Friday, 28 July 2017

[Fanfic Daiya no A ; Kousawa] My story Part 1 : Sawamura Eijun

Fanfic Daiya no A
 My story
Part 1 : Sawamura Eijun




Pairing : Okumura Koushuu x Sawamura Eijun

Rating  : SFW





          ซาวามุระ เอย์จุนมีความเชื่อว่าความมุ่งมั่นของคนสามารถเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิตได้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เขาล้วนแล้วแต่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากจะพูดให้สวยหรู คือเป็นคนมุมานะทุ่มเท หากจะพูดให้ระคายหู คือเป็นพวกโลกสวย

            สิ่งที่เอย์จุนชอบคือการเรียน

            เวลาแก้โจทย์ปัญหาได้จะรู้สึกภูมิอกภูมิใจ ตั้งแต่เล็กจนโตเลยหมกมุ่นอยู่กับแต่ตำหรับตำราจนเพื่อนประณามว่าเป็นเด็กเนิร์ด หัดเอาเพื่อนเอาฝูงแล้วไปเที่ยวเตร่ลั้ลลาเสียบ้าง

            ชีวิตมัธยมของคนอื่นอาจสนุกสนานเฮฮา เก็บเกี่ยวประสบการณ์วัยรุ่นเต็มที่ ทว่าเอย์จุนเดิมพันหมดหน้าตักกับการเรียน อย่างไรก็ตาม ความชอบและความทุ่มเทอันบ้าคลั่งของเขาให้ผลลัพธ์อันดี เอย์จุนสอบติดมหาวิทยาลัย อันเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศได้ด้วยคะแนนติดอันดับท็อป 10

            กล่าวได้ว่าเขาเรียนเก่งสุดๆ

            เพราะหัวดีแต่ต้น เมื่อรวมความอุตสาหะอดทนเข้าไป ผลลัพธ์จึงออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งตัวเอย์จุนเองก็รู้สึกภูมิใจมาก

ตอนนี้เขาร่ำเรียนในมหาลัยมาแล้วสองปี แม้ทางบ้านเป็นเศรษฐีที่นา แต่หลายปีมานี้สภาพอากาศไม่ค่อยดี ผลผลิตจากการเกษตรนอกจากจะลดลง คุณภาพยังต่ำลงด้วย ปู่ที่เป็นคนมีจิตเมตตาจึงไม่เก็บค่าเช่าและปล่อยให้ชาวบ้านยืมที่ดินทำกินฟรีๆ

            ว่าง่ายๆ คือแม้มีที่ดินมากมายแต่ไม่ค่อยมีเงินนักหรอก

            เอย์จุนเข้าเรียนด้วยโควตาเด็กเรียนดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย ทว่าเข้ามาเรียนในเมืองอย่างนี้ ค่าครองชีพสูงกว่าต่างจังหวัดมากนัก เพื่อลดภาระทางบ้าน ชายหนุ่มตัดสินใจทำงานพิเศษเลี้ยงตัวเองโดยสมัครเป็นติวเตอร์ที่กวดวิชาทาคิกาวะซึ่งเป็นสถาบันกวดวิชามีชื่อเสียง ชายหนุ่มรับสอนสดวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ม.ปลายในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ช่วงหัวค่ำ และวันเสาร์ช่วงบ่าย...เว้นว่างวันอาทิตย์ใช้พักผ่อน

            อาชีพติวเตอร์เงินดีกว่าที่คิด หนำซ้ำยังเช่าห้องที่ตึกกวดวิชาได้ในราคาถูกเพราะทำงานอยู่ที่นั่น พอหารค่าใช้จ่ายร่วมกับรูมเมท ค่าห้องถูกจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นราคาห้องกลางเมือง แถมสภาพยังดีมากอีกต่างหาก เอย์จุนพอใจกับชีวิตตอนนี้มากทีเดียว

            อนึ่ง แม้อะไรๆ จะไปได้ส่วน เอย์จุนยังคงเป็นนักศึกษาวันยังค่ำ ทั้งต้องเตรียมสอน ทั้งทบทวนวิชาเรียน...ตารางชีวิตจึงหนักหนาสาหัส แต่ถ้าจำนวนสอนน้อยเกินไปจะได้เงินไม่พอใช้อีก เอย์จุนตัดสินใจแล้วว่าไม่อยากให้ทางบ้านส่งเงินมาให้ ช่วงที่ยังมีศักยภาพรับงานเขาก็อยากรับให้เต็มที่ ปีสองยังกัดฟันสู้ไหว หากเป็นปีสามปีสี่คงรับสอนมากขนาดนี้ไม่ได้

            และคงเพราะกิจกรรมในชีวิตช่างมากล้นนี่เอง โคมินาโตะ ฮารุอิจิ ซึ่งเป็นรูมเมทและเป็นติวเตอร์วิชาเคมีถึงกับเคยถามว่าเอย์จุนเป็นมนุษย์ดัดแปลงรึไง นอนวันละห้าชั่วโมงทุกวันหลังใช้สมองหนักหน่วงขนาดนั้นยังไม่น็อกอีก




            “เทอมหน้าก็จะลงสอนเหมือนเดิมเหรอ” ทาคิกาวะ คริส ยู ลูกชายคนเดียวของเจ้าของสถาบันมองตารางการเปิดติวคอร์สสำหรับเด็กม.ปลายในเทอมสองแล้วมองเอย์จุน เขาเรียนจบมหาลัยแล้ว แม้จะจบมาจากคนละคณะ แต่ก็นับเป็นรุ่นพี่จากมหาลัย T ขณะนี้กำลังช่วยงานทางบ้านเพื่อรอรับช่วงสืบทอดกิจการ เนื่องด้วยเป็นคนมีความสามารถและมนุษยสัมพันธ์ดีทำให้มีมิตรสหายอยู่ในหลายวงการ คริสรู้ดีว่าเอย์จุนเป็นพวกทำอะไรเต็มที่เหมือนไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เขาจึงเป็นห่วงรุ่นน้องคนนี้มากกว่าคนอื่น

            รุ่นน้องตัวดีพยักหน้าหลังได้ยินคำถาม ความกังวลไม่ปรากฏให้เห็น “ครับ ไม่เป็นไร ถึงผลสอบเทอมนี้ยังไม่ออก แต่ทำข้อสอบได้อยู่ เพราะงั้นรับงานเท่าเดิมก็น่าจะไหวครับ”

            ในก๊วนติวเตอร์ที่กำลังตกลงเวลาเปิดคอร์สกันอยู่นี้ เอย์จุนไม่ใช่คนที่สอนมากชั่วโมงที่สุด ซานาดะ ชุนเปย์ซึ่งเป็นติวเตอร์มีชื่อที่สุดในกวดวิชาทาคิกาวะต่างหากที่ที่มีชั่วโมงการสอนเป็นอันดับ 1 ทว่าเขาทำแบบนั้นได้ก็เพราะเป็นคนทำงานเต็มตัว ไม่ใช่เด็กนักเรียนอย่างเอย์จุน ดูจากวิชาที่เอย์จุนต้องเรียนเทียบกับปริมาณการสอนพิเศษแล้ว นับว่าสาหัสสากรรจ์อย่างน่าเป็นห่วง

            “ลองเก็บไปคิดให้ดีๆ ก่อนดีกว่ามั้ย วิชาที่นายลงเทอมหน้าหนักกว่าเทอมนี้อีกนะ ถ้าเกรดหลุดขึ้นมาจะแย่เอา” คริสเกลี้ยกล่อม ความจริง ดูจาก GPA ณ ปัจจุบันของเอย์จุนซึ่งเป็นตัวเลขแสนสวยแล้ว เกรดตกนิดหน่อยก็ฉุด GPA ลงได้ไม่เท่าไหร่ ทว่าคริสจำเป็นต้องพูดแบบนี้เพื่อไม่ให้รุ่นน้องและติวเตอร์ในสังกัดฝืนสังขารจนร่างกายโทรมกรอบก่อนวัยอันควร

            คนโดนกล่อมอยากโต้ว่าไหว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องการหักหาญน้ำใจรุ่นพี่ที่เคารพรักจึงปฏิเสธไม่ได้เต็มปากเต็มคำ เอย์จุนแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อน “...ขอคิดอีกสักนิดก็แล้วกันครับ”

            แล้วค่อยบอกว่าไหว...เขาแอบต่อในใจ

            หลังตกลงเรื่องคอร์สเรียนรวมทั้งเนื้อหาการสอนของเทอมหน้าเสร็จในขั้นต้น เหล่าพนักงานของกวดวิชาทาคิกาวะทยอยออกมาข้างนอกเพื่อแยกย้ายกลับบ้าน เอย์จุนตั้งใจจะชวนเพื่อนสนิทในมหาลัย โทโดโรกิ ไรจิไปหาข้าวกินเพราะคุราโมจิ โยอิจิ พี่รหัสที่มักไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ บอกว่าจะไปดูหนังเข้าใหม่

ปรากฏว่าออกมาถึงประชาสัมพันธ์ของตึก ไม่ทันโทรชวนเพื่อนซี้กลับเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตาเข้าเสียก่อน

            “ยะโฮ ซาวามุระ”

            “สวัสดีฮะ”

            ชายตรงหน้าตัวสูงกว่าเอย์จุนประมาณหนึ่งฝ่ามือ สวมเชิ้ตขาวไม่ผูกเนกไท แม้จะดูเรียบร้อย แต่ก็ดูสปอร์ตมากกว่าเคร่งขรึม มิยูกิ คาซึยะเป็นคนรู้จักของคริส มีรูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาชวนมอง แม้สวมแว่นแต่กลับไม่มีกลิ่นอายของความคงแก่เรียนหรือเฉิ่มเชย ทั้งที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกวดวิชาทาคิกาวะกลับโผล่หน้ามาที่นี่บ่อยๆ ไม่รู้ทำไมชอบเข้ามาคุยกับเอย์จุนอยู่เรื่อย

            อ้อ ไม่สิ จะว่าไม่เกี่ยวกับกวดวิชานี้ก็ไม่เชิง...

            จำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรก คริสบอกว่ามิยูกิเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านมิยูกิ ครอบครัวของเขาทำธุรกิจผลิตกระดาษและโรงพิมพ์ เป็นคุณชายร่ำรวยโดยแท้ บรรดาเอกสารการเรียนทั้งหลายแหล่ของกวดวิชาทาคิกาวะก็มาจากบริษัทของพ่อของมิยูกิทั้งนั้น

            “มิยูกิซัง มาหาคริสเซมไปเหรอครับ” เอย์จุนเอี้ยวตัวกลับไปด้านหลัง มองหาคนที่คาดว่าพ่อหนุ่มแว่นจะมา
หา ตอนตัวเองออกมาจากห้อง คริสไม่ได้ตามออกมาด้วย อีกเดี๋ยวก็คงลงมาสมทบ

            แต่มิยูกิกลับยิ้มยิงฟัน

            “มาหานายต่างหาก”

            “...”

“นี่ ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง นะ?”

            “...”

            ถ้าหิวทำไมไม่ไปกินเล่า...  คนโดนชวนนิ่วหน้า ดูรูปการแล้ว คิดได้แต่ว่ามายืนรอเท่านั้น พอตนโผล่หน้าออกมาถึงได้รีบทัก

            มิยูกิเป็นอย่างนี้เสมอ

            ...ทำตัวคลุมเครือ...

            บางทีก็รับมือไม่ถูกกับคำพูดและการกระทำเหมือนจีบของอีกฝ่าย แม้เอย์จุนไม่เคยมีแฟน แต่รู้สึกว่า เพื่อน’ เขาไม่พูดจากันอย่างที่มิยูกิพูด โดยเฉพาะเมื่อเอย์จุนและมิยูกิไม่ได้สนิทสนมกันสักนิด จะเรียกว่าเพื่อนยังเรียกไม่ได้เต็มปาก ความสัมพันธ์ผิวเผินของพวกเขาน่าจะเป็นได้แค่คนรู้จักด้วยซ้ำ

และว่ากันตรงๆ...ถ้ามิยูกิคิดจะจีบกันจริง มีผู้ชายมาจีบมันยินดีไม่ออกแปลกๆ

กระนั้น เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านความรัก พอมีคนมาทำดีด้วย ยังไงก็ต้องหวั่นไหวบ้าง ซึ่งเอย์จุนไม่ค่อยชอบความรู้สึกแบบนี้เลย

            ...เพราะเอาเข้าจริงเขาไม่มั่นใจว่ามิยูกิคิดกับตนยังไงกันแน่

            เอย์จุนไม่อยากเป็นบ้าเป็นบอไปเองฝ่ายเดียว


            “เอาสิ ฉันเองก็หิวเหมือนกัน ไปหาข้าวแกงกะหรี่กินกันเถอะ”
           

            คุราโมจิ โยอิจิไม่รู้โผล่ออกมาจากหลุมไหน เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจในคราแรก หากพริบตาความดีใจก็กลบความรู้สึกนั้นเสียมิด ชายหนุ่มนึกว่ารุ่นพี่ออกไปดูหนังแล้ว โผล่มาตอนนี้ได้ช่างน่าขอบคุณเหลือเกิน เขาปฏิเสธมิยูกิไม่ออก และไม่อยากไปกับอีกฝ่ายแค่สองคน

            “ฮะๆ แต่ฉันไม่เลี้ยงนายนะ คุราโมจิ~

           ตรงข้ามกับเอย์จุนซึ่งเผยใบหน้าโล่งใจทันทีที่เห็นหน้าดุๆ ของติวเตอร์วิชาประวัติศาสตร์ มิยูกิ คาซึยะยังแย้มยิ้มด้วยสีหน้าแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ที่บอกว่าไม่เลี้ยงพูดจริงหรือเล่น แต่เท่าที่เห็นมาตลอดช่วงเวลาทำงานที่นี่ สองคนนี้ดูสนิทกันพอสมควร เอย์จุนตัดสินใจจะไม่ยุ่งเพราะกลัวหน้าแตก

อย่างไรก็ตามพอคุราโมจิโผล่เข้ามาแทรกกลางวงในลักษณะนี้ เอย์จุนซึ่งหาจังหวะหลบเลี่ยงไม่ได้จึงต้องตามน้ำไปกินข้าวกับสองหนุ่ม เขาอาจจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่าย หากก็ไม่ต้องการให้ใครใช้เงินเพื่อตน ก่อนไปถึงร้านจึงตัดสินใจพูดออกไปให้ชัดเจน

            “ไม่ต้องเลี้ยงผมนะครับ ส่วนของผมเดี๋ยวผมจ่ายเอง”

ก่อนหน้านี้มิยูกิเคยพูดว่าจะเลี้ยงแล้วควักกระเป๋าจ่ายค่าของกินให้ตอนบังเอิญเจอกันที่ร้านสะดวกซื้อ กว่าจะคืนเงินให้สำเร็จเหนื่อยแทบรากเลือด เมื่อเจ้าตัวพูดจริงทำจริง...เลี้ยงคือเลี้ยง เอย์จุนจึงเน้นเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ

            ทว่ามิยูกิกลับไม่เข้าใจ

            “นายห่วงเพราะฉันบอกว่าจะไม่เลี้ยงคุราโมจิใช่มั้ย กลัวคุราโมจิลำบากใจเหรอ? ไม่ต้องห่วง ฉันเลี้ยงคุราโมจิด้วยก็ได้ ไม่ต้องคิดมากนะ”

            “เปล่า ผมไม่ได้...”

            “อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่แค่เลี้ยงข้าวคนสองคน สถานะทางการเงินของฉันไม่สะเทือนหรอก ให้ฉันจ่ายเถอะ ในเมื่อฉันชวนนายออกมานี่นา”

            “ถึงอย่างนั้น...”

            “อ๊ะ ร้านนี้เป็นไง เข้าไปกันเถอะ!

            ...ไม่ฟังกันบ้างเลย

            เพราะคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดและมีพ่อแม่ที่ตามใจหรือเปล่าถึงได้เป็นแบบนี้ เอย์จุนไม่ได้เกลียดมิยูกิ แต่ชักลำบากใจ หากไม่ติดว่าผู้ชายตรงหน้ามีความสัมพันธ์อันดีกับคริส ตัวเขาอาจตรงไปตรงมากว่านี้ได้

            ทั้งสามเข้ามานั่งในร้าน ใช้เวลาไม่นานก็เลือกเมนูเสร็จเนื่องจากคิดไว้ก่อนแล้วว่าอยากกินอะไร คุราโมจิสั่งแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษ ส่วนเอย์จุนกับมิยูกิสั่งแฮมเบิร์กโปะไข่ดาวเหมือนกัน

อาหารของมิยูกิกับเอย์จุนมาเสิร์ฟก่อน คุราโมจิที่ปากว่างๆ เลยอ้าปากพูด...พูดกับมิยูกิ คาซึยะ

            สิ่งที่เจ้าตัวพ่นออกมามันชวนให้คิดว่าที่หอบสังขารออกมาด้วยกันก็เพียงเพื่อจะพูดสิ่งนี้
           

“คุณก็เห็นว่าซาวามุระลำบากใจ เลิกทำเหมือนเต๊าะเด็กเล่นเถอะครับ ในเมื่อไม่ได้จริงจังก็อย่าไปให้ความหวังใครเลย”


“...”

            “...”

            ในขณะที่มิยูกิยังสงวนท่าทีได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เอย์จุนตะลึงงัน ชิ้นเนื้อบนส้อมร่วงผล็อยลงจานเซรามิค

ตาคนนี้...โยนระเบิดใส่วงข้าวเฉยเลย

            เปิดมาก็เริ่มด้วยเรื่องหนักอึ้งพานให้ปั้นหน้าไม่ถูก หากไม่ใช่เคี้ยวหมดปากพอดี เอย์จุนคงได้ทำทุเรศด้วยการพ่นข้าวใส่หน้ามิยูกิซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่แม้ไม่พ่น เขาก็ยังสำลักข้าวจนต้องดื่มน้ำตามไปครึ่งแก้ว

            เขา...ขอลุกไปเข้าห้องน้ำได้ไหม?

            ไม่ว่ามิยูกิจะตอบหรือไม่ตอบอะไรก็รู้สึกว่าไม่สามารถแก้บรรยากาศหนักอึ้งตรงนี้ได้แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา เอย์จุนสนใจเพียงการเรียนหนังสือ รับมือ คน ไม่ถูก และความอ่อนเชิงเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรวางตัวเช่นไรดี ไม่รู้ไม่ชี้? แต่นี่กำลังคุยกันเรื่องของเขาอยู่นะ

            เนื้อชุ่มฉ่ำคล้ายจะแห้งไปในพริบตา ความอยากอาหารหมดลง

            มะ ไม่อยากกินแล้ว

            “...” คุราโมจิเหล่มองคนด้านข้าง เห็นดวงตากลมโตหม่นแสง นั่งกระสับกระส่าย เท่านั้นก็ถอนใจเฮือกใหญ่ “เอาเถอะ ไว้ก่อนก็ได้ ตอนนี้กินข้าวให้เสร็จแล้วแยกย้ายดีกว่า”

“เรื่องที่อยากพูดก็พูดหมดแล้ว มาบอกว่าเอาไว้ก่อนทีหลังเนี่ย...” มิยูกิเพิ่งจะตอบโต้เอาตอนนี้ เจ้าตัวพูดเสียงกลั้วหัวเราะก็จริง ทว่าเอย์จุนไม่กล้าเงยหน้ามองจึงไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้าแบบไหน หนุ่มแว่นเอ่ยต่อหลังเว้นช่วงถอนหายใจไปช่วงหนึ่ง “...อย่างกับตั้งใจทำลายบรรยากาศเลยเนอะ?”

คุราโมจิโคลงศีรษะ ท่าทางไม่ยี่หระกับคำค่อนขอด “...ฉลาดสมเป็นคุณตามเคย”

“...”

...อึดอัดชะมัด!

เอย์จุนรู้แค่ว่าตัวเองรีบเสียจนกินข้าวไม่รู้รส เขาหลับหูหลับตา กวาดทุกอย่างลงท้อง พยายามตัดประสาทรับเสียงสุดชีวิต โชคชะตาคงปราณีอยู่บ้าง หลังจากนั้นข้าวแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษมาเสิร์ฟ บทสนทนาถูกบังคับให้ขาดตอน และพวกเขาทั้งสามก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก

เมื่อทุกคนทานอาหารของตัวเองจนอิ่มหนำและเตรียมกลับบ้าน เอย์จุนฝากเงินพอดีค่าอาหารให้รุ่นพี่ที่ทำงานควบพี่รหัสเป็นตัวแทนไปจ่าย ตอนแยกย้ายกันและบอกลาก็ก้มหน้าก้มตาแทบไม่ได้สบตาใคร...หรือหากต้องการข้อมูลที่เจาะจงกว่านี้ หลังจากคุราโมจิเริ่มต้นทำลายบรรยากาศ เอย์จุนเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ และแทบไม่เงยหน้าจากพื้นนับจากนั้น

กะจะถามคุราโมจิเหมือนกันว่าไหนๆ ก็ต้องกลับไปทางเดียวกันอยู่แล้ว จะไม่กลับพร้อมกันหรือ แต่คิดดูอีกที บางทีอีกฝ่ายอาจมีเรื่องต้องคุยกับมิยูกิต่อถึงได้ยืนอยู่ด้วยกันแล้วบอกให้เขากลับดีๆ ดังนั้นคงดีแล้วที่สุดท้ายไม่ได้ถามออกไป

ไม่ว่าคุราโมจิมีเรื่องคุยกับมิยูกิจริงหรือไม่ มันกระอักกระอ่วนใจหากทราบภายหลังว่ามีจริงๆ และเรื่องที่คุยดันเป็นเรื่องของตน

เพราะงั้น...อย่าอยากรู้อยากเห็นเลย

ด้วยเหตุนี้ ซาวามุระ เอย์จุนที่ไม่เหลียวหลังและมุ่งตรงกลับห้องพักสถาบันกวดวิชาจึงไม่ได้ยินเสียงของคุราโมจิที่เคร่งขรึมอย่างที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ของที่คุณอยากได้ เมย์ซังบอกว่าให้ไปเอาได้เลย”




เมื่อกลับมาถึงห้อง เอย์จุนเห็นฮารุอิจิกำลังทบทวนบทเรียนประจำวัน เขารีบเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วเอาหนังสือที่ตั้งใจจะอ่านออกมากองบ้าง ทว่าก่อนเริ่มอ่านขอเช็คโทรศัพท์สักหน่อย

ด้วยมีประชุมเมื่อตอนบ่ายเอย์จุนจึงปิดเสียงโทรศัพท์และไม่ได้แตะต้องมันเลยจนกระทั่งตอนนี้ เมื่อหน้าจอสีดำแสดงภาพวอลเปเปอร์ที่ตั้งไว้พร้อมแจ้งเตือนมิสคอลสองสายจากแม่ เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจพอสมควร เขาตั้งใจจะโทรกลับ ทว่าเมื่อเช็คข้อความในกล่องก็พบว่าแม่บอกธุระแล้วเรียบร้อย

“วันอาทิตย์งั้นเหรอ...”

เอย์จุนเงยหน้า ปิดหน้าจอโทรศัพท์ แล้วตั้งสมาธิอ่านหนังสือเรียน




วันศุกร์เอย์จุนเลิกเรียนตอนบ่ายสามโมง เขามีแผนการอยู่ในใจอยู่แล้วว่าจะออกไปซื้อของทำกับข้าวแล้วตรงดิ่งกลับกวดวิชา ทานข้าวเย็นเสร็จก็สอนพิเศษ อาบน้ำ ทำการบ้าน นอน...เป็นกิจวัตรอันซ้ำซากจำเจ แต่ไม่เคยนึกอยากเปลี่ยนแปลงอะไร

ทว่าเรื่องบางเรื่องตัวเรากำหนดไม่ได้

ประตู 3 ของมหาลัยที่ใช้เป็นประจำมีชายหนุ่มรูปหล่อยืนอยู่ แวบแรกที่เห็น เอย์จุนคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะมาหาตน พร้อมกันนั้นก็สงสัยในใจว่าถ้ามาหาตนจริงทำไมถึงรู้ได้ว่าตนผ่านประตูนี้เป็นประจำ

“ซาวามุระ”

ระหว่างกำลังนึกหาคำตอบ มิยูกิ คาซึยะซึ่งเพิ่งได้พบกันเมื่อวานโบกมือหย็อยๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ผู้มาเยือนตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่น่าประหลาดใจสักนิด เพราะนอกจากจะสวมแว่นดำอำพรางใบหน้า รูปร่างหน้าตาที่เด่นกว่าชาวบ้านยังสะดุดตาเสียหัวทิ่ม ห่างออกไปไม่ไกลมีรถนอกจอดอยู่ เขาจำได้ว่าบางทีจะเห็นมิยูกิไปไหนมาไหนด้วยรถคันนี้...ซึ่งมันเด่นจริงๆ น่ะแหละ

เอย์จุนสาวเท้าเร็วๆ ไปหาฝ่ายนั้น “มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ”

แม้ท่าทางจะดูสบายๆ หากเมื่อครู่เขาเห็นคนตรงหน้ายืนเคาะเท้า อีกทั้งรถยนต์ยังไม่ดับเครื่อง ดูเหมือนจะอยู่ในอาการเร่งรีบ

มิยูกิรวบรัดเข้าประเด็นโดยไม่พล่ามสัพเพเหระ “ฉัน...ไม่สบายใจเรื่องเมื่อวานน่ะ วันนี้ตอนโทรหา นายก็ไม่ได้รับสาย”

“...ครับ?”

เมื่อวาน? โทรหา?

ในเวลาเรียน เอย์จุนปิดโทรศัพท์เสมอ เขามีเครื่องอัดเสียงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดโทรศัพท์เพื่อรบกวนสมาธิ อันที่จริงตอนนี้เองก็ยังไม่ได้เปิด ฉะนั้นจึงไม่รู้เลยว่ามีสายเข้าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออยู่ต่อหน้าแล้ว เรื่องโทรศัพท์ไม่มีความจำเป็น

“ทำไมเหรอครับ”

“มีเรื่องอยากคุยด้วย แต่ตอนนี้ไม่สะดวกเท่าไหร่ นายว่างวันอาทิตย์ใช่ไหม ไปกับฉันหน่อยได้หรือเปล่า?”

“เอ่อ..”

ถามว่า นายว่างวันอาทิตย์ใช่ไหม อย่างกับรู้อยู่แล้วว่าว่างงั้นแหละ...

อ๊ะ อย่างงี้นี่เอง

คำพูดของคุราโมจิเมื่อวานแล่นเข้าหัวกะทันหัน เอย์จุนซึ่งเพิ่งนึกออกถึงสาเหตุการปรากฏกายของมิยูกิเริ่มรู้สึกลำบากใจ ก่อนหน้านี้ยังพอไปไหนมาไหนกับอีกฝ่ายสองคนได้ แต่ตอนนี้...ถึงจะบอกว่าคนอย่างมิยูกิ คาซึยะไม่มีทางจีบตัวเองแน่ แต่ความรู้สึกกับเหตุผลบางทีมันก็ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนเรื่องทำไมตัวเองถึงคิดมากกับเรื่องของมิยูกิ เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับคำตอบที่คิดว่ารู้ดีแก่ใจ

อ้อ จริงด้วย...

“วันอาทิตย์นี้ผมไม่ว่างครับ” นึกขอบคุณข้อความจากแม่ที่ทำให้มีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธ น้ำเสียงของเอย์จุนหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแจ่มใสขึ้นตามประสาคนเก็บอารมณ์ไม่เก่ง “ขอโทษด้วยนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรแล้วไม่สะดวกคุยตอนนี้ ส่งข้อความมาบอกผมก็ได้”

คิดว่าปฏิเสธได้ดีแล้ว ทว่าดวงตาหลังแว่นกันแดดกลับหรี่ลงนิดๆ “นาย...”

“...?”

“ไม่อยากไปกับฉันจนต้องหาเรื่องมาอ้างเชียวเหรอ”

“ปะ เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น!” ด้วยไม่คิดว่ามิยูกิจะพูดสิ่งที่คิดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เอย์จุนถึงกับลนลานเพราะต่อบทสนทนาไม่ถูก ปกติแล้วผู้ชายคนนี้ไม่พูดจาขวานผ่าซากให้คู่สนทนาลำบากใจไม่ใช่เหรอ แล้วทำไม... เวลากะทันหันทำให้คิดอะไรไม่ออก เอย์จุนซึ่งไม่ คล่อง กับการรับมือคนได้แต่สารภาพความจริง “ผมไม่ว่างจริงๆ ครับ แม่วานให้ช่วยอะไรนิดหน่อยก็เลย...”

“งั้นว่างวันไหนเหรอ”

“เอ๊ะ เรื่องนั้น...”

“ฉันอยากคุยต่อหน้าโดยที่ไม่ต้องเร่งรีบเรื่องเวลา หรือนาย...จะรังเกียจฉัน?” ใบหน้าหล่อเหลาขรึมลงทันตา

เอย์จุนสะดุดลมหายใจ “เปล่าครับ ก็ไม่ได้...!

“งั้นเหรอ ขอโทษด้วยถ้าทำให้ลำบากใจ ฉันควรจะรู้ตัวตั้งแต่แรกว่านายไม่อยากคุยด้วย” เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังลอดออกมาให้ได้ยิน มิยูกิแย้มยิ้มอีกครั้ง ทว่าดูไม่ขี้เล่นเหมือนเคย “ที่ทำตัวเหมือนตื๊อแบบนี้คงทำตัวไม่ถูกใช่ไหม ถึงจะอยากให้ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ต้องเกรงใจ แต่ในเมื่อบริษัทของพ่อฉันเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับเจ้านายของนาย นายจะเสียมารยาทใส่ก็ไม่เหมาะ ขอโทษนะ ฉันจะไม่กวน...”

“อ๊า! เข้าใจแล้วครับ วันอาทิตย์หน้าได้ไหม!

“โอเค! วันอาทิตย์หน้านะ อย่าลืมที่รับปากล่ะ!

“...”

...ติดกับเข้าแล้วไง

ไม่น่ารู้สึกผิดเลย

เห็นใบหน้ายิ้มแฉ่งนั้นแล้ว คนใจอ่อนแทบจะเกิดอาการเข่าทรุด ทั้งที่อยากเว้นระยะแท้ๆ ปฏิเสธไม่ได้แต่ต้นจะไปมีความหมายอะไร

ลองพยายามคราวหน้าหรือ? แล้วคราวหน้าจะพ่ายแพ้เหมือนคราวนี้หรือเปล่า?

เอย์จุนรู้สึกราวกับว่าโดนมิยูกิไล่ต้อน เหมือนคนคนนั้นรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าขนพองสยองเกล้าสุดๆ

คนน่ากลัวกำลังก้มมองนาฬิกาข้อมือโดยไม่รู้ว่าเอย์จุนกำลังคิดอะไร สีหน้าลำบากใจที่เผยออกมารอบนี้คาดว่าไม่ได้เกิดจากการเล่นละคร อีกฝ่ายเปรยอย่างเสียดาย “ฉันต้องไปแล้ว”

“อ๊ะ อุตส่าห์มาถึงนี่ ต้องรบกวนมากเลยนะครับ แล้วก็...เดินทางปลอดภัย...”

“ซาวามุระ” มิยูกิก้าวเข้ามายืนเสียชิดก่อนได้พูดจบประโยค เห็นได้ชัดว่าไม่ฟังเอย์จุนแม้แต่น้อย นิ้วชี้ของเขาเกี่ยวแว่นลงราวกับอยากให้เห็นดวงตาชัดๆ ส่วนมืออีกข้างที่ว่างเอื้อมมาวางบนไหล่ของคู่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ “เรื่องที่คุราโมจิพูดเมื่อวานอาจทำให้นายไม่สบายใจ แต่ฉันบอกนายได้อยู่อย่าง...”

“...”

“ฉันจริงใจนะ”

“...”

            น่าแปลก...สิ่งแรกที่เอย์จุนคิดได้คือ จริงใจกับจริงจังน่ะ มันคนละความหมายกันนะ อย่างไรก็ตาม คำพูดนี้ของมิยูกิราวกับค้อนที่ทุบลงมาแรงๆ กลางกระหม่อม มันทำให้ความตั้งใจของเขาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ความเยือกเย็นก็เข้ามาแทนที่ความลนลานเมื่อสักครู่

บางที...คงต้องขอบคุณมิยูกิด้วยซ้ำที่พูดออกมาอย่างชัดเจน

“ผมรู้ดีครับว่าอะไรเป็นอะไร” เอย์จุนหัวเราะเบาๆ รู้สึกเหมือนได้ยกอะไรที่ถ่วงในอกออกไปได้บางส่วน ร่างกายคล้ายจะเบาขึ้นเล็กน้อย เขาสืบเท้าถอยหลังครึ่งก้าว เบี่ยงหลบมือที่วางอยู่บนไหล่อย่างนิ่มนวลโดยไม่ต้องปัดออก “ต้องขอโทษแทนคุราโมจิเซมไปที่พูดเกินไปหน่อย ก็คุณน่ะ...ไม่มีทางมาจีบผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างผมอยู่แล้ว”

อาจฟังไม่รื่นหูคนฟัง แต่ที่ตัดสินใจพูดตรงๆ ก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เป็นการย้ำใส่กะโหลกตัวเองว่าเลิกคิดเพ้อเจ้อเสียที นอกจากนี้ โดนพูดใส่หน้าว่าพฤติกรรมล่อแหลมเกินไป มิยูกิคงไม่ทำอะไรชวนให้ความคิดกระเจิดกระเจิงอีก นัดหมายอาทิตย์หน้าจะได้อุ่นใจหน่อย

ก็นะ...ลูกชายคนเดียวที่ต้องสืบทอดกิจการของที่บ้าน ทั้งยังมีประวัติการศึกษาดีพร้อม ยังไงก็ไม่มีทางเลือกผู้ชายแทนที่จะเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว ไหนจะเรื่องหน้าตาทางสังคม ไหนจะเรื่องลูกอีก

“...” มิยูกิหรี่ตาคล้ายเจ็บปวด เขาขยับปากเหมือนต้องการพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ ครู่หนึ่งถึงเอ่ยออกมาได้ ทว่าน้ำเสียงนั้นช่างเรียบสนิทจนคนฟังอึดอัด “ดูเหมือนนายจะอยากพักผ่อน ขอโทษที่มารบกวนนะ”

“...”

“...แล้วเจอกัน” ริมฝีปากหยักโค้งขึ้น ทว่าดวงตาหลังเลนส์แว่นกลับไม่ยิ้มตามไปด้วยเลย มิยูกิหมุนตัวเดินจากไป หากเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดเท้า เหลียวกลับมามองเอย์จุนก่อนเอ่ยเสียงแผ่วค่อยอีกหนว่า “ช่วยรอ...ฉันอีกนิดเถอะนะ”

คำว่ารอในที่นี้ ตามหลักน่าจะหมายถึงนัดในอาทิตย์หน้า ทว่าเอย์จุนกลับรู้สึกว่ามันน่าจะมีความนัยลึกซึ้งกว่านั้น

ส่วนมันหมายถึงอะไร...

เขาที่ไม่ใช่มิยูกิย่อมไม่มีทางรู้ได้









Talk

ความจริงไม่อยากเอาชื่อคนมาตั้งชื่อตอน...แต่มันคิดอะไรดีๆ ไม่ออกเลยต้องปล่อยไป ตอนแรกเรื่องนี้ตั้งใจให้มี 3 พาร์ท แต่เราไม่มั่นใจว่าจะยัดเรื่องให้จบลงได้ในพาร์ทที่ 3 ฉะนั้นจำนวนตอนอาจงอกก็ได้ ซึ่งถ้างอก ระบบชื่อตอนอาจมีรวนค่ะ // ปาดเหงื่อ

ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะจบลงได้เมื่อไหร่ (เลือกเรื่องที่ไม่ยาวมาแต่งแล้วนะ) แต่เราลงบล็อกก็เพราะมันไม่ "กว้าง" นี่แหละค่ะ ไม่น่ามีคนเข้ามาถึงนี่ได้ เหอๆ จะลงยังไงก็แล้วแต่เรา อิสระเสรีสุดๆ ไม่กดดัน

เเล้วก็...ช่วงนี้เราบ้าโอคิคางุกับนัทสึโอะคุงเป็นพิเศษค่ะ (คนละเรื่องกันเลย 5555) อวยสุดลิ่มทิ่มประตู อวยจนเหนื่อย บ้าจริง โอคิคางุยังพอว่า แต่นัทสึโอะน่ะ...นัทสึโอะน่ะ...! ทั้งที่นัทสึโอะคุงหายหัวจากเนื้อเรื่องหลักไปสักพักแล้วแท้ๆ เมื่อไหร่จะได้กลับมานะ // บ่นๆๆ



Wednesday, 10 May 2017

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] กำแพงเลขแปด Afterwards Part 3 [END]

Fanfic Daiya no A
กำแพงเลขแปด
[Afterwards : 03]




Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW








เช้าวันที่เจ็ดของการรับเลี้ยงเด็ก เอย์จุนปวดกล้ามเนื้อดังคาด ตั้งแต่เอวลงไปร้าวระบม เป็นเรื่องน่าดีใจที่หุบขาได้มากกว่าเมื่อวานแต่ความปวดนี่มันอะไรกัน เขาเคยมั่นใจความอึดของตัวเอง ทนการฝึกการกดดันอันแสนสาหัสได้ ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งประหนึ่งหินผา เจออะไรไม่มีถอย

แล้วดูสภาพ...

เพราะสังขารเหรอ แต่สามสิบต้นก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นนะ...
           
ผ่านไปสามวันอาการยังตกค้าง ดังนั้นตอนอิซาชิกิ จุนมารับลูกสาว เอย์จุนจึงยังไม่หายสนิท อย่างไรก็ตาม อาการเคล็ดขัดยอกไม่ได้ร้ายแรงขนาดสังเกตได้ ลำพังแค่ปวดเมื่อยเวลาขยับตัวไม่ใช่ปัญหาใหญ่ อีกทั้งรุ่นพี่ยังไม่ใช่คนช่างสังเกต หรือต่อให้สังเกตก็คงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง
           
คุณพ่อขาโหดพอเห็นลูกสาวตัวน้อยที่ไม่ได้เจอกันนานก็เปลี่ยนโฉมหน้า ทำตัวเป็นพ่อเห่อลูกตามตำราไม่มีผิดเพี้ยน หากคาโยะมีส่วนใดบุบสลาย เอย์จุนเห็นภาพตัวเองถูกแยกส่วนโยนทิ้งแม่น้ำลอยมา โชคดีที่เขาตั้งใจดูแลแม่หนู เห็นเด็กหญิงเข้ากับตนได้ดี รุ่นพี่ก็ไม่มีความคิดจะก่อคดีอุกฉกรรจ์แล้ว

สองสามีภรรยาหอบหิ้วของฝากมาให้มิใช่น้อย มีทั้งของกินของใช้ พ่อบ้านอย่างมิยูกิหน้าบานเป็นจานเชิง บอกว่าถ้าไม่รังเกียจเชิญทานข้าวด้วยกันสักมื้อ แต่สองสามีภรรยาบอกว่าอยากกลับไปพักผ่อน ไม่รบกวนดีกว่า ขอบคุณสำหรับคำชวน

เอย์จุนมองเด็กหญิงผู้กำลังเกาะบ่าคุณพ่อหน้าหนวด ปากบอกรุ่นพี่ทั้งสองว่าถ้าคราวหน้ามีเรื่องอะไรอีกก็เรียกตนได้ ไม่ต้องเกรงใจ

ก่อนจากกัน คาโยะเกาะขาเขาแน่น รู้ว่าถึงเวลาต้องกลับบ้าน เธอย่นคิ้ว ทำตาแดงๆ แม้คิดถึงพ่อแม่เป็นที่สุด แต่คุณอาคนนี้คลุกคลีกับตนมาหลายวัน สำหรับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ค่อนข้างจะทำใจลำบากเมื่อถึงเวลาต้องแยกจาก

อิซาชิกิช้อนตัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน บอกว่าเดี๋ยวก็ได้เจอกันอีก จากนั้นหักดิบด้วยการเดินออกไปโดยไม่รั้งรอ เกรงว่ายิ่งยื้อยิ่งแยกลำบาก ทาคาโกะเป็นตัวแทนค้อมตัวให้พวกเขาทิ้งท้าย กล่าวขอบคุณสำหรับหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

พายุผ่านพ้นไป

หน้าบ้านซาวามุระหลงเหลือเพียงชายหนุ่มสองคน
           
เจ้าบ้านหน้าหมองลงเล็กน้อย “รู้สึกเงียบเหงาขึ้นเยอะเลยเนอะ...”
           
“วันนี้ผมจะรีบกลับแล้วกันนะครับ”
           
มิยูกิโอบไหล่คนข้างกาย จุมพิตข้างขมับเบาๆ ก่อนพาเดินกลับเข้าบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ

แดดยามสายเริ่มแผลงฤทธิ์ ได้เวลาเตรียมตัวไปบริษัท เปลี่ยนชุดเมื่อไหร่ต้องออกจากบ้านทันที เพราะมีแขกโผล่มาเลยพลาดโอกาสจู๋จี๋ยามเช้าอย่างน่าเสียดาย กระนั้น หลังจากนี้เอย์จุนมีช่วงเวลาอยู่ติดบ้านนานกว่าตอนเป็นมืออาชีพ เรื่องนี้ช่วยปลอบประโลมจิตใจของมิยูกิได้ไม่น้อย
           
ชายหนุ่มยืนตัวตรง มองคนรักที่ช่วยตนแต่งตัวอย่างขะมักเขม้น ตอนนั้นเองที่นึกอะไรขึ้นได้
           
“ซาวามุระซัง จำที่เคยสัญญากับผมได้ใช่ไหมครับ”
           
“หืม?”
           
ดวงตาคู่โตยังจับจ้องอยู่ที่ปกเสื้อ คล้อยหลังกลัดกระดุมเม็ดบนสุดเสร็จก็เปลี่ยนใจปลดออก เอย์จุนคิดว่ามิยูกิใส่เชิ้ตแบบไม่ผูกไทดูดีกว่า งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ไหนๆ บริษัทมิยูกิก็ไม่เคร่งเรื่องเครื่องแต่งกาย...ตัดสินใจได้ค่อยเงยหน้ามองคนอ่อนวัยกว่า เมื่อครู่ได้ยินเสียง หากไม่ทันจับใจความจึงไม่รู้ว่าพูดอะไรออกมา
           
บางครั้งมิยูกิจะพูดเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องตอบ เหมือนเล่าอะไรให้ฟังเรื่อยเปื่อย เอย์จุนคิดว่าหนนี้คงเป็นกรณีเดียวกัน ดังนั้นจึงเพียงตีหน้าซื่อ ทำเหมือนรับฟังตามปกติ ทว่ามิยูกิไม่ได้พูดอะไรไร้สาระ

เขา ถาม

เมื่อเอย์จุนไม่ ตอบ จึงทราบได้โดยพลันว่าอีกฝ่ายไม่ฟัง
           
น่าจับตีก้นสักที...
           
“คุณเคยบอกว่าถ้าเด็กคนนั้นกลับไปเมื่อไหร่จะตามใจผมทุกอย่าง”
           
“...เรื่องนั้นไม่ใช่นายขอไปแล้วเรอะ”
           
เอย์จุนซึ่งยังคงปวดกล้ามเนื้อจากการถูกเล่นงานหน้าเขียวคล้ำ หากโดนจับแหกขาอย่างไม่ปราณีซ้ำเอาตอนนี้เกรงว่าอาการคงทรุด ปีนลงจากเตียงไม่ไหวของจริง เห็นสีหน้าดังกล่าว มิยูกิถอนหายใจดังเฮือก เผยสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างไม่คิดปิดบัง
           
“คุณคิดว่าผมจะขออะไรแบบนั้นเหรอครับ จะยอมเสียสิทธิพิเศษไปง่ายๆ ด้วยเรื่องพรรค์นี้เหรอ”

ความหมายคือมั่นใจในความสามารถตัวเองว่าจะชักจูงให้เอย์จุนคล้อยตามได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อเรียกร้องพิเศษ แล้วจะเอาคำมั่นสัญญาที่ลาภลอยได้มามาใช้เปล่าๆ ปลี้ๆ ทำไม มิยูกิไม่มั่นใจนักว่าเอย์จุนคิดอย่างนี้เป็นเพราะเห็นเขาเป็นคนหมกมุ่นหรือไม่มีอะไรอยากได้เป็นพิเศษกันแน่

ดวงตาหลังเลนส์แว่นเหลือบไปเห็นนาฬิกาในห้องนอน ต่อให้อยากคุยให้รู้เรื่อง ทว่าโอ้เอ้ต่อไม่ได้แล้ว เห็นทีต้องปิดประเด็นลงตรงนี้

“เอาเป็นว่า กลับมาก่อนค่อยคุยแล้วกันนะครับ ผมต้องไปทำงานแล้วล่ะ”
           
เอย์จุนได้แต่ยิ้มเอ๋อๆ ตอนส่งคนรักไปทำงานจากหน้าบ้าน เข้าใจแล้วก็จริงว่าที่โดนกดไม่ยั้งแรงเจ้าตัวไม่ได้ใช้คำขอ กระนั้นยังนึกไม่ออกว่ามิยูกิต้องการอะไร สีหน้าที่เหมือนจะบอกว่าตัวเองไม่ได้คิดแต่เรื่องใต้สะดือบอกว่าเรื่องที่อยากขอคงห่างไกลจากเรื่องลามก ดังนั้นไม่ต้องกังวลเกินเหตุว่าจะถูกจับมัด ถ่ายวิดีโอ หรือแต่งคอสเพลย์...มิยูกิบอกว่าถ้าเป็นกรณีพวกนี้ตนรับได้ เอย์จุนจึงแอบกังวลปนขวัญผวาว่าวันดีคืนดีคนรักจะถือเชือกแล้วยิ้มหวานย่างสามขุมเข้าหา อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องนี้ เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่ามิยูกิอยากได้อะไรจากตัวเองกันแน่
           
หลังคนใส่แว่นออกไปทำงาน เอย์จุนนอนเหม่ออยู่ที่เก้าอี้ยาวนอกบ้าน ครุ่นคิดถึงอนาคต
           
อีกอาทิตย์กว่าเขาต้องเริ่มไปทำงานที่โรงเรียน เรื่องไปเที่ยวไกลๆ จึงตัดทิ้งไปเลย กว่ามิยูกิจะออกห่างจากบริษัทได้ เหลือวันว่างให้ใช้ร่วมกันนิดเดียวเท่านั้น เรื่องเที่ยวที่เจ้าตัวเคยพูดให้ได้ยินจึงไม่น่าเป็นไปได้
           
...คงไม่ใช่ให้ออกจากงานกระมัง
           
...
           
เฮ้ ไม่หรอก ไม่ทำอะไรเอาแต่ใจแบบนั้นหรอกน่า มิยูกิรู้ความจะตาย ไม่คิดให้เขาแห้งเหี่ยวตายอย่างนี้อยู่แล้ว คนอยู่ไม่สุขอย่างเขาไม่มีทางอยู่เฉยติดบ้านได้หรอก ไอ้เรื่องจะให้แฟนหาเลี้ยงแล้วตัวเองนั่งกินนอนกินยังไงก็ทำไม่ได้
           
เพราะทำไม่ได้เลยต้องขอเป็นกรณีพิเศษ...
           
...
           
อย่าปักใจแบบนั้นเซ่! ไม่ใช่หรอก!
           
ต่อให้มิยูกิขอ เรื่องนี้ยังไงก็ไม่ไหว เป็นโค้ชให้ทีมม.ปลายน่าสนุกจะตาย ถึงเด็กวัยนี้จะรับมือยากไปบ้างแต่ก็รับมือง่ายกว่าผู้ใหญ่พันเหลี่ยมร้อยเล่ห์เป็นไหนๆ ทำงานกับเด็กน่าจะสนุกกว่าผู้ใหญ่ สร้างความฝันด้วยกัน ไปพิชิตมันด้วยกัน การช่วยผลักดันเด็กรุ่นใหม่ สำหรับเอย์จุน แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว
           
คนคิดมากพลิกตัวไปมาบนเก้าอี้ใต้ร่มไม้ ชักคิดเป็นจริงเป็นจังว่าจะถูกบีบบังคับให้ออกจากงานจริงๆ แถมยังรับปากไปแล้วด้วยว่าจะทำตามคำขอทุกเรื่อง...ทำยังไงดี ลองมิยูกิจริงจังเข้าหน่อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เคยปฏิเสธสำเร็จ ลงตกปากรับคำไปแล้ว จะกลืนน้ำลายตัวเองก็ทำไม่ได้อีก
           
ชายหนุ่มวิตกกังวลจนลืมเวลา กระทั่งแดดไล่ร่มเงาจนหมดนั่นแหละถึงได้หนีร้อนขึ้นบ้าน ปรากฏว่านาฬิกาบอกเวลาบ่ายสาม คิดอะไรไร้สาระตั้งแต่สายยันบ่ายคล้อย ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ เอย์จุนไม่อาจนับถือความสามารถในการเพ้อเจ้อของตัวเองได้จริงๆ
           
มิยูกิกลับมาถึงบ้านหลังจากนั้นไม่นาน พบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเข่าตาเบิกโพลงอยู่ริมกำแพง พูดพึมพำเสียงแผ่ว คล้ายกับกำลังประกอบพิธีกรรมน่าสงสัย บางทีถ้ามีโต๊ะบูชากับสายสิญจน์ผูกโยง เขาอาจแหกปากร้องอย่างตื่นตระหนกก็ได้
           
มาถึงก็เจออะไรแบบนี้ รู้สึกเหนื่อยอยู่เหมือนกัน
           
“เป็นอะไรไปครับ”
           
ได้ยินเสียงคุ้นเคย ใบหน้ามืดทึบเงยขวับอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่นเรื่องที่รบกวนจิตใจออกไปตามสัญชาตญาณ           

“ที่ว่านายอยากขอน่ะ เรื่องอะไรเหรอ”
           
มิยูกิซึ่งยืนโน้มตัวเข้ามาหา สองมือเท้าเข่า...นิ่งไปอึดใจ จากนั้นเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ เหมือนนึกอะไรได้ “นึกว่าอะไร กำลังคิดมากเรื่องนั้นอยู่เหรอครับ...ผมแค่อยากให้คุณคัมมิ่งเอาท์น่ะ ไม่น่าใช่เรื่องต้องหดหู่ขนาดนั้นนะ”
           
“เอ๊ะ?” บรรยากาศมืดมนละลายหายไปเมื่อสิ่งที่ได้ยินเป็นอีกเรื่องซึ่งห่างไกลจากเรื่องที่ตนคาดการณ์ไว้ราวครึ่งปีแสง เอย์จุนกระพริบตาปริบ “คัมมิ่งเอาท์?”
           
รอยยิ้มพิมพ์ใจแต่งแต้มบนใบหน้าชวนมองของอีกฝ่าย หางตาที่ตกลงนิดๆ และประกายอ่อนโยนทำให้กลิ่นอายรอบตัวมิยูกิสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นจมหู หากมีสตรีเพศคนใดเห็นเจ้าตัวตอนนี้ แปดในสิบต้องหลงรักเป็นแม่นมั่น จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึก ทั้งที่บริหารเสน่ห์ได้คล่องแคล่ว กลับไม่มีผู้หญิงมาตามพัวพันให้ความสัมพันธ์กับเอย์จุนร้าวฉาน...ดูถูกทักษะการรักษาระยะห่างรวมทั้งการวางตัวในสังคมของมิยูกิ คาซึยะไม่ได้เลยจริงๆ
           
“จะว่าคัมมิ่งเอาท์ก็ไม่เชิง ควรบอกว่าอยากให้ประกาศตัวว่าคนที่เป็นแฟนคุณคือผมน่ะครับ”
           
“...”
           
“ดูเหมือนคุณจะไม่ได้ปิดบังเรื่องมีคนรักก็จริง แต่คราวนี้ถ้ามีคนถามก็อยากให้พูดชัดๆ ไปเลยว่าเป็นผม ออกจากวงการแล้วแบบนี้คงไม่มีปัญหาใช่หรือเปล่า...ผมไม่ได้อยากสร้างปัญหาให้คุณนะครับ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
           
หางเสียงแฝงความเศร้าสร้อยจนคนฟังมือไม้อ่อนปวกเปียก หากมีความสามารถในการบีบน้ำตา ไม่แน่อาจเห็นดวงตาของคนมากเล่ห์มีหยาดน้ำเคลือบอยู่บางๆ...โชคดีที่มิยูกิไม่เก่งกล้าขนาดนั้น ทว่าแค่ตีหน้าหม่นหมอง คนมองก็แพ้หมดรูปแล้ว
           
เอย์จุนละล้าละลัง ทำมือทำไม้ไม่ถูก “ยะ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”
           
...ตกหลุมดักเข้าเต็มเปา
           
คบกันมาก็หลายปี ไม่มีพัฒนาการเลย
           
ขณะที่คนหนึ่งลอบหัวเราะชั่วร้ายภายใต้หน้ากากอมทุกข์ อีกคนกุลีกุจอดึงคนงามผู้หม่นหมองไปนั่งพักบนโซฟา ปรนนิบัติพัดวีหาน้ำให้ดื่ม มิยูกิซึ่งหอบหิ้วสัมภาระจากที่ทำงานมาด้วยวางของลงอย่างทะนุถนอม
           
“ไม่ได้จริงๆ สินะครับ...”
           
“มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร”
           
ปากไวตอบปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ แม้รู้สึกตัวภายหลัง หากเอย์จุนไม่มีแก่ใจมาตีอกชกหัว ในเมื่อเขาคิดว่ามันไม่เป็นไรจริงๆ...เพียงแต่อดกังวลเล็กๆ ไม่ได้
           
มิยูกิแสร้งมองทางอื่น ทำเหมือนไม่กล้าสบตา “ขอโทษครับ บางทีผมอาจเอาแต่ใจเกินไป ทั้งที่ทำให้คุณลำบากใจแท้ๆ...ถือว่าผมไม่ได้พูดอะไรแล้วกันนะครับ”
           
“เฮ้ บอกว่าไม่ใช่แบบนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ...นี่มองฉันสิ ว้า ทำไมวันนี้อารมณ์อ่อนไหวง่ายจังเลยล่ะ หรืองานไม่ราบรื่น?”
           
เปล่าครับ แหลต่างหาก...
           
คิดส่วนคิด มิยูกิไม่โง่ประจานตัวเองให้เสียเรื่อง เขายกแก้วน้ำขึ้นจิบ แน่ใจเต็มร้อยว่าของที่ต้องการอีกไม่นานเอย์จุนจะประเคนให้

แม้ผันตัวเป็นโค้ชประจำโรงเรียน งานในวงการยังวิ่งเข้าหาเอย์จุนอยู่เนืองๆ ไม่รู้จะมีคนหมายตาคนรักของตนอยู่สักเท่าไหร่ อย่าว่าแต่ผู้หญิง ผู้ชายที่มีรสนิยมชอบผู้ชายด้วยกันก็มีไม่น้อย เพื่อขจัดความยุ่งยากแม้เพียงส่วนหนึ่ง มิยูกิอยากให้เอย์จุนพูดชัดๆ ไปเลยว่ามีเจ้าของแล้ว อย่ายุ่ง!

ต่อให้ตอนนี้สวมแหวนได้เพราะไม่ต้องพะวงกับมือซ้ายเท่าแต่ก่อน ใจเขาก็อยากประกาศอยู่ดีว่าซาวามุระ เอย์จุนเป็นของใครกันแน่ คนอื่นจะหาว่าเขาขี้หวงก็ช่าง แต่มิยูกิ คาซึยะ คือคนรักของซาวามุระ เอย์จุนจริงๆ ในเมื่อไม่ได้ทำผิดต่อใคร ทำไมจะแสดงออกไม่ได้

...นี่ถ้าแต่งงานกันได้อะไรๆ ก็คงง่ายกว่านี้

คำขอร้องนี้ มองผิวเผินเหมือนตั้งจากความเอาแต่ใจเป็นหลัก ทว่าเขาคิดถี่ถ้วนแล้ว มิยูกิใจเย็นและรอบคอบเสมอ ไม่ผลีผลามทำอะไรไม่ยั้งคิดแน่นอน เรื่องจงใจสร้างความลำบากให้คนรัก...บอกได้แค่ว่าคนอย่างเขาไม่มีทางทำได้ลง

ในสังคมปัจจุบันนั้น ปากบอกยอมรับเพศทางเลือกมากขึ้น หากก็ยังอดมองด้วยสายตาแปลกแยกไม่ได้ การประกาศตัวว่ามีคนรักเป็นชายเหมือนกันย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตใหญ่หลวง โดยเฉพาะเมื่อเอย์จุนเป็นบุคคลสาธารณะที่ถูกจับตามองรอบด้าน ไม่มีทางเสียล่ะที่จะไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางทีอาจโดนตั้งคำถามเชิงโจมตีด้วยก็ได้

แต่หลังจากนี้เอย์จุนจะไปทำงานกับเด็ก

เด็กสมัยใหม่มีความคิดความอ่านแตกต่างจากผู้ใหญ่ เรียกได้ว่าอยู่คนละรุ่นก็ได้รับการบ่มเพาะจากสังคมคนละแบบ...คงเลี่ยงสายตาหวาดระแวงจากนักเรียนชายไม่ได้โดยสิ้นเชิง ทว่ามิยูกิยังคิดว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยเปิดกว้าง สมัยนี้รสนิยมทางเพศไม่ใช่ตัวตัดสินทุกอย่าง โลกก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ผู้มีชื่อเสียงในต่างประเทศมากมายก็ไม่ได้ชอบเพียงเพศตรงข้าม ญี่ปุ่นแค่พังค่านิยมเดิมๆ ช้ากว่าเท่านั้น

อย่างบริษัทของมิยูกิ ประธานไม่สนใจชีวิตส่วนตัวของลูกน้องเลย สิ่งที่เห็นค่ามีแต่ความสามารถ ใครทำเงินได้จ้าง ใครทำเงินไม่ได้ไม่จ้าง ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ขอแค่ไม่ลากบริษัทลงน้ำ...เช่นติดยาแล้วไปไล่ฟันคน...เขาไม่สนใจทั้งสิ้น เงื่อนไขมีเพียงอย่างเดียว ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ได้ แค่นั้น จบ

หากสบโอกาสบอกว่าตนเป็นแฟนเอย์จุน มิยูกิไม่เพียงไม่กังวล...ทนรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวด้วยซ้ำ เพื่อนร่วมงานจะมองยังไงเขาไม่สนอยู่แล้ว คนที่คบผิวเผินแล้วไม่คิดทำความเข้าใจในตัวเขาก็ไม่มีค่าให้เขาใส่ใจ สรุปคือ เรื่องตัวเองมิยูกิไม่เก็บมาคิดตั้งแต่ต้น ห่วงก็แต่ทางเอย์จุนว่าจะกระเทือนมากน้อยเพียงใด อันที่จริงจากการประเมินของเขา มีโอกาสที่เรื่องจะกลายเป็นแย่มากกว่าดีเกินครึ่ง เพียงแต่ถอนตัวมายืนข้างสนาม วิกฤตน่าจะบรรเทาเบาบางลงกว่าตอนยืนบนเนินในฐานะนักกีฬา จากคติลงมือช้าไม่สู้เร็ว แม้ความปลอดภัยยังง่อนแง่น แต่คิดว่าเป็นเวลาสมควรแก่การเปิดตัวคนรัก

อย่างไรก็ตาม สมมติเกิดกรณีสู้หน้าสังคมไม่ไหวขึ้นมา มิยูกิยินดีทำงานหาเลี้ยงอยู่แล้ว ผลลัพธ์จะออกมาทางไหนเขาล้วนพึงพอใจ ปัญหาอยู่ที่คนข้างๆ ต่างหาก

“ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับ แค่เป็นเรื่องที่อย่างน้อยก็อยากลองขอดูให้ได้น่ะ เวลามีคนถามเรื่องแฟน เพราะคุณเป็นคนมีชื่อเสียงผมเลยออกชื่อไม่ได้ ทั้งที่ความจริงไม่ได้อยากหลบๆ ซ่อนๆ...อ๊ะ ขอโทษครับ ไม่ได้จะกดดันนะ” หลุดใจจริงออกไปขนาดนั้น กระทั่งตัวคนพูด ทั้งที่ไม่ได้จงใจยังรู้สึกเหมือนจงใจ ยิ่งพิจารณาประกอบนิสัยแท้ๆ ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าไม่อยากกดดัน มิยูกิจนใจเล็กน้อย พยายามพูดต่อไปโดยระมัดระวังกว่าเดิม “ก่อนหน้านี้เพราะกลัวว่าถ้าซี้ซั้วพูดออกไปโดยไม่ตกลงกันก่อนจะทำให้คุณลำบากเลยบอกไปแค่มีแฟน คนอื่นไม่ค่อยเชื่อผมเท่าไหร่ คิดว่าแค่หาข้ออ้างไม่ไปเที่ยวต่อหลังเลิกงานหรือไปงานจับคู่ ไม่ก็ใช้เป็นข้ออ้างสำหรับปฏิเสธคนที่เข้ามาหา...รู้สึกลำบากใจจริงๆ อีกอย่างคุณอยู่ในที่แจ้ง มีคนชอบคุณตั้งเยอะ...เรื่องหึงก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่อยากให้บอกชัดๆ ว่ามีแฟนแล้วครับ”

เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดเลยด้วย...

มิยูกิคิดว่าหากประกาศ บางทีงานออกสื่อของเอย์จุนอาจจะเบาลง หรือไม่มีเข้ามาเลย

ผู้ชายด้วยกันแต่งงานกันไม่ได้ ไม่มีพันธะตามกฎหมาย ฐานที่มั่นไม่แข็งแรง เกรงว่าจะพังครืนเอาสักวัน อย่างน้อยเลยอยากบอกความสัมพันธ์ให้คนอื่นรู้...อย่างน้อยให้คนอื่นรับรู้ก็ยังดี

“นาย...จะให้ฉันตั้งโต๊ะแถลงข่าวเหรอ?”

เอย์จุนไม่ได้ปฏิเสธ กลับถามด้วยสีหน้าแหยงๆ เหมือนถูกบังคับให้กินนัตโตะสามถ้วย ดูเหมือนจะไม่มีปัญหากับการทำตามคำขอร้องอย่างที่มิยูกิวิตกกังวลในทีแรก ดันไปใส่ใจรายละเอียดยิบย่อยแทน

ถึงอย่างนั้นมิยูกิก็คิดว่ามันน่าอายเหมือนกันถ้าจะตั้งโต๊ะเพื่อประกาศว่า นี่แฟนหนุ่มของผมครับ...มันตลกมาก คนอื่นมองก็คงคิดว่าหมอนี่สำคัญตัวเองผิดอยู่หรือเปล่า ใครอยากรู้กัน

แถลงข่าวไม่ได้หรอก

“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ” ลำพังแค่คิดก็ทำหน้าปั้นยาก มิยูกิเกาแก้มอย่างทำตัวไม่ถูก “ขอโทษที่ไม่ได้ใส่รายละเอียด แต่คุณตั้งใจจะเปิดเผยจริงๆ เหรอครับ ทำได้ใช่ไหม?”

“ก็บอกแล้วไงว่าถ้าไม่เกินกำลังอะไรก็ได้ ไม่มีปัญหา อีกอย่างตอนนี้ฉันก็เป็นแค่โค้ชโรงเรียนม.ปลาย ต่อให้บอกว่าคนที่ชอบเป็นผู้ชายก็คงไม่โดนสมาคมผู้ปกครองแบนหรอกมั้ง มีแฟนแล้ว ไม่ได้จะไปทำรุ่มร่ามกับเด็กซะหน่อย”

เอย์จุนมองโลกในแง่ดีอย่างมาก หรือไม่ก็แค่ไม่คิดอะไรซับซ้อนวุ่นวาย จะว่าไป ถ้าชีวิตคิดอะไรเรียบง่ายได้ตลอดคงมีความสุขไม่น้อย น่าจะมีคนอิจฉาเขามากมายทีเดียว

“จริงๆ นะ?” มิยูกิยิ้มออกมา...รอยยิ้มซื่อๆ เหมือนเด็ก นานแล้วที่เจ้าตัวไม่ได้ยิ้มกว้างขนาดนี้ “จริงเหรอครับ ได้จริงๆ เหรอ”

รู้สึกเหมือนได้เห็นเด็กชายตัวน้อยคนเดิมอีกครั้ง ชายหนุ่มยิ้มยิงฟันจนตาหยี “อื้อ!

“ดีจัง นึกว่าคุณจะห่วงหน้ามากกว่านี้เสียอีก...”

“...”

ศักดิ์ศรีของฉันโดนทำลายป่นปี้ตั้งแต่เสียจิ้นให้เด็กที่เพิ่งขึ้นม.ปลายแล้วเฟ้ย...เอย์จุนกลืนความคับข้องใจลงไป ฉลาดหลักแหลมขึ้นมาทันควันว่าขืนพูดเรื่องนี้อาจไปกดติดสวิทช์แปลกๆ ของคนที่เรียบร้อยแต่เปลือกเอา ตอนนี้เจ้าตัวกำลังคึกคักเสียด้วย ไม่ควรฝังตัวเองลงหลุมโง่ๆ ด้วยประการทั้งปวง

มิยูกิไม่ได้ค่อนแคะ เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ การประกาศตัวว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องใหญ่ แม้มิยูกิรู้ว่าเอย์จุนไม่ได้ชอบผู้ชายเรี่ยราด แต่ชอบแค่ตน ทว่าคงไม่มีใครคิดสืบเสาะข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว

“แล้ว...นายจะเอาไงต่อ”

เมื่อได้ยินคำถาม รอยยิ้มซุกซนฉายบนใบหน้าคมคายชวนมอง แก้วน้ำถูกวางอย่างไร้สุ้มเสียง นิ้วเรียวยาวซึ่งจับแต่ปากกาดินสอจนนูนเล็กน้อยชูขึ้นในระดับสายตา

“แหวนไงครับ”

“เฮะ?”

“แหวนคู่น่ะ” มิยูกิยิ้ม “ใส่เอาไว้คนอื่นจะได้รู้ ถ้ามีคนถามก็แค่บอกไปตรงๆ ว่า ผมแต่งงานกับมิยูกิ คาซึยะแล้วครับ ส่วนเรื่องจดทะเบียน ในญี่ปุ่นทำไม่ได้ก็จริง แต่มีบางประเทศยอมรับการจดทะเบียนระหว่างคนเพศเดียวกันอยู่ เอาไว้ว่างพร้อมกันอีกครั้งเมื่อไหร่ค่อยไปกันเถอะครับ จะได้ฮันนีมูนไปในตัวด้วยเลย ทำงานที่โรงเรียนแบบนี้ปิดเทอมตามเด็กนักเรียนสินะ งั้นก็ไม่ยุ่งยาก ตอนนี้อดทนใส่แหวนคู่อย่างเดียวไปก่อน วันนี้ผมจะหาข้อมูลดู เรื่องเงินไม่ต้องห่วง...เตรียมเผื่อเวลาแบบนี้เอาไว้นานแล้ว ไม่มีปัญหาครับ อ้อ ถ้าคุณต้องร่วมซ้อมกับเด็ก คิดว่าสวมแหวนติดนิ้วไม่สะดวก ผมจะหาสร้อยเผื่อไว้...”

“ดะ เดี๋ยว สต๊อป!

...จู่ๆ มิยูกิก็พูดจ้อไฟแล่บ เอย์จุนรีบยกมือขึ้นเบรก สมองรับข้อมูลปริมาณมากไม่ทัน ตอนนี้เขาเข้าใจแค่เรื่องที่มิยูกิจะซื้อแหวนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้คืออะไรจับใจความไม่ได้แล้ว

“ขอโทษด้วยครับ ตามไม่ทันหรือ” มิยูกิหยุดพูดแล้วถามกลับอย่างใจดี

เอย์จุนพยักหน้า “ช่วยสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ที”
           
มิยูกิเอียงคอหลังขานว่า ได้ครับ เขาทำท่าครุ่นคิด ใช้เวลาไม่นานก่อนหันมามองเอย์จุนเมื่อเรียบเรียงถ้อยคำสารพันในสมองเสร็จ
           
คำพูดยืดยาวรวบรัดเหลือเพียงสั้นๆ



            “แต่งงานกับผมนะครับ”

            “...”



แต่งงาน...?

            คนฟังใบ้รับประทานไปเลย รู้สึกราวกับเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในระบบสมองชั่วขณะ



“ผู้ชายด้วยกันแต่งงานได้ที่ไหนเล่า!



นี่เป็นคำพูดเดียวที่อยู่ในหัวเอย์จุน

“เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกไปเองนะครับว่าไปจดทะเบียนที่ต่างประเทศได้ อย่างน้อยก็น่าจะทำหน้าเขินๆ ด้วยความดีใจให้ผมมีกำลังใจไม่ใช่เหรอครับ...”

ความคึกคักซึ่งทะลุปรอทเมื่อสักครู่ลดต่ำลงฮวบฮาบ แทนที่จะอายม้วนต้วนทำตัวไม่ถูกกับการถูกขอแต่งงาน ซาวามุระ เอย์จุนกลับยกเรื่องที่เพิ่งพูดไปหยกๆ มาสวน...มิยูกิเหนื่อยใจจริงๆ คนคนนี้มีความสามารถพิเศษในการทำลายความโรแมนติกหรือไงนะ

“ตะ...ต่างประเทศ...”

“ครับ ไปฮันนีมูนด้วยเลย แต่ขอผมหาข้อมูลก่อนว่าเขาจดกันที่ไหน ให้ผลทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ค่าเดินทางรวมทั้งค่าใช้จ่ายจิปาฐะเท่าไหร่ แล้วก็แหวนที่จะไปซื้อ...”

“อ๊ะ เรื่องเงินให้ฉัน...”

“ซา วา มุ ระ ซัง”

ชายหนุ่มคนใส่แว่นชักจะหมดความอดทนเมื่อถูกกวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงตอนนี้คนหัวช้าจะเข้าใจเรื่องราวจนใบหน้าแดงก่ำชวนมอง ทว่าแต่ละสิ่งที่พูดออกมาทุบบรรยากาศสีชมพูพังยับเยิน มิยูกิทนมาตั้งแต่ตอนแสดงอาการน้อยเกินเหตุเมื่อถูกขอแต่งงานแล้ว นี่ยังคิดจะขันอาสาเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายอีก สำหรับเรื่องหลัง ต่อให้ไม่มีเจตนาร้าย หากมันกระตุ้นต่อมหงุดหงิดของคนฟังอย่างสุดแสน

ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กแล้วที่อยากเป็นที่พึ่งพาให้คนรัก เป้าหมายคือทำงานหาเงินไม่ให้น้อยหน้าซาวามุระ เอย์จุน ทั้งที่เขาอยากให้อีกฝ่ายนั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องทำอะไร เสพสุขกับชีวิตไปตามประสา ส่วนตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว...แล้วจะให้อีกฝ่ายออกเงินให้ทุกอย่างเนี่ยนะ? มิยูกิรู้สึกเหมือนถูกปฏิบัติอย่างเด็ก คล้ายโดนบอกว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ต้องรับผิดชอบขนาดนั้นหรอก

เขารึสู้อุตส่าห์วางแผนชีวิตตั้งแต่เรียนมัธยม...จะทำงานพิเศษอะไรไม่ให้กระทบการเรียน จบม.ปลายจะเรียนอะไรต่อ ทำเกรดให้ได้เท่าไหร่ จบแล้วสอบอะไรเพิ่ม สมัครงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร เงินเดือนขั้นต่ำเท่าไหร่ แล้วเงินก้อนนั้นจะแบ่งสันปันส่วนยังไง...

ตอนนี้เขามีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันก็เพราะพยายามเลือดตาแทบกระเด็น การที่เพิ่งทำงานได้สองปีกว่าแต่เก็บเงินขนาดขอคนแต่งงานบวกไปฮันนีมูนได้ต้องลำบากขนาดไหน คนคนนี้มองไม่เห็นเลยหรือ

ลำพังแค่เงินเดือนมันเก็บไม่ได้ขนาดนี้หรอก เขาเอาเงินที่ได้มาจากการเก็บหอมรอมริบรวมกับทำงานพิเศษสมัยเรียนเป็นตัวตั้งต้นไปลงทุนในตราสารระยะสั้นกับยาว พอได้เงินเดือนก็แบ่งส่วนหนึ่งไปทบยอดเพิ่ม ศึกษาข้อมูลให้ดีแล้วเลือกลงทุนในระดับความเสี่ยงที่รับได้ เงินถึงงอกขนาดนี้

ทั้งที่พยายาม พยายาม พยายาม...เขาก็ยังเป็นแค่ เด็ก ในสายตาอีกฝ่ายอยู่เหมือนเดิมรึไง

มิยูกิรู้ตัวดีว่าตนเป็นคนคิดมาก กระนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นพระพุทธองค์จะได้ตัดขาดความรู้สึกทั้งปวงได้ ตอนนี้ชักไม่รู้แล้วว่าขุ่นเคืองหรือผิดหวังมากกว่ากัน

“ขอ...ขอโทษ คือ...ฉันแค่ ไม่อยากให้นายกดดันตัวเองเกินไป นายชอบฝืนนี่นา เรื่องที่เกินกำลังก็ชอบดันทุรัง เป็นแบบนั้นมันก็...นั่นสิ จะ จะว่าไงดี ฉะ ฉันนึกว่านายกำลังฝืนน่ะ” เอย์จุนลนลานแก้ตัวเมื่อมิยูกิเบนศีรษะไปทางอื่นและเอาแต่นั่งเงียบกริบทั้งที่เพิ่งยิ้มร่า ชายหนุ่มอยากต่อยหน้าตัวเองครามครันที่ซี้ซั้วพูดไม่คิด...ตูไปทำลายศักดิ์ศรีอะไรของมิยูกิเข้าหรือเปล่าฟะเนี่ย “ขอโทษนะ ฉันผิดเอง เอาเป็นว่าตามใจนายแล้วกัน ฉันยังไงก็ได้ แต่ถ้าไม่ไหวขึ้นมาก็เรียก...”

“ซาวามุระซัง!!

“...ครับผม!

ปากหุบฉับ นั่งหลังตรง ยกสองมือระดับอกเป็นการสื่อว่ายอมจำนน

รู้สึกหนาวสันหลัง ทว่าซาวามุระ เอย์จุนเหงื่อไหลท่วมตัวด้วยความอึดอัด ดวงตาคู่โตเห็นศีรษะปกคลุมด้วยผมนุ่มๆ สีน้ำตาลหมุนกลับมาทางตน...เสียงหมุนคอดังแกรกๆ ประหนึ่งตุ๊กตาไขลานฝืดๆ มิยูกิแสยะยิ้ม ดวงตาล้ำลึกน่าประหวั่นพรั่นพรึง บอกว่าหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญจะเชื่อโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

“กำลังปลอบใจผม?”

“ใช่ๆ! ไม่ต้องคิดมากนะ ฉันไม่ทันคิดถึงความรู้สึกนายเอง....!

“เห็นผมเป็นเด็กเหรอครับ...?”

“หา ก็นายยังเด็กกว่า...เอ้ย ไม่ๆๆ! นายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อื้อ นั่นแหละ! ฉลาด ใจกว้าง ตัวสูงกว่าฉันแล้วด้วย!” เห็นสายตาคมกริบ คนโง่เปลี่ยนเป็นคนฉลาดทันตาเห็น กลับคำพูดแทบไม่ทัน ทั้งยังไม่ลืมยกยอเอาใจ “เป็นผู้ใหญ่ที่สง่างามและพึ่งพาได้!

“ที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกปลอบเด็ก?”

“มะ...อย่าพูดอย่างงั้นสิ ฉัน...!

“กำลังคิดว่า อ๋า ก็เอาแต่โมโหแบบนี้มันก็ต้องมีคนเริ่มพูดจากันดีๆ ไม่ใช่หรือไง อยู่สินะครับ แล้วก็คิดด้วยว่าทำนิสัยแบบนี้ไม่สมเป็นผู้ใหญ่น่ะ” เห็นคู่สนทนากำลังอ้าปากเตรียมแก้ตัว มิยูกิขัดเสียงเฉียบ “ถ้าไม่คิดว่าผมเป็นเด็กก็เลิกโอ๋หน้ามืดตามัวได้แล้วครับ ผมชอบให้คุณตามใจก็จริง แต่บางเวลาก็ไม่ต้องการการเอาอกเอาใจจนเกินพอดี เวลาไหนควรจริงจังก็อยากให้เผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมาในฐานะที่เท่าเทียมกัน”

“...อุ!

คำพูดดังกล่าวเปรียบดั่งหนามแหลมทิ่มแทงเข้ามา เอย์จุนอยากกุมอกแล้วคร่ำครวญเหลือเกิน โฮ! สันดานมันขุดยากกว่าสันดอนนะ จะให้เลิกตามใจได้ยังไง ไม่สิ สรุปที่พูดเมื่อกี้นายอยากให้ตามใจหรือไม่กันแน่ เข้าใจยากชะมัด เอาแต่ใจชะมัด!

ตอนนี้ประเด็นคืออะไรเนี่ย!

“ฉันอยู่กับนายมาตั้งแต่นายยังเด็กนี่นา” สุดท้ายก็เริ่มจากเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุอย่างกล้าๆ กลัวๆ เอย์จุนเกาะพนักโซฟา เตรียมพร้อมร่างกายรับมือเหตุฉุกเฉิน มีอะไรจะได้โจนหนีได้ทันท่วงที “ไม่เข้าใจนักหรอกว่านายกำลังอยากให้ฉันพูดอะไร...ฉันรู้ว่านายไม่ใช่เด็กๆ แล้วก็จริง แต่ยังติดภาพนายสมัยยังตัวกระปิ๋วเดียวอยู่เลย บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้มีรสนิยมแปลกๆ นะ มันเห็นกันมาตั้งแต่เด็กนี่นา ฉันก็มองของฉันแบบนี้มาตลอด จะให้มองนายเป็นคนแก่หรือไง”

“ผมแค่อยากเป็นผู้ใหญ่สำหรับคุณ”

“ถ้าเห็นนายเด็กขนาดนั้นจริงคงคบด้วยไม่ลงหรอก” เอย์จุนตอบล้าๆ หนักใจเหลือเกิน หากก็พยายามทำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด

มิยูกิเชิดหนีไปอีกทาง เหมือนได้ยินเสียงเฮอะแว่วๆ

“ตอนแรกคุณก็ไม่ยอมคบผมไม่ใช่หรือไง”

“...”

เออ แฮะ...

รู้สึกจะเป็นยังงั้น

เวรแล้ว เอาไงต่อดี...

ถึงคันปากยุบยิบ อยากเถียงว่าท่าทางมิยูกิตอนนี้เหมือนเด็กเอาแต่ใจไม่มีผิด กระนั้นเอย์จุนก็ไม่สิ้นคิดพอจะราดน้ำมันลงกองเพลิง

เมื่อกี้ยังขอแต่งงานกันแหมบๆ ทำไมตั้งท่าจะทะเลาะกันแล้วล่ะ ขอถามอีกที สรุปปัญหาของเรื่องนี้อยู่ตรงไหนกันแน่ มันเริ่มมาจากไหน เขาเริ่มปวดหัวจริงๆ แล้วนะ

ราวกับตระหนักถึงความยุ่งยากใจของใครอีกคน มิยูกิทำตัวเป็น ผู้ใหญ่ด้วยการหาทางลงให้

“เอาเป็นว่าเรื่องแต่งงานทั้งหมดผมเคลียร์เอง คุณอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ตกลงไหมครับ?”

“...ได้” นาทีนี้ เอย์จุนไม่คิดทำอย่างอื่นนอกจากยอมรับและพยักหน้าเพื่อจบข้อโต้แย้งไร้ประโยชน์

มิยูกิค่อยยิ้มนิดๆ ดูใจเย็นลงไม่น้อย “ดีมาก หลังจากนี้ ถ้าไม่พอใจอะไรก็อย่าเก็บไว้ เราไม่ควรละเลยปัญหา มีอะไรให้พูดกันตรงๆ เถอะ การประนีประนอมและคิดจะเปิดอกคุยอย่างเยือกเย็นเป็นเรื่องดี ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ไม่ต้องคิดแทนไปเสียทุกเรื่อง”

“อุ...อื้อ เข้าใจแล้ว...” คนฟังคอตก

“แล้วก็หลังแต่งงานเป็นทางการ สามีคือเสาหลักของบ้าน ผมไม่ได้คิดเป็นช้างเท้าหน้าให้คุณเป็นช้างเท้าหลังหรอก แต่ผมอยากดูแลคุณให้ใช้ชีวิตสุขสบาย เรื่องบางเรื่องมันกระทบศักดิ์ศรีของผมมาก ดังนั้นขอให้คุณปล่อยผมดันทุรังบ้างเถอะครับ เว้นแต่ว่าไม่ไหวจริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยห้ามปรามหรือให้ความช่วยเหลือก็ไม่ว่ากัน ขอแค่ให้ผมล้มลุกคลุกคลานดูก่อน”

เพราะน้ำเสียงกลับมาสุภาพนุ่มนวลตามปกติซ้ำยังแฝงกระแสร้องขอ เอย์จุนเกือบตอบว่า ได้ ตามสัญชาตญาณ เขาฉุกใจคิดได้เสียก่อน ในเมื่อมิยูกิบอกว่ามีอะไรอย่าเก็บไว้ ดังนั้นไอ้คำแปลกๆ เมื่อกี้เขาสมควรทักท้วง ไม่ใช่เออออตาม

“ที่ว่าสามีเป็นเสาหลักของบ้านเนี่ย...หมายถึงนายสินะ แล้วฉันล่ะ”

“ภรรยา” มิยูกิไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

เอย์จุนแทบจะล้มโต๊ะ

“เดี๋ยวเซ่! ทำไมฉันเป็นภรรยาได้ล่ะ ฉันก็เป็นผู้ชายนะ อย่าบอกว่าฉันทำหน้าที่สามีไม่ได้นะเฟ้ย! หน้าที่ดูแลครอบครัวฉันเองก็ทำได้สบายมาก ทำไมโดนยัดเยียดตำแหน่งภรรยาล่ะหา ประท้วง! ฉันขอประท้วง! เอาอะไรมาตัดสิน ไม่ยุติธรรม! อย่างน้อยฉันก็แก่กว่านะ บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าฉันเห็นนายเป็นเด็กด้วย!

มิยูกิกระพริบตา ตอบราวกับเป็นเรื่องถูกต้องสมควร “เพราะคุณเป็นฝ่ายอ้าขาไงครับ”

“อะ...นะ นาย ว่า....! ว่าๆๆๆๆ....!

“พูดให้ชัดขึ้นอีกหน่อยคือผมเป็นฝ่ายเอา (ว้ากกกกกกกกกก) ใส่เข้าไปใน (อย่าพูดนะเฟ้ยยยยย!) แน่นๆ ของซาวามุระซัง ครั้งก่อนคุณเองยังร้องว่า (พอทีเท้อออออออออออออ) อยู่เลย แถมยัง (พอได้แล้ววววววว) ด้วย ตอนที่ผม (กราบล่ะ อย่าพูดต่อเลยยยยย) คุณก็....”

“รู้แล้ว!! ยอมแพ้แล้ว หยุดพูดดดดดดดดดดด!!

“...ก็เท่านั้นแหละครับ”

“....!

“...คิก”

“ฮึก...! ขี้โกงที่สุดดดดด!

ปากที่พ่นเรื่องน่าอายคล่องปร๋อเปลี่ยนมาฉีกยิ้มบริสุทธิ์สูงส่ง ทั้งที่พูดเหมือนไม่อยากได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ เอาเข้าจริงก็เผด็จการอยู่ดี แค่ใช้วิธีบีบบังคับให้เอย์จุนยอมรับหลังโต้แย้งไปแล้วเท่านั้น ผลลัพธ์ไม่ต่างจากตอนโอนอ่อนผ่อนตามไม่หือไม่อือสักหน่อย

ว่าที่ ภรรยา ก้มหน้าคอตก นึกสังเวชชีวิตอันแสนบัดซบของตัวที่กระทั่งเรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีในฐานะลูกผู้ชายยังเรียกร้องไม่ได้ มิยูกิแค่พูดเรื่องลามกเท่านั้นเอง...ทนฟังไม่ได้ก็ยอมแพ้ซะแล้ว น่าสมเพชกว่านี้มีอีกไหม

อดีตพิชเชอร์คนเก่งอยากร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตา

“เอาเถอะ จริงๆ ผมไม่ได้สนใจคำเรียกขานเท่าไหร่หรอก ของที่จับต้องไม่ได้พรรค์นั้นไม่ได้มีความหมายอะไร”

หลังจากพูดเรื่องชวนให้คนฟังหัวใจจะวายเมื่อสักครู่ มิยูกิยิ้มเฉย คล้ายว่าไม่สะทกสะท้านจริงๆ กระนั้น เอย์จุนไม่อาจเลิกระแวงด้วยตามไม่ทันว่าอดีตเด็กน้อยตรงหน้าจะคิดทำอะไรอีก เรื่องที่มิยูกิมีนิสัยแพ้ไม่เป็นพวกเขาต่างรู้ดี ดังนั้น อุตส่าห์ยัดเยียดตำแหน่ง สามี ให้ตัวเองสำเร็จแล้วมาพูดว่าไม่ใส่ใจ...มันแปลกพิลึก
           
รู้สึกว่าควรปิดประเด็นลงตรงนี้ ตัดจบดื้อๆ แล้วชิ่งหนีปัญหาซะ กลับคิดคำพูดดีๆ ไม่ออก จะให้บอกว่า วันนี้อากาศดีนะ!’ ก็ดูเหมือนจะชวนให้สังเวชหนักกว่าเก่า...
           
“ถ้าอยากบอกคนอื่นว่าผมเป็นภรรยาก็ไม่มีปัญหานะครับ”
           
แม้คิดว่ามิยูกิเหมือนภรรยาสาวแสนสวย เอาแต่ใจ และชอบหึงตะพึดตะพือ ทว่าเอย์จุนรู้สึกว่าควรปฏิเสธ น้ำใจ นี้ ชายหนุ่มหนาววาบบริเวณสันหลัง เกรงคู่กรณีจะหาเรื่องพิสดารซวยๆ มาปาใส่หัว รีบตกลงยอมรับเป็นภรรยาให้จบๆ ไปดีที่สุด...หากเศษเสี้ยวหนึ่งในใจคัดค้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกเล็กๆ อันทรงพลังนี้มีชื่อว่าความอยากรู้อยากเห็น มันบอกว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้ อย่างน้อยก็เอาคำตอบมาให้ได้ก่อนว่าอยู่ๆ มิยูกิกลับลำได้ไง
           
“เมื่อกี้ยังบอกว่าตัวเองเป็นสามีอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
           
ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย พ่ายให้แรงกระตุ้นดังกล่าว
           
มิยูกิคลี่ยิ้มอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาประหนึ่งไม่เคยทำเรื่องชั่วร้ายใดๆ มาตลอดชีวิต “หมายถึงแค่ชื่อเรียกน่ะครับ เรื่องบทบาทหน้าที่ เคยทำอะไรมาก็คงไว้ตามเดิม...เผื่อคุณไม่อยากเสียหน้าให้เพื่อนน่ะๆ”
           
สรุปก็แค่เปลี่ยนคำเรียกนี่หว่า ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด...

“...เว้นแต่ว่าคุณจะกดผมลงนะ ถ้าทำได้ อยากเจรจาเรียกร้องอะไรผมยินดีรับฟังทุกเรื่องเลยครับ”

ประโยคถัดมาทำใบหน้าดำคล้ำเงยพรวดด้วยความหวัง ความต้องทนปวดร่างกายตั้งแต่ช่วงเอวลงไปมาตลอดส่งให้ข้อเสนอนี้เย้ายวนใจมาก หากกดมิยูกิได้ ไม่เพียงเรียกศักดิ์ศรีในฐานะลูกผู้ชายกลับมา ยังได้ลำดับขั้นอาวุโส และได้ถนอมร่างกายด้วย

ดวงตาคู่โตวาววับ ความคิดอ่านแปะอยู่กลางหน้าผาก...สีหน้าที่ทำให้คนมองยิ้มกริ่ม

นั่นเอง เอย์จุนถึงได้กลับสู่ความเป็นจริง

น่าสงสัยว่าทำไมมิยูกิพูดจาทำนองนี้ แต่ไหนแต่ไรมา ถึงอ่อนโยนกับเอย์จุนมาตลอด ทว่าพองัดข้ออยากสลับ ตำแหน่งขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นต้องถูกเล่นงานจนคิดว่าตายแน่...โดนปล้ำตายแน่ ไม่น่าเลย...บทรักดุดันกว่าแปดในสิบมีที่มาจากสิ่งนี้ การที่เริดร้างไปนานหมายความว่าเอย์จุนยอมแพ้พร้อมใจเป็นฝ่ายโดนกดนั่นเอง

ดังนั้น ถึงข้อเสนอจะเย้ายวนใจทว่าชายหนุ่มไม่ผลีผลามกระโดดเข้าใส่ เริ่มหันมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

คงไม่ใช่มิยูกิอยากเล่นงานเขาหนักๆ เลยหาเรื่องให้เขาต่อต้านกระมัง?

เมื่อปรายตามองคนรัก เห็นใบหน้าหล่อเหลาแช่มชื่น กลิ่นอายชั่วร้ายแปลกๆ เริ่มรั่วไหล...ในใจชักคิดว่าคงเป็นอย่างนั้นจริงๆ

โดยเฉพาะ...

“มิยูกิ ถุงนั่นอะไรเหรอ...”

ถุงกระดาษทรงสูงไร้ลวดลายวางอยู่ไม่ไกล เอย์จุนไม่เคยเห็นถุงกระดาษใบนี้มาก่อน มิยูกิน่าจะเพิ่งได้มา และของที่อยู่ข้างในคงไม่ใช่อาหาร เพราะไม่มีกลิ่น ตัวถุงก็ไม่ได้นูนออกมาแบบแปลกๆ บางทีอาจบรรจุสิ่งของน้ำหนักเบา

ความสงสัยท่วมใจ กลิ่นอัปมงคลแผ่ออกมาจากถุงใบนั้น มันต้องนำพาเรื่องซวยมาแน่ๆ เอย์จุนยื่นมือออกไปหมายฉวยมาสำรวจ ปรากฏมีมือขาวๆ ข้างหนึ่งแย่งไปถือไว้เสียก่อน มิยูกิยิ้มหวาน ดวงตาพราวริก

“ตอนนี้ให้ดูไม่ได้ครับ”

ทำไมต้อง ตอนนี้ ด้วย...

“เรื่องนี้ไว้ก่อน มาว่ากันเรื่องคำตอบดีกว่าครับ ซาวามุระซัง สรุปจะตอบว่ายังไง”

“พูดวกวนไปมาชะมัด อย่ากระโดดหัวข้อไปๆ มาๆ ได้ไหม ฉันตามไม่ทัน” ระหว่างที่ตอบ สองตายังพยายามทะลุทะลวงถุงปริศนาสุดกำลัง ยิ่งทิ้งเชื้อยิ่งออกฤทธิ์ ขืนยืดเยื้อต่อไปคงได้อกแตกตายเพราะความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้รับการตอบสนอง “หมายถึงเรื่องใครเป็นสามีกันแน่หรือเปล่า”

มิยูกิซ่อนถุงไว้ด้านหลัง วางให้ไกลจากเอย์จุน จากนั้นจับมือซึ่งยังยุกยิกไปมาสองข้างพร้อมทั้งตรึงดวงตาอีกคู่ไว้ด้วยดวงตาของตน บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันยังผลให้คนอยู่ไม่สุขนั่งนิ่งอย่างเรียบร้อยในทันควัน

“ซาวามุระซัง ได้โปรดแต่งงานกับผมเถอะครับ”

“...!

“ผมรักคุณ”

ใบหน้าหล่อเหลาก้มลง ริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับลงมายังโคนนิ้วนางข้างซ้าย

เมื่อกี้ยังมีระยะห่าง ตอนนี้นั่งเกยอยู่บนตักคนรักทั้งตัว โดนเล่นงานทีเผลออย่างนี้ เอย์จุนเกือบจะร้องว้ากด้วยความตกใจ เลือดลมสูบฉีดจนผิวกายแดงเรื่อไปทั้งตัว ไม่เพียงหัวใจที่เต้นแรงแทบฉีกอกเป็นชิ้นๆ  สายตาก็ทำงานแย่ลง...เห็นโลกหมุนติ้วๆ ดาวลอยเต็มฟ้าทั้งที่อยู่ในบ้าน

“อะ...ฉะ ฉะ ฉัน...”

ตอนโดนขอแต่งงานรอบแรกยังไม่ตื่นเต้นขนาดนี้เลย

ไม่ไหวแล้ว...

เผลอมองริมฝีปากชุ่มฉ่ำสีระเรื่อของมิยูกิจึงเห็นมือของตัวเองที่สัมผัสอยู่กับความอ่อนนุ่มนั้น มือซ้ายที่ทำงานได้ดั่งใจแม้เจอแรงกดดันจากอัฒจันทร์และคู่แข่ง มาบัดนี้สั่นริกอย่างน่าขัน ครั้นดวงตาสีน้ำตาลหลังเลนส์แว่นเหลือบขึ้นมองและได้เห็นแวววิงวอนออดอ้อนเข้า...

“ฉันจะแต่ง...”

น้ำเสียงนั้นฟังดูก็รู้ว่าคนพูดแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ใช้คำว่าอายคงไม่เหมาะกับสถานการณ์ ควรเรียกว่าเขินจนตัวจะระเบิด สติสัมปชัญญะโดนอีกฝ่ายทำลายไม่เหลือชิ้นดี

“กับใครครับ...?”

มิยูกิได้ใจดึงตัวเข้าไปชิดกว่าเดิม กระซิบล่อลวงเสียงพร่าบริเวณกกหูจนเอย์จุนห่อตัวหลับตาปี๋

ชายหนุ่มละล่ำละลักควานหาเสียงของตัวเอง “จะแต่ง...กับมิยูกิ...”

“ได้ยินแล้วชื่นใจจัง~

ต่อให้เดาคำตอบได้ การได้ยินเป็นคำพูดก็ให้ความรู้สึกต่างออกไป มิยูกิจูบแก้มนุ่มนิ่มหนึ่งที กอดรัดอีกฝ่ายแน่นๆ คลอเคลียกันพักหนึ่งจนอาการตื่นเต้นสงบลง

เอย์จุนเงยหน้าจากบ่าคนรัก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปัดความสงสัยทิ้งไปได้ อาศัยว่าบรรยากาศกำลังดี ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามดูอีกครั้งว่าไอ้ถุงกระดาษต้องสงสัยนั่น แท้จริงแล้วใส่อะไรไว้กันแน่ ลางสังหรณ์บอกว่ามันต้องเป็นอะไรที่สำคัญแน่นอน พอมิยูกิพยายามปิดบัง ชายหนุ่มใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ด้วยความหวาดระแวง

คนใส่แว่นกลับแย้มยิ้มลึกลับ ยื่นหน้ามาจุ๊บปากเบาๆ

“เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะให้ดูนะครับ อดใจรอไว้ก่อนนะ”

“...”

“ถ้าผมจับได้ว่าแอบดูจะทำโทษ ระวังด้วยนะครับ~

...เอย์จุนยกธงขาวโดยไม่คิดต่อรอง ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ลองดี เขายังรักชีวิตและสุขภาพของตัวเองอยู่






นิสัยของมิยูกิเป็นยังไงนั้น เอย์จุนรู้ดีที่สุด...เรื่องที่ชอบกลั่นแกล้งหยอกล้อตนก็ด้วย เรียกได้ว่าจะไม่ทำเสียไม่ได้ เพราะรู้อย่างนั้นเลยพยายามไม่เปิดช่องให้คนอ่อนวัยกว่ามาหาเรื่องแกล้งตนตามใจชอบ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่ามิยูกิจะเปิดเผยสักทีว่าแอบซุกซ่อนอะไรเอาไว้ในถุงปริศนา

คงไม่ใช่แกล้งทำเป็นลืมหรอกนะ

มีโอกาสทีเดียว...แกล้งทำเป็นลืม รอให้เขาไปเปิดไอ้ถุงนั่นดู หลังจากนั้นก็มาตู่เอาเรื่อง

เอย์จุนจ้องมองถุงกระดาษใบเมื่อวานซึ่งวางนิ่งอยู่ข้างโต๊ะเขียนงานของมิยูกิ คันไม้คันมืออยากดู วันนี้ก็อุตส่าห์หักห้ามใจมาแล้วทั้งวัน ไม่อยากลุกไปเปิดเพราะเสียดายความพยายามที่แล้วมา เขาพยายามไม่ถาม แค่แง้มๆ ถึงให้ตัวมิยูกิฟังเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณว่ายังรอคำตอบอยู่นะ คนระรื่นก็ทำเฉย...เต๊ะท่าไม่รู้ไม่ชี้ได้น่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

เอาไงดี ถามตรงๆ ไปเลยดีมั้ย หรือจะแอบดูดี...

 เอย์จุนคว่ำปากท่ามกลางกองหมอนเล็กใหญ่ที่แทบจะกลืนร่างเจ้าของเข้าไป ชายหนุ่มคว้ามากอดแน่นใบหนึ่ง พาดคางลงบนนั้น หลังกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงนอนพักใหญ่ อดีตนักเบสบอลมืออาชีพดีดตัวนั่งหลังตรงด้วยสายตาแน่วแน่ ตัดสินใจได้แล้วว่าในเมื่อตนไม่มีอะไรจะเสียก็อย่าคิดมากอีกต่อไปเลย

เป็นไงเป็นกัน!



“ซาวามุระซัง...!



เฮือก

เท้าแตะพื้นได้ข้างเดียว เสียงคุ้นหูดันร้องเรียกมาจากชั้นล่าง ความกล้าที่อุตส่าห์รวบรวมขึ้นได้บินหนีอย่างสมัครสมานสามัคคี เอย์จุนตกใจจนขาพันกัน ล้มคว่ำหน้ากระแทกดังโครม เจ้าตัวผลุนผลันลุกขึ้นพลางลูบปลายจมูกแดงๆ รีบร้อนเดินลงบันไดไปชั้นล่างราวกับวัวสันหลังหวะ

มิยูกิยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ดวงตาทอประกายรักใคร่เหมือนเคย

“ซาวามุระซัง ทางนี้ครับ”

เดินตามคำเรียกทั้งที่ยังเจ็บหน้าเจ็บจมูก แต่แล้วก็ต้องสะดุดตาเมื่อพบว่ามีอะไรใหญ่ๆ วางอยู่ข้างมิยูกิ มันถูกคลุมด้วยผ้าก็จริง หากด้วยประสบการณ์ เอย์จุนมั่นใจเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่าต้องเป็นกรอบรูป แม้จะใหญ่ไปหน่อยแต่ต้องเป็นรูปแน่ๆ

“มิยูกิ เอ่อ...”

ใบหน้าหล่อเหลาผุดยิ้มขี้แกล้ง คนใส่แว่นเอื้อมมือไปหาชายผ้า ดึงดังชึ่บเพื่อเผยโฉมสิ่งที่ถูกซุกซ่อนให้ปรากฏ

เอย์จุนอ้าปากค้าง

“...!

เขาเห็นตัวเองขยายขนาดอยู่ในกรอบรูปเรียบๆ สีน้ำตาล

ด้วยไม่มีความรู้มากนักจึงบอกไม่ได้ว่าใช้สีอะไรวาด แต่ภาพตัวเองกำลังตะแคงตัวหลับสบายดูอบอุ่นด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อน ทั้งที่ใช้แค่สีน้ำตาลที่ต่างเฉดกันเล็กน้อยในการรังสรรค์ หากในสายตาคนไม่มีหัวศิลปะก็ยังบอกได้ว่าสวยมาก

คนวาดคงตั้งอกตั้งใจน่าดู

...ของที่ไม่ยอมให้ดูคงเป็นเจ้านี่ที่ยังไม่ได้เอาไปใส่กรอบ ไม่ทันสังเกตเสียด้วยว่ามิยูกิแอบเอาออกจากถุงใบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

“เป็นไงบ้างครับ ชอบหรือเปล่า”

คนรักเข้ามากุมมือหลวมๆ จากเคยหน้าหนาหน้าทนตลอดศก คราวนี้กลับเผยแววขัดเขินเล็กๆ เหมือนเด็กแรกรุ่นให้เห็น เอย์จุนอยากลูบหูซึ่งเริ่มแดงของอีกฝ่าย ทว่าพูดไม่ออกกับเซอร์ไพรส์จนได้แต่ยืนตะลึงค้าง

เห็นความชื่นชมซึ่งปรากฏขณะมองผลงานตน มิยูกิที่แอบลุ้นในตอนแรกค่อยโล่งใจเมื่อพบว่าเอย์จุนประทับใจของขวัญจากตนขนาดนี้แม้เจ้าตัวไม่ทันเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

ชายหนุ่มให้เหตุผลด้วยสีหน้าปลื้มเปรมยินดี “ตั้งใจเซอร์ไพรส์ตอนจะขอคุณแต่งงานน่ะครับ แต่กรอบไม่เสร็จซะทีแถมผมยังไม่อยากรอ...ก็เลย เพิ่งได้เอามาให้ก็ตอนนี้”

“นายยุ่งแท้ๆ...” ...ยังอุตส่าห์เจียดเวลาไปแอบทำเซอร์ไพรส์

ต้องเข้าใจว่าอยู่บ้านเดียวกัน การหลบเลี่ยงไม่ให้รู้เห็นจึงเป็นเรื่องยาก ที่ผ่านมามิยูกิได้แต่ค่อยๆ ประดิดประดอยวาดงานนี้ที่ทำงาน ไม่อย่างนั้นเอย์จุนจะรู้สึกตัวเสียก่อน เขาตอบจากใจจริงว่า “แค่คุณชอบผมก็พอใจแล้วล่ะครับ”

เอย์จุนหมุนไปกอดคนตัวสูงกว่าแน่นๆ ปลาบปลื้มเขื่อนแทบแตก “...ชอบมากเลย ขอบใจนะ”

ถึงจะติดใจนิดหน่อยว่าทำไมเลือกวาดตนตอนหลับ ชอบแอบมองตนหลับจนเอาไปวาดได้เลยหรือ กระนั้นความฉงนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นไม่มีความสำคัญในตอนนี้เท่าไหร่

เฮ้อ นี่เขาก็รักมิยูกิจนไม่รู้จะรักยังไงแล้ว...ให้ไปหมดแล้ว ยังจะเอาอีกเหรอ ทำไมชอบทำให้รู้สึกเหมือนเขาให้ความรักไม่พออยู่เรื่อยเลยนะ

“บ้าชะมัด ฉันรักนายขนาดนี้แล้วแท้ๆ...” ชายหนุ่มอู้อี้อยู่กับอกแข็งๆ

มิยูกิหัวเราะเย้า เผยสีหน้าคนขี้แกล้ง ทว่ามือที่สางผมคนในอ้อมกอดกลับอ่อนโยนนัก “ความรักของซาวามุระซังน่ะ เท่าไหร่ก็ไม่พอครับ ต้องให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

“โหย โลภมาก”

“ไม่ให้มาเปลี่ยนใจไปหาคนอื่นตอนนี้หรอกนะ~” คนอ่อนวัยกว่าถูปลายจมูกเข้าที่ข้างหูพลางลูบนิ้วนางของเอย์จุน “ผมอยากผูกมัดคุณเร็วๆ จัง”

“ไม่ต้องทำอย่างนั้นฉันก็ไม่เป็นฝ่ายตีจากนายก่อนอยู่แล้วล่ะน่า”

หลงรักมาสิบกว่าปี อยู่ในจุดที่ถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัวได้ไปตั้งนานแล้ว ชายหนุ่มระบายลมหายใจขณะยังยืนนิ่งอยู่ในวงแขนคนคิดมาก แม้จะมีเรื่องให้เหนื่อยใจอยู่บ้าง แต่ความวิตกกังวลเหล่านี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาคิดคำนึงถึงกันและกัน

แม้ไม่มีใครรู้อนาคต แต่เอย์จุนมั่นใจว่ามิยูกิจะอยู่เคียงข้างตนจนตายกันไปข้างแน่ๆ











Talk

เฮ จบแล้ว // โปรยกระดาษเงินกระดาษทอง

จริงๆ เราแต่งเกือบจบแล้วดองไว้หลายเดือนเลยค่ะ แถมเสร็จแล้วก็ไม่ได้ลงซักทีเลยยืดเยื้อมาจนป่านนี้ ฟู่...ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้คิดพล็อตเป็นเรื่องเป็นราวเลย แค่อยากแต่งก็แต่งยังลากมาตั้งสามพาร์ท ทั้งอย่างนั้นเราก็คิดได้แต่พล็อตยาวๆ ทู้กที (ออริเนื้อหาเลยไม่กระเตื้องไงล่ะ 555) คิดได้ก็เลยต้องโยนทิ้งด้วยความเสียดายแล้วแต่งเฉพาะที่สั้นๆ ค่ะ รับผิดชอบไม่ไหว เหอๆ

ความจริงอยากแต่งฉลองวันเกิดเอย์จังกับคุณพี่ด้วยค่ะ แต่ช่วงนี้ต้องอ่านหนังสือสอบ (ถึงจะไม่ค่อยมีสมาธิก็เถอะ) ไหนจะยังอยากแต่งฟุรุซาวะชดเชยให้ผู้แพ้อย่างฟุรุยังกับโคซาวะด้วย ฮอล...เรื่องอยากทำมันเยอะ แต่บริหารจัดการเวลาไม่ได้เรื่องเลยค่ะ ส่วนเรื่องยังทวิตได้แหลกลาญนั้น...กรุณาอย่าสนใจนะคะ พิมพ์ทวิตมันใช้เวลานี้ดเดียววววว // “ใครเขาสนกัน!” โดนโบก

นี่ตั้งใจจะลัดคิวแต่ง MM ด้วยนะเนี่ย...เป็นคู่ 707 x MC เพราะงั้นถ้าบล็อกอัพเดทคราวหน้าอาจจะเห็นสามีของเรา (อิอิ) อย่างเว่นแทนเอย์จังก็ได้ค่ะ พาร์ทจบของกำแพงเลขแปดก็ถือว่าฉลองวันเกิดล่วงหน้าให้เอย์จังไปละกันเนอะ~~~~