Fanfic Daiya no A
My story
Part 1 : Sawamura Eijun
Pairing : Okumura Koushuu x Sawamura Eijun
Rating : SFW
ซาวามุระ เอย์จุนมีความเชื่อว่าความมุ่งมั่นของคนสามารถเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิตได้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เขาล้วนแล้วแต่ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากจะพูดให้สวยหรู คือเป็นคนมุมานะทุ่มเท หากจะพูดให้ระคายหู คือเป็นพวกโลกสวย
สิ่งที่เอย์จุนชอบคือการเรียน
เวลาแก้โจทย์ปัญหาได้จะรู้สึกภูมิอกภูมิใจ ตั้งแต่เล็กจนโตเลยหมกมุ่นอยู่กับแต่ตำหรับตำราจนเพื่อนประณามว่าเป็นเด็กเนิร์ด หัดเอาเพื่อนเอาฝูงแล้วไปเที่ยวเตร่ลั้ลลาเสียบ้าง
ชีวิตมัธยมของคนอื่นอาจสนุกสนานเฮฮา เก็บเกี่ยวประสบการณ์วัยรุ่นเต็มที่ ทว่าเอย์จุนเดิมพันหมดหน้าตักกับการเรียน อย่างไรก็ตาม ความชอบและความทุ่มเทอันบ้าคลั่งของเขาให้ผลลัพธ์อันดี เอย์จุนสอบติดมหาวิทยาลัย T อันเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศได้ด้วยคะแนนติดอันดับท็อป 10
กล่าวได้ว่าเขาเรียนเก่งสุดๆ
เพราะหัวดีแต่ต้น เมื่อรวมความอุตสาหะอดทนเข้าไป ผลลัพธ์จึงออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งตัวเอย์จุนเองก็รู้สึกภูมิใจมาก
ตอนนี้เขาร่ำเรียนในมหาลัยมาแล้วสองปี แม้ทางบ้านเป็นเศรษฐีที่นา แต่หลายปีมานี้สภาพอากาศไม่ค่อยดี ผลผลิตจากการเกษตรนอกจากจะลดลง คุณภาพยังต่ำลงด้วย ปู่ที่เป็นคนมีจิตเมตตาจึงไม่เก็บค่าเช่าและปล่อยให้ชาวบ้านยืมที่ดินทำกินฟรีๆ
ว่าง่ายๆ คือแม้มีที่ดินมากมายแต่ไม่ค่อยมีเงินนักหรอก
เอย์จุนเข้าเรียนด้วยโควตาเด็กเรียนดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย ทว่าเข้ามาเรียนในเมืองอย่างนี้ ค่าครองชีพสูงกว่าต่างจังหวัดมากนัก เพื่อลดภาระทางบ้าน ชายหนุ่มตัดสินใจทำงานพิเศษเลี้ยงตัวเองโดยสมัครเป็นติวเตอร์ที่กวดวิชาทาคิกาวะซึ่งเป็นสถาบันกวดวิชามีชื่อเสียง ชายหนุ่มรับสอนสดวิชาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ม.ปลายในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ช่วงหัวค่ำ และวันเสาร์ช่วงบ่าย...เว้นว่างวันอาทิตย์ใช้พักผ่อน
อาชีพติวเตอร์เงินดีกว่าที่คิด หนำซ้ำยังเช่าห้องที่ตึกกวดวิชาได้ในราคาถูกเพราะทำงานอยู่ที่นั่น พอหารค่าใช้จ่ายร่วมกับรูมเมท ค่าห้องถูกจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นราคาห้องกลางเมือง แถมสภาพยังดีมากอีกต่างหาก เอย์จุนพอใจกับชีวิตตอนนี้มากทีเดียว
อนึ่ง แม้อะไรๆ จะไปได้ส่วน เอย์จุนยังคงเป็นนักศึกษาวันยังค่ำ ทั้งต้องเตรียมสอน ทั้งทบทวนวิชาเรียน...ตารางชีวิตจึงหนักหนาสาหัส แต่ถ้าจำนวนสอนน้อยเกินไปจะได้เงินไม่พอใช้อีก เอย์จุนตัดสินใจแล้วว่าไม่อยากให้ทางบ้านส่งเงินมาให้ ช่วงที่ยังมีศักยภาพรับงานเขาก็อยากรับให้เต็มที่ ปีสองยังกัดฟันสู้ไหว หากเป็นปีสามปีสี่คงรับสอนมากขนาดนี้ไม่ได้
และคงเพราะกิจกรรมในชีวิตช่างมากล้นนี่เอง โคมินาโตะ ฮารุอิจิ ซึ่งเป็นรูมเมทและเป็นติวเตอร์วิชาเคมีถึงกับเคยถามว่าเอย์จุนเป็นมนุษย์ดัดแปลงรึไง นอนวันละห้าชั่วโมงทุกวันหลังใช้สมองหนักหน่วงขนาดนั้นยังไม่น็อกอีก
“เทอมหน้าก็จะลงสอนเหมือนเดิมเหรอ” ทาคิกาวะ คริส ยู ลูกชายคนเดียวของเจ้าของสถาบันมองตารางการเปิดติวคอร์สสำหรับเด็กม.ปลายในเทอมสองแล้วมองเอย์จุน เขาเรียนจบมหาลัยแล้ว แม้จะจบมาจากคนละคณะ แต่ก็นับเป็นรุ่นพี่จากมหาลัย T ขณะนี้กำลังช่วยงานทางบ้านเพื่อรอรับช่วงสืบทอดกิจการ เนื่องด้วยเป็นคนมีความสามารถและมนุษยสัมพันธ์ดีทำให้มีมิตรสหายอยู่ในหลายวงการ คริสรู้ดีว่าเอย์จุนเป็นพวกทำอะไรเต็มที่เหมือนไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง เขาจึงเป็นห่วงรุ่นน้องคนนี้มากกว่าคนอื่น
รุ่นน้องตัวดีพยักหน้าหลังได้ยินคำถาม ความกังวลไม่ปรากฏให้เห็น “ครับ ไม่เป็นไร ถึงผลสอบเทอมนี้ยังไม่ออก แต่ทำข้อสอบได้อยู่ เพราะงั้นรับงานเท่าเดิมก็น่าจะไหวครับ”
ในก๊วนติวเตอร์ที่กำลังตกลงเวลาเปิดคอร์สกันอยู่นี้ เอย์จุนไม่ใช่คนที่สอนมากชั่วโมงที่สุด ซานาดะ ชุนเปย์ซึ่งเป็นติวเตอร์มีชื่อที่สุดในกวดวิชาทาคิกาวะต่างหากที่ที่มีชั่วโมงการสอนเป็นอันดับ 1 ทว่าเขาทำแบบนั้นได้ก็เพราะเป็นคนทำงานเต็มตัว ไม่ใช่เด็กนักเรียนอย่างเอย์จุน ดูจากวิชาที่เอย์จุนต้องเรียนเทียบกับปริมาณการสอนพิเศษแล้ว นับว่าสาหัสสากรรจ์อย่างน่าเป็นห่วง
“ลองเก็บไปคิดให้ดีๆ ก่อนดีกว่ามั้ย วิชาที่นายลงเทอมหน้าหนักกว่าเทอมนี้อีกนะ ถ้าเกรดหลุดขึ้นมาจะแย่เอา” คริสเกลี้ยกล่อม ความจริง ดูจาก GPA ณ ปัจจุบันของเอย์จุนซึ่งเป็นตัวเลขแสนสวยแล้ว เกรดตกนิดหน่อยก็ฉุด GPA ลงได้ไม่เท่าไหร่ ทว่าคริสจำเป็นต้องพูดแบบนี้เพื่อไม่ให้รุ่นน้องและติวเตอร์ในสังกัดฝืนสังขารจนร่างกายโทรมกรอบก่อนวัยอันควร
คนโดนกล่อมอยากโต้ว่าไหว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องการหักหาญน้ำใจรุ่นพี่ที่เคารพรักจึงปฏิเสธไม่ได้เต็มปากเต็มคำ เอย์จุนแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อน “...ขอคิดอีกสักนิดก็แล้วกันครับ”
แล้วค่อยบอกว่าไหว...เขาแอบต่อในใจ
หลังตกลงเรื่องคอร์สเรียนรวมทั้งเนื้อหาการสอนของเทอมหน้าเสร็จในขั้นต้น เหล่าพนักงานของกวดวิชาทาคิกาวะทยอยออกมาข้างนอกเพื่อแยกย้ายกลับบ้าน เอย์จุนตั้งใจจะชวนเพื่อนสนิทในมหาลัย โทโดโรกิ ไรจิไปหาข้าวกินเพราะคุราโมจิ โยอิจิ พี่รหัสที่มักไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ บอกว่าจะไปดูหนังเข้าใหม่
ปรากฏว่าออกมาถึงประชาสัมพันธ์ของตึก ไม่ทันโทรชวนเพื่อนซี้กลับเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตาเข้าเสียก่อน
“ยะโฮ ซาวามุระ”
“สวัสดีฮะ”
ชายตรงหน้าตัวสูงกว่าเอย์จุนประมาณหนึ่งฝ่ามือ สวมเชิ้ตขาวไม่ผูกเนกไท แม้จะดูเรียบร้อย แต่ก็ดูสปอร์ตมากกว่าเคร่งขรึม มิยูกิ คาซึยะเป็นคนรู้จักของคริส มีรูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาชวนมอง แม้สวมแว่นแต่กลับไม่มีกลิ่นอายของความคงแก่เรียนหรือเฉิ่มเชย ทั้งที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกวดวิชาทาคิกาวะกลับโผล่หน้ามาที่นี่บ่อยๆ ไม่รู้ทำไมชอบเข้ามาคุยกับเอย์จุนอยู่เรื่อย
อ้อ ไม่สิ จะว่าไม่เกี่ยวกับกวดวิชานี้ก็ไม่เชิง...
จำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรก คริสบอกว่ามิยูกิเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านมิยูกิ ครอบครัวของเขาทำธุรกิจผลิตกระดาษและโรงพิมพ์ เป็นคุณชายร่ำรวยโดยแท้ บรรดาเอกสารการเรียนทั้งหลายแหล่ของกวดวิชาทาคิกาวะก็มาจากบริษัทของพ่อของมิยูกิทั้งนั้น
“มิยูกิซัง มาหาคริสเซมไปเหรอครับ” เอย์จุนเอี้ยวตัวกลับไปด้านหลัง มองหาคนที่คาดว่าพ่อหนุ่มแว่นจะมา
หา ตอนตัวเองออกมาจากห้อง คริสไม่ได้ตามออกมาด้วย อีกเดี๋ยวก็คงลงมาสมทบ
แต่มิยูกิกลับยิ้มยิงฟัน
“มาหานายต่างหาก”
“...”
“นี่ ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง นะ?”
“...”
ถ้าหิวทำไมไม่ไปกินเล่า... คนโดนชวนนิ่วหน้า ดูรูปการแล้ว คิดได้แต่ว่ามายืนรอเท่านั้น พอตนโผล่หน้าออกมาถึงได้รีบทัก
มิยูกิเป็นอย่างนี้เสมอ
...ทำตัวคลุมเครือ...
บางทีก็รับมือไม่ถูกกับคำพูดและการกระทำเหมือนจีบของอีกฝ่าย แม้เอย์จุนไม่เคยมีแฟน แต่รู้สึกว่า ’เพื่อน’ เขาไม่พูดจากันอย่างที่มิยูกิพูด โดยเฉพาะเมื่อเอย์จุนและมิยูกิไม่ได้สนิทสนมกันสักนิด จะเรียกว่าเพื่อนยังเรียกไม่ได้เต็มปาก ความสัมพันธ์ผิวเผินของพวกเขาน่าจะเป็นได้แค่คนรู้จักด้วยซ้ำ
และว่ากันตรงๆ...ถ้ามิยูกิคิดจะจีบกันจริง มีผู้ชายมาจีบมันยินดีไม่ออกแปลกๆ
กระนั้น เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านความรัก พอมีคนมาทำดีด้วย ยังไงก็ต้องหวั่นไหวบ้าง ซึ่งเอย์จุนไม่ค่อยชอบความรู้สึกแบบนี้เลย
...เพราะเอาเข้าจริงเขาไม่มั่นใจว่ามิยูกิคิดกับตนยังไงกันแน่
เอย์จุนไม่อยากเป็นบ้าเป็นบอไปเองฝ่ายเดียว
“เอาสิ ฉันเองก็หิวเหมือนกัน ไปหาข้าวแกงกะหรี่กินกันเถอะ”
คุราโมจิ โยอิจิไม่รู้โผล่ออกมาจากหลุมไหน เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจในคราแรก หากพริบตาความดีใจก็กลบความรู้สึกนั้นเสียมิด ชายหนุ่มนึกว่ารุ่นพี่ออกไปดูหนังแล้ว โผล่มาตอนนี้ได้ช่างน่าขอบคุณเหลือเกิน เขาปฏิเสธมิยูกิไม่ออก และไม่อยากไปกับอีกฝ่ายแค่สองคน
“ฮะๆ แต่ฉันไม่เลี้ยงนายนะ คุราโมจิ~”
ตรงข้ามกับเอย์จุนซึ่งเผยใบหน้าโล่งใจทันทีที่เห็นหน้าดุๆ ของติวเตอร์วิชาประวัติศาสตร์ มิยูกิ คาซึยะยังแย้มยิ้มด้วยสีหน้าแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ที่บอกว่าไม่เลี้ยงพูดจริงหรือเล่น แต่เท่าที่เห็นมาตลอดช่วงเวลาทำงานที่นี่ สองคนนี้ดูสนิทกันพอสมควร เอย์จุนตัดสินใจจะไม่ยุ่งเพราะกลัวหน้าแตก
อย่างไรก็ตามพอคุราโมจิโผล่เข้ามาแทรกกลางวงในลักษณะนี้ เอย์จุนซึ่งหาจังหวะหลบเลี่ยงไม่ได้จึงต้องตามน้ำไปกินข้าวกับสองหนุ่ม เขาอาจจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่าย หากก็ไม่ต้องการให้ใครใช้เงินเพื่อตน ก่อนไปถึงร้านจึงตัดสินใจพูดออกไปให้ชัดเจน
“ไม่ต้องเลี้ยงผมนะครับ ส่วนของผมเดี๋ยวผมจ่ายเอง”
ก่อนหน้านี้มิยูกิเคยพูดว่าจะเลี้ยงแล้วควักกระเป๋าจ่ายค่าของกินให้ตอนบังเอิญเจอกันที่ร้านสะดวกซื้อ กว่าจะคืนเงินให้สำเร็จเหนื่อยแทบรากเลือด เมื่อเจ้าตัวพูดจริงทำจริง...เลี้ยงคือเลี้ยง เอย์จุนจึงเน้นเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ
ทว่ามิยูกิกลับไม่เข้าใจ
“นายห่วงเพราะฉันบอกว่าจะไม่เลี้ยงคุราโมจิใช่มั้ย กลัวคุราโมจิลำบากใจเหรอ? ไม่ต้องห่วง ฉันเลี้ยงคุราโมจิด้วยก็ได้ ไม่ต้องคิดมากนะ”
“เปล่า ผมไม่ได้...”
“อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่แค่เลี้ยงข้าวคนสองคน สถานะทางการเงินของฉันไม่สะเทือนหรอก ให้ฉันจ่ายเถอะ ในเมื่อฉันชวนนายออกมานี่นา”
“ถึงอย่างนั้น...”
“อ๊ะ ร้านนี้เป็นไง เข้าไปกันเถอะ!”
...ไม่ฟังกันบ้างเลย
เพราะคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดและมีพ่อแม่ที่ตามใจหรือเปล่าถึงได้เป็นแบบนี้ เอย์จุนไม่ได้เกลียดมิยูกิ แต่ชักลำบากใจ หากไม่ติดว่าผู้ชายตรงหน้ามีความสัมพันธ์อันดีกับคริส ตัวเขาอาจตรงไปตรงมากว่านี้ได้
ทั้งสามเข้ามานั่งในร้าน ใช้เวลาไม่นานก็เลือกเมนูเสร็จเนื่องจากคิดไว้ก่อนแล้วว่าอยากกินอะไร คุราโมจิสั่งแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษ ส่วนเอย์จุนกับมิยูกิสั่งแฮมเบิร์กโปะไข่ดาวเหมือนกัน
อาหารของมิยูกิกับเอย์จุนมาเสิร์ฟก่อน คุราโมจิที่ปากว่างๆ เลยอ้าปากพูด...พูดกับมิยูกิ คาซึยะ
สิ่งที่เจ้าตัวพ่นออกมามันชวนให้คิดว่าที่หอบสังขารออกมาด้วยกันก็เพียงเพื่อจะพูดสิ่งนี้
“คุณก็เห็นว่าซาวามุระลำบากใจ เลิกทำเหมือนเต๊าะเด็กเล่นเถอะครับ ในเมื่อไม่ได้จริงจังก็อย่าไปให้ความหวังใครเลย”
“...”
“...”
ในขณะที่มิยูกิยังสงวนท่าทีได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เอย์จุนตะลึงงัน ชิ้นเนื้อบนส้อมร่วงผล็อยลงจานเซรามิค
ตาคนนี้...โยนระเบิดใส่วงข้าวเฉยเลย
เปิดมาก็เริ่มด้วยเรื่องหนักอึ้งพานให้ปั้นหน้าไม่ถูก หากไม่ใช่เคี้ยวหมดปากพอดี เอย์จุนคงได้ทำทุเรศด้วยการพ่นข้าวใส่หน้ามิยูกิซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่แม้ไม่พ่น เขาก็ยังสำลักข้าวจนต้องดื่มน้ำตามไปครึ่งแก้ว
เขา...ขอลุกไปเข้าห้องน้ำได้ไหม?
ไม่ว่ามิยูกิจะตอบหรือไม่ตอบอะไรก็รู้สึกว่าไม่สามารถแก้บรรยากาศหนักอึ้งตรงนี้ได้แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา เอย์จุนสนใจเพียงการเรียนหนังสือ รับมือ ‘คน’ ไม่ถูก และความอ่อนเชิงเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรวางตัวเช่นไรดี ไม่รู้ไม่ชี้? แต่นี่กำลังคุยกันเรื่องของเขาอยู่นะ
เนื้อชุ่มฉ่ำคล้ายจะแห้งไปในพริบตา ความอยากอาหารหมดลง
มะ ไม่อยากกินแล้ว
“...” คุราโมจิเหล่มองคนด้านข้าง เห็นดวงตากลมโตหม่นแสง นั่งกระสับกระส่าย เท่านั้นก็ถอนใจเฮือกใหญ่ “เอาเถอะ ไว้ก่อนก็ได้ ตอนนี้กินข้าวให้เสร็จแล้วแยกย้ายดีกว่า”
“เรื่องที่อยากพูดก็พูดหมดแล้ว มาบอกว่าเอาไว้ก่อนทีหลังเนี่ย...” มิยูกิเพิ่งจะตอบโต้เอาตอนนี้ เจ้าตัวพูดเสียงกลั้วหัวเราะก็จริง ทว่าเอย์จุนไม่กล้าเงยหน้ามองจึงไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้าแบบไหน หนุ่มแว่นเอ่ยต่อหลังเว้นช่วงถอนหายใจไปช่วงหนึ่ง “...อย่างกับตั้งใจทำลายบรรยากาศเลยเนอะ?”
คุราโมจิโคลงศีรษะ ท่าทางไม่ยี่หระกับคำค่อนขอด “...ฉลาดสมเป็นคุณตามเคย”
“...”
...อึดอัดชะมัด!
เอย์จุนรู้แค่ว่าตัวเองรีบเสียจนกินข้าวไม่รู้รส เขาหลับหูหลับตา กวาดทุกอย่างลงท้อง พยายามตัดประสาทรับเสียงสุดชีวิต โชคชะตาคงปราณีอยู่บ้าง หลังจากนั้นข้าวแกงกะหรี่หมูทอดพิเศษมาเสิร์ฟ บทสนทนาถูกบังคับให้ขาดตอน และพวกเขาทั้งสามก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก
เมื่อทุกคนทานอาหารของตัวเองจนอิ่มหนำและเตรียมกลับบ้าน เอย์จุนฝากเงินพอดีค่าอาหารให้รุ่นพี่ที่ทำงานควบพี่รหัสเป็นตัวแทนไปจ่าย ตอนแยกย้ายกันและบอกลาก็ก้มหน้าก้มตาแทบไม่ได้สบตาใคร...หรือหากต้องการข้อมูลที่เจาะจงกว่านี้ หลังจากคุราโมจิเริ่มต้นทำลายบรรยากาศ เอย์จุนเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ และแทบไม่เงยหน้าจากพื้นนับจากนั้น
กะจะถามคุราโมจิเหมือนกันว่าไหนๆ ก็ต้องกลับไปทางเดียวกันอยู่แล้ว จะไม่กลับพร้อมกันหรือ แต่คิดดูอีกที บางทีอีกฝ่ายอาจมีเรื่องต้องคุยกับมิยูกิต่อถึงได้ยืนอยู่ด้วยกันแล้วบอกให้เขากลับดีๆ ดังนั้นคงดีแล้วที่สุดท้ายไม่ได้ถามออกไป
ไม่ว่าคุราโมจิมีเรื่องคุยกับมิยูกิจริงหรือไม่ มันกระอักกระอ่วนใจหากทราบภายหลังว่ามีจริงๆ และเรื่องที่คุยดันเป็นเรื่องของตน
เพราะงั้น...อย่าอยากรู้อยากเห็นเลย
ด้วยเหตุนี้ ซาวามุระ เอย์จุนที่ไม่เหลียวหลังและมุ่งตรงกลับห้องพักสถาบันกวดวิชาจึงไม่ได้ยินเสียงของคุราโมจิที่เคร่งขรึมอย่างที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ของที่คุณอยากได้ เมย์ซังบอกว่าให้ไปเอาได้เลย”
เมื่อกลับมาถึงห้อง เอย์จุนเห็นฮารุอิจิกำลังทบทวนบทเรียนประจำวัน เขารีบเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วเอาหนังสือที่ตั้งใจจะอ่านออกมากองบ้าง ทว่าก่อนเริ่มอ่านขอเช็คโทรศัพท์สักหน่อย
ด้วยมีประชุมเมื่อตอนบ่ายเอย์จุนจึงปิดเสียงโทรศัพท์และไม่ได้แตะต้องมันเลยจนกระทั่งตอนนี้ เมื่อหน้าจอสีดำแสดงภาพวอลเปเปอร์ที่ตั้งไว้พร้อมแจ้งเตือนมิสคอลสองสายจากแม่ เอย์จุนรู้สึกประหลาดใจพอสมควร เขาตั้งใจจะโทรกลับ ทว่าเมื่อเช็คข้อความในกล่องก็พบว่าแม่บอกธุระแล้วเรียบร้อย
“วันอาทิตย์งั้นเหรอ...”
เอย์จุนเงยหน้า ปิดหน้าจอโทรศัพท์ แล้วตั้งสมาธิอ่านหนังสือเรียน
วันศุกร์เอย์จุนเลิกเรียนตอนบ่ายสามโมง เขามีแผนการอยู่ในใจอยู่แล้วว่าจะออกไปซื้อของทำกับข้าวแล้วตรงดิ่งกลับกวดวิชา ทานข้าวเย็นเสร็จก็สอนพิเศษ อาบน้ำ ทำการบ้าน นอน...เป็นกิจวัตรอันซ้ำซากจำเจ แต่ไม่เคยนึกอยากเปลี่ยนแปลงอะไร
ทว่าเรื่องบางเรื่องตัวเรากำหนดไม่ได้
ประตู 3 ของมหาลัยที่ใช้เป็นประจำมีชายหนุ่มรูปหล่อยืนอยู่ แวบแรกที่เห็น เอย์จุนคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะมาหาตน พร้อมกันนั้นก็สงสัยในใจว่าถ้ามาหาตนจริงทำไมถึงรู้ได้ว่าตนผ่านประตูนี้เป็นประจำ
“ซาวามุระ”
ระหว่างกำลังนึกหาคำตอบ มิยูกิ คาซึยะซึ่งเพิ่งได้พบกันเมื่อวานโบกมือหย็อยๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ผู้มาเยือนตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่น่าประหลาดใจสักนิด เพราะนอกจากจะสวมแว่นดำอำพรางใบหน้า รูปร่างหน้าตาที่เด่นกว่าชาวบ้านยังสะดุดตาเสียหัวทิ่ม ห่างออกไปไม่ไกลมีรถนอกจอดอยู่ เขาจำได้ว่าบางทีจะเห็นมิยูกิไปไหนมาไหนด้วยรถคันนี้...ซึ่งมันเด่นจริงๆ น่ะแหละ
เอย์จุนสาวเท้าเร็วๆ ไปหาฝ่ายนั้น “มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ”
แม้ท่าทางจะดูสบายๆ หากเมื่อครู่เขาเห็นคนตรงหน้ายืนเคาะเท้า อีกทั้งรถยนต์ยังไม่ดับเครื่อง ดูเหมือนจะอยู่ในอาการเร่งรีบ
มิยูกิรวบรัดเข้าประเด็นโดยไม่พล่ามสัพเพเหระ “ฉัน...ไม่สบายใจเรื่องเมื่อวานน่ะ วันนี้ตอนโทรหา นายก็ไม่ได้รับสาย”
“...ครับ?”
เมื่อวาน? โทรหา?
ในเวลาเรียน เอย์จุนปิดโทรศัพท์เสมอ เขามีเครื่องอัดเสียงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดโทรศัพท์เพื่อรบกวนสมาธิ อันที่จริงตอนนี้เองก็ยังไม่ได้เปิด ฉะนั้นจึงไม่รู้เลยว่ามีสายเข้าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออยู่ต่อหน้าแล้ว เรื่องโทรศัพท์ไม่มีความจำเป็น
“ทำไมเหรอครับ”
“มีเรื่องอยากคุยด้วย แต่ตอนนี้ไม่สะดวกเท่าไหร่ นายว่างวันอาทิตย์ใช่ไหม ไปกับฉันหน่อยได้หรือเปล่า?”
“เอ่อ..”
ถามว่า ‘นายว่างวันอาทิตย์ใช่ไหม’ อย่างกับรู้อยู่แล้วว่าว่างงั้นแหละ...
อ๊ะ อย่างงี้นี่เอง
คำพูดของคุราโมจิเมื่อวานแล่นเข้าหัวกะทันหัน เอย์จุนซึ่งเพิ่งนึกออกถึงสาเหตุการปรากฏกายของมิยูกิเริ่มรู้สึกลำบากใจ ก่อนหน้านี้ยังพอไปไหนมาไหนกับอีกฝ่ายสองคนได้ แต่ตอนนี้...ถึงจะบอกว่าคนอย่างมิยูกิ คาซึยะไม่มีทางจีบตัวเองแน่ แต่ความรู้สึกกับเหตุผลบางทีมันก็ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนเรื่องทำไมตัวเองถึงคิดมากกับเรื่องของมิยูกิ เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับคำตอบที่คิดว่ารู้ดีแก่ใจ
อ้อ จริงด้วย...
“วันอาทิตย์นี้ผมไม่ว่างครับ” นึกขอบคุณข้อความจากแม่ที่ทำให้มีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธ น้ำเสียงของเอย์จุนหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแจ่มใสขึ้นตามประสาคนเก็บอารมณ์ไม่เก่ง “ขอโทษด้วยนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรแล้วไม่สะดวกคุยตอนนี้ ส่งข้อความมาบอกผมก็ได้”
คิดว่าปฏิเสธได้ดีแล้ว ทว่าดวงตาหลังแว่นกันแดดกลับหรี่ลงนิดๆ “นาย...”
“...?”
“ไม่อยากไปกับฉันจนต้องหาเรื่องมาอ้างเชียวเหรอ”
“ปะ เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น!” ด้วยไม่คิดว่ามิยูกิจะพูดสิ่งที่คิดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เอย์จุนถึงกับลนลานเพราะต่อบทสนทนาไม่ถูก ปกติแล้วผู้ชายคนนี้ไม่พูดจาขวานผ่าซากให้คู่สนทนาลำบากใจไม่ใช่เหรอ แล้วทำไม... เวลากะทันหันทำให้คิดอะไรไม่ออก เอย์จุนซึ่งไม่ ‘คล่อง’ กับการรับมือคนได้แต่สารภาพความจริง “ผมไม่ว่างจริงๆ ครับ แม่วานให้ช่วยอะไรนิดหน่อยก็เลย...”
“งั้นว่างวันไหนเหรอ”
“เอ๊ะ เรื่องนั้น...”
“ฉันอยากคุยต่อหน้าโดยที่ไม่ต้องเร่งรีบเรื่องเวลา หรือนาย...จะรังเกียจฉัน?” ใบหน้าหล่อเหลาขรึมลงทันตา
เอย์จุนสะดุดลมหายใจ “เปล่าครับ ก็ไม่ได้...!”
“งั้นเหรอ ขอโทษด้วยถ้าทำให้ลำบากใจ ฉันควรจะรู้ตัวตั้งแต่แรกว่านายไม่อยากคุยด้วย” เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังลอดออกมาให้ได้ยิน มิยูกิแย้มยิ้มอีกครั้ง ทว่าดูไม่ขี้เล่นเหมือนเคย “ที่ทำตัวเหมือนตื๊อแบบนี้คงทำตัวไม่ถูกใช่ไหม ถึงจะอยากให้ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่ต้องเกรงใจ แต่ในเมื่อบริษัทของพ่อฉันเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับเจ้านายของนาย นายจะเสียมารยาทใส่ก็ไม่เหมาะ ขอโทษนะ ฉันจะไม่กวน...”
“อ๊า! เข้าใจแล้วครับ วันอาทิตย์หน้าได้ไหม!”
“โอเค! วันอาทิตย์หน้านะ อย่าลืมที่รับปากล่ะ!”
“...”
...ติดกับเข้าแล้วไง
ไม่น่ารู้สึกผิดเลย
เห็นใบหน้ายิ้มแฉ่งนั้นแล้ว คนใจอ่อนแทบจะเกิดอาการเข่าทรุด ทั้งที่อยากเว้นระยะแท้ๆ ปฏิเสธไม่ได้แต่ต้นจะไปมีความหมายอะไร
ลองพยายามคราวหน้าหรือ? แล้วคราวหน้าจะพ่ายแพ้เหมือนคราวนี้หรือเปล่า?
เอย์จุนรู้สึกราวกับว่าโดนมิยูกิไล่ต้อน เหมือนคนคนนั้นรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าขนพองสยองเกล้าสุดๆ
คนน่ากลัวกำลังก้มมองนาฬิกาข้อมือโดยไม่รู้ว่าเอย์จุนกำลังคิดอะไร สีหน้าลำบากใจที่เผยออกมารอบนี้คาดว่าไม่ได้เกิดจากการเล่นละคร อีกฝ่ายเปรยอย่างเสียดาย “ฉันต้องไปแล้ว”
“อ๊ะ อุตส่าห์มาถึงนี่ ต้องรบกวนมากเลยนะครับ แล้วก็...เดินทางปลอดภัย...”
“ซาวามุระ” มิยูกิก้าวเข้ามายืนเสียชิดก่อนได้พูดจบประโยค เห็นได้ชัดว่าไม่ฟังเอย์จุนแม้แต่น้อย นิ้วชี้ของเขาเกี่ยวแว่นลงราวกับอยากให้เห็นดวงตาชัดๆ ส่วนมืออีกข้างที่ว่างเอื้อมมาวางบนไหล่ของคู่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ “เรื่องที่คุราโมจิพูดเมื่อวานอาจทำให้นายไม่สบายใจ แต่ฉันบอกนายได้อยู่อย่าง...”
“...”
“ฉันจริงใจนะ”
“...”
น่าแปลก...สิ่งแรกที่เอย์จุนคิดได้คือ ‘จริงใจกับจริงจังน่ะ มันคนละความหมายกันนะ’ อย่างไรก็ตาม คำพูดนี้ของมิยูกิราวกับค้อนที่ทุบลงมาแรงๆ กลางกระหม่อม มันทำให้ความตั้งใจของเขาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ความเยือกเย็นก็เข้ามาแทนที่ความลนลานเมื่อสักครู่
บางที...คงต้องขอบคุณมิยูกิด้วยซ้ำที่พูดออกมาอย่างชัดเจน
“ผมรู้ดีครับว่าอะไรเป็นอะไร” เอย์จุนหัวเราะเบาๆ รู้สึกเหมือนได้ยกอะไรที่ถ่วงในอกออกไปได้บางส่วน ร่างกายคล้ายจะเบาขึ้นเล็กน้อย เขาสืบเท้าถอยหลังครึ่งก้าว เบี่ยงหลบมือที่วางอยู่บนไหล่อย่างนิ่มนวลโดยไม่ต้องปัดออก “ต้องขอโทษแทนคุราโมจิเซมไปที่พูดเกินไปหน่อย ก็คุณน่ะ...ไม่มีทางมาจีบผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างผมอยู่แล้ว”
อาจฟังไม่รื่นหูคนฟัง แต่ที่ตัดสินใจพูดตรงๆ ก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เป็นการย้ำใส่กะโหลกตัวเองว่าเลิกคิดเพ้อเจ้อเสียที นอกจากนี้ โดนพูดใส่หน้าว่าพฤติกรรมล่อแหลมเกินไป มิยูกิคงไม่ทำอะไรชวนให้ความคิดกระเจิดกระเจิงอีก นัดหมายอาทิตย์หน้าจะได้อุ่นใจหน่อย
ก็นะ...ลูกชายคนเดียวที่ต้องสืบทอดกิจการของที่บ้าน ทั้งยังมีประวัติการศึกษาดีพร้อม ยังไงก็ไม่มีทางเลือกผู้ชายแทนที่จะเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว ไหนจะเรื่องหน้าตาทางสังคม ไหนจะเรื่องลูกอีก
“...” มิยูกิหรี่ตาคล้ายเจ็บปวด เขาขยับปากเหมือนต้องการพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ ครู่หนึ่งถึงเอ่ยออกมาได้ ทว่าน้ำเสียงนั้นช่างเรียบสนิทจนคนฟังอึดอัด “ดูเหมือนนายจะอยากพักผ่อน ขอโทษที่มารบกวนนะ”
“...”
“...แล้วเจอกัน” ริมฝีปากหยักโค้งขึ้น ทว่าดวงตาหลังเลนส์แว่นกลับไม่ยิ้มตามไปด้วยเลย มิยูกิหมุนตัวเดินจากไป หากเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดเท้า เหลียวกลับมามองเอย์จุนก่อนเอ่ยเสียงแผ่วค่อยอีกหนว่า “ช่วยรอ...ฉันอีกนิดเถอะนะ”
คำว่ารอในที่นี้ ตามหลักน่าจะหมายถึงนัดในอาทิตย์หน้า ทว่าเอย์จุนกลับรู้สึกว่ามันน่าจะมีความนัยลึกซึ้งกว่านั้น
ส่วนมันหมายถึงอะไร...
เขาที่ไม่ใช่มิยูกิย่อมไม่มีทางรู้ได้
Talk
ความจริงไม่อยากเอาชื่อคนมาตั้งชื่อตอน...แต่มันคิดอะไรดีๆ ไม่ออกเลยต้องปล่อยไป ตอนแรกเรื่องนี้ตั้งใจให้มี 3 พาร์ท แต่เราไม่มั่นใจว่าจะยัดเรื่องให้จบลงได้ในพาร์ทที่ 3 ฉะนั้นจำนวนตอนอาจงอกก็ได้ ซึ่งถ้างอก ระบบชื่อตอนอาจมีรวนค่ะ // ปาดเหงื่อ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะจบลงได้เมื่อไหร่ (เลือกเรื่องที่ไม่ยาวมาแต่งแล้วนะ) แต่เราลงบล็อกก็เพราะมันไม่ "กว้าง" นี่แหละค่ะ ไม่น่ามีคนเข้ามาถึงนี่ได้ เหอๆ จะลงยังไงก็แล้วแต่เรา อิสระเสรีสุดๆ ไม่กดดัน
เเล้วก็...ช่วงนี้เราบ้าโอคิคางุกับนัทสึโอะคุงเป็นพิเศษค่ะ (คนละเรื่องกันเลย 5555) อวยสุดลิ่มทิ่มประตู อวยจนเหนื่อย บ้าจริง โอคิคางุยังพอว่า แต่นัทสึโอะน่ะ...นัทสึโอะน่ะ...! ทั้งที่นัทสึโอะคุงหายหัวจากเนื้อเรื่องหลักไปสักพักแล้วแท้ๆ เมื่อไหร่จะได้กลับมานะ // บ่นๆๆ
No comments:
Post a Comment