Fanfic Daiya no A
My story
Part 2 : Okumura Koushuu
Pairing : Okumura Koushuu x Sawamura Eijun
Rating :
SFW
พ่อของโอคุมุระ โคชูเป็นนักดนตรี...เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงระดับโลกคนหนึ่ง
แม้ไม่ได้โด่งดังขนาดพูดชื่อแล้วใครก็รู้จัก
แต่ในแวดวงคนดนตรีจัดว่ามีชื่อเสียงพอตัว และเพราะมีพ่อเป็นนักเปียโนนี้เอง
เขาถึงฝึกหัดเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็ก
โคชูเกลียดคำว่าอัจฉริยะ
เขาเชื่อว่าการจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จเป็นดอกผลมาจากความพยายามและมุมานะของตัวเอง
คนที่เอาแต่อ้างว่าตัวเองไม่ใช่อัจฉริยะ...ไม่มีพรสวรรค์ ก็แค่อ้างเพราะขี้เกียจ ทุ่มเทไม่เพียงพอ
การที่โคชูเข้าแข่งขันดนตรีและได้รับรางวัลไม่ได้เป็นเพราะเขาคืออัจฉริยะ
หากเป็นเพราะพากเพียรฝึกฝนต่างหาก
คนพวกนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่ตัวเองคิดว่ามีพรสววรค์ต้องฝึกและนั่งแกะเพลงวันละกี่ชั่วโมง
และโคชูก็ไม่เห็นความจำเป็นของการป่าวประกาศบอกคนอื่นด้วยว่าตนผ่านอะไรมาบ้าง
เนื่องจากพ่อต้องออกเดินทางบ่อยๆ
โดยไม่ค่อยได้กลับญี่ปุ่น โคชูจึงย้ายไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่อายุแปดปี ทว่าแม่ตั้งใจจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด
เห็นว่าตอนนี้สมควรแก่เวลาแล้วจึงส่งเขากลับมาเรียนม.ปลายล่วงหน้า ตัวแม่เองกับพ่อจะตามมาอยู่ด้วยภายในสองปี
สาเหตุที่ให้รีบกลับมาก่อนเพราะไม่อยากให้เรียนครึ่งๆ
กลางๆ หากกลับมาพร้อมกัน โคชูต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นม.ปลายปี 3...เรียนม.ปลายปีเดียวแล้วจบ
เดี๋ยวก็ต้องเตรียมเข้ามหาลัย โคชูบอกว่าแบบนั้นต้องปรับตัวหลายรอบ ยังไงก็ซื้อบ้านพร้อมตกแต่งไว้แล้ว
ให้เขามาอยู่ก่อนเลยจะดีกว่า
ที่แล้วมาถึงได้กลับญี่ปุ่นบ้าง
แต่ก็แค่นานทีปีหน ตามพ่อมาค้างแรมไม่กี่คืนแล้วกลับออกไป ทว่าหนนี้ไม่ใช่การค้างแรมแล้ว
เรียกได้ว่าเป็นการอยู่อาศัย โคชูจึงรู้สึกเกร็งหน่อยๆ แม่คงรับรู้ความไม่สบายใจของลูกชายถึงได้ตัดสินใจตามมาดูแลหนึ่งสัปดาห์ก่อนค่อยบินกลับไปหาพ่อ
โคชูพูดญี่ปุ่นได้ก็จริง แต่เพราะพูดภาษาอังกฤษมานาน
ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นที่ตัวเองใช้จะแปลกหรือเปล่า...เดี๋ยวนี้ศัพท์แสลงยิ่งเกิดใหม่ไวปานดอกเห็ด
พูดให้รวบรัดคือ
แม้เป็นประเทศบ้านเกิด แต่มีเรื่องหยุมหยิมให้กังวลจนเครียดลงกระเพาะ
“ลูกน่ะ เอาจริงเอาจังเกินไปแล้วนะจ๊ะ”
คุณแม่โอคุมุระหัวเราะอย่างสบายใจไร้กังวลตอนที่โคชูกำลังคิดว่าควรต้องซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดอะไรบ้างก่อนเข้าไปอยู่ในบ้านเต็มตัว
ในเมื่อไม่มีคนอยู่มาก่อน ตอนนี้ฝุ่นจะหนาเท่าไหร่แล้ว น้ำไฟจะใช้ได้หรือเปล่า...โคชูเก็บความกังวลไว้ในใจ
เนื่องจากไม่ใช่คนชอบพล่ามอะไรพร่ำเพรื่อไร้ประโยชน์
“ไม่เป็นไรหรอก แม่ติดต่อทางนี้ไว้แล้วล่ะ
เห็นว่า...อ๊ะ นั่นไง”
กำลังพูดอยู่ดีๆ คนเป็นแม่ปิดปากอุทานก่อนชี้ชวนให้โคชูมองไปทางหนึ่ง
ตรงนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาละม้ายคล้ายคนในความทรงจำกำลังโบกมือเล็กน้อยเป็นเชิงให้สัญญาณ
“เอย์จังโตขึ้นเยอะเลยนะจ๊ะ”
เสียงรำพึงปนหัวเราะดังเบาๆ
ก่อนที่สองแม่ลูกจะพากันเดินไปหาคนที่ถ่อมารับพวกตนถึงสนามบิน
ถึงแม้ดวงตาคู่โตจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
ทว่าเพราะเป็นเพื่อนสมัยเด็ก โคชูจึงรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่มหาลัยแล้ว
นอกจากโครงหน้ากับรูปร่างที่โตขึ้นตามกาลเวลา อันที่จริงเอย์จุนไม่ได้เปลี่ยนไปจากภาพในความทรงจำนัก
“เหนื่อยหน่อยนะครับ”
เอย์จุนยิ้มทักทายอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณที่อุตส่าห์ออกมารับในวันสุดสัปดาห์อย่างนี้นะจ๊ะ”
บ้านซาวามุระเป็นเพื่อนบ้านสมัยก่อนออกจากญี่ปุ่น
แม่ของโคชูกับแม่ของเอย์จุนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย
ถึงครอบครัวโอคุมุระจะไม่ได้อาศัยในญี่ปุ่นแล้วแต่คุณแม่ก็ยังโทรศัพท์และส่งเมล์หาเพื่อนเก่าอยู่บ่อยๆ
คราวนี้ก็คงจะเหมือนกัน...ถึงได้มีคนถ่อมารับอยู่นี่คนนึงนี่ไง
“อรุณสวัสดิ์ครับ ซาวามุระซัง”
“ไงโคชู โตขึ้นเยอะเลยนี่” เอย์จุนทักทายด้วยคำพูดเดียวกับที่แม่ของเจ้าของชื่อพูดถึงอีกฝ่าย
แม้จะไม่สบอารมณ์นักหากโคชูก็เพียงจ้องเขม็งใส่คู่กรณีผ่านผมปรกตา
เอย์จุนยิ้มชืด รีบหันสายตาไปทางแม่ของเขาทันที
บทสนทนาของทั้งสองคนสานต่ออีกหน...หรืออันที่จริงควรบอกว่าแม่ของโคชูพูดอยู่ฝ่ายเดียว
เอย์จุนได้แต่ยิ้มและเอออตามจังหวะอันเหมาะสม ต้องเข้าใจว่าพอเข้าโหมดแม่บ้านเม้ามอยแล้วมันหยุดยาก
และเพราะคุณแม่ช่างจ้อเสียเหลือเกินนี่แหละ ค่าโทรศัพท์ถึงเป็นตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัวทุกครั้งที่บิลค่าโทรมาส่ง
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ช่วงที่ห่างหายจากไป
ระหว่างออกเดินทางไปเยือนบ้านหลังใหม่ในญี่ปุ่น
คุณแม่ซักเอย์จุนอย่างกระตือรือร้นไม่ว่าจะเรื่องทางบ้านหรือเรื่องส่วนตัวระหว่างรอรถแท็กซี่
ด้วยเหตุนี้จึงทราบว่าเอย์จุนเป็นนักเรียนทุนของมหาลัย
T และกำลังทำงานพิเศษอยู่ที่กวดวิชาทาคิกาวะ
โคชูจำได้ดีว่าอีกฝ่ายเรียนเก่งมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังอดตกใจหน่อยๆ
ไม่ได้ที่รักษาตำแหน่งนักเรียนทุนของมหาลัยโหดหินอย่างมหาลัย T ไว้ได้ เคยได้ยินว่าที่นี่เรียนโหด และคณะที่เอย์จุนเรียนก็เป็นคณะมีชื่อ...ปิศาจรึไงกันนะ
คุณแม่ได้ยินแล้วตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม...ไอ้ชื่นชมน่ะไม่เท่าไหร่
หลังจากนั้นดันเริ่มเอาลูกชายตัวเองไปเปรียบเทียบนี่สิ
“โคจังน่ะ เรียนอ่อนมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว
ตอนนี้ก็ยังแย่เหมือนเดิม วันๆ จะฝึกเปียโนน้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ
แต่อยากให้เขาสนใจตำรับตำราบ้างจังเลย กว่าจะท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ปาเข้าไป
ป....”
“คุณแม่!”
“อุ๊ย โกรธซะละ หน้าตาตอนโกรธน่ารักจริงเชียว”
“...”
โคชูคร้านจะต่อล้อต่อเถียงมารดาซึ่งกำลังหัวเราะฮิๆ
และบิดแก้มตนไปมา แต่ถึงไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ
เขาอายเป็น ดังนั้นจึงจับมืออีกฝ่ายออกจากใบหน้าของตนด้วยสายตาน่าสะพรึงกลัว (ในสายตาคนนอกบ้าน)
จังหวะนั้นแท็กซี่เข้ามาจอดเทียบฟุตบาทพอดี สงครามเล็กๆ จึงจบลง
ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงที่หมาย
เมื่อได้เห็นบ้านสองชั้นในเนื้อที่สี่ไร่ใจกลางกรุงที่ตนต้องใช้ชีวิตอยู่นับจากวันนี้
โคชูไม่แปลกใจสักนิด
พ่อของเขามีรายได้มากพอจะซื้อบ้านอันโอ่โถงและตกแต่งอย่างเลิศหรู
ที่กังวลคือต้องอยู่คนเดียว...จะดูแลให้ทั่วถึงไหวไหม แค่คิดว่าต้องกวาดบ้านหลังโตขนาดนั้นด้วยตัวคนเดียว
โคชูพลันรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวล่วงหน้า
ราวกับอ่านใจได้
คุณแม่บอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะติดต่อบริษัททำความสะอาดไว้แล้ว
จะมีแม่บ้านเข้ามาจัดการให้ทุกวัน เพียงแต่เรื่องอาหารต้องรับผิดชอบตัวเองนะ
ระหว่างที่สองแม่ลูกยืนคุยกัน
เอย์จุนได้แต่เงยหน้ามองสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่มีความสมถะเอาเสียเลย มันไม่ได้ใหญ่ไปกว่าบ้านที่บ้านนอกของตน
แต่นี่มันกลางเมืองเลยนะเฟ้ย แค่ภายนอกยังโอ้โหขนาดนี้เลยนะ
เอย์จุนช่วยสองแม่ลูกขนย้ายข้าวของอย่างขะมักเขม้น
ทั้งยังช่วยทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้งานเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้การจัดการสัมภาระจึงเสร็จเร็วเกินกว่าที่คาดเมื่อมีคนเอาจริงเอาจังหน้าตั้งทำหน้าที่อยู่ถึงสองคน
“ว่าแต่ เป็นติวเตอร์สินะจ๊ะ
สนใจมาเป็นติวเตอร์ให้โคจังไหม เดี๋ยวน้าจะให้ค่าแรงเป็นพิเศษเลย
อยากให้ช่วยดูแลเขาด้วยน่ะจ้ะ”
คุณแม่โอคุมุระซึ่งทำงานบ้านไม่เป็นและช่วยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ
ระหว่างสองหนุ่มทำความสะอาดบ้านและขนย้ายของ
มาตอนนี้ช่วยรินน้ำให้ด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา
ทั้งสามนั่งกินข้าวกันตอนประมาณบ่ายสอง
สั่งข้าวหน้าปลาไหลจากร้านที่เอย์จุนแนะนำเพราะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอาหารหรือออไปหากินข้างนอก
หนุ่มน้อยนัยน์ตาสีอำพันเงยหน้าจากกล่องข้าวเมื่อได้ยินคำถาม
อ่านสายตาก็รู้ว่าสนใจมาก เมื่อกี้เจ้าตัวเพิ่งบอกว่าทำงานเพราะไม่อยากรบกวนเงินทางบ้านหยกๆ
พอได้ยินว่าจะได้ค่าตอบแทนเป็นพิเศษย่อมสนใจเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งอย่างนั้นเอย์จุนก็ไม่ได้ใจเร็วเห็นแก่ได้จนรีบตกปากรับคำ
“ขอปรึกษาหัวหน้าก่อนนะครับ”
ไม่ว่ายังไงก็ต้องเก็บไปพิจารณาผลได้ผลเสียและปรึกษาต้นสังกัดก่อน
คุณแม่ของโคชูยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ไม่ได้เร่งรัดด้วยเข้าใจดีว่าฝ่ายตรงข้ามเองก็มีเรื่องให้คิด
“น้าหวังว่าเอย์จังจะสนใจนะจ๊ะ”
ใช้เวลาราวสามวัน โคชูถึงได้รับเมล์จากเอย์จุนว่าถ้าตกลงเวลากันได้ก็ยินดีสอนพิเศษให้
เจ้าตัวยังเสริมด้วยว่าถนัดวิชาคำนวณก็จริง แต่วิชาพื้นฐานของระดับม.ปลาย
หากไม่ลงรายละเอียดลึกนักก็พอสอนได้เหมือนกัน
โคชูเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่ซึ่งยังไม่ได้กลับไปหาพ่อ
อีกฝ่ายยิ้มอย่างปลื้มเปรม
“อย่างนี้ค่อยวางใจหน่อย
อย่างน้อยก็มีคนช่วยดูแลโคจังด้วย”
เด็กหนุ่มอยากบอกว่าดูแลตัวเองได้
แต่การต่อล้อต่อเถียงกับแม่เป็นการใช้พลังงานอย่างสูญเปล่าจึงไม่ได้ปริปากเอ่ยอะไรออกไป
ตอนนี้เขาต้องเตรียมตัวในการอยู่คนเดียวและโรงเรียนก็กำลังจะเปิดเทอมแล้ว
มีชุดนักเรียนกับตำราเรียนแล้วก็จริง ทว่าเขายังไม่รู้เลยว่าต้องนั่งรถสายไหน
มีคนในพื้นที่ให้ถามไถ่ย่อมเป็นเรื่องดี
ตอนโคชูกำลังคิดอะไรเลื่อนเปื้อน คุณนายบ้านโอคุมุระพลันได้ยินเสียงโทรศัพท์
หลังยืนคุยอยู่พักหนึ่งถึงได้วางหูลง เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง เธอยกมือทาบแก้มแล้วบอกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างลำบากใจว่าตนเองต้องบินกลับไปหาพ่อที่เนเธอร์แลนด์
ดูเหมือนพ่อจะป่วยกะทันหัน อยากรีบกลับไปดูแล
แม้ตกใจที่แม่ต้องกลับปุบปับ โคชูก็ไม่มีปัญหาอะไร
เขาถึงกับคิดด้วยซ้ำว่าแม่อยู่นานไปก็ไม่ช่วยให้ปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นง่ายขึ้นตรงไหน...หากคนเป็นแม่รู้ความคิดอันเย็นชานี้คงได้งอนแก้มป่อง
กว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ล่วงเลยมาถึงวันเปิดเรียน
การใช้ชีวิตตามลำพังในบ้านใหม่ที่ญี่ปุ่นสำหรับเด็กอายุ 16 ไม่นับว่าง่าย
สำหรับคนปฏิสัมพันธ์ไม่เก่งยิ่งยากไปกันใหญ่
ระหว่างนั้นโคชูติดต่อกับเพื่อนสมัยเด็กอย่างเอย์จุนเรื่อยๆ
และได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายไม่น้อย
ในวันเปิดเรียนวันแรก
โคชูตื่นแต่เช้ามาเตรียมตัวและถึงที่หมายตั้งแต่เจ็ดโมงเศษ ความจริงวันเปิดภาคเรียนยังไม่ได้เรียนอะไรมากมาย
คนอื่นเอาแต่นั่งหง่าวด้วยซ้ำ
ทว่าเด็กใหม่อย่างโคชูเหงื่อตกเพราะไม่มีความรู้พื้นฐานในหลายวิชา
โดยเฉพาะวิชาจำพวกภาษาและประวัติศาสตร์ หลังเลิกเรียนคาบสุดท้าย โคชูซึ่งยังหาเพื่อนไม่ได้ใบหน้ามืดทะมึนเมื่อสำเหนียกว่าต้องยกระดับตัวเองมากกว่าที่คิดไว้มาก
ระหว่างทางเขาตัดสินใจแวะกวดวิชาทาคิกาวะ
การตัดสินใจมาเยือนที่นี่ไม่ได้มีแรงดลใจอะไรเป็นพิเศษ เพียงคิดง่ายๆ ว่าอยากไปเห็นสักครั้งว่าเป็นสถานที่แบบใด
ไหนๆ ก็เป็นทางผ่านจึงตัดสินใจแวะลงโดยไม่ได้ใคร่ครวญอะไรซับซ้อน นอกจากนี้ ถึงเอย์จุนบอกว่าไม่มีสอน
แต่เคยบอกไว้ว่าจะแวะมาเอาของก่อนไปสอนเขาที่บ้าน...วันนี้เป็นวันแรกที่เอย์จุนจะเริ่มต้นเป็นติวเตอร์ให้
ไหนๆ ก็ผ่านมาแล้ว ถือโอกาสมารับกลับพร้อมกันก็ไม่เลว
ตึกแปดชั้นตรงหน้าจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ ถึงไม่ได้เวอร์วังอะไรนัก
แต่พอคิดว่ามีสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวใช้พื้นที่ทั้งตึกแล้ว
โคชูคิดว่าความนิยมและรายได้คงไม่เบาทีเดียว
โอคุมุระ โคชูในเครื่องแบบนักเรียนเต็มสูบเดินเนียนปะปนกับเด็กนักเรียนคนอื่นเพื่อสำรวจห้องเรียน
พบว่านอกจากห้องที่มีคนยืนสอนหน้าห้องแล้ว
ยังมีการเรียนผ่านการดูวิดีโอหรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ด้วย
ที่แท้การเรียนพิเศษสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...คนไม่เคยไปกวดวิชารับความรู้ใหม่ประดับสมองเงียบๆ
ต่อเมื่อเดินวนจนพอใจในระดับหนึ่ง
โคชูกลับลงมาชั้นแรก โทรทัศน์จอ LCD ขนาดใหญ่ซึ่งแขวนอยู่บนผนังฉายรายการข่าวรอบเย็น
เวลาซึ่งบอกอยู่ตรงมุมจอแสดงให้เห็นว่าตนใช้เวลาในการสำรวจสถาบันกวดวิชาไม่นานนัก เขาหย่อนก้นนั่งลงยังโซฟาว่างๆ
ตัวหนึ่งบริเวณเลานจ์ พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างกว้าง มีเด็กวัยเดียวกันกับนั่งกระจายตัวเต็มไปหมด
ไม่รู้มารอเรียนหรือมารอเพื่อนเลิกเรียน โคชูยังเห็นผู้ใหญ่ด้วย
กรณีหลังคงมารอรับลูกหลานกลับบ้าน
เขาพิมพ์ข้อความบอกคนที่ตนมาพบว่าตอนนี้ตนรออีกฝ่ายอยู่ที่ใดป้องกันการคลาดกันจากการไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า
เมื่อพิมพ์เสร็จจึงเอาตำราเรียนใหม่เอี่ยมมานั่งดูว่ามีตรงไหนบ้างที่ไม่เข้าใจ ขณะที่คิ้วเริ่มขมวดเป็นเงื่อนตายเพราะยังหาจุดที่เข้าใจไม่เจอ
ที่นั่งด้านข้างพลันยุบลง
หนุ่มน้อยซึ่งหมดความสนใจในการบ้านพอดีจึงเก็บของลงกระเป๋าแล้วเหลือบมองหน้าตาคนข้างๆ
เสียหน่อย
“รอแป๊บนึงนะ เรย์จัง”
คนที่นั่งข้างๆ เป็นสาวงามผมหางม้าผู้มีหน้าอกหน้าใจล้นทะลัก
ทว่าแว่นตาทรงรีและการแต่งกายอันเรียบร้อยทำให้เจ้าหล่อนดูภูมิฐาน ทั้งที่พิจารณาหน้าตาแล้วอายุคงไม่ถึงสามสิบทว่าการวางตัวทำให้ดูแก่กว่าวัย
ในสถานที่ที่มีแต่เด็กนักเรียน การปรากฏตัวของผู้ใหญ่ค่อนข้างสะดุดตา จะบอกว่าเธอเป็นติวเตอร์ของที่นี่ก็ไม่ใช่
เป็นผู้ปกครองมารอรับใครก็คงไม่ใช่เหมือนกัน
นอกจากนี้
โคชูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นหน้าหญิงสาวมาก่อน
เด็กหนุ่มมีความจำเป็นเลิศก็จริง
กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจำทุกสิ่งที่เคยผ่านหูผ่านตาได้
ในสิ่งที่ตนสนใจอาจจำได้แม่นเป็นพิเศษ ทว่าใบหน้าคนไม่นับรวมอยู่ในนั้น
โคชูพยายามนึกเท่าไรจึงนึกไม่ออกเสียทีว่าคุ้นหน้าเธอคนนี้เพราะหน้าเหมือนใครหรือเคยเห็นที่ไหน
“ผมไปคุยธุระเดี๋ยวเดียว ถ้าหิวล่ะก็...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกมิยูกิคุง
เธอไปคุยให้เรียบร้อยเถอะ”
...แฟนล่ะมั้ง
ผู้ชายใส่แว่นที่มาด้วยกันมีสีหน้าฉลาดเฉลียวและดูแลเธอดีเป็นพิเศษ
สายตาที่ใช้มองกันดูเหมือนคนรักมากกว่าเพื่อน บางทีแฟนหนุ่มคนนั้นอาจเป็นติวเตอร์ก็ได้
มองจากภายนอกแล้วเป็นคู่หนุ่มหล่อสาวสวยที่สมกันดี
เพียงแต่โคชูไม่คิดยุ่งเรื่องของชาวบ้าน สรุปได้เท่านี้ก็หมดความสนใจ
คล้อยหลังผู้ชายใส่แว่นจากไปได้ไม่นาน
คนที่โคชูนั่งรออยู่ถึงปรากฏกาย
“โทษที รอนานหรือเปล่า”
สีหน้าของเอย์จุนปรากฏแววร้อนรนเล็กน้อย
สาเหตุมาจากไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีคนมานั่งรอตนถึงที่ทำงานนั่นเอง
ตอนนั้นอะไรบางอย่างพลันแวบเข้าหัว หากก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
โคชูซึ่งเกือบจะนึกออกแล้วว่าคุ้นหน้าหญิงสาวชื่อ ‘เรย์’ จากไหนจึงขมวดคิ้วขึ้งด้วยความไม่สบอารมณ์
“เอ๊ะ อ้าว โกรธเหรอ? คือ...รอนานมากรึเปล่า
โทษที...”
เอย์จุนเข้าใจผิดไปอีกเรื่อง
โคชูรีบโบกมือไปมา แก้ว่าไม่ใช่เพราะคุณหรอก “ซาวามุระซัง
ผู้หญิงคนที่นั่งข้างผมเมื่อกี้เป็นใครเหรอครับ รู้จักไหม?”
ยึดหลักสงสัยอะไรให้ถาม คาใจอะไรให้หาคำตอบ
เมื่อก้าวออกมาจากตึกเพื่อยืนรอรถประจำทาง
โคชูตัดสินใจพึ่งพาคนเพียงคนเดียวที่คาดว่าจะให้คำตอบตนได้
ทว่าเอย์จุนกลับส่ายหัวโดยไม่เสียเวลาทบทวนความทรงจำ
ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่า “ไม่เลย ไม่รู้จัก
เพิ่งเคยเห็นหน้าครั้งนี้ครั้งแรกนี่แหละ” ตอบแค่นี้ความจริงก็เพียงพอแล้ว
เจ้าตัวยังกล่าวต่ออย่างใส่ใจว่า “ทำไมเหรอ หรือว่าจะสนใจ? ชอบเหรอ?
ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันลองถามพี่ๆ ที่ทำงานให้ไหม” แถมยังพึมพำไปพยักหน้าไป “อืม...นายชอบแบบนี้นี่เอง"
ถามนิดเดียว ทึกทักเอาเองไปนู่น...
ดวงตาขวางขึ้น
หว่างคิ้วกดลึกจนแทบหนีบดินสอได้
ทำไมถึงซื่อบื้อขนาดนี้...
ด้วยไม่มีแก่ใจอยากต่อล้อต่อเถียง
โคชูไม่ได้แก้ต่างแล้วยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง
เพียงใช้ดวงตาบีบบังคับให้คนข้างกายหุบปากเท่านั้น เอย์จุนห่างหายจากโคชูไปนาน
เมื่อเห็นดวงตาน่าสะพรึงนั้นแล้วย่อมหนาวๆ ร้อนๆ และสงวนคำโดยปริยาย
ให้ตายสิ...โคชูรู้สึกเหนื่อยใจ
ดวงตาสีฟ้าลอบเหลือบมองคนที่หลบตาตนไปมองถนน เห็นสารรูปตัวแข็งเกร็งของเอย์จุนแล้วไม่รู้จะฉุนหรือขำดี
คนแบบที่ชอบจะเป็นยังไงไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญในเมื่อคนที่ชอบกับคนแบบที่ชอบช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
บางทีโคชูก็อยากจะให้คนที่ตนแอบชอบมานานแสนนานเลิกซื่อบื้อแล้วมีอิทธิฤทธิ์ในการรับรู้ความรู้สึกคนอื่นเหลือเกิน
เขาจะได้ไม่ต้องยุ่งยากใช้คำพูดเคาะสมองซึ่งทำงานได้ดีเฉพาะกับเรื่องเรียนหนังสือ
“น่าหงุดหงิดชะมัด”
เด็กหนุ่มสบถในลำคอ
เอย์จุนหน้าเหลอ หันใบหน้าเกร็งๆ
กลับมา “เอ๊ะ? ฉันเหรอ?”
คราวนี้โคชูตวัดหางตามองอย่างดุดัน
“คุณนั่นแหละ...!”
“รอบนี้เป็นฉันแฮะ เอ้อ
ขอโทษที...นะ?” ไม่รู้ว่าตนทำอะไรขัดใจอีก ทว่าก็ยอมขอโทษง่ายๆ
เพราะไม่อยากมีเรื่องมีราว
ถึงแม้หน้าตาคนอ่อนวัยกว่าจะน่าขนลุกมาก
แต่เอย์จุนเริ่มคิดว่าโคชูแค่จุดเดือดต่ำ...หากนิสัยยังเป็นเหมือนสมัยเด็กก็แสดงว่าแค่เป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว
ขอเพียงไม่ทำเรื่องเกินเลยจนบ่มเพาะเป็นความแค้น
จะทำให้โกรธสักกี่ครั้งก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ
เปลี่ยนเป็นความอาฆาตเมื่อไร ตอนนั้นก็เตรียมตัวใจรับสภาพเอาไว้ได้เลย...ในเมื่อโคชูเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นในระดับน่าสยองคนหนึ่ง
เอาเถอะ...ทำเป็นมองไม่เห็นเวลาโดนโกรธก็แล้วกัน
แค่โกรธนิดหน่อย ไม่ได้เกลียดนี่นา
ซาวามุระ
เอย์จุนหนีปัญหาด้วยการไม่คิดทำความเข้าใจสภาพอารมณ์อันซับซ้อนของหนุ่มน้อยในห้วงรัก
ทยอยทำความสะอาดบ้านมาได้ระยะหนึ่ง
ที่สุดก็เจองานยากเข้าจนได้ ผนังห้องเลอะคราบเป็นดวงเล็กๆ ที่ล้างไม่ออก
โคชูตั้งใจจะไปหาซื้อสีกระป๋องเล็กๆ มาป้ายทับเสียหน่อย ฉะนั้น
เมื่อเอย์จุนสอนเนื้อหาของวันนี้จบและกำลังเตรียมกลับ
เด็กหนุ่มจึงถามว่าแถมนี้มีโฮมเซ็นเตอร์หรือเปล่า
เอย์จุนบอกสถานที่ให้
แต่เพราะไม่คุ้นถนนและป้ายสถานีคนฟังจึงไม่รู้เรื่อง
“เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนก็แล้วกัน
วันเสาร์ดีไหม” คนแก่กว่าเสนออย่างมีน้ำใจ เนื่องจากตกลงรับงานสอนนอกสถานที่
งานที่กวดวิชาทาคิกาวะของเอย์จุนจึงลดลง มีเวลาเหลือเฟือไปช่วยโคชูซื้อของ
หนุ่มลูกครึ่งบอกว่าวันเสาร์ตั้งใจจะไปเยี่ยมอ.คนหนึ่งที่สนิทสนมกับพ่อแล้วเสนอวันอาทิตย์แทน
แต่เอย์จุนกลับไม่ว่างวันนั้น โคชูถามแบบไม่คิดอะไรมากว่ามีธุระอะไร
คนโตกว่ากลับอึกอักเสียนี่
“เอ้อ...ก็ไม่มีอะไรหรอก
อืม ไม่มีอะไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่” เอย์จุนกระแอม ยกมือขึ้นซ่อนใบหน้าครึ่งล่าง ความลำบากใจปรากฏเด่นชัดเมื่อพูดถึงธุระในวันอาทิตย์
ขณะเดียวกันก็มีความเก้อเขินปะปนอยู่ด้วย
...น่าสงสัย
ดูเหมือนจะถามได้ตรงจุดพอดี
มองท่าทางเอย์จุนแล้วเกิดสนใจขึ้นมาติดหมัด
โคชูถึงขั้นฮึดอยากรู้ให้ได้ว่ามีอะไรกันแน่ ทว่าคนรักหน้าอย่างเขาไม่มีทางเซ้าซี้
ด้วยเหตุนี้จึงพยายามปั้นหน้าเคร่งขรึมแล้วบอกลาเพื่อนสมัยเด็กที่ขอตัวกลับ
ต่อเมื่อนั่งซ้อมเปียโนจบไปหนึ่งเพลง
โอคุมุระ โคชูถึงเพิ่งนึกสมมติฐานอันน่าสนใจได้ข้อหนึ่ง
นิ้วทั้งสิบกดลงแป้นหนักๆ
พร้อมกันเมื่อสมาธิขาดกระจุย
หรือจะเป็น...
เดท?
เรื่องรบกวนจิตใจทำให้สีหน้าโคชูสามารถใช้คำว่า ‘ไม่รับแขก’ มาบรรยายได้ เพื่อนร่วมชั้นหลายคนรู้จักและสนิทสนมกันมานานแล้ว เขาเป็นเด็กใหม่
เดิมทีก็เข้าไปรวมกลุ่มกับเขาลำบากอยู่เป็นทุน พอสีหน้าเป็นแบบนี้...แทบจะไม่มีใครเข้ามาทักก่อน
สัปดาห์แรกของการเรียนผ่านไปโดยจำนวนเพื่อนคงที่เท่ากับศูนย์
ด้วยต้องอยู่ญี่ปุ่นถาวร
ไม่รีบปรับตัวให้ได้จะส่งผลเสียในระยะยาว ตอนนี้จึงกำลังตกที่นั่งลำบากสุดๆ
วันอาทิตย์ โคชูพกใบหน้าเย็นยะเยียบออกไปซื้อข้าวของจำเป็น
รวมทั้งคลำทางเพื่อไปโฮมเซ็นเตอร์ ปรากฏว่าตอนกำลังนั่งรถออกจากบ้าน
เอย์จุนส่งข้อความมาถามว่าได้ซื้อของที่อยากได้หรือยัง ตอนนี้ตนว่างแล้ว
ถ้ายังไงอยากได้คนช่วยนำทางหรือเปล่า
โคชูอ่านข้อความซ้ำสองรอบเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาด
จากนั้นจึงตอบรับน้ำใจอีกฝ่ายอย่างไม่เกี่ยงงอน
พวกเขานัดเจอกันที่สถานีหนึ่ง
เอย์จุนยืนรออยู่ก่อน เมื่อเห็นโคชูก็โบกไม้โบกมือให้ ท่าทางร่าเริงดี
แต่การแต่งตัว...ออกจะดูดีพิถีพิถันกว่าปกติอยู่นิดหน่อยหรือเปล่านะ?
แม้เป็นชุดไปรเวท
แต่ก็ดูต่างไปจากทุกวันอย่างสังเกตได้
สรุปเป็นเดทจริงๆ สินะ?
“โดนเทมาเหรอครับ?”
เจอคำถามตรงแสนตรง เอย์จุนเดินสะดุดก้อนหินหน้าคว่ำ
เขาลุกขึ้นมา ลูบจมูกป้อยๆ “พะ พูดอะไร”
“ไม่สบตาด้วย” โคชูไม่ยอมรามือ
“...”
ทว่าเอย์จุนหุบปากแน่นเหมือนเปลือกหอย
หลังกระแอมไอ ปรับหน้าแดงๆ
จากความอับอายให้กลับสู่สภาพปกติก็เสชวนคุยเรื่องอื่นแล้วเดินหน้าทำหน้าที่ไกด์ให้พ่อเด็กนอกผมทอง
ไม่ยอมตอบเรื่องที่ไม่อยากตอบ
โคชูแค่นเสียงหึในใจทีหนึ่งกับท่าทางดังกล่าว
การมีคนมาด้วยช่วยโคชูได้มาก แต่ก็เพราะอย่างนั้น
แผนการใช้จ่ายเลยรวนตามไปด้วย โคชูไม่ได้ตั้งใจซื้ออะไรมากมาย รู้ตัวอีกทีกลับได้ของมาเต็ม
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ไม่ชอบใจแต่อย่างใด
อาจรำคาญนิดหน่อยเพราะเอย์จุนพูดมากเหลือเกิน
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายจนรับไม่ได้
ตอนได้ของครบเตรียมแยกย้ายกลับ เอย์จุนชวนโคชูทานข้าวเย็นด้วยกัน
ถามว่าอยากทานอะไร จะพาไปร้านอร่อยๆ วางตัวเป็นคนพึ่งพาได้เต็มที่
โคชูไม่นึกอยากทานอะไรเป็นพิเศษ
ดังนั้นจึงตัดสินใจง่ายๆ
เลือกที่ที่ใกล้ที่สุด
“...”
แต่ที่ที่ปลายนิ้วสวยๆ
ของโคชูชี้ไปนั้น...คือโรงแรม
เอย์จุนหน้าซีดเมื่อนึกถึงเงินที่มีในกระเป๋า
แค่เห็นภายนอกอาคารก็รู้แล้วว่าขนหน้าแข้งร่วงกราวแน่นอน
เป็นไปไม่ได้ที่จะตกปากรับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน
เอย์จุนไม่ใช่ลูกคุณหนูมีเงินเหลือเฟือ ย่อมต้องปฏิเสธไม่คิดชีวิต
ทว่านิสัยเอาแต่ใจของโคชูไม่ได้รับมือง่ายดายปานนั้น
“ผมเลี้ยงเอง ตอบแทนที่อุตส่าห์มาช่วยไงครับ”
“...ถึงงั้นก็เหอะ”
“ผมได้เงินมาจากการประกวด
เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง
ถ้ากำลังคิดจะสั่งสอนว่าไม่ให้เอาเงินพ่อแม่มาถลุงฟุ่มเฟือยก็รบกวนคิดใหม่ด้วยนะครับ”
“...”
ช่างเป็นเด็กที่มีวาจาเชือดเฉือนจริงๆ
‘เด็ก’ คนดังกล่าว
ทั้งที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่กลับเดินนำเอย์จุนเข้าไปในโรงแรม คุยกับพนักงาน
จากนั้นจัดการทุกอย่างแทนอย่างคล่องแคล่ว เอย์จุนไม่ต้องทำอะไร เพียงเดินตามต้อยๆ
และตอบคำถามเล็กน้อย เช่น อยากกินอะไร เนื้อประเภทไหน เครื่องดื่มล่ะ...และอื่นๆ
จากนั้นสเต๊กชุ่มฉ่ำก็มาวางลงตรงหน้า
“ถ้าทำตัวเกรงใจผมจะโกรธนะครับ”
จับสังเกตได้ว่าคู่กรณียังเกร็งอยู่นิดๆ โคชูอัดสวนอีกหนึ่งฮิท
เพราะรู้ว่าโคชูไม่ได้เจตนาไม่ดีและไม่ได้ลำบากอะไรกับการพามากินของแพงๆ
เอย์จุนตั้งสติผ่อนคลายร่างกายและเลือกดื่มด่ำกับอาหารอร่อยๆ แทน พอทำใจให้สบายแล้ว
มื้อนี้ก็เป็นมื้อที่ชวนปลื้มทีเดียว
“ทางนี้เรย์จัง”
หูแว่วเสียงคุ้นๆ เอย์จุนชะงักมีด เลิกคิ้วเล็กๆ
โคชูพลอยมองเขา ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า ปรากฏว่าเจ้าของที่นั่งฝั่งตรงข้ามปิดปากสนิท
ดวงตามองเขม็งไปทิศทางหนึ่ง ด้วยความสงสัย โคชูเอี้ยวตัวมองตามสายตาดังกล่าว
เห็นหนุ่มหล่อสาวสวยคู่หนึ่งจับจูงกันมาอย่างสนิทสนม
เขานึกออกทันทีว่าเป็นคนที่ตนเจอเมื่อครั้งไปกวดวิชาทาคิกาวะ
“ไม่รู้จักไม่ใช่เหรอครับ?”
“ฮะ?”
“ก็ตอนนั้นที่ผมถาม คุณบอกว่าไม่รู้จักนี่นา”
คู่รักใส่แว่นที่คุ้นหน้าคุ้นตาฝ่ายหญิงอย่างประหลาด
โคชูลองทบทวนความจำอีกครั้ง แล้วก็ต้องร้องอ้อ...เขาเคยเห็น ‘เรย์จัง’ คนนั้นในโทรทัศน์นี่เอง ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่
“หรือจะรู้จักฝ่ายชายครับ?”
คราวนี้เอย์จุนสะดุ้ง รีบลนลานโบกมือพั่บๆ
ทว่าตอนแรกบอกไม่ใช่ๆ ไปๆ มาๆ กลับนั่งห่อไหล่แล้วบอกว่ารู้จักเสียอย่างนั้น
โคชูมีเรื่องให้ไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว อุตส่าห์อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
มาตอนนี้ยิ่งหัวเสียหนักกว่าเมื่อตอนก่อนหน้า...ท่าทางนั่นมันอะไรกันหา
ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดาใช่ไหม อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ตนคิดเล่นๆ ว่ามีเดทเป็นเรื่องจริง
แล้วคู่เดทที่โดนเทมาคือไอ้ผู้ชายใส่แว่นคนนั้น
ถ้าเป็นเรื่องจริง ต่อให้น่าโมโหมากก็ยังมีเรื่องดีแฝงอยู่คือซาวามุระ
เอย์จุนชอบผู้ชายได้
แถมไอ้ผู้ชายคนดังกล่าวยังเป็นคนเฮงซวยที่มีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว
ในแง่นี้ นับว่าโคชูได้ประโยชน์อยู่
ดวงตาสีฟ้าลอบจับพฤติกรรมของอีกคน
สีหน้าเอย์จุนดีขึ้นเล็กน้อยเหมือนปรับสภาพอารมณ์ได้แล้ว กระนั้นกลับหมดความอยากอาหารลงอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้กว่าจะจัดการมื้อเย็นเสร็จ พวกเขาจึงนั่งต่ออีกเกือบชั่วโมง
ส่วนชายหญิงคู่นั้นเดินจูงกันไปทางลิฟท์ตั้งแต่หลายนาทีก่อน
ชั้นล่างสุดมีเลานจ์และพื้นที่สำหรับคนนอกแต่ข้างบนเป็นห้องพักทั้งนั้น
ขึ้นไปทำอะไรคิดได้อยู่ไม่กี่อย่างหรอก
โคชูเพิ่งกลับมาญี่ปุ่นได้ไม่นาน
ต่อให้คบหากับเอย์จุนมาหลายปีดีดักทว่าช่วงที่ห่างกันไปไม่นับว่าสั้น เพิ่งได้กลับมาเจอกันอย่างนี้
จะยุ่มย่ามเรื่องส่วนตัวได้แค่ไหนก็มีขอบเขตอยู่
ดังนั้นโคชูจึงเก็บเรื่องมากมายเอาไว้ในใจก่อน
พวกเขาแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันโดยไม่พูดถึงชายหญิงที่เจอในโรงแรมแม้ครึ่งคำ
คืนเดียวกันหลังฝึกซ้อมเปียโนตามปกติ
โคชูใช้เวลาก่อนนอนเปิดเสิร์ชเอนจิ้นแล้วค้นหาเรื่องราวของหญิงสาวและชายหนุ่มคนนั้น
ใช้คีย์เวิร์ดง่ายๆ ไม่กี่คำค้นหาสืบต่อกัน เดี๋ยวเดียวก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้
ทาคาชิมะ เรย์เป็นชื่อของสาวแว่นคนสวย
เจ้าหล่อนเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวกิจการสื่อโทรทัศน์ เคยปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ
เพราะเป็นลูกคนรวยที่มีหน้าตาและทรวดทรงชวนมอง ทั้งยังถูกกล่าวถึงด้านเซนส์ในการมองคน
เธอเคยเขียนบทความหัวข้อทิศทางเศรษฐกิจลงนิตยสารในเครือครอบครัวตัวเอง
การคาดการณ์เทรนด์ทางธุรกิจในบทความนั้นถูกต้องเกิน 80% นักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่เธอไปสัมภาษณ์ประกอบบทความดังกล่าวก็ติดทำเนียบเศรษฐีใหม่ในปัจจุบันไปแล้ว
กล่าวได้ว่าทาคาชิมะ เรย์เป็นสาวเก่งผู้สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง ขณะนี้คนในแวดวงธุรกิจเกี่ยวข้องต่างคาดหวังความเคลื่อนไหวในอนาคตของเธอคนนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าวลือว่าพ่อของเธอเตรียมวางมือและส่งไม้ต่อให้ผู้สืบทอดในเวลาอันใกล้
ส่วนฝ่ายชาย...มิยูกิ คาซึยะ
เป็นคู่หมั้นของสาวเจ้า
มีหัวข้อข่าวกรอบไม่ใหญ่นักปรากฏเรื่องการหมั้นหมายของทั้งคู่
สาวงามผู้สืบทอดธุรกิจสื่อโทรทัศน์กับหนุ่มหล่อผู้สืบทอดธุรกิจกระดาษ
ฝ่ายชายอาจไม่ได้ออกสื่อและไม่เคยแสดงตัวฉูดฉาด
แต่หากนับเรื่องฐานะทางการเงินอย่างเดียว บ้านมิยูกิร่ำรวยกว่าบ้านทาคาชิมะเสียอีก
เพราะเป็นตระกูลที่ไม่สร้างหน้าสื่อและไม่ทำอะไรออกหน้าออกตา บุคคลทั่วไปจึงไม่ทราบว่าตระกูลนี้ร่ำรวยติดสิบอันดับแรกของประเทศ
พอลองค้นหาเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวมิยูกิต่อ พบว่าบริษัทของตระกูลนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ
คิดเป็นค่าเงินเยนแล้วปาเข้าไปแปดหลัก
ไม่ว่าจะเป็นการหมั้นหมายเพื่อต่อเงินหรือไม่
จากมุมมองคนภายนอกแล้วช่างเหมาะสมกันจริงๆ
แต่ว่า...
คนแบบนั้นมารู้จักซาวามุระซังได้ยังไงนะ?
…ดูท่าลมเพชรหึงจะกรรโชกอีกแล้ว
ได้เห็นหน้าในระยะเผาขนหลังไม่ได้เจอมานานทำให้จิตใจพลุ่งพล่านจนควบคุมตัวเองยากจริงๆ
โคชูรู้สึกหนักใจ
แต่ที่หนักใจกว่าคือเส้นทางการเคาะกะโหลกคนงี่เง่าคนนึงให้รู้สึกตัวและหันมามองตนต่างหาก...ในตอนนี้ตัวเขาเองนี่แหละที่น่าห่วงที่สุด
ไม่ใช่เวลาไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแล้ว
ด้วยเหตุนี้
ไม่กี่วันหลังจากนั้นตอนเอย์จุนมาสอนพิเศษที่บ้าน
หนุ่มน้อยเลยพลั้งปากออกไป
“ผมชอบซาวามุระซังครับ”
สีหน้าเอย์จุนในตอนได้ยิน...ใบหน้าตกตะลึงซึ่งค่อยๆ
ย้อมสีจนแดงเถือก
..เป็นสีหน้าที่ทำให้โคชูนึกถึงเมื่อไหร่เป็นต้องอารมณ์ดีไปทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว
Talk
เพิ่งเห็นว่าเรื่องนี้เอาลงบล็อกไว้ตั้งแต่ปี 2017...ว้าว แบบ ว้าว 555555
ที่กลับมาเขียนต่อเพราะในเรื่องที่ค้างอยู่ เรื่องนี้พล็อตราบเรียบที่สุดแล้วค่ะ และใช่ค่ะ...เพราะเป็นฟิคโคซาวะนั่นเองค่ะ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นโคซาวะค่ะ ช่วงนี้เอ็นดูน้องโคเลยรื้อพล็อตโคซาวะที่ดองไว้มาเข็นต่อ
สำหรับพาร์ทหน้า เป็นมุมมองจากทางหมวกแว่นมิยูกินั่นเอง ตอนแรกเราบอกว่าเรื่องนี้น่าจะมี 3 พาร์ท แต่อาจจะกลายเป็น 4 พาร์ทก็ได้ค่ะ (ซึ่งถ้าพาร์ทมิยูกิเอาไม่อยู่ พาร์ทต่อน่าจะเป็นมุมมองของพี่มจจิ นี่สปอยนะเนี่ย) แต่มาเมื่อไหร่นั้น...ก็นั่นสินะคะ ไม่รู้เหมือนกัน (หลบตา) เราลงบล็อกก็เพื่อลดความกดดันตัวเองลง คนมาเห็นไม่น่าจะเยอะเท่าไหร่นะ 555555
เอาล่ะขายของ มังงะไดยะลิขสิทธิ์โดยสยามอินเตอร์นะคะ ACT II ออกแล้วด้วยนะ! >> https://siamintershop.com/
ส่วนอนิเมค่าย Zuii-fs แปลอยู่ค่ะ ตามไปให้กำลังใจแอดมินกันได้เน้อ >> https://www.facebook.com/ZuiiFs/
เอาล่ะขายของ มังงะไดยะลิขสิทธิ์โดยสยามอินเตอร์นะคะ ACT II ออกแล้วด้วยนะ! >> https://siamintershop.com/
ส่วนอนิเมค่าย Zuii-fs แปลอยู่ค่ะ ตามไปให้กำลังใจแอดมินกันได้เน้อ >> https://www.facebook.com/ZuiiFs/
No comments:
Post a Comment