก้อนที่เพิ่งกระแทกหัวมุไค ไทโย

                มาสะโทชิมองเด็กหนุ่มในเครื่องแบบโรงเรียนอินาชิโระอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

                “ซานาดะ ชุนเปย์...?”