Thursday, 10 March 2022

[Fanfic Shingeki no Kyojin ; JeanKasa] หลังจากนั้น

Fanfic Shingeki no Kyojin

หลังจากนั้น

 

 

 

Pairing   : Jean Kirstein x Mikasa Ackerman

Rating    : SFW

Note       : Time period After Chap 139

 

 

 

ไม่มีไททันอีกแล้ว

ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับไททันอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ปรับตัวลำบากอยู่บ้าง ทว่าก็เป็นโลกที่ใฝ่ฝันถึงมาตลอด ทุกคนจึงยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างยิ่ง

เดิมทีทหารหัวกะทิผู้เยื้องย่างกวัดแกว่งอาวุธอยู่แนวหน้าน่าเป็นห่วงว่าจะปรับตัวลำบากที่สุด ทว่ามิคาสะ แอคเคอร์แมนกลายเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งแล้วจริงๆ ต่อให้ร่องรอยทหารชาญศึกไม่อาจถูกลบจนเกลี้ยงเกลา ทว่าเธอกะเทาะเปลือกอันเหี้ยมหาญทิ้งได้อย่างหมดจด

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นมิคาสะสวมกระโปรงไว้ผมยาว สำหรับอาร์มิน มันเป็นภาพอันชวนให้คิดถึงวันวานในอดีต ทว่าคนอื่นนอกเหนือจากเขาต่างพากันเห็นเป็นสิ่งอัศจรรย์ กระทั่งทหารฝึกหัดรุ่น 104 ซึ่งอาบเลือดต่างน้ำอาบน้ำตาต่างฝนร่วมกันมานานปียังคุ้นชินกับภาพยามเจ้าหล่อนแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงถืออาวุธครบมือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมิตรสหายซึ่งพบเจอกันในช่วงสงคราม

มิคาสะหน้าตาสะสวย ทว่าพวกเขาเพิ่งเคยได้ยลโฉมมิคาสะในคราบสาวงามก็คราวนี้ รูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเกินไป ยิ่งไม่ได้เจอหน้ากันหลายเดือน มีตกประหม่าวางมือไม้ไม่ถูกในช่วงแรกที่กลับมาเจอกันก็นับเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ดี ภายนอกมิคาสะจะชวนให้โล่งใจอย่างไร ภายในใจของเธอยังคงน่าเป็นห่วง

โลกของมิคาสะหมุนรอบเอเรน เยเกอร์ แม้แต่การเข้าร่วมเป็นทหารก็เป็นการตัดสินใจโดยคำนึงถึงเอเรน มิหนำซ้ำเธอยังเป็นคนบั่นคอชายคนนั้น...ตัดหมุดยึดในชีวิตตัวเองออกด้วยมือตัวเอง

ความรู้สึกเคว้งคว้างระคนเจ็บปวดที่ต้องเผชิญย่อมมากมายจนคนอื่นไม่อาจหยั่ง

ระหว่างที่พวกอาร์มินเดินทางเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี มิคาสะยังคงเอาแต่เฝ้าหลุมศพ หลายๆ คนพากันกังวล เกรงว่าเธอจะเอาแต่คิดถึงเรื่องเศร้าๆ จนหดหู่หม่นซึม ติดตรงไม่กล้าสอดปากวิพากษ์วิจารณ์ ทำได้แค่เป็นห่วงจากจุดที่ไกลออกมานิดหน่อยเท่านั้น

มิคาสะที่ไม่มีเอเรนต้องเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง อาร์มินรู้ดีว่าไม่ควรก้าวก่ายและควรเคารพการตัดสินใจของเธอ ทว่าในฐานะเพื่อนสนิท เขาย่อมไม่ต้องการให้มิคาสะจมจ่อมทุกข์ตรมอยู่กับอดีต อาร์มินพยายามเล่าสิ่งที่ตนพบเจอให้เธอฟัง หวังโน้มน้าวให้มีใจออกไปพบพานความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลก ประสบการณ์แปลกใหม่น่าจะช่วยให้มิคาสะมีชีวิตชีวาขึ้นและดำเนินชีวิตต่อได้อย่างมีความหวัง แม้สีหน้าแววตาอีกฝ่ายจะสดใสขึ้นพอสมควรแล้ว เขายังคงไม่วางใจ

“ไม่ไปกับพวกเราจริงๆ เหรอ” คอนนี่ย่นคิ้ว

ฝ่ายถูกถามเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ขอเวลาฉันอีกสักพัก”

                เทียบกับการถามคำถามทำนองนี้ครั้งก่อนหน้า คำตอบเมื่อครู่ทำให้คนฟังใจชื้นขึ้นไม่น้อย อาร์มินกุมมือมิคาสะ เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “พวกเราจะรอนะ มิคาสะ”

                เมื่อสูญเสียไปมาก สิ่งที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า พวกเขาเหลือกันเพียงเท่านี้ ได้แต่ทะนุถนอมกันและกันเข้าไว้ กระทั่งแอนนี่ที่อยากพูดจากระทบกระเทียบมิคาสะสักเล็กน้อยยังสงวนถ้อยคำไม่ก่อประโยชน์ เธอนั่งเงียบๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ หลังทักทายตอนแรกเจอไม่กี่คำก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย

                แต่...

                “นายไม่พูดอะไรบ้างเรอะ”

                เสียงกระซิบของคอนนี่ไม่นับว่าเบา ทว่าเสียงถองข้อศอกเข้าสีข้างแจนกลับดังฟังชัดยิ่งกว่า

                มิคาสะเหลือบดวงตาขึ้นมองอย่างเชื่องช้า ทว่าแจนหันหนีคอแทบพลิกตั้งแต่เห็นแพขนตาเจ้าหล่อนขยับ ซ้ำยังกดปีกหมวกบังใบหน้าสุดความสามารถ ต่อให้โดนคอนนี่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจก็ไม่ตอบสนอง

                อาร์มินหัวเราะแห้งๆ ให้กับปฏิกิริยาตอบสนองของแจนซึ่งออกจะถอยหลังลงคลองอย่างน่าเป็นห่วง

                พวกเขาเอ่ยลามิคาสะยามโพล้เพล้ หญิงสาวผมสีดำยืนเบื้องหน้าบ้านหลังน้อยเพียงลำพังขณะโบกมือให้ แม้ไม่ได้แสดงสีหน้าท่วมท้นเปี่ยมอารมณ์ สายตากลับอ่อนโยนยิ่ง

แจนซึ่งเดินรั้งท้ายกลุ่มหยุดเท้าลงหลังตบตีกับตัวเองอยู่ในใจมาครู่ใหญ่

“...”

คอนนี่ตบบ่าเพื่อนรักโดยไม่พูดอะไร คนอื่นที่เหลือเองหลังแลกเปลี่ยนสายตากันอย่างเงียบงันก็เปลี่ยนไปยืนรอริมทางเพื่อไม่ให้เกะกะขวางผู้อื่น แจนเหมือนได้ยินเสียงให้กำลังใจแม้ไม่มีใครอ้าปาก...ถึงขั้นนี้แล้วหากถอยทัพไม่รับน้ำใจก็น่าอายไม่ใช่น้อย

หลังตบอกปลุกขวัญตัวเองหนึ่งคำรบ แจนเดินทั่กๆ ย้อนกลับไป

มิคาสะยังยืนอยู่จุดเดิม ราวกับกำลังรอให้เงาหลังพวกพ้องหายลับไปก่อนจึงจะวางใจกลับเข้าไปพักผ่อนได้ เรียวคิ้วและดวงตาของเธอเผยความสงสัยยามเห็นแจนวกกลับมา เมื่อเขาหยุดลงตรงหน้า เธอเอ่ยถามขึ้นก่อน

“ลืมอะไรงั้นเหรอ”

“...”

แจนซึ่งเว้นระยะห่างประมาณสองช่วงแขนเอาแต่จ้องมองมิคาสะ คล้ายกำลังขบคิดปัญหาระดับชาติ คนไม่รู้คงคิดว่าคนที่เอาแต่ซ่อนสีหน้าตัวเองด้วยหมวกเมื่อชั่วโมงก่อนเป็นคนอื่นปลอมตัวมา

ต่อเมื่อตัดสินใจแม่นมั่น แจนโพล่งทะลุปล้องเสียงดังฟังชัด

                “ฉันจะกลับมาหาเธอ”

                มิคาสะเงยหน้าประสานสายตาโดยไม่หลบเลี่ยง เธอคิดจะพูดว่า ‘ก็กลับมาอยู่ไม่ใช่เหรอ สรุปลืมอะไรล่ะ’ ทว่าสีหน้าของแจนจริงจังนัก สุดท้ายจึงเพียงร้อง “อืม” ไปแค่คำหนึ่ง

                อาร์มินบอกไว้คร่าวๆ แล้วว่าคงอีกประมาณสี่ถึงหกเดือนจึงจะได้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งมิคาสะพิจารณาดูแล้วว่าความคิดวุ่นวายสับสนของตนคงตกตะกอนพอดี

                “ฉันจะรอ”

                “...เธอนี่”

                เมื่อเห็นสีหน้าอันซื่อตรง ร่างกายเกร็งเครียดของแจนพลันผ่อนคลายลง กล้ามเนื้อใบหน้าก็เช่นกัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทดท้อละเหี่ยใจแท้ๆ แต่กระแสความรู้สึกบางประการกลับเด่นชัดยิ่งกว่า

มิคาสะมองการเปลี่ยนแปลงอารมณ์บนใบหน้าซึ่งสูงกว่าตนราวครึ่งช่วงศีรษะ ความประหลาดใจระคนสงสัยปรากฏในแววตา

                แจนยิ้มให้เธอ

                “ฉันจะพยายามนะ ละ...แล้วเจอกัน”

                ชายคนนั้นขยับหมวกอย่างเงอะงะเสมือนไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหนอย่างไร มิคาสะมองเห็นว่าเมื่อกลับไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนอีกครั้ง แจนโดนดึงทึ้งตบหลังเสียหัวคะมำ ไม่รู้พูดคุยอะไรกัน

 

 

 

 

[Epilogue]

                เส้นผมสีดำนุ่มลื่นไหลผ่านซอกนิ้วข้างซ้าย

                เมื่อนานมาแล้วมันเคยถูกตัดสั้นเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนไหว ทั้งยังหยาบกระด้างกว่าปัจจุบันมากนักจากการใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน ไม่มีโอกาสได้บำรุงรักษา

ขณะใช้มือขวาแปรงเส้นผมอันให้สัมผัสสบายมือ แจนคิดอย่างเหม่อลอยว่าเรื่องใกล้ตัวถึงเพียงนี้ก็สะท้อนความทุกข์ยากในสมัยต้องตรากตรำสู้รบออกมาได้เช่นกัน พอคิดว่าผ่านอะไรมามากมายเหลือเกิน และปลายทางอันยากลำบากคือชีวิตอย่างที่ได้ฝันเอาไว้อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

                “แจน”

                “อะ ขอโทษที”

                ไม่รู้ช่วยมัดผมเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่น่าจะยืนลูบเส้นผมอีกฝ่ายเล่นมานานพอสมควร เงาร่างซึ่งนั่งหลังตรงหน้ากระจกไม่ได้หันกลับมา เพียงสบตาเขาผ่านเงาสะท้อนแล้วเผยรอยยิ้มจางๆ เท่านั้น

                แจนยกมือขึ้นบังริมฝีปากก่อนกระแอมแก้เก้อ เขาถอยเท้าออกจากเก้าอี้เล็กน้อย คนที่นั่งอยู่ค่อยอาศัยจังหวะนั้นยืนขึ้น

แวบแรกแจนคิดว่าตนอาจจะโดนหยอกล้อสักสองสามคำ ทว่ากลับมีมือข้างหนึ่งประสานมือของของตนแนบแน่นแทน

                “ไปกันเถอะ”

                ตรงข้ามกับน้ำเสียงนุ่มนวลเยือกเย็น...ฝ่ามือที่แนบเข้าหาหยาบกร้านกว่าเขา มีทั้งรอยด้านและบาดแผล เป็นหลักฐานที่อดีตเหลือทิ้งไว้

                ทว่า ‘อดีต’ คือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว

                แจนสอดนิ้วกระชับมือข้างนั้น กล่าวกลั้วหัวเราะทว่าเสียดสีอยู่ในทีว่า “นั่นสินะ แวะไปหาแค่ปีละหนไม่พอ ขืนไปช้ากว่าทุกทีอีก ไอ้หมอนั่นคงสาปแช่งฉันจากโลกโน้นแน่”

                เมื่อย่างเท้าออกมาถึงห้องนั่งเล่น แจนใช้แขนข้างที่ว่างรับตัวเด็กชายที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากโจนเข้ามากอดต้นขา จากนั้นช้อนร่างเล็กๆ ขึ้นอุ้มอย่างคล่องแคล่วด้วยแขนข้างเดียว

เนื่องจากต้องออกเดินทางแต่เช้า ดอกไม้และข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวันถูกเตรียมเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน พวกเขาไปสมทบกับพวกอาร์มินได้ทันที

“ขอบคุณนะ”

ศีรษะหนักๆ ทิ้งตัวลงบนไหล่ หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ให้ตายก็นึกภาพเธอผู้เย็นชาและแข็งแกร่งพึ่งพิงและไว้วางใจตัวเองอย่างในตอนนี้ไม่ออก

แจนเข้าใจดีว่าคำขอบคุณเมื่อสักครู่แฝงอะไรไว้มากมาย แต่มันไม่ใช่คำที่ควรนำมาใช้กับเขาเลย

“บอกให้เลิกพูดแบบนี้ไง ฉันน่ะ แค่ได้เห็นเธอมีความสุขก็พอแล้ว”

แต่คนหัวแข็งยังคงหัวแข็งวันยังค่ำ ได้ยินเสียงตอบรับในลำคอแบบขอไปที ดูท่าคงไม่เก็บคำพูดของเขามาใส่ใจตามเคย

แจนก้มหน้าลงเล็กน้อย จุมพิตกระหม่อมของคนในอ้อมอกแผ่วเบาอย่างรักใคร่แกมอ่อนใจ เด็กชายซึ่งถูกอุ้มอยู่เห็นเข้าก็โผเข้าใส่แม่เพื่อเลียนแบบพ่อด้วย หญิงสาวผู้ได้รับความรักอย่างล้นเหลือจึงจูบแก้มตอบแทนสองหนุ่มต่างวัยไปคนละที

คนทั้งสามประคับประคองกันออกไปเพื่อเยี่ยมเยือนสหายเก่าคนสำคัญ ทิ้งบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวให้โอบล้อมบ้านหลังเล็กอย่างอ่อนโยน

 

 

 

 


Talk

ไม่ว่ามิคาสะจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่แจนบอยก็เอาใจใส่และไม่อยากให้มิคาสะที่แข็งแกร่งมากๆ คนนั้นโดนทำร้ายไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ มันโดขิๆ จริงๆ ค่ะ แจนบอยแสนดีเป็นพ่อไมโครเวฟกับมิคาสะเหลือเกิน 

แจนคาสะมีจริงค่ะหมอ อร่อยมากด้วยหมอ กลืนเข้าไปสิคะจะรออะไร!

 

 

No comments:

Post a Comment