Wednesday, 30 November 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] Straight Line Part 1.5

Fanfic Daiya no A
Straight Line
[Part : 1.5]




Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW







แฟนสาวคนล่าสุดเป็นเด็กร่วมมหาลัย เรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ เป็นคนสวยชนิดเด่นจนต้องมองเหลียวหลัง นิสัยดี ร่าเริงอ่อนโยน เพราะได้ทำกิจกรรมระหว่างคณะร่วมกันเลยมีโอกาสคบหาสนิทสนม ความสัมพันธ์รุดหน้าจนฝ่ายหญิงสารภาพรัก เพราะประทับใจในตัวเจ้าหล่อนเลยตอบรับง่ายๆ และเริ่มคบหากันอย่างจริงจัง

เธอเป็นคนน่ารัก มีเหตุผล เวลาอยู่ด้วยจึงผ่อนคลายและสบายใจ การอยู่ข้างเธอเป็นความสุข มิยูกิจึงคิดว่าจะไปได้ดีกับเธอ แต่เขาผิด

แน่ล่ะว่าคนรักไม่มีอะไรให้ตำหนิติเตียน นิสัยใจคอที่เสมอต้นเสมอปลายไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์แตกหัก

ปัญหาอยู่ที่ตัวมิยูกิเอง

ความรู้สึกกระตือรือร้นอยากพบหน้าจางหายลงตามวันเวลาจนแทบจะเกลียดตัวเอง ตั้งแต่โดนทักว่าพูดถึงรุ่นน้องที่ชื่อซาวามุระบ่อยๆ มิยูกิเริ่มเปรียบเทียบว่าตอนอยู่กับเอย์จุนทำไมถึงรู้สึกสบายใจกว่าตอนอยู่กับคนรักที่ดีพร้อมขนาดนี้

เขาเริ่มลังเล

เขาเริ่มสงสัย

ในที่สุดก็ถามตัวเองจนได้ว่าเขารักคนรักในตอนนี้จริงๆ หรือ? คนที่อยากให้อยู่ข้างๆ มากที่สุดคือเธอจริงๆ หรือ?

ปรากฏว่าภาพที่ปรากฏในใจกลับกลายเป็นรอยยิ้มกว้างขวางของใครอีกคน คนที่บ้าบอและงี่เง่าไม่มีใครเกิน...แสดงออกว่ารักเขาล้นเหลือจนแทบจะเหมือนการเล่นละคร

ดูเหมือนคนที่ตน รัก จริงๆ จะกลายเป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนเก่า

พอตระหนักได้จะให้คบกับคนอื่นก็ทำไม่ลง มิยูกิบอกเลิกคนรัก เธอดูตกใจและสงสัยแต่ไม่ได้ฟูมฟาย...ราวกับคาดไว้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง ตอนถูกถามว่าคนที่เขารักจริงๆ คือรุ่นน้องที่ชื่อซาวามุระ เอย์จุนใช่ไหม สิ่งที่มิยูกิทำได้คือการพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน

เขาอยากเริ่มต้นใหม่กับเอย์จุน อยากเป็นคนรักของเด็กคนนั้นอีกครั้ง...เป็นคนรักอย่างแท้จริง ไม่ใช่คบกันเพราะใจอ่อนอย่างครั้งก่อนหน้า

ถ้าบอกว่ารักซาวามุระจะทำหน้ายังไงนะ

มิยูกิเก็บความลิงโลดเอาไว้ ความรู้สึกของพวกเขาตรงกันแล้ว อนาคตไม่น่ามีอุปสรรค

...ใช่ ไม่น่ามี แต่มันดันมี

สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรได้ถ้าไม่ใช่ตัวเองหนังหน้าบางเกินทน

ปกติก็หน้าหนาอยู่หรอก แต่เอย์จุนวิ่งเข้าใส่จนเคยตัว จะเป็นฝ่ายขอคบก่อนก็ป๊อดจนพูดไม่ออก แค่เค้นคำบอกรักยังเค้นไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ก็หาจังหวะดีๆ ไม่เจอ แถมคำรักจากอีกฝ่ายที่ได้ยินจนชินชา พักหลังเริ่มหงุดหงิดที่เจ้าตัวพูดออกมาง่ายๆ เหมือนมันไม่มีความหมายสำคัญ ยิ่งได้ข่าวว่าไปเดทกับสาวที่ไหนก็ไม่รู้ อารมณ์ดีๆ ตอนแรกเลยหายวับ

ยังรักเขาอยู่หรือ?

ยังรักจริงหรือ...?

ความแคลงใจก่อเกิดความร้อนรน มิยูกิเคยกลั้นใจถามออกไปได้ครั้งหนึ่ง


นายรักฉันจริงเหรอ

เอ๋า ก็บอกให้ฟังมาตลอด นี่นายไม่เชื่อเลยเหรอเนี่ย เจ็บปวดชะมัด!’

แต่ว่า...

ฉันเคยคบใครนอกจากนายมั้ยล่ะ?


โดนย้อนแบบนั้นบทสนทนาเลยต้องปิดตัวลง มิยูกิค้านต่อไม่ออก ความเคลือบแคลงยังคาราคาซัง กระนั้นกลับไม่มีหน้าไปพูดอะไรอีก ตัวเองไม่เคยแม้แต่จะแสดงออกว่ารักเอย์จุนอย่างคนรัก บอกรักยังไม่สามารถ...แล้วจะไปซักไซ้อะไรได้ ไหนจะเรื่องที่เคยคบคนอื่นอีกล่ะ กล่าวได้ว่าไม่มีกระทั่งสิทธิ์ในการตั้งข้อสงสัยในความรู้สึกของเอย์จุนด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้ว

ได้เวลาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงเสียที

หลังลังเลมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องบังคับตัวเองให้พูด มิยูกิไม่อยากยื้อเวลาอีกต่อไป ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ ยังไงก็ต้องพูด ในเมื่อไม่ยอมพูดสักทีก็ต้องสร้างสถานการณ์บังคับตัวเองแล้วล่ะ


มีเรื่องอยากคุยด้วย มาเจอกันหน่อยได้หรือเปล่า


เช้าวันเสาร์ที่อากาศดีมาก มิยูกิที่คิดหนักจนไม่ได้นอนยันเช้าส่งข้อความตัดทางหนีตัวเองให้เอย์จุน

ครั้งนี้จะบอกให้ได้...


บอกว่ารัก

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] Straight Line Part 1

Fanfic Daiya no A

Straight Line

[Part : 1]




Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW




พอรู้ตัวว่ามีความรัก ซาวามุระ เอย์จุนสารภาพรักทันที

เด็กหนุ่มเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว ไม่เห็นประโยชน์ว่าการยื้อเวลาจะช่วยอะไร ตอนม.ปลายปีสอง เขาเดินเข้าไปหากัปตัน ยืดอกประกาศคำรักอย่างลูกผู้ชายอกสามศอก

ผลของความใจเร็วครั้งนั้นคือโดนปฏิเสธ...แน่นอนที่สุด

แม้จะตกใจในตอนแรกทว่ามิยูกิ คาซึยะก็กลับมายิ้มเรี่ยราดภายในเวลาไม่กี่วินาทีและตอบปฏิเสธอย่างเยือกเย็นสมเป็นตัวเอง เอย์จุนเดาผลลัพธ์ได้แต่แรกจึงไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้เห็น อย่างไรก็ตาม แค่โดนปฏิเสธสักหนไม่ได้ทำให้คนหัวดื้อตัดใจแต่อย่างใด ในเมื่อมิยูกิยังไม่มีแฟน คนที่ชอบก็ดูเหมือนจะไม่มี ทำไมต้องรีบตัดใจกับแค่โดนปฏิเสธสักครั้งสองครั้งด้วย เอย์จุนประกาศชัดว่าตนจะพยายามต่อจนกว่ามิยูกิจะมีคนรักนั่นแหละ เตรียมใจไว้ซะ!
           
กัปตันชมรมเบสบอลโรงเรียนมัธยมปลายเซย์โดเพียงแต่หัวเราะฮ่าๆ เมื่อได้ยินคำประกาศราวกับมันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
           
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นเหมือนที่แล้วๆ มา เซาท์พาวพิชเชอร์แม้จะมีความรักก็ไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับกิจกรรมชมรม ยังคงตั้งใจซ้อมและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าสภาพก่อนและหลังสารภาพรักแทบไม่ต่างกัน วิธีพูดกับรุ่นพี่ที่ตนชอบก็ไม่ได้เคารพนบนอบมากขึ้น เรียกได้ว่าทำตัวเป็นปกติอย่างมาก
           
สิ่งเดียวที่ปฏิบัติต่างจากตอนก่อนรักมิยูกิคือการแสดงออกว่าหลงรักแคชเชอร์คนเก่งอย่างชัดเจน อยู่ๆ นึกอยากบอกรักขึ้นมาก็แหกปากไม่เลือกสถานการณ์และสถานที่ ตอนแรกคนรอบตัวยังทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเพราะรับไม่ค่อยได้กับความสัมพันธ์แนวนี้ของคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ชายทั้งคู่...พอเวลาผ่านไปถึงเริ่มเห็นเป็นเรื่องปกติ
           
เหตุการณ์ทำนองนี้ดำเนินไปเรื่อยจนถึงวันจบการศึกษาของปีสาม วันนั้นเอย์จุนขอคบมิยูกิด้วยสีหน้าจริงจัง พอโดนถามว่าไม่รอให้ตนรักก่อนค่อยขอคบจะดีหรือ เอย์จุนก็ยิ้มกว้าง
         

เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้นายจะไปเรียนที่อื่นแล้ว ถ้าชิงขอคบไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นไงล่ะ!’
           

กระนั้นเด็กหนุ่มก็บอกต่อว่าถ้าเจอคนที่ชอบจริงๆ เมื่อไหร่ให้บอกตนทันที หากเวลานั้นมาถึงจะยอมถอยอย่างลูกผู้ชาย

มิยูกิอดยิ้มด้วยความอ่อนใจไม่ได้ แม้ไม่ได้รักใคร่ด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันแต่มิยูกิเอ็นดูเอย์จุนอยู่มากถึงได้ยอมปล่อยให้ทำอะไรตามใจมาตลอด

ครั้งนี้ก็ใจอ่อนเหมือนที่แล้วๆ มา

ทั้งสองคนจึงเริ่มคบกัน








จบจากเซย์โดมาแล้วสองปี ซาวามุระ เอย์จุนยังคงสิงสถิตอยู่ที่โตเกียว

ตอนเรียนปีสุดท้ายมีการทาบทามมาจากมหาลัยสองสามแห่ง หลังพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบกับไปดูสถานที่จริง สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เลือกเข้าศึกษาต่อยังมหาลัย D เอย์จุนวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส งานนี้จะเอาชนะมหาลัยที่ฟุรุยะเรียนอยู่ให้ได้

...ดันกลายเป็นเรียนที่เดียวกันซะอย่างนั้น

ทั้งเอย์จุนและฟุรุยะมีความเห็นว่าอยากอยู่หอพักนอกมหาลัยเหมือนกันเลยกอดคอกันไปหาห้องแล้วหารกันออกค่าใช้จ่าย เอย์จุนอยากลองทำงานพิเศษ ส่วนฟุรุยะอยากอยู่ห้องแอร์ หอพักสำหรับนักกีฬาไม่ตรงตามเงื่อนไขถึงได้พากันมาอยู่ข้างนอก แม้จะยังเป็นคู่แข่งที่จิกกัดกันตลอดแต่ก็สนิทกันมากขึ้นกว่าสมัยเรียน ม.ปลายชนิดเทียบกันไม่ได้

คู่แข่งตัวเอ้เลยกลายเป็นรูมเมท...อยู่ด้วยกันสองคนมาสองปีแล้ว น่าเศร้าใจแท้

วันนี้วันอาทิตย์

เพื่อนร่วมงานที่ร้านขายดอกไม้มาขอแลกเวรเอย์จุนจึงว่าง เขากะจะไปรบกวนมิยูกิจึงส่งข้อความบอกฟุรุยะว่าไม่ต้องซื้อข้าวเผื่อ จากนั้นส่งข้อความอีกฉบับไปบอกคนที่ตนจะไปรบกวนว่าเตรียมข้าวเผื่อให้ที

สีหน้ามิยูกิตอนเปิดประตูออกมารับแฝงความเหนื่อยล้ากับนิสัยทำอะไรตามใจตัวเองสุดขีดของเอย์จุน

“อย่างน้อยก็น่าจะบอกตั้งแต่เช้านะ...”

อดีตกัปตันเซย์โดบอกว่าตนเพิ่งกลับมาจากไปซื้อของสดเพิ่ม ดังนั้นจึงยังไม่ได้เริ่มทำอาหาร ให้นั่งรอไปก่อน เอย์จุนพยักหน้ารับหงึกๆ แล้วหยิบถ้วยกับตะเกียบของตัวเองออกมาวาง จากนั้นไปนั่งดูคลิปการเล่นของซานาดะ ชุนเปย์รอ ราวสี่สิบห้านาทีมิยูกิถึงเรียกไปกินข้าว

เจ้าบ้านมองคนเจริญอาหารซึ่งก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

“นายนี่สุดยอดเลยนะ...”

“อื๋อ? อ๋ายอึ๋งอะไออ๋อ?”

“ช่างเหอะ กินไปซะ”

เอย์จุนเลิกคิ้วนิดๆ จากนั้นจึงไหวไหล่อย่างคร้านจะใส่ใจแล้วกินข้าวต่อตามที่ฝ่ายตรงข้ามบอก

พวกเขาสองคนตอนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน มีแค่ความสัมพันธ์เก่าๆ ที่ยึดโยงอยู่เท่านั้น เมื่อปีก่อน มิยูกิบอกว่ามีคนมาสารภาพรัก และตนชอบคนคนนั้นจึงขอยุติความสัมพันธ์ฉันคนรักกับเขา

เอย์จุนรักษาคำพูดอย่างดี

แม้บ่นว่าเสียดายที่มิยูกิจะมีคนรักแต่ไม่รั้งมิยูกิไว้เลย ทั้งยังอวยพรขอให้รักกับหญิงสาวที่ตนไม่เคยเห็นหน้าไปนานๆ

ตอนนี้มิยูกิโสดแล้ว

เพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ทว่าเอย์จุนที่ยังรักมั่นต่อมิยูกิไม่ได้ทำเรื่องฝืนใจคนใส่แว่นด้วยการขอกลับมาคบกันใหม่ เด็กหนุ่มคิดว่ารุ่นพี่ต้องการเวลาทำใจ แค่เขาได้อยู่ใกล้ชิดอย่างนี้เป็นบางครั้งบางคราวก็มีความสุขแล้ว แม้จะอยากให้มิยูกิรักตน แต่ไม่อยากให้เป็นรักจากการบีบบังคับ

อยากให้รักด้วยความรู้สึกแท้จริงจากใจ

ช่วงเวลาก่อนนี้ที่คบกัน เอย์จุนสัมผัสความรักจากมิยูกิไม่ได้ การเอาคำว่าคนรักมาพันธนาการทั้งที่ไม่มีความรู้สึกพิเศษเป็นเรื่องสูญเปล่า เขาไม่อยากทำแบบเดิมจึงไม่ไล่ต้อน เมื่อรู้ว่ามิยูกิกลับมาโสดอีกครั้งก็บอกแค่ตนยังรักมิยูกิเหมือนเดิม ถ้าเป็นไปได้ขอแวะไปเที่ยวเล่นที่บ้านบ้างได้ไหม มิยูกิไม่ได้ปฏิเสธ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเป็นอะไรที่บรรยายยากอย่างที่เห็น

“ถ้าจะมาบ่อยขนาดนี้ จะทิ้งชามข้าวหรือแปรงสีฟันเอาไว้ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ”

มิยูกิพูดทีเล่นทีจริงขณะมองคนรักเก่า

เอย์จุนโฉบมาค้างห้องของตนบ่อยมาก ได้ยินมาว่าไปรบกวนคนอื่นบ่อยเหมือนกัน แทบทุกอาทิตย์ต้องมีไปค้างกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ไม่รู้จะเรียกว่าขี้เหงาหรืออยู่ไม่สุขดี แต่ที่แน่ๆ คือในจำนวนคนทุกคนที่ตัวปัญหาชอบไปเยี่ยมเยียน มิยูกิโดนรบกวนมากที่สุด ที่พูดมาเลยไม่ได้เป็นคำสัพยอก

ทว่าได้ยินแล้วเอย์จุนกลับค้อนให้วงหนึ่ง เด็กหนุ่มกลืนอาหารลงคอก่อนแจงสี่เบี้ย “ไม่เอาอะ ไม่อยากซื้อของเพิ่ม เปลืองตังค์”

ฟังดูมีเหตุผลไม่สมเป็นบากะมุระยังไงไม่รู้

ขณะที่มิยูกิปั้นหน้าไม่ถูก เอย์จุนทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกก่อนเอ่ยออกมา

“ไม่ต้องห่วงๆ ไม่ได้หมายความว่าฉันเบื่อนายแล้วหรอกนะ ฉันรักนายเหมือนเดิมแหละ เอ้า ข้าวเย็นแล้ว กินเร็วเข้า กินข้าวตอนร้อนๆ นี่แหละอร่อยที่สุด” ว่าไปใช้ตะเกียบชี้จานกับข้าวไป คำบอกรักปนกับคำพูดในชีวิตประจำวันจนไม่มีความโรแมนติกเหลืออยู่เลย

ไร้ความละเอียดอ่อนสุดๆ

มิยูกิเท้าคางมองสีหน้าแจ่มใสของรุ่นน้องต่างมหาลัย ตะเกียบวางนิ่งอยู่กับที่ “นายยังชอบฉัน?”

“อ้อออกไอแอ๊วอี้” ไส้กรอกล่วงผ่านลำคอเรียบร้อย เสียงพูดอู้อี้ค่อยกลับมาฟังรู้เรื่อง “อะไรกัน นี่นายไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอ เสียใจชะมัด อ๊ะ...ข้าวหมด เติมหน่อย”

ถึงรู้มานานแล้วว่างี่เง่า แต่แบบนี้มันน่าแคลงใจมั้ยล่ะคนแก่กว่าคิดในใจขณะลุกไปเติมข้าวให้ คำพูดของคุราโมจิดังขึ้นในสมอง ใช้เวลาลังเลชั่วอึดใจก็ถามออกไปอย่างอดไม่ได้ “...ได้ยินว่านายไปเดท ก็เลยนึกว่ามีแฟนแล้ว”

เอย์จุนรับชามข้าวมา ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ทำไมอะ ต้องไปเดทกับแฟนเท่านั้นเหรอ ฮารุจจิบอกว่าไม่เป็นแฟนก็ไปเดทได้นี่นา อีกอย่างเด็กคนนั้นแค่ขอให้ไปดูหนังเป็นเพื่อนเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”

“นี่นาย...”

“อ๊า! ฉันจะดูวาไรตี้โชว์ นี่ รีโมทๆ! รีโมททีวีอยู่ไหน!

“...”

...มิยูกิหยิบรีโมทส่งให้

เอย์จุนรีบรับมาเปิดโทรทัศน์ เห็นว่ารายการที่อยากดูฉายแล้วก็รีบจัดการข้าวที่เหลือแล้วยกชามเปล่าไปวางรอล้าง ตัวเองรีบกลับมานั่งเฝ้าหน้าจอด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ซักไซ้ไล่เรียงหรือแซวมิยูกิว่าหึงหรือไง

ไม่พูดอะไรเลย

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่รู้จะเรียกว่าแปลกหรือเปล่า ซาวามุระ เอย์จุนมีระบบความคิดต่างจากคนอื่น อยู่ๆ ก็ชอบทำอะไรที่คนรอบข้างคาดไม่ถึง นอกจากนี้ยังเป็นคนทำอะไรเต็มที่ พลังงานเหลือเฟือ จากการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าชอบมิยูกิ น่าจะกระตือรือร้นกว่านี้เมื่อได้ยินคนที่ชอบถามคำถามที่ดูคล้ายหึงหวง

การที่เอย์จุนไม่ถามเป็นเพราะไม่ใส่ใจเรื่องนั้น

มิยูกิคงไม่รู้และไม่มีวันได้รู้

...ว่าเอย์จุนมีความขัดแย้งในใจ

นั่นคือทั้งอยากถูกรักและไม่อยากถูกรัก ตั้งแต่แรกสิ่งที่เอย์จุนทำคือการโยนความรู้สึกตัวเองใส่ บอกว่ารัก...ว่าอยากคบ คำพูดและการกระทำแสดงออกว่ารักโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามในการตีความ กระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่เคยเรียกร้องความรักกลับคืนแม้แต่ครั้งเดียว ตอนที่คบกันก็ไม่เคยถามสักคำ

...ว่ารักตนไหม เมื่อไหร่จะรัก ตัวเองมีหวังบ้างหรือเปล่า

นับวันความขัดแย้งนั้นเริ่มคลายตัวจนเริ่มเห็นรูปร่างที่แท้จริงของความต้องการในใจตัวเอง เอย์จุนตระหนักได้ในวันที่มิยูกิบอกว่าจะไปคบคนอื่น

แม้รักมิยูกิหมดใจแต่เอย์จุนกลับยิ้มเมื่ออยู่ตามลำพัง

แค่ได้รักมิยูกิก็เพียงพอแล้ว

ความจริงเขาไม่ได้ต้องการให้มิยูกิรักตอบเลย

ถึงยังรัก...

แต่เขาถอดใจไปนานแล้ว




เอย์จุนเดินลั้ลลากลับห้องด้วยสีหน้าแจ่มใส วันนี้ได้เจอมิยูกิที่ไม่ได้เจอมาตั้งอาทิตย์กว่า จิตใจได้รับการเยียวยาจนปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง คิดว่าคงอารมณ์ดีได้จนถึงพรุ่งนี้เช้าเชียวล่ะ

เด็กหนุ่มสะบัดรองเท้าทิ้งลวกๆ ก่อนเดินเข้าไปด้านใน เห็นฟุรุยะกำลังหลับอยู่จึงผ่อนน้ำหนักเท้าแล้วเดินอ้อมขายาวๆ ไปวางกระเป๋าเป้ คนหลับรู้สึกตัวตื่นตอนเขากำลังหยิบปากกามาร์คเกอร์บนตู้เก็บของเพื่อกากบาทลงบนปฏิทินพอดี

“...”

คนพูดน้อยไม่ได้ทักทายอะไร เอย์จุนเลยถามไปเรื่อยว่ามื้อเย็นกินอะไรมา อร่อยไหม...ถามไปก็ถอดเสื้อนอกไป ตั้งใจเตรียมตัวอาบน้ำแล้วมากลิ้งเกลือกเล่นก่อนค่อยนอน

ฟุรุยะมองปฏิทินก่อนเบนสายตาไปยังแผ่นหลังเพื่อน

“ของที่ฝากส่ง อีกอาทิตย์นึงจะถึงนากาโนะ”

ถึงตอบไม่ตรงคำถามทว่าคนฟังเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร มือที่จับชายเสื้อยืดคลายออก เอย์จุนเปลี่ยนใจกลับมานั่งซุกในโต๊ะอุ่นขาฝั่งตรงข้ามคู่ปรับ ต่อให้ยังมีสีหน้าเฉยเมยทว่าดวงตาดุจหินออบซีเดียนแฝงประกายบางอย่างผิดไปจากปกติ

เอย์จุนเห็นแล้วอยากเอื้อมมือไปตบไหล่แล้วพูดอะไรสักคำสองคำแต่รู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นไม่มีประโยชน์

นอกจากนี้ยังรู้ดีเช่นกันว่าตัวเองงี่เง่า

ฟุรุยะคงไม่อยากฟังคำพูดงี่เง่าๆ ของคนงี่เง่าหรอก

ฉะนั้น ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า




“เอย์จุนคุงมีคนมาสารภาพรักตั้งเยอะ น่าจะตัดใจจากมิยูกิเซมไปแล้วลองคบคนอื่นดูนะ”

ฮารุอิจิเปิดฉากพูดแบบนี้โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถึงตอนนี้จะเรียนกันคนละที่แต่หนุ่มน้อยร่างเล็กคนนี้ก็ยังไปมาหาสู่กับเอย์จุนสม่ำเสมอ มีเรื่องอะไรคนปากมากเล่าให้ฟังตลอด เรื่องที่ถูกสารภาพรักก็เหมือนกัน ถึงจะไม่ได้บอกทุกครั้งแต่ก็เล่าให้ฟังหลายครั้ง ฮารุอิจิจึงทราบว่าตั้งแต่ขึ้นมหาลัยเพื่อนสนิทเนื้อหอมขึ้นมาก

เอย์จุนเองก็เป็นคนมีความรัก แม้จะปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาสารภาพรักอย่างชัดเจน แต่เด็กหนุ่มก็อ่อนโยนกับสาวๆ เหล่านั้นมาก อย่างเรื่องไปเดทครั้งก่อนก็เหมือนกัน...เพราะสาวเจ้าบอกว่าอย่างน้อยก็อยากจะได้ใกล้ชิดคนที่หลงรักสักครั้งเอย์จุนจึงตกลง ขณะเดียวกันก็บอกว่าไปเป็นเพื่อนน่ะได้ แต่คงรับรักไม่ไหวนะด้วยสีหน้าร่าเริง

เอย์จุนเองก็อยากอยู่ใกล้ๆ มิยูกิ การที่มิยูกิยินยอมให้ป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวทำให้เอย์จุนมีความสุขมาก หากถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาคงทำใจแทบไม่ได้ เขาเห็นหญิงสาวที่หลงรักตนซ้อนทับกับตนเองถึงได้ใจอ่อนให้พวกเธออยู่ตลอด

เด็กหนุ่มยิ้มให้เพื่อนสนิทที่แสดงอาการเป็นห่วง “ไม่เป็นไรๆ ตอนนี้ฉันชอบมิยูกิ จะให้ซี้ซั้วคบกับคนอื่นก็เสียมารยาทกับคนคนนั้นแย่สิ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”

“ผมหมายถึงให้ลองตัดใจต่างหาก” ฮารุอิจิถอนหายใจ “รอมิยูกิเซมไปมาตั้งสี่ปี่แล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังไม่ใช่เหรอ คนเราจมอยู่กับคนคนเดียวตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะเอย์จุนคุง”

ฮารุอิจิไม่ได้เรียนที่เดียวกับมิยูกิ แทบไม่ได้คุยกับมิยูกิเลย กระนั้นเห็นเพื่อนยังตั้งตาคอยก็พอรู้ว่ารักยังไม่สมหวัง...และคงไม่มีวี่แววด้วย เอย์จุนแสดงอาการทุกอย่างผ่านสีหน้า ถ้ามีหวังขึ้นมาย่อมต้องดี๊ด๊าจนสังเกตได้ การทำตัวเหมือนปกติแสดงว่าความสัมพันธ์ไม่คืบหน้า

“ฟังนะฮารุอิจิคุง ข้ากระผมซาวามุระ เอย์จุนนั้นยึดคติผู้ชายสมควรรักมั่นต่อคนคนเดียวตลอดชีวิต!

ปากช่างจำนรรจาจ้อน้ำไหลไฟดับ ฮารุอิจิเห็นเพื่อนอยากพูดก็ปล่อยให้พูดยาว ไหนๆ ก็ไม่ค่อยได้เจอกันเลยอยากตามใจซะหน่อย

อันที่จริงหนุ่มน้อยร่างเล็กอยากสัมผัสบรรยากาศผ่อนคลายเก่าๆ ต่ออีกสักพัก ทว่าดวงตาเฉียบคมสังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเมียงมองมาทางพวกตนอย่างผิดสังเกต

มือเล็กยกขึ้นเป็นการปรามเพื่อนหมายรอดูท่าทีของหญิงสาวแปลกหน้า พอเอย์จุนเก็บกิริยาไปนั่งกระพริบตาปริบ เธอคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเองโดยไม่ต้องทำอะไร ด้วยสีหน้าท่าทาง ฮารุอิจิไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้าย เขาปล่อยให้คนแปลกหน้ามายืนข้างโต๊ะตัวเองอย่างสงบ

“ขอโทษนะคะ” เสียงเจ้าหล่อนใสกังวาน

เอย์จุนเงยหน้ามอง จากนั้นใบหน้าพลันแดงวาบ...

สวยชะมัด

หญิงสาวผมยาวตรงสีดำ ใบหน้าสะสวย กริยาชวนมอง จริตกำลังพอดี...ไม่มากและไม่น้อยเกินไป...ค่อนข้างจะหาได้ยากสำหรับเอย์จุนที่เจอแต่สาวเปรี้ยวไม่ก็ห้าวไปเลย คนที่มีรูปลักษณ์และนิสัยเช่นนี้เพิ่งจะเคยเห็น กล่าวได้ว่าความประทับใจบังเกิดโดยไม่ต้องพยายามสร้าง

ยิ่งพี่สาวแสนสวยส่งยิ้มให้ หนุ่มน้อยผู้ไม่ประสาก็แทบจะละลายมันตรงนั้น

“เธอคือ ซาวามุระ เอย์จุน?”

“...คร้าบ”

เด็กหนุ่มขานเสียงอ่อนเสียงหวาน ไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมมีคนมาถามชื่อตน จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่มุ่นหัวคิ้ว ฮารุอิจิมีความเห็นว่าเธอดูไม่เหมือนแฟนๆ ที่ตามการแข่งกีฬา คำถามคือเธอคนนี้มาข้องเกี่ยวกับเอย์จุนด้วยเรื่องอะไร

เพราะห่างกันไปจึงมีช่องว่างที่ถมไม่เต็ม ฮารุอิจิไม่รู้ว่าช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเอย์จุนไปทำอะไรมาบ้าง อาจเคยเกี่ยวข้องกับคนคนนี้โดยที่ตนไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงปิดปากเงียบรอดูสถานการณ์

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ด้วยพี่สาวยิ้มให้อย่างมีอัธยาศัย เอย์จุนเสนอตัวถามเองอย่างกระตือรือร้นเผื่ออีกฝ่ายมีเรื่องขอให้ช่วย ปรากฏร่างบอบบางตรงหน้าเพียงคลี่ยิ้มบาง

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เคยได้ยินชื่อเธอจากเขาบ่อยๆ เลยสงสัยว่าเป็นคนยังไงก็เท่านั้นเอง”

“...?”

“ฉันพอใจแล้วล่ะ ไม่รบกวนแล้ว เชิญตามสบายนะ”

รอยยิ้มงดงามถูกส่งทิ้งท้าย และแล้วเทพธิดาก็เดินจากไป

เอย์จุนโบกมือหย็อยให้คนแปลกหน้าแม้รู้ว่าเธอมองไม่เห็น ปากก็พูดกับเพื่อนเหมือนอยากขอเสียงสนับสนุน “สวยจังเลยน้า ว่างั้นมั้ย ฮารุจจิ”

“ฮะๆ...” หนุ่มน้อยผมชมพูหัวเราะตามน้ำไปอย่างนั้น แม้คาใจกับการปรากฏตัวปุบปับหากคิดมากไปก็ไม่ใช่เรื่องในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ได้มีเจตนาคุกคาม ดวงตาคู่โตละจากแผ่นหลังที่ค่อยๆ เล็กลง เบือนไปยังนาฬิกา หลังคำนวณในใจครู่หนึ่ง ฮารุอิจิดึงเรื่องคุยไปทางอื่น “นั่งอีกสักพักแล้วกลับกันเถอะ พี่ชายกำลังจะกลับ เขาลืมกุญแจ เพราะงั้นคงต้องกลับหอก่อนเขาจะมาถึงนะ”

“ได้!

วันนี้เอย์จุนที่หอบกระเป๋าสะพายใบใหญ่เพราะจะไปรบกวนพี่น้องโคมินาโตะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันโดยไม่มีความเห็นเป็นอื่น




ตอนสองหนุ่มมาถึงห้องพักก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว แม้รูปร่างจะเล็กและมีใบหน้าชวนมองแต่เอย์จุนรู้ดีว่าชายคนนี้เป็นอสุรกายในคราบเทวดา

โคมินาโตะ เรียวสุเกะมองน้องชายร่วมสายเลือดและรุ่นน้องเจ้าปัญหา รอยยิ้มบนริมฝีปากคล้ายจะหยักมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ได้ข่าวว่านายอยู่ไม่สุข มาสุโกะเพิ่งบอกว่านายไปกวนเขาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน”

เอย์จุนหัวเราะแหะๆ ไม่ปฏิเสธในเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว ส่วนฮารุอิจิรีบไขกุญแจห้องเพราะเกรงพี่ชายจะยืนนานจนเมื่อย และถ้าเมื่อยก็อาจจะแผลงฤทธิ์เอาอีก ตอนที่พากันเดินเข้าห้อง ไม่รู้เป็นเพราะรอนานจนอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า ลิ้นของเรียวสุเกะยังคงพ่นพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

“แทนที่จะมาตอแยคนอื่น ไปยุ่งกับมิยูกิให้ยอมรับรักซะทีไม่ดีกว่าเหรอ”

...แต่หนังด้านๆ ของเอย์จุนมีความหนาเกินกว่าพลังทำลายล้างจะกล้ำกายได้

“คนเขาเพิ่งอกเดาะจากการโดนสาวทิ้งมา ไม่ควรไปเร่งรัดมั้งครับ”

“ได้ยินมาว่ามิยูกิเป็นฝ่ายบอกเลิกนะ ฝ่ายหญิงสวยมากซะด้วย” เรียวสุเกะยังคงยั่วยุ

หนุ่มน้อยยิ้มซื่อ “แต่เลิกเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ฮารุอิจิกับเรียวสุเกะลอบมองหน้ากัน น้ำคำบ่ายเบี่ยงที่ได้ยินประกาศความโจ่งแจ้ง...เอย์จุนจะไม่ตื๊อมากไปกว่าที่เป็น บางทีการที่มิยูกิหนีไปมีแฟนใหม่หนนี้อาจทำให้คนบ้าที่เอาแต่วิ่งเป็นเส้นตรงอย่างเดียวถอดใจสำเร็จแล้วก็ได้

แม้พฤติกรรมของเอย์จุนยังคงแสดงชัดว่ารักหลงรุ่นพี่เฉกเช่นเดิม กระนั้นอะไรบางอย่างกลับแตกต่างจากคนที่กำลังมีความรักคนอื่นๆ เขาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ไม่เคยกดดันหรือเรียกร้องอะไร ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ยิ่งมองเห็นชัด เอย์จุนทำตัวเหมือนพอใจกับแค่การรักข้างเดียวเท่านั้น เรื่องจะขอคบคงไม่มีเป็นครั้งที่สอง เหมือนพอพยายามแล้วผลลัพธ์ล้มเหลวก็ไม่คิดเดินย้อนทางเดิม

“ถ้ามิยูกิคิดจะรักผมบ้างคงรักไปแล้ว ตอนนี้ผมก็ไปกวนหมอนั่นอยู่ไม่ใช่น้อย...ทำมากกว่านี้คงไม่ไหวหรอกครับ”

“เอย์จุนคุง...”

ฮารุอิจิมองแผ่นหลังเพื่อน อยากถามเหลือเกินว่าเป็นแบบนี้ทำไมยังไม่คิดตัดใจอีก ทำไมไม่หันไปหาคนอื่นสักที มีคนอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้เอย์จุนมีความสุข ทำไมต้องเป็นมิยูกิ คาซึยะด้วย ทั้งที่คิดว่ารุ่นพี่ไม่มีทางหันมารักแล้วจะดันทุรังต่อไปทำไม

เพราะเป็นเพื่อนสนิท ฮารุอิจิคล้ายจะสัมผัสความรู้สึกย่ำแย่ของคนตรงหน้าได้ มันทำให้เขาพลอยเศร้าตาม พร้อมกันนั้นก็เจ็บใจที่ช่วยเหลือเอย์จุนไม่ได้เลย

เรียวสุเกะตบหลังน้องชายผู้อ่อนโยนเบาๆ

ตอนนั้นเองที่ผู้มาเยือนแหวกม่านดังฟึ่บ

เอย์จุนทาบมือกับบานกระจก เพราะอากาศภายนอกเริ่มเย็น พอพ่นลมหายใจเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองพลันขุ่นมัวเพราะฝ้าขึ้น ดวงตาสีอำพันมองทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างกลางท้องฟ้าสีม่วงดำ กลีบปากแย้มออกเป็นรอยยิ้มขณะพึมพำให้สองคนด้านหลังได้ยิน

“...ฝนตกจริงๆ ด้วยเนอะ”







Talk

เรื่องนี้ยาวไม่เกินสี่พาร์ทค่ะ อารมณ์ต่างจากเรื่องอื่นๆ นิดหน่อย ไม่รู้เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องกับการใช้ภาษาหรือเปล่า...





Wednesday, 16 November 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] Happy Birthday Miyuki!

Fanfic Daiya no A

Happy Birthday Miyuki Kazuya!



Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW



       
ปกติแล้ว มิยูกิ คาซึยะไม่สนใจวันเกิดตัวเอง อันที่จริงควรบอกว่าเคยสน...เพราะการฉลองวันเกิดเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเด็กๆ เพียงแต่ครอบครัวของเขาต่างจากครอบครัวอื่น พ่อแทบจะไม่โผล่มาให้เห็น เรื่องการฉลองวันเกิดจึงเป็นเรื่องห่างไกล มิยูกิรู้ดีว่าพ่อยุ่งและไม่ใช่คนละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงไม่เคยเรียกร้องอะไร เขาเคยน้อยใจที่ทำไมตัวเองต่างจากเด็กคนอื่น หากการ 'ขาด' ก็ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มิยูกิเข้าใจในเวลาไม่นานว่าตัวเองไม่ควรสร้างปัญหาให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกว่าการฉลองไม่ใช่เรื่องจำเป็นในชีวิต

เขาโตมาแบบนั้น ด้วยไม่ค่อยมีใครคบ ไม่มีใครสนใจให้ของขวัญหรือกล่าวอวยพร วันคล้ายวันเกิดจึงกลายเป็นวันแสนธรรมดาสามัญวันหนึ่งไปโดยปริยาย

ใช่แล้ว...

ไม่เคยสนใจ


"พรุ่งนี้วันเกิดนายทั้งที ถึงซื่อบื้อยังไงซาวามุระก็น่าจะเตรียมอะไรมาเซอร์ไพรส์นายนะ"
           

โคมินาโตะ เรียวสุเกะปรากฏตัวปุบปับดั่งภูตผี มาถึงก็คลี่ยิ้มชวนหนาวสันหลังทำเอากินข้าวกลางวันแทบไม่ลง มิยูกิกระแอมในลำคอให้เนื้อล่วงผ่านลงท้อง จากนั้นยกแก้วน้ำมาซดหนึ่งอึก เรียบร้อยจึงเบือนใบหน้าไปยังรุ่นพี่ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลัง

            เขาตกใจเพราะเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันและเนื้อหาที่อีกฝ่ายสื่อ

            อย่างที่บอกไปแล้วว่ามิยูกิไม่เห็นอีเวนต์วันเกิดอยู่ในสายตา ทว่าปีนี้ต่างจากปีที่แล้วมานิดหน่อย...เขามีแฟนแล้ว แม้แฟนคนที่ว่าจะซื่อบื้อและทึ่มทื่อได้อย่างน่าปวดเศียรก็ตาม ลองพยายามมองด้วยสายตาเที่ยงตรงที่สุด ไม่คิดหรอกว่าคนพรรค์นั้นจะจำวันเกิดแฟนได้ หากจะจำได้จริงก็น่าจะแค่วันเกิดตัวเองกับคนในครอบครัว...เอ้า! แถมคริสเซมไปให้อีกคน!

            แต่ว่า

            “มาไซโคผมอย่างนี้ หรือเรียวซังไปเป่าหูอะไรซาวามุระมาหรือครับ”

            ไม่งั้นคงไม่เข้ามายุแหย่...

            คนตรงหน้าคืออสุรกาย การกระทำผิดรูปผิดรอยจึงต้องสงสัยว่ามีนัยยะแอบแฝง ยิ่งปีสามเพิ่งถอนตัว น่าจะเซ็งกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย จะอนุมานว่าอยากแกล้งรุ่นน้องเล่นแก้เครียดก็ไม่ใช่การใส่ไคล้เกินจริง...เป็นข้ออนุมานที่มีน้ำหนักมากด้วยซ้ำ

            ปัญหาคือ สิ่งที่ทำให้ประโยชน์ฝ่ายใด

            ถ้าคนที่อีกฝ่ายต้องการแกล้งเป็นตัวมิยูกิเองคงแย่ ในทางกลับกัน ถ้าเป้าโดนแกล้งเป็นพิชเชอร์รุ่นน้องแล้วฝ่ายตนได้ประโยชน์ มิยูกิก็ไม่รังเกียจรังงอนสำหรับการเต้นตามจังหวะที่โดนชักจูง
           
คาวาคามิ โนริฟุมิหันมาหา “อย่าพูดอย่างนั้นเลยน่า บางทีเรียวซังอาจไปเห็นอะไรเข้าเลยมาบอกให้นายดีใจก็ได้”
           
จบการแข่งฤดูใบไม้ร่วง มิยูกิโดนแบนอันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บ ทุกวันนี้ได้แต่เมียงๆ มองๆ จากข้างสนาม ทำได้มากสุดแค่วิ่งไปมาในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องโดนเคี่ยวกรำจากค่ายฤดูหนาวจนสภาพอิดโรยเหมือนโดนเล่นของ คาวาคามิคงเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยดีเลยพยายามให้กำลังใจ ซึ่งสิ่งที่เจ้าตัวพูดก็มีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่มิยูกิไม่อยากลดการ์ดกับโคมินาโตะ เรียวสุเกะ...จะประเมินคนคนนี้ต่ำเกินไปไม่ได้เด็ดขาด

            รุ่นพี่เผยอยิ้มราวได้ยินเสียงในใจ
           
“คิดอะไรเสียมารยาทอยู่หรือเปล่า?”
           
“...เปล่าครับ”

มิยูกิฉลาดพอจะไม่เอาคอไปวางบนแท่นกิโยติน ทว่าสีหน้าของอดีตเซคันด์มือดีกลับไม่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เรียวสุเกะยังคงยกมุมปากในองศาเดิม กลิ่นอายพิศวงไม่น่าไว้ใจก็ไม่ได้เบาบางลง

“ถ้าไม่ได้กำลังหวาดระแวง รุ่นพี่ที่หวังดี ก็แล้วไป”

“...”

...เลือดของเรียวซังใช่สีแดงหรือเปล่านะ

กัปตันคนปัจจุบันลอบถูกางเกงเพื่อเช็ดเหงื่อบนฝ่ามือหากใบหน้ายังฉีกยิ้มการค้าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในใจของเขาไม่ได้เชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเสียทีเดียว แต่จะขัดก็มีความกล้าไม่เพียงพอ สุดท้ายเลยต้องเก็บคำพูดไว้ในอกต่ออย่างไม่มีทางเลือก

กระนั้นเรียวสุเกะก็เหนี่ยวไกปืนไปแล้ว เรื่องที่ไม่เคยนึกถึงก็นึกออกแล้ว ให้ลืมก็ลืมไม่ลงเพราะเป็นเรื่องที่สั่นคลอนจิตใจได้มากเกินไป มิยูกิไม่สนวันคล้ายวันเกิดมานาน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฝ้ารอให้วันคล้ายวันเกิดตัวเองมาถึง

สมมติเอย์จุนมีแผนเซอร์ไพรส์จริง ต่อให้เป็นของงี่เง่าก็ควรค่าแก่การจดจำในฐานะที่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกในฐานะคนรัก

อย่างไรก็ตาม การคาดหวังเต็มที่แล้วต้องมาผิดหวังเป็นภาระอันหนักหนา เขาเตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งว่าคนที่เรียวสุเกะอยากแกล้งอาจเป็นตัวเอง ดังนั้นคนรักหัวทึบอาจไม่ได้เฉลียวใจว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร ที่รุ่นพี่มาไซโคก็เพราะอยากเห็นตนตั้งความหวังแล้วผิดหวัง

มิยูกินอนคิดเล่นอยู่ๆ บนเตียงระหว่างรอความง่วงมาเยือน

            บางทีอาจมาเคาะประตูแต่เช้าเพราะอยากอวยพรเป็นคนแรก...

...

            เดี๋ยวสิ เหมาแบบนั้นไม่ได้ สรุปแน่นอนแล้วเหรอว่าเรียวซังไม่ได้แกล้งตัวเองน่ะ?

            สีเลือดจางลงจากใบหน้านิดหน่อย มิยูกิข่มใจ บอกตัวเองว่านอนดีกว่า เรื่องของพรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็เอาไว้ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ




            กิจกรรมที่ต้องทำในวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวานของเมื่อวาน และเมื่อวานก่อนหน้านั้น...เอาเข้าจริงสภาพชีวิตช่างแสนปกติจนใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ด้วยความคาดหวังเมื่อตอนเช้าเริ่มเต้นเนือยลง...เนือยลง...

            สามทุ่มแล้ว

            ดวงตาหลังเลนส์แว่นเหล่มองหนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลซึ่งกำลังเกาะหลังเพื่อนตัวเล็กด้วยไม่มีแรงจะเดิน มิยูกิอาสาไปเป็นไม้ค้ำแล้ว แต่โดนปฏิเสธไม่เหลือชิ้นดี

          ผมไม่อยากพึ่งคนเจ็บอะ

            สามัญสำนึกทำงานเป็นปกติไม่สมเป็นบากะมุระเอาเสียเลย

            เฮ้ วันนี้วันคล้ายวันเกิดฉันนะ สรุปไม่รู้จริงๆ เหรอ วันคล้ายวันเกิดของแฟนเลยนะ...แฟนน่ะ แถมยังเป็นการครบรอบในปีแรกที่เริ่มคบกันด้วย มันสำคัญไม่ใช่เหรอ มันเมินกันได้เหรอ...ต่อให้ไม่รู้ก็ต้องมีคนพูดให้ได้ยินบ้างสิ ถึงไม่ได้เตรียมของขวัญแต่มาอวยพรวันเกิดก็ยังดีนะ...เฮ้ ซาวามุระ สนใจฉันหน่อยเซ่ ฉันต้องการความสนใจนะ....

          ถ้อยคำมากมายวิ่งพล่านในสมองเหมือนกำลังสวดมนต์ไล่วิญญาณ มิยูกิเริ่มคิดว่าตัวเองติดเชื้อเพ้อเจ้อ กระนั้นเขาก็อยากให้แฟนหันมาเอาใจใส่กันจริงๆ นี่นา...

            “ทำหน้าเป็นหมามองกระดูกเลยนะเอ็ง”

            เสียงแหลมสูงและวาจาบาดใจ ต่อให้ใช้เครื่องแปลงก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนเอ่ย คุราโมจิปรากฏตัวข้างๆ มิยูกิซึ่งกำลังเกยคางบนโต๊ะ ในมือเพื่อนสนิทมีน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ ผมซึ่งปกติเซ็ตตั้งบัดนี้ยาวปรกหน้าผากเล็กน้อย หยาดน้ำหยดแหมะจากปลายผม ผ้าขนหนูรอบคอก็ยังเปียกชื้น คงเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ
           
มิยูกิคร้านต่อคำ รู้ดีว่าคุราโมจิเล็งหาจังหวะมาแขวะอยู่นานแล้ว หนนี้สบโอกาสเลยเข้ามาเล่นงานซะหน่อย
         

แย่มาก...

         
“นายรู้สึกว่าคนเราควรช่วยเหลือเพื่อนสนิทเวลาเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก...”
           
“ไม่”

            “ตอบไวไปแล้ว!! อย่าไวนักเซ่!!

            โดนสหายหักหลังเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนศัตรูแทงตาย มิยูกิอยากคร่ำครวญแต่รู้ดีว่าทำแบบนั้นมีแต่จะเข้าทางคนแล้งน้ำใจ ชิ เพื่อนไม่สนไม่เป็นไรแต่แฟนยังไงก็ไม่ทิ้งกันแน่นอน มิยูกิต้องการการปลอบโยนจากคนรักด่วนจี๋!

          ซาวามุระ...!

            “มันกลับห้องไปตั้งนานแล้ว”

            “...”

            วินาทีเดียวกับที่คุราโมจิพ่นวาจาทำร้ายจิตใจออกมา มิยูกิซึ่งหันขวับเก้าสิบองสาไปยังทิศทางที่เอย์จุนเพิ่งยืนอยู่แล้วเห็นแต่ความว่างเปล่าทำหน้าแบลงก์

วันนี้เป็นวันครบรอบอายุสิบแปดดันโดนกระหน่ำซ้ำเติมอย่างโหดร้าย เขาหวังสูงเกินไปเหรอว่าจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากคนรอบข้างน่ะ? หรือความจริงเขาจะเป็นตัวละครน่าสมเพชที่มีแต่คนอยากกลั่นแกล้ง?

            ชิราสึซึ่งทำตัวจืดจางมาตลอดตบไหล่ดังปุ เมื่อหันไปมองก็พบว่าหนุ่มหนักแน่นกำลังยกนิ้วโป้งให้
         
ยกทำไม เวลาให้กำลังใจเขาไม่ยกนิ้วโป้งกันนะเฟ้ย หรือจะยกให้คุราโมจิ? บอกว่าคุราโมจิทำดีมาก?
           
ความคิดแง่ลบครอบงำพื้นที่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักเป็นเพราะรอเซอร์ไพรส์จากคนรักแต่เช้าดันรับประทานแห้วไปเต็มอิ่ม ผนวกกับร่างกายยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร กัปตันมือใหม่เลยห่อเหี่ยวจนทำทะเล้นอย่างเคยๆ ไม่ออก
           
มิยูกิ คาซึยะกลับห้อง หัวใจฟีบแฟบ ใบหน้าหม่นหมอง ตอนกำลังล้มตัวลงนอนหันหน้าเข้าหาผนัง มีเสียงประตูถูกเคาะก๊อกๆ เสี้ยวหนึ่งในใจโชนแสงแห่งความหวัง มันบอกว่าบางทีอาจเป็นซาวามุระ เอย์จุนก็ได้ แต่ค่อนใจที่เหลือบอกอย่าไปหวังเลย หวังมาทั้งวันแล้ว...สุดท้ายผลเป็นไง?
           
นี่คงกะมาหาเรื่องทำให้หวังแล้วดับหวังอีกล่ะสิ เขารู้ทันหรอก!
           
ร่างสมส่วนยังซุกตัวหาผนังอย่างหนักแน่น ไม่สนใจเสียงพูดคุยของคิมุระกับ แขก จนกระทั่งมีใครบางคนมาตบเตียงสองชั้นแล้วเรียกนั่นแหละ
           

“มิยูกิเซมปายยยย หลับแล้วเหรอออ”
           
“...!

           
ต่อให้หลับก็ลุกพรวด นี่ไม่หลับยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนถูกเรียกดีดตัวนั่ง แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นโลกภายในเวลา 0.1 วินาที ด้วยความที่ล้มตัวลงนอนโดยยังไม่ทันถอดแว่น ไม่ต้องควานหาอุปกรณ์ช่วยมองให้เสียเวลาก็เห็นใบหน้าที่ปรากฏอยู่ข้างเตียง...ใบหน้าที่ทำเอาสกิลเจ็บแล้วจำปลิวหายไปไหนก็ไม่รู้

            เอย์จุนยิ้มยิงฟันอย่างสดใส แค่นั้นจิตใจก็ไหวยวบ

            คนรักมาหาถึงห้อง ยังไงก็อดหวังไม่ได้...

            สำหรับคนอินเลิฟที่ต้องอดทนกับความซื่อบื้อของคนรักมาตลอดระยะเวลาที่คบกัน มิยูกิเริ่มคาดหวังในตัวเอย์จุนน้อยลงเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ ขอแค่ยิ้มน่ารักๆ ให้เห็นก่อนนอนเขาก็ชื่นใจแล้ว

            “งั้น...คิมุระ นายไปนอนห้องคุราโมจิแทนทีแล้วกัน”

            เพิ่งตระหนักเมื่อได้ยินเสียงว่าเรียวสุเกะอยู่ด้วย ทันทีที่เห็นเอย์จุน ทัศนวิสัยของมิยูกิพลันแคบลง เขาเพิ่งหันไปมองรุ่นพี่เต็มตาก็ตอนนี้เอง และอีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้พอดี

            “พามาส่งแล้วนะ”

            เรียวสุเกะขยับเข้ามาอีกสามก้าวแล้วผลักหลังเอย์จุนหนึ่งที

             ทั้งที่เป็นรอยยิ้มแบบเดิมที่เคยประณามว่าเป็นปิศาจ หากตอนนี้ฟิลเตอร์ของมิยูกิทำงานแล้วเห็นอีกฝ่ายมีวงแหวนบนศีรษะและมีปีกสีขาวพิสุทธิ์บนแผ่นหลัง...ขอโทษที่เคยคิดร้ายครับเรียวซัง!

            คิมุระผู้เป็นรูมเมททำหน้าเหมือนตามสถานการณ์ไม่ทัน ทว่าด้วยระบบอาวุโสจึงขัดคอรุ่นพี่ไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องเดินออกจากห้องไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก่อนบานประตูจะปิดลงอีกครั้ง เรียวสุเกะชะงักมือเอาไว้ เสี้ยวหน้าที่ปรากฏยังช่องว่างระหว่างกรอบกับประตูดูมืดทะมึนกรุ่นกลิ่นอายไม่น่าไว้ใจ

            “ตามสบายล่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ”

            ในคำพูดคล้ายมีบางอย่างแอบแฝง เจ้าคนที่โบกมือหย็อยๆ คงไม่ฉุกใจ แต่มิยูกิไม่ใช่ ตอนปีนลงจากเตียงเพื่อสืบหาต้นสายปลายเหตุของการปรากฏตัวปุบปับ พอดีสายตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นข้อมือคนรัก เอย์จุนไม่สวมเครื่องประดับ หากตรงนั้นกลับมีเชือกเก่าๆ ผูกอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสายสิญจน์ เห็นแล้วกระตุ้นต่อมสงสัยชะงัดนัก มิยูกิช้อนมือเอย์จุนขึ้นมาแล้วถาม
           
“ไอ้เชือกแปลกๆ นี่คืออะไร”

            เรียวคิ้วเหนือดวงตากลมโตเลิกขึ้นขณะมองของที่ถูกถามถึง ใบหน้าพลอยย่นยู่ ดูเหมือนจะพยายามเรียบเรียงคำพูด “จะว่าไงดีล่ะ...”
           
“นั่งก่อนไหม”

            จากท่าทางของเรียวสุเกะและตัวเอย์จุนเอง คาดว่าคืนนี้ทั้งคืนคิมุระคงไม่กลับมา เท่ากับว่ามิยูกิมีเวลาอยู่กับคนรักสองต่อสองอีกมาก ดังนั้นจะยืนให้เมื่อยอยู่ไย
           
เอย์จุนนั่งลงตามคำชักชวนอย่างว่าง่าย สมองประมวลผลเสร็จสิ้นพอดี หนุ่มน้อยเริ่มต้นจากเรื่องที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญก่อน เจ้าตัวดันหน้าพรวดเข้ามา ดูตื่นเต้นระคนตกประหม่า
           
“คุณพี่บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดนาย เพราะงั้นสุขสันต์วันเกิดนะ!

ดวงตาหลังแว่นเป็นประกาย “ซา...!

“ที่ไม่ทันนึกถึงขอโทษด้วยขอรับ!

“...”

กำลังปลื้มใจ จำเลยสารภาพผิดออกมา ความปลื้มปริ่มดังกล่าวจึงเหือดหายไปเกือบครึ่ง...ลืมจริงๆ ด้วย สรุปก็ลืมจริงๆ หรือควรพูดว่าไม่ใส่ใจจะถูกกว่า?

มิยูกิเจ็บปวดยิ่งนัก ปกติไม่ใส่ใจวันเกิด กลับสะเทือนใจจนเผลอแสดงออก ทว่าเอย์จุนไม่เข้าใจการแสดงสีหน้าอันแสนอ่านง่ายดังกล่าว

“คุณพี่เพิ่งบอกเลยเพิ่งรู้ จะหาของขวัญก็หาให้ไม่ทัน” ใบหน้าได้รูปเผยความโศกสลดออกมาจางๆ “แต่คุณพี่บอกว่าถ้าเป็นแฟนกัน ให้เวลาของตัวเองก็ถือเป็นของขวัญได้” ว่าแล้วก็ยกมือข้างที่มือเชือกผูกขึ้นมา “แล้วยังบอกต่อด้วยว่า ถึงอย่างนั้นก็น่าจะมีสัญลักษณ์แทนการแสดงออกซะหน่อยเลยบอกให้หาริบบิ้นมาผูกตัวเอง แต่ผมเจอแต่ไอ้เชือกนี่อะ”

ดูจากสภาพอันโกโรโกโส คาดว่าคงเก็บตกได้จากแถวๆ ห้องเก็บอุปกรณ์ มองมุมไหนก็ไม่อาจเป็นตัวแทนริบบิ้นประดับกล่องของขวัญ

“ของขวัญให้เป็นแบบนี้ได้หรือเปล่า?”

ดวงตาสีอำพันช้อนมอง คิ้วขมวดยุ่งเหยิง ท่าทางไม่สบายใจ...เป็นการแสดงออกที่แทนที่ก่อเกิดความเห็นใจกลายเป็นกระตุ้นความรู้สึกด้านอื่นแทน แต่เรื่องนี้คนทำคงไม่รู้ตัวหรอก

มิยูกิหวนนึกถึงคำพูดรุ่นพี่
         
ตามสบายล่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ

แถมยังลากคิมุระออกไปด้วยกันอีก

นี่มันเปิดช่องล่อเสือชัดๆ เลยนี่หว่า

พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองแต่ทำเช่นไรก็ไม่สามารถสลัดเรื่องต่ำช้าออกจากหัว มิยูกิคิดวนเวียนแต่เรื่องที่เรียวสุเกะจงใจส่งเอย์จุนมาให้ กระทำ ตามใจชอบ ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาเรื่องวันเกิดไปบอกเด็กทึ่ม แล้วยังให้เวลาของตัวเอง อีก...บ้าบอสิ้นดี ของพรรค์นี้เขาไม่เคยได้ยิน มุกมาตรฐานมันต้องให้ตัวเองเป็นของขวัญสิ

แม้ข้องใจว่าอสุรกายผมชมพูทำแบบนี้ทำไม จงใจซ้อนแผนด้วยการให้คุราโมจิมากระทืบทีหลังหรือเปล่า ทว่ากิเลสเริ่มกดความมีเหตุผลให้จมเข้าไปในซอกลึกของจิตใจ...

“อยากให้ของขวัญฉันเหรอ?”

“ใช่!

“จะตามใจฉัน?”

“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง อะไรก็ได้ทั้งนั้น!!

ได้ยินคนรักรับคำอย่างใจกว้าง ความคิดชั่วร้ายยิ่งแผ่ขยายปกคลุม มิยูกิแอบนึกในใจ ซาวามุระจะซื่อเกินไปแล้ว! เขาคิดเรื่องต่ำทรามอยู่รู้ตัวบ้างหรือเปล่า เลิกยิ้มแบบนั้นซะที จิตมโนธรรมเจ็บแปลบจนอยากตายแล้วเนี่ย!

“มิยูกิเซมไป เป็นอะ...”

“ไม่เป็น!

ยอมเสริมปูนฉาบลงหน้าอีกสามชั้น ยังไงก็ไม่อยากยอมรับว่าเป็นสุดๆ...ยิ่งประสบความเป็นคนดีที่ไม่มองตนอย่างหวาดระแวงยิ่งรู้สึกผิด กระนั้นมิยูกิก็ไม่สามารถลบความชั่วร้ายของตัวเองออกไปได้ สำนึกยังไงก็เลิกไม่ได้ ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับรู้ว่าผิดยังทำ

โอกาสมาประเคนถึงมือ ไม่รับไว้ได้ยังไง...

กัปตันมือใหม่ลอบหลั่งน้ำตาในใจ เขาคว้ามือเรียวยาวของพิชเชอร์หนุ่มน้อยที่โบกไปมาอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง ประสานสายตามั่น

“ซาวามุระ พรุ่งนี้ซ้อมเช้าสายกว่าปกติใช่ไหม”

ด้วยไม่ได้อยู่ในโปรแกรมฝึกแบบเดียวกันจึงต้องยืนยันเพื่อความแน่ใจ ไม่ว่ายังไงมิยูกิก็มีสปิริตอยู่ ส่วนจะเป็นสปิริตในฐานะกัปตัน หรือแคชเชอร์ หรือสปิริตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้น เขาไม่ทราบได้ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญตอนนี้คือไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นหลุมพรางหรือไม่ มิยูกิก็จะไม่ ถอย เด็ด ขาด!

เครียดสะสมตั้งหลายเรื่อง จะไม่ทนต่อแล้วเฟ้ย!

“ใช่แล้วล่ะ” เอย์จุนไม่ใส่ใจฝ่ามือชื้นเหงื่อที่กำรอบ เด็กหนุ่มตอบรับอย่างตรงไปตรงมา แต่แล้วคิ้วได้รูปก็ขยับเข้าหากัน ความสงสัยเกลื่อนหน้า “ว่าแต่ มิยูกิเซมไป ทำไมอยู่ๆ แว่นทึบล่ะ นี่...ไอ้เงามืดๆ บนหน้านั่นมันอะไร? อ๊ะ จะทำอะไรน่ะ ดะ...เดี๋ยวก่อน...”

“ไม่เดี๋ยวล่ะ” เกจความอดทนลดลงพรวดพราดเมื่อสดับคำการันตีเรื่องซ้อมสาย มิยูกิพูดเสียงต่ำ สีหน้าหื่นกระหายเหมือนคนโรคจิต “ยอมจำนนเสียเถอะซาวามุระ พรุ่งนี้ยังมีซ้อม แถมนี่ก็ครั้งแรก...ฉันไม่ทำรุนแรงหรอก...หึหึหึหึ”

“พูดเรื่องอะไรเนี่ย อ๊ะ เอ่อ อย่าเพิ่งเข้ามาได้มั้ย เดี๋ยว...!  มิยู...! เฮ้ย!! จะทำอะไรเนี่ย นั่นมันกางเกง...อย่าถอดเซ่!!! แว้กกกกกกกกก....!!!!!!!! ช่วยด๊วยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!




เสียงตะโกนด้วยความแตกตื่นของรุ่นน้องดังลั่นออกมาจากห้องไอ้เพื่อนนรก คุราโมจิ โยอิจิถึงกับยืนนิ่งไม่ไหว อยากจะพุ่งขึ้นไปโดดถีบประตูแล้วกระชากเอย์จุนออกมา ทว่าเรียวสุเกะกลับยื่นแขนเล็กๆ ออกมาขวาง แม้กำลังแขนจะไม่อาจทัดทานแรงคุราโมจิได้เมื่อเทียบตามความเป็นจริง หากสัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนคนอ่อนวัยกว่าว่าให้ตายยังไงก็ฝ่าแขนผอมบางข้างนี้ออกไปไม่ได้

ไม่ได้เด็ดขาด...

“จะทำอะไรน่ะครับ เรียวซัง!

เมื่อใช้กำลังไม่ได้ย่อมต้องกลับมาว่ากันด้วยเหตุผล เจ้าของตำแหน่งชอร์ทถามคู่หูอย่างร้อนรน ร่ำๆ จะโดดขึ้นบันไดปีนขึ้นชั้นสองอยู่รอมร่อ จากท่าทางของคุราโมจิ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทางสะดวกเมื่อไรคงเผ่นแผล็วไปหารุ่นน้องที่เจ้าตัวชอบพร่ำบ่นทว่าปกป้องยิ่งกว่าแม่ไก่หวงลูก

เหล่าเพื่อนร่วมรุ่นและคนอื่นซึ่งนั่งบ้างยืนบ้างรายล้อมได้แต่เสมองทางอื่นอย่างลำบากใจ

เรียวสุเกะยังคงยิ้มเรี่ยๆ

“มิยูกิน่ะ เพิ่งได้เป็นกัปตัน ภาระหนักหนาเชียวนะ แถมช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยดี ยิ่งกดดันเป็นพิเศษ”

“ก็แล้วมันทำไมล่ะครับ?!!

“...ขึ้นเสียง?”

...เจอโทนเสียงเปลี่ยนปุบปับ จากพองขนขู่ คุราโมจิสงบเสงี่ยมโดยไม่ต้องพูดมากความ

“เปล่าฮะ ขอโทษฮะ เชิญเรียวซังต่อเลย...”

ดวงตายิบหยีเป็นเส้นโค้งมองมาอย่างพึงใจในความว่าง่ายก่อนเปลี่ยนทิศทางมองไปด้านบน เสียงใช้กำลังต่อกรยังดังออกมาให้ได้ยิน...มันดังมาก แต่จับใจความได้ยาก รู้เพียงห้องพักกัปตันคนปัจจุบันกำลังเข้าสู่สมรภูมิอันร้อนระอุ เรียวสุเกะไม่รู้ว่ามิยูกิจะ กำราบศัตรู สำเร็จตอนไหน แต่มั่นใจว่าคนอย่างหมอนั่นต้องทำสำเร็จแน่นอน อยู่ที่จะเสียเวลามากหรือน้อยเท่านั้น

เรื่องทั้งหมดนี้เขาเป็นคนคิดเองลงมือเองโดยไม่ปรึกษาใคร พอลงมือแล้วจึงปริปากพูดให้คนอื่นได้ยินและเริ่มเกลี้ยกล่อมไปพร้อมๆ กัน อาจด้วยวาทศิลป์ (?) ส่วนบุคคล ปีสามนอกจากคริสกับมาสุโกะไม่คัดค้าน...อาจมีสีหน้าลังเลบ้าง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งความคิดของเขา บางทีอาจรู้สึกว่าแย้งไปก็เสียเปล่าก็ได้

“เรื่องที่สองคนนั้นคบกันอยู่ใครๆ ก็รู้ ทำแบบนี้นอกจากจะลดความเครียดได้ยังเสริมสร้างกำลังใจได้ด้วย มิยูกิเป็นกัปตันทีม ต้องกลับมามั่นคงให้เร็ว เสียสละซาวามุระสักคนเพื่อทีมก็คุ้มค่าดีไม่ใช่รึ? ไม่สิ บอกว่าเสียสละก็ไม่ถูก ในเมื่อมันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตนี่นา”

“หมายถึงอะไรครับ”

“ความต้องการสืบพันธุ์ไง”

“...ถ้ายังไงช่วยใช้คำให้ดูเหมาะสมกับคนกว่านี้หน่อยเถอะครับ”

แต่รุ่นพี่ผมชมพูไม่คิดแก้คำใหม่ตามความจู้จี้ของคนฟัง

เรียวสุเกะวางแผนจัดฉากให้เป็นอย่างนี้และมิยูกิก็เซนส์ดีเหลือร้าย...รู้เองโดยไม่ต้องบอกว่าเขาคาดหวังอะไร ปัจจัยสำคัญคงเพราะฮอร์โมนวัยรุ่นด้วย แรงกระตุ้นยากควบคุม และความยับยั้งชั่งใจที่น้อยกว่าผู้ใหญ่...

แม้มิยูกิจะมีความเป็น ผู้ใหญ่ สูง หากแท้จริงก็เป็นแค่ เด็ก คนหนึ่ง เรียวสุเกะเองก็ไม่คิดว่าตนทำอะไรผิด ต่อให้มิยูกิล้ำเส้นก้าวผ่านพรมแดนขั้นสุดท้ายก็ไม่เป็นไร ยังไงผู้ชายด้วยกันก็ไม่ท้องอยู่แล้ว ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องมีเด็กโดยยังเรียนไม่จบ เอาเป็นว่าให้รู้จักควบคุมตัวเองและไม่รังแกพิชเชอร์คนสำคัญมากเกินไปเป็นใช้ได้

คนอื่นรู้เข้าคงคิดว่าเขาเย็นชาสิ้นดี ไม่แน่อาจเทศน์สักยก...ไม่คำนึงถึงใจคนเอาเสียเลย คนเราต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะสิ

ทว่าเรียวสุเกะเห็นต่างออกไป

มนุษย์เองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ทำไมต้องวางตัวสูงส่งเหมือนใหญ่ที่สุดในโลกด้วย การตอบสนองความต้องการทางกายมีอะไรไม่สมควร ในเมื่อสุดท้ายคนพวกนั้นรู้จักรับผิดชอบเรื่องของตัวเองและทำหน้าที่ที่ควรทำได้ไม่บกพร่องยังมีอะไรต้องตำหนิอีก

“เอาเป็นว่า ระบายความเครียดซะบ้างก็ดี ถ้ากำลังใจดี มิยูกิอาจหายเร็วกว่าเดิมก็ได้”

ได้ยินประโยคนี้ รุ่นพี่ผู้โหดร้ายคนอื่นมิได้โต้แย้ง คุราโมจิจึงไม่มีพวกและได้แต่กัดฟันกรอดเมื่อเสียงเอะอะเงียบหายไปจากโสตประสาท

ห่วงเอย์จุนแสนห่วง ดันทำอะไรไม่ได้ น่าเจ็บใจที่สุด หนุ่มผมตั้งแจ้งแก่ใจ ลำพังตัวเองมีกำลังไม่พอ แม้คำพูดของคริสเซมไปจะมีพลังสำคัญ ถ้าช่วยกันห้ามปรามอาจหยุดเหตุการณ์ที่กำลังเดินไปนี้ได้ แต่คนหนุนหลังเอย์จุนมีน้อยเกิน คนอื่นเลือกข้างมิยูกิกันหมด ต่อให้คริสเซมไปออกปากเองก็คงไม่เพียงพอ

ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลง

บดกรามแทบแหลก

ไอ้มิยูกิ! ลาภลอยน่ะ ปล่อยๆ ไปมั่งไม่ได้หรือไงวะ!




ด้วยเหตุนี้เช้าวันต่อมา เอย์จุนจึงมีสภาพเหมือนโดนสูบวิญญาณ

ส่วนใบหน้าของกัปตันคนสำคัญอิ่มเอิบผ่องใส

...แต่แล้วใบหน้าผุดผาดก็เป็นอันต้องบวมฉึ่งครึ่งซีกจากน้ำมือเพื่อนหมัดหนักโดยที่ก้าวเท้าออกจากห้องยังไม่พ้นสามก้าว น้ำท่าไม่ได้อาบ ฟันยังไม่ได้แปรง

กระนั้นมิยูกิ คาซึยะยังคงยิ้ม

แม้ใบหน้าบวมๆ กับรอยยิ้มเหมือนคนเมายาจะดูน่าทุเรศ หากเด็กหนุ่มก็ยังหุบยิ้มไม่ลงอยู่นั่นเอง

ต่อให้โดนต่อยจนหมดหล่อ วันครบรอบวันเกิดปีนี้ก็น่าประทับใจที่สุดอยู่ดี