Sunday, 12 January 2020

[Fanfic Daiya no A ; Kousawa] My story Part 2 : Okumura Koushuu

Fanfic Daiya no A
 My story
Part 2 : Okumura Koushuu




Pairing Okumura Koushuu x Sawamura Eijun

Rating  : SFW





          พ่อของโอคุมุระ โคชูเป็นนักดนตรี...เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงระดับโลกคนหนึ่ง แม้ไม่ได้โด่งดังขนาดพูดชื่อแล้วใครก็รู้จัก แต่ในแวดวงคนดนตรีจัดว่ามีชื่อเสียงพอตัว และเพราะมีพ่อเป็นนักเปียโนนี้เอง เขาถึงฝึกหัดเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก

            โคชูเกลียดคำว่าอัจฉริยะ

            เขาเชื่อว่าการจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จเป็นดอกผลมาจากความพยายามและมุมานะของตัวเอง คนที่เอาแต่อ้างว่าตัวเองไม่ใช่อัจฉริยะ...ไม่มีพรสวรรค์ ก็แค่อ้างเพราะขี้เกียจ ทุ่มเทไม่เพียงพอ การที่โคชูเข้าแข่งขันดนตรีและได้รับรางวัลไม่ได้เป็นเพราะเขาคืออัจฉริยะ หากเป็นเพราะพากเพียรฝึกฝนต่างหาก

            คนพวกนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่ตัวเองคิดว่ามีพรสววรค์ต้องฝึกและนั่งแกะเพลงวันละกี่ชั่วโมง

            และโคชูก็ไม่เห็นความจำเป็นของการป่าวประกาศบอกคนอื่นด้วยว่าตนผ่านอะไรมาบ้าง

            เนื่องจากพ่อต้องออกเดินทางบ่อยๆ โดยไม่ค่อยได้กลับญี่ปุ่น โคชูจึงย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่อายุแปดปี ทว่าแม่ตั้งใจจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด เห็นว่าตอนนี้สมควรแก่เวลาแล้วจึงส่งเขากลับมาเรียนม.ปลายล่วงหน้า ตัวแม่เองกับพ่อจะตามมาอยู่ด้วยภายในสองปี

            สาเหตุที่ให้รีบกลับมาก่อนเพราะไม่อยากให้เรียนครึ่งๆ กลางๆ หากกลับมาพร้อมกัน โคชูต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นม.ปลายปี 3...เรียนม.ปลายปีเดียวแล้วจบ เดี๋ยวก็ต้องเตรียมเข้ามหาลัย โคชูบอกว่าแบบนั้นต้องปรับตัวหลายรอบ ยังไงก็ซื้อบ้านพร้อมตกแต่งไว้แล้ว ให้เขามาอยู่ก่อนเลยจะดีกว่า

ที่แล้วมาถึงได้กลับญี่ปุ่นบ้าง แต่ก็แค่นานทีปีหน ตามพ่อมาค้างแรมไม่กี่คืนแล้วกลับออกไป ทว่าหนนี้ไม่ใช่การค้างแรมแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการอยู่อาศัย โคชูจึงรู้สึกเกร็งหน่อยๆ แม่คงรับรู้ความไม่สบายใจของลูกชายถึงได้ตัดสินใจตามมาดูแลหนึ่งสัปดาห์ก่อนค่อยบินกลับไปหาพ่อ โคชูพูดญี่ปุ่นได้ก็จริง แต่เพราะพูดภาษาอังกฤษมานาน ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นที่ตัวเองใช้จะแปลกหรือเปล่า...เดี๋ยวนี้ศัพท์แสลงยิ่งเกิดใหม่ไวปานดอกเห็ด

            พูดให้รวบรัดคือ แม้เป็นประเทศบ้านเกิด แต่มีเรื่องหยุมหยิมให้กังวลจนเครียดลงกระเพาะ

“ลูกน่ะ เอาจริงเอาจังเกินไปแล้วนะจ๊ะ”

คุณแม่โอคุมุระหัวเราะอย่างสบายใจไร้กังวลตอนที่โคชูกำลังคิดว่าควรต้องซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดอะไรบ้างก่อนเข้าไปอยู่ในบ้านเต็มตัว ในเมื่อไม่มีคนอยู่มาก่อน ตอนนี้ฝุ่นจะหนาเท่าไหร่แล้ว น้ำไฟจะใช้ได้หรือเปล่า...โคชูเก็บความกังวลไว้ในใจ เนื่องจากไม่ใช่คนชอบพล่ามอะไรพร่ำเพรื่อไร้ประโยชน์

“ไม่เป็นไรหรอก แม่ติดต่อทางนี้ไว้แล้วล่ะ เห็นว่า...อ๊ะ นั่นไง”

กำลังพูดอยู่ดีๆ คนเป็นแม่ปิดปากอุทานก่อนชี้ชวนให้โคชูมองไปทางหนึ่ง ตรงนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาละม้ายคล้ายคนในความทรงจำกำลังโบกมือเล็กน้อยเป็นเชิงให้สัญญาณ

“เอย์จังโตขึ้นเยอะเลยนะจ๊ะ”

เสียงรำพึงปนหัวเราะดังเบาๆ ก่อนที่สองแม่ลูกจะพากันเดินไปหาคนที่ถ่อมารับพวกตนถึงสนามบิน

ถึงแม้ดวงตาคู่โตจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ทว่าเพราะเป็นเพื่อนสมัยเด็ก โคชูจึงรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่มหาลัยแล้ว นอกจากโครงหน้ากับรูปร่างที่โตขึ้นตามกาลเวลา อันที่จริงเอย์จุนไม่ได้เปลี่ยนไปจากภาพในความทรงจำนัก

“เหนื่อยหน่อยนะครับ” เอย์จุนยิ้มทักทายอย่างมีมารยาท

“ขอบคุณที่อุตส่าห์ออกมารับในวันสุดสัปดาห์อย่างนี้นะจ๊ะ”

บ้านซาวามุระเป็นเพื่อนบ้านสมัยก่อนออกจากญี่ปุ่น แม่ของโคชูกับแม่ของเอย์จุนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย ถึงครอบครัวโอคุมุระจะไม่ได้อาศัยในญี่ปุ่นแล้วแต่คุณแม่ก็ยังโทรศัพท์และส่งเมล์หาเพื่อนเก่าอยู่บ่อยๆ

คราวนี้ก็คงจะเหมือนกัน...ถึงได้มีคนถ่อมารับอยู่นี่คนนึงนี่ไง

“อรุณสวัสดิ์ครับ ซาวามุระซัง”

“ไงโคชู โตขึ้นเยอะเลยนี่” เอย์จุนทักทายด้วยคำพูดเดียวกับที่แม่ของเจ้าของชื่อพูดถึงอีกฝ่าย

แม้จะไม่สบอารมณ์นักหากโคชูก็เพียงจ้องเขม็งใส่คู่กรณีผ่านผมปรกตา เอย์จุนยิ้มชืด รีบหันสายตาไปทางแม่ของเขาทันที

บทสนทนาของทั้งสองคนสานต่ออีกหน...หรืออันที่จริงควรบอกว่าแม่ของโคชูพูดอยู่ฝ่ายเดียว เอย์จุนได้แต่ยิ้มและเอออตามจังหวะอันเหมาะสม ต้องเข้าใจว่าพอเข้าโหมดแม่บ้านเม้ามอยแล้วมันหยุดยาก และเพราะคุณแม่ช่างจ้อเสียเหลือเกินนี่แหละ ค่าโทรศัพท์ถึงเป็นตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัวทุกครั้งที่บิลค่าโทรมาส่ง

เพื่อกระชับความสัมพันธ์ช่วงที่ห่างหายจากไป ระหว่างออกเดินทางไปเยือนบ้านหลังใหม่ในญี่ปุ่น คุณแม่ซักเอย์จุนอย่างกระตือรือร้นไม่ว่าจะเรื่องทางบ้านหรือเรื่องส่วนตัวระหว่างรอรถแท็กซี่

ด้วยเหตุนี้จึงทราบว่าเอย์จุนเป็นนักเรียนทุนของมหาลัย T และกำลังทำงานพิเศษอยู่ที่กวดวิชาทาคิกาวะ โคชูจำได้ดีว่าอีกฝ่ายเรียนเก่งมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังอดตกใจหน่อยๆ ไม่ได้ที่รักษาตำแหน่งนักเรียนทุนของมหาลัยโหดหินอย่างมหาลัย T ไว้ได้ เคยได้ยินว่าที่นี่เรียนโหด และคณะที่เอย์จุนเรียนก็เป็นคณะมีชื่อ...ปิศาจรึไงกันนะ

คุณแม่ได้ยินแล้วตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม...ไอ้ชื่นชมน่ะไม่เท่าไหร่ หลังจากนั้นดันเริ่มเอาลูกชายตัวเองไปเปรียบเทียบนี่สิ

“โคจังน่ะ เรียนอ่อนมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ก็ยังแย่เหมือนเดิม วันๆ จะฝึกเปียโนน้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ แต่อยากให้เขาสนใจตำรับตำราบ้างจังเลย กว่าจะท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ปาเข้าไป ป....”

“คุณแม่!

“อุ๊ย โกรธซะละ หน้าตาตอนโกรธน่ารักจริงเชียว”

“...”

โคชูคร้านจะต่อล้อต่อเถียงมารดาซึ่งกำลังหัวเราะฮิๆ และบิดแก้มตนไปมา แต่ถึงไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ เขาอายเป็น ดังนั้นจึงจับมืออีกฝ่ายออกจากใบหน้าของตนด้วยสายตาน่าสะพรึงกลัว (ในสายตาคนนอกบ้าน) จังหวะนั้นแท็กซี่เข้ามาจอดเทียบฟุตบาทพอดี สงครามเล็กๆ จึงจบลง

ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงที่หมาย เมื่อได้เห็นบ้านสองชั้นในเนื้อที่สี่ไร่ใจกลางกรุงที่ตนต้องใช้ชีวิตอยู่นับจากวันนี้ โคชูไม่แปลกใจสักนิด พ่อของเขามีรายได้มากพอจะซื้อบ้านอันโอ่โถงและตกแต่งอย่างเลิศหรู ที่กังวลคือต้องอยู่คนเดียว...จะดูแลให้ทั่วถึงไหวไหม แค่คิดว่าต้องกวาดบ้านหลังโตขนาดนั้นด้วยตัวคนเดียว โคชูพลันรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวล่วงหน้า

ราวกับอ่านใจได้ คุณแม่บอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะติดต่อบริษัททำความสะอาดไว้แล้ว จะมีแม่บ้านเข้ามาจัดการให้ทุกวัน เพียงแต่เรื่องอาหารต้องรับผิดชอบตัวเองนะ

ระหว่างที่สองแม่ลูกยืนคุยกัน เอย์จุนได้แต่เงยหน้ามองสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่มีความสมถะเอาเสียเลย มันไม่ได้ใหญ่ไปกว่าบ้านที่บ้านนอกของตน แต่นี่มันกลางเมืองเลยนะเฟ้ย แค่ภายนอกยังโอ้โหขนาดนี้เลยนะ

เอย์จุนช่วยสองแม่ลูกขนย้ายข้าวของอย่างขะมักเขม้น ทั้งยังช่วยทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้งานเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้การจัดการสัมภาระจึงเสร็จเร็วเกินกว่าที่คาดเมื่อมีคนเอาจริงเอาจังหน้าตั้งทำหน้าที่อยู่ถึงสองคน

“ว่าแต่ เป็นติวเตอร์สินะจ๊ะ สนใจมาเป็นติวเตอร์ให้โคจังไหม เดี๋ยวน้าจะให้ค่าแรงเป็นพิเศษเลย อยากให้ช่วยดูแลเขาด้วยน่ะจ้ะ”

คุณแม่โอคุมุระซึ่งทำงานบ้านไม่เป็นและช่วยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ระหว่างสองหนุ่มทำความสะอาดบ้านและขนย้ายของ มาตอนนี้ช่วยรินน้ำให้ด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา

ทั้งสามนั่งกินข้าวกันตอนประมาณบ่ายสอง สั่งข้าวหน้าปลาไหลจากร้านที่เอย์จุนแนะนำเพราะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอาหารหรือออไปหากินข้างนอก

หนุ่มน้อยนัยน์ตาสีอำพันเงยหน้าจากกล่องข้าวเมื่อได้ยินคำถาม อ่านสายตาก็รู้ว่าสนใจมาก เมื่อกี้เจ้าตัวเพิ่งบอกว่าทำงานเพราะไม่อยากรบกวนเงินทางบ้านหยกๆ พอได้ยินว่าจะได้ค่าตอบแทนเป็นพิเศษย่อมสนใจเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งอย่างนั้นเอย์จุนก็ไม่ได้ใจเร็วเห็นแก่ได้จนรีบตกปากรับคำ

“ขอปรึกษาหัวหน้าก่อนนะครับ”

ไม่ว่ายังไงก็ต้องเก็บไปพิจารณาผลได้ผลเสียและปรึกษาต้นสังกัดก่อน

คุณแม่ของโคชูยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ไม่ได้เร่งรัดด้วยเข้าใจดีว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็มีเรื่องให้คิด “น้าหวังว่าเอย์จังจะสนใจนะจ๊ะ”




ใช้เวลาราวสามวัน โคชูถึงได้รับเมล์จากเอย์จุนว่าถ้าตกลงเวลากันได้ก็ยินดีสอนพิเศษให้ เจ้าตัวยังเสริมด้วยว่าถนัดวิชาคำนวณก็จริง แต่วิชาพื้นฐานของระดับม.ปลาย หากไม่ลงรายละเอียดลึกนักก็พอสอนได้เหมือนกัน

โคชูเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่ซึ่งยังไม่ได้กลับไปหาพ่อ อีกฝ่ายยิ้มอย่างปลื้มเปรม

“อย่างนี้ค่อยวางใจหน่อย อย่างน้อยก็มีคนช่วยดูแลโคจังด้วย”

เด็กหนุ่มอยากบอกว่าดูแลตัวเองได้ แต่การต่อล้อต่อเถียงกับแม่เป็นการใช้พลังงานอย่างสูญเปล่าจึงไม่ได้ปริปากเอ่ยอะไรออกไป ตอนนี้เขาต้องเตรียมตัวในการอยู่คนเดียวและโรงเรียนก็กำลังจะเปิดเทอมแล้ว มีชุดนักเรียนกับตำราเรียนแล้วก็จริง ทว่าเขายังไม่รู้เลยว่าต้องนั่งรถสายไหน มีคนในพื้นที่ให้ถามไถ่ย่อมเป็นเรื่องดี

ตอนโคชูกำลังคิดอะไรเลื่อนเปื้อน คุณนายบ้านโอคุมุระพลันได้ยินเสียงโทรศัพท์ หลังยืนคุยอยู่พักหนึ่งถึงได้วางหูลง เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง เธอยกมือทาบแก้มแล้วบอกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างลำบากใจว่าตนเองต้องบินกลับไปหาพ่อที่เนเธอร์แลนด์ ดูเหมือนพ่อจะป่วยกะทันหัน อยากรีบกลับไปดูแล

แม้ตกใจที่แม่ต้องกลับปุบปับ โคชูก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาถึงกับคิดด้วยซ้ำว่าแม่อยู่นานไปก็ไม่ช่วยให้ปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นง่ายขึ้นตรงไหน...หากคนเป็นแม่รู้ความคิดอันเย็นชานี้คงได้งอนแก้มป่อง




กว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ล่วงเลยมาถึงวันเปิดเรียน การใช้ชีวิตตามลำพังในบ้านใหม่ที่ญี่ปุ่นสำหรับเด็กอายุ 16 ไม่นับว่าง่าย สำหรับคนปฏิสัมพันธ์ไม่เก่งยิ่งยากไปกันใหญ่

ระหว่างนั้นโคชูติดต่อกับเพื่อนสมัยเด็กอย่างเอย์จุนเรื่อยๆ และได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายไม่น้อย

ในวันเปิดเรียนวันแรก โคชูตื่นแต่เช้ามาเตรียมตัวและถึงที่หมายตั้งแต่เจ็ดโมงเศษ ความจริงวันเปิดภาคเรียนยังไม่ได้เรียนอะไรมากมาย คนอื่นเอาแต่นั่งหง่าวด้วยซ้ำ ทว่าเด็กใหม่อย่างโคชูเหงื่อตกเพราะไม่มีความรู้พื้นฐานในหลายวิชา โดยเฉพาะวิชาจำพวกภาษาและประวัติศาสตร์ หลังเลิกเรียนคาบสุดท้าย โคชูซึ่งยังหาเพื่อนไม่ได้ใบหน้ามืดทะมึนเมื่อสำเหนียกว่าต้องยกระดับตัวเองมากกว่าที่คิดไว้มาก

ระหว่างทางเขาตัดสินใจแวะกวดวิชาทาคิกาวะ การตัดสินใจมาเยือนที่นี่ไม่ได้มีแรงดลใจอะไรเป็นพิเศษ เพียงคิดง่ายๆ ว่าอยากไปเห็นสักครั้งว่าเป็นสถานที่แบบใด ไหนๆ ก็เป็นทางผ่านจึงตัดสินใจแวะลงโดยไม่ได้ใคร่ครวญอะไรซับซ้อน นอกจากนี้ ถึงเอย์จุนบอกว่าไม่มีสอน แต่เคยบอกไว้ว่าจะแวะมาเอาของก่อนไปสอนเขาที่บ้าน...วันนี้เป็นวันแรกที่เอย์จุนจะเริ่มต้นเป็นติวเตอร์ให้ ไหนๆ ก็ผ่านมาแล้ว ถือโอกาสมารับกลับพร้อมกันก็ไม่เลว

ตึกแปดชั้นตรงหน้าจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ ถึงไม่ได้เวอร์วังอะไรนัก แต่พอคิดว่ามีสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวใช้พื้นที่ทั้งตึกแล้ว โคชูคิดว่าความนิยมและรายได้คงไม่เบาทีเดียว

โอคุมุระ โคชูในเครื่องแบบนักเรียนเต็มสูบเดินเนียนปะปนกับเด็กนักเรียนคนอื่นเพื่อสำรวจห้องเรียน พบว่านอกจากห้องที่มีคนยืนสอนหน้าห้องแล้ว ยังมีการเรียนผ่านการดูวิดีโอหรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วย ที่แท้การเรียนพิเศษสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...คนไม่เคยไปกวดวิชารับความรู้ใหม่ประดับสมองเงียบๆ

ต่อเมื่อเดินวนจนพอใจในระดับหนึ่ง โคชูกลับลงมาชั้นแรก โทรทัศน์จอ LCD ขนาดใหญ่ซึ่งแขวนอยู่บนผนังฉายรายการข่าวรอบเย็น เวลาซึ่งบอกอยู่ตรงมุมจอแสดงให้เห็นว่าตนใช้เวลาในการสำรวจสถาบันกวดวิชาไม่นานนัก เขาหย่อนก้นนั่งลงยังโซฟาว่างๆ ตัวหนึ่งบริเวณเลานจ์ พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างกว้าง มีเด็กวัยเดียวกันกับนั่งกระจายตัวเต็มไปหมด ไม่รู้มารอเรียนหรือมารอเพื่อนเลิกเรียน โคชูยังเห็นผู้ใหญ่ด้วย กรณีหลังคงมารอรับลูกหลานกลับบ้าน

เขาพิมพ์ข้อความบอกคนที่ตนมาพบว่าตอนนี้ตนรออีกฝ่ายอยู่ที่ใดป้องกันการคลาดกันจากการไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เมื่อพิมพ์เสร็จจึงเอาตำราเรียนใหม่เอี่ยมมานั่งดูว่ามีตรงไหนบ้างที่ไม่เข้าใจ ขณะที่คิ้วเริ่มขมวดเป็นเงื่อนตายเพราะยังหาจุดที่เข้าใจไม่เจอ ที่นั่งด้านข้างพลันยุบลง หนุ่มน้อยซึ่งหมดความสนใจในการบ้านพอดีจึงเก็บของลงกระเป๋าแล้วเหลือบมองหน้าตาคนข้างๆ เสียหน่อย

“รอแป๊บนึงนะ เรย์จัง”

คนที่นั่งข้างๆ เป็นสาวงามผมหางม้าผู้มีหน้าอกหน้าใจล้นทะลัก ทว่าแว่นตาทรงรีและการแต่งกายอันเรียบร้อยทำให้เจ้าหล่อนดูภูมิฐาน ทั้งที่พิจารณาหน้าตาแล้วอายุคงไม่ถึงสามสิบทว่าการวางตัวทำให้ดูแก่กว่าวัย ในสถานที่ที่มีแต่เด็กนักเรียน การปรากฏตัวของผู้ใหญ่ค่อนข้างสะดุดตา จะบอกว่าเธอเป็นติวเตอร์ของที่นี่ก็ไม่ใช่ เป็นผู้ปกครองมารอรับใครก็คงไม่ใช่เหมือนกัน

นอกจากนี้ โคชูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นหน้าหญิงสาวมาก่อน

เด็กหนุ่มมีความจำเป็นเลิศก็จริง กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจำทุกสิ่งที่เคยผ่านหูผ่านตาได้ ในสิ่งที่ตนสนใจอาจจำได้แม่นเป็นพิเศษ ทว่าใบหน้าคนไม่นับรวมอยู่ในนั้น โคชูพยายามนึกเท่าไรจึงนึกไม่ออกเสียทีว่าคุ้นหน้าเธอคนนี้เพราะหน้าเหมือนใครหรือเคยเห็นที่ไหน

“ผมไปคุยธุระเดี๋ยวเดียว ถ้าหิวล่ะก็...”

“ไม่ต้องห่วงหรอกมิยูกิคุง เธอไปคุยให้เรียบร้อยเถอะ”

...แฟนล่ะมั้ง

ผู้ชายใส่แว่นที่มาด้วยกันมีสีหน้าฉลาดเฉลียวและดูแลเธอดีเป็นพิเศษ สายตาที่ใช้มองกันดูเหมือนคนรักมากกว่าเพื่อน บางทีแฟนหนุ่มคนนั้นอาจเป็นติวเตอร์ก็ได้ มองจากภายนอกแล้วเป็นคู่หนุ่มหล่อสาวสวยที่สมกันดี เพียงแต่โคชูไม่คิดยุ่งเรื่องของชาวบ้าน สรุปได้เท่านี้ก็หมดความสนใจ

คล้อยหลังผู้ชายใส่แว่นจากไปได้ไม่นาน คนที่โคชูนั่งรออยู่ถึงปรากฏกาย

“โทษที รอนานหรือเปล่า”

สีหน้าของเอย์จุนปรากฏแววร้อนรนเล็กน้อย สาเหตุมาจากไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีคนมานั่งรอตนถึงที่ทำงานนั่นเอง

ตอนนั้นอะไรบางอย่างพลันแวบเข้าหัว หากก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว โคชูซึ่งเกือบจะนึกออกแล้วว่าคุ้นหน้าหญิงสาวชื่อ เรย์จากไหนจึงขมวดคิ้วขึ้งด้วยความไม่สบอารมณ์

“เอ๊ะ อ้าว โกรธเหรอ? คือ...รอนานมากรึเปล่า โทษที...”

เอย์จุนเข้าใจผิดไปอีกเรื่อง

โคชูรีบโบกมือไปมา แก้ว่าไม่ใช่เพราะคุณหรอก “ซาวามุระซัง ผู้หญิงคนที่นั่งข้างผมเมื่อกี้เป็นใครเหรอครับ รู้จักไหม?”

ยึดหลักสงสัยอะไรให้ถาม คาใจอะไรให้หาคำตอบ เมื่อก้าวออกมาจากตึกเพื่อยืนรอรถประจำทาง โคชูตัดสินใจพึ่งพาคนเพียงคนเดียวที่คาดว่าจะให้คำตอบตนได้

ทว่าเอย์จุนกลับส่ายหัวโดยไม่เสียเวลาทบทวนความทรงจำ ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่า “ไม่เลย ไม่รู้จัก เพิ่งเคยเห็นหน้าครั้งนี้ครั้งแรกนี่แหละ” ตอบแค่นี้ความจริงก็เพียงพอแล้ว เจ้าตัวยังกล่าวต่ออย่างใส่ใจว่า “ทำไมเหรอ หรือว่าจะสนใจ? ชอบเหรอ? ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันลองถามพี่ๆ ที่ทำงานให้ไหม” แถมยังพึมพำไปพยักหน้าไป “อืม...นายชอบแบบนี้นี่เอง"

ถามนิดเดียว ทึกทักเอาเองไปนู่น...

            ดวงตาขวางขึ้น หว่างคิ้วกดลึกจนแทบหนีบดินสอได้

ทำไมถึงซื่อบื้อขนาดนี้...

ด้วยไม่มีแก่ใจอยากต่อล้อต่อเถียง โคชูไม่ได้แก้ต่างแล้วยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง เพียงใช้ดวงตาบีบบังคับให้คนข้างกายหุบปากเท่านั้น เอย์จุนห่างหายจากโคชูไปนาน เมื่อเห็นดวงตาน่าสะพรึงนั้นแล้วย่อมหนาวๆ ร้อนๆ และสงวนคำโดยปริยาย

            ให้ตายสิ...โคชูรู้สึกเหนื่อยใจ ดวงตาสีฟ้าลอบเหลือบมองคนที่หลบตาตนไปมองถนน เห็นสารรูปตัวแข็งเกร็งของเอย์จุนแล้วไม่รู้จะฉุนหรือขำดี

            คนแบบที่ชอบจะเป็นยังไงไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญในเมื่อคนที่ชอบกับคนแบบที่ชอบช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว บางทีโคชูก็อยากจะให้คนที่ตนแอบชอบมานานแสนนานเลิกซื่อบื้อแล้วมีอิทธิฤทธิ์ในการรับรู้ความรู้สึกคนอื่นเหลือเกิน เขาจะได้ไม่ต้องยุ่งยากใช้คำพูดเคาะสมองซึ่งทำงานได้ดีเฉพาะกับเรื่องเรียนหนังสือ

            “น่าหงุดหงิดชะมัด”

เด็กหนุ่มสบถในลำคอ

            เอย์จุนหน้าเหลอ หันใบหน้าเกร็งๆ กลับมา “เอ๊ะ? ฉันเหรอ?”

            คราวนี้โคชูตวัดหางตามองอย่างดุดัน “คุณนั่นแหละ...!

            “รอบนี้เป็นฉันแฮะ เอ้อ ขอโทษที...นะ?” ไม่รู้ว่าตนทำอะไรขัดใจอีก ทว่าก็ยอมขอโทษง่ายๆ เพราะไม่อยากมีเรื่องมีราว

ถึงแม้หน้าตาคนอ่อนวัยกว่าจะน่าขนลุกมาก แต่เอย์จุนเริ่มคิดว่าโคชูแค่จุดเดือดต่ำ...หากนิสัยยังเป็นเหมือนสมัยเด็กก็แสดงว่าแค่เป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ขอเพียงไม่ทำเรื่องเกินเลยจนบ่มเพาะเป็นความแค้น จะทำให้โกรธสักกี่ครั้งก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนเป็นความอาฆาตเมื่อไร ตอนนั้นก็เตรียมตัวใจรับสภาพเอาไว้ได้เลย...ในเมื่อโคชูเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นในระดับน่าสยองคนหนึ่ง

            เอาเถอะ...ทำเป็นมองไม่เห็นเวลาโดนโกรธก็แล้วกัน แค่โกรธนิดหน่อย ไม่ได้เกลียดนี่นา

            ซาวามุระ เอย์จุนหนีปัญหาด้วยการไม่คิดทำความเข้าใจสภาพอารมณ์อันซับซ้อนของหนุ่มน้อยในห้วงรัก




            ทยอยทำความสะอาดบ้านมาได้ระยะหนึ่ง ที่สุดก็เจองานยากเข้าจนได้ ผนังห้องเลอะคราบเป็นดวงเล็กๆ ที่ล้างไม่ออก โคชูตั้งใจจะไปหาซื้อสีกระป๋องเล็กๆ มาป้ายทับเสียหน่อย ฉะนั้น เมื่อเอย์จุนสอนเนื้อหาของวันนี้จบและกำลังเตรียมกลับ เด็กหนุ่มจึงถามว่าแถมนี้มีโฮมเซ็นเตอร์หรือเปล่า

            เอย์จุนบอกสถานที่ให้ แต่เพราะไม่คุ้นถนนและป้ายสถานีคนฟังจึงไม่รู้เรื่อง

            “เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน วันเสาร์ดีไหม” คนแก่กว่าเสนออย่างมีน้ำใจ เนื่องจากตกลงรับงานสอนนอกสถานที่ งานที่กวดวิชาทาคิกาวะของเอย์จุนจึงลดลง มีเวลาเหลือเฟือไปช่วยโคชูซื้อของ

            หนุ่มลูกครึ่งบอกว่าวันเสาร์ตั้งใจจะไปเยี่ยมอ.คนหนึ่งที่สนิทสนมกับพ่อแล้วเสนอวันอาทิตย์แทน แต่เอย์จุนกลับไม่ว่างวันนั้น โคชูถามแบบไม่คิดอะไรมากว่ามีธุระอะไร คนโตกว่ากลับอึกอักเสียนี่

            “เอ้อ...ก็ไม่มีอะไรหรอก อืม ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่” เอย์จุนกระแอม ยกมือขึ้นซ่อนใบหน้าครึ่งล่าง ความลำบากใจปรากฏเด่นชัดเมื่อพูดถึงธุระในวันอาทิตย์ ขณะเดียวกันก็มีความเก้อเขินปะปนอยู่ด้วย

          ...น่าสงสัย

            ดูเหมือนจะถามได้ตรงจุดพอดี มองท่าทางเอย์จุนแล้วเกิดสนใจขึ้นมาติดหมัด โคชูถึงขั้นฮึดอยากรู้ให้ได้ว่ามีอะไรกันแน่ ทว่าคนรักหน้าอย่างเขาไม่มีทางเซ้าซี้ ด้วยเหตุนี้จึงพยายามปั้นหน้าเคร่งขรึมแล้วบอกลาเพื่อนสมัยเด็กที่ขอตัวกลับ

            ต่อเมื่อนั่งซ้อมเปียโนจบไปหนึ่งเพลง โอคุมุระ โคชูถึงเพิ่งนึกสมมติฐานอันน่าสนใจได้ข้อหนึ่ง

            นิ้วทั้งสิบกดลงแป้นหนักๆ พร้อมกันเมื่อสมาธิขาดกระจุย

            หรือจะเป็น...

เดท?




เรื่องรบกวนจิตใจทำให้สีหน้าโคชูสามารถใช้คำว่า ไม่รับแขก มาบรรยายได้ เพื่อนร่วมชั้นหลายคนรู้จักและสนิทสนมกันมานานแล้ว เขาเป็นเด็กใหม่ เดิมทีก็เข้าไปรวมกลุ่มกับเขาลำบากอยู่เป็นทุน พอสีหน้าเป็นแบบนี้...แทบจะไม่มีใครเข้ามาทักก่อน

สัปดาห์แรกของการเรียนผ่านไปโดยจำนวนเพื่อนคงที่เท่ากับศูนย์

ด้วยต้องอยู่ญี่ปุ่นถาวร ไม่รีบปรับตัวให้ได้จะส่งผลเสียในระยะยาว ตอนนี้จึงกำลังตกที่นั่งลำบากสุดๆ

วันอาทิตย์ โคชูพกใบหน้าเย็นยะเยียบออกไปซื้อข้าวของจำเป็น รวมทั้งคลำทางเพื่อไปโฮมเซ็นเตอร์ ปรากฏว่าตอนกำลังนั่งรถออกจากบ้าน เอย์จุนส่งข้อความมาถามว่าได้ซื้อของที่อยากได้หรือยัง ตอนนี้ตนว่างแล้ว ถ้ายังไงอยากได้คนช่วยนำทางหรือเปล่า

โคชูอ่านข้อความซ้ำสองรอบเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด

จากนั้นจึงตอบรับน้ำใจอีกฝ่ายอย่างไม่เกี่ยงงอน

พวกเขานัดเจอกันที่สถานีหนึ่ง เอย์จุนยืนรออยู่ก่อน เมื่อเห็นโคชูก็โบกไม้โบกมือให้ ท่าทางร่าเริงดี แต่การแต่งตัว...ออกจะดูดีพิถีพิถันกว่าปกติอยู่นิดหน่อยหรือเปล่านะ?

แม้เป็นชุดไปรเวท แต่ก็ดูต่างไปจากทุกวันอย่างสังเกตได้

สรุปเป็นเดทจริงๆ สินะ?

“โดนเทมาเหรอครับ?”

เจอคำถามตรงแสนตรง เอย์จุนเดินสะดุดก้อนหินหน้าคว่ำ

เขาลุกขึ้นมา ลูบจมูกป้อยๆ “พะ พูดอะไร”

“ไม่สบตาด้วย” โคชูไม่ยอมรามือ

“...”

ทว่าเอย์จุนหุบปากแน่นเหมือนเปลือกหอย หลังกระแอมไอ ปรับหน้าแดงๆ จากความอับอายให้กลับสู่สภาพปกติก็เสชวนคุยเรื่องอื่นแล้วเดินหน้าทำหน้าที่ไกด์ให้พ่อเด็กนอกผมทอง ไม่ยอมตอบเรื่องที่ไม่อยากตอบ

โคชูแค่นเสียงหึในใจทีหนึ่งกับท่าทางดังกล่าว

การมีคนมาด้วยช่วยโคชูได้มาก แต่ก็เพราะอย่างนั้น แผนการใช้จ่ายเลยรวนตามไปด้วย โคชูไม่ได้ตั้งใจซื้ออะไรมากมาย รู้ตัวอีกทีกลับได้ของมาเต็ม อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ไม่ชอบใจแต่อย่างใด อาจรำคาญนิดหน่อยเพราะเอย์จุนพูดมากเหลือเกิน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนรับไม่ได้

ตอนได้ของครบเตรียมแยกย้ายกลับ เอย์จุนชวนโคชูทานข้าวเย็นด้วยกัน ถามว่าอยากทานอะไร จะพาไปร้านอร่อยๆ วางตัวเป็นคนพึ่งพาได้เต็มที่

โคชูไม่นึกอยากทานอะไรเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงตัดสินใจง่ายๆ

เลือกที่ที่ใกล้ที่สุด

“...”

แต่ที่ที่ปลายนิ้วสวยๆ ของโคชูชี้ไปนั้น...คือโรงแรม

เอย์จุนหน้าซีดเมื่อนึกถึงเงินที่มีในกระเป๋า แค่เห็นภายนอกอาคารก็รู้แล้วว่าขนหน้าแข้งร่วงกราวแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะตกปากรับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน เอย์จุนไม่ใช่ลูกคุณหนูมีเงินเหลือเฟือ ย่อมต้องปฏิเสธไม่คิดชีวิต

ทว่านิสัยเอาแต่ใจของโคชูไม่ได้รับมือง่ายดายปานนั้น

“ผมเลี้ยงเอง ตอบแทนที่อุตส่าห์มาช่วยไงครับ”

“...ถึงงั้นก็เหอะ”

“ผมได้เงินมาจากการประกวด เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ถ้ากำลังคิดจะสั่งสอนว่าไม่ให้เอาเงินพ่อแม่มาถลุงฟุ่มเฟือยก็รบกวนคิดใหม่ด้วยนะครับ”

“...”

ช่างเป็นเด็กที่มีวาจาเชือดเฉือนจริงๆ

เด็ก คนดังกล่าว ทั้งที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่กลับเดินนำเอย์จุนเข้าไปในโรงแรม คุยกับพนักงาน จากนั้นจัดการทุกอย่างแทนอย่างคล่องแคล่ว เอย์จุนไม่ต้องทำอะไร เพียงเดินตามต้อยๆ และตอบคำถามเล็กน้อย เช่น อยากกินอะไร เนื้อประเภทไหน เครื่องดื่มล่ะ...และอื่นๆ จากนั้นสเต๊กชุ่มฉ่ำก็มาวางลงตรงหน้า

“ถ้าทำตัวเกรงใจผมจะโกรธนะครับ” จับสังเกตได้ว่าคู่กรณียังเกร็งอยู่นิดๆ โคชูอัดสวนอีกหนึ่งฮิท

เพราะรู้ว่าโคชูไม่ได้เจตนาไม่ดีและไม่ได้ลำบากอะไรกับการพามากินของแพงๆ เอย์จุนตั้งสติผ่อนคลายร่างกายและเลือกดื่มด่ำกับอาหารอร่อยๆ แทน พอทำใจให้สบายแล้ว มื้อนี้ก็เป็นมื้อที่ชวนปลื้มทีเดียว

“ทางนี้เรย์จัง”

หูแว่วเสียงคุ้นๆ เอย์จุนชะงักมีด เลิกคิ้วเล็กๆ โคชูพลอยมองเขา ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า ปรากฏว่าเจ้าของที่นั่งฝั่งตรงข้ามปิดปากสนิท ดวงตามองเขม็งไปทิศทางหนึ่ง ด้วยความสงสัย โคชูเอี้ยวตัวมองตามสายตาดังกล่าว เห็นหนุ่มหล่อสาวสวยคู่หนึ่งจับจูงกันมาอย่างสนิทสนม เขานึกออกทันทีว่าเป็นคนที่ตนเจอเมื่อครั้งไปกวดวิชาทาคิกาวะ

“ไม่รู้จักไม่ใช่เหรอครับ?”

“ฮะ?”

“ก็ตอนนั้นที่ผมถาม คุณบอกว่าไม่รู้จักนี่นา”

คู่รักใส่แว่นที่คุ้นหน้าคุ้นตาฝ่ายหญิงอย่างประหลาด โคชูลองทบทวนความจำอีกครั้ง แล้วก็ต้องร้องอ้อ...เขาเคยเห็น เรย์จัง คนนั้นในโทรทัศน์นี่เอง ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่

“หรือจะรู้จักฝ่ายชายครับ?”

คราวนี้เอย์จุนสะดุ้ง รีบลนลานโบกมือพั่บๆ ทว่าตอนแรกบอกไม่ใช่ๆ ไปๆ มาๆ กลับนั่งห่อไหล่แล้วบอกว่ารู้จักเสียอย่างนั้น

โคชูมีเรื่องให้ไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว อุตส่าห์อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง มาตอนนี้ยิ่งหัวเสียหนักกว่าเมื่อตอนก่อนหน้า...ท่าทางนั่นมันอะไรกันหา ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดาใช่ไหม อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ตนคิดเล่นๆ ว่ามีเดทเป็นเรื่องจริง แล้วคู่เดทที่โดนเทมาคือไอ้ผู้ชายใส่แว่นคนนั้น

ถ้าเป็นเรื่องจริง ต่อให้น่าโมโหมากก็ยังมีเรื่องดีแฝงอยู่คือซาวามุระ เอย์จุนชอบผู้ชายได้ แถมไอ้ผู้ชายคนดังกล่าวยังเป็นคนเฮงซวยที่มีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว

ในแง่นี้ นับว่าโคชูได้ประโยชน์อยู่

ดวงตาสีฟ้าลอบจับพฤติกรรมของอีกคน สีหน้าเอย์จุนดีขึ้นเล็กน้อยเหมือนปรับสภาพอารมณ์ได้แล้ว กระนั้นกลับหมดความอยากอาหารลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้กว่าจะจัดการมื้อเย็นเสร็จ พวกเขาจึงนั่งต่ออีกเกือบชั่วโมง ส่วนชายหญิงคู่นั้นเดินจูงกันไปทางลิฟท์ตั้งแต่หลายนาทีก่อน

ชั้นล่างสุดมีเลานจ์และพื้นที่สำหรับคนนอกแต่ข้างบนเป็นห้องพักทั้งนั้น ขึ้นไปทำอะไรคิดได้อยู่ไม่กี่อย่างหรอก

โคชูเพิ่งกลับมาญี่ปุ่นได้ไม่นาน ต่อให้คบหากับเอย์จุนมาหลายปีดีดักทว่าช่วงที่ห่างกันไปไม่นับว่าสั้น เพิ่งได้กลับมาเจอกันอย่างนี้ จะยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวได้แค่ไหนก็มีขอบเขตอยู่ ดังนั้นโคชูจึงเก็บเรื่องมากมายเอาไว้ในใจก่อน

พวกเขาแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันโดยไม่พูดถึงชายหญิงที่เจอในโรงแรมแม้ครึ่งคำ

คืนเดียวกันหลังฝึกซ้อมเปียโนตามปกติ โคชูใช้เวลาก่อนนอนเปิดเสิร์ชเอนจิ้นแล้วค้นหาเรื่องราวของหญิงสาวและชายหนุ่มคนนั้น ใช้คีย์เวิร์ดง่ายๆ ไม่กี่คำค้นหาสืบต่อกัน เดี๋ยวเดียวก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้

ทาคาชิมะ เรย์เป็นชื่อของสาวแว่นคนสวย เจ้าหล่อนเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวกิจการสื่อโทรทัศน์ เคยปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ เพราะเป็นลูกคนรวยที่มีหน้าตาและทรวดทรงชวนมอง ทั้งยังถูกกล่าวถึงด้านเซนส์ในการมองคน

เธอเคยเขียนบทความหัวข้อทิศทางเศรษฐกิจลงนิตยสารในเครือครอบครัวตัวเอง การคาดการณ์เทรนด์ทางธุรกิจในบทความนั้นถูกต้องเกิน 80% นักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่เธอไปสัมภาษณ์ประกอบบทความดังกล่าวก็ติดทำเนียบเศรษฐีใหม่ในปัจจุบันไปแล้ว กล่าวได้ว่าทาคาชิมะ เรย์เป็นสาวเก่งผู้สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง ขณะนี้คนในแวดวงธุรกิจเกี่ยวข้องต่างคาดหวังความเคลื่อนไหวในอนาคตของเธอคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือว่าพ่อของเธอเตรียมวางมือและส่งไม้ต่อให้ผู้สืบทอดในเวลาอันใกล้

ส่วนฝ่ายชาย...มิยูกิ คาซึยะ เป็นคู่หมั้นของสาวเจ้า

มีหัวข้อข่าวกรอบไม่ใหญ่นักปรากฏเรื่องการหมั้นหมายของทั้งคู่ สาวงามผู้สืบทอดธุรกิจสื่อโทรทัศน์กับหนุ่มหล่อผู้สืบทอดธุรกิจกระดาษ

ฝ่ายชายอาจไม่ได้ออกสื่อและไม่เคยแสดงตัวฉูดฉาด แต่หากนับเรื่องฐานะทางการเงินอย่างเดียว บ้านมิยูกิร่ำรวยกว่าบ้านทาคาชิมะเสียอีก เพราะเป็นตระกูลที่ไม่สร้างหน้าสื่อและไม่ทำอะไรออกหน้าออกตา บุคคลทั่วไปจึงไม่ทราบว่าตระกูลนี้ร่ำรวยติดสิบอันดับแรกของประเทศ พอลองค้นหาเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวมิยูกิต่อ พบว่าบริษัทของตระกูลนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ คิดเป็นค่าเงินเยนแล้วปาเข้าไปแปดหลัก

ไม่ว่าจะเป็นการหมั้นหมายเพื่อต่อเงินหรือไม่ จากมุมมองคนภายนอกแล้วช่างเหมาะสมกันจริงๆ

แต่ว่า...

คนแบบนั้นมารู้จักซาวามุระซังได้ยังไงนะ?

ดูท่าลมเพชรหึงจะกรรโชกอีกแล้ว ได้เห็นหน้าในระยะเผาขนหลังไม่ได้เจอมานานทำให้จิตใจพลุ่งพล่านจนควบคุมตัวเองยากจริงๆ

โคชูรู้สึกหนักใจ แต่ที่หนักใจกว่าคือเส้นทางการเคาะกะโหลกคนงี่เง่าคนนึงให้รู้สึกตัวและหันมามองตนต่างหาก...ในตอนนี้ตัวเขาเองนี่แหละที่น่าห่วงที่สุด ไม่ใช่เวลาไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ไม่กี่วันหลังจากนั้นตอนเอย์จุนมาสอนพิเศษที่บ้าน

หนุ่มน้อยเลยพลั้งปากออกไป


“ผมชอบซาวามุระซังครับ”


สีหน้าเอย์จุนในตอนได้ยิน...ใบหน้าตกตะลึงซึ่งค่อยๆ ย้อมสีจนแดงเถือก

..เป็นสีหน้าที่ทำให้โคชูนึกถึงเมื่อไหร่เป็นต้องอารมณ์ดีไปทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว







Talk
เพิ่งเห็นว่าเรื่องนี้เอาลงบล็อกไว้ตั้งแต่ปี 2017...ว้าว แบบ ว้าว 555555
ที่กลับมาเขียนต่อเพราะในเรื่องที่ค้างอยู่ เรื่องนี้พล็อตราบเรียบที่สุดแล้วค่ะ และใช่ค่ะ...เพราะเป็นฟิคโคซาวะนั่นเองค่ะ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นโคซาวะค่ะ ช่วงนี้เอ็นดูน้องโคเลยรื้อพล็อตโคซาวะที่ดองไว้มาเข็นต่อ
สำหรับพาร์ทหน้า เป็นมุมมองจากทางหมวกแว่นมิยูกินั่นเอง ตอนแรกเราบอกว่าเรื่องนี้น่าจะมี 3 พาร์ท แต่อาจจะกลายเป็น 4 พาร์ทก็ได้ค่ะ (ซึ่งถ้าพาร์ทมิยูกิเอาไม่อยู่ พาร์ทต่อน่าจะเป็นมุมมองของพี่มจจิ นี่สปอยนะเนี่ย) แต่มาเมื่อไหร่นั้น...ก็นั่นสินะคะ ไม่รู้เหมือนกัน (หลบตา) เราลงบล็อกก็เพื่อลดความกดดันตัวเองลง คนมาเห็นไม่น่าจะเยอะเท่าไหร่นะ 555555

เอาล่ะขายของ มังงะไดยะลิขสิทธิ์โดยสยามอินเตอร์นะคะ ACT II ออกแล้วด้วยนะ! >> https://siamintershop.com/
ส่วนอนิเมค่าย Zuii-fs แปลอยู่ค่ะ ตามไปให้กำลังใจแอดมินกันได้เน้อ >> https://www.facebook.com/ZuiiFs/