Fanfic Daiya no
A
Happy Birthday
Miyuki Kazuya!
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
ปกติแล้ว มิยูกิ
คาซึยะไม่สนใจวันเกิดตัวเอง อันที่จริงควรบอกว่าเคยสน...เพราะการฉลองวันเกิดเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเด็กๆ
เพียงแต่ครอบครัวของเขาต่างจากครอบครัวอื่น พ่อแทบจะไม่โผล่มาให้เห็น เรื่องการฉลองวันเกิดจึงเป็นเรื่องห่างไกล
มิยูกิรู้ดีว่าพ่อยุ่งและไม่ใช่คนละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงไม่เคยเรียกร้องอะไร เขาเคยน้อยใจที่ทำไมตัวเองต่างจากเด็กคนอื่น
หากการ 'ขาด' ก็ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มิยูกิเข้าใจในเวลาไม่นานว่าตัวเองไม่ควรสร้างปัญหาให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ
พร้อมกันนั้นก็รู้สึกว่าการฉลองไม่ใช่เรื่องจำเป็นในชีวิต
เขาโตมาแบบนั้น ด้วยไม่ค่อยมีใครคบ
ไม่มีใครสนใจให้ของขวัญหรือกล่าวอวยพร วันคล้ายวันเกิดจึงกลายเป็นวันแสนธรรมดาสามัญวันหนึ่งไปโดยปริยาย
ใช่แล้ว...
ไม่เคยสนใจ
"พรุ่งนี้วันเกิดนายทั้งที
ถึงซื่อบื้อยังไงซาวามุระก็น่าจะเตรียมอะไรมาเซอร์ไพรส์นายนะ"
โคมินาโตะ
เรียวสุเกะปรากฏตัวปุบปับดั่งภูตผี
มาถึงก็คลี่ยิ้มชวนหนาวสันหลังทำเอากินข้าวกลางวันแทบไม่ลง มิยูกิกระแอมในลำคอให้เนื้อล่วงผ่านลงท้อง
จากนั้นยกแก้วน้ำมาซดหนึ่งอึก
เรียบร้อยจึงเบือนใบหน้าไปยังรุ่นพี่ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลัง
เขาตกใจเพราะเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันและเนื้อหาที่อีกฝ่ายสื่อ
อย่างที่บอกไปแล้วว่ามิยูกิไม่เห็นอีเวนต์วันเกิดอยู่ในสายตา ทว่าปีนี้ต่างจากปีที่แล้วมานิดหน่อย...เขามีแฟนแล้ว แม้แฟนคนที่ว่าจะซื่อบื้อและทึ่มทื่อได้อย่างน่าปวดเศียรก็ตาม ลองพยายามมองด้วยสายตาเที่ยงตรงที่สุด ไม่คิดหรอกว่าคนพรรค์นั้นจะจำวันเกิดแฟนได้ หากจะจำได้จริงก็น่าจะแค่วันเกิดตัวเองกับคนในครอบครัว...เอ้า! แถมคริสเซมไปให้อีกคน!
แต่ว่า
“มาไซโคผมอย่างนี้ หรือเรียวซังไปเป่าหูอะไรซาวามุระมาหรือครับ”
ไม่งั้นคงไม่เข้ามายุแหย่...
คนตรงหน้าคืออสุรกาย การกระทำผิดรูปผิดรอยจึงต้องสงสัยว่ามีนัยยะแอบแฝง ยิ่งปีสามเพิ่งถอนตัว น่าจะเซ็งกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย จะอนุมานว่าอยากแกล้งรุ่นน้องเล่นแก้เครียดก็ไม่ใช่การใส่ไคล้เกินจริง...เป็นข้ออนุมานที่มีน้ำหนักมากด้วยซ้ำ
ปัญหาคือ สิ่งที่ทำให้ประโยชน์ฝ่ายใด
ถ้าคนที่อีกฝ่ายต้องการแกล้งเป็นตัวมิยูกิเองคงแย่ ในทางกลับกัน ถ้าเป้าโดนแกล้งเป็นพิชเชอร์รุ่นน้องแล้วฝ่ายตนได้ประโยชน์ มิยูกิก็ไม่รังเกียจรังงอนสำหรับการเต้นตามจังหวะที่โดนชักจูง
คาวาคามิ โนริฟุมิหันมาหา
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยน่า บางทีเรียวซังอาจไปเห็นอะไรเข้าเลยมาบอกให้นายดีใจก็ได้”
จบการแข่งฤดูใบไม้ร่วง
มิยูกิโดนแบนอันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บ ทุกวันนี้ได้แต่เมียงๆ มองๆ จากข้างสนาม
ทำได้มากสุดแค่วิ่งไปมาในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องโดนเคี่ยวกรำจากค่ายฤดูหนาวจนสภาพอิดโรยเหมือนโดนเล่นของ
คาวาคามิคงเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยดีเลยพยายามให้กำลังใจ
ซึ่งสิ่งที่เจ้าตัวพูดก็มีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่มิยูกิไม่อยากลดการ์ดกับโคมินาโตะ
เรียวสุเกะ...จะประเมินคนคนนี้ต่ำเกินไปไม่ได้เด็ดขาด
“คิดอะไรเสียมารยาทอยู่หรือเปล่า?”
“...เปล่าครับ”
มิยูกิฉลาดพอจะไม่เอาคอไปวางบนแท่นกิโยติน
ทว่าสีหน้าของอดีตเซคันด์มือดีกลับไม่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เรียวสุเกะยังคงยกมุมปากในองศาเดิม กลิ่นอายพิศวงไม่น่าไว้ใจก็ไม่ได้เบาบางลง
“ถ้าไม่ได้กำลังหวาดระแวง ‘รุ่นพี่ที่หวังดี’ ก็แล้วไป”
“...”
...เลือดของเรียวซังใช่สีแดงหรือเปล่านะ
กัปตันคนปัจจุบันลอบถูกางเกงเพื่อเช็ดเหงื่อบนฝ่ามือหากใบหน้ายังฉีกยิ้มการค้าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ในใจของเขาไม่ได้เชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเสียทีเดียว
แต่จะขัดก็มีความกล้าไม่เพียงพอ สุดท้ายเลยต้องเก็บคำพูดไว้ในอกต่ออย่างไม่มีทางเลือก
กระนั้นเรียวสุเกะก็เหนี่ยวไกปืนไปแล้ว
เรื่องที่ไม่เคยนึกถึงก็นึกออกแล้ว ให้ลืมก็ลืมไม่ลงเพราะเป็นเรื่องที่สั่นคลอนจิตใจได้มากเกินไป
มิยูกิไม่สนวันคล้ายวันเกิดมานาน
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฝ้ารอให้วันคล้ายวันเกิดตัวเองมาถึง
สมมติเอย์จุนมีแผนเซอร์ไพรส์จริง
ต่อให้เป็นของงี่เง่าก็ควรค่าแก่การจดจำในฐานะที่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกในฐานะคนรัก
อย่างไรก็ตาม
การคาดหวังเต็มที่แล้วต้องมาผิดหวังเป็นภาระอันหนักหนา
เขาเตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งว่าคนที่เรียวสุเกะอยากแกล้งอาจเป็นตัวเอง
ดังนั้นคนรักหัวทึบอาจไม่ได้เฉลียวใจว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร
ที่รุ่นพี่มาไซโคก็เพราะอยากเห็นตนตั้งความหวังแล้วผิดหวัง
มิยูกินอนคิดเล่นอยู่ๆ บนเตียงระหว่างรอความง่วงมาเยือน
...
เดี๋ยวสิ เหมาแบบนั้นไม่ได้ สรุปแน่นอนแล้วเหรอว่าเรียวซังไม่ได้แกล้งตัวเองน่ะ?
สีเลือดจางลงจากใบหน้านิดหน่อย มิยูกิข่มใจ บอกตัวเองว่านอนดีกว่า เรื่องของพรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็เอาไว้ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ
กิจกรรมที่ต้องทำในวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวานของเมื่อวาน และเมื่อวานก่อนหน้านั้น...เอาเข้าจริงสภาพชีวิตช่างแสนปกติจนใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ด้วยความคาดหวังเมื่อตอนเช้าเริ่มเต้นเนือยลง...เนือยลง...
สามทุ่มแล้ว
ดวงตาหลังเลนส์แว่นเหล่มองหนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลซึ่งกำลังเกาะหลังเพื่อนตัวเล็กด้วยไม่มีแรงจะเดิน มิยูกิอาสาไปเป็นไม้ค้ำแล้ว แต่โดนปฏิเสธไม่เหลือชิ้นดี
‘ผมไม่อยากพึ่งคนเจ็บอะ’
สามัญสำนึกทำงานเป็นปกติไม่สมเป็นบากะมุระเอาเสียเลย
เฮ้ วันนี้วันคล้ายวันเกิดฉันนะ สรุปไม่รู้จริงๆ เหรอ วันคล้ายวันเกิดของแฟนเลยนะ...แฟนน่ะ แถมยังเป็นการครบรอบในปีแรกที่เริ่มคบกันด้วย มันสำคัญไม่ใช่เหรอ มันเมินกันได้เหรอ...ต่อให้ไม่รู้ก็ต้องมีคนพูดให้ได้ยินบ้างสิ ถึงไม่ได้เตรียมของขวัญแต่มาอวยพรวันเกิดก็ยังดีนะ...เฮ้ ซาวามุระ สนใจฉันหน่อยเซ่ ฉันต้องการความสนใจนะ....
ถ้อยคำมากมายวิ่งพล่านในสมองเหมือนกำลังสวดมนต์ไล่วิญญาณ มิยูกิเริ่มคิดว่าตัวเองติดเชื้อเพ้อเจ้อ กระนั้นเขาก็อยากให้แฟนหันมาเอาใจใส่กันจริงๆ นี่นา...
“ทำหน้าเป็นหมามองกระดูกเลยนะเอ็ง”
เสียงแหลมสูงและวาจาบาดใจ ต่อให้ใช้เครื่องแปลงก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนเอ่ย คุราโมจิปรากฏตัวข้างๆ มิยูกิซึ่งกำลังเกยคางบนโต๊ะ ในมือเพื่อนสนิทมีน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ ผมซึ่งปกติเซ็ตตั้งบัดนี้ยาวปรกหน้าผากเล็กน้อย หยาดน้ำหยดแหมะจากปลายผม ผ้าขนหนูรอบคอก็ยังเปียกชื้น คงเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ
มิยูกิคร้านต่อคำ
รู้ดีว่าคุราโมจิเล็งหาจังหวะมาแขวะอยู่นานแล้ว
หนนี้สบโอกาสเลยเข้ามาเล่นงานซะหน่อย
แย่มาก...
“นายรู้สึกว่าคนเราควรช่วยเหลือเพื่อนสนิทเวลาเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก...”
“ไม่”
“ตอบไวไปแล้ว!! อย่าไวนักเซ่!!”
โดนสหายหักหลังเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนศัตรูแทงตาย มิยูกิอยากคร่ำครวญแต่รู้ดีว่าทำแบบนั้นมีแต่จะเข้าทางคนแล้งน้ำใจ ชิ เพื่อนไม่สนไม่เป็นไรแต่แฟนยังไงก็ไม่ทิ้งกันแน่นอน มิยูกิต้องการการปลอบโยนจากคนรักด่วนจี๋!
ซาวามุระ...!
“มันกลับห้องไปตั้งนานแล้ว”
“...”
วินาทีเดียวกับที่คุราโมจิพ่นวาจาทำร้ายจิตใจออกมา มิยูกิซึ่งหันขวับเก้าสิบองสาไปยังทิศทางที่เอย์จุนเพิ่งยืนอยู่แล้วเห็นแต่ความว่างเปล่าทำหน้าแบลงก์…
วันนี้เป็นวันครบรอบอายุสิบแปดดันโดนกระหน่ำซ้ำเติมอย่างโหดร้าย
เขาหวังสูงเกินไปเหรอว่าจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากคนรอบข้างน่ะ? หรือความจริงเขาจะเป็นตัวละครน่าสมเพชที่มีแต่คนอยากกลั่นแกล้ง?
ยกทำไม
เวลาให้กำลังใจเขาไม่ยกนิ้วโป้งกันนะเฟ้ย หรือจะยกให้คุราโมจิ? บอกว่าคุราโมจิทำดีมาก?
ความคิดแง่ลบครอบงำพื้นที่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
สาเหตุหลักเป็นเพราะรอเซอร์ไพรส์จากคนรักแต่เช้าดันรับประทานแห้วไปเต็มอิ่ม ผนวกกับร่างกายยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร
กัปตันมือใหม่เลยห่อเหี่ยวจนทำทะเล้นอย่างเคยๆ ไม่ออก
มิยูกิ คาซึยะกลับห้อง หัวใจฟีบแฟบ
ใบหน้าหม่นหมอง ตอนกำลังล้มตัวลงนอนหันหน้าเข้าหาผนัง มีเสียงประตูถูกเคาะก๊อกๆ
เสี้ยวหนึ่งในใจโชนแสงแห่งความหวัง มันบอกว่าบางทีอาจเป็นซาวามุระ เอย์จุนก็ได้
แต่ค่อนใจที่เหลือบอกอย่าไปหวังเลย หวังมาทั้งวันแล้ว...สุดท้ายผลเป็นไง?
นี่คงกะมาหาเรื่องทำให้หวังแล้วดับหวังอีกล่ะสิ
เขารู้ทันหรอก!
ร่างสมส่วนยังซุกตัวหาผนังอย่างหนักแน่น
ไม่สนใจเสียงพูดคุยของคิมุระกับ ‘แขก’ จนกระทั่งมีใครบางคนมาตบเตียงสองชั้นแล้วเรียกนั่นแหละ
“มิยูกิเซมปายยยย หลับแล้วเหรอออ”
“...!”
ต่อให้หลับก็ลุกพรวด
นี่ไม่หลับยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนถูกเรียกดีดตัวนั่ง แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นโลกภายในเวลา
0.1 วินาที ด้วยความที่ล้มตัวลงนอนโดยยังไม่ทันถอดแว่น
ไม่ต้องควานหาอุปกรณ์ช่วยมองให้เสียเวลาก็เห็นใบหน้าที่ปรากฏอยู่ข้างเตียง...ใบหน้าที่ทำเอาสกิลเจ็บแล้วจำปลิวหายไปไหนก็ไม่รู้
เอย์จุนยิ้มยิงฟันอย่างสดใส แค่นั้นจิตใจก็ไหวยวบ
คนรักมาหาถึงห้อง ยังไงก็อดหวังไม่ได้...
สำหรับคนอินเลิฟที่ต้องอดทนกับความซื่อบื้อของคนรักมาตลอดระยะเวลาที่คบกัน มิยูกิเริ่มคาดหวังในตัวเอย์จุนน้อยลงเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ ขอแค่ยิ้มน่ารักๆ ให้เห็นก่อนนอนเขาก็ชื่นใจแล้ว
“งั้น...คิมุระ นายไปนอนห้องคุราโมจิแทนทีแล้วกัน”
เพิ่งตระหนักเมื่อได้ยินเสียงว่าเรียวสุเกะอยู่ด้วย ทันทีที่เห็นเอย์จุน ทัศนวิสัยของมิยูกิพลันแคบลง เขาเพิ่งหันไปมองรุ่นพี่เต็มตาก็ตอนนี้เอง และอีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้พอดี
“พามาส่งแล้วนะ”
เรียวสุเกะขยับเข้ามาอีกสามก้าวแล้วผลักหลังเอย์จุนหนึ่งที
ทั้งที่เป็นรอยยิ้มแบบเดิมที่เคยประณามว่าเป็นปิศาจ หากตอนนี้ฟิลเตอร์ของมิยูกิทำงานแล้วเห็นอีกฝ่ายมีวงแหวนบนศีรษะและมีปีกสีขาวพิสุทธิ์บนแผ่นหลัง...ขอโทษที่เคยคิดร้ายครับเรียวซัง!
คิมุระผู้เป็นรูมเมททำหน้าเหมือนตามสถานการณ์ไม่ทัน ทว่าด้วยระบบอาวุโสจึงขัดคอรุ่นพี่ไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องเดินออกจากห้องไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก่อนบานประตูจะปิดลงอีกครั้ง เรียวสุเกะชะงักมือเอาไว้ เสี้ยวหน้าที่ปรากฏยังช่องว่างระหว่างกรอบกับประตูดูมืดทะมึนกรุ่นกลิ่นอายไม่น่าไว้ใจ
“ตามสบายล่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ”
ในคำพูดคล้ายมีบางอย่างแอบแฝง เจ้าคนที่โบกมือหย็อยๆ คงไม่ฉุกใจ แต่มิยูกิไม่ใช่ ตอนปีนลงจากเตียงเพื่อสืบหาต้นสายปลายเหตุของการปรากฏตัวปุบปับ พอดีสายตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นข้อมือคนรัก เอย์จุนไม่สวมเครื่องประดับ หากตรงนั้นกลับมีเชือกเก่าๆ ผูกอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสายสิญจน์ เห็นแล้วกระตุ้นต่อมสงสัยชะงัดนัก มิยูกิช้อนมือเอย์จุนขึ้นมาแล้วถาม
“ไอ้เชือกแปลกๆ นี่คืออะไร”
“นั่งก่อนไหม”
เอย์จุนนั่งลงตามคำชักชวนอย่างว่าง่าย
สมองประมวลผลเสร็จสิ้นพอดี หนุ่มน้อยเริ่มต้นจากเรื่องที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญก่อน
เจ้าตัวดันหน้าพรวดเข้ามา ดูตื่นเต้นระคนตกประหม่า
“คุณพี่บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดนาย
เพราะงั้นสุขสันต์วันเกิดนะ!”
ดวงตาหลังแว่นเป็นประกาย “ซา...!”
“ที่ไม่ทันนึกถึงขอโทษด้วยขอรับ!”
“...”
กำลังปลื้มใจ จำเลยสารภาพผิดออกมา ความปลื้มปริ่มดังกล่าวจึงเหือดหายไปเกือบครึ่ง...ลืมจริงๆ
ด้วย สรุปก็ลืมจริงๆ หรือควรพูดว่าไม่ใส่ใจจะถูกกว่า?
มิยูกิเจ็บปวดยิ่งนัก ปกติไม่ใส่ใจวันเกิด
กลับสะเทือนใจจนเผลอแสดงออก ทว่าเอย์จุนไม่เข้าใจการแสดงสีหน้าอันแสนอ่านง่ายดังกล่าว
“คุณพี่เพิ่งบอกเลยเพิ่งรู้
จะหาของขวัญก็หาให้ไม่ทัน” ใบหน้าได้รูปเผยความโศกสลดออกมาจางๆ “แต่คุณพี่บอกว่าถ้าเป็นแฟนกัน
ให้เวลาของตัวเองก็ถือเป็นของขวัญได้” ว่าแล้วก็ยกมือข้างที่มือเชือกผูกขึ้นมา “แล้วยังบอกต่อด้วยว่า
ถึงอย่างนั้นก็น่าจะมีสัญลักษณ์แทนการแสดงออกซะหน่อยเลยบอกให้หาริบบิ้นมาผูกตัวเอง
แต่ผมเจอแต่ไอ้เชือกนี่อะ”
ดูจากสภาพอันโกโรโกโส
คาดว่าคงเก็บตกได้จากแถวๆ ห้องเก็บอุปกรณ์ มองมุมไหนก็ไม่อาจเป็นตัวแทนริบบิ้นประดับกล่องของขวัญ
“ของขวัญให้เป็นแบบนี้ได้หรือเปล่า?”
ดวงตาสีอำพันช้อนมอง คิ้วขมวดยุ่งเหยิง
ท่าทางไม่สบายใจ...เป็นการแสดงออกที่แทนที่ก่อเกิดความเห็นใจกลายเป็นกระตุ้นความรู้สึกด้านอื่นแทน
แต่เรื่องนี้คนทำคงไม่รู้ตัวหรอก
มิยูกิหวนนึกถึงคำพูดรุ่นพี่
‘ตามสบายล่ะ
อยากทำอะไรก็เชิญ’
…แถมยังลากคิมุระออกไปด้วยกันอีก
นี่มันเปิดช่องล่อเสือชัดๆ เลยนี่หว่า
พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองแต่ทำเช่นไรก็ไม่สามารถสลัดเรื่องต่ำช้าออกจากหัว
มิยูกิคิดวนเวียนแต่เรื่องที่เรียวสุเกะจงใจส่งเอย์จุนมาให้ ‘กระทำ’ ตามใจชอบ ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาเรื่องวันเกิดไปบอกเด็กทึ่ม
แล้วยัง ‘ให้เวลาของตัวเอง’ อีก...บ้าบอสิ้นดี
ของพรรค์นี้เขาไม่เคยได้ยิน มุกมาตรฐานมันต้องให้ตัวเองเป็นของขวัญสิ
แม้ข้องใจว่าอสุรกายผมชมพูทำแบบนี้ทำไม
จงใจซ้อนแผนด้วยการให้คุราโมจิมากระทืบทีหลังหรือเปล่า
ทว่ากิเลสเริ่มกดความมีเหตุผลให้จมเข้าไปในซอกลึกของจิตใจ...
“อยากให้ของขวัญฉันเหรอ?”
“ใช่!”
“จะตามใจฉัน?”
“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง
อะไรก็ได้ทั้งนั้น!!”
ได้ยินคนรักรับคำอย่างใจกว้าง
ความคิดชั่วร้ายยิ่งแผ่ขยายปกคลุม มิยูกิแอบนึกในใจ ซาวามุระจะซื่อเกินไปแล้ว! เขาคิดเรื่องต่ำทรามอยู่รู้ตัวบ้างหรือเปล่า เลิกยิ้มแบบนั้นซะที
จิตมโนธรรมเจ็บแปลบจนอยากตายแล้วเนี่ย!
“มิยูกิเซมไป เป็นอะ...”
“ไม่เป็น!”
ยอมเสริมปูนฉาบลงหน้าอีกสามชั้น
ยังไงก็ไม่อยากยอมรับว่าเป็นสุดๆ...ยิ่งประสบความเป็นคนดีที่ไม่มองตนอย่างหวาดระแวงยิ่งรู้สึกผิด
กระนั้นมิยูกิก็ไม่สามารถลบความชั่วร้ายของตัวเองออกไปได้ สำนึกยังไงก็เลิกไม่ได้
ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับรู้ว่าผิดยังทำ
โอกาสมาประเคนถึงมือ
ไม่รับไว้ได้ยังไง...
กัปตันมือใหม่ลอบหลั่งน้ำตาในใจ
เขาคว้ามือเรียวยาวของพิชเชอร์หนุ่มน้อยที่โบกไปมาอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
ประสานสายตามั่น
“ซาวามุระ
พรุ่งนี้ซ้อมเช้าสายกว่าปกติใช่ไหม”
ด้วยไม่ได้อยู่ในโปรแกรมฝึกแบบเดียวกันจึงต้องยืนยันเพื่อความแน่ใจ
ไม่ว่ายังไงมิยูกิก็มีสปิริตอยู่ ส่วนจะเป็นสปิริตในฐานะกัปตัน หรือแคชเชอร์
หรือสปิริตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้น เขาไม่ทราบได้ อย่างไรก็ตาม
นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญตอนนี้คือไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นหลุมพรางหรือไม่
มิยูกิก็จะไม่ ถอย เด็ด ขาด!
เครียดสะสมตั้งหลายเรื่อง จะไม่ทนต่อแล้วเฟ้ย!
“ใช่แล้วล่ะ” เอย์จุนไม่ใส่ใจฝ่ามือชื้นเหงื่อที่กำรอบ
เด็กหนุ่มตอบรับอย่างตรงไปตรงมา แต่แล้วคิ้วได้รูปก็ขยับเข้าหากัน
ความสงสัยเกลื่อนหน้า “ว่าแต่ มิยูกิเซมไป ทำไมอยู่ๆ แว่นทึบล่ะ นี่...ไอ้เงามืดๆ
บนหน้านั่นมันอะไร? อ๊ะ จะทำอะไรน่ะ ดะ...เดี๋ยวก่อน...”
“ไม่เดี๋ยวล่ะ” เกจความอดทนลดลงพรวดพราดเมื่อสดับคำการันตีเรื่องซ้อมสาย
มิยูกิพูดเสียงต่ำ สีหน้าหื่นกระหายเหมือนคนโรคจิต “ยอมจำนนเสียเถอะซาวามุระ
พรุ่งนี้ยังมีซ้อม แถมนี่ก็ครั้งแรก...ฉันไม่ทำรุนแรงหรอก...หึหึหึหึ”
“พูดเรื่องอะไรเนี่ย อ๊ะ เอ่อ
อย่าเพิ่งเข้ามาได้มั้ย เดี๋ยว...!
มิยู...! เฮ้ย!! จะทำอะไรเนี่ย นั่นมันกางเกง...อย่าถอดเซ่!!!
แว้กกกกกกกกก....!!!!!!!! ช่วยด๊วยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!”
เสียงตะโกนด้วยความแตกตื่นของรุ่นน้องดังลั่นออกมาจากห้องไอ้เพื่อนนรก
คุราโมจิ โยอิจิถึงกับยืนนิ่งไม่ไหว อยากจะพุ่งขึ้นไปโดดถีบประตูแล้วกระชากเอย์จุนออกมา
ทว่าเรียวสุเกะกลับยื่นแขนเล็กๆ ออกมาขวาง
แม้กำลังแขนจะไม่อาจทัดทานแรงคุราโมจิได้เมื่อเทียบตามความเป็นจริง
หากสัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนคนอ่อนวัยกว่าว่าให้ตายยังไงก็ฝ่าแขนผอมบางข้างนี้ออกไปไม่ได้
ไม่ได้เด็ดขาด...
“จะทำอะไรน่ะครับ เรียวซัง!”
เมื่อใช้กำลังไม่ได้ย่อมต้องกลับมาว่ากันด้วยเหตุผล
เจ้าของตำแหน่งชอร์ทถามคู่หูอย่างร้อนรน ร่ำๆ
จะโดดขึ้นบันไดปีนขึ้นชั้นสองอยู่รอมร่อ จากท่าทางของคุราโมจิ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทางสะดวกเมื่อไรคงเผ่นแผล็วไปหารุ่นน้องที่เจ้าตัวชอบพร่ำบ่นทว่าปกป้องยิ่งกว่าแม่ไก่หวงลูก
เหล่าเพื่อนร่วมรุ่นและคนอื่นซึ่งนั่งบ้างยืนบ้างรายล้อมได้แต่เสมองทางอื่นอย่างลำบากใจ
เรียวสุเกะยังคงยิ้มเรี่ยๆ
“มิยูกิน่ะ เพิ่งได้เป็นกัปตัน ภาระหนักหนาเชียวนะ
แถมช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยดี ยิ่งกดดันเป็นพิเศษ”
“ก็แล้วมันทำไมล่ะครับ?!!”
“...ขึ้นเสียง?”
...เจอโทนเสียงเปลี่ยนปุบปับ
จากพองขนขู่ คุราโมจิสงบเสงี่ยมโดยไม่ต้องพูดมากความ
“เปล่าฮะ ขอโทษฮะ
เชิญเรียวซังต่อเลย...”
ดวงตายิบหยีเป็นเส้นโค้งมองมาอย่างพึงใจในความว่าง่ายก่อนเปลี่ยนทิศทางมองไปด้านบน
เสียงใช้กำลังต่อกรยังดังออกมาให้ได้ยิน...มันดังมาก แต่จับใจความได้ยาก รู้เพียงห้องพักกัปตันคนปัจจุบันกำลังเข้าสู่สมรภูมิอันร้อนระอุ
เรียวสุเกะไม่รู้ว่ามิยูกิจะ ‘กำราบศัตรู’ สำเร็จตอนไหน แต่มั่นใจว่าคนอย่างหมอนั่นต้องทำสำเร็จแน่นอน
อยู่ที่จะเสียเวลามากหรือน้อยเท่านั้น
เรื่องทั้งหมดนี้เขาเป็นคนคิดเองลงมือเองโดยไม่ปรึกษาใคร
พอลงมือแล้วจึงปริปากพูดให้คนอื่นได้ยินและเริ่มเกลี้ยกล่อมไปพร้อมๆ กัน
อาจด้วยวาทศิลป์ (?) ส่วนบุคคล ปีสามนอกจากคริสกับมาสุโกะไม่คัดค้าน...อาจมีสีหน้าลังเลบ้าง
แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งความคิดของเขา บางทีอาจรู้สึกว่าแย้งไปก็เสียเปล่าก็ได้
“เรื่องที่สองคนนั้นคบกันอยู่ใครๆ
ก็รู้ ทำแบบนี้นอกจากจะลดความเครียดได้ยังเสริมสร้างกำลังใจได้ด้วย
มิยูกิเป็นกัปตันทีม ต้องกลับมามั่นคงให้เร็ว เสียสละซาวามุระสักคนเพื่อทีมก็คุ้มค่าดีไม่ใช่รึ?
ไม่สิ บอกว่าเสียสละก็ไม่ถูก ในเมื่อมันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตนี่นา”
“หมายถึงอะไรครับ”
“ความต้องการสืบพันธุ์ไง”
“...ถ้ายังไงช่วยใช้คำให้ดูเหมาะสมกับคนกว่านี้หน่อยเถอะครับ”
แต่รุ่นพี่ผมชมพูไม่คิดแก้คำใหม่ตามความจู้จี้ของคนฟัง
เรียวสุเกะวางแผนจัดฉากให้เป็นอย่างนี้และมิยูกิก็เซนส์ดีเหลือร้าย...รู้เองโดยไม่ต้องบอกว่าเขาคาดหวังอะไร
ปัจจัยสำคัญคงเพราะฮอร์โมนวัยรุ่นด้วย แรงกระตุ้นยากควบคุม และความยับยั้งชั่งใจที่น้อยกว่าผู้ใหญ่...
แม้มิยูกิจะมีความเป็น ‘ผู้ใหญ่’ สูง หากแท้จริงก็เป็นแค่ ‘เด็ก’ คนหนึ่ง เรียวสุเกะเองก็ไม่คิดว่าตนทำอะไรผิด
ต่อให้มิยูกิล้ำเส้นก้าวผ่านพรมแดนขั้นสุดท้ายก็ไม่เป็นไร
ยังไงผู้ชายด้วยกันก็ไม่ท้องอยู่แล้ว
ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องมีเด็กโดยยังเรียนไม่จบ
เอาเป็นว่าให้รู้จักควบคุมตัวเองและไม่รังแกพิชเชอร์คนสำคัญมากเกินไปเป็นใช้ได้
คนอื่นรู้เข้าคงคิดว่าเขาเย็นชาสิ้นดี
ไม่แน่อาจเทศน์สักยก...ไม่คำนึงถึงใจคนเอาเสียเลย
คนเราต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะสิ
ทว่าเรียวสุเกะเห็นต่างออกไป
มนุษย์เองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง
ทำไมต้องวางตัวสูงส่งเหมือนใหญ่ที่สุดในโลกด้วย การตอบสนองความต้องการทางกายมีอะไรไม่สมควร
ในเมื่อสุดท้ายคนพวกนั้นรู้จักรับผิดชอบเรื่องของตัวเองและทำหน้าที่ที่ควรทำได้ไม่บกพร่องยังมีอะไรต้องตำหนิอีก
“เอาเป็นว่า ระบายความเครียดซะบ้างก็ดี
ถ้ากำลังใจดี มิยูกิอาจหายเร็วกว่าเดิมก็ได้”
ได้ยินประโยคนี้
รุ่นพี่ผู้โหดร้ายคนอื่นมิได้โต้แย้ง คุราโมจิจึงไม่มีพวกและได้แต่กัดฟันกรอดเมื่อเสียงเอะอะเงียบหายไปจากโสตประสาท
ห่วงเอย์จุนแสนห่วง ดันทำอะไรไม่ได้
น่าเจ็บใจที่สุด หนุ่มผมตั้งแจ้งแก่ใจ ลำพังตัวเองมีกำลังไม่พอ
แม้คำพูดของคริสเซมไปจะมีพลังสำคัญ ถ้าช่วยกันห้ามปรามอาจหยุดเหตุการณ์ที่กำลังเดินไปนี้ได้
แต่คนหนุนหลังเอย์จุนมีน้อยเกิน คนอื่นเลือกข้างมิยูกิกันหมด
ต่อให้คริสเซมไปออกปากเองก็คงไม่เพียงพอ
ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลง
บดกรามแทบแหลก
ไอ้มิยูกิ! ลาภลอยน่ะ ปล่อยๆ ไปมั่งไม่ได้หรือไงวะ!
ด้วยเหตุนี้เช้าวันต่อมา เอย์จุนจึงมีสภาพเหมือนโดนสูบวิญญาณ
ส่วนใบหน้าของกัปตันคนสำคัญอิ่มเอิบผ่องใส
...แต่แล้วใบหน้าผุดผาดก็เป็นอันต้องบวมฉึ่งครึ่งซีกจากน้ำมือเพื่อนหมัดหนักโดยที่ก้าวเท้าออกจากห้องยังไม่พ้นสามก้าว
น้ำท่าไม่ได้อาบ ฟันยังไม่ได้แปรง
กระนั้นมิยูกิ คาซึยะยังคงยิ้ม
แม้ใบหน้าบวมๆ กับรอยยิ้มเหมือนคนเมายาจะดูน่าทุเรศ
หากเด็กหนุ่มก็ยังหุบยิ้มไม่ลงอยู่นั่นเอง
ต่อให้โดนต่อยจนหมดหล่อ
วันครบรอบวันเกิดปีนี้ก็น่าประทับใจที่สุดอยู่ดี
555 ซาวามุระโดนล่อลวงอีกแล้ว แฮปปี้นะคะคุณพี่ ^^
ReplyDeleteส่วนคุระเซมไปกับเรียวซัง... 5555
รักคุระเซมไปจังเลย ห่วงน้องด้วย แต่ไม่ทันเเล้นนน ;3