Thursday, 15 April 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GeYu] Switch

 Fanfic Jujutsu Kaisen

Switch

 

 

Pairing   : Geto Suguru x Itadori Yuji

CW         : Violence, Bully, Harassment, Obsession, Possession, Death, Twist

 

 

               

อิตาโดริ ยูจิที่รู้จักคือเด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นเต็มใบหน้า ดวงตาแฝงความอ่อนโยน และมักจะมอบอ้อมกอดที่อบอุ่นหาใดเปรียบให้ตนด้วยความยินดี

“กลับมาแล้ว สุงุรุ!

ทว่าน้ำเสียงสดใสที่ได้ยินเมื่อวานราวกับเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง

แม้มีใบหน้าดุจเดียวกัน ดวงตาคู่เดียวกัน แต่อิตาโดริ ยูจิตรงหน้ากลับมีบรรยากาศชวนให้อยากถอยหนี อีกฝ่ายเก็บรอยยิ้มที่เคยเห็นจนเจนตา หลงเหลือเพียงความเย็นชาอันไม่อาจแตะต้อง กระทั่งน้ำเสียงยังห่างเหินดั่งสนทนากับคนแปลกหน้า

“ขอความกรุณาหลบไปด้วยครับ”

นี่เป็นท่าทีต่อ ‘มนุษย์’ ของยูจิ

ในช่วงเวลาที่ได้รับบาดเจ็บเขาพบเจอเพียงความอ่อนโยนเอาใจใส่ มาตอนนี้ความเป็นจริงตอกหน้าอย่างโหดร้ายว่าความแสนดีทั้งหลายแหล่ของยูจิมีให้เพียงคนในครอบครัวและสัตว์ตัวเล็กๆ เท่านั้น

                อาการต่อต้านบ่งบอกอย่างชัดเจน

                เด็กคนนี้เกลียดผู้คน

                เมื่อปรากฏกายในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษจึงได้รับการปฏิบัติอันไร้ไมตรี

                เพราะอยากจะโอบกอดเด็กหนุ่มผู้อ่อนโยน ตอนฟื้นตัวและได้ร่างมนุษย์กลับมา ‘สุงุรุ’ ไม่คิดหน้าคิดหลัง รีบเร่งออกจากอพาร์ทเมนท์กลางเมืองเพื่อเจออีกฝ่าย เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะโดนปฏิเสธ บัดนี้ความกระตือรือร้นทั้งหลายประหนึ่งโดนสาดให้มอดดับด้วยน้ำเย็น

ขายาวๆ ก้าวหลบเพื่อเปิดทางให้ยูจิอย่างเงียบงัน

                แล้วยูจิก็เดินเฉียดไหล่ผ่านไปทั้งอย่างนั้น

                ไม่ปรายตามอง

                และไม่สงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าชายแปลกหน้าที่โผล่พรวดมาขวางทางเป็นใคร

                ราวกับแค่เอื้อนเอ่ยกับใครก็ตามเพิ่มแม้เพียงครึ่งคำก็เป็นการเผาผลาญพลังงานชีวิตโดยไม่จำเป็น

 

 

                เมื่อสูญเสียพลังเวทเกะโทจะคืนร่างเป็นแมวดำตัวน้อย ยิ่งเหลือพลังเวทน้อยเท่าไหร่ยิ่งตัวเล็กและสิ้นฤทธิ์มากเท่านั้น หนนี้เพราะฟาดฟันกับจิ้งจอกแล้วเสียท่า สัตว์วิเศษผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องมีสภาพไม่ต่างจากแมวจรบาดเจ็บข้างถนน น่าอดสูเป็นที่สุด

                เดิมทีคิดว่าต้องหาที่สงบๆ พักฟื้น ระหว่างนั้นกลับมีคนใจดีเก็บตนขึ้นมาก่อน

            “เลือดเต็มเลยแฮะ”

                มือของยูจิสัมผัสขาหน้าและร่างกายส่วนอื่นอย่างทะนุถนอม ช้อนตัวเกะโทขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตโดยไม่รังเกียจว่าสกปรกหรือไม่ ไม่เพียงพาไปรักษา ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ยูจิดูแลเสมือนเป็นแก้วตาดวงใจน้อยๆ ก็มิปาน

อีกฝ่ายเป็นนักเรียนมัธยมปลาย กลางวันไปเรียน เย็นไปทำงานพาร์ทไทม์ กลับถึงบ้านช่วงหัวค่ำ พอมาถึงจะอุ้มเกะโทมากอดอย่างรักใคร่ ลูบหัวลูบหาง คลอเคลียจนขนยุ่งไปหมด จากนั้นจึงให้อาหาร พาไปอาบน้ำ ตอนนั่งดูหนังหรือทำการบ้านก็เกาะหนึบเป็นตังเม แถมยังตั้งชื่อให้ว่า ‘สุงุรุ’ ด้วย

เอาเข้าจริงเกะโทแอบรำคาญอยู่เล็กๆ ทว่าพอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มไร้พิษภัยก็ใจอ่อนยวบ ปล่อยให้เด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูงทำขนสีดำอันเงางามของตัวเองพันกันยุ่งต่อไป

            “สุงุรุน่ารักจังน้า”

            “รักสุงุรุที่สุดเล้ยยย”

            “ปกติแมวตัวอื่นว่าง่ายอย่างแกมั้ยเนี่ย”

            “นี่ๆ มาเล่นกันเถอะ”

            “แหงะ กระถางต้นไม้นี่ของพี่นะ ถ้าพี่รู้ว่านายทำพังมีหวังโดนไล่ออกจากบ้านแน่ อย่าเอ็ดไปเชียว”

                กับเด็กร่าเริงแบบนี้ ใครจะทำใจร้ายได้ลง

                ใช้เวลาราวหนึ่งปี พลังเวทของเกะโทฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์ บาดแผลน้อยใหญ่สมานตัว ไม่หลงเหลือกระทั่งอาการบาดเจ็บภายใน กระนั้นเขากลับอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากสถานที่พักพิงในปัจจุบัน แม้มิมิโกะกับนานาโกะ ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสนิทชิดเชื้อเช่นคนในครอบครัววิงวอนให้ตนรีบกลับไปรวมกลุ่มกับคนที่เหลือ เขาก็เอาแต่ผัดผ่อน ทุกวันคอยลดขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นตามพลังเวทที่ฟื้นตัวให้เหลือเท่าลูกแมวตัวน้อย ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงไร้พิษภัยไปแล้วจริงๆ

                เขาผูกพันกับยูจิอย่างประหลาด

                ความผูกพันนั้น นานวันยิ่งคล้ายคลึงกับคำว่ายึดติด

                ทั้งที่ไม่เคยผูกสมัครรักใคร่กับมนุษย์แท้ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตัดใจทิ้งคนคนนี้ไม่ได้

ในวันที่เกะโทฟื้นตัวเต็มร้อย สิ่งแรกที่ลงมือทำคือเปลี่ยนร่างสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์แล้วออกไปหายูจิที่ไปเรียน ตอนนั้นในฐานะที่โดนกอดทั้งตัวมาตลอด เขาอยากจะกอดยูจิบ้าง แล้วก็อยากเห็นปฏิกิริยาว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าอย่างไรตอนรู้ว่า ‘แมว’ ที่ตนเลี้ยงดูปูเสื่อแท้จริงไม่ได้เป็นแมวธรรมดา

ความรักล้นเหลือตลอดปีที่ได้รับทำให้คิดว่าไม่ว่าตนเป็นอย่างไรก็จะได้รับความรักต่อโดยไม่มีเงื่อนไข

                ผลคือเขาคิดอะไรง่ายไป

                อย่างที่เห็น...ต่อหน้าคนอื่น อิตาโดริ ยูจิเป็นเด็กหนุ่มผู้เฉยชาไร้อัธยาศัย ก่อกำแพงอันมองไม่เห็นขวางกั้นคนนอกหนึ่งชั้น เกะโทไม่อาจบุ่มบ่ามเจาะกำแพง จำต้องล่าถอยกลับบ้านอย่างชอกช้ำ รอจนถึงตอนยูจิกลับบ้านหัวใจอันบาดเจ็บถึงได้รับการเยียวยา เจ้าคนที่เย็นชาเป็นหิมะเดินได้เมื่อตอนกลางวันยิ้มกว้างพุ่งเข้ามากอดรัดแล้วพรมจูบตนในร่างแมวอย่างบ้าคลั่ง

ดูท่ามนุษย์ที่ได้รับความอ่อนโยนจากยูจิมีแค่โจโซผู้เป็นพี่ชายกับนานามิผู้เป็นญาติจริงๆ

                ทว่าเกะโทไม่อาจเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ได้ตลอดไป...ทั้งยังไม่ยินดีจะเป็น

            ทำยังไงดีนะ?

                เกะโทมักจะครุ่นคิดถึงแนวทางการปฏิบัติตัวในอนาคตอย่างกลัดกลุ้ม

แม้กลางวันเป็นได้แค่แมว อาศัยว่ากลางคืนยูจิพาตนมานอนกอดถึงสบโอกาสคืนร่างมนุษย์ ใช้จังหวะนั้นเปลี่ยนเป็นฝ่ายโอบกอดบ้าง กอดไปก็อยากจะหยิกแก้มนิ่มๆ สักทีด้วยความหมั่นเขี้ยว...แค่ไม่ได้เป็นแมวก็ไม่รักฉันแล้วเหรอฮึ?

                มีบ้างเหมือนกันที่ยูจิงัวเงียตื่นมากลางดึกจากการถูกรบกวน พอดวงตาคู่นั้นเผยความงุนงงระคนตกใจ เกะโทจะลูบเปลือกตา เอ่ยกล่อมว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ฝันเท่านั้น

               

 

                “ท่านเกะโทจะรับมนุษย์ผู้นั้นเป็นเจ้าสาวหรือคะ?”

                ช่วงเวลาที่ยูจิไปเรียน โจโซไปทำงาน เกะโทออกจากบ้านที่ไม่มีคนอยู่กลับมารวมกับกลุ่มอมนุษย์ที่ตนรวบรวมเอาไว้นับร้อยปี ด้วยผู้นำมักหายตัวไปขลุกกับมนุษย์ มิมิโกะจึงงเอ่ยถามขึ้นมาจนได้

                ทุกคนในกลุ่มเคารพเลื่อมใสเกะโท และยังเป็นอมนุษย์ที่ไม่ได้ชิงชังมนุษย์เป็นทุน หากเกะโทพึงพอใจ พวกเขาทั้งหลายพร้อมยอมรับในตัวอิตาโดริ ยูจิ คำถามเมื่อสักครู่จึงเป็นการสื่อสารเพื่อถามโดยนัยว่า ‘อยากให้ช่วยทำอะไรหรือเปล่า?’

                คนถูกถามยิ้มขม

                คำตอบนั้นชัดเจน...มาตอนนี้แค่ได้โอบกอดยามหลับใหลไม่อาจบรรเทาความปรารถนาได้อีก เกะโทอยากจุมพิตหรือกระทั่งร่วมสัมพันธ์กับยูจิ การถูกกอดรัดหรือปรนนิบัติพัดวีในร่างแมวแต่ไม่อาจทำได้มากเกินกว่านั้นทำให้นับวันยิ่งอึดอัดร้อนรุ่ม ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นการทรมานตัวเองโดยแท้

                ...แต่ยูจิคงไม่ยอมมาเป็นเจ้าสาวให้

                ต่อให้ไม่เหลือบแลสังคม ปฏิเสธการสานสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น มีบ่วงเพียงโจโซและนานามิ...หากก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมย่างกรายสู่เขตแดนของอมนุษย์เพื่อเกะโท

                ที่ยูจิรักคือ ‘สุงุรุ’ ซึ่งเป็นแมวตัวหนึ่ง หาใช่สัตว์วิเศษ ‘เกะโท’ ผู้มีร่างจริงเป็นเสือดำขนาด 5 เมตร

                หลังจากครั้งแรกที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า เกะโทเคยใช้ร่างมนุษย์ปรากฏกายต่อหน้ายูจิเป็นครั้งคราว แต่สงสัยยูจิจะมองมนุษย์เป็นหัวมันเหมือนกันหมด แม้เคยเดินสวนตามท้องถนนหรือพูดคุยฉาบฉวยตอนแสร้งถามทาง ทุกครั้งที่เจอกันก็ยังมองเกะโทด้วยสายตาที่ใช้มองคนแปลกหน้า ไม่มีริ้วรอยงุนงงสับสนว่าเคยเจอกันมาก่อนสักกระผีกริ้น

                มีช่วงไม่กี่วันมานี้ที่เริ่มเหม่อลอย ยูจิเคยบ่นพึมตอนนวดอุ้งเท้าของเขา บอกว่าตอนกลางคืนเหมือนเห็นผู้ชายแปลกหน้า บางทีหากไปปรากฏตัวให้เห็นตอนกลางวันครั้งถัดไปอาจจำได้แล้วก็ได้

                แต่ไม่รู้ว่าจำได้แล้วจะทำอะไรนี่สิ...จะคิดว่าเป็นโรคจิตแล้วชกหน้าหรือเปล่า?

                ที่แน่ๆ คือยังไงก็คงไม่ญาติดีด้วย

                นิสัยไม่คบค้าสมาคมกับใครเป็นข้อดีหากมองในแง่ที่ว่าจะไม่โดนใครที่ไหนฉกแย่งไปเสียก่อน ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อเสียเพราะเกะโทจัดอยู่ในกลุ่มที่โดนยูจิเย็นชาใส่ไม่แตกต่าง

                “ถึงอยากให้มาเป็นเจ้าสาว ความยินยอมพร้อมใจต้องมาเป็นอันดับแรก”

                เหล่าอมนุษย์ที่เหลือมองความกลัดกลุ้มบนใบหน้าเกะโทแล้วสะท้อนใจ...การหลงรักมนุษย์ช่างยุ่งยากนัก

                นับจากแสดงเจตนารมณ์ พรรคพวกให้ความร่วมมืออย่างดี หาวิธีจีบคนบ้างล่ะ สืบสาวเรื่องของยูจิเพื่อนำมาประกอบข้อมูลพิชิตใจบ้างล่ะ นานวันเข้าเกะโทเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเหล่าลูกน้องปรารถนาดีหรือกำลังเล่นสนุกกันแน่ อารมณ์ประมาณ...พิชิตด่านเกมจีบหนุ่ม หากเกะโทจีบสำเร็จตามวิธีที่ตนแนะนำจะรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะทำนองนั้น

                อย่างไรก็ตาม หากผลลัพธ์ออกมาดี เกะโทไม่มีอะไรติเตียนหรอก

                ทุกๆ วันหลังใช้เวลาเรื่อยเปื่อยกลับกลุ่มอมนุษย์ของตน เกะโทกลับบ้านอิตาโดริตามเวลา รอคอยยูจิเปิดประตูผางแล้วร้องเรียก ‘สุงุรุ กลับมาแล้วววว’ ทว่าวันหนึ่งที่ไม่มีอะไรต่างจากวันอื่นๆ รอแล้วรอเล่ากลับไร้การเคลื่อนไหว สังคมยูจิคับแคบ อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้เวลากลับบ้านช้ามีแค่ตอนไปทำธุระเกี่ยวกับครอบครัว แต่วันนี้ไม่มีอะไรนี่นา?

จนโจโซกลับมาก่อนและให้อาหารแทน เกะโทก็ยังไม่เห็นเงายูจิ

                ดูจากสีหน้าไม่อนาทรร้อนใจของพี่ชายขี้ห่วง โจโซคงทราบอยู่ก่อนว่ายูจิจะกลับช้า แต่ในเมื่อเกะโทไม่ทราบและไม่อาจถามออกไปได้ เขาจึงอยู่ไม่สุข

                โจโซหนีบหลังคอแมวดำที่เดินวนไปวนมาหน้าประตูแล้วพาเข้ามาด้านใน โทรทัศน์ในห้องรับแขกฉายรายการเรียลลิตี้ โจโซในกล่องสี่เหลี่ยมกำลังให้คำแนะนำเรื่องแฟชั่นแก่ผู้เข้าแข่งขันประจำสัปดาห์อย่างแคล่วคล่อง ภาพลักษณ์ดูเคร่งขรึมและแข็งกร้าวกว่าตัวจริงซึ่งปล่อยตัวเกียจคร้านยามอยู่บ้านเล็กน้อย

“พนักงานพาร์ทไทม์ที่ร้านเคนโตะขอลางานกะทันหันยูจิเลยอยู่ช่วยจนเลิกร้าน อีกเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว เฮ้อ แต่แกคงไม่เข้าใจที่ฉันพูดมั้ง”

                เป็นดั่งคำบอกเล่าของโจโซ ยูจิกลับถึงบ้านราวสามทุ่มกว่า การต้องอยู่ทำงานนานขึ้นเป็นธรรมดาหากเหนื่อยล้าอิดโรย กระนั้นความเงียบงันกับบรรยากาศรอบตัวยังถือได้ว่าผิดแปลกไป

                พี่ชายแท้ๆ เล็งเห็นจุดนั้น โจโซเอ่ยถามสุ้มเสียงเป็นห่วง “ยูจิ วันนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

                “อ่า? ...นิดหน่อยครับ”

                คำตอบแบ่งรับแบ่งสู้แฝงเจตนากลายๆ ว่าไม่ต้องการอธิบาย กับคนในครอบครัวยูจิไม่โกหก แต่ถึงไม่โกหกก็ไม่ได้หมายความว่าจะเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง

เมื่อเห็นสายตาเป็นกังวลของพี่ชาย ยูจิสำทับเพิ่มเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก นอนสักตื่นเดี๋ยวก็ดีขึ้น ว่าแต่มีอะไรกินบ้างไหมฮะ?”

เนื่องจากกลับบ้านช้า ยูจิที่รับหน้าที่ทำมื้อเย็นจึงจัดเตรียมอะไรไว้ไม่ได้ ภาระงานหล่นใส่โจโซคนกลับบ้านก่อนทันที พี่ชายผู้กระตือรือร้นยินดีอย่างยิ่ง มื้อเย็นวันนี้จึงเป็นอาหารจากร้านสตรีทฟู้ดชื่อดัง โจโซได้ยินเพื่อนร่วมงานเล่าว่าสาขาต้นตำรับมีชื่อเสียงในหมู่นักชิม เมื่อเห็นร้านสาขามาเปิดใกล้บ้าน วันนี้จึงตัดสินใจออกนอกเส้นทางเล็กน้อยเพื่อซื้อมาเอาใจน้องชายสุดที่รัก

สีหน้ายูจิดีขึ้นขณะลิ้มรสของอร่อย เท่านี้โจโซค่อยเบาใจ “มีอะไรเล่าให้พี่ฟังได้ตลอดนะ”

“อื้อ”

เกะโทนอนเลียขนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบงัน จากนั้นอาศัยตอนอยู่เพียงลำพังลอบส่งสัญญาณให้อมนุษย์ชั้นต่ำซึ่งอยู่ใกล้ๆ...ไปรวบรวมข่าวสารให้หน่อยสิว่ายูจิไปพบเจออะไรมาถึงได้เซื่องซึมผิดสังเกต

 อมนุษย์ที่ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์มีมากมาย ทั้งอมนุษย์แท้ๆ ที่อำพรางตัวตน แล้วยังมีพวกเลือดผสมที่แทบไม่ต่างจากอมนุษย์ปกติอีกล่ะ กลุ่มของเกะโทมีขนาดใหญ่พอตัว เส้นสายจึงมากตาม เครือข่ายอันกว้างขวางทำให้เขาได้คำตอบอย่างรวดเร็วภายในเช้าวันถัดมา

เป็นข้อมูลที่น่าตกใจทีเดียว

“คนรักเก่า?”

ยูจิคนนั้นน่ะเหรอคนที่ไม่ชอบคบค้าสมาคมและวางตัวห่างเหินกับมนุษย์คนอื่นมาตลอดคนนั้นน่ะนะ?

“ใช่แล้วค่ะ นับจากแยกย้ายกันไปตอนท่านยูจิย้ายโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พบกันโดยบังเอิญราวสองถึงสามครั้งค่ะ ครั้งหนึ่งในนั้นคือเมื่อวันก่อนที่กลับบ้านช้าค่ะ”

“สองสามครั้งภายในสัปดาห์เดียวนับว่าบังเอิญได้หรือเปล่านะ?” เกะโทบอกไม่ถูกว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือไม่...มันมีความเป็นไปได้อยู่หรอก แค่ประจวบเหมาะเกินไปหน่อย

“ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับ คาดว่าคนรักเก่าเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้สิ้นหวังในสังคมมนุษย์จนกลายเป็นคนด้านชาอย่างทุกวันนี้ด้วย...” เสียงเล็กๆ ของอมนุษย์รูปร่างแมลงดังเจื้อยแจ้ว เป็นเสียงที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจสดับฟัง

คนรักเก่าของยูจิเป็นรักครั้งแรกเมื่อคราวเรียนอยู่มัธยมต้น ยูจิตกหลุมรักอีกฝ่าย ใช้ไม้อ่อนไม้แข็งโน้มน้าวรุกจีบกระทั่งได้คบหาเป็นแฟนกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว เสียดายว่าความสัมพันธ์หวานๆ ไม่จีรังยั่งยืน เด็กหนุ่มคนนั้นสับสนอยู่มาก ดูเหมือนแม้มีใจชอบพอก็ไม่อาจยืนหยัดไม่สนใจสายตาคนนอก เมื่ออดกลั้นจนมาถึงจุดหนึ่ง เขาบอกยูจิว่าไม่อยากเป็นพวกผิดปกติ ไม่อยากเป็นเกย์...แล้วยุติทุกสิ่งลง หลบเลี่ยงยูจิราวกับหวาดกลัวอะไรสักอย่างเสียอย่างนั้น

การต่อต้านจากอดีตแฟนหนุ่มเป็นเสมือนตัวจุดชนวน ยูจิถูกคนในโรงเรียนซุบซิบนินทา กลายเป็นพวกแปลกแยก...กล่าวให้ระคายหูคือตกเป็นเหยื่อให้คนรังแก ทั้งสาดถ้อยคำหยามหยัน หรือการกลั่นแกล้งหนักเบาทั้งหลายแหล่

แม้แต่เด็กหนุ่มที่เคยเป็นแฟน ยามยูจิต้องผจญวาจาเสียดหูหรือโดนลอบทำร้าย ฝ่ายนั้นกลับหลบหน้าหนีหายอย่างขลาดเขลา

...คนเรามันก็แค่นี้เอง

มองหาใครก็ตามให้ตนได้เหยียบย่ำระบายความทุกข์ แม้แต่คนที่เคยบอกรักยังหลบลี้เมื่อพบว่าจะโดนลากลงปลักโคนไปด้วยกัน

ในช่วงแรกยูจิพยายามอดทนด้วยไม่อยากก่อปัญหาให้เรื่องถึงหูพี่ชาย โจโซทำงานในวงการ เป็นสไตลิสและมีชื่อเสียงอยู่บ้างในแวดวงแฟชั่น ครอบครัวเหลือเพียงพวกเขาเท่านั้น ยูจิไม่อยากให้พี่ชายผู้ขยันทำงานหาเลี้ยงตนต้องวิตกกังวล

ความคิดนี้เหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้เกือบเทอม

อดทน อดทน ต้องอดทนเอาไว้...

ต่อเมื่อความอดทนถูกผลาญจนไม่มีอะไรเหลือ อิตาโดริ ยูจิซึ่งมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์และมีความโอหังเต็มเปี่ยมทุบล็อกเกอร์เก็บรองเท้าจนยุบลงไป 5 เซนติเมตรในวันหนึ่งจนได้

เขายังชกเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นพี่อีก 8 คนในวันเดียวกัน

ความเก็บกดที่สะสมมานาน ยามระเบิดออกย่อมมีพลังทำลายล้างรุนแรง

ผลคือโดนเรียกผู้ปกครองและทำทัณฑ์บน

โจโซตกใจมากตอนรู้เรื่อง กระนั้นพี่ชายผู้ไม่เคยมองเห็นความผิดพลาดของน้องชายไม่ต่อว่าต่อขานยูจิแม้เพียงครึ่งคำ หลังได้ฟังเรื่องราวจากทุกฝ่าย โจโซออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้เด็กๆ ที่บาดเจ็บพร้อมค่าทำขวัญโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แถมยัง ‘มือลื่น’ ใส่อาจารย์ที่ปรึกษาผู้ละเลยนักเรียนของตนไปอีกหนึ่งหมัด

น้องชายเกรงว่าพี่ชายจะให้ท้ายตนเกินพอดี ตัดสินใจเอ่ยปรามไม่ให้ทำเกินกว่าเหตุ ผลคือโจโซผู้สวมสีหน้าเย็นยะเยียบใส่คนรายล้อมกลับเดินเข้ามาลูบหัวยูจิ ระบายยิ้มอ่อนโยน กล่าวว่าจะให้ย้ายออกจากสถานที่เฮงซวยพรรค์นี้เอง

พี่รู้ว่ายูจิรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ดังนั้นจะไม่ต่อว่าในเรื่องที่ยูจิรู้อยู่แก่ใจหรอก

พอสำทับว่าให้ปล่อยวาง จงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเสร็จ ก็บอกว่าจะพาไปกินซูชิฉลองย้ายโรงเรียนต่อหน้าผู้อำนวยการ

นี่เองคือจุดเริ่มต้นการปฏิเสธผู้คนของยูจิ

กระนั้น ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย เขาเพียงเก็บเนื้อเก็บตัวกว่าเดิมนิดหน่อย และไม่คบหาใครใกล้ชิดด้วยเกรงจะมาเจ็บหนักเอาภายหลัง...ยิ่งคาดหวังมากเวลาผิดหวังยิ่งเจ็บปวด สู้ไม่สร้างพันธะใดๆ ต่อใครดีกว่า

อาการมาหนักข้อขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน

เหตุเกิดช่วงปิดเทอม โจโซไหว้วานให้ยูจินำนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งไปให้ที่สตูดิโอด้วยเหตุผลว่าเรือนที่ใส่ไปตอนแรกดูไม่เข้าชุด อยากเปลี่ยนไปใช้อีกเรือนกะทันหัน

ยูจิขึ้นรถไฟฟ้ามุ่งสู่ปลายทางที่พี่ชายแจ้ง คราวเคราะห์มาเยือนระหว่างทางเพราะถูกลวนลาม นอกจากโดนลูบบั้นท้ายอย่างหยาบโลน ชายแปลกหน้ายังชักชวนให้ไปด้วยกันและจะให้เงินเป็นค่าเสียเวลา พฤติกรรมหน้าไม่อายกลางวันแสกๆ ตกอยู่ในคลองสายตาของผู้โดยสายที่แม้จำนวนไม่มากเท่าชั่วโมงเร่งด่วนแต่ก็มีอยู่หลายคนบนรถขบวนนั้น

กรณีทำเป็นมองไม่เห็นยูจิไม่ถือสาหาความ เข้าใจว่าคงไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น แต่พอหางตาเห็นคนบางกลุ่มกระซิบกระซาบแล้วแอบหัวเราะกันขณะลอบมองตน บางสิ่งในใจพังทลายไม่เหลือชิ้นดี

อา มนุษย์นี่มัน...

เฮงซวยทั้งหมด

                จากนั้นยูจิก็ชกตาลุงหื่นกามจนล้มในหมัดเดียว เหยียบไหล่ฝ่ายนั้น แล้วเริ่มประเคนหมัดและเท้าใส่ด้วยดวงตาไร้จุดโฟกัส จำไม่ได้ชัดเจนนักว่าลงมือไปมากแค่ไหน รู้แค่ว่าเจ้าพวกที่ลอบหัวเราะเยาะตนหยุดสุมหัวหัวร่อต่อกระซิก เปลี่ยนเป็นเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมาแทน

                ยูจิพาร่างอันเละเทะของชายสวมแว่นออกจากรถไฟฟ้าชานชาลาถัดไป แม้ถูกดึงคอเสื้อลากแพรดๆ ไปกับพื้น ทั้งยังน่าจะหายใจไม่สะดวกด้วยคอเสื้อรัดคอ ทว่าชายผู้น่าสงสารแค่ประคองสติไว้ได้ก็เต็มกลืน ไม่ต้องพูดถึงเรี่ยวแรงขัดขืนเลย เขาโดนยูจิเหวี่ยงทิ้งเสมือนทิชชูใช้แล้ว รอจน รปภ.สถานีวิ่งเข้ามาดูสถานการณ์ ยูจิก็เล่าทุกอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตบท้ายอีกว่า “ผมยินดีไปโรงพัก”

                กระนั้น เมื่อเช็คกล้องวงจรปิด ยูจิที่ยินดีมีเรื่องให้ถึงที่สุดกลับต้องมาเจรจาประนีประนอม ดูเหมือนคู่กรณีจะหน้าบางและไม่อยากให้เรื่องไปถึงที่ทำงานว่าต้องการซื้อบริการเด็กหนุ่มที่ผ่านไปมา ซ้ำยังโดนเด็กหนุ่มคนดังกล่าวอัดยับฝ่ายเดียวอีกต่างหาก

                จากมุมมองคนไม่รู้กฎหมาย ยูจิคิดว่าหากต้องไปโรงพักจริงๆ คนที่จะซวยกว่าคือตน ในเมื่อปิดคดีกันได้ก่อนถึงตำรวจ ตัวเองน่าจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่า เขาจึงไม่โต้แย้ง

                ส่วนนาฬิกาของโจโซ...นั่นแหละ ไปส่งไม่ทัน

                แต่เกะโทไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว

เอาเป็นว่าเรื่องราวในอดีตจากปากลูกน้องทำให้เหมือนได้ขยับเข้าใกล้ยูจิอีกนิดหน่อย แม้ระยะที่ใกล้ขึ้นจะแลกมาด้วยความรู้สึกท้อแท้อย่างประหลาดก็ตาม

...กับคนแบบนี้ต้องทำยังไงถึงจะหันมารักชอบตนได้กัน?

 

 

หมากตาแรกสำหรับเกะโทผู้ใจเย็นและรอบคอบคือเก็บข้อมูล

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

เจ้าแฟนเก่าโผล่มาทำไม ยูจิคิดจะคืนดีไหม ต้องไปดูให้เห็นกับตา

พอออดอ้อนเข้าหน่อย อิตาโดริ ยูจิผู้อยู่ในช่วงเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยตัวเหลวใจเหลวไปหมด ซื้อตะกร้าขนาดเล็กมาจากร้านออนไลน์แทบจะทันที พอได้ของก็อุ้มลูกแมวสีดำลงตะกร้า พาออกไปอ่านหนังสือสอบด้วยกันอย่างกระตือรือร้น รอยยิ้มเบิกบานติดจะน่าขนลุกเหมือนชิ้นส่วนในสมองหล่นหายไปในท่อระบายน้ำ

นอกจากย้ายสถานที่อ่านหนังสือมาเป็นที่ที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ยังเตรียมนมแมวและของกินอีกเล็กน้อยติดตัวมาด้วยตั้งแต่ออกจากบ้าน เกะโทพอใจกับการเอาใจใส่นั้น ในทางกลับกันก็รู้สึกผิดเพราะแทนที่ยูจิจะได้นั่งอ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ เจ้าตัวกลับเอาแต่หันเหสายตามาทางตนแล้วหยอกล้อเล่นด้วย

รักสัตว์จริงๆ แฮะ

เหตุการณ์ทำนองนี้ดำเนินซ้ำซากจนล่วงเข้าวันที่ 4 โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เกะโทคิดว่าขืนตนยังเกาะหนึบตามมาตอนกลางวันต่อไปได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนของยูจิแน่ ควรคิดแผนอื่นดีกว่า

แต่แล้วเด็กหนุ่มที่รอคอยพลันปรากฏกาย

ที่ทำยูจิเสียสมาธิมา 3 วันเต็มไม่สูญเปล่าแล้ว

เกะโทมองผู้มาใหม่จากในอ้อมกอดของยูจิ พ่อหนุ่มคนรักเก่าเป็นหนุ่มหน้าสวยชื่อฟุชิงุโระ เมงุมิ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ดูเคร่งขรึมเกินวัย แม้มองภายนอกเห็นว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนุ่มน้อยของตน บุคลิกกลับต่างกันเหมือนอาศัยในคนละสังคม

ก่อนหนีบเกะโทมาด้วยยูจิไปท่องตำราในห้องสมุด เพิ่งเปลี่ยนมานั่งคาเฟ่ได้ไม่กี่วัน การพบเจอเฉพาะที่ห้องสมุดนับว่าบังเอิญได้ ทว่าย้ายสถานที่แล้วยังอุตส่าห์เจอกันอีก ในความเห็นเกะโท มันเป็นเหตุจากความตั้งใจของมนุษย์ ไม่ใช่ชะตาฟ้าลิขิตแต่อย่างใด

                ลมพัดหวนจริงๆ หรือเนี่ย?

                เกะโทรอชมท่าทีทั้งสองอย่างสนใจใคร่รู้ ผลคือยูจิไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร ยังคงจับปากกาด้วยมือหนึ่ง กอดรัดเกะโทด้วยอีกมือ พอเสียสมาธิก็จะซุกซบขนนุ่มนิ่มแล้วร้องเรียก ‘สุงุรุ~’ เสียงฉอเลาะ ทางด้านอีกคน แม้ไม่ได้เอ่ยวาจาอันใด สีหน้ากลับไม่สดใสราวกลืนความคับข้องลงไปเต็มท้อง

                หากไม่บอกว่าเป็นคนรักเก่า อย่าว่าแต่คนรู้จักเลย เกะโทคงคิดว่าไม่เคยเจอกันมาก่อนด้วยซ้ำ

                สรุปผล...ไม่มีค่าให้ใส่ใจ

                วันนั้นยูจิเก็บข้าวของลงกระเป๋าตอนใกล้ห้าโมงเย็น พาเกะโทกลับโดยไม่ได้โอภาปราศรัยกับฟุชิงุโระสักคำ

                มั่นใจแล้วว่ายูจิจะไม่กลับไปคบหากับแฟนเก่า เกะโทจึงไม่เกาะแข้งเกาะขาขอตามยูจิออกไปข้างนอกตอนกลางวันอีก วันสอบใกล้เข้ามาทุกขณะ ไม่ควรรบกวนสมาธิเด็กเตรียมสอบมากไปกว่านี้ ถึงยูจิหงอยลงไปถนัดตาตอนถือตะกร้าเข้ามาแล้วตนสะบัดตัวหนี เขาก็ต้องใจแข็งเข้าไว้

                ถึงอย่างนั้นพอเห็นยูจิซึมเพราะตน คนมีความรักอดปวดใจไม่ได้ เกะโทที่กลับมาหาพวกพ้องจึงดูระทมทุกข์อยู่นิดๆ สองสาวฝาแฝดมิมิโกะกับนานาโกะเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังให้กำลังใจเขา แถมแหวเสียงดังใส่อมนุษย์ระดับต่ำ รีบๆ บอกมาได้แล้วว่าช่วงแรกๆ เจ้าฟุชิงุโระอะไรนั่นไปคุยอะไรกับท่านยูจิไว้หรือเปล่า!

                “อ้อ เจ้าหนุ่มมนุษย์คนนั้น ความจริงเข้ามาขอคืนดีล่ะค่ะ” เสียงเล็กของแมงมุมตัวจิ๋วฟังลนลานเมื่อถูกดุ

                เธอสาธยายว่าจะเรียกเป็นลมพัดหวนก็ไม่ถูกต้องนัก ฟุชิงุโระ เมงุมิติดค้างอิตาโดริ ยูจิ เมื่อได้พบกันจึงเอ่ยขอโทษ คาดหวังว่าจะดีต่อกันได้ดังเดิม ทว่าปฏิกิริยาตอบรับเย็นชาเกินไป ยูจิรับฟังสิ่งที่พูด ทว่าไม่ได้อภัยให้

            ‘นายขอโทษเพื่อให้ตัวเองสบายใจเป็นเรื่องของนาย ฉันได้ยินและรับรู้แล้ว แต่จะให้ปล่อยวางไม่ถือสาหาความคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ยกโทษให้ก็เป็นเรื่องของฉัน

                ยูจิตอบรับเพียงเท่านี้ในห้องสมุด จากนั้นไม่พูดคุยกับฟุชิงุโระอีก อย่างมากคือผงกศีรษะให้เล็กน้อยแทนการรับคำทักทายเมื่อได้พบเจอกันครั้งถัดๆ มา อย่างไรก็ตาม หากฟุชิงุโระไม่ทักก่อน ยูจิจะทำเป็นมองไม่เห็น

หรือก็คือ ลองไม่มีความสัมพันธ์ดีๆ แต่เก่าก่อนก็เป็นอากาศธาตุสำหรับยูจิกันได้หมด

                 ได้ยินว่าหลังจากนั้นฟุชิงุโระยังปรากฏตัวต่อหน้ายูจิอีกหลายครั้ง ทว่าไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับไปจนต้องล้มเลิกความพยายาม

           

 

เป็นเด็กที่ยุ่งยากจังน้า...

                เกะโทนอนตะแคงใช้ศอกข้างหนึ่งดันตัวจากเตียง อีกมือใช้ข้อนิ้วไล้ใบหน้ายามหลับใหลของคนข้างๆ

ถึงภายในห้องนอนยามค่ำคืนมืดมิดก็ไม่มีผลต่อดวงตาอมนุษย์ เขายังคงมองเห็นอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ยิ่งมองหน้าตาไร้เดียงสาของยูจิยิ่งอับจนปัญญา...จะรุกใส่ก็ถอย ไม่รุกก็ไม่อยู่ในสายตา

                ตอนอยู่ในบ้าน ทั้งร่าเริง ขยันขันแข็ง ช่างเอาอกใจ แถมยังออดอ้อนเก่งแท้ๆ นอกบ้านกลับเป็นแบบนั้น...

                พอขอบข่ายคนได้รับความรักเหลือเพียงหยิบมือ หยิบมือเล็กๆ จึงได้รับความรักจากยูจิมากมาย น่าเสียดายว่าแม้เกะโทเป็นหนึ่งในนั้น กลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเกะโทที่ยูจิมองเห็น เขาต้องการให้ยูจิรักทั้งหมดของตน ไม่ใช่เฉพาะตอนเป็นแมว ทว่าการหาโอกาสเปิดเผยตัวจริงช่างยากเย็นเหลือเกิน

                เกะโทหวั่นใจว่าจะถูกเกลียดกลัว อมนุษย์กับมนุษย์แตกต่างกันมาก ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนยอมรับความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ได้

                “อุ...”

                อ๊ะ แย่ล่ะสิ

                เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอบีบแก้ม แม้รีบปล่อย ดวงตาของยูจิกลับลืมขึ้นมาเสียแล้ว ถึงเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง เกะโทในคราวนี้กลับลนลานกว่าปกตินิดหน่อยเพราะเป็นวัวสันหลังหวะ...แอบดึงแก้มด้วยความหมั่นเขี้ยว ลงแรงมากเกินจนยูจิรู้สึกตัว เผอเรอได้น่าขายหน้าที่สุด

                “ยูจิ คือว่านะ...”

                ทุกครั้งที่โดนจับได้กลางดึก เกะโทไม่เคยเปลี่ยนร่างกลับเป็นแมว รอบนี้ก็ด้วย เขารีบดึงยูจิมากอดแนบอกตามความเคยชิน ระหว่างลูบหลังกล่อมนอน สมองพยายามคิดว่าควรพูดอะไรออกไปดี

                มิคาดว่ายูจิกลับยกแขนข้างหนึ่งพาดเอวของตน...แถมยังเบียดตัวเข้าชิด ศีรษะพาดบนไหล่ ปลายจมูกปัดผ่านกระดูกไหปลาร้า

ลมหายใจแผ่วค่อยที่รินรดราวกับไม่ใช่เรื่องจริง

                หัวใจเจ้ากรรมของเกะโทเต้นตูมตามแทบหลุดจากอก ความเคลื่อนไหวหยุดชะงักทั้งตัว ตั้งรับไม่ทันกับวาสนาอันไม่คาดคิด

แต่แล้วหัวใจที่เต้นกระหน่ำก็มีอันต้องเกือบหยุดเต้น

                “สุงุรุ...”

                “...!!!!!

                “...นอนดีๆ ...สิ”

                แล้วก็รั้งเอวเกะโทเข้ามากอด

                “...!!

                ภายในร่างกายแข็งทื่อ หัวใจที่เกือบหยุดเต้นกลับมาทำงานอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เกะโทหน้าแดงเถือกในความมืด ระบบทุกอย่างในร่างกายลัดวงจร

                หวา อะไรเนี่ย น่ารักชะมัด เกือบเผลอจับจูบแล้วมั้ยล่ะ!

                ความสุขท่วมใจชนิดต้องเพิ่มระดับการระมัดระวังตัวเอง หากได้เห็นหน้ายูจิตอนนี้หรือโดนกระตุ้นอีกนิดอาจได้จุมพิตลงไปจริงๆ

เพื่อป้องกันการลงมืออุกอาจ เกะโทนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกจนกว่ากายใจจะสงบลง รอจนจังหวะหายใจคืนสภาพ มือหายสั่น เขาค่อยกดคางลงบนกลุ่มผมสั้นๆ สีอ่อน พยายามกอดตอบยูจิโดยระมัดระวังไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวขึ้นมาอีก

อันตรายๆ

                ปฏิกิริยายามสะลึมสะลือเมื่อครู่ของยูจิไม่ได้แฝงความนัยอะไรเป็นพิเศษ มั่นใจได้ว่าไม่รู้ตัวจริงของเกะโท อารามสับสนระหว่างความจริงและความฝันทำให้ทุกสิ่งสับสน คงรู้แค่ตรงหน้าตนคือ ‘สุงุรุ’ ไม่ได้เฉลียวใจหรอกว่า ‘สุงุรุ’ ที่มองเห็นมีรูปลักษณ์ผิดไปจากสามัญสำนึก

                กระนั้น เกะโทรู้สึกดีใจ

                นั่นเพราะจิตใต้สำนึกของยูจิไม่ได้ต่อต้านไม่ว่าภายนอกของเขาจะเป็นอย่างไร

 

 

เผลอเดี๋ยวเดียวยูจิเข้าเรียนมหาลัยมาได้ครึ่งปีแล้ว เมื่อไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ากระตุ้น เกะโทยังคงใช้ชีวิตแต่ละวันในฐานะแมวตัวหนึ่งในบ้านอิตาโดริต่อไป อายุขัยของอมนุษย์ระดับสูงยืนยาวมาก สำหรับเขา ช่วงที่นั่งๆ นอนๆ ไม่ได้หยิบจับลงมือทำอะไรไม่อาจนับว่าเสียเวลาได้ด้วยซ้ำ

เดิมตั้งใจอยู่อย่างนี้อีกสักพัก กระทั่งมีข่าวเรื่องการชิงอาณาเขตมาถึงหู

“ใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนสินะ”

เป็นหัวหน้ากลุ่ม จะให้อยู่เฉยไม่ทำอะไรขณะที่ลูกน้องกำลังเดือดร้อนก็ไม่ได้

การขยายอิทธิพลจากอมนุษย์เมืองเคียงเกิดขึ้นประปราย ความเร็วในการควบคุมดูแลแปรผันตามศักยภาพของศัตรู จากข่าวคราวของผู้ใต้บังคับบัญชา เกะโทประเมินว่าต่อให้ตนเดินหน้ารับมือเองก็ไม่อาจจบศึกได้เร็วกว่านี้ แต่ก่อนเขาไม่มีพันธะ ตอนนี้มียูจิอยู่ด้วย คงไม่อาจไปจากอีกฝ่ายนับเดือนแล้วหวนกลับมาใหม่

“ให้มิกุเอลแปลงร่างเป็นท่านเกะโทระหว่างนี้ดีไหมคะ?” นานาโกะเสนอ

ความสามารถในการจำแลงกายของทานุกิเลื่องชื่อลือชา ถ้าเกะโทพะวักพะวง สามารถให้มิกุเอลสวมรอยเป็นแมวในช่วงที่เกะโทไม่อยู่ได้ รอภาระเสร็จสิ้น เกะโทสามารถกลับบ้านอิตาโดริได้โดยไร้ปัญหา

ทว่าเกะโทยอมรับการแก้ปัญหาอันล้ำเลิศไม่ได้ สำหรับชายหนุ่มผู้มีความรัก เป็นธรรมดาที่จะไม่พอใจหากจินตนาการเห็นคนที่ชอบพรมจูบหรือออดอ้อนคนอื่นในคราบตน

อันที่จริง...เกะโทมีความคิดหนึ่ง เป็นเรื่องที่ตัดสินใจเมื่อนานมาแล้วว่าจะทำ แค่ว่าจะลงมือจริงเมื่อไร

ดูเหมือนเวลานั้นมาถึงเร็วกว่าที่คาด

 

 

คืนวันที่เกะโทตกลงใจแน่ชัด ยูจิฝัน

ในดินแดนขาวโพลนไร้สูงต่ำซ้ายขวา ชายหนุ่มคนหนึ่งพลิ้วกายลงมาจากเหนือศีรษะ ชุดสีดำแขนเสื้อกว้างทิ้งตัวตามการเคลื่อนไหวของแขนเพรียวยาว ดวงตาชั้นเดียวกับหางตาเฉียงขึ้นทำให้ใบหน้านั้นดูเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก ทว่ารอยยิ้มเปี่ยมเมตตาอ่อนโยนเฉกเช่นพระโพธิสัตว์

ยูจิคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านี้

“ยูจิ” เสียงทุ้มต่ำหวานหูกังวานก้องในดินแดนแปลกประหลาด “ฉันต้องไปแล้ว”

เจ้าของชื่อเกือบหลุดปากสวนว่า ‘นายเป็นใคร’ ทันใดนั้นสัญชาตญาณกลับหยุดยั้งเอาไว้ ใบหน้าเบื้องหน้าซ้อนทับกับใบหน้าพร่ามัวเลือนรางใบหน้าหนึ่ง ยูจินึกไม่ออกในเวลาอันสั้นว่าเป็นความทรงจำเมื่อตอนไหน

                 ตั้งแต่ม.ต้น ยูจิเย็นชาต่อผู้คนรายล้อมมาโดยตลอด ไม่น่าเชื่อว่าสามารถยืนนิ่งให้ชายไม่รู้ที่มาที่ไปถือวิสาสะลูบหน้าตัวเอง

                เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้น

                “เป็นอะไรไป จำฉันไม่ได้เหรอ?”

กลิ่นเฉพาะตัวอันคุ้นเคยจากมือที่สัมผัสตนอย่างอ่อนโยนขับให้ปากขยับไปเอง “...สุงุรุ?”

ชายหนุ่มผู้ดำปลอดไปตั้งแต่เส้นผมจรดเสื้อผ้ายิ้มตาหยี เขาส่งเสียงว่า “อือฮึ” จากนั้นจึงเลื่อนนิ้วโป้งมาเกลี่ยริมฝีปากของยูจิ เอ่ยต่อว่า “ถึงจะอยู่กับยูจิต่อไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ อยากอยู่กับยูจิตลอดไป”

“หมายความว่าไง?” ‘มนุษย์’ คนนี้กำลังคุกคามตนแท้ๆ ยูจิกลับไม่ต่อต้าน จะเป็นเพราะฝันก็ดี จะเป็นเพราะสับสนก็ดี หรือจะเป็นเพราะใจยอมรับคนคนนี้ก็ช่าง ที่แน่ๆ คือยูจิโอนอ่อนผ่อนตามเขา รวมทั้งว้าวุ่นเมื่อได้ยินว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ภายนอกไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทว่าความอบอุ่นจากเนื้อหนังเหมือนสัมผัสตอนโอบกอดสุงุรุไม่มีผิด

ชายผมดำยิ้มคลุมเครือ แทนที่จะตอบคำถาม เขาเลือกถามกลับว่า “ยูจิอยากอยู่กับฉันไหม?”

“เอ๊ะ?”

“อยากอยู่กับฉันหรือเปล่า?” น้ำเสียงอ่อนโยนถามซ้ำ

“...”

ยูจิหลบดวงตาคู่ลึกล้ำตรงหน้า ประกายบางอย่างในห้วงสีดำทำให้เขาตกประหม่า เผลอถูปลายนิ้วเข้าด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

                “งั้นเหรอ เข้าใจแล้ว”

                “สุงุรุ...!

                ทันทีที่ฝ่ามือผละห่างออกไป ยูจิรีบคว้ามันเอาไว้ก่อนสมองทันประมวลผล ชายชุดดำผู้รามือด้วยท่าทางเศร้าหมองเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาแทน “ยูจิ?”

                “สุงุรุ...สินะนายหมายความว่าไง นี่คืออะไร มาบอกลาเหรอ พูดมาให้ชัดๆ ได้หรือเปล่า?”

                “...”

                “นี่!

                เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ ยูจิซึ่งก้มหน้าก้มตาถามคำถามเงยหน้าขึ้นทันควัน มองเห็นชายชุดดำแกะนิ้วสั่นๆ ที่กำรอบข้อมือตัวเองออกทีละนิ้วอย่างนุ่มนวลแล้วพลิกกลับมาประสานมือหลวมๆ แทน

                “อายุขัยของแมวสั้นกว่ามนุษย์นี่นา ใช่แล้ว...ฉันมาลายูจิน่ะ”

                “...!!

                “แต่ว่า ก่อนที่จะหายไป อยากยืนยันกับยูจิก่อน” ว่าพลางสืบเท้าเข้าหาจนแผ่นอกแทบชิดกัน เรือนร่างที่สูงกว่าก้มลงมองยูจิ ดวงตาที่หรี่ลงคล้ายจันทร์เสี้ยวอ่อนโยนมาก “รู้หรือเปล่า ถ้ายูจิยินยอม พวกเราสามารถอยู่ด้วยกันได้ในโลกหน้านะ”

                “โลกหน้า?”

                “ใช่ หลังจากยูจิหมดอายุขัย เรายังอยู่ด้วยกันได้ ฉันอยากอยู่กับยูจิตลอดไป แต่ยูจิล่ะ ยังอยากอยู่กับฉันหรือเปล่า?”

                ภาพความทรงจำของลูกแมวสีดำไหลสู่สมองเช่นสายน้ำไหล เมื่อตรองดูแล้ว การขาดสุงุรุไปก็คือการสูญเสียหัวใจส่วนหนึ่ง ยูจิยอมรับโดยดุษฎีว่าทนรับความสูญเสียนั้นไม่ได้

                วงแขนอันอ่อนโยนพลันโอบล้อมร่างสั่นเทาคล้ายปลอบโยน

                เสียงกระซิบหวานปานน้ำผึ้งดังขึ้นริมใบหู

                “ว่าไง ยูจิ?”

                “ฉัน...”

                “...”

                “ฉันอยากอยู่กับสุงุรุ”

 

 

                ดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงกลางความมืด อิตาโดริ ยูจิดีดตัวผลุงจากเตียง ร่างกายร้อนวูบไม่ผิดจากตอนเป็นไข้ แม้ได้รสคาวเลือดในปาก แต่ความร้อนใจจากฝันร้ายสั่งให้คิดเอาเองว่าคงเผลอกัดลิ้น สิ่งที่ควรสนใจก่อนสิ่งอื่นใดคือแมวดำที่ควรจะทอดตัวนอนข้างกายต่างหาก

                “สุงุรุ!

                ยูจิเปิดโคมไฟข้างหัวเตียงก่อนสะบัดผ้าห่มดังพรึ่บ

                แมวดำตัวหนึ่งหลับใหลอยู่บนผ้าปูที่นอนสีส้ม

                เขากำลังจะพรูลมหายใจด้วยความโล่งอก ปลายนิ้วที่สัมผัสก้อนขนดันส่งถ่ายความแตกต่างของอุณหภูมิผิวกายผ่านเส้นประสาทจนทั่วร่างสั่นสะท้าน ครั้นรีบร้อนช้อนร่างเล็กๆ ขึ้นมาอุ้ม ความเป็นจริงที่ว่าชีวิตหนึ่งสูญสลายไปแล้วฟาดเปรี้ยงอย่างโหดร้าย

                สุงุรุตัวแข็งทื่อ ไม่มีไออุ่นหลงเหลืออยู่อีก

                “สุงุรุ...สุงุรุ!

                หน้าปัดนาฬิกาบอกเวลาตีสี่สิบสามนาที อิตาโดริ ยูจิอุ้มแมวดำผลุนผลันออกจากห้องนอนราวจะไขว่คว้าความหวังสุดท้ายอันไม่มีอยู่จริง

 

 

                ดาดฟ้าอาคารฝั่งตรงข้ามมีอมนุษย์กลุ่มหนึ่งแออัดอยู่ พวกเขาเว้นที่ว่างพิศวงกับขอบตึกทำให้มีเพียงชายหนุ่มผมสีดำยาวยืนตระหง่านห่างออกไปเพียงผู้เดียว

                เกะโทเลียคราบเลือด จากนั้นไล้ริมฝีปากซึ่งยังเหลือไออุ่นของใครบางคนอย่างเผลอไผล

                บรรดาลูกน้องปล่อยให้เขาจับจ้องห้องหนึ่งในอพาร์ทเมนท์ฝั่งตรงข้ามโดยไม่เข้ามารบกวน เขาควรตอบแทนความเอาใจใส่นั้นโดยไม่รั้งรอนานกว่านี้

                ยูจิ...นั่นเป็นแค่ตัวตายตัวแทน ฉันยังอยู่ตรงนี้

                เราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแน่นอน

                รอจนเด็กน้อยของตนกระวีกระวาดลุกจากเตียงจนหายลับไปจากคลองสายตา เกะโทซึ่งยังไม่อิ่มเอมนักถึงตัดใจผินหน้ากลับมาหาพวกพ้องที่รอคอยตนอยู่ได้ เขาสะบัดชายเสื้อแขนกว้าง เอ่ยอย่างมั่นคงว่า “ไปกันเถอะ”

 

               

                เกะโทใช้เวลารับมือกลุ่มอำนาจข้างเคียงเป็นเวลาห้าสัปดาห์ถึงขับไล่ออกจากเขตอิทธิพลของตนได้สำเร็จ

                เนื่องจากจัดฉากให้ ‘สุงุรุ’ ตายจาก แม้รีบร้อนกลับมาหาคนในดวงใจ เกะโทไม่อาจกลับไปอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายได้ดังเดิม เขาเฝ้ามองยูจิจากจุดที่อีกฝ่ายมองไม่เห็นและไม่เคยไปปรากฏตัวต่อหน้าฝ่ายนั้นไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ใด

                ‘สัญญา’ ระหว่างเกะโทกับยูจิเกิดขึ้นแล้ว

                เมื่อยูจิสิ้นอายุขัย ข้อผูกมัดทางวิญญาณจะส่งผลให้เกะโทเสียพลังไปครึ่งหนึ่งเพื่อแปรสภาพวิญญาณของยูจิเป็นอมนุษย์ ในจุดนี้จะบอกว่าเกะโทขี้โกงก็ได้ เขาโน้มน้าวให้ยูจิยินยอมรับสัญญาโดยบอกรายละเอียดเพียง ‘อยู่ด้วยกัน’ และไม่เอ่ยถึงการเปลี่ยนอีกฝ่ายให้เป็นอมนุษย์

                แต่ปัญหาเฉพาะหน้าเอาไว้แก้กันทีหลัง

                เพราะพอยูจิกลายเป็นอมนุษย์แล้ว วิญญาณที่ยึดโยงกันอย่างแนบแน่นจะทำให้หนีห่างไปจากผู้มอบชีวิตใหม่อย่างเกะโทไม่ได้

                สิ่งที่ควรทำคือรอคอย...แค่รอคอยวัยสิ้นอายุของยูจิ สำหรับอมนุษย์ นั่นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เกะโทอาจใช้ชีวิตมาไม่นานมากเมื่อเทียบกับอมนุษย์ชั้นสูงอื่นๆ แต่เขารู้ตัวว่ามีเวลาเหลือมากมาย ชีวิตหนึ่งของมนุษย์ก็แค่ชั่วพริบตา

                ทว่าอดทนเฝ้ามองได้เพียงสองปี ในวันหนึ่งขณะยูจิซึ่งร่ำเรียนมหาลัยวิทยาลัยปีสามกำลังเดินทางไปเรียน เกะโทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอดกลั้นไม่อยู่ให้ลูกน้องได้ยินว่า

            “จัดการที”

                ด้วยเหตุนี้ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น อิตาโดริ ยูจิ ‘ประสบอุบัติเหตุ’ ถูกชายที่คลุ้มคลั่งกะทันหันแทงตายขณะพยายามช่วยหญิงสาวคนหนึ่งจับสุนัขที่หนีออกจากคลินิก

 

 

                นับจากอิตาโดริ ยูจิสิ้นชีพ เกะโทเร่งร้อนกลับที่พักของตน เก็บตัวมิดชิดไม่ยอมให้ใครเข้าพบ เขานั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหิน เฝ้ารอบางสิ่งอย่างใจจดใจจ่อจนกล้ามเนื้อเกร็งเครียดทั่วทั้งตัว กระทั่งสัมผัสได้ถึงวิญญาณที่มีกลิ่นอายของตนนั่นแหละ สรรพางค์กายถึงได้ผ่อนคลายลงในรอบ 48 ชั่วโมง

                เรือนร่างที่เฝ้าคะนึงหาก่อตัวในรูปลักษณ์ที่แทบไม่ผิดไปจากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ลวดลายประหลาดบนร่างกายเรืองแสงเล็กๆ ก่อนจมลงไปใต้ชั้นผิว เหลือเพียงขีดใต้ดวงตาสองข้างที่ยังอยู่เป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป

ด้วยถูกผูกมัดกับวิญญาณของเกะโท อมนุษย์ชีวิตใหม่นี้จึงถือกำเนิดใกล้ๆ ต้นตอพลังอย่างเขา เกะโทช้อนร่างที่ยังไม่ได้สติขึ้นมาตะกรองกอดบนตักอย่างทะนุถนอม เฝ้ารอเวลาที่เปลือกตาคู่นั้นจะเผยอออก

เขาไม่ได้เห็นเงาสะท้อนตัวเองในดวงตาอีกฝ่ายมานานเต็มที

สัมผัสผ่านผิวกายอันอบอุ่นที่ร้างราไปเพียงสองปีก็ยาวนานดั่งเป็นเรื่องเมื่อร้อยปีก่อนเช่นกัน

เทียบกับเวลา 48 ชั่วโมงในการก่อสร้างวิญญาณใหม่ การรอคอยให้ ‘ยูจิ’ ลืมตาสั้นกว่ามาก ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังกอดเอาไว้ แพขนตาของร่างในอ้อมอกก็สั่นไหวและลืมขึ้น

นัยน์ตาซึ่งกลายเป็นสีดำเหมือนกันกับตนเลื่อนลอยและง่วงงุนอยู่บ้าง

เกะโทประทับริมฝีปากบนเปลือกตาคู่นั้นอย่างอดไม่อยู่

 “อรุณสวัสดิ์ ยูจิของฉัน”

นิ้วเรียวยาวไร้เรี่ยวแรงของคนเพิ่งตื่นจากนิทราสัมผัสผิวแก้มของเกะโท จากนั้นน้ำเสียงแหบพร่าเจือความไม่แน่ใจก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงบ

“นี่มัน โลกหลังความตายงั้นเหรอส่วนนาย...สุงุรุ...?”

“อืม ฉันเอง”

ความปีติยินดีทะลักท่วมจนเนื้อตัวสั่นเทา เกะโทกอดยูจิแนบแน่น

เขาทำแม้กระทั่งเรื่องต่ำช้าเพื่อให้ยูจิหวนคืนสู่ตนเร็วขึ้น แต่หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไร พวกเขาจะไม่พลัดพรากกันอีก ไม่ว่าใครหน้าไหนก็กีดกันพวกเขาออกจากกันไม่ได้ หรือต่อให้ถูกยูจิที่รู้ความจริงโกรธเข้า ด้วยวิญญาณที่ไม่มีวันแยกจากและเวลานิจนิรันดร์นี้ เกะโททำให้ยูจิลืมเลือนความโกรธได้อย่างแน่นอน

“ฉันรักยูจิที่สุดเลยล่ะ”

“...อือ”

เพราะร่างกายยังไม่สมบูรณ์ดี สติรับรู้ของยูจิเริ่มเลือนราง ความง่วงเข้าถาโถม เขาได้ยินคำรักแผ่วๆ จึงพยายามตอบกลับไปเหมือนที่เคยพูดบ่อยๆ เมื่อสมัยก่อนว่า ‘รักสุงุรุที่สุด

แม้เสียงแหบเครือแทบไม่พ้นคอ ทว่าเกะโทได้ยินทุกคำ รอยยิ้มบนใบหน้าจึงอ่อนโยนลงอีกหลายส่วน

“อืม เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

สิ้นเสียงหวานล้ำ เกะโทช้อนคางยูจิผู้จมสู่ห้วงนิทราให้เชิดคางขึ้นแล้วจุมพิตริมฝีปากราวให้สัตย์สาบาน

 

 

1 comment:

  1. ดีมากเลยค่ะ เราชอบคุณแต่งเกะยูมาก อร่อยมากเลย;-; แอบอยากเห็นชีวิตหลังจากนี้ของทั้งคู่จังค่ะ

    ReplyDelete