Sunday, 20 March 2022

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GeYu] Shut

Fanfic Jujutsu Kaisen

Shut

 

 

Pairing   : Geto Suguru x Itadori Yuji

Rating    : NSFW

CW         : Aphrodisiac, Rape, Kidnapping, Imprison, Abuse, Underage, Unsafe sex, Explicit Sex scene, Forced Marriage, Blackmail, Age Gap

 

 

 

ตอนรู้สึกตัวว่าถูกอากาศลูบไล้ผิวกายโดยตรงทั่วทั้งร่างก็สะท้านเยือก ต่อมายังพบว่ามีผ้าพันรอบตาแน่นหนา สองมือถูกมัดเหนือศีรษะ

มีชีวิตอยู่จนอายุ 15 ปี อิตาโดริ ยูจิไม่เคยถูกลบหลู่ขนาดนี้มาก่อน นอกจากความอับอายคือความโมโหโกรธาอันรุนแรง

ด้วยความที่เท้าสัมผัสพื้นเพียงหมิ่นเหม่ ยามออกแรงดึงทึ้งเชือกเพื่อหาทางเป็นอิสระร่างกายจึงเสียสมดุลได้ง่าย นอกจากนี้อุปกรณ์พันธนาการยังแข็งแรงแน่นหนา ดิ้นรนจนแสบผิวยังไม่ให้ผลลัพธ์ดังหวัง ตอนนี้สภาวะทางอารมณ์จึงเพิ่มความสิ้นหวังกับหวาดกลัวเข้ามา

ก่อนนี้อิตาโดริไม่รู้สถานการณ์จึงไม่ซี้ซั้วส่งเสียงเรียกคน...เกรงว่าจะได้รับการซ้ำเติมแทนช่วยเหลือ ทว่าหากรั้งรอต่อไปตัวเองจะหมดแรงเข้าเสียก่อน ซ้ำยังเปลืองเวลาโดยใช่เหตุจึงกลับลำ

แต่ว่า

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ทำให้รู้สึกเสียใจภายหลังมากที่สุดในชีวิต

เขาได้ยินเสียงบุรุษเอ่ยเรียก “องค์ชาย” หลังร้องขอความช่วยเหลือ แม้สำรวม หากเจือแววหยอกเย้าหยาบโลนอย่างประหลาด

อิตาโดริขนหัวลุกทันที สัญชาตญาณบอกให้หลีกหนีให้ไกล ทว่าไม่ทันได้ประท้วงขัดขืน สองขาโดนรวบให้ไม่ให้แผลงฤทธิ์ จากนั้นกลีบปากถูกงัดอ้า โดนบังคับให้กลืนยาสองเม็ดลงไปด้วยลิ้นผู้อื่น

เขาเคยจูบก็จริง แต่ไม่เคยถูกบังคับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถูกบีบให้กินของไม่รู้ที่มาด้วยปากใครก็ไม่รู้

“จะคายออกมาไม่ได้นะ”

นิ้วมือข้างหนึ่งสอดเข้ามาในปาก ฝืนดันเม็ดยาลงไป

อิตาโดริกลัวจนน้ำตาไหล ใครอีกคนกลับหัวเราะเสียงแผ่วในลำคอ ร่างกายที่ไม่รู้จักยิ่งบดเบียดแนบชิด ลูบแผ่นหลังเปลือยคล้ายจะปลอบโยน พร้อมกันนั้นก็เลียน้ำตาสลับพรมจุมพิตแผ่วๆ ทั่วใบหน้า ทำให้อยากอาเจียนออกมาด้วยความขยะแขยง

กลัว

แม้ร่างกายแข็งแรง เรี่ยวแรงที่คนตรงหน้าใช้ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของตนกลับแสดงออกชัดว่ามีกำลังทัดเทียมกัน นอกจากนี้คือตกอยู่ในสารรูปเป็นรอง ยาสองเม็ดนั้นเองก็ยังไม่รู้ว่าจะแสดงฤทธิ์แบบไหนออกมา

กลัว กลัว กลัว

 “ปล่อยข้าไปเถอะ”

ใครบ้างไม่ชอบถูกขอร้องดีๆ แม้ทั้งโกรธทั้งกลัวจนอยากสบถด่าบรรพบุรุษ อิตาโดริยังมีสติยั้งคิดพอจะพยายามเจรจาหว่านล้อม สิ่งสำคัญที่สุดคือพาตัวเองให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ตรงหน้า เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ทว่าชายปริศนาไม่เอ่ยอะไรอีกเลย เขาเพียงแต่หัวเราะเบาๆ สุ้มเสียงนุ่มนวล หรือไม่ก็ร้อง อืม หืม และคำที่ไม่มีความหมายชัดเจนอะไร จากการพึ่งพาประสาทรับเสียงของอิตาโดริ ในบรรดาเรื่องเลวร้ายทั้งมวล มีเรื่องดีอยู่อย่างที่ชายคนนี้ปรากฏตัวเพียงลำพัง ไม่ได้ยกคนเป็นโขยงมาพร้อมกัน

หลังกลืนยาไปได้ราวครึ่งชั่วโมงอิตาโดริก็อ่อนแรงลง สติที่เคยคมชัดพร่าเบลอตามลงไปด้วย เขาถูกปล่อยตัวลงมาในตอนนั้นเอง จากนั้นถูกช้อนข้อพับยกตัวลอย มาได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้งเอาตอนนี้เช่นกัน

“ห้ามปล่อยออกมาล่ะ”

ชายคนนั้นจับเขากรอกน้ำ

...ทางทวารหนัก

ขังน้ำเอาไว้ เมื่อปล่อยออกก็เติมเข้ามาใหม่จนเต็มท้อง อิตาโดริทรมานอย่างมาก แต่คนคนนั้นอ่อนโยนเพียงน้ำเสียง ไม่ยอมให้ขัดขืนตั้งแต่ต้นจนจบ รอจนถ่ายน้ำครั้งสุดท้ายออกมาหมดเขาก็ไม่รู้แล้วว่ามีถ้อยคำวิงวอนใดที่ตนยังไม่ได้ใช้ออกไป อย่างไรก็ตาม อิตาโดริคิดว่ามันคือการทรมานรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับอันยากจะทานทน

กระทั่งถูกพาตัวมานั่งยังพื้นที่ให้สัมผัสค่อนข้างนิ่มและปูด้วยผ้า

หนังศีรษะชาวาบทันที

“นี่...!

ด้วยเรี่ยวแรงเหือดหาย แรงต่อต้านจึงเล็กน้อยจนเหมือนคนรักกระบิดกระบวนแง่งอน คู่กรณีไม่นำพาต่อการดิ้นรนเล็กๆ จับอิตาโดริพลิกคว่ำ บั้นท้ายเปลือยลอยโด่งจากพื้น เพราะมองไม่เห็น ประกอบกับสติไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แน่นอนว่ามึนเบลอทันที

นิ้วเปียกๆ ค่อยๆ สอดเข้ามายังช่องทางด้านหลังในจังหวะดังกล่าว

ทั้งที่ควรรังเกียจเต็มกำลัง ร่างกายกลับเปิดรับง่ายดายกว่าที่คาด อิตาโดริได้ยินเสียงหัวเราะสมใจ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ถูกรุกคืบอย่างเชื่องช้าและใจเย็น นิ้วที่สอดไล้เข้ามาเพิ่มจำนวนทีละนิด ไม่รู้ว่าเสียเวลาไปเท่าไหร่แต่สุดท้ายสามนิ้วก็ชำแรกภายในได้ในที่สุด ทั้งกำเริบเสิบสานถือดี ทั้งนุ่มนวลอ่อนหวาน

ความรู้สึกมากมายประดังประเด ทว่าในเมื่อถูกขืนใจ จะอย่างไรก็ไม่รู้สึกดี

“ฮือออ...ฮึก...”

“ไม่แข็งจริงๆ แฮะ”

นิ้วมือที่นวดคลึงช่องทางเร้นลับผละออกไป อุ้งมือซึ่งฟอนเฟ้นด้านหน้าก็เช่นกัน ผิวกายของมนุษย์คนอื่นละจากผิวของอิตาโดริครู่หนึ่ง จากนั้นจมูกพลันกระสากลิ่นแปลกๆ ร่างกายเขาบังเกิดความเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อกลิ่นนั้น นอกจากมีปฏิกริยาตอบสนองคือหยุดเสียดสีร่างกายกับพื้นผ้าด้านล่างไม่ได้

ชั่วประเดี๋ยวเดียวบั้นเอวถูกรั้งขึ้น ฝ่ามือหยาบลูบส่วนสำคัญซึ่งแข็งชันของอิตาโดริอย่างย่ามใจ จากนั้นสอดนิ้วไล้ไปด้านล่าง จับบั้นท้ายเต็มมือแล้วแหวกแยกออกจากกัน

จากนั้นความเป็นชายร้อนลวกสอดแทรกเข้ามา คืบคลานทีละกระเบียดอย่างเชื่องช้าหากดึงดัน ทั้งที่จุกและอยากอาเจียน ร่างด้านบนกลับไม่นำพา เสือกไสเข้ามาจนสุดในคราวเดียว นอกจากเสียงพรูลมหายใจสุขสม อีกฝ่ายไม่ส่งเสียงใดอีก มุ่งหมายเพียงพิชิตชัยให้ราบคาบ เขาโจนจ้วงเข้าใส่อิตาโดริไม่พูดจา ช่วงแรกยังมีแก่ใจคิดถึงคนด้านล่างอยู่บ้าง ทว่าพอสาวกายเข้าออกได้ครู่หนึ่ง จังหวะเนิบนาบแปรผันเป็นดิบเถื่อน ประเดี๋ยวอุ้มตัวลอย ประเดี๋ยวจับแหกแข้งขา แทบจะปั้นเป็นก้อนแล้วกลืนลงท้องอยู่รอมร่อ

สติรับรู้หลุดลอยทำให้บอกไม่ได้ว่าโดนกดขย่มยาวนานแค่ไหนหรือโดนจับพลิกตัวไปมากี่ครั้ง นับจากถูกบังคับให้อ้าปากรับกลิ่นอายบุรุษเพศ อิตาโดริสูญสิ้นเรี่ยวแรงในการต่อต้านโดยสิ้นเชิง เขาสลบไปและรู้สึกตัวอีกครั้งเพราะแรงกระตุ้นจากบั้นท้ายซึ่งยังคงโดนชำเราซ้ำไปมา

“อึก”

                ตอนที่ผ้าปิดตาร่วงหล่น อิตาโดรินั่งคอพับคออ่อนอยู่บนหน้าขาของใครอีกคน

                ฝ่ายนั้นรั้งเอวของอิตาโดริ ขณะที่โยกสะโพก ปากและลิ้นพรมจูบสลับดูดเลียต้นคอกับสะบักของร่างในแขนเป็นแนวยาว

                อิตาโดริจิกแขนที่กอดตนไว้ สะอึกสะอื้นไม่หยุด “ขอร้องล่ะ...”

                ทว่ามืออันอุกอาจกลับบิดหน้าอกของเขา ลูบมาตามแอ่งสะดือ ก่อนจะแหวกแยกช่องทางที่เชื่อมประสานกันทางด้านหลัง ลำพังเสียงหยาบโลนจากการกระแทกกระทั้นก็ทำเอาแทบเสียสติ ทว่าของเหลวที่ไม่ควรมีไหลออกมาตามการเคลื่อนไหวพวกนั้นกลับทำให้อยากจะเป็นบ้าไปจริงๆ

                “อา...”

                เสียงหอบหายใจกระเส่าฟังไม่คุ้นหูจนไม่อยากเชื่อว่าดังมาจากริมฝีปากของตน ฟังคล้ายเสียงคร่ำครวญของสัตว์กินพืชที่ถูกรังแก ในทางกลับกัน เสียงลมหายใจที่รินรดผิวหนังร้อนผ่าวกลับคุกคามบ้าคลั่ง กลิ่นอายและรสชาติของบุรุษเพศฟุ้งตลบแทบสำลัก

                หลังจากขบกัดทั่วตารางผิวและดึงทึ้งยอดอกจนแสบร้อน อิตาโดริถูกกดหลังคอ จากนั้นริมฝีปากถูกครอบครองลึกซึ้ง เขาไม่มีแรงต่อต้าน ได้แต่ยินยอมให้ลิ้นอันอุกอาจกวาดต้อนดูดกลืนตามอำเภอใจ

                “องค์ชาย”

                น้ำคำเจือความรู้สึกลึกล้ำบางประการ...ทว่ามันแผ่วค่อยเกินไป อีกทั้งอิตาโดริตกอยู่ในสภาวะรู้สึกตัวเพียงครึ่งเดียวจึงไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

ขณะที่กำลังจะสิ้นสติไปอีกครั้ง ผิวกายยังคงถูกฟอนเฟ้น อีกทั้งของเหลวร้อนลวกก็ยังรินรดเข้ามาภายในร่างกายไม่หยุด

ร่างกายซึ่งแปดเปื้อนทั้งภายนอกและภายในถูกกัดกินจนไม่เหลือเค้าเดิม

 

 

อิตาโดริลืมตาตื่นเพราะความหิวโหย ทุกอณูร่างกายรวดร้าวจนยากแยกแยะว่าเจ็บปวดบริเวณใดมากที่สุด เขาฟื้นขึ้นมาบนเตียงในห้องหับอันหรูหรา เคราะห์ดีว่าไม่ถูกปิดตาแล้ว ทว่าข้อเท้าซ้ายถูกตีตรวนประหนึ่งนักโทษ

แม้สมองจะมึนตื้อ ห้วงความคิดไม่ปลอดโปร่ง ทว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโอ้เอ้ หากไม่หาทางเอาตัวรอดคงได้จบเห่เข้าจริงๆ ฉะนั้นจึงฝืนข่มความเจ็บปวดทั้งมวล ค่อยๆ หยัดกายลุกนั่งอย่างยากลำบาก

ม่านมุ้งอันสวยสดงดงาม พรมขนสัตว์หนานุ่ม เครื่องครามลวดลายอ่อนช้อย ไหนจะเครื่องเรือนที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความฟุ้งเฟ้อ ห้องอันโอ่โถงนี้ไม่อาจมีได้ในบ้านเรือนทั่วไป หากไม่อยู่ในวังหลวงก็ต้องเป็นเรือนใดเรือนหนึ่งในครอบครองของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางคหบดีผู้ร่ำรวย

 อิตาโดริข่มอาการปวดหัวจี๊ดและความรู้สึกอยากอาเจียน เขาคว้าผลไม้และน้ำดื่มจากโต๊ะข้างเตียงมากรอกใส่ปาก ถึงหวาดเกรงว่าจะผสมยาประหลาดอยู่บ้าง แต่เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว กินอะไรได้ก็กินไปก่อน

ถึงอย่างนั้นยังคงกินดื่มอะไรลงไปไม่ได้มากอยู่ดี

ถูกล่ะว่าร่างกายถูกชำระล้างจนหมดจด ได้สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ผ้าปูเตียงไร้ร่องรอยชวนคลื่นเหียน ทว่าผิวกายของตนปรากฏร่องรอยอันใดบ้าง รสชาติตกค้างในปากเป็นเช่นไร แล้วยังร่างกายซึ่งสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวไม่หายจากการถูกบุรุษบังคับล่วงล้ำ

เขาร่างกายแข็งแรงเปี่ยมกำลังวังชามาโดยตลอด แต่เพียงคืนเดียวกลับอ่อนแอลงเป็นคนละคน

ถึงแม้การตระหนักรู้เวลาจะผิดเพี้ยนไปเพราะอยู่ภายในห้องปิดมิดชิดไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ทว่าอิตาโดริยินดีฝังหัวตัวเองว่าเพิ่งจะผ่านไปเพียงคืนเดียวเท่านั้น เขาพยายามนึกหน้าตาของโจรราคะ เสี้ยวหนึ่งแอบคิดว่าเป็นคนใกล้ตัว ทว่าก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น ครึ่งหลังผ้าพันตาหลุดออกไปก็จริง ทว่าสติสตังเขาไม่ใคร่จะครบถ้วนนัก กล่าวคือนึกใบหน้าอะไรไม่ออกทั้งสิ้น

ว่าแต่ตอนนี้เขาถูกล่ามก็จริง แต่ไม่โดนปิดตาแล้ว ใครโผล่เข้ามาในห้องนี้ย่อมถูกเห็นหน้าจนหมด เจ้าโจรลักพาตัวคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือคิดจะใส่หน้ากากเข้ามา?

ด้วยไม่มีสิ่งใดให้ทำ ทั้งยังถูกจำกัดการเคลื่อนไหว หลังพยายามทำลายตรวนเท้าแล้วล้มเหลว ทั้งยังสลัดไม่หลุด หนีออกไปไม่ได้ อิตาโดริซึ่งตื่นตัวเต็มที่จึงเฝ้ารอออย่างระมัดระวัง ด้วยสถานะของตัวอิตาโดริเอง หากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยย่อมมีคนตามหา ข้อเท็จจริงนี้ช่วยให้เบาใจลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม อิตาโดริยังต้องการจัดการคนก่อเรื่องทั้งหมดด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องได้ออกหมัดใส่จนบุพการีจำไม่ได้

กระนั้นกลับไม่มีใครเลย

รอแล้วรอเล่า กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคนมาส่งอาหาร

จนไม่รู้แล้วว่าเวลาผ่านไปแค่ไหน

อิตาโดริรู้สึกหิวและง่วง ทว่าความอ่อนล้าทำให้ยากจะมั่นใจว่าเป็นผลกระทบจากนาฬิการ่างกาย อิตาโดริฝืนบอกตัวเองว่าตนอาจจะเพิ่งตื่นได้ไม่กี่ชั่วโมง ให้อดทนต่อ

อดทนอีกหน่อย

ทว่าสุดท้ายอิตาโดริ ยูจิก็จมห้วงนิทราไปอีกครั้ง

 

 

ร่างกายและสมองหนักอึ้งจนผิดสังเกต อิตาโดริคลับคล้ายคลับคลาว่าตนตื่นขึ้นมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนสลบไปหลายครั้ง รู้สึกว่าร่างกายถูกยกขึ้น ถูกจับเคลื่อนย้ายราวกับแบกหามสิ่งของ มีบางสิ่งถูกป้อนเข้ามาในปาก ทว่าเอาเข้าจริงเขาก็ไม่ค่อยรับรู้นักว่าอะไรเป็นอะไร

ตอนที่กลับมารู้สึกตัวโดยสมบูรณ์ อิตาโดริมองเห็นเค้าโครงใบหน้าเลือนราง

ใครกันนะ?

พอลองกะพริบตาเพื่อปรับโฟกัส กลับมีข้อนิ้วแข็งๆ ช้อนใบหน้าตนขึ้น จากนั้นใบหน้าซึ่งพร่าเบลอเมื่อสักครู่ก็ขยับเข้ามาใกล้แล้วสอดลิ้นลึกเข้ามาในปาก

จูบดูดดื่มทำเอาสมองตื่นในบัดดล อิตาโดริลืมตาโพลง ดิ้นรนออกจากสถานการณ์อันชวนหนาวสันหลัง กลับพบว่าพื้นที่รองรับไม่มั่นคง...หรือก็คือกำลังนั่งบนตักใครบางคนทั้งตัว แขนสองข้างก็ขยับไม่ได้เพราะถูกกระหวัดรัดพันในอ้อมกอดอย่างถือสิทธิ์

“อึก....!

พอขบฟันลงไปสุดแรง เจ้าคนหยาบคายถึงยอมละใบหน้าออกไป ทว่ายังคงรัดตัวอิตาโดริอย่างแนบแน่นเช่นเดิม

อิตาโดริถือโอกาสพิศน้ำหน้าบุรุษผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เสียงหัวเราะแผ่วต่ำในลำคอเหมือนเสียงที่ได้ยินความมืดเมื่อครั้งกระนั้นไม่ผิด

“เป็นองค์ชายน้อยที่น่ารักเหลือเกิน”

ดวงตาชั้นเดียวเรียวยาว รอยยิ้มอ่อนหวานละมุนตา เป็นใบหน้าเจือรอยยิ้มนุ่มนวลเปี่ยมเมตตาแท้ๆ กลับแสดงพฤติกรรมต่ำช้าทรยศภาพลักษณ์ อิตาโดริมองใบหน้านี้ตาค้าง แทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น

“เป็นท่าน....?! ได้ยังไงกัน...”

ทว่าริมฝีปากกลับถูกจุมพิตอีกครั้ง เกะโท สุงุรุเฝ้าวนเวียนสัมผัสอิตาโดริที่ตัวแข็งทื่อ คล้ายลุ่มหลงมัวเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ภายใต้อ้อมแขนอันแน่นหนา อิตาโดริดิ้นรนไม่หลุด เขาตระหนักถึงความผิดปกติโดยพลัน ตื่นเต็มตาเช่นนี้เรี่ยวแรงควรฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ คิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากถูกฤทธิ์ยาบางประเภทกดกำลังเอาไว้

ศักดิ์ฐานะสูงส่ง เปี่ยมอำนาจบารมี

นักบวชชั้นสูง ทำไมถึงได้ตกต่ำจน...

ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่าแรงจูงใจของเกะโท สุงุรุคืออะไร หากฉุดคร่าชาวบ้าน แม้มีสถานะเหนือผู้คนยังมิวายเสื่อมเสียหน้าตา อิตาโดริเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ อีกฝ่ายย่อมหนีโทษทัณฑ์สถานหนักไม่พ้น

“ฝ่าบาทยกพระองค์ให้กระหม่อมแล้ว”

“...!

ห้วงความคิดถูกทุบแหลกลาญในประโยคเดียว ลมหายใจของเกะโทรินรดผิวหนังบริเวณแอ่งชีพจร ระหว่างที่พูด สัมผัสจากริมฝีปากและลมหายใจร้อนรุ่มเพิ่มอุณหภูมิในตัวอิตาโดริให้พุ่งสูงจนแทบหมดสติ ต่อให้ถูกฟอนเฟ้นแฝงนัยทางเพศเขาก็ไม่มีใจขัดขืนแล้ว

โกหกหรือ?

น่าจะไม่ใช่

หากฝ่าบาทรู้เห็นและตกลงบางอย่างกับเกะโท ยินยอมยกตนให้ชายคนนี้จริง เรื่องที่ไม่มีใครออกตามหาและให้ความช่วยเหลือก็ดูสมเหตุสมผลดี

“อาจจะฟังไม่น่าเชื่อนัก แต่เดิมทีงานสมรสของเชื้อพระวงศ์ล้วนมีไว้เพื่อฉกฉวยผลประโยชน์ กรณีขององค์ชายก็เพียงแต่เปลี่ยนจากองค์หญิงแดนเหนือเป็นกระหม่อมเท่านั้น”

“สมรส?!

“พิธีจะมีในอีกสัปดาห์ให้หลัง และการขัดขืนก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดนักหรอกนะ”

อิตาโดริไม่ทราบว่าผลประโยชน์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคู่สมรสสำเร็จทั้งที่เพิ่งกำหนดตัวได้ไม่ทันครบเจ็ดวันคืออะไร อาจไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนแต่มีการข่มขู่คุกคามเพิ่มเข้ามาด้วย ในเมื่อจะอย่างไรอิตาโดริถูกจับตัวไประยะหนึ่ง

เขาไม่อยากคิดว่าฝ่าบาทจะยินยอมมอบบุตรชายให้ใครง่ายๆ เพียงเพื่อผลประโยชน์

แต่ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือ

“ท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่...”

ร่างกายเปลือยเปล่าถูกทาบทับ บุรุษต่ำทรามผู้นั้นเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขณะไล้ข้อนิ้วไปตามโครงหน้าของอิตาโดริ “ย่อมต้องเป็นองค์ชายน่ะสิ”

...ยอมยกท่านให้ผู้อื่นไม่ได้หรอก

 

 

Talk

วันเกิดยูจิ ลงโป๊ยูจิ

ความจริงตอนแรกจะเป็นนานะยูจิ แต่เปลี่ยนใจโค้งสุดท้ายแหละ

Monday, 14 March 2022

[Fanfic Blue Lock ; RinIsaNagi+Sae] ตรวนสีน้ำเงิน

 Fanfic Blue Lock

ตรวนสีน้ำเงิน

 

 

 

Pairing   : Itoshi Rin x Isagi Yoichi / Itoshi Sae x Isagi Yoichi / Nagi Seishirou x Isagi Yoichi

Rating    : SFW

AU           : Inhuman

 

 

                ตรวนคอสีน้ำเงินโปร่งใส ร้อยด้วยสายโซ่สีเดียวกันที่ส่วนปลายขาดแหว่งจนเหลือความยาวประมาณสิบเซนติเมตร หนาประมาณนิ้วหัวแม่มือ

มันปรากฏบนลำคอของอิโตชิ รินโดยไม่มีที่มาที่ไป

และหยุดกำปั้นของเขาเอาไว้ขณะกำลังตะบันปากไร้หูรูดของคนแปลกหน้า

มิน่าถึงโดนร้องเรียนมาเยอะขนาดนี้ นายเนี่ย ดูท่าจะเป็นตัวปัญหาจริงๆ ด้วยสิน้า

จากนั้นเสียงของบุรุษ...ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเด็กหนุ่ม ดังก้องในสมองโดยตรง

อิโตชิ รินผู้มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดเป็นเลิศลำดับความสำคัญได้ในทันที...ระหว่างเหยื่อไร้ทางสู้กับเสียงและตรวนปริศนา ย่อมเป็นอย่างหลังที่เป็นภัยคุกคามแก่ตนมากกว่า

เขาจึงลงมือเดี๋ยวนั้น เมินเฉยคนแปลกหน้าและพยายามทำลายพันธนาการรอบลำคอ

เสียงในสมองดังต่อราวกับเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมการดิ้นรนขัดขืนนี้เป็นอย่างดี เอ่ยขึ้นอย่างผ่อนคลายว่า อย่าขยับ

พริบตานั้นทั่วทั้งตัวของรินพลันชาหนึบ ขยับไม่ได้อย่างน่าโมโห ต่อให้ต้องการสบถด่า ลิ้นยังแข็งค้างตามไปด้วย

นี่มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นกันแน่!

 

 

ในแดนปิศาจมีคุกอยู่ 3 แห่ง คุกสีเหลืองสำหรับผู้ทำความผิดทั่วไป เช่น กักขังหน่วงเหนี่ยว ฉ้อโกง ลักทรัพย์ คุกสีแดงสำหรับผู้ทำความผิดร้ายแรง เช่น ฆ่าสังหารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ค้าอวัยวะ ค้ายาเสพติด และคุกสีน้ำเงินซึ่งแทบไม่ปรากฏข้อมูลสู่สาธารณะจนเป็นที่เล่าลือว่าน่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อให้มีคุกครบ 3 แห่งมากกว่า

จนกระทั่งสองเดือนหลังตรวนสีฟ้าปรากฏบนคอ อิโตชิ รินซึ่งได้พบบาจิระ เมงุรุ โดยบังเอิญถูกผู้คุมคุกสีเหลืองยิ้มกว้างใส่ อีกฝ่ายหยุดเท้าขณะเดินสวนกัน มองตนเหมือนสำรวจสิ่งของจัดแสดง

“สุดท้ายรินจังก็หนีไม่พ้นโดนล่ามสินะ!

เพราะตรวนสีน้ำเงินจะปรากฏเป็นครั้งคราวและหายไปเองโดยไม่มีใครมองเห็น รินซึ่งไม่เคยนำปรากฏการณ์ดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟังจึงทราบได้ทันทีว่าบาจิระผู้มองเห็นตรวนปริศนารู้อะไรบางอย่าง เขายังไม่ทันได้คาดคั้น อีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นก่อนเหมือนรอจังหวะเอ่ยถึงมานานเต็มที

“ตกใจเหรอ? นั่นเป็นสัญลักษณ์ของคุกสีน้ำเงินไงล่ะ!

หัวคิ้วเหนือดวงตาเรียวยาวขยับเข้าหากัน “คุกสีน้ำเงิน?”

“ใช่แล้ว ชิโดน่ะช่างเถอะ แต่ผู้คุมคุกสีน้ำเงินเป็นเพื่อนสนิทของฉันเอง!

ไม่เข้าใจปิศาจไฮเปอร์ผู้กำลังตบอกปุๆ ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจสักนิด รินไม่ได้ชอบเสวนากับใครมาแต่ไหนแต่ไร มิหนำซ้ำบาจิระยังเป็นสิ่งมีชีวิตเข้าใจยาก และยังเป็นหนึ่งในสามผู้คุมคุก ชายผู้ปกครองพัศดีและเหล่านักโทษแห่งคุกสีเหลือง มีอำนาจเรียกลมเรียกฝนในแดนปิศาจ

ในแดนแห่งนี้ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน คนใหญ่คนโตจากคุกสามสียังนับว่าเป็นคนใหญ่คนโตในบรรดาคนใหญ่คนโตอีกที แม้ท่าทางเหลาะแหละไม่ได้เรื่อง ตำแหน่งของบาจิระเป็นรองเพียงไม่กี่ชีวิตในแดนปิศาจหรอก อยู่ใกล้ส่วนปลายยอดของพีระมิดขนาดนั้น

หรือก็คือลำดับชนชั้นของรินอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อบาจิระออกปากเอง แสดงว่าคุกสีน้ำเงินมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่า และตนมีอันเข้าไปพัวพันโดยไม่ทราบสาเหตุเข้าเสียแล้ว

รินมั่นใจว่าหากตนก่อเรื่อง อย่างมากคือการใช้กำลังทำร้ายร่างกายหรือดูถูกเหยียดหยามให้ผู้อื่นต้องอับอาย ไม่ว่าจะอย่างไหนล้วนอยู่ในกรอบความรับผิดชอบของคุกสีเหลืองทั้งสิ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมไปเกี่ยวกับคุกสีน้ำได้

นอกจากนี้ รินเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระ ไม่ถูกจำกัดบริเวณหรือพฤติกรรม

อย่างนี้ยังเรียกคุกได้อีกรึ?

“คุกสีน้ำเงินไม่เหมือนคุกสีเหลืองกับคุกสีแดงหรอกนะ” บาจิระสังเกตสีหน้าของรินแล้วเอ่ยยิ้มๆ ท่าทางสนุกสนาน “เพราะหมอนั่นเจอตัวยากมาก อันที่จริงตอนนี้ฉันเลยอิจฉารินจังอยู่นิดหน่อย ดังนั้นจะไม่บอกใบ้อะไรไปมากกว่านี้”

วันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน อิโตชิ รินนั่งเงียบๆ ในห้องของตน พยายามใช้สมองร้อยเรียงจิ๊กซอว์ไม่ปะติดปะต่อเพื่อหาข้อสรุปว่าตัวเองกำลังเผชิญอะไรอยู่กันแน่ ว่ากันตามจริงทางที่ได้รับคำตอบสะดวกรวดเร็วและง่ายดายที่สุดคือถามอิโตชิ ซาเอะ พี่ชายซึ่งเป็นว่าที่ดยุคและรู้เส้นสนกลในของโลกปิศาจ ทว่ารินไม่อยากขอความช่วยเหลือจากหมอนั่น แม้ตอนนี้อับจนหนทาง ขอเลือกดิ้นรนด้วยตัวเองยังดีกว่าก้มหัวให้คนพรรค์นั้น

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ตรวนสีน้ำเงินไม่เคยปรากฏตอนรินอยู่ตามลำพัง มันมักจะโผล่มากะทันหันตอนเขามีเรื่องโต้แย้งกับคนอื่น คอยหยุดยั้งร่างกายหรือถ้อยคำซึ่งอาจก่อให้เกิดการพิพาท ใกล้เคียงการควบคุมพฤติกรรมพอสมควร

ส่วนเสียงของผู้ชายซึ่งได้ยินเป็นบางครั้ง แน่ชัดแล้วว่าเป็นเสียงของผู้คุมคุกสีน้ำเงิน ทั้งที่น่าจะเป็นปิศาจ แต่รินไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีปิศาจที่เข้าแทรกแซงสมองคนอื่นได้โดยตรงทั้งยังจำกัดพฤติกรรมของเป้าหมายได้ ถึงปิศาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและมีอายุขัยยืนยาว ความสามารถนอกรีตเหมือนหลุดมาจากหนังแฟนตาซีเช่นนี้ก็ยังยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง

หรือเพราะอย่างนี้เลยเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะไม่ได้?

แต่ถ้าตนถูกคุกสีน้ำเงินผูกมัด การพบผู้คุมน่าจะเป็นไปได้ไม่ใช่รึ?

ปัญหาคือจะไปหาตัวจากไหน ติดต่ออย่างไร สอบถามใครได้บ้าง

ความรู้สึกราวกับถูกจับตามองตลอด 24 ชม. ถูกบังคับควบคุมด้วยมือที่มองไม่เห็นทั้งน่าโมโหและน่าขยะแขยง หากประสาทอ่อนกว่านี้สักหน่อยอาจคลุ้มคลั่งเลยก็ได้

“เฮ้ย แกน่ะ มองอยู่หรือเปล่า”

ไม่มีเสียงตอบรับ

รินไม่แน่ใจว่าฝ่ายนั้นตีมึนหรือไม่อยู่จริงๆ อิงตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตพิสดารเพียงไหนก็ยังมีความต้องการพื้นฐานอย่างอาหารและการพักผ่อน ย่อมไม่มีทางเฝ้าดูรินได้ตลอดเวลา กระนั้น ทุกครั้ง ทุกครั้ง ทุกครั้ง ทุกครั้งที่รินมีเรื่องบาดหมางรุนแรงจนถึงขั้นใช้วาจาและร่างกายวิวาทกับคนอื่น ตรวนบนคอจะปรากฏขึ้นพร้อมเสียงถอนหายใจหรือคำพร่ำบ่น

ช่วยไม่ได้

เก้าอี้เลื่อนออกจากที่ ส่วนตัวคนนั่งลุกไปหยิบเสื้อโค้ทตัวยาว มุ่งหน้าสู่ย่านคนเดิน

เมื่อทะลุผ่านประตูเขตแดนก้าวสู่โลกฝั่งมนุษย์ ปิศาจจะกระซิบล่อลวง ชักจูงให้มนุษย์กดข่มสติสัมปชัญญะ โอนเอียงตามกิเลส ละทิ้งเหตุผลแล้วทำตามสัญชาตญาณ จากนั้นจะดูดซับพลังงานด้านลบที่มนุษย์แผ่ออกมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ

ข้อกำหนดของโลกปิศาจคือต้องผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจกฏระเบียบและรับทราบข้อมูลจำเป็นของมนุษย์ โดยระยะเวลาการศึกษานี้จะเสร็จสิ้นตามกำหนดตอนบรรลุนิติภาวะพอดี

รินในตอนนี้ข้ามไปไม่ได้

ทว่าแม้ข้ามไม่ได้ เขายังคงไปเพ่นพ่านบริเวณประตูซึ่งเต็มไปด้วยปิศาจและความเจริญได้

เพื่อลากคอเจ้าผู้คุมคนนั้นออกมา รินตั้งใจไว้แล้วว่าจะหาเป้าชกสักคน

หากมีเรื่องเจ้านั่นจะโผล่ออกมาแน่

รินนั่งดื่มชาร้อนบนม้านั่งริมทางเท้า มองหาเป้าหมายอย่างใจเย็น เขาตั้งใจว่าเป็นคนเมาคงดี ยั่วยุเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายๆ

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นมีชายใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราเดินตรงมาทางนี้พอดีอย่างกับได้ยินเสียงในใจของเขา

จังหวะที่ชายหนุ่มกำลังเดินผ่าน นิ้วโป้งดีดถ้วยกระดาษซึ่งดื่มชาหมดแล้วออกไปอย่างจงใจ

ทว่ามันกลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว

“ไม่สำนึกตัวเลยสินะ”

ถ้วยชาไม่ได้อยู่ในมือเป้าหมายแต่เป็นเด็กหนุ่มผมสีแดงยาว ใบหน้างดงามข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพศ ทว่าเสียงทุ้มต่ำเป็นของบุรุษอย่างไร้ข้อกังขา กระนั้น จะใบหน้าหรือน้ำเสียงนี้ รินล้วนไม่คุ้นเคย เห็นได้ชัดว่าเป็นคนแปลกหน้า

เขาลุกขึ้นยืนประจันหน้าอีกฝ่ายด้วยเกลียดความรู้สึกตอนถูกก้มลงมอง แน่นอนว่าด้วยร่างกายสูงใหญ่ พอหยัดกายเหยียดตรงจึงมีระดับสายตาสูงกว่าเด็กหนุ่มผมสีแดง

“แกเป็นใคร”

ด้วยลักษณะนิสัยเฉพาะตัวทำให้ไม่แปลกหากเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ยังเป็นลูกชายคนรองตระกูลดยุค มีพี่ชายโด่งดังในวงสังคม รินไม่สนใจว่าอีกฝ่ายรู้จักตนมาจากไหน เขาสนเพียงกล้าดียังไงถึงมาพูดจาสามหาวใส่ตนโดยไม่นึกย้อนถึงการกระทำในอดีตของของตัวเอง

“ทำตัวเรียบร้อยมาร่วมอาทิตย์ ในที่สุดก็เริ่มกลับมาเป็นเด็กมีปัญหาอีกแล้ว”

คำพูดคำจาน่าสงสัย

สมองอันฉับไวจับโยงคำสำคัญแล้วเชื่อมโยงเข้ากับคุกสีน้ำเงินอย่างรวดเร็วเพราะรินไม่ได้ก่อเรื่องเลยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีตรวนคอ ไม่มีเสียงของเจ้าคนที่ไม่เคยเห็นหน้าดังในหัว

แต่หากจะบอกว่าหมอนี่เป็นผู้คุมคุกสีน้ำเงิน...รินจำได้ว่าเสียงที่ได้ยินมาตลอดไม่ได้เป็นแบบนี้

หรือเจ้าของเสียงที่พูดใส่สมองไม่ได้เป็นผู้คุมตัวจริง?

ชายผมสีแดงประสานสายตากับรินอย่างไม่เกรงกลัวร่วมครึ่งนาที ดวงตานั้นราวกับจะเสาะหาใจจริง อ่านความคิดความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยอย่างอุกอาจ หลังเก็บสายตากลับไป เจ้าตัวเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าอยากเจอผู้คุมคุกสีน้ำเงินก็ตามฉันมา”

ต่อให้เกลียดการถูกสั่งเข้าไส้ ทว่าคราวนี้อิโตชิ รินไม่มีความเห็นเป็นอื่น

 

 

คุกสีแดงและสีเหลืองอยู่ใต้ดินอาคารบัญชาการใจกลางเมืองหลวง ตามตำราระบุไว้ว่ามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดพอๆ กับเมืองเมืองหนึ่ง เมื่อพิจารณาว่านักโทษทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ ณ คุกแห่งเดียวกัน เมืองที่นำมาใช้เปรียบเทียบคงไม่ใช่เมืองเล็กๆ

ในเมื่อคุกสีน้ำเงินเป็นเพียงเรื่องเล่าสำหรับรินจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้และให้ภาพลักษณ์แปลกแยก ดังนั้นเมื่อถูกนำทางมาถึงอาคารบัญชาการ รินค่อนข้างประหลาดใจ

“ทางนี้” หนุ่มผมแดงเรียกเมื่อไม่เห็นคนตามหลัง

อีกฝ่ายเดินมาหยุดหน้าลิฟต์ กระทั่งลิฟท์ส่งตัวยังเป็นตัวเดียวกับที่รินเคยใช้งานตอนมาทำธุระ ทว่าทันทีที่บัตรเจ้าหน้าที่ของคนนำทางแตะลงไป ไฟสัญญาณสีน้ำเงินกลับติดแทนไฟระบุชั้น รินกวาดตามองบัตรใบดังกล่าว อ่านชื่อบนบัตรอย่างรวดเร็ว...

จิงิริ เฮียวมะ

ใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายไม่กี่วินาทีประตูลิฟท์ก็เปิดออก ดูจากที่ไม่มีอาการหูอื้อหรือเวียนหัว คงไม่ได้เป็นชั้นที่อยู่สูงแต่อย่างใด

เมื่อหยุดอยู่หน้าประตูลิฟท์ถึงเห็นว่าโดยรอบเป็นอาคารปูด้วยวัสดุไม่ทราบชนิดสีเมทัลลิกแข็งกระด้าง ด้านหน้ามีประตูขนาดใหญ่พื้นผิวเรียบกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม จิงิริไม่ได้เดินนำในทันที เพียงเอ่ยขึ้นโดยยังคงหันแผ่นหลังให้ “คิดว่าคงไม่สิ้นคิดจะทำลงไปจริงๆ แต่ขอเตือนไว้ก่อน”

“อะไร”

“ถ้านายทำร้ายอิซางิ อย่างเบาที่สุดคือโดนส่งไปอยู่กับชิโดที่คุกสีแดง”

ไม่รู้ว่าไม่สนใจหรือกะไว้ว่ารินจะไม่ตอบ จิงิริสืบเท้าตรงไปด้านหน้า วาดมือผ่านเครื่องสแกนคราวหนึ่งบานประตูก็เปิดออกซ้ายขวา เชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน นอกจากอุณหภูมิที่ต่ำลงเล็กน้อยและบรรยากาศแห้งๆ ยังมีกลิ่นคล้ายมินท์จางๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้แม้อยู่ในสิ่งก่อสร้างแข็งทื่อ กลับทำให้นึกถึงพืชพรรณสีเขียวและสายน้ำ

หลังบานประตูยังคงเป็นห้องสีเมทัลลิก ทว่าขอบสายตาด้านซ้ายมองเห็นบ่อน้ำล้อมกรอบด้วยพื้นหญ้าและต้นไม้น้อยใหญ่ขัดกับบรรยากาศโดยรวม ในทางกลับกัน ฝั่งขวาเต็มไปด้วยชั้นหนังสือและเอกสาร บางส่วนกองกระจายเป็นตั้งสูงใหญ่สลับกันทั่วพื้น

ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงสร้างบ่อน้ำในห้อง แต่ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ทำไมอากาศถึงแห้งเหมือนถูกดูดความชื้น

หากมีแค่กองเอกสารและตำราก็พอชวนให้คิดว่าเหมือนห้องทำงานอยู่หรอก ติดก็ตรงมีเฟอร์นิเจอร์หลากชิ้น เครื่องอำนวยความสะดวก ครัว และห้องน้ำ โดยรวมจึงดูเหมือนห้องพักส่วนตัวมากกว่า

แล้ว...เจ้าของห้องไปไหน?

“อิซางิ”

ตรงข้ามกับคนต่างถิ่นที่มองกวาดอย่างไร้จุดหมาย จิงิริ เฮียวมะเดินดุ่มอย่างไม่ลังเลไปยังทิศทางหนึ่ง เมื่อมองตามไปจึงเห็นว่าบนพื้นหลังโต๊ะทำงานมีเท้ายื่นออกมา มองเห็นข้อเท้าและเท้าเปลือยเปล่า จิงิริยอบตัวลงตรงนั้น โทนเสียงต่างจากตอนพูดกับรินเป็นคนละคน

“อิซางิ ทำไมมานอนตรงนี้ ตื่นเร็ว”

รินปล่อยให้จิงิริจัดการธุระ ตัวเองถือวิสาสะนั่งลงบนโซฟา สำรวจโดยรอบไปพลางๆ

เขาเคยเห็นภาพของคุกสีแดงและคุกสีเหลืองผ่านสื่อสาธารณะและตำราเรียนมาบ้าง สถานที่สำหรับคุมขังและลงทัณฑ์ปิศาจจำนวนมากย่อมแตกต่างจากห้องที่กำลังนั่งอยู่ในตอนนี้ ต่อให้ภาพที่เห็นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของคุก ห้องกว้างห้องนี้ก็ยังต่างจากอีกสองคุกมากเกินไปจนน่ากังขา

“เฮ้ ถ้าจะพาคนมาก็ควรบอกก่อนล่วงหน้าสิ”

“ขอโทษทีที่ตัดสินใจปุบปับ แต่ระหว่างทางฉันก็พยายามติดต่อมาบอกแล้ว นายตัดสัญญาณฉันเองไม่ใช่เหรอ”

เสียงกระซิบโต้เถียงงุ้งงิ้งระคายหูเหลือเกิน ต้นเสียงอาจห่างไปจนฟังไม่ถนัดหูนัก แต่แน่ชัดว่าเป็นเสียงเดียวกับที่ดังวุ่นวายในหัวโดยไม่ถามความสมัครใจตลอดสองเดือนที่ผ่านมาแน่นอน

ด้านหลังวุ่นวายกันอยู่หลายนาที ในที่สุดเจ้าตัวปัญหาก็เผยโฉมหน้าออกมาให้เห็น

“เอ่อ โทษทีที่ให้คอย เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกสินะ ฉันชื่ออิซางิ โยอิจิ ยินดีที่ได้พบ”

ฝั่งตรงข้ามเป็นเด็กหนุ่มไม่ผิดไปจากที่คาดไว้เมื่อครั้งได้ยินเสียงครั้งแรก ออกจะน่าประหลาดใจที่ผู้คุมคุกผู้ยิ่งใหญ่เยาว์วัยกันทั้งหมด อิซางิ โยอิจิก็ดูอายุต่างจากตนไม่กี่มากน้อยเหมือนชิโดและบาจิระ

กระนั้น เมื่อนำไปเปรียบกับชิโดและบาจิระ อิซางิ ธรรมดา กว่ามาก โครงหน้าธรรมดาสามัญ ผมสีดำตัดสั้นไม่จัดแต่งทรงเป็นพิเศษ เครื่องแต่งกายเฉกเช่นปิศาจตามท้องถนน รวมกับบรรยากาศรอบตัวที่ค่อนข้างนุ่มนวลผ่อนคลาย หากบอกว่าเป็นพี่ชายข้างบ้านที่ดูไม่เอาถ่านนิดหน่อยยังน่าเชื่อกว่าเป็นผู้คุมคุกเสียอีก

อย่างไรก็ตาม เจ้านั่น โดดเด่นมาก รินจดจ้องไม่วางตา

ทั่วทั้งตัวอิซางิเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ ธรรมดา ทว่าที่ศีรษะของเจ้าตัวกลับมีตุ๊กตายัดนุ่นเกาะอยู่ ผมสีขาวทำจากขนอะไรสักอย่างฟูฟ่อง ลูกตาสองข้างทำจากกระดุมใหญ่โตผิดสัดส่วน เย็บปากเป็นรูปตัว X แขนอวบอ้วนและขาป้อมสั้นคล้องศีรษะจากด้านหลัง...เหมือนหมอนตุ๊กตาพิกล

“หมอนี่ชื่อนางิ” อิซางิยกแขนขึ้น ใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มตุ๊กตาสองสามครั้ง “ฉันเย็บเอง ดูดีใช่ไหมล่ะ”

นายเป็นโอตาคุตุ๊กตารึไง?

ลำพังเห็นตุ๊กตาแปะติดหัวว่าประหลาดแล้ว พอได้ยินว่าเย็บเอง ด้วยระดับความละเอียดบรรจงที่เห็น คิดได้แต่ว่าถ้าไม่ว่างจัดวันๆ คงเอาแต่อู้เป็นแน่

“อิซางิแนะนำตัวเสร็จแล้ว นายก็ควรพูดอะไรบ้างไม่ใช่รึไงเจ้าคนไร้มารยาท” จิงิริซึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ เก็บของอยู่หลังโซฟาฝั่งอิซางิปรายตาถมึงทึงลงมองโดยที่หอบแฟ้มไว้เต็มแขน

รินจ้องกลับเล็กน้อย จากนั้นเปล่งเสียงอย่างเสียไม่ได้ “หมอนี่น่าจะรู้จักคนที่ตัวเองบังคับลากมาใส่ปลอกคออยู่แล้วไม่ใช่รึไง?”

                “หา?”

                “จิงิริ ไม่เป็นไรๆ ค่อยพูดค่อยจานะ”

ผู้ร้ายขืนใจหัวเราะเฝื่อนให้คำเหน็บแนม พอพูดจาเหลาะแหละในสารรูปตุ๊กตาเกาะหัวยิ่งดูไม่เอาไหนไปกันใหญ่ รินเก็บคำกระทบกระทั่งทั้งหลายไว้ในใจ กระทั่งอิซางิเบนสายตาจากจิงิริมายังตนอีกครั้ง ทั้งที่มุมปากยกยิ้ม ดวงตาเองก็ยิ้ม แต่ห่างเหินเย็นชาอย่างมาก

สำหรับคนเพิ่งเคยเจอกันไม่นับว่าแปลกอะไร รินกลับประหลาดใจตัวเองเสียอีกที่ผิดหวังเพราะคาดว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีสนิทชิดเชื้อมากกว่านี้

คำพูดที่ได้ยินผ่านสมองมาตลอดทำให้คิดอย่างนั้น

“อิโตชิ ริน?”

“มองไม่รู้หรือไง”

“แค่อยากยืนยันน่ะ” ได้ยินอิซางิบ่นพึมว่าไร้อัธยาสัยจังเลย แต่คนฟังแสร้งทำหูทวนลม “เอาเถอะ ในเมื่อจิงิริเรียกนายมาแล้ว อะไรที่ควรพูดก็สมควรแก่เวลาชี้แจงสักที นายมีอะไรอยากรู้เป็นพิเศษหรือเปล่า”

เรื่องที่อยากด่ากราดมีเป็นพะเรอเกวียน พอตัวต้นเหตุตีหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราว ในอกยิ่งเดือดปุดๆ ก่อนอื่นรินจึงถามเรื่องเกี่ยวกับคุกสีน้ำเงิน

อิซางิยิ้มรับ ตอบกลับโดยไม่ปิดบังอำพราง “ตามที่คิดนั่นแหละ ฉันเป็นผู้คุมคุกสีน้ำเงิน แต่คุกสีน้ำเงินไม่ใช่สถานที่คุมขังหรือดัดสันดานจำพวกคุกสีแดงหรือคุกสีเหลือง คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ก็มีแค่ฉันกับจิงิริสองคน อ้อ นางิด้วย” เอื้อมมือไปใช้นิ้วจิ้มตุ๊กตาบนศีรษะ แล้วเอ่ยต่อว่า “ปกติแล้วคุกสีน้ำเงินจะจัดการเคสที่มีปัญหาและออกหน้าได้ยากเป็นรายบุคคล ไม่ใช่แค่การควบคุมพฤติกรรมของพวกลูกขุนนางที่เส้นใหญ่จนหลบหลีกโทษได้ตลอดเท่านั้นหรอกนะ คนที่เคยโดนตีตรวนสีน้ำเงินมีพวกที่เส้นสายใหญ่กว่านายอีก เรื่องที่ทำให้โดนร้องเรียนก็เป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งกว่าการใช้อำนาจอวดเบ่งใส่คนไม่มีทางสู้ แต่มันเป็นความลับหลวง ฉันบอกรายละเอียดลึกๆ ไม่ได้”

เท่าที่ฟังไม่น่าจะโกหก แต่กองข้อมูลเต็มพรืดน่าจะมีข้อมูลมากกว่ารายชื่อขุนนางที่โดนร้องเรียน รินเข้าใจว่าคุกสีน้ำเงินมีไว้จัดการคนที่โดนส่งไปคุกสีแดงหรือคุกสีเหลืองเอิกเกริกไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องผ่านตรงนี้ไปก่อนจึงจะถูกส่งไปยังคุกสองสีนั้น เป็นสิทธิพิเศษของชนชั้นสูง ทว่าอิซางิอาจจะทำอย่างอื่นอีก

“อันนั้นบอกไม่ได้”

“ไหนนายบอกให้ถามไง”

“ถึงจะถามได้ก็ตอบได้แค่บางเรื่องนี่นา ฉันตอบได้แค่ส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมความประพฤติน่ะ” เจ้าตัวยิ้มจนตาหยี ยกมือขึ้นระดับอก เสริมว่าโทษทีน้า

ไม่เหมือนผู้คุมคุกจริงๆ

รินจดบันทึกไว้ในใจว่ากลับไปต้องสืบอะไรบ้าง เอาเป็นว่ารายละเอียดยิบย่อยพักไว้ก่อน ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ “ฉันอยากรู้ว่าทำไมถึงถูกคุกสีน้ำเงินกาหัว ตรวนคอมาได้ยังไง เมื่อไหร่จะเป็นอิสระ”

อ้อ นั่นเพราะนายก่อเรื่องรังแกคนไม่มีทางสู้ไปทั่วจนโดนร้องเรียนกองเป็นภูเขาไงล่ะ อิซางิสวนขวับเช่นนั้น

“ทั้งทะเลาะวิวาทแต่ไม่เคยโดนลงโทษหรือทำทัณฑ์บน ทำให้ผู้อื่นต้องอับอายกลางที่สาธารณะ ใช้เงินแก้ปัญหา แถมเส้นสายตระกูลอิโตชิยังทำให้นายได้สิทธิพิเศษโน่นนี่นั่น เขี่ยสิ่งที่คนอื่นพึงได้รับ ทำให้เขาเจอเรื่องไม่เป็นธรรม”

“บางอย่างมันไม่ใช่ความต้องการของฉัน” โควต้าสารพัดที่คนมาประเคนให้ไม่ใช่สิ่งที่รินเรียกร้อง เขาไม่อยากกลายเป็นคนไร้ค่า หากต้องการอะไรก็ปรารถนาจะแย่งชิงมาด้วยความสามารถของตน ไม่เคยดีใจสักนิดกับข้อเสนอโง่เง่าของพวกขี้ประจบสอพลอ

“นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่โดนร้องเรียน แต่หลักๆ คือนิสัยนายเป็นพวกมือไวกว่าปากแถมยังดูถูกคนอื่นตลอด แล้วพอเป็นคุณชายรองตระกูลดยุค มีปัญหาขึ้นมาก็มีแต่คู่กรณีที่ต้องเดือดร้อน ตัวนายเองก่อเรื่องเสร็จก็ลอยลำกลับบ้านไปนอนตีพุงใช่ไหมล่ะ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีในภายภาคหน้า ถึงต้องอบรมสักยกไง”

เปรียบเทียบภาษาไหนล่ะน่ะ แล้วนายเป็นใครถึงมาจับล่ามคนอื่นตามใจชอบ?

“ทำหน้าแบบนั้นคืออะไร? พวกคุณหนูคุณชายนิสัยเกเรเคยโดนอบรมมาเยอะจะตาย ดูแลง่ายกว่าพวกตาลุงเขี้ยวลากดินที่จ้องหาเรื่องทุจริตงบประมาณแผ่นดินอีก”

“หา?”

“ซาเอะคุงก็เคยเป็นแขกของฉันเหมือนกัน”

“...?!

รินตกใจจนลุกพรวด

อิซางิหัวเราะจนหน้าซับสีเลือดเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองดังกล่าว “เห็นอย่างนี้ก็เถอะ ฉันอยู่มานานมากกว่าที่นายคิดนะ อย่าว่าแต่แก่กว่าพ่อหรือแม่นายเลย เกิดก่อนปู่ย่าตาทวดนายด้วยซ้ำมั้ง พอดี...ฉันเป็นพวกแปลกแยกที่อายุยืนกว่าปิศาจปกติน่ะ”

เรื่องบ้าอะไรเนี่ย!!

ปริมาณข้อมูลที่ได้รับไม่ใช่ปัญหาในการทำให้วงจรสมองขัดข้อง แต่สารที่ได้รับมันน่าเหลือเชื่อเกินไปต่างหาก และคงจะเชื่อมต่อกับสมองของรินได้จริงๆ สีหน้าของอิซางิจึงคลายลงเล็กน้อยขณะมองมาเหมือนมองเด็กตัวเล็กๆ

“ทำให้ตกใจเหรอ ขอโทษที ปกติฉันมีโอกาสคุยกับคนอื่นไม่ค่อยเยอะเลยอาจเรียบเรียงประเด็นไม่ค่อยดีเท่าไหร่” น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนแฝงความผ่อนผันเอาใจเล็กน้อยเป็นโทนเดียวกับที่ได้ยินมาตลอดสองเดือน รินในตอนนี้รู้แล้วว่าความอ่อนโยนนั้นเป็นเพราะถูกเห็นเป็นเด็กนี่เอง

อิซางิเสริมว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ฉะนั้นค่าตอบแทนของสกิลพิสดารที่ควบคุมชาวบ้านชาวช่องได้นี้จึงสูงล้ำจนยากจะจินตนาการ แม้รินไม่เข้าใจเต็มร้อย แต่นอกเหนือไปจากอายุขัย...ไม่สิ แค่อายุขัยยืนยาวขึ้นหลายเท่าก็สูญเสียชีวิตปกติ ไปไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว

“เข้าเรื่องกันเถอะ” นิ้วเรียวยาวเคาะข้างลำคอไร้ตรวนสองครั้ง มุมปากผู้คุมคุกสีน้ำเงินหยักโค้งอย่างเป็นมิตร ดวงตาเป็นประกายแน่วแน่กระฉับกระเฉง “วิธีถอดตรวนและหลุดพ้นจากคุกสีน้ำเงินไง”

 

 

เสียงจากโทรทัศน์ดังมาจากห้องรับแขก ทั้งที่นึกว่าแม่กำลังดูละครหลังข่าว กลับกลายเป็นอิโตชิ ซาเอะกำลังนั่งก่ายโซฟาดูรายการกีฬาอย่างหาได้ยาก รินเผลอชะลอจังหวะก้าวเดินด้วยความประหลาดใจ ทว่าแม้จะดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็วและกลับมายืนหยัดเดินต่อไปห้องของตน พี่ชายซึ่งไม่ละสายตาไปจากภาพเคลื่อนไหวในกล่องสีเหลี่ยมกลับเรียกเอาไว้ราวกับมีตาหลังมองเห็นทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขา

“มานี่สิ”

รินย่อมไม่เชื่อฟัง และมุ่งหน้าสู่ห้องของตนตามเดิน

ทว่าซาเอะเรียกซ้ำ “มานี่”

เมื่อคิดว่าอาจไม่ได้เป็นการเรียกไปเหน็บแนมไร้สาระแต่มีเรื่องจริงจังจริงๆ  รินตัดใจหันปลายเท้าไปทางพี่ชาย นั่งแหมะวางโตยังโซฟาตัวใกล้ๆ อย่างเสียไม่ได้

“นายโดนอิซางิ โยอิจิสวมปลอกคอเข้าแล้วจริงๆ สินะ”

จากคำถาม เป็นการถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แรกสุดรินนึกสงสัยว่าพี่ชายไปรู้เรื่องของตนมาจากไหน แต่ในเมื่อเคยสัมผัสประสบการณ์เดียวกันมาก่อน หากเดาได้ก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย

รินถามกลับว่าแล้วไงล่ะ?

ซาเอะไม่ได้อินังขังขอบต่อปฏิกิริยาอวดดีดังกล่าว เขาแกว่งถ้วยกระเบื้องใส่น้ำผึ้งมะนาวอุ่นๆ แล้วยกขึ้นละเลียดจิบ แพขนตายาวดุจดั่งปีกผีเสื้อ “ก็ไม่อะไร แค่พักนี้พฤติกรรมเป็นผู้เป็นคนขึ้นหน่อยเลยคิดว่าอาจจะโดนดัดสันดานอยู่”

เส้นเลือดข้างขมับคนฟังกระตุกหงึก “ที่พูดนั่นมาจากประสบการณ์ตรงล่ะสิ”

“คงงั้น” ซาเอะไม่เต้นตามน้ำเสียงยั่วยุ น้ำเสียงสงบนิ่งไม่ไหวติงเหมือนพวกตาเฒ่ามากเล่ห์เข้าไปทุกที “ซึ่งก็หมายความว่าอีกไม่นานนายจะเป็นอิสระ”

ผู้มีประสบการณ์ตรง คาดการณ์อย่างเยือกเย็น

รินไม่รู้ว่าซาเอะเคยตกเป็นเป้าของคุกสีน้ำเงินตั้งแต่เมื่อใด กระนั้นหากเคยผ่านทางสายนี้มาก่อนย่อมต้องรู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน เงื่อนไขการได้รับการปลดปล่อยเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นว่าที่ดยุคและอยู่ในช่วงเรียนรู้งาน สิ่งที่อีกฝ่ายรู้คงยิ่งมากมายเกินกว่ารินจะจินตนาการออก ไม่แน่ว่ากระทั่งการเข้าออกคุกสีน้ำเงินซึ่งมีผู้ได้รับอนุญาตผ่านทางอย่างจำกัดอาจมีชื่ออิโตชิ ซาเอะรวมอยู่ในนั้นด้วยก็ได้

                อันที่จริงเพราะเพิ่งไปพบอิซางิ โยอิจิมา รินเข้าใจกฎเกณฑ์เงื่อนไขเกี่ยวกับคุกสีฟ้ามากขึ้น กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมองเหตุการณ์โดยรวมออกอย่างชัดเจน

                อิซางิบอกว่าตรวนคอจะหายไปช้าเร็วขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้สวมใส่

            ถ้าใจเย็นลง อ่อนโยนขึ้น คิดถึงจิตใจคนอื่นมากขึ้น ตรวนนั่นก็ไม่จำเป็นสำหรับนาย

            เจ้าตัวเอ่ยเพียงเท่านั้น พอถามถึงตัวชี้วัดที่ชัดเจนก็ให้คำตอบไม่ได้ พูดจามักง่ายเป็นบ้า

                “เรียกฉันมาเพื่อจะถามแค่นี้?” นั่งฟังต่อคงได้โมโหเข้าสักจังหวะ รินอยากลุกไปอาบน้ำพักผ่อนเต็มที

                ฝ่ายพี่ชายร่วมสายเลือด แม้ไม่ได้สนิทสนมรักใคร่กันเท่าสมัยเด็ก กระนั้นยังคงคาดเดาความคิดของน้องชายได้ ซาเอะเอ่ยเรียบๆ เข้าประเด็นสำคัญ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามทำเรื่องสิ้นคิดกับอิซางิ โยอิจิโดยเด็ดขาด”

                คำว่าสิ้นคิดค่อนข้างตีความได้หลากหลาย รินซึ่งยกตัวขึ้นมาครึ่งหนึ่งจากเบาะชะงักไป “หมายความว่าไง?”

                “หมอนั่นไม่ใช่คนที่จะแตะต้องได้ง่ายๆ” ซาเอะเอ่ยเพิ่มเติม น้ำเสียงสุขุม “ถึงจะไม่รู้อะไรก็เป็นบุตรชายคนรองตระกูลขุนนาง พลาดพลั้งไปจะกระทบหมดทั้งอิโตชิ อีกไม่นานนายจะเป็นอิสระแล้ว ระลึกตัวไว้ด้วย”

                ไม่รู้ว่าอิโตชิ ซาเอะหมายความว่าอย่างไร และคิดว่ารินจะทำอะไรกันแน่ ถึงแม้เขาแค้นเคืองอิซางิ โยอิจิฐานยัดเยียดตรวนคอและเข้ามาในสมองตามใจชอบ ทว่าชายผู้นั้นอยู่ในส่วนลึกของอาคารบัญชาการ ไม่อาจเข้าออกได้ตามใจ ต่อให้อยากพุ่งไปหักคอ อย่าว่าแต่จะเข้าถึงตัวได้ง่ายๆ ยังมีสุนัขเฝ้ายามผมแดงคอยดักขัดขาอยู่อีกคน

                “ไร้สาระ”

                อิโตชิ ซาเอะไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอันใดเป็นพิเศษ คล้อยหลังน้องชายหลบฉากออกไปเขายังคงนั่งหน้าจอโทรทัศน์นิ่งๆ สักพักหนึ่งถึงดับเครื่องแล้วลุกจากไปบ้าง

 

 

                เสียงที่ได้ยินในหัวไม่ดัง ตรวนสีน้ำเงินก็ไม่ปรากฏออกมาแม้อิโตชิ รินมีเรื่องกระทบกระทั่งกับคนอื่นจนถูกเรียกตัวไปตักเตือน

                แปลก

                แปลกมาก

                เขาใคร่ครวญในใจว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับทางอิซางิ โยอิจิหรือเปล่า ก่อนหน้านี้หากซัดใครหน้าคว่ำจะมีเสียงอิดหนาระอาใจดังขึ้นตักเตือนสลับกับเกลี้ยกล่อม ทว่าสิ่งที่เคยทำแล้วจะถูกตำหนิ บัดนี้อย่าว่าแต่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว กระทั่งเสียงระบายลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยในหัวก็ไม่มีให้ได้ยิน

                หรือจะเป็นอิสระแล้ว?

                โดยไม่มีสัญญาณเตือนอะไรสักอย่าง?

                ความสงสัยเป็นดั่งเสี้ยนหนามเล็กๆ ทิ่มแทงใจ ไม่ได้ทำให้เจ็บปวดทรมาน แต่สร้างความรำคาญไม่หยุดหย่อน ครั้งสุดท้ายที่ร่างกายถูกพลังประหลาดยึดตรึงคือสามสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงของอิซางิยังคงรื่นหูเจือความกลัดกลุ้ม ขณะอบรมยังแฝงความอบอุ่นชิดเชื้อดั่งกำลังสนทนากับคนใกล้ชิด ไม่มีอะไรผิดปกติเลยสักอย่าง

                รินไม่คิดว่ามันเป็นครั้งสุดท้าย

                ไม่มีทาง

                หากหลุดพ้นจริงเขาย่อมดีใจ อย่างไรก็ตาม หากนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป ทำอะไรไม่บอกกล่าวแบบนี้มันหยามกันเกินไปหน่อย อิโตชิ รินเป็นบุคคลที่เข้ามายุ่มย่ามได้ตามใจชอบหรือ?

ทว่าจะเรียกกี่หน ก่อเรื่องสักเท่าไร อิซางิ โยอิจิกลับไม่ตอบสนองเขาอีกเลย

                อันตรธานหายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายฝันตื่นหนึ่ง

                “ถึงได้มาหาเพื่อนสนิทของอิซางิอย่างฉันสินะ”

                ทำงานหลวงย่อมมีเวลาเข้าออกงาน แม้ผู้คุมคุกสามสีจะไม่ใช่ปีศาจระดับล่างที่เข้าพบได้ตามใจชอบ แต่มีเส้นสายตระกูลดยุคเข้าช่วยจึงไร้ปัญหา บาจิระ เมงุรุซึ่งเข้ามาจัดการเอกสารของคุกสีเหลือง ณ อาคารบัญชาการเป็นประจำไม่ได้เข้าถึงยากเกินกำลังของริน

                บาจิระทิ้งลำตัวครึ่งบนลงบนโต๊ะ มือกำปากกาขีดเขียนขยุกขยุย “ก็ง่ายๆ หลักสูตรอบรมของคุกสีน้ำเงินจบสิ้นแล้วคร้าบ เย้ ยินดีด้วยจ้า”

                คงเพราะขี้เกียจทำงาน พอสภาพอารมณ์ไม่ดีน้ำเสียงจึงแข็งทื่อเหมือนฝึกอ่านออกเสียง

                รินขมวดคิ้ว “หมอนั่นไม่เห็นพูดอะไร”

                “เพราะรินจังไม่เป็นมิตรเลยไม่อยากคุยด้วยหรือเปล่า”

                ถึงจะเป็นการตอบรับส่งๆ แต่ชวนเชื่ออย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะมันออกมาจากปากของบาจิระผู้อวดอ้างตนเป็นเพื่อนสนิทของอิซางิ หากเป็นเพราะอิซางิเคยพูดแบบนั้นมาก่อน...อุตส่าห์เกิดมาหน้าตาดีทำไมไม่ยิ้มให้มากๆ เข้าไว้ล่ะ ถ้านายยิ้มสักหน่อยคงเป็นที่รักของคนอื่นมากกว่านี้แน่ๆ เป็นขุนนางก็ควรสร้างเส้นสายกว้างขวางไม่ใช่เหรอ เอาแต่ทำตัวไม่เป็นมิตรถึงไม่มีใครกล้ามาคุยด้วยซี้ซั้วไงล่ะ

                “เพื่อนนายเป็นพวกไร้มารยาท ไปไม่ลา มาไม่ทักงั้นสินะ”

                “พอได้ยินจากปากรินจังจอมก่อเรื่องแล้วอย่างกับกำลังเล่นตลกงั้นแหละ”

                บาจิระหัวเราะชืดๆ เสริมว่าไม่เคยสัมภาษณ์อดีตนักโทษของคุกสีน้ำเงิน ไม่รู้ว่าอิซางิทำตัวแบบไหนในเวลางาน ฉะนั้นการปลดตรวนให้เงียบๆ เป็นพฤติกรรมตามปกติหรือไม่จึงยืนยันไม่ได้ ไม่ว่าใครล้วนมีหลายบทบาท กับเพื่อนฝูงอิซางิไม่มีทางหายหน้าหายตาไปโดยไม่บอกกล่าว เวลาออกไปกินดื่มด้วยกันแล้วถึงเวลาแยกย้ายจะกล่าวคำอำลาเสมอ ทว่ารูปแบบการกระทำในเวลาส่วนตัวไม่จำเป็นต้องเหมือนเวลางานสักหน่อย

                ยิ่งผู้คุมมีหน้าที่ควบคุมดูแลนักโทษ มีความจำเป็นอะไรต้องเคารพนบนอบ รายงานทุกความเคลื่อนไหวงั้นเหรอ?

                “ตอนฉันปล่อยนักโทษก็ไม่ไปอำลารายตัวเหมือนกันนั่นแหละ”

                ต่อให้การควบคุมดูแลของคุกสีน้ำเงินจะใกล้ชิดกว่าคุกสีเหลืองอย่างเทียบไม่ติด แต่นักโทษก็คือนักโทษ อิซางิไม่ได้มาเล่นเป็นเพื่อนสักหน่อย นอกจากนี้ หากเจ้าตัวนึกอยากทำตัวเสียมารยาทใส่ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้

                “ปัญหาของรินจังคืออะไรกันแน่ ในเมื่อตอนนี้ทำตัวตามใจชอบได้แล้วจะไปสนใจอิซางิทำไมล่ะ ยังอยากโดนล่ามต่อเหรอ หรืออยากเอาคืน? ถ้าคิดอย่างหลังอยู่ก็ล้มเลิกเถอะ ถึงอิซางิต่อยตีไม่เป็น แต่ไปก่อวีรกรรมกับหมอนั่นจะเป็นเรื่องใหญ่เอานะ”

                บาจิระพูดเตือนแบบเดียวกับซาเอะอย่างน่าสงสัย แม้รินจะอวดดีและวางเขื่อง ทว่าก็ไม่โง่ขนาดอาจหาญก่อเรื่องยุ่งยากกับบุคคลผู้ไม่อาจะแตะต้อง ด้วยตำแหน่งของอิซางิ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องขัดใจรินเพียงใด เขาจำต้องอดทน ไม่มีทางพุ่งปราดเข้าไปชกหน้าหรือก่นด่าหยามเหยียด

                แล้วบาจิระกับซาเอะคิดว่ารินจะทำอะไร? หรือคิดว่าเขาไร้หัวคิดขนาดนั้นจริงๆ?

                “พูดตรงๆ คือฉันไม่คิดว่าอย่างรินจังที่ถือตัวขนาดนั้นจะมาดักฉันถึงที่ทำงานเพื่อถามถึงอิซางิน่ะสิ”

ต่อให้อิซางิตามตัวยาก แต่ด้วยนิสัยอย่างรินน่าจะเมินเฉยมากกว่าไล่ตามไม่ใช่เหรอ? บาจิระรู้สึกสับสน ทว่าเนื่องจากไม่ได้รู้จักคุณชายรองบ้านอิโตชิอย่างลึกซึ้งจึงไม่กล้าด่วนสรุป

ซึ่งในท้ายที่สุดผู้คุมคุกสีเหลืองก็ไม่ได้ข้อสรุปเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ รินตัดบทลาอย่างง่ายดายแล้วจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้บาจิระ เมงุรุอ้าปากหวอกลางกองภูเขาเอกสารที่ดูจะยิ่งใหญ่กว่าปกติเพราะมัวแต่เสียสมาธิจนมือและสมองไม่ได้ใช้ไปกับการทำงาน

 

 

“อ๊ะ”

ขณะกำลังนั่งเย็บชุดตุ๊กตาให้นางิเป็นการผ่อนคลายหลังจัดการเอกสารของปีงบประมาณปัจจุบันเสร็จสิ้น อิซางิ โยอิจิเพิ่งนึกได้ว่าตนลืมคุณชายคนรองบ้านอิโตชิเสียสนิท

ในบรรดานักโทษทั้งหลายของคุกสีน้ำเงิน มีจำนวนไม่น้อยที่อิซางิหลงลืม ไม่ได้เอ่ยคำลายามปลดตรวนให้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีช่วงเวลาที่อิซางิงานยุ่งจนไม่ได้ปันสมาธิไปให้เรื่องอื่น อีกส่วนเป็นเพราะเขาเป็นผู้คุมคุกซึ่งมีสิทธิ์ในการบังคับควบคุมนักโทษ หรือก็คือนักโทษจำนวนมากไม่ได้ถูกชะตาและต้อนรับเขา จึงไม่สนใจไยดีแม้ขาดการติดต่อสื่อสารโดยไม่บอกกล่าว

แม้มีไม่น้อยที่ถูกชะตาอิซางิ ทว่าอิโตชิ รินคงไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น

ต่อให้นึกออกว่าลืมเลือนรินไป อิซางิก็ปล่อยผ่านเหมือนไม่เคยนึกออกอยู่ดี

จิงิริ เฮียวมะผู้ได้ยินมาว่ารินไปหาบาจิระและได้ถามถึงเจ้านายของตนเกิดสังหรณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง ความคิดอันไม่เข้าที่เข้าทางและไม่น่าเชื่อนี้ หากเอ่ยออกจากปากให้รินได้ยินอาจเป็นการสร้างความเป็นปรปักษ์โดยไม่จำเป็น อย่าว่าแต่ไปถึงหูเจ้าตัวอย่างรินเลย กระทั่งเอ่ยลอยๆ ในที่ทำงานของคุกสีน้ำเงินยังไม่เข้าท่า

ฉะนั้น เมื่อทราบว่าอิซางิเพิ่งรู้ตัวว่าลืมเอ่ยลารินเสียสนิท จิงิริเพียงรู้สึกเวทนาคุณชายรองคนนั้นอย่างเงียบๆ ไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไรแม้ครึ่งคำ

“ประชุมวันนี้ตอนบ่ายสองชิโดเป็นประธาน แถมคุณซาเอะยังเป็นตัวแทนดยุคอิโตชิมาเข้าร่วม ฉันว่านายควรเตรียมตัวรับมือมากกว่ามานั่งเย็บชุดตุ๊กตาไหม”

การเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่จะมีประเด็นใหม่ๆ ถูกเสนอขึ้นมาในวาระการประชุม แถมหัวเรี่ยวหัวแรงผู้ได้รับผลัดเวรเป็นประธานรอบนี้ยังเป็นผู้คุมคุกสีแดงตัวปัญหา แค่นึกสภาพความวุ่นวายในอดีตจิงิริก็ปวดหัวจี๊ด นี่ยังพ่วงว่าที่ดยุคไฟแรงคนนั้นอีก การมีระเบิดเดินได้กับทุ่นระเบิดที่ถูกฝังกลบและไม่รู้ว่าจะระเบิดตูมตามเมื่อไรมาอยู่ด้วยกัน เขาเห็นเพียงเค้าลางแห่งหายนะเท่านั้น

“นายจริงจังเกินไปแล้ว ทำใจสบายๆ รอดูหน้างานดีกว่าน่า”

“ทำใจสบายๆ เป็นเรื่องดี แต่อย่างน้อยช่วยเสแสร้งว่ากำลังคิดเรื่องงานอย่างจริงจังบ้างสักนิดเถอะ”

แม้รูปลักษณ์ภายนอกเยาว์วัยอย่างเด็กหนุ่ม เนื้อแท้กลับเป็นปิศาจเฒ่าอายุขัยยืนยาว ต่อให้อิซางิยังเอาการเอางานและมีไฟ ทว่าก็มีบางครั้งที่เผยด้านเกียจคร้าน ปล่อยวางเอาดื้อๆ อย่างกับตาเฒ่าใกล้ลงโลง

เมื่อขาดแรงกระตุ้นเป็นธรรมดาที่จะหย่อนยาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุคคลผู้มีสถานะพิเศษพ่วงอยู่อย่างอิซางิ โยอิจิ

ก่อนถึงเวลาเริ่มประชุมครึ่งชั่วโมง จิงิริฉวยแลปท็อปติดมือมาหนึ่งเครื่อง ส่วนอิซางิเดินตัวปลิวสบายใจเฉิบโดยคว้าเพียงตุ๊กตาคู่หูติดกาย

“อ้อ ซาเอะคุงมาด้วยสินะ ถ้างั้น...” เจ้าตัวหยุดชะงักหน้าประตูเสียดื้อๆ หลังยืนนิ่งพักหนึ่งจึงเดินย้อนกลับเข้าไปด้านในห้องทำงาน หยิบหมวกไหมพรมสีเบจออกมาจากตู้ใบน้อย จิงิริจำได้ว่าอิซางิถักมันเสร็จไม่กี่วันก่อน เพราะสีและหน้าตาดูไม่เข้ากับชุดที่สวมอยู่ จิงิริเอ่ยถามออกไปว่าจะสวมหมวกใบนั้นเหรอ

อิซางิปฏิเสธยิ้มๆ กล่าวว่า “เรียกว่าสินบนจะดีกว่าไหมนะ?”

สมองอันฉับไวทำงานอย่างรวดเร็ว หากพูดถึงสินบน ไม่มอบให้เจ้าหน้าที่ของราชการก็ต้องเป็นขุนนาง และในการประชุมที่กำลังจะเริ่มนี้มีตัวแปรที่ต่างจากการประชุมครั้งก่อนๆ คืออิโตชิ ซาเอะ จิงิริค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้านายของตนคงตั้งใจฝากหมวกใบนี้ไปให้คุณชายรองตระกูลอิโตชิแทนของขวัญอำลากระมัง

“แต่ให้ของขุนนางจะไม่เป็นไรรึ”

“ถ้าคิดตามมูลค่าแล้วไม่น่ามีปัญหานะ”

ระเบียบทางราชการมีการกำหนดไว้อยู่ว่าห้ามรับของมูลค่าเกินเท่าไรจากพลเรือน แต่ให้ของทำมือเป็นสินน้ำใจเล็กน้อยไม่น่าเป็นอะไร

ดังนั้นนอกจากตุ๊กตาผมสีขาวที่หนีบไว้ระหว่างแขนกับเอว อิซางิจึงมีเพียงหมวกไหมพรมพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเป็นสัมภาระเพิ่มอีกชิ้นเท่านั้น

 

 

เวลา 1 ชม.แรกผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ไม่ว่าชิโด ริวเซย์ผู้รับผิดชอบการประชุมในฐานะประธานจะเอ่ยอะไรเป็นต้องถูกขัดคอภายในห้าประโยคทุกครั้ง และเมื่อคนอื่นเอ่ยอะไรขึ้นมา เจ้าตัวเองก็เป็นต้องโต้แย้งหรือเอ่ยแทรกทุกสามประโยคทำให้เสียเวลาเปล่าตามคาด

บอกตรงๆ ว่าแม้ได้รับหัวข้อการประชุมมาแล้ว ทว่าเมื่อเริ่มประชุมจริง อิซางิยังคงมองไม่ออกนักว่าประเด็นสำคัญคืออะไร และกำลังหารือกันเพื่อกำหนดทิศทางของหัวข้อนั้นๆ ไปทางไหน

ขณะกำลังชั่งใจว่าควรสอดปากพูดเรื่องของคุกสีน้ำเงินทีเตรียมตัวมาไปเลยหรือไม่ ชิโดก็อาละวาดทุบโต๊ะเปรี้ยงเดียวหักสองท่อนจนโดนจับช็อตไฟฟ้าแล้วหิ้วปีกออกไปนั่งมุมห้อง

ลงอีหรอบนี้อีกแล้วเรอะ

เอาเถอะ ไม่โดนจับโยนออกไปข้างนอกก็ถือว่ามีพัฒนาการไปในทางที่ดีแล้ว

การหารืออย่างจริงจังเริ่มหลังจากเปิดการประชุมไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

จิงิริ เฮียวมะนั่งจดใจความสำคัญของการประชุมอย่างแข็งขันอยู่ด้านข้าง ในขณะที่อิซางินั่งฟังผู้อื่นอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้เขาจะเป็นผู้คุมคุกสีฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมคนสำคัญของการประชุม ทว่าตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ยังคงไม่ปริปากอะไรออกมาแม้แต่ตอนที่ชิโดเริ่มอาละวาดจนกระทั่งถูกควบคุมตัว

เพราะปริมาณอาชญากรรมลดลง สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ลงกว่าปีก่อน หัวข้อสำคัญจึงเป็นเรื่องการจัดแบ่งงบประมาณและลดค่าใช้จ่ายสำหรับคุกทั้งสามลง อิซางิไม่แน่ใจว่าฝ่ายบริหารกำหนดนโยบายการบริหารทั่วไปอย่างไรเพราะตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการส่วนนั้น ทว่าในหัวข้อการจัดการเรือนจำที่ตนได้เข้าร่วมอยู่นี้ อิซางิค่อนข้างเห็นด้วยว่าการปรับโครงสร้างภายในเป็นเรื่อกงที่เหมาะสม

                คุกสีเหลืองซึ่งมีนักโทษมากที่สุดจึงเป็นประเด็นถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในวันนี้ ในทางกลับกัน คุกสีน้ำเงินซึ่งมีเพียงอิซางิกับจิงิริ มีนักโทษในความดูแลต่อปีไม่ถึงสิบราย แทบจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเลย อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างใหม่เป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลาจัดการวางแผน ผลลัพธ์จึงต้องยกยอดไปดูผลในการประชุมครั้งหน้า

                เมื่อเข้าถึงช่วงท้ายและถึงคิวของตน อิซางิซึ่งไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษจึงประกาศหัวข้อสำคัญเพียงหนึ่งเดียวออกไป

                “ผมตั้งใจจะเกษียณในอีกสิบปี ทุกคนเห็นว่าคุกสีน้ำเงินควรดำรงอยู่ต่อหลังจากผมเกษียณหรือเปล่าครับ?”

                ทั้งห้องเงียบกริบในชั่วพริบตา

                จากนั้นสีหน้าผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละรายพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าดูชม

                “เดี๋ยวสิ...เดิมทีคุกสีน้ำเงินถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้อิซางิ โยอิจิทำงานให้ทางการไม่ใช่รึ?”

                “คุณมีผู้สืบทอดความสามารถของ ผู้ถูกสาป อยู่ด้วยเหรอคะ?”

                “คุณจิงิริจะรับตำแหน่งแทนหรือเปล่า?”

                “ทำไมจู่ๆ ถึงคิดจะเกษียณล่ะ?”

                คำถามมากมายพัดกรูเข่าใส่จนตัวต้นเรื่องยิ้มเจื่อน กะไว้อยู่แล้วว่าต้องรับมือสายตาอยากรู้อยากเห็น ทว่าอิซางิประเมินสถานการณ์ผิดไป ด้วยตัวตนอันแตกต่างจากปิศาจอื่น เขาคาดว่าจะได้รับความเกรงใจมากกว่านี้และไม่ถูกซักไซ้ซอกแซก เมื่อถูกรุมทึ้งเข้าให้จึงขวัญบินเล็กน้อย

                เขาเกาแก้ม ตอบตามตรงว่า “อายุขัยผมเหลือไม่มากแล้ว ตั้งใจว่าจากนี้จะไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในช่วงบั้นปลายน่ะครับ”

                สมาชิกในสภาปกครองระดับสูงผลัดเปลี่ยนมาแล้วสามรุ่น ทว่าอิซางิ โยอิจิกลับเป็นบุคคลเพียงหนึ่งที่ไม่เคยสลับสับเปลี่ยนตัวตามบุคคลรายล้อม เขายังคงทำงานเดิม นั่งในที่เดิม ด้วยใบหน้าแบบเดิม แม้ที่มาที่ไปคลุมเครือ กลับเป็นอันรู้กันเงียบๆ ในแวดวงเล็กๆ ว่าสถานะ ปีศาจต้องสาป ทำให้สภาบริหารหลายรุ่นก่อนตั้งใจผูกมัดเขาเอาไว้เพื่อควบคุมความสามารถพิสดารไว้ที่ศูนย์กลาง

                ผลลัพธ์จากการใช้ประโยชน์ของพลังนั้นตกผลึกออกมาเป็น คุกสีน้ำเงิน มันถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อนำพลังของอิซางิมาใช้โดยเฉพาะ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากปราศจากความสามารถในการควบคุมปิศาจและหยั่งรู้จิตใจผู้อื่นอย่างที่อิซางิ โยอิจิมี ไม่ว่าใครมาเป็นผู้คุมคุกสีน้ำเงินล้วนไร้ความหมาย

                การประกาศเกษียณตัวเองโดยไร้ผู้สืบทอดจึงไม่ต่างจากการประกาศยุติการดำเนินการของคุกสีน้ำเงิน

 

 

                ถึงบอกว่าจะเกษียณ ทว่านั่นเป็นเรื่องในสามปีห้าปีข้างหน้า สำหรับอิซางิไม่ถือว่านาน กระนั้นสำหรับปิศาจทั่วไปก็ไม่นับว่าสั้นจนน่าตกใจ

                ฝ่ายนั้นเคยเปรยๆ ให้จิงิริได้ยิน...ฉันคงเหลือเวลาอีกเจ็บสิบแปดสิบปีล่ะมั้ง จิงิริซึ่งกำลังเช็ดเครื่องเรือนในห้องทำงานตกใจจนเกือบปาผ้าขี้ริ้วเปียกใส่หน้าผู้พูด

                ปิศาจทั่วไปมีอายุขัยเฉลี่ยราวหนึ่งร้อยห้าสิบปี เมื่อลองนำมาคำนวณดูแล้ว หากอายุขัยของอิซางิเหลือตามที่เจ้าตัวบอกจริง เท่ากับว่าอายุขัยเหลือพอๆ กับจิงิริหรือบาจิระ อาจฟังดูไม่ดีนัก แต่จิงิริแอบคิดว่าโชคดีแล้วที่ได้ตายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

                “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ ฝากนางิหน่อยนะ”

                ผู้คุมคุกสีน้ำเงิน ตัวการทิ้งระเบิดเมื่อสักครู่ยัดตุ๊กตายัดนุ่นใส่อ้อมแขนผู้ช่วยคนสนิท จากนั้นเดินตัวปลิวไปทิศทางหนึ่งเสมือนอดกลั้นไม่ไหว จิงิริยังไม่ทันได้พูดอะไรเงาหลังของฝ่ายนั้นก็อันตรธานหายไปจากคลองสายตา อิโตชิ ซาเอะซึ่งโผล่มาผิดจังหวะจึงคลาดเป้าหมายไปอย่างน่าเสียดาย

                “เขาล่ะ?”

                “ห้องน้ำน่ะครับ”

                แม้ไม่นับว่าถูกชะตา ทว่าจิงิริไม่ได้รังเกียจคุณชายตระกูลดยุคผู้นี้ เขาอายุน้อยกว่าอิโตชิ ซาเอะ ทว่าก็ติดตามอิซางิมานานพอจะได้เห็นช่วงเวลาที่เจ้านายของตนอบรมพ่อหนุ่มหัวแข็งตรงหน้า

                ผ่านไปไม่กี่สิบปี ซาเอะสุขุมกว่าเมื่อครั้งกระโน้นมากมายนัก ผู้สืบทอดตำแหน่งดยุคคงได้รับการกวดขันอย่างเข้มข้นไม่ใช่น้อย หลังพูดคุยกับผู้ติดตามสองสามคำ อีกฝ่ายไม่เพียงไม่จากไป กลับยืนนิ่งๆ อยู่ไม่ไกลจากจิงิริสื่อนัยยะรอคอยใครบางคน

                จิงิริอึดอัดมาก

                ซาเอะประหยัดคำพูดตามเคย นอกจากปรายตามองตุ๊กตาผมสีขาวแวบหนึ่งก็เอาแต่ยืนพิงกำแพงไม่เอ่ยวาจา หากไม่ได้กำลังรอใครอยู่ จิงิริย่อมปลีกตัวออกจากฉากอันหนักอึ้งนี้

                “ซาเอะคุง? รอฉันเหรอ?”

                เคราะห์ดีว่าอิซางิใช้เวลาไม่นานก็กลับมา ซาเอะมองเขา จากนั้นถามสั้นๆ แทนคำทักทาย “เพิ่งเคยเห็นคุณอยู่ห่างจากตุ๊กตาตัวนี้ครั้งแรกเลยนะ”

                กล้ามเนื้อใบหน้าของจิงิริกระตุกริก ทว่าอิซางิยังคงระบายยิ้มตามปรกติ สองตามองตรงไม่หวั่นไหว “เพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อยนายเลยไม่เคยได้เห็นล่ะมั้ง”

                “เป็นไปได้” ซาเอะไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับถ้อยคำที่ได้ยิน เขายกปลายเท้าขึ้น เหมือนหนุ่มน้อยเท้าบอนไม่ชอบยืนเฉย จากนั้นเปล่งเสียงเรียบเรื่อย “ว่าแต่...หลังเกษียณแล้ว สนใจมาอยู่ตระกูลอิโตชิหรือเปล่าครับ?”

 

 

                อิโตชิ รินกลับมาจากการฝึกซ้อมประจำวัน ทักทายพ่อแม่ซึ่งแทบไม่ได้เจอหน้าพอเป็นพิธี จากนั้นขณะตั้งใจจะไปนั่งเล่นหย่อนใจที่สวนดอกไม้ของแม่ กลับเห็นพี่ชายซึ่งช่วงหลังได้เจอบ่อยผิดสังเกตกำลังเหม่อลอยโยนอะไรบางอย่างขึ้นๆ ลงๆ ด้วยความสูงสม่ำเสมอ สิ่งนั้นดูอ่อนนุ่มเหมือนเป็นผ้าชิ้นเล็กๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่

                รินไม่อยากเจอหน้าจึงหมุนตัวกลับ ทว่าการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเขาทำให้ซาเอะที่อยู่ห่างออกไปรู้สึกตัว

                ดวงตาสองคู่ประสานกัน

                พริบตานั้นเปลวเพลิงเล็กๆ สีเดียวกับเส้นผมลุกลามจากปลายนิ้วซาเอะ แผดเผาของในมือจนสลายไปหมดสิ้น

เพราะสายตาดีไม่เลว ช่วงที่เห็นก้อนผ้าหยุดนิ่งบนฝ่ามือพี่ชาย รินมองออกเลาๆ ว่ามันคือหมวกไหมพรม...น่าจะใช่

                แต่ไม่รู้ทำไมถึงเผาทิ้งเสียง่ายๆ

                อาจเพราะท่าทีผิดแปลก เดิมทีรินอยากพูดอะไรสักเล็กน้อย แต่แล้วก็มีอันต้องเก็บงำความคิดทั้งหลายลงท้องไป บรรยากาศระหว่างพวกเขาไม่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง แววตาของซาเอะห่างเหินเย็นชา ปิดกั้นตัวเองหลังกำแพงหนาหนึ่งชั้น โครงหน้าคิ้วตาที่ละม้ายรินหกเจ็ดส่วนเบือนกลับไปทางเดิม ปิดโอกาสพูดคุยระหว่างพี่น้องโดยสิ้นเชิง

                ทั้งที่ห่างกันประมาณสิบก้าว กลับเป็นสิบก้าวที่ดูเหมือนสิบกิโลเมตร

                ต่อให้ความสงสัยค้างคาอยู่ในใจจนอยู่ไม่สุข สิ่งที่มากล้นยิ่งกว่าความอึดอัดคับข้องดังกล่าวคือศักดิ์ศรีสูงล้ำ รินไม่อาจบากหน้าเข้าไปเป็นฝ่ายชวนคุยในสถานการณ์ที่ซาเอะแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่าไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์

                เขาพลิกกายหันกลับ เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง

                ซึ่งนั่นคือสิ่งที่อิโตชิ ซาเอะปรารถนาอยู่แล้ว

 

 

                นับจากประกาศเรื่องการเกษียณกลางที่ประชุม อิซางิ โยอิจิซึ่งไม่ค่อยได้พบปะรับแขกนักรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนแวะเวียนมาหาบ่อยขึ้นอย่างผิดสังเกต ว่ากันตามหลักเหตุผล คนใกล้เกษียณไม่น่าเป็นที่นิยมขนาดนี้กระมัง หากกำลังเป็นใหญ่เป็นโต ไม่แปลกหรอกที่จะมีใครต่อใครอยากคบค้าสมาคม นี่เขาจะเกษียณนะ จะเกษียณต่างหากเล่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนิทสนมกันสักหน่อย มาอาลัยอาวรณ์อะไรเอาป่านนี้

                “อาจคาดหวังเรื่องการสืบทอดคุกสีน้ำเงิน หรือไม่ก็พลังที่นายมีล่ะมั้ง”

                อิซางิมีชีวิตอยู่มานาน มองเห็นความทะเยอทะยานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ทว่าเขาไม่เคยคิดถึงจุดนี้ไม่ใช่เพราะขลาดเขลา สำหรับอิซางิ เขาตระหนักรู้โดยจิตสำนึกว่าพลังที่ตนมีไม่สามารถส่งมอบให้ใครได้ ดังนั้นจึงไม่เคยเฉลียวใจกระทั่งจิงิริออกปาก

                ด้วยฝากฝังให้บาจิระช่วยดูแลจิงิริแทน มือขวาคนสำคัญของอิซางิจึงจะถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบาจิระทันทีที่อิซางิปลดระวาง

                “มันไม่ใช่พลังของฉัน ฉันส่งต่อไม่ได้”

                “คนอื่นเขาไม่รู้กับนายนี่นา” จิงิริเหนื่อยใจกับเจ้าทึ่มนี่ชะมัด

                อิซางิยกมือเท้าคาง หลุบตามองมืออีกข้างซึ่งกำลังหมุนปากกาเล่น “ต่อให้ส่งต่อพลังที่มีได้ ทำไมถึงคิดว่าจะส่งให้พวกเขากัน ปกติแล้วต้องคิดว่าจิงิริจะเป็นรุ่น 2 ของฉันไม่ใช่เหรอ?”

                “แต่ถ้าได้พยายามดูก่อน นายอาจเปลี่ยนใจได้นี่”

                “...”

                สามัญสำนึกบางเรื่องของอิซางิ โยอิจิ ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจ บางครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นบ้าง ทำให้เขาดูทึ่มๆ บื้อๆ อย่างน่าฉงนฉงาย

                อย่างไรก็ตาม นัยยะแฝงเร้นจากว่าที่ดยุคตระกูลอิโตชิคืออะไร อิซางิกลับมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งเสียอย่างนั้น

ด้วยเหตุนี้จึงอึดอัดใจมาก

ในเมื่อไม่พูดออกมาตรงๆ เขาเองก็ได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ทำเป็นไม่รับรู้รับเห็น ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเด็ดขาดกลับไปได้ ปิศาจตระกูลอิโตชิรวมถึงซาเอะไม่ได้มาปรากฏกายต่อหน้าบ่อยๆ ทว่าทุกครั้งจะทำให้อิซางิวางตัวลำบาก เพิ่งมีช่วงไม่กี่เดือนมานี้ที่ปรากฏกายต่อหน้าด้วยความถี่ลดน้อยลง คล้ายทำใจยอมแพ้แล้ว

จนกระทั่งได้เจอคุณชายรองซึ่งไม่ได้เห็นหน้าค่าตามาพักใหญ่

“ได้ยินว่านายจะเกษียณ”

“...”

แม้มุมปากยกยิ้ม ในใจอิซางิกลับจินตนาการภาพตัวเองชกใบหน้าซึ่งสูงกว่าระดับสายตาตัวเองเล็กน้อยสลับซ้ายขวา

พอคนพี่เว้นช่วงไป คนน้องก็รับไม้ต่องั้นเรอะ

                ช่วงบ่าหนักอึ้งขึ้นมาโดยพลัน อิซางิ โยอิจิตัดสินใจในทันใดว่าจะมามัวตั้งรับไม่ได้แล้ว ต้องเป็นฝ่ายตอบโต้กลับไปบ้าง เขาคว้าตุ๊กตาบนไหล่ซ้ายมากดนวดกลางฝ่ามือ พร้อมกันนั้นก็เผยรอยยิ้มการค้า ชวนอิโตชิ รินไปเดินเล่นด้วยกันสักเล็กน้อย

                “คิดจะทำอะไร”

                ถึงพูดจามะนาวไม่มีน้ำ คล้ายแสดงความเป็นปรปักษ์ รินกลับเดินตามหลังมาโดยไม่อิดออด อิซางิพาเขาเข้าร้านน้ำชาเก่าๆ สั่งชาดอกไม้หนึ่งกา พร้อมทั้งขอยืมกระดานหมากรุกจากเจ้าของร้านสุ้มเสียงเป็นมิตรคุ้นเคย ท่าทางเคยทำมาแล้วหลายครั้ง

                รินไม่เคยบอกว่าเล่นหมากรุกเป็น ทว่าอดีตเคยถูกอิซางิล้วงลูกไปถึงไหนต่อไหน กับเรื่องแค่นี้ทำไมถึงรู้ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไรด้วยซ้ำ

                “ให้นายเริ่มก่อนเลย” อิซางิผายมือ “ถือว่าฆ่าเวลาระหว่างนั่งคุยเล่นเป็นเพื่อนฉัน”

                “ทำไมฉันต้องเล่นเป็นเพื่อนนายไม่ทราบ”

                “ถ้าชนะจะเรียกร้องอะไรจากฉันก็ได้หนึ่งข้อ แต่ถ้าแพ้ก็ถือซะว่าจ่ายเป็นค่าเสียเวลานั่งฟังฉันพูดเฉยๆ เป็นไง?”

                ต่อให้ข้อเสนอฟังเหมือนน่าสนใจ ทว่ารินเลิกคิ้ว “ฉันไม่ต้องการอะไรจากนายทั้งสิ้น”

                “อาจไม่ใช่ อิโตชิ ริน ที่ต้องการ แต่ถ้าเป็น อิโตชิ คงไม่แน่” อิซางิยิ้มยิงฟัน “ว่าไง ถ้าไม่มีปัญหานายเริ่มเดินได้เลย”

                การเปิดกระดานจึงเริ่มต้นอย่างเงอะงะ

                เอาเข้าจริงแม้จะบอกว่าเล่นเป็น รินเพียงจำได้ว่าหมากตัวไหนต้องเดินอย่างไรเท่านั้น เขาประเมินสถานการณ์บนกระดานแทบไม่ออก การขยับหมากจึงเน้นการปกป้องคิงเป็นพิเศษ แทบจะไม่ได้รุกไล่ฝ่ายตรงข้ามเลย ต่อให้ไม่อยากแพ้ ทว่าเวลานั้นคงมาถึงในอีกไม่ช้า รินเกลียดความพ่ายแพ้ก็จริง กระนั้นเมื่อคิดว่าคู่ต่อสู้เป็นปิศาจเฒ่าเหลี่ยมจัด ความคับข้องใจในอกก็ได้ไม่หนักอึ้งอะไรขนาดนั้นแล้ว

                “ริน เคยได้ยินเรื่องปิศาจที่ถูกสาปบ้างไหม?”

                “อืม” เนื่องจากโดนเรือดักทางเดินเบี้ยไปครึ่งกระดาน รินจึงเพ่งสมาธิไปยังกระดานสองสีและตอบรับอย่างขอไปที

                อิซางิเอ่ยต่อยิ้มๆ “ฉันเป็นพวกผิดปกติพวกนั้น” มือขวาซึ่งร่องรอยจากการทำงานหนักจางหายไปตามกาลเวลาโยกม้าหลบควีนสีขาว จากนั้นเอ่ยต่อโดยที่ตายังมองกระดานว่า “ไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้ถูกเล่ากันทั่วไปแบบไหน แต่ขอใช้ตัวเองเป็นหลักฐานในการบอกเล่าว่า อย่าพยายามเป็นอย่างฉันเลย”

                “...”

                “พวกนายรู้เกี่ยวกับปิศาจที่ถูกสาปว่ายังไงบ้าง”

                เพราะต้องฟังไปด้วย ใช้สมาธิในการเล่นหมากรุกไปด้วย เมื่อถูกก่อกวนให้ต้องใช้สมองในการคิดหาคำตอบเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง รินจึงไม่สบอารมณ์นัก เขายกชาขึ้นจิบด้วยกริยาเยี่ยงผู้รากมากดี กระนั้นน้ำเสียงกลับแข็งขึ้งไม่ชดช้อยอย่างมารยาท

                “ได้รับพลังจากภูตพราย นอกจากมีพลังพิเศษบางอย่างเพิ่มขึ้นมา อายุขัยยังยืนยาวเป็นพิเศษ ร่างกายหยุดเจริญเติบโต บ้างก็ว่าเป็นอมตะ”

                “อมตะเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็น่าสงสารแย่สิ”

                “จะไปรู้เรอะ”

                “ไม่เป็นอมตะหรอก แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ผิดอะไร” อิซางิหัวเราะเบาๆ ตั้งแต่เริ่มเกมมา เขาใช้บิชอปและม้าเพียงตัวเดียว อีกตัวที่เหลือยืนนิ่งอยู่กับที่ท่ามกลางความวุ่นวายของหมากตัวอื่นๆ ในที่สุดก็โดนเบี้ยสีขาวจับกินไปตัวหนึ่งจนได้ “รู้ไหมว่าทำไมร่างกายถึงเปลี่ยนแปลงไปแบบนั้นได้”

                รินตอบเสียงกร้าวด้วยคำคำเดิมว่า “จะไปรู้เรอะ”

                ผู้ฟังได้แต่หัวเราะ รู้ว่าอีกฝ่ายหัวเสียเพราะใกล้แพ้รอมร่อ ไหนๆ ก็มาเพื่อบ่นเรื่อยเปื่อยอยู่แล้ว อิซางิเอ่ยต่ออย่างร่าเริง “เพราะมีวิญญาณแค่ครึ่งเดียวไง”

                “...”

                คุณชายรองซึ่งวางหมากหนักๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่ชะงักมือกลางอากาศ เขาละสายตาจากกระดานทันควัน รูม่านตาที่มองมายังตนขยายกว้าง

                รอยยิ้มบนใบหน้าอิซางิอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “ร่างกายนี้มีวิญญาณของฉันแค่ครึ่งเดียว นั่นเป็นเงื่อนไขที่สองในการรับสิ่งแปลกปลอมอย่างพลังของภูตพรายเข้ามาได้ ส่วนอย่างแรกนายคงเดาได้ล่ะมั้ง...ต้องมีภูตพรายที่ยินดีแบ่งวิญญาณหรือพลังของตัวเองให้น่ะ”

                “วิญญาณครึ่งเดียว? นาย...”

                “มันไม่ใช่พลังของฉัน ฉันส่งมันให้คนอื่นไม่ได้ อุตส่าห์รอดตายอย่างปาฎิหาริย์มาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ฉันไม่คิดจะทำงานจนตายหรอก” อิซางิตัดบทรินอย่างไม่ไยดี มือเลื่อนเบี้ยตัวหนึ่งหลบบิชอปไปดักทางหนีของคิง ขณะที่สีหน้ารินยิ่งนานยิ่งหม่นคล้ำ อิซางิกลับนั่งรับลมอย่างสบายใจ “อยู่มานานขนาดนี้แล้ว ตอนใกล้ตายก็ขอพักผ่อนบ้างเถอะ”

                “หยุดพูดเรื่องตายซะที” รินตะครุบเบี้ยตัวนั้นอย่างมีน้ำโห

                อิซางิไม่ได้มองกระดานอีก หยิบขนมชิ้นเล็กมาลอกห่อสีสดใสแล้วบรรจงโยนเข้าปาก

                การเดินหมากตาเมื่อครู่ทำให้คิงของรินอยู่ในตำแหน่งเป้าหมายของม้าของอิซางิ

                เกมจบแล้ว

                รินเป็นคนเลือกตอนจบเช่นนี้เอง

                คงเพราะผลจากการเคยแทรกแซงวงจรความคิดและจิตใจ อิซางิพอคาดเดาได้รางๆ ถึงวัตถุประสงค์ของการยอมแพ้กลายๆ นี้

                ตามคาด อิโตชิน รินซึ่งไม่เหลือสิ่งให้หันเหความสนใจจ้องตาอิซางิเขม็ง “นาย...”

                อิซางิ โยอิจิเลิกคิ้วมองมือที่ยื่นมาทางตน เขายังไม่ทันได้คาดเดาเจตนาการกระทำของรินพลันเห็นว่ามือข้างดังกล่าวถูกปัดทิ้งอย่างแรง วินาทีที่เห็นข้อนิ้วเรียวยาวอันคุ้นตาซึ่งกระทำการอุกอาจต่อคุณชายรองบ้านอิโตชิ วงจรความคิดทั้งหมดปลาสนาการไปสิ้น

                การตอบสนองนี้เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ

                “นางิ หยุด”

                อิโตชิ รินเก็บซ่อนสีหน้าไม่อยู่

                ปรากฏการณ์พิลึกนี่มันอะไรกัน?

                มือลอยกลางอากาศ?

                เสียงพ่นลมหายใจเบาๆ ดังขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไป ข้อมือซึ่งงอกออกมาจากความว่างเปล่าบังเกิดการเปลี่ยนแปลง บริเวณข้อมือซึ่งขาดหายอย่างน่าพิศวงถูกหมอกควันกระแสหนึ่งปกคลุมพัวพัน หมอกควันสีขาวอมเทาแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบค่อยๆ ไล้ตัวราวกับมีความรู้สึกนึกคิด มันม้วนตัวสูงขึ้น แขนที่ขาดหายค่อยเผยโฉมๆ ปรากฏเป็นข้อศอก ต้นแขน บ่า จากนั้นแผ่ออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเลื้อยขึ้นสูงเห็นเป็นใบหน้าและลำคอ อีกทางม้วนตัวลงต่ำก่อนจะปรากฏเป็นร่างกายครึ่งร่าง

                ด้านหลังของอิซางิ โยอิจิกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มคนดังกล่าวมีผมสีขาว ดวงตาสีเขียวกลมโตคล้ายสัตว์เลือดเย็น เขายืนซ้อนด้านหลังอิซางิ มือข้างที่ใช้ปัดมือรินยังยกค้างกลางอากาศ ส่วนมืออีกข้างเท้าลงบนโต๊ะข้ามไหล่ซ้ายของอิซางิลงมา ท่วงท่าคลุมเครืออย่างยิ่ง

อิซางิซึ่งถูกกักตัวกะทันหัน นอกเหนือจากความระอาใจก็มีแต่ความระอาใจ

“นางิ...”

ตุ๊กตายัดนุ่นที่มีผมสีเดียวกันหายไปจากข้างตัวอิซางิ รินย่อมคาดเดาสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว...ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

“ไม่อยู่นี่แล้วได้มั้ย ฉันหึงมาก กลับกันเถอะ”

พ่อหนุ่มหัวขาวลดสองแขนกอดไหล่อิซางิหลวมๆ พลางเกยคางลงบนผมสีดำ ดวงตาอันราบเรียบเฉยเมยเมื่อครู่ปิดลง คล้ายจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่

อิซางิยกมือขึ้นพร้อมส่งสายตาขอลุแก่โทษมาทางริน ปากก็พูดเกลี้ยกล่อมร่างใหญ่โตซึ่งกำลังโอบตนพร้อมพนักเก้าอี้ “ได้ กลับเลยก็ได้ แต่นายปล่อยมือก่อนสิ”

“เลิกทำงานด้วยเลยได้หรือเปล่า ทำไมต้องรออีกตั้งหลายปีล่ะ ไม่ใช่แค่พี่น้องคู่นี้ แต่คนอื่นที่มาวอแวอิซางิก็น่ารำคาญ”

“รออีกไม่กี่เดือนเอง อดทนอีกนิดเถอะ...”

อ้างอิงจากคำพูดของอิซางิ ชายผมขาวผู้ดูไม่ต่างจากปิศาจทั่วไปเบื้องหน้านี้คือภูตพราย ตามเรื่องเล่าปรัมปรากล่าวถึงพิษสงและรูปลักษณ์ของภูตพรายไว้หลากหลายจนยากจะคาดเดาตัวตนแท้จริง อย่างไรก็ตาม รินมองเห็นเพียงเด็กหนุ่มซึ่งโตแต่ตัวกำลังถูกประคบประหงมเอาใจเกินพอดี

เด็กโข่งชัดๆ

คุณชายรองบ้านอิโตชิหน้าคล้ำจนไม่รู้จะคล้ำยังไง โดยเฉพาะเมื่อดวงตาสีเขียวมองมายังตนแล้วกอดศีรษะอิซางิแน่นเข้ากว่าเดิม การถูกมองอย่างไม่ชอบใจโดยไร้คำพูดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ทว่าเจ้าหมอนี่กลับน่าโมโหเป็นพิเศษ

“อิซางิเป็นของฉันนะ”

“ครับๆ เอ้า ทีนี้ก็ว่าง่ายๆ ได้แล้ว”

เขาไม่ได้พูดกับนาย...รินได้แต่นึกในใจ คร้านเอ่ยออกจากปากเพราะอับอายแทนพวกหน้าไม่อายทั้งสอง

อิซางิเกลี้ยกล่อมแล้วเกลี้ยกล่อมอีกนางิไม่ยอมรับฟัง หลังบ่นพึมว่า ทำไมจู่ๆ ถึงคืนร่างมาเดินเหินเองได้ ก็เลือกตามใจด้วยการปิดประเด็นสนทนากับรินโดยยังมีลูกลิงตัวเขื่องแปะอยู่บนหลัง

“ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง การไม่ไปเจอกับซาเอะคุงน่าจะดีที่สุด แต่ฉันก็...เอ็นดูเขา อ๊ะ นางิ โอ๊ยๆ ไม่ได้หมายความแบบนั้น นี่! อย่ากัด…!

กว่าจะปลอบให้สิ่งมีชีวิตเจ้าปัญหาสงบลงได้ อิซางิ โยอิจิหมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง ระหว่างที่ใช้มือลูบแก้มซึ่งขึ้นรอยฟัน เขาใช้มืออีกข้างที่ว่างวางกำไลข้อมือสองเส้นลงบนโต๊ะ กำไลเส้นนั้นกลายเป็นพรมแดนกลั้นกลางระหว่างรินกับอิซางิ ราวกับกำลังแบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน

สีน้ำเงิน กับสีแดง

“ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากฉันที่คงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีรับตำแหน่งดยุคของซาเอะคุง ฝากนายเอาให้เขาเมื่อถึงตอนนั้นทีได้หรือเปล่า? หน้าตาอาจจะดูธรรมดา แต่คงช่วยคุ้มครองจากภัยทางน้ำได้ครั้งหรือสองครั้งเชียวล่ะ”

รินกลืนคำถามว่า แล้วฉันล่ะ? ลงท้องไป

เขาอับอายและโมโห

ด้วยเหตุนี้จึงตอบรับพาลๆ ว่า “ฉันไม่ใช่คนส่งของ อยากให้นักก็เอาไปให้เองสิ”

“งั้นก็กลับกันเถอะ ฉันไม่ให้อิซางิของฉันไปเจอเจ้าหัวแดงนั่นหรอก” นางิโพล่งแทรกราวกับรอจังหวะอยู่ก่อน

ทั้งที่มองอย่างไรก็เป็นของดีที่หาซื้อไม่ได้ ทว่ารินกลับปล่อยให้อารมณ์นำพาจนหลุดปากพูดโดยไม่ไตร่ตรอง หากพลาดไปย่อมเจ็บใจและเสียใจภายหลัง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่รินกังวล อิซางิดีดหน้าผากนางิซึ่งวางอยู่บนตักหนึ่งทีพร้อมดุเบาๆ ว่าอย่าใจแคบนักสิ

“ฉันให้ซาเอะคุงอย่างบริสุทธิ์ใจ”

“เชอะๆๆ”

สรุปคือด้วยความใจกว้างของอิซางิ เมื่อปลอบตัวปัญหาหัวขาวๆ แล้ว เขาโน้มน้าวหาทางลงให้รินโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องเสียหน้าจากการชิงปฏิเสธเมื่อครู่ก่อน

รินรับรู้ได้ว่าอีกเดี๋ยวพวกเขาจะต้องแยกกัน

และคงไม่ได้เจอกันอีก

ช่วงเวลาที่รินมีร่วมกับอิซางิช่างแสนสั้น ยิ่งช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันโดยได้เห็นหน้าค่าตายิ่งน้อยลงไปอีก อันที่จริงรินแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอิซางิเลย อาจด้วยเหตุนั้นจึงรู้สึกใจหาย ต่อให้ไม่อยากยอมรับนัก ทว่ารินอยากคบหาและรู้จักอิซางิมากกว่านี้

ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้

ตั้งแต่วันที่อิซางิ โยอิจิประกาศเกษียณตัวเองเพื่อไปใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายเงียบๆ เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงที่เจ้าตัวกำหนดเอ่ยคำอำลาแล้ว

“นายกำลังจะตายจริงๆ เหรอ”

ใบหน้าอ่อนเยาว์ ท่าทางกระฉับกระเฉงแข็งแรงเปี่ยมกำลังวังชาของวัยหนุ่ม แม้บอกว่าใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน แต่มองไม่เห็นลักษณะใดๆ ของคนใกล้ตาย

อิซางิที่เดินตามออกมาจากร้านชาหยุดเท้าลงห่างจากรินไม่กี่ก้าว เขาผลิยิ้มบางๆ “ถ้าไม่มีนางิ ฉันคงตายไปนานแล้วด้วยซ้ำ”

จากนั้นอีกฝ่ายก็บอกลาอย่างเรียบง่ายโดยไม่ลืมฝากคำลานี้ไปถึงอิโตชิ ซาเอะด้วย

ในใจรินยังมีบางสิ่งตกค้าง หากอยู่กันตามลำพังอาจมองเห็นว่าสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจและไม่ได้เอ่ยออกไปคืออะไรกันแน่ กระนั้น เมื่อถูกจับจ้องอย่างเป็นอริด้วยดวงตาสีเขียว มองเห็นนางิยืนกอดอิซางิอย่างหวงแหนชนิดไม่สนสายตาใครต่อใคร ไม่ว่าสิ่งที่กวนใจรินอยู่จะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญอีก

ตัวตนของนางิ การแสดงออกนางิ...ปิดประตูทุกสิ่งทุกอย่าง

อีโก้สูงลิบไม่อนุญาตให้รินแสดงออกถึงความสนใจที่มีต่ออิซางิ

ผู้คุมคุกสีน้ำเงิน...หรือที่กำลังจะกลายเป็นอดีต พยายามแทรกใบหน้าให้โผล่พ้นแขนยาวๆ จากชายด้านข้าง พอกดท่อนแขนเกะกะลงได้ โผล่หน้าออกมาสำเร็จ ใบหน้าอ่อนเยาว์ระบายยิ้มให้รินอย่างสดใส “ขอให้นายได้มีชีวิตที่ดีต่อไป”

รินเหม่อมองใบหน้านั่น

“นายด้วย”

ใช้เพียงบทสนทนาไร้สีสันเฉกเช่นเด็กนักเรียนเอ่ยคำลาหลังเลิกเรียนเพื่อพบกันในวันถัดไป

แต่กรณีพวกเขาเป็นการบอกลาอย่างแท้จริง

อีกทั้งด้วยแผ่นหลังอันใหญ่โตของใครบางคน รินไม่มีกระทั่งโอกาสลอบมองอิซางิจากด้านหลังเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ

 

 

นับจากวันนั้นมา รินไม่เคยเห็นอิซางิ โยอิจิอีก

ฟากซาเอะ หลังรินรับคำลาจากอิซางิมาบอกต่อ เจ้าตัวเพียงยืนเงียบอึดใจหนึ่งก่อนขานรับว่า อืม คำเดียว ทว่ากำไลสองสีที่สวมไว้ยังข้อมือข้างขวาไม่เคยถูกถอดออกเลย