Fanfic
Shingeki no Kyojin
หลังจากนั้น
Pairing : Jean Kirstein x Mikasa Ackerman
Rating : SFW
Note : Time period
After Chap 139
ไม่มีไททันอีกแล้ว
ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับไททันอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ปรับตัวลำบากอยู่บ้าง
ทว่าก็เป็นโลกที่ใฝ่ฝันถึงมาตลอด ทุกคนจึงยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีทหารหัวกะทิผู้เยื้องย่างกวัดแกว่งอาวุธอยู่แนวหน้าน่าเป็นห่วงว่าจะปรับตัวลำบากที่สุด
ทว่ามิคาสะ แอคเคอร์แมนกลายเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งแล้วจริงๆ
ต่อให้ร่องรอยทหารชาญศึกไม่อาจถูกลบจนเกลี้ยงเกลา
ทว่าเธอกะเทาะเปลือกอันเหี้ยมหาญทิ้งได้อย่างหมดจด
นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นมิคาสะสวมกระโปรงไว้ผมยาว
สำหรับอาร์มิน มันเป็นภาพอันชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต ทว่าคนอื่นนอกเหนือจากเขาต่างพากันเห็นเป็นสิ่งอัศจรรย์
กระทั่งทหารฝึกหัดรุ่น 104
ซึ่งอาบเลือดต่างน้ำอาบน้ำตาต่างฝนร่วมกันมานานปียังคุ้นชินกับภาพยามเจ้าหล่อนแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงถืออาวุธครบมือ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมิตรสหายซึ่งพบเจอกันในช่วงสงคราม
มิคาสะหน้าตาสะสวย
ทว่าพวกเขาเพิ่งเคยได้ยลโฉมมิคาสะในคราบสาวงามก็คราวนี้
รูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเกินไป ยิ่งไม่ได้เจอหน้ากันหลายเดือน
มีตกประหม่าวางมือไม้ไม่ถูกในช่วงแรกที่กลับมาเจอกันก็นับเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ดี
ภายนอกมิคาสะจะชวนให้โล่งใจอย่างไร ภายในใจของเธอยังคงน่าเป็นห่วง
โลกของมิคาสะหมุนรอบเอเรน
เยเกอร์ แม้แต่การเข้าร่วมเป็นทหารก็เป็นการตัดสินใจโดยคำนึงถึงเอเรน
มิหนำซ้ำเธอยังเป็นคนบั่นคอชายคนนั้น...ตัดหมุดยึดในชีวิตตัวเองออกด้วยมือตัวเอง
ความรู้สึกเคว้งคว้างระคนเจ็บปวดที่ต้องเผชิญย่อมมากมายจนคนอื่นไม่อาจหยั่ง
ระหว่างที่พวกอาร์มินเดินทางเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี
มิคาสะยังคงเอาแต่เฝ้าหลุมศพ หลายๆ คนพากันกังวล
เกรงว่าเธอจะเอาแต่คิดถึงเรื่องเศร้าๆ จนหดหู่หม่นซึม
ติดตรงไม่กล้าสอดปากวิพากษ์วิจารณ์
ทำได้แค่เป็นห่วงจากจุดที่ไกลออกมานิดหน่อยเท่านั้น
มิคาสะที่ไม่มีเอเรนต้องเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง
อาร์มินรู้ดีว่าไม่ควรก้าวก่ายและควรเคารพการตัดสินใจของเธอ ทว่าในฐานะเพื่อนสนิท
เขาย่อมไม่ต้องการให้มิคาสะจมจ่อมทุกข์ตรมอยู่กับอดีต
อาร์มินพยายามเล่าสิ่งที่ตนพบเจอให้เธอฟัง
หวังโน้มน้าวให้มีใจออกไปพบพานความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลก
ประสบการณ์แปลกใหม่น่าจะช่วยให้มิคาสะมีชีวิตชีวาขึ้นและดำเนินชีวิตต่อได้อย่างมีความหวัง
แม้สีหน้าแววตาอีกฝ่ายจะสดใสขึ้นพอสมควรแล้ว เขายังคงไม่วางใจ
“ไม่ไปกับพวกเราจริงๆ
เหรอ” คอนนี่ย่นคิ้ว
ฝ่ายถูกถามเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า
“ขอเวลาฉันอีกสักพัก”
เทียบกับการถามคำถามทำนองนี้ครั้งก่อนหน้า
คำตอบเมื่อครู่ทำให้คนฟังใจชื้นขึ้นไม่น้อย อาร์มินกุมมือมิคาสะ เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พวกเราจะรอนะ มิคาสะ”
เมื่อสูญเสียไปมาก สิ่งที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า
พวกเขาเหลือกันเพียงเท่านี้ ได้แต่ทะนุถนอมกันและกันเข้าไว้
กระทั่งแอนนี่ที่อยากพูดจากระทบกระเทียบมิคาสะสักเล็กน้อยยังสงวนถ้อยคำไม่ก่อประโยชน์
เธอนั่งเงียบๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ หลังทักทายตอนแรกเจอไม่กี่คำก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
แต่...
“นายไม่พูดอะไรบ้างเรอะ”
เสียงกระซิบของคอนนี่ไม่นับว่าเบา
ทว่าเสียงถองข้อศอกเข้าสีข้างแจนกลับดังฟังชัดยิ่งกว่า
มิคาสะเหลือบดวงตาขึ้นมองอย่างเชื่องช้า
ทว่าแจนหันหนีคอแทบพลิกตั้งแต่เห็นแพขนตาเจ้าหล่อนขยับ
ซ้ำยังกดปีกหมวกบังใบหน้าสุดความสามารถ
ต่อให้โดนคอนนี่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจก็ไม่ตอบสนอง
อาร์มินหัวเราะแห้งๆ
ให้กับปฏิกิริยาตอบสนองของแจนซึ่งออกจะถอยหลังลงคลองอย่างน่าเป็นห่วง
พวกเขาเอ่ยลามิคาสะยามโพล้เพล้ หญิงสาวผมสีดำยืนเบื้องหน้าบ้านหลังน้อยเพียงลำพังขณะโบกมือให้
แม้ไม่ได้แสดงสีหน้าท่วมท้นเปี่ยมอารมณ์ สายตากลับอ่อนโยนยิ่ง
แจนซึ่งเดินรั้งท้ายกลุ่มหยุดเท้าลงหลังตบตีกับตัวเองอยู่ในใจมาครู่ใหญ่
“...”
คอนนี่ตบบ่าเพื่อนรักโดยไม่พูดอะไร
คนอื่นที่เหลือเองหลังแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างเงียบงันก็เปลี่ยนไปยืนรอริมทางเพื่อไม่ให้เกะกะขวางผู้อื่น
แจนเหมือนได้ยินเสียงให้กำลังใจแม้ไม่มีใครอ้าปาก...ถึงขั้นนี้แล้วหากถอยทัพไม่รับน้ำใจก็น่าอายไม่ใช่น้อย
หลังตบอกปลุกขวัญตัวเองหนึ่งคำรบ
แจนเดินทั่กๆ ย้อนกลับไป
มิคาสะยังยืนอยู่จุดเดิม
ราวกับกำลังรอให้เงาหลังพวกพ้องหายลับไปก่อนจึงจะวางใจกลับเข้าไปพักผ่อนได้
เรียวคิ้วและดวงตาของเธอเผยความสงสัยยามเห็นแจนวกกลับมา เมื่อเขาหยุดลงตรงหน้า
เธอเอ่ยถามขึ้นก่อน
“ลืมอะไรงั้นเหรอ”
“...”
แจนซึ่งเว้นระยะห่างประมาณสองช่วงแขนเอาแต่จ้องมองมิคาสะ
คล้ายกำลังขบคิดปัญหาระดับชาติ
คนไม่รู้คงคิดว่าคนที่เอาแต่ซ่อนสีหน้าตัวเองด้วยหมวกเมื่อชั่วโมงก่อนเป็นคนอื่นปลอมตัวมา
ต่อเมื่อตัดสินใจแม่นมั่น
แจนโพล่งทะลุปล้องเสียงดังฟังชัด
“ฉันจะกลับมาหาเธอ”
มิคาสะเงยหน้าประสานสายตาโดยไม่หลบเลี่ยง เธอคิดจะพูดว่า ‘ก็กลับมาอยู่ไม่ใช่เหรอ สรุปลืมอะไรล่ะ’ ทว่าสีหน้าของแจนจริงจังนัก
สุดท้ายจึงเพียงร้อง “อืม” ไปแค่คำหนึ่ง
อาร์มินบอกไว้คร่าวๆ แล้วว่าคงอีกประมาณสี่ถึงหกเดือนจึงจะได้กลับมาอีกครั้ง
ซึ่งมิคาสะพิจารณาดูแล้วว่าความคิดวุ่นวายสับสนของตนคงตกตะกอนพอดี
“ฉันจะรอ”
“...เธอนี่”
เมื่อเห็นสีหน้าอันซื่อตรง ร่างกายเกร็งเครียดของแจนพลันผ่อนคลายลง
กล้ามเนื้อใบหน้าก็เช่นกัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทดท้อละเหี่ยใจแท้ๆ
แต่กระแสความรู้สึกบางประการกลับเด่นชัดยิ่งกว่า
มิคาสะมองการเปลี่ยนแปลงอารมณ์บนใบหน้าซึ่งสูงกว่าตนราวครึ่งช่วงศีรษะ
ความประหลาดใจระคนสงสัยปรากฏในแววตา
แจนยิ้มให้เธอ
“ฉันจะพยายามนะ ละ...แล้วเจอกัน”
ชายคนนั้นขยับหมวกอย่างเงอะงะเสมือนไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหนอย่างไร
มิคาสะมองเห็นว่าเมื่อกลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนอีกครั้ง
แจนโดนดึงทึ้งตบหลังเสียหัวคะมำ ไม่รู้พูดคุยอะไรกัน
[Epilogue]
เส้นผมสีดำนุ่มลื่นไหลผ่านซอกนิ้วข้างซ้าย
เมื่อนานมาแล้วมันเคยถูกตัดสั้นเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหว
ทั้งยังหยาบกระด้างกว่าปัจจุบันมากนักจากการใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน
ไม่มีโอกาสได้บำรุงรักษา
ขณะใช้มือขวาแปรงเส้นผมอันให้สัมผัสสบายมือ
แจนคิดอย่างเหม่อลอยว่าเรื่องใกล้ตัวถึงเพียงนี้ก็สะท้อนความทุกข์ยากในสมัยต้องตรากตรำสู้รบออกมาได้เช่นกัน
พอคิดว่าผ่านอะไรมามากมายเหลือเกิน
และปลายทางอันยากลำบากคือชีวิตอย่างที่ได้ฝันเอาไว้อยู่ๆ
ก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“แจน”
“อะ ขอโทษที”
ไม่รู้ช่วยมัดผมเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่น่าจะยืนลูบเส้นผมอีกฝ่ายเล่นมานานพอสมควร
เงาร่างซึ่งนั่งหลังตรงหน้ากระจกไม่ได้หันกลับมา
เพียงสบตาเขาผ่านเงาสะท้อนแล้วเผยรอยยิ้มจางๆ เท่านั้น
แจนยกมือขึ้นบังริมฝีปากก่อนกระแอมแก้เก้อ
เขาถอยเท้าออกจากเก้าอี้เล็กน้อย คนที่นั่งอยู่ค่อยอาศัยจังหวะนั้นยืนขึ้น
แวบแรกแจนคิดว่าตนอาจจะโดนหยอกล้อสักสองสามคำ
ทว่ากลับมีมือข้างหนึ่งประสานมือของของตนแนบแน่นแทน
“ไปกันเถอะ”
ตรงข้ามกับน้ำเสียงนุ่มนวลเยือกเย็น...ฝ่ามือที่แนบเข้าหาหยาบกร้านกว่าเขา
มีทั้งรอยด้านและบาดแผล เป็นหลักฐานที่อดีตเหลือทิ้งไว้
ทว่า ‘อดีต’ คือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
แจนสอดนิ้วกระชับมือข้างนั้น
กล่าวกลั้วหัวเราะทว่าเสียดสีอยู่ในทีว่า “นั่นสินะ แวะไปหาแค่ปีละหนไม่พอ
ขืนไปช้ากว่าทุกทีอีก ไอ้หมอนั่นคงสาปแช่งฉันจากโลกโน้นแน่”
เมื่อย่างเท้าออกมาถึงห้องนั่งเล่น
แจนใช้แขนข้างที่ว่างรับตัวเด็กชายที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากโจนเข้ามากอดต้นขา
จากนั้นช้อนร่างเล็กๆ ขึ้นอุ้มอย่างคล่องแคล่วด้วยแขนข้างเดียว
เนื่องจากต้องออกเดินทางแต่เช้า
ดอกไม้และข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวันถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน
พวกเขาไปสมทบกับพวกอาร์มินได้ทันที
“ขอบคุณนะ”
ศีรษะหนักๆ
ทิ้งตัวลงบนไหล่ หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน
ให้ตายก็นึกภาพเธอผู้เย็นชาและแข็งแกร่งพึ่งพิงและไว้วางใจตัวเองอย่างในตอนนี้ไม่ออก
แจนเข้าใจดีว่าคำขอบคุณเมื่อสักครู่แฝงอะไรไว้มากมาย
แต่มันไม่ใช่คำที่ควรนำมาใช้กับเขาเลย
“บอกให้เลิกพูดแบบนี้ไง
ฉันน่ะ แค่ได้เห็นเธอมีความสุขก็พอแล้ว”
แต่คนหัวแข็งยังคงหัวแข็งวันยังค่ำ
ได้ยินเสียงตอบรับในลำคอแบบขอไปที ดูท่าคงไม่เก็บคำพูดของเขามาใส่ใจตามเคย
แจนก้มหน้าลงเล็กน้อย
จุมพิตกระหม่อมของคนในอ้อมอกแผ่วเบาอย่างรักใคร่แกมอ่อนใจ
เด็กชายซึ่งถูกอุ้มอยู่เห็นเข้าก็โผเข้าใส่แม่เพื่อเลียนแบบพ่อด้วย หญิงสาวผู้ได้รับความรักอย่างล้นเหลือจึงจูบแก้มตอบแทนสองหนุ่มต่างวัยไปคนละที
คนทั้งสามประคับประคองกันออกไปเพื่อเยี่ยมเยือนสหายเก่าคนสำคัญ
ทิ้งบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวให้โอบล้อมบ้านหลังเล็กอย่างอ่อนโยน
Talk
ไม่ว่ามิคาสะจะแข็งแกร่งแค่ไหน
แต่แจนบอยก็เอาใจใส่และไม่อยากให้มิคาสะที่แข็งแกร่งมากๆ
คนนั้นโดนทำร้ายไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ มันโดขิๆ จริงๆ ค่ะ
แจนบอยแสนดีเป็นพ่อไมโครเวฟกับมิคาสะเหลือเกิน
แจนคาสะมีจริงค่ะหมอ
อร่อยมากด้วยหมอ กลืนเข้าไปสิคะจะรออะไร!
No comments:
Post a Comment