Sunday, 2 April 2017

[Fanfic Daiya no A feat Kuroko no Basuke] การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวง

Fanfic Daiya no A feat. Kuroko no Basuke

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวง



Pairing : None?

Rating  : SFW





“ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!

วันหนึ่ง ขณะออกมาเที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจนอกรั้วโรงเรียน ซาวามุระ เอย์จุนทุบโต๊ะประกาศกร้าวกลางแฟมิลี่ เรสเตอรอง ผู้รับฟังคือเพื่อนสนิทผมชมพู โคมินาโตะ ฮารุอิจิ ฝ่ายหลังยิ้มขมขณะใช้หลอดคนน้ำในแก้วที่น้ำแข็งเริ่มละลายให้เข้ากัน

เพิ่งเริ่มขึ้นปีสองได้ไม่นาน ตอนแรกเอย์จุนกระตือรือร้นดีกับการเป็นรุ่นพี่ครั้งแรกในระดับม.ปลาย ทว่าความกดดันซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่เมื่อครั้งปีหนึ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแคชเชอร์ในทีมไม่ว่าจะหน้าเก่าหรือไม่ก็ไม่ได้ดั่งใจสักหน่อ

ปวดเศียรกับความเล่นตัวของมิยูกิ คาซึยะมาทั้งปี นึกว่าจะได้เด็กใหม่น่ารักๆ...ไม่ล่ะ จะว่าน่ารักก็น่ารักอยู่หรอกแต่ดันสนใจแต่ฟุรุยะ ซาโตรุซึ่งเป็นคู่แข่งหมายเลขหนึ่ง จะหาคู่ซ้อมทีต้องเป็นฝ่ายงอนง้ออ้อนวอน แถมใช่ว่าขอแล้วจะได้รับความร่วมมือ

มีแต่พวกเล่นตัวทั้งนั้น คิดว่าใหญ่มาจากไหนกันหา!

...ที่เอย์จุนบอกว่าไม่ทนแล้วก็คือเรื่องนี้

“งั้นจะเอายังไงล่ะ ใช้ตาข่ายก็มีข้อจำกัดนะ แล้วเอย์จุนคุงก็คงไม่เลิกเล่นตำแหน่งพิชเชอร์หรอกใช่ไหม”

ฮารุอิจิผู้มีจิตใจอ่อนโยนไม่สามารถบอกออกไปได้ว่าเพื่อนสนิทมีดีแค่การขว้างเท่านั้น อย่างอื่นไม่เอาอ่าวในการแข่งจริง หากทิ้งตำแหน่งพิชเชอร์ไป คาดว่ากระทั่งทีมสองยังอยู่ลำบาก ต่อให้ทักษะการตีดีขึ้นก็ยังไม่เสถียร นอกจากนี้คนในชมรมคนอื่นที่หวดเก่งกว่ายังมีถมถืด ความสามารถที่หวังพึ่งได้คงมีแต่บันท์ ทว่ายังไงก็ไม่พออยู่นั่นเอง

“ฉันจะซ้อมด้วยตัวเอง หาเป้ามาวางไว้หน้าตาข่ายก็ได้ เรื่องอะไรต้องไปพินอบพิเทาเจ้าพวกบ้านั่น ถึงไม่ซ้อมกับแคชเชอร์ก็จะอยู่รอดให้ดู!” เอย์จุนกล่าวอย่างหนักแน่น ได้ยินเสียงบีบช้อนโลหะดังกร๊อบ “ยังมีสไตล์การเล่นอีกมากให้ลอง อย่างการคอนโทรลเงี้ย ใช้กล้องถ่ายแล้วมานั่งดูวิถีลูกทีหลังเอาก็ได้”

ดูท่าจะเอาจริงถึงได้คิดการไกลขนาดหาทางรอดให้ตัวเองไว้ด้วย แม้เอย์จุนจะบ้ามาก แต่เรื่องที่พุ่งชนเป้าหมายอย่างเอาเป็นเอาตายก็เป็นที่รู้กันดี ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่แยแสแคชเชอร์ขนาดนี้ทั้งที่เมื่อก่อนเอาแต่วิ่งไล่ตามเป็นบ้าเป็นหลัง คงทำตามที่ลั่นวาจาไว้เป็นแน่

ฮารุอิจิรู้สึกว่าชมรมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างหากเพื่อนเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนจะออกหัวหรือก้อย เขาไม่สามารถคาดเดาได้

หลังจัดการมื้อกลางวันเสียเรียบ จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบาย เอย์จุนประกาศต่อว่าจะเริ่มทำการปฏิวัติตั้งแต่วันนี้ ฉันจะไม่ง้อแคชเชอร์หน้าไหนทั้งนั้น!

ด้วยความเป็นห่วง ฮารุอิจิเสนอว่าหากต้องการแคชเชอร์จำเป็นขึ้นมาให้เรียกตนได้ทุกเมื่อ จะช่วยรับลูกให้ ไม่ต้องเกรงใจ คนบ่อน้ำตาตื้นถึงกับเขื่อนแตก กอดรัดเพื่อนรักแน่นแล้วบอกว่าเป็นเทวดามาจุติ...เสียงดังจนชาวบ้านชาวช่องหันมามอง ฮารุอิจิอายแสนอาย เสียบลิ้นปี่เพื่อนไปที ตัวปัญหาค่อยยอมปล่อยมือ

อันที่จริง นอกเหนือจากการต่อต้านอันเงียบสงบ วันนี้เป็นอีกวันอันแสนปกติ

จนกระทั่ง...


“บอกให้หยุดไงว้อยยยยยยยยยยยย!!


เสียงทุ้มแหบต่ำได้ยินมาแต่ไกล ฮารุอิจิกับเอย์จุนซึ่งเดินถนนอยู่ดีๆ พร้อมใจกันขมวดคิ้ว ต่อมสงสัยทำงาน เหลียวซ้ายแลขวาล่อกแล่ก กลัวมีเรื่องซวยแล้วตนจะโดนลูกหลง ทันใดนั้นเห็นฝุ่นตลบจากทางด้านหน้า คนแหวกเป็นทางด้วยความหวาดกลัว สองหนุ่มเห็นบางสิ่งกำลังพุ่งมายังตนด้วยความเร็วราวกับไม่ใช่เรื่องจริง


“เฮ้ย ไอ้หมอนั่นมันขโมยกระเป๋าตังค์ฉัน จับไว้!


เสียงเมื่อครู่ดังขึ้นคำรบสอง ฮารุอิจิซึ่งสายตาดีมองเห็นคนสองคนกำลังไล่กวดกันอยู่ เข้าใจในพริบตาว่าต้องจับคนที่วิ่งนำหน้า ทว่าคนคนนั้นวิ่งเร็วกว่าที่คิด

คนที่ตอบสนองไวกว่าคือเอย์จุน เด็กหนุ่มโผล่พรวดไปขวางทางพร้อมยืดแขนข้างถนัดออกไป

เมื่อใช้ความเร็วมาก ย่อมต้องใช้พื้นที่ในการชะลอความเร็วมากตาม การปรากฏกายขวางทางกะทันหันของเอย์จุนทำให้โจรวิ่งราวตอบสนองไม่ทัน รวมเข้ากับแรงจากการพุ่งเข้าหาอย่างแรงแล้ว เมื่อท่อนแขนของนักกีฬาตำแหน่งพิชเชอร์ขัดเข้าที่คอ ร่างโจรเคราะห์ร้ายพลันหงายหลังล้มตึงอย่างน่าสงสาร

เอย์จุนเหวี่ยงแขนนิ่วหน้าเพราะชาจากแรงกระแทก เพิ่งย่อเข่าทรุดตัวนั่งยองมองคนร้าย คนที่ไล่ตามมาก็มาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ...ได้เห็นหน้าก็ตอนนี้

เขาเป็นเด็กหนุ่มที่โดดเด่นมาก สิ่งแรกที่สะดุดตาคือสีผิวซึ่งเป็นสีน้ำตาลทั้งตัว พูดให้เข้าใจง่ายคือผิวดำเหมือนไม่ใช่คนญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสูงเปรต หน้าตาก็น่ากลัวเหมือนพวกอันธพาล แม้จะน่าสงสัยว่าทำไมใส่เครื่องแบบในวันหยุด มีเรียนซ่อมหรือ แต่ถ้าไม่เห็นเครื่องแบบนักเรียน ทั้งเอย์จุนและฮารุอิจิต่างก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กม.ปลาย

เด็กหนุ่มร่างใหญ่ชักสีหน้าใส่ร่างสลบเหมือด เขารับกระเป๋าสตางค์ที่เอย์จุนโยนส่งให้ จากนั้นง้างขาขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจตนาทำร้ายร่างกาย

“อาโอมิเนะคุง!

มีเสียงใหม่โผล่มาอีกแล้ว และเสียงดังกล่าวนี่เองที่ทำให้เด็กหนุ่มผิวดำชะงักเท้า เขาหันหน้าไปอีกทาง เอย์จุนกับฮารุอิจิก็หันไปกับเขาด้วย คนที่ปรากฏตัวยังคงเป็นเด็กหนุ่ม แต่ต่างจาก อาโอมิเนะคุง ดุจฟ้ากับเหว ตอนแรกเอย์จุนกับฮารุอิจิหาอีกฝ่ายไม่เจอด้วยซ้ำ

รูปร่างผอมแห้งบอบบาง ผิวขาว ผมฟ้า ดวงตาเหมือนปลาตาย ดูไร้ชีวิตชีวาและเปราะบางอย่างยิ่ง เห็นสภาพเหงื่อโซมกว่าเพื่อนผิวเข้มเป็นเท่าตัวก็พอจะเดาได้ว่าตัวจริงคงอ่อนแอไม่ขัดกับภาพพจน์

“ผมเรียกตำรวจแล้ว... อย่าใช้ความรุนแรง แฮ่ก สิครับ... เดี๋ยวก็ตาย...หรอก...”

“นายนั่นแหละจะตายรึยัง”

พวกเขาสี่คนช่วยกันจับกุมตัวคนร้ายรอเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร ระหว่างที่รอ สบโอกาสได้สนทนากันเล็กน้อย เด็กหนุ่มผิวขาวมีชื่อว่าคุโรโกะ เท็ตสึยะ เด็กหนุ่มผิวดำมีชื่อว่าอาโอมิเนะ ไดกิ...เพิ่งขึ้นปีสองเหมือนกันและเป็นนักกีฬาชมรมบาสทั้งคู่ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเป็นดาวเด่น พอขานชื่อฮารุอิจิถึงกับร้องอ๋อ บอกว่าเป็นรุ่นปาฏิหาริย์ใช่ไหม ไม่นึกว่าจะได้เจอกับตัว ฝ่ายเอย์จุนได้แต่ยืนเอ๋อ เพราะเบสบอลยังรู้งูๆ ปลาๆ เรื่องบาสเกตบอลรู้แค่ว่าเป็นกีฬาโยนบอลลงห่วงเท่านั้นแหละ

ตำรวจมาถึงไม่นานหลังจากนั้น เหล่านักเรียนหนุ่มม.ปลายเบาใจว่าคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ใครจะนึก...เอย์จุนซึ่งยืนใกล้คนร้ายที่สุดดวงซวยโดนซัดเข้าหนึ่งกำปั้น เนื่องจากไม่ทันระวังตัว หมัดนั้นซัดเข้าข้างแก้มอย่างจัง ไม่ทันรู้สึกเจ็บ พิชเชอร์คนเก่งพบว่าโลกหมุนกลับหัว เท้าลอยจากพื้น

ความทรงจำสุดท้ายคือเส้นผมสีน้ำเงินและเสียงแหกปากตะโกนของอาโอมิเนะ ไดกิ




สิ่งที่อาโอมิเนะ ไดกิชอบมีอยู่ไม่กี่อย่าง...ถ้าเอาจริงๆ...จริงๆ ของจริงๆ เห็นจะมีแค่บาสเกตบอลกับหน้าอกผู้หญิง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไม่ใช่ไม่ชอบอย่างอื่นแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ชอบมากเท่าสองสิ่งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้หูหนวกตาบอด ย่อมต้องรู้จักพล็อตเกร่อๆ ตามหนังหรือนิยายว่าด้วยการสลับร่างมาบ้าง

พล็อตแนวแฟนตาซีแบบนี้ต้องอยู่ในเรื่องแต่ง ไม่พบเจอในความเป็นจริง เขาดันถูกหวยไปสลับตัวกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

อาโอมิเนะมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วใบหน้าพลันบิดเบี้ยว

ผมสีน้ำเงินตัดสั้นสบายหัวไม่เพียงยาวขึ้นแต่ยังเป็นสีน้ำตาล ผิวขาวขึ้นเยอะ ตาโตขึ้นแยะ รูปร่างผิดกันไกล ที่แย่สุดคือเตี้ยลงฮวบฮาบ ระดับสายตาเปลี่ยนจนรู้สึกว่าอะไรๆ ก็ไม่ชิน

เงาสะท้อนที่เห็นไม่ใช่ อาโอมิเนะ ไดกิ แต่กลายเป็น ซาวามุระ เอย์จุน โดยสมบูรณ์

ซวยสุดๆ...

เปิดเทอมแล้วด้วย ไอ้บ้านี่ดันอยู่หออีกต่างหาก ต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่รู้จักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขามองเห็นภาพตัวเองเป็นบ้ามาแต่ไกล ต้องโทษที่เจ้างั่งชื่อซาวามุระโดนต่อยแล้วลอยหวือมาทางเขา หัวฟาดกันอย่างแรงจนสลบ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตกอยู่ในสภาพนี้ จะหายเมื่อไหร่ไม่รู้

เด็กหนุ่มเดาะลิ้น ฉวยโทรศัพท์มือถือออกมาดู

ทั้งเนื้อทั้งตัว ของที่เป็นของตัวเองจริงๆ มีแต่โทรศัพท์ ลองปรึกษากันสี่คนแล้ว ถ้าต้องใช้โทรศัพท์คนอื่นคงไม่ไหว ใช้ของตัวเองแล้วอ้างว่าเปลี่ยนเครื่องใหม่ดีกว่า คนรู้จักติดต่อมาจะได้ตอบถูก ไม่มั่วเละเทะ หากมีนัดหมายอะไรค่อยส่งข้อความไปบอกเจ้าคนที่กำลังใช้ร่างตัวเองก็พอ

อาโอมิเนะใช้ผ้าขนหนูลูบผมเปียกๆ หลังอาบน้ำ ไม่รู้ปกติซาวามุระ เอย์จุนเป็นคนยังไง แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครเข้ามาวอแวทักทาย เขาความจำไม่ดีนัก ใบหน้าสำคัญๆ ที่ต้องจำให้ได้ก็จำได้อยู่ไม่กี่คน แล้วยังมีคนไม่รู้จักเหลืออีกเพียบ หากมีคนเข้ามาทักแล้วตอบโต้ไม่ถูกเห็นจะใช้ชีวิตลำบาก อาโอมิเนะอารมณ์ไม่ดีจากการสลับร่างอยู่แล้ว ขืนมีคนมาซักไซ้กระตุ้นอารมณ์อาจได้ต่อยคนก็ได้

ขณะตัดสินใจอย่างเงียบงันว่าจะหากรรไกรมาตัดผมน่ารำคาญทิ้งแล้วรีบนอน มีคนส่งเสียงทัก

“หน้าบูดเป็นตูดหมา ชาวบ้านเขาผวากันหมด เป็นไรของแกวะ ซาวามุระ”

เมื่อไม่ชินกับชื่อ หากไม่ได้สบตากันไม่มีทางรู้แน่ว่าอีกฝ่ายพูดกับตน อาโอมิเนะหรี่ตาเล็กน้อย มองเห็นเด็กหนุ่มซึ่งมีส่วนสูงน้อยกว่าตนไม่มากไม่มายและมีดวงตาเรียวเล็ก นึกหน้าออกว่าเป็นหน้าที่ถูกขอร้องให้จำให้ได้ ซึ่งเขาจำได้...แต่จำได้แค่หน้า หมอนี่ชื่ออะไรนะ?

พอดีมีรูปถ่ายบางคน เจ้าของร่างส่งรูปมาให้ทางโทรศัพท์มือถือเหมือนกับที่เขาส่งรูปคนรู้จักให้อีกฝ่าย

จะว่าไปทางซาวามุระ เอย์จุนเสียอีกที่น่าจะลำบากกว่าเพราะไม่มีคนช่วยเหลือ อาโอมิเนะยังมีฮารุอิจิช่วยซัพพอร์ท แต่คุโรโกะซึ่งเป็นอีกคนที่รู้ความลับไม่อาจช่วยเอย์จุนได้เต็มที่เพราะอยู่คนละโรงเรียน ด้วยนิสัยของอาโอมิเนะ ความจริงเขาไม่แคร์เอย์จุนเลยด้วยซ้ำ ไม่เห็นความจำเป็นในการเล่นละครแสร้งเป็นอีกฝ่ายเลย

...ในเมื่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายคนที่รับภาระความซวยก็คือซาวามุระ เอย์จุน

หากเจ้าของร่างนี้ขู่ว่าจะเอาร่างตนไปทำเรื่องแย่ๆ อาโอมิเนะก็ไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้ประพฤติตัวดีเด่มาแต่ไหนแต่ไร เห็นหน้าเซ่อๆ ที่สะท้อนในกระจกเมื่อครู่แล้ว ไม่เชื่อหรอกว่าจะกล้าทำเรื่องที่ร้ายแรงกว่าที่เขาเคยทำ ที่จำทนยอมไหลตามน้ำน่ะ...

ถ้าสร้างความเดือดร้อนให้ซาวามุระคุง ผมจะโกรธนะครับ

ใบหน้าดำทะมึนและดวงตามืดทึบถูกดึงออกมาจากความทรงจำ

ยังไงก็ไม่อยากให้เท็ตสึโกรธแฮะ...

เด็กหนุ่มผมตั้งคงประหลาดใจว่าทำไมอาโอมิเนะถึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูกะทันหัน แต่ไม่ทันได้พูดอะไร อาโอมิเนะ ไดกิหาชื่ออีกฝ่ายเจอเสียก่อน

...คุราโมจิ โยอิจิ...

รูปในหน้าจอเหมือนกับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน บนรูปนั้นมีหนังสือจดโน้ตสั้นๆ ว่าเป็นรองกัปตัน อยู่ปีสาม และเป็นรูมเมท แสดงว่าน่าจะสนิทกันพอสมควร ถึงอย่างนั้นจะให้บอกว่า ฉันไม่ใช่ซาวามุระ เอย์จุน เจ้าตัวก็คงไม่เชื่อ

อย่างว่า...ไม่งั้นจะปกปิดเป็นความลับทำไม ที่รวมหัวกันสวมบทเป็นอีกฝ่ายก็เพราะไม่อยากถูกมองเป็นคนบ้าหลังเรื่องจบไม่ใช่เรอะ

อาโอมิเนะแค่นเสียงเยาะชะตาอันน่าสมเพชของตนเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรนี่ แค่เหนื่อยๆ นิดหน่อยน่ะ”

“สบายดีแน่นะ?” คุราโมจิเลิกคิ้ว ลอบมองรุ่นน้องตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นได้ชัดว่าเชื่อปักใจว่ามีบางอย่างไม่ปกติ

อาโอมิเนะไม่ชอบสายตาเหมือนรู้ทันแบบนั้น เสียงที่กระด้างอยู่แล้วพลอยกระด้างขึ้น “ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง เซ้าซี้น่ารำคาญจริง”

สายตารุ่นพี่ยิ่งเปลี่ยนไป อยู่กับเอย์จุนมาเป็นปี เคยชินกับกริยาท่าทาง คำพูด และน้ำเสียงของรุ่นน้องโง่ เอย์จุนเป็นคนกระตือรือร้น ไม่มีท่าทางเกียจคร้านแต่ดุดันอย่างนี้ ไอ้สายตาเนือยๆ กับวิธีพูดลากเสียง...อย่างกับป่วยแล้วกินยาผิดขนานยังไงยังงั้น ทำใจเชื่อคำว่าไม่มีอะไรไม่ลง

“อ๊ะ คุราโมจิเซมไป มะ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ฮารุอิจิซึ่งสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าอันเคร่งเครียดระหว่างสองเสือปรี่เข้ามาแทรกกลางเพื่อคลี่คลายบรรยากาศอันหนักอึ้ง สังหรณ์ร้ายขยายตัว...คนประเภทอาโอมิเนะดูคบยากเป็นทุน เพิ่งกลับถึงโรงเรียนไม่ทันถึงสามชั่วโมงก็เห็นแววไปไม่รอดซะแล้ว

ฮารุอิจิเป็นกังวลจึงกำลังเดินหาอาโอมิเนะอยู่ ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจไม่ผิด เพราะพอหาตัวเจอก็พบว่าเอซแห่งรุ่นปาฏิหาริย์กำลังสร้างความเคลือบแคลงใจแก่รองกัปตันเซนส์ไวพอดิบพอดี

ตัวปัญหาไม่คิดอยู่ฟังบทสนทนาของคนแปลกหน้า เห็นมีคนมารับช่วงต่อก็โยนภาระให้ ตัวเองกลับห้องพักที่ฮารุอิจิชี้บอกเมื่อตอนเย็น ทำเหมือนไม่ใช่ธุระของตน

หลังคว้ากรรไกรมาตัดผมหน้าแกรบๆ ก็ปีนขึ้นเตียงสองชั้นแล้วล้มตัวลงนอน แม้อยากตัดผมด้านหลังด้วย แต่ตัดด้วยตัวเองยากเกินไปเลยหยวนๆ ให้ก่อน

เด็กหนุ่มครุ่นคิดถึงอนาคตบนเตียงอันไม่คุ้นเคย

ได้ยินว่าชมรมเบสบอลของเซย์โดมีซ้อมเช้าเย็น เดิมตั้งใจจะกลับมาซ้อมบาสสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาฝีมือล้างตากับเซย์รินอยู่แล้ว ดังนั้นอาโอมิเนะจึงไม่คิดหนี แม้จะเป็นการซ้อมของชมรมเบสบอลแต่อยากทดสอบสภาพร่างกายตัวเองอยู่พอดีว่าเหลือเซนส์กับความสามารถอะไรติดตัวบ้าง ฉะนั้น ต่อให้ไม่ชอบกีฬาที่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างเบสบอลก็จะกล้ำกลืนอดทนไปก่อน

อย่างไรก็ตาม เขาเล่นแต่บาส อยู่ๆ ให้มาฝึกเป็นพิชเชอร์ปุบปับ คาดว่าคงไม่ราบรื่นนัก

อาโอมิเนะหาวหวอด ผล็อยหลับหลังหัวแตะหมอนในเวลาไม่นาน ไม่มีอาการนอนไม่หลับเมื่อแปลกที่แปลกถิ่น จะว่าไป อย่างน้อยก็มีเรื่องนี้ที่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน




“ซาวามุระดูแปลกๆ นะ”

มิยูกิงึมงำขึ้นมาระหว่างนั่งรอเรียนคาบบ่าย คนที่อยู่ด้วยกันคือเพื่อนร่วมห้องอย่างคุราโมจิ โยอิจิและชิราสึ เคนจิโร่ที่เอาโน้ตมาให้ คนแรกพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ส่วนฝ่ายหลังเพียงเลิกคิ้วด้วยไม่ทันสังเกต

“แปลกเหรอ เมื่อเช้าก็มาซ้อมปกตินี่ แค่ตัดผมนิดหน่อยเองไม่ใช่เหรอ”

เนื่องด้วยไม่ทันเห็นหน้าจังๆ และไม่ได้ทักทาย ชิราสึไม่เห็นว่าเซาท์พาวพิชเชอร์จะแปลกไปตรงไหน แค่เห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวบนสนาม เหมือนทุกที เขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรแปลกแล้ว ทว่ากัปตันทีมกลับส่ายหน้าไปมา

“แปลกสิ วันนี้นายได้ยินหมอนั่นตะโกนเสียงดังสักหนมั้ย ตอนซ้อมก็ไม่เห็นจะสนขว้างลูก โยนใส่ตาข่ายไม่ถึงสิบครั้งก็เลิก แถมตอนเดินสวนกับฉันทุกรอบ...อย่าว่าแต่ทักเลย ไม่มองด้วยซ้ำ!

“ฉันจะไม่ขัดคอแกว่าทำไมไปนับได้ว่าซาวามุระขว้างลูกใส่ตาข่ายกี่ลูก แต่ประเด็นของคำพูดเมื่อกี้คือแกไม่พอใจที่โดนเมินสินะ” คุราโมจิเอ่ยต่ออย่างเยือกเย็นและตรงจุด สีหน้าฉายแววรังเกียจออกมาจางๆ...แสร้งทำเหมือนพยายามควบคุมการแสดงออก ทั้งที่ความจริงจงใจให้เพื่อนรู้ว่ากำลังโดนมองด้วยสายตาแบบเดียวกับตอนมองสิ่งโสโครก

แม้อาโอมิเนะจะถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าห้ามสนใจมิยูกิ คาซึยะกับโอคุมุระ โคชู แต่ที่มิยูกิถูกเมินเป็นเพราะอาโอมิเนะ ไดกิไม่ชอบท่าทางกวนโอ๊ยของอีกฝ่าย ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกกำชับแต่อย่างใด ทว่าพวกมิยูกิต่างไม่รู้ความเป็นจริงข้อนี้

และเพราะไม่รู้ว่าเอย์จุนถูกสลับร่างนี้เอง เมื่อถึงเวลาซ้อมเย็น เหล่าคนในชมรมเป็นต้องอ้าปากค้างเมื่อซ้อมหวดลูกได้สักชั่วโมง ซาวามุระ เอย์จุนก็หวดเอาหวดเอาปานเทพแห่งการแบตติ้งมาประทับร่าง

“ไม่เห็นเท่าไหร่เลยว้า”

เซนส์ด้านกีฬาประทับติดตรึง ใช้เวลาทำความคุ้นเคยเดี๋ยวเดียว อาโอมิเนะ ไดกิซัดลูกตรงความเร็ว 160 km/hr ไปตุงตาข่ายหน้าตาเฉย จากการตรวจสอบร่างกายตั้งแต่เช้า เด็กหนุ่มเข้าใจในที่สุดว่าแม้ร่างกายเป็นของซาวามุระ เอย์จุน แต่ทักษะโดยรวมของตัวเองอยู่ครบถ้วน เมื่อตอนวิ่งเข้าโรงยิมไปมั่วเล่นบาสกับเขาตอนพักกลางวัน เรื่องที่เคยทำได้ก็ยังทำได้เหมือนเดิม แค่ต้องปรับความเคยชินเรื่องความสูงเท่านั้น

โคมินาโตะ ฮารุอิจิบอกว่าซาวามุระ เอย์จุนมีข้อต่อที่ยืดหยุ่น ทว่าอาโอมิเนะไม่เห็นว่าร่างกายนี้จะผิดเพี้ยนที่ตรงไหน จริงอยู่ว่าไม่เคยฝึกขว้างลูกเบสบอลทำให้ขว้างอย่างเอย์จุนไม่ได้ แต่ตอนขว้างธรรมดาๆ ลูกก็ไม่ได้หักเลี้ยวไปในทิศทางแปลกๆ สักหน่อย

“ไม่มีให้ลงเล่นจริงมั่งเรอะ?”

เนื่องจากไม่ชอบยืนนิ่ง อาโอมิเนะอยากยืนบนแบตเตอร์บอกซ์แล้ววิ่งขโมยเบสมากกว่า แม้คิดแล้วเบื่อล่วงหน้าว่าในเกมรุกถ้าไม่ถึงคิวก็ได้แต่นั่งรอแถวม้านั่ง กระนั้นก็ยังดีกว่ามาหวดลูกเอากับเครื่องยิงอัตโนมัติ ตอนเล่นบาสเขาต้องวิ่งไปมา ทั้งเลี้ยงบอล ทั้งหลบหลีกคู่ต่อสู้เพื่อยิงทำแต้ม เทียบกันแล้ว เบสบอลเป็นกีฬาที่น่าเบื่อมาก ฟุตบอลยังน่าสนใจกว่าเลย

เด็กหนุ่มมองซ้ายขวา สะดุดตากับเด็กหนุ่มผิวขาวหน้าตาเฉยเมย เอย์จุนบอกว่าหมอนี่ชื่อฟุรุยะ ซาโตรุ สำหรับเจ้าตัวนับเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง เจ้าหนุ่มหัวชมพูก็บอกว่าเป็นพิชเชอร์ชั้นเลิศและเป็นเอซของชมรม อาโอมิเนะอยากลองของขึ้นมาทันที

“เฮ้ย นายน่ะ มาช่วยฉันซ้อมแบตติ้งทีดิ๊”

“...”

“ฉันเรียกนายอยู่นะ...ชื่ออะไรฟะ? ฟุ...เอ ฟุ ฟุมะ? ฟุคุ? อ้อ! ฟุรุยะ!

“...”

เจ้าของชื่อหันมามอง ร่องระหว่างคิ้วสามารถคีบดินสอได้โดยไม่ร่วง สีหน้าฉายชัดว่าไม่พอใจกับท่าทางของเพื่อนควบคู่แข่งอย่างมาก

อาโอมิเนะไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยเมื่ออีกฝ่ายตบถุงมือดังปั่บและขึ้นเนินขว้างพร้อมบอลหนึ่งลูกโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง

โอโนะเห็นท่าไม่ดี เกรงเจอลูกมหาประลัยของสัตว์ประหลาด เขารีบเรียกแคชเชอร์ตัวจริงอย่างมิยูกิมาลงสนามรบแทนตน ระหว่างผลุบออกจากตำแหน่งมิวายมองรุ่นน้องผู้ร่าเริงซึ่งบัดนี้กำลังแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ปกติมักเห็นอีกฝ่ายเป็นสุนัขพันธุ์ชิบะ คราวนี้กลับเห็นเสือดำกำลังแกว่งไม้ด้วยสายตาจ้องล่าเหยื่อ

น่ากลัวอะ...

ไม่ใช่โอโนะคนเดียวที่เห็นอาโอมิเนะในคราบเอย์จุนแล้วคิดเช่นนี้ เกือบทุกคนได้แต่คิดว่าที่ตนเห็นเอย์จุนแปลกไปคงเพราะไม่ชินกับโฉมใหม่ของเจ้าตัว ใช่แล้ว...ที่เห็นเจ้าเด็กซื่อบื้อเมื่อวันวานน่ากลัวในวันนี้ย่อมต้องเป็นเพราะตัดผมแล้วหน้าตาสมชายขึ้นแน่ๆ

“แกว่งไม้ไม่เคยได้เรื่อง ยังกล้าไปท้าเขาอีกนะ”

มิยูกิซึ่งนั่งยองประจำตำแหน่งกระซิบคำสัพยอกใส่เจ้าคนที่กำลังยืนกำไม้ตั้งท่าพร้อมรบ สาเหตุที่ชวนคุยเป็นเพราะเหงาที่ไม่ได้รับความสนใจ คราวนี้เลยยอมลดมาดทักอีกฝ่ายก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสคุยกันแน่

อาโอมิเนะเองก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยคำค่อนแคะผ่านหู ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็คิดอยากตอบ...แม้จะไม่ปรายตาลงมองคู่สนทนาก็ตามที

“คนที่จะชนะฉันได้มีแต่ฉันแหละว่ะ”

ต่อให้เพิ่งได้จับไม้จับลูกหากความมั่นใจเต็มเปี่ยมในน้ำเสียง เขาอาจคุมทิศไม่ได้แต่มีความมั่นใจว่าจะหวดโดนสองในห้าลูกเป็นอย่างต่ำ เซนส์ทางกีฬาของตนยอดเยี่ยม ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว สายตาก็ดี...ความมั่นใจนี้มีที่มาที่ไป ไม่ได้เกิดจากความลำพอง เขาเคยพ่ายแพ้ หลังจากนั้นมาก็รู้จักมองศัตรูและตนเองอย่างเป็นกลาง

อาโอมิเนะไม่ได้ประเมินฟุรุยะไว้ต่ำ เสิร์ชเน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนนี้มาแล้ว ไปถึงโคชิเอ็งเชียว...ไม่ประเมินต่ำไปแน่ๆ ดังนั้นถึงได้คิดว่าจะไม่สามารถควบคุมทิศทางของลูกหลังเหวี่ยงไม้ออกไปได้ เขาต้องการแค่หวดได้เท่านั้น เพิ่งจะเริ่มซ้อมวันแรก เอาแค่โดนลูกเป็นพอ...ไม่สิ เอาแค่โดนลูกก่อน หลังจากนั้นถ้ายังกลับร่างเดิมไม่ได้แล้วต้องขลุกอยู่ที่นี่ก็จะถล่มพวกแบตเตอร์เจ๋งๆ ให้อายม้วนด้วยสถิติที่ดีกว่า ถึงตอนนั้นไม่ว่าพิชเชอร์จะขว้างลูกแบบไหนมา เขาจะหวดปลิวให้หมด

นิสัยชอบเอาชนะสำแดงเดช หัวเราะเสียงต่ำออกมาโดยไม่รู้ตัว รูม่านตาขยายกว้าง...ปรกติเมื่ออาโอมิเนะ ไดกิแสดงสีหน้าเช่นนี้ ไม่ว่าศัตรูหน้าไหนก็ไม่อาจเผชิญหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัว แม้รูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไปทำให้สีหน้านุ่มนวลลงมากก็ยังนับว่าดุร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ ใครจะไปคิดว่าซาวามุระ เอย์จุนจะมีโฉมหน้าที่น่าสะพรึงขนาดนี้ได้ด้วย

มิยูกิเหงื่อตก รีบหันสายตาไปยังรุ่นน้องอีกคนแล้วส่งสัญญาณเรียกบอล




ผลลัพธ์...

ฟุรุยะขว้างไปยี่สิบสามลูก อาโอมิเนะหวดโดนไม้สิบห้าลูกและตีได้ลูกยาวสองลูก

นอกจากลูกแรกๆ ที่ใช้สำหรับทำความคุ้นเคย ช่วงหลังหวดได้เกือบหมดจนใบหน้าของฟุรุยะซีดเผือดลงไปจากที่ขาวเป็นทุน...ไม่ให้ตะลึงยังไงไหว ก่อนหน้านี้หวดทีไรไม้ห่างจากลูกเป็นฟุต ชั่วเวลาข้ามคืนดันแปลงร่างเป็นคนละคน ชมรมเบสบอลช่วงนี้จึงมีข่าวลือหนาหูว่าซาวามุระ เอย์จุนโดนวิญญาณร้ายเข้าสิง

“มันต้องกินยาแปลกๆ อะไรเข้าไปแน่” คุราโมจิฟันธง

“ยาสลับร่างมั้งครับ...”

“เหอ?”

“หมายความว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้น่ะครับ”

โคมินาโตะ ฮารุอิจิรีบแก้ตัวขณะยิ้มขมด้วยความกลัดกลุ้ม

สองสัปดาห์ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีวี่แววจะได้กลับร่างเดิมของตน อาโอมิเนะ ไดกิจึงดุร้ายขึ้นทุกวัน ไม่กี่วันก่อนก็ชกรุ่นพี่หน้าคว่ำเพราะโดนหาว่ามองหน้าหาเรื่อง แน่นอนว่าฝ่ายที่เละคือรุ่นพี่ที่มีกันสามคน โค้ชโกรธจัดและสั่งงดกิจกรรมชมรม...ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่แยแสสักนิด ฮารุอิจิเสียอีกที่กลุ้มหนัก เกรงอนาคตในทีมของเพื่อนสนิทจะป่นปี้เพราะมีคนนอกมาก่อเรื่อง

“นั่นคือศักยภาพที่แท้จริงของคุณสินะ ทะนงตนว่าเก่งนักเลยไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาใช่ไหม”

“ถ้าไม่พอใจเรื่องที่ฉันจำนายไม่ได้ก็อย่าเอาเรื่องอื่นมาอ้าง ลองมีค่าพอ ใครก็ต้องจำตัวตนได้ นายมันไร้ประโยชน์สำหรับฉัน ฉันเลยไม่จำเป็นต้องจำ...ก็ถูกต้องแล้วนี่”

เด็กหนุ่มผมชมพูมองคนอื่นในคราบเพื่อนสนิทกำลังโต้คารมกับรุ่นน้องผมทองตาฟ้า ปวดกระเพาะจนแทบจะลงไปนั่งคุดคู้

อาโอมิเนะเพิ่งกลับมาเรียนวันนี้หลังพักการเรียนไปสองวัน ไม่รู้ไปข่มขู่อะไรรุ่นพี่ ฝั่งนั้นเลยสารภาพผิดและถูกทำโทษสถานหนัก ปัจจุบันได้ข่าวว่ายังไม่ได้มาเรียน

...พฤติกรรมมีปัญหาขัดกับทักษะด้านกีฬาลิบลับ

ความสามารถนั้นยอดเยี่ยมสมคำเล่าลือ ไม่เพียงแต่บาส กระทั่งเบสบอล ใช้เวลาไม่นานก็เพิ่มระดับความสามารถได้เกือบสูสีคนในทีมที่ฝึกซ้อมมานานหลายปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าตัวมุฝึก เจอคนเหนือกว่าเลยอยากก้าวข้าม มีกำลังใจในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง ความกระตือรือร้นเพิ่งมาเฉื่อยลงไม่นานมานี้ คงเพราะไม่เห็นความสามารถคนในทีมเป็นสิ่งท้าทายอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นก็อยากกลับไปเล่นบาส ไม่อยากเล่นกีฬาที่ไม่ได้ชอบมาแต่ต้นต่อ

ทั้งอย่างนั้น ตรงข้ามกับการเล่นที่ดีวันดีคืน นับวันความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกลับยิ่งลงเหว ฮารุอิจิเข้าใจว่าเจ้าตัวเครียด อยากกลับสู่สภาพแวดล้อมแบบเดิม พอรวมเข้ากับนิสัยโมโหร้าย สถานการณ์ถึงได้แย่ทบทวี

เขาส่งเมล์และคุยโทรศัพท์กับเอย์จุนตลอด เพื่อนสนิทเป็นคนมองโลกในแง่ดีและร่าเริง ดูเหมือนแม้วิตกกังวลไม่น้อยไปกว่ากันแต่ก็ใช้ชีวิตทางโน้นได้อย่างราบรื่น มีขลุกขลักบ้าง แต่ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่ อาภัพจริงๆ ที่ทำตัวดีแต่คนที่มาใช้ร่างตัวเองดันก่อปัญหาเสียวุ่นวายไปกันหมด

จนตอนนี้ฮารุอิจิก็ยังไม่ชินกับวิธีการพูดของอาโอมิเนะ...หรือควรพูดเป็นไม่ชินกับการเห็นเอย์จุนวางท่าอันธพาลแบบอาโอมิเนะดี?

เพื่อนสนิทที่บุคลิกเปลี่ยนไปมีสาวตามกรี๊ดมากกว่าเมื่อก่อน พิชเชอร์เป็นตำแหน่งเด่นอยู่แล้ว ดังนั้นคงไม่แปลกอะไร แต่ฮารุอิจิเกรงว่าถ้าเกิดการสลับร่างกลับคืน ความรู้สึกที่เสียไปจะเรียกกลับคืนไม่ได้ นั่นเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาก

ทันใดนั้นอาโอมิเนะในคราบเอย์จุนเบนใบหน้าออกจากรุ่นน้องผมทอง เขายกโทรศัพท์ขึ้นมา หลังดูชื่อบนหน้าจอก็กดรับสายด้วยสีหน้าแจ่มใส

“โอ้! เท็ตสึ! อืม ไม่...ว่างอยู่ ไม่ต้องห่วง อยู่หน้าโรงเรียน? นายมาหาฉันจริงอะ?! จะไปหาเดี๋ยวนี้แหละ!

กิจกรรมชมรมโดนสั่งงดเลยดี๊ด๊าออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่แสดงท่าทีสำนึกอย่างนี้ ถ้าโค้ชเห็นเข้าอาจฉุนจนแว่นกันแดดกระดิกริกๆ ฮารุอิจิแอบเป็นห่วง...อยากตามไปดู กลัวมีเรื่อง สถานการณ์กลับไม่เป็นใจ เขาไม่ได้โดนสั่งงดซ้อมเหมือนตัวปัญหา ไม่สามารดโดดหนีออกไปได้

ชั่วขณะที่วิตกกังวล ฮารุอิจิซึ่งเตรียมเปลี่ยนชุดลงสนามรู้สึกได้ว่ามีเมล์เข้า เมื่อลองเปิดอ่านก็เห็นชื่ออันคุ้นเคย ข้อความที่ปรากฏสอดคล้องกับบทสนทนาของอาโอมิเนะ

เอย์จุนแวะมาที่นี่พร้อมกับคุโรโกะนั่นเอง

“ซาวามุระไปไหนน่ะ”

มิยูกิ คาซึยะโผล่มาถาม ถึงพยายามตีหน้านิ่งแต่คงอยากรู้อยากเห็นมาก ตั้งแต่เอย์จุนกลายเป็นอาโอมิเนะ มิยูกิอยู่นอกสายตาอัจฉริยะวงการบาสโดยสิ้นเชิง กัปตันชมรมน่าจะเสียความมั่นใจในตัวเอง ช่วงนี้เขาผ่อนปรนท่าทีที่มีต่อรุ่นน้องลงและแสดงพฤติกรรมคล้ายอยากเอาใจ ทว่าอาโอมิเนะไม่ใช่เอย์จุนจึงไม่สนใจไยดีแม้แต่น้อย

จะว่าไปแล้วหากอาโอมิเนะยังไม่ได้กลับร่างเดิมและต้องฝึกซ้อมอยู่กับชมรมเบสบอลต่อไปเรื่อยๆ อนาคตอันใกล้ฝีมืออาจเหนือล้ำมิยูกิไปก็ได้ สำหรับคนเก่งผู้แสวงหาคนเก่งกว่าตนอย่างอาโอมิเนะแล้ว ความสามารถของมิยูกิอาจไม่ต้องตา ยิ่งเจ้าตัวไม่สนใจการขว้างลูก แคชเชอร์ยิ่งไม่มีความหมาย ว่ากันตามตรง แม้ทักษะในฐานะแบตเตอร์ของมิยูกิจะยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนอาโอมิเนะจะสนใจสไตล์บ้าพลังของโทโดโรกิ ไรจิจากยาคุชิมากกว่า ตอนดูวิดีโอการแข่งถึงกับออกปากชม

“เพื่อนจากโรงเรียนอื่นมาหาล่ะมังครับ” ฮารุอิจิตอบคำถามรุ่นพี่ตามความเป็นจริง

“หมอนั่นแอบไปมีเพื่อนต่างโรงเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่” คุราโมจิซึ่งยังยืนอยู่ใกล้ๆ เลิกคิ้ว “มาจากบ้านนอก ปกติก็อยู่หอ ไหงมีเพื่อนมาหาถึงนี่ได้...อ๊ะ หรือจะเป็นแฟน? แฟนสินะ?! ทำท่าน่าหมั่นไส้ด้วยนี่ บางทีที่ช่วงนี้คาแรกเตอร์เปลี่ยนอาจจะเพราะไปมีแฟนก็ได้ อาทิตย์ก่อนถึงกับไปกร้อนผมมาใหม่ทั้งหัวซะมาดเปลี่ยน หนอย...ไอ้บ้านั่น บังอาจหนีไปมีแฟนเรอะ!

“ไม่ใช่หรอกน่า!

มิยูกิรีบค้านเมื่อเห็นคุราโมจิแสยะยิ้มด้วยใบหน้าถมึงถึงและหักข้อมือดังกรอบแกรบ การปฏิเสธเมื่อสักครู่ แทนที่จะบอกว่ามาจากการพิจารณาตามความเป็นจริง สู้บอกว่าพยายามหนีข้อสันนิษฐานดังกล่าวจะเหมาะสมกว่า ฮารุอิจิรู้สึกว่ากัปตันทีมมองเพื่อนสนิทของตนด้วยสายตาผิดแปลกจากคนอื่นเล็กน้อย เพียงแต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจับต้องได้จึงไม่อาจด่วนสรุป

อย่างไรก็ดี แม้โต้แย้งเรื่องเอย์จุนหนีไปหาแฟน หากสีหน้าคนใส่แว่นกลับเหมือนคล้อยตามคุราโมจิพิกล

“ฮะๆ...จะไปมีแฟนได้ไงเล่า ฮ่าๆๆ...ไม่มีทาง ไม่มีทางหรอกน่า”

ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นแน่ หมอนั่นเอาฉันไปไว้ที่ไหน...

คล้อยหลังเสียงพูดเลียนเสียงหัวเราะ ถึงจะแค่พึมพำจนแทบจับใจความไม่ได้ ทว่าฮารุอิจิยืนใกล้มิยูกิจึงไม่คิดว่าตนได้ยินผิดพลาด เด็กหนุ่มหวังจากใจจริงว่าการมาของเอย์จุนตัวจริงกับคุโรโกะจะทำให้สถานการณ์พูดไม่ออกบอกไม่ถูกคลี่คลายไปในทิศทางอันดี




ไม่นานหลังวางสาย อาโอมิเนะ ไดกิมาถึงหน้าโรงเรียนแล้วได้พบใบหน้าอันคุ้นเคย


“ไม่เจอกันนานนะครับ เป็นยังไงบ้าง”
“อ๊า! นี่นายทำอะไรกับผมฉันหา!


สองคนทักทายสองแบบ...อันหลังคงไม่เรียกทักทาย

เห็นตัวเองกรีดร้องโหยหวนแล้วอยากชกให้คว่ำ แม้เป็นร่างตัวเอง แต่เขาไม่ได้อยู่ในนั้น นิสัยตูข้าเป็นใหญ่หมายถึง ตัวเองในตอนนี้ จะออกมือออกเท้าสักเล็กน้อยใส่ ร่างกายที่ไม่ใช่ตัวเองไม่ใช่เรื่องต้องคิดมาก อาโอมิเนะสะกดกลั้นความรู้สึกอยากชกคนไว้เพราะทางคุโรโกะสำคัญกว่า เขาเลือกว้ากคนของตัวเองก่อน

“เท็ตสึ หนอย ฉันกินนอนอยู่ในโรงเรียนไม่เหมือนนายนะเฟ้ย! ทำไมเพิ่งโผล่หัวมาหาเอาป่านนี้หา!

ขณะระบายความในใจเสียงดัง มือที่เอื้อมไปรับสุนัขขนปุยกลับนุ่มนวลอย่างมาก หมายเลขสองโจนจากอกเด็กหนุ่มผมฟ้าเข้าหาอ้อมแขนอาโอมิเนะ เลียแก้มราวจะปลอบให้อารมณ์คุกรุ่นสงบลง

คุโรโกะสวมเครื่องแบบโรงเรียนเซย์ริน ส่วนเอย์จุนในคราบอาโอมิเนะสวมชุดของโทโอ ท่าทางทั้งคู่สุขสบายดีจนอาโอมิเนะชักฉุน รู้สึกเหมือนต้องลำบากอยู่คนเดียว

“เฮ้ อย่าเมินฉันเซ่ ทำไมนายไม่อยู่ซ้อมหา แล้วทำไมกร้อนผมฉันซะขนาดนั้น! ฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย!

“หนวกหูโว้ย!! เดี๋ยวพ่อชกจริงๆ ซะหรอก อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าลงมือกับตัวเองนะเว้ย!!

โดนเร่งเร้าผนวกกับทนเห็นสภาพน่าทุเรศของตัวเองไม่ไหว อาโอมิเนะวางหมายเลขสอง จากนั้นกระชากคอเสื้อเอย์จุนลงมาแล้วตวาดเสียงดังยิ่งกว่า แม้ใบหน้าที่เห็นจะเป็นใบหน้าของตน เอย์จุนยังหุบปากฉับ ใบหน้าซีดลง เหงื่อเย็นๆ ไหลลงมาตามโครงหน้า

“ต้องทนอยู่ในที่บ้าๆ บอๆ พรรค์นี้ตั้งสองอาทิตย์เชียวนะ ตื่นเช้ามาก็ต้องซ้อม ตกเย็นก็ซ้อม ค่ำก็ซ้อม โดดหน่อยก็มองหน้า จะเป็นบ้าอยู่แล้ว! ทั้งซ้อมทั้งอยู่หอ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในรั้ว โต๋เต๋ไปไหนก็ไม่ได้!” อาโอมิเนะใส่ไม่ยั้ง ระหว่างนั้นยังกำปกเสื้อเอย์จุน เขย่าจนหัวคลอน “แถมเป็นเด็กม.ปลายอยู่โรงเรียนกินนอนทั้งทีหนังสือโป๊ไม่เห็นมีสักเล่ม พวกแกคิดจะแต่งงานกับไอ้ลูกกลมๆ นั่นเรอะ! ผู้จัดการก็ไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย พวกผู้หญิงในโรงเรียนก็ไม่มีพวกนมตู้มๆ ให้กระชุ่มกระชวย! โค้ชก็เอาแต่ใส่แว่นกันแดดเป็นคนน่าสงสัย ตาเหล่...!

“สงบใจไว้ครับ”

“...เรอะ! อ๊ะ เฮ้ย...!

ท่าไม้ตายเข่ากระทุ้งข้อพับ

ไม่เพียงแต่เซ อาโอมิเนะเสียจังหวะจนโดนคู่หูเก่าสับแขนทิ้งอย่างง่ายดาย เอย์จุนฉวยจังหวะนั้นหลบหลังคุโรโกะพลางโกยออกซิเจนเข้าปอด

“เท็ตสึ!

คนโดนเรียกยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะปาก ทำสัญลักษณ์ให้เงียบเสียง แต่สีหน้าแววตาแทบไม่เปลี่ยน กวนอารมณ์คนมองยิ่งนัก เอย์จุนซึ่งโน้มตัวใช้สองมือเท้าเข่าโกยอากาศเข้าปอดอยู่ข้างๆ เอ่ยปากสอดสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“พักเรื่องอื่นไว้ก่อน อุตส่าห์หาเวลามาได้แล้ว มาทดลองคืนร่างกันเถอะ”

“หาเวลาบ้าอะไร ฉันรู้ตารางชีวิตตัวเองดี นายปลีกตัวมาได้ตลอดนั่นแหละ” อาโอมิเนะจวกเข้าให้ สายตายังดุร้าย เห็นได้ชัดว่าเวลาสองสัปดาห์ผลาญความอดทนจนเหี้ยน ที่วางตัวเรียบร้อยไม่ชกดะหรือแตกหักกับคนในชมรมเบสบอล นับว่าพยายามเต็มที่แล้วในการไม่สร้างความเดือดร้อนให้เอย์จุน “ไม่ต้องไปหลบหลังเท็ตสึ อย่าใช้ร่างฉันทำทุเรศสิวะ!

“อาโอมิเนะคุง สงบใจไว้ครับ แล้วก็ซาวามุระคุง เห็นคุณใช้ร่างอาโอมิเนะคุงทำแบบนี้ ผมเองก็ลำบากใจนะครับ”

“ปากบอกลำบากใจแล้วยกโทรศัพท์มาถ่ายรูปทำไม! กะแบล็กเมล์ฉันเรอะ! เก็บลงไปเดี๋ยวนี้!

“แค่เป็นที่ระลึกนิดหน่อยน่ะครับ เอาเถอะ” คุโรโกะยอมเก็บโทรศัพท์มือถือแต่โดยดี คาดว่าคงสงสารอาโอมิเนะจึงไม่แกล้งต่อ “คิดว่าตรงนี้คงไม่ค่อยเหมาะ หาที่อื่นเถอะครับ ออกไปข้างนอกได้ใช่ไหม ต้องกลับมาภายในกี่โมง?”

“เรื่องนั้นช่างหัวมันสิ”

คุโรโกะระบายลมหายใจกับคำตอบเอาแต่ใจนั้น ครั้นเห็นเอย์จุนผู้น่าจะได้รับผลกระทบจากความเอาแต่ใจดังกล่าวนิ่งเฉยอย่างยอมจำนนเหมือนอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คนนอกอย่างคุโรโกะจึงไม่สามารถเอ่ยอะไรได้ สามหนุ่มเดินออกจากโรงเรียนอย่างสันติ




ที่คุโรโกะไม่เคยแวะมาหาเลย ไม่ใช่ไม่สนใจไยดีอดีตคู่หู เพียงหาเวลาเหมาะๆ ไม่ได้เท่านั้น ชมรมบาสเซย์รินมีซ้อมเย็น กว่าจะเลิกก็มืดค่ำ คิดว่าไม่ใช่เวลาเหมาะในการมาหาเพื่อนที่โรงเรียนกินนอน ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่างเลยไม่ได้มาเช่นกัน

ทางด้านเอย์จุนต้องใช้เวลาทำใจกับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งไม่พร้อมเผชิญหน้าบรรดาคนรู้จักในคราบคนอื่น ถนนหนทางก็ไม่คุ้นเคย สุดท้ายตกลงใจว่าจะรอคุโรโกะว่างค่อยมาพร้อมกัน ผลคือเวลาล่วงเลยไปถึงสองอาทิตย์

สถานที่รวมพลชั่วคราวคือสวนสาธารณะห่างจากเซย์โดราวสามถนน

“เรื่องสลับร่างมันเป็นพล็อตมาตรฐาน วิธีคืนร่างย่อมต้องเป็นวิธีมาตรฐาน” เอย์จุนยืดอก ทำวางโตเหมือนรู้ดีทั้งที่คนออกความคิดคือคุโรโกะและตนก็แค่พูดตามเขา

คนรู้จักมาเห็น อาโอมิเนะ ทำท่าแบบนี้คงมองแล้วมองอีก สงสัยว่าไข้กลับหรือเปล่า สาเหตุที่ออกห่างจากเซย์โดไม่ไกลนั้น สาเหตุสำคัญไม่ใช้ให้กลับง่าย แต่อาโอมิเนะตัวจริงอยากอยู่ห่างไกลจากโทโอรวมถึงบริเวณที่มีคนรู้จักผ่านไปมาต่างหาก

“ในเมื่อพวกเราสลับตัวกันตอนเอาหัวโขกกัน ดังนั้นต้องทำแบบเดิม!

คุโรโกะ เท็ตสึยะนั่งดื่มมิลค์เชคจากร้านแถวๆ นี้ด้วยใบหน้าราบเรียบดั่งปกติอยู่บนม้านั่ง ทางด้านอาโอมิเนะกำลังนั่งยองบนพื้นทรายเล่นกับหมายเลขสอง...ไม่อยากมองเห็นตัวเองกำลังแสดงกริยาน่าหมั่นไส้ ตนทำไม่เป็นไร คนอื่นเอาร่างไปทำมันรับไม่ได้พิกล

“หรือก็คือต้องเอาหัวโขกกันอีกที?”

“ใช่!” เอย์จุนตอบรับอย่างฮึกเหิม

“งั้นก็ง่าย”

“...?”

คู่สนทนาลุกขึ้นยืน เอย์จุนคลับคล้ายมองเห็นห้วงอากาศบิดวนน่าสงสัยรอบกายอีกฝ่าย รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองสามารถแสยะยิ้มได้น่ากลัวมาก อารมณ์อย่างทหารกล้าพลอยฝ่อ วินาทีที่เริ่มลังเลว่าควรเปลี่ยนแผนการทดลองหรือไม่ อาโอมิเนะหักข้อมือจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น

“ฉะ ฉันหมายถึง ใช้หัว...ทำไม มือ...”

“แน่นอน~...”

“...แล้ว...?”

“ใช้! หัว! ไง!


โป๊ก!


สองหนุ่มดีดออกจากกันราวแม่เหล็กต่างขั้ว

...หน้าหงาย

...หัวฟาดพื้น

เห็นดาวลอยเต็มไปหมดทั้งที่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน

คนกล้าผู้คว้าใบหน้าตัวเองเข้ามาใกล้แล้วโขกเต็มแรงอย่างอาโอมิเนะ ไดกิเป็นฝ่ายฟื้นคืนสติหลังน็อกนับสิบก่อน เขายันตัวขึ้นมา แต่พอเห็นร่างที่นอนแผ่พังพาบอยู่ไม่ไกล สีหน้าก็เปลี่ยนจากม่วงเป็นเขียว

“ไม่เห็นได้ผลเลย!

เสียงที่เปล่งออกมาไม่ทุ้มต่ำแต่เป็นเสียงของซาวามุระ เอย์จุน มองร่างกายก็พบว่ายังสวมเครื่องแบบเซย์โด ผิวที่โผล่พ้นเสื้อผ้าแม้จะค่อนข้างแทนแต่ก็ขาวกว่าสีผิวเดิมของตนอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ได้เรื่อง! ไม่ได้ผล!

“แรงไม่พอมั้งครับ” คุโรโกะว่าเนือยๆ

“ทำไมถึงเอาแต่นั่งดื่มมิลค์เชคหา คนอื่นเขาเดือดร้อนก็ช่วยมีปฏิกิริยาอะไรบ้างเซ่!” อาโอมิเนะยัวะจัด พาลพาโลเอากับเพื่อนผู้นั่งอยู่บนม้านั่งราวกับกำลังชมละคร วางตัวเหมือนไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้อง

คุโรโกะวางแก้วลง จำใจยอมก้าวเท้าจากเขตผู้ชมเป็นผู้เกี่ยวข้อง เขาชะโงกตัวมองเอย์จุนซึ่งสติยังไม่กลับมา ดึงแขนเสื้อ แล้วเรียกอีกฝ่ายด้วยโทนเสียงสุภาพเรียบร้อย

“ซาวามุระคุง”

“...”

“ถ้าไม่ตื่นระวังโดนอาโอมิเนะคุงต่อยนะครับ เขาอารมณ์ไม่ดีอยู่ รู้หรือเปล่าครับว่าอาโอมิเนะคุงเคยชกรุ่นพี่...”

“แหม่ วันนี้อากาศไม่ดีเลยนะ!

“...”

เอย์จุนไม่ได้แกล้งหลับ อาจเป็นสัญชาตญาณระแวดระวังภัย พอถูกขู่เข้าหน่อยก็สะดุ้งตื่น แถมยังตีหน้าขึงขังเหมือนไม่วิงเวียนศีรษะอีกต่างหาก เห็นตัวเองทำหน้าโง่ๆ อาโอมิเนะล่ะอยากจะซัดสักป้าบนี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนสมัยยังอารมณ์ร้อนกว่านี้ เขาคงได้เหวี่ยงแขนเสยคางด้วยความหมั่นไส้เข้าจริงๆ

แต่อาโอมิเนะในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน เขาเลือกมองข้ามความน่ารำคาญของเอย์จุนอย่างเสียไม่ได้

“วิธีพื้นๆ แบบนี้ไม่ได้ผลแล้วจะเอาไง มีวิธีดีๆ วิธีอื่นมั้ย เท็ตสึ”

สามคนในที่นี้ คุโรโกะเป็นหนอนหนังสือเพียงหนึ่งเดียว กอปรกับนิสัยชอบสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ บางทีอาจเคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์แล้วตั้งสมมติฐานเข้าเค้าในการกลับร่างออกมาได้ก็ได้ อาโอมิเนะคาดหวังกับเพื่อนพอสมควร และฝ่ายผู้ถูกคาดหวังก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ไฟความหวังอันริบหรี่จึงยังไม่มอดลง

“มีเรื่องอยากลองอยู่เหมือนกันนะครับ”

“นายคิดทางเลือกอื่นไว้ด้วยเหรอเนี่ย! เจ๋งชะมัด! ทั้งที่ดูจืดชืดแต่พึ่งพาได้กว่าที่คิดแฮะ!

“ซาวามุระคุงไม่เคยตายสินะครับ...”

“เฮะ?”

“เท็ตสึ ถ้านายเอาจริงฉันพร้อมเป็นแบ็ค เรียกได้เสมอ”

“อย่าพูดจาเข้าใจกันเองสองคนซี่ นี่ หมายความว่าไงน่ะ?”

ทว่าสองหนุ่มนักบาสไม่สนใจเอย์จุน คุโรโกะอุ้มสุนัขซึ่งตั้งชื่อตามตนขึ้นมานั่งตัก ระหว่างที่ใช้นิ้วลูบปุ่มเท้านุ่มนิ่มก็เอ่ยกับบุรุษทั้งสองซึ่งมีร่างกายและจิตใจไม่สอดคล้องกันว่า “อาโอมิเนะคุง ซาวามุระคุง ช่วยขยับมานั่งใกล้ๆ กันหน่อยได้ไหมครับ”

รู้ได้ว่าเจ้าตัวตั้งใจจะพูดหรือทำอะไรบางอย่างจึงขยับเขาหากันอย่างว่าง่าย พร้อมกันนั้น คนสนิทกว่าอย่างอาโอมิเนะก็ถามไปด้วยว่าจะทำอะไร

คุโรโกะเพียงคลี่ยิ้มบางยากจะอ่าน

คำตอบที่ได้รับเพียงหนึ่งคืออุ้งมือที่ซัดกะโหลกอย่างแรง

อีกท่าไม้ตายของคุโรโกะ เท็ตสึยะ...อิกไนท์ พาส ปรับปรุงใหม่เป็นอิกไนท์ เฮด ความหนักหน่วงเล่นเอาหูอื้อ ทว่าทันทีที่หัวโขกกันและความปวดแปล๊บแล่นไปตามเส้นประสาท ทั้งเอย์จุนและอาโอมิเนะต่างก็พากันน็อกคาพื้น

“หวังว่าถ้าคนลงมือเป็นคนอื่นอย่างคราวนี้จะได้ผลนะครับ...”

สิ่งสุดท้ายที่เห็นคือดวงตาแฝงความกังวลจางๆ ของซิกส์แมนมายาแห่งรุ่นปาฏิหาริย์




กว่าจะได้กลับคืนร่างเดิม หัวใจถูกบีบแล้วเขย่าไปมาไม่รู้กี่ตลบ ซาวามุระ เอย์จุนบากสังขารเดินกลับโรงเรียนในสภาพยังวิงเวียนไม่หาย หัวบวมปูดเพราะศีรษะของใครอีกคนที่แข็งเหลือใจฟาดเข้ามาอย่างจัง นอกจากนี้คุโรโกะยังซัดมือใส่ร่างนี้ เท่ากับว่าเขาต้องเจ็บหัวถึงสองจุด ไม่รู้ว่าแรงฝ่ามือนั่นร้ายกาจขนาดไหนเพราะตอนนั้นคนรับความเจ็บปวดคืออาโอมิเนะ ทว่ามันน่าจะเจ็บไม่น้อยเพราะตอนนี้ก็ยังปวดแปล๊บๆ จนไม่มีแก่ใจจะทำอะไรทั้งสิ้น

เขาสลบไปราวสิบห้านาทีก็ถูกปลุกให้ตื่นเพื่อดูผล ครั้นเห็นแต่ละคนกลับคืนร่างโดยสวัสดิภาพ สีหน้าสงบนิ่งอยู่เสมอของคุโรโกะก็เผยยิ้มบางๆ ออกมา จากนั้นค้อมตัวขอโทษที่ซี้ซั้วใช้กำลังทำร้ายร่างกายเอย์จุน

ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย ซ้ำการทำร้ายดังกล่าวยังทำให้หลุดพ้นจากสภาวะที่แทบทำให้คนเป็นบ้าอย่างการสลับร่างกับคนแปลกหน้า นอกจากไม่ถือโทษ เอย์จุนเอ่ยขอบคุณอีกต่างหาก

นึกว่าต้องกลายเป็นยักษ์หน้าดุไปตลอดชีวิตเสียอีก...

หนุ่มน้อยหน้าละอ่อนแทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติที่ทวงชีวิตประจำวันแสนธรรมดาสามัญกลับมาได้

ที่จริงเพราะต้องเดินกลับโรงเรียนคนเดียว ตอนแรกคุโรโกะกับอาโอมิเนะที่ไม่รีบร้อนกลับบ้านตั้งใจจะเดินมาส่ง ทว่าพอโทรศัพท์มือถือของคุโรโกะดัง แผนการก็เป็นอันเปลี่ยน เจ้าของโทรศัพท์บอกว่าคนที่ชื่อ คางามิคุง โทรมา แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่ามีเรื่องอะไร

ที่แน่ๆ คือชื่อ คางามิคุง ทำให้อาโอมิเนะชักสีหน้าทันที เอย์จุนซึ่งไม่ได้รู้จักมักจี่กับพวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกคิดว่าเป็นคู่อริทางไหนสักทางหรือเปล่า แต่คุโรโกะเฉยมากตอนคุยสาย ดังนั้นจึงไม่น่าใช่ อันที่จริง ถ้าเป็นศัตรูก็คงไม่มีเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรมาคุยตั้งแต่แรก

เนื่องจากสนิทกันมานานอย่างคุโรโกะยังถามด้วยสีหน้าสงสัยจริงๆ ว่าทำไมอาโอมิเนะถึงได้หงุดหงิดกะทันหัน คนนอกอย่างเอย์จุนก็ไม่ควรแกว่งเท้าสอดเรื่องชาวบ้าน เขาขอแยกตัวออกมาเงียบๆ โยนสีหน้าไม่เข้าใจตัวเองของอาโอมิเนะทิ้งไปจากสมอง

ตอนนี้สิ่งที่เขาควรคิดมากคือชมรมต่างหาก

ฮารุอิจิบอกว่าอาโอมิเนะก่อเรื่องไว้น่าดู ให้ทำใจเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเอาไว้ด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าจากนี้ต้องตามล้างตามเช็ดเรื่องใดบ้าง...ยิ่งกว่านั้น การสลับร่างดันมีอยู่จริง เอย์จุนอยากเชื่อว่ามันเป็นความฝันตื่นหนึ่ง แต่ผมโดนตัดจนสั้นทั้งหัว หลักฐานทนโท่ขนาดนี้ อย่างไรก็หนีความเป็นจริงไปไม่ได้

เด็กหนุ่มตัดสินใจเติมกระเพาะที่ร้านแผงลอยข้างทางเพราะรู้ดีว่ากลับหอไปตอนนี้ก็ไม่มีข้าวให้กิน ถึงโรงเรียนเอาตอนเกือบสองทุ่ม

เนื่องจากยังไม่อยากเสวนากับใครและคนที่เดินสวนกันไม่มีกล้าใครทัก เอย์จุนจึงอาบน้ำแล้วกลับห้องเงียบๆ โดยไม่ได้อ้าปากพูดเลย

เขานอนนิ่งได้ไม่นาน ฮารุอิจิเปิดประตูห้องเข้ามา

“ได้ยินว่ากลับมาแล้วเลยแวะมาหา เอ่อ...นั่นเอย์จุนคุงหรืออาโอมิเนะคุงน่ะ?”

ในห้องไม่มีใครอื่น ฮารุอิจิจึงไม่อ้อมค้อม ตอนส่งเมล์ให้อีกฝ่ายเมื่อเย็น เอย์จุนบอกเพื่อนสนิทว่าคุโรโกะมีเรื่องอยากลองทำเพื่อทดสอบว่าจะคืนร่างได้หรือไม่ ดังนั้นฮารุอิจิจะไม่รู้ว่าคนใช้ร่างนี้เป็นเขาหรืออาโอมิเนะก็ไม่แปลก...ยิ่งเอย์จุนไม่ได้แสดงสีหน้าเป็นพิเศษทำให้คาดเดายากยิ่งไม่แปลกไปกันใหญ่

เด็กหนุ่มยิ้มนิดๆ ให้เพื่อน สองอาทิตย์ที่ผ่านมาคงเหนื่อยไม่น้อยสินะ...

“กลับมาแล้ว ฮารุจจิ”

“เอย์จุนคุง...”

“...”

“นั่น...กางแขนทำไมน่ะ?”

“อ้าว ไม่ได้จะเข้ามากอดเหรอ?”

ฉากหวนกลับมาพบกันสุดซาบซึ้งต้องโผเข้ากอดไม่ใช่เหรอ?

อุตส่าห์กางแขนสองข้างไว้รอท่าแต่ดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาฮารุอิจิผิดไป เพื่อนรักแค่เรียกด้วยน้ำเสียงยินดีเท่านั้น ฉากกอดกันคงได้เห็นแต่ในการ์ตูน เอย์จุนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เมื่อได้พบเพื่อนตัวเป็นๆ ความรู้สึกอื่นมันกลบเรื่องเล็กๆ เสียหมด

หลังถามไถ่ความเป็นมาเป็นไปพักใหญ่จนหมดเรื่องพูด ฮารุอิจิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงแกมเห็นใจ

“อาโอมิเนะคุงไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ คนอื่นๆ เลยผวานายกันหมด ที่ไม่เข้ามาทักเลยก็เพราะอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วทุกคนเป็นห่วงเอย์จุนคุงมากเลยนะ” รอยยิ้มบนใบหน้าฝืดเฝื่อนเล็กน้อยเมื่อนึกถึงวีรกรรมที่ผ่านมาของอาโอมิเนะ ไดกิ ฮารุอิจิรีบสลัดภาพพวกนั้นทิ้งแล้วตะล่อมให้เพื่อนสนิทไป แสดงตัว เพื่อยืนยันว่าตัวเองกลับมาเป็นปกติแล้ว “ไปทักทายคนอื่นๆ หน่อยเถอะ จะได้ถือโอกาสขอโทษแทนอาโอมิเนะคุงด้วย”

“ชิ เจ้าบ้านั่น หาภาระมาให้ฉันจริงๆ”

แม้จะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สุดท้ายเอย์จุนก็ลุกออกจากห้องไปหาบรรดาเพื่อนร่วมชมรมตามที่ฮารุอิจิแนะนำ การไปขอโทษเอาดื้อๆ ค่อนข้างจะแปลกอยู่สักหน่อย ทว่าเอย์จุนมีนิสัยคาดเดาได้ยากอยู่แล้ว นึกอยากทำนู่นนี่ขึ้นมาแม้จะผิดปกติก็ไม่ผิดปกติอะไร บรรดารุ่นพี่รุ่นน้องรวมทั้งร่วมรุ่น เมื่อเห็นท่าทางโง่ๆ แทนที่จะด่าอย่างทุกทีก็พากันลูบอกโล่งใจ บอกว่าดีเหลือเกินที่กลับมาบ้าแล้ว

ท่าทางเหล่านั้นชวนหงุดหงิดมาก ทว่าเอย์จุนท่องไว้ในใจว่าก่อนหน้านี้อาโอมิเนะคงใช้ร่างของตนไปสร้างปัญหาไม่น้อย ต่อให้หงุดหงิดก็อย่าว้ากใส่ใครหน้าไหนทั้งนั้น

“...เหนื่อยชะมัด”

เจอหน้าหลายคน ปฏิกิริยาเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด พูดประโยคขัดคอแบบเดิมซ้ำๆ จนอ่อนเพลียกายใจเหลือเกิน

ฮารุอิจิตบไหล่ปลอบใจเบาๆ ถามถึงคนที่ยังไม่เจอหน้าอีกสองคนซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง “แล้วมิยูกิเซมไปกับโอคุ...”

“หา สองคนนั้นน่ะช่างมันเซ่ ไม่เอาด้วยหรอก แค่นึกหน้าก็หงุดหงิดแล้ว”

“แต่ว่า...เอ่อ อืม นั่นสินะ ถ้าเอย์จุนคุงว่าอย่างนั้นก็เอาเถอะ”

หนุ่มผมชมพูอยากให้เอย์จุนไปพูดอะไรสักหน่อยกับทั้งสองคนก็จริง แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่อยาก ฝืนบังคับก็ไม่ดีเท่าไหร่ อาโอมิเนะก็เหลือเกิน...ราวกับรู้ใจเอย์จุนยังไงยังงั้น จากมุมมองฮารุอิจิแล้ว ช่วงที่อาโอมิเนะมาป่วนเซย์โด สองหนุ่มแคชเชอร์โดนทำร้ายจิตใจหนักข้อที่สุด ไม่รู้ควรบอกว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่หนุ่มนักบาสไม่ถูกชะตากับคนที่ทำให้เอย์จุนรำคาญใจพอดี เอย์จุนตั้งใจก่อหวอดกับแคชเชอร์ก็ใช่จะพาลกับเขาไปทั่ว ต่อให้ยืนด้วยลำแข้งตัวเองมากขึ้นและไม่ง้อแคชเชอร์เท่าเมื่อก่อน ก็ไม่ได้ทำท่าเย็นชาใส่แคชเชอร์คนอื่นนอกจากมิยูกิ คาซึยะกับโอคุมุระ โคชู

ระหว่างที่เอย์จุนกำลังถามหาคุราโมจิพลางบอกว่าอยากโดดกอดสักเฮือก เพื่อนร่วมชั้นผู้คล้ายๆ จะเป็นเพื่อนสนิทของอีกฝ่ายพลันโผล่พรวดเข้ามาในสภาพเหมือนกำลังวิ่งสี่คูณร้อย

“ซาวามุระ....! นาย....!

“เหมือนจะกลับเป็นปกติแล้วล่ะ ใจเย็นไว้ก่อนครับ”

มีแต่เด็กดีอย่างฮารุอิจิที่ห่วงใยร่างกายกัปตันทีม ทางด้านเอย์จุน ทั้งที่ไม่ได้เจอหน้ารุ่นพี่ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าเซย์โดนานนับสัปดาห์ พอเห็นใบหน้าซึ่งไม่ได้เห็นมานาน ไม่มีเสียล่ะจะออกอาการคิดถึงให้คนเห็นชื่นใจ

“ก็ดูระริกระรี้ดี ไม่เห็นต้องขอโทษอะไรตรงไหน ชิ...”

“เฮ้ ตรงนั้นน่ะ เฮ้ เดาะลิ้นกับรุ่นพี่ได้ไงหา”

ดูเหมือนจะได้ยินแต่เสียงเดาะลิ้น ไม่ได้ยินเสียงพึมพำ...นับว่าดีแล้วที่ไม่ได้ยิน

ช่วงที่ห่างหายจากเซย์โด ต้องไปอยู่ในโลกไม่คุ้นเคยโดยไร้คนช่วย บอกตามตรงว่าลำบากมาก เอย์จุนคิดถึงเหล่าคนที่คอยเกื้อหนุนตนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจับใจ โดยเฉพาะฮารุอิจิกับคุราโมจิ เรียกได้ว่าคิดถึงเป็นที่สุด เมื่อไปอยู่โรงเรียนโทโอ คงเพราะนิสัยแย่จัด อาโอมิเนะเลยไม่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิท เพราะอย่างนั้นเลยขาดคนหนุนหลังไปโดยปริยาย อันที่จริงมีสาวน้อยน่ารักคนหนึ่งชื่อโมโมอิ ซัทสึกิ เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่คอยดูแลอะไรหลายๆ อย่างให้ แต่เธอเป็นผู้หญิงเอย์จุนเลยไม่กล้ากวนเธอมาก

รุ่นพี่ในชมรมบาสก็ตีหน้าถมึงทึง เทียบกันแล้วแม้คุราโมจิจะโหดแต่ก็ดีกับเอย์จุนอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเจอรุ่นพี่ที่คอยแต่จ้องจับผิดไล่ให้ไปเล่นบาสที่ตนไม่ชอบ เอย์จุนล่ะอยากจะร้องหาคุราโมจิเสียจริง

ส่วนมิยูกิ คาซึยะน่ะ...

ช่างหัวสิ

ดีแต่ทำให้โมโห แถมพึ่งพาอะไรไม่ได้ รวมเข้ากับเรื่องที่ไม่สบอารมณ์เพราะเล่นตัวเหลือแสน หากจะคิดถึงขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ใช่การคิดถึงในเรื่องที่ดี

เมื่อกลับมาเจอหน้าเลยไม่ยินดีสักเท่าไหร่

“ไหนว่ากลับเป็นเหมือนเดิมแล้วไง” มิยูกิถามเอากับฮารุอิจิโดยชี้นิ้วไปยังเอย์จุน สีหน้าคนใส่แว่นเจื่อนลงเล็กน้อย อุตส่าห์หวังว่าจะเห็นดวงตาปิ๊งปั๊งมองมายังตน แต่สายตาเหม็นเบื่อแบบนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่าตอนทำตัวแข็งกร้าวเท่าไหร่ กัปตันคนเก่งเริ่มไม่แน่ใจ ไหนว่าหายดีแล้วไม่ใช่เรอะ?

“ผมไม่ได้ป่วย”

“แต่นายขว้างลูกตามคอร์สไม่ได้เลย แถมนิสัยยังเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเท้า”

เมื่อบุคคลที่สามได้ยิน มิยูกิหันมาพูดด้วยตรงๆ ไม่มีปิดบังอำพราง ซาวามุระ เอย์จุนหลายวันมานี้มีท่าทีเหมือนพร้อมชกคนทุกเมื่อ ถึงขั้นไปมีเรื่องกับรุ่นพี่อย่างไม่เคยเป็นจนโดนโค้ชโกรธก็ไม่ปรับปรุงพฤติกรรม เห็นทนโท่ไม่ปกติ

การที่แสดงใจจริงออกมาโดยตรง ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นห่วง ไม่ว่าจะในฐานะกัปตันทีมหรือฐานะใดๆ ก็แล้วแต่

“ตอนนี้ขว้างได้แน่นอน!

“หืมมมม”

มิยูกินึกอยากกระชับสัมพันธ์ด้วยการจับคู่ซ้อมสักยกอยู่แล้ว เมื่อการสนทนาเบนหัวข้อไปในทิศทางที่เหมาะสมแก่การชวนซ้อมพิชชิ่งอย่างยิ่งจึงนึกกระหยิ่มใจว่าอีกเดี๋ยวเอย์จุนจะขอให้ตนช่วยทำหน้าที่แคชเชอร์ให้

...แต่เปล่าเลย

“คุราโมจิเซมไปล่ะ?”

ไม่คิดว่าจะอ้าปากพูดเรื่องนั้นเลยสักนิด

แคชเชอร์คนเก่งชะงักค้าง พอดีหนุ่มน้อยตรงหน้าหูผึ่งเหมือนได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง เจ้าตัวหันขวับ ระหว่างร้อง คุราโมจิเซมปายยยยย ก็โดดไปชาร์จเจ้าของชื่อพร้อมๆ กัน ต้อนรับอบอุ่นยิ่งกว่าตอนเจอมิยูกิไม่รู้กี่เท่า

“อะไรของเอ็งวะ หยะแหยงจริง!

เห็นเพื่อนร่วมห้องพยายามสลัดลูกลิงออกจากตัว มิยูกินึกริษยาจนแทบกัดผ้าเช็ดหน้าขาด กระนั้น แม้เขาสงวนท่าที ฮารุอิจิกลับมองออกโดยง่าย เด็กหนุ่มร่างเล็กระบายลมหายใจแผ่วๆ

หลังเซาท์พาวพิชเชอร์ทักทายคนในชมรมจนเป็นที่น่าพอใจแล้วแยกตัวเพื่อกลับไปพักผ่อน เขาอดพูดเข้าข้างกัปตันไม่ได้

“ยังโกรธมิยูกิเซมไปเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ” เสียงพูดดังไม่เกินกระซิบ

เอย์จุนเดินทอดน่องอยู่ด้านข้าง คุราโมจิบอกว่ามีเรื่องคุยกับมาเอโซโนะ จะตามกลับห้องทีหลัง ดังนั้นจึงมีเพียงพวกเขาสองคน ไม่เช่นนั้นฮารุอิจิคงไม่หยิบเรื่องอันเป็นความลับนี้มาพูด

...เรื่องที่เป็นตัวกระตุ้นให้เอย์จุนเกิดบอยคอตบรรดาแคชเชอร์ทั้งหลาย

ที่จริงมันเริ่มมาจากมิยูกิ คาซึยะและค่อยๆ ลุกลามเป็นวงกว้าง

“นั่นก็ใช่ ยังโกรธอยู่” เอย์จุนยืดอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย “แต่ว่านะ เรื่องที่แคชเชอร์เล่นตัวเกินไปก็เป็นเรื่องจริง”

ไม่งั้นโอคุมุระ โคชูคงไม่โดนลูกหลงตามไปด้วย...

แต่แรกแล้ว คนที่ทำให้เอย์จุนไม่พอใจมีมิยูกิคนเดียว แม้โคชูจะทำตัวไม่น่ารักไปบ้าง หากก็จริงอีกเหมือนกันที่เล่นตัวเสียเหลือเกิน...ทำท่าว่าไม่อยากรับลูกให้ เอย์จุนก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน

เบื่อง้อแล้วโว้ย!

จุดเริ่มต้นอยู่ที่เมื่อวาเลนไทน์ที่ผ่านมา... ซาวามุระ เอย์จุนตั้งใจจะสารภาพรักกับกัปตันหน้าแว่นเลยเอาจดหมายนัดพบไปใส่ตู้เก็บรองเท้าตอนเช้า ปรากฏว่าหลังเลิกเรียน เขาเห็นรุ่นพี่หยิบจดหมายออกจากตู้พอดี พอเห็นซองสีหวาน อีกฝ่ายก็ทำหน้าปุเลี่ยน...จากนั้นยัดเก็บใส่กระเป๋า

ไม่รู้ว่าสุดท้ายได้อ่านหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือไม่มาตามนัด

ชิ่งหนีเอาดื้อๆ

ถ้าจะปฏิเสธก็ควรปฏิเสธให้ชัด อย่างน้อยก็มาเผชิญหน้ากันหน่อย หนีปัญหาแบบนี้ขี้ขลาดที่สุด ไม่นึกถึงใจคนที่อุตส่าห์รวบรวมความกล้าเลย...ดูระดับความเนื้อหอมของมิยูกิแล้ว คนที่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจด้วยเรื่องนี้คงมีไม่น้อย

เด็กหนุ่มผู้มีใจรักเพื่อนมนุษย์อย่างเอย์จุนขุ่นเคืองกับพฤติกรรมตาขาวของคนที่ตนแอบปลื้มอย่างมาก

ความขุ่นเคืองดังกล่าวพาลพาโลไปกระทบเรื่องอื่นจนทำให้มองมิยูกิเลวร้ายลง นอกจากจะไม่ยอมมาฟังคำสารภาพรักยังไม่ให้ความร่วมมือในการซ้อมแคชอีกต่างหาก สำหรับคนที่รักเบสบอลอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการทำในเรื่องที่ชอบสะสม...บอกตรงๆ โคตรโมโหเลยว่ะครับ

“สองคนนั้นคงตกใจน่าดูที่เอย์จุนคุงทำเย็นชาใส่น่ะ” ฮารุอิจิหัวเราะฝืด...ใช่ ตกใจน่าดู เพราะพอโดนเอย์จุนเมินได้ไม่นานก็โดนอาโอมิเนะในคราบเอย์จุนปั่นหัวซะเละเทะ เชื่อได้เลยว่าตอนนี้คงกำลังทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะรุกกี้ที่ยังไม่ทราบว่ารุ่นพี่กลับมาเป็นปกติแล้ว

“พวกนั้นต่างหากที่เย็นชาใส่ฉัน” เอย์จุนเถียงคอเป็นเอ็น หน้าตางอง้ำ...คนโดนกระทำทำไมถึงกลายเป็นผู้ร้ายได้ล่ะ “ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว ถึงเวลายังไงก็เล่นเป็นทีมได้ล่ะน่า หรือถ้าไม่ได้ก็ปล่อยให้พวกฉลาดๆ สองคนนั่นจัดการกันเองละกัน โง่ๆ อย่างฉันทำอะไรไม่ได้หรอก”

“อย่าพูดงั้นสิ ยังชอบเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ ยอมๆ หน่อย...”

“เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้!” เอย์จุนกำหมัดประกาศเสียงกร้าว

“แต่โอคุมุระคุงเป็นเด็กใหม่ เรื่องปรับตัวน่ะ...”

“เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้!

“...”

โกรธนานน่าดู

ทั้งที่เป็นพวกโกรธง่ายหายเร็วมาตลอด แต่นี่โดนกระทบจิตใจให้ว้าเหว่เพราะต้องไปอยู่กลางดงคนแปลกหน้าร่วมครึ่งเดือน เมื่อได้กลับสู่สภาพแวดล้อมเดิมอันคุ้นเคย แทนที่จะใจอ่อนยวบด้วยความคิดถึง บ้านเอย์จุนกลับยืนกรานเจตนารมณ์เดิม ไม่เผลอไผลไปกับความโหยหามิตรสหายจนลืมความหมองใจไป

โคมินาโตะ ฮารุอิจิกังวลเล็กน้อย แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอีกเดี๋ยวเอย์จุนก็หายโกรธ...หรือควรเรียกว่างอนดีนะ? เอาเป็นว่าปล่อยให้ระบายความอัดอั้นไปอีกสักพักแล้วกัน อย่างไรเสียตอนนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้ครองหน้าที่สำคัญอย่างเอซ

คงไม่กระทบชมรมนักหรอกมั้ง...




...ไม่กล้าโผล่ออกไปเลย

เซโตะ ทาคุมะ และโอคุมุระ โคชูยืนหลบหลังตู้กดน้ำ ความจริงโคชูไม่ได้อยากหลบ แต่เพื่อนผมแดงลากมาเลยพลอยฟ้าพลอยฝนมายืนอยู่ตรงนี้กับเขา ใบหน้าเด็กหนุ่มผมบลอนด์ยัง ไม่รับแขก เช่นปกติ แต่เมื่อได้ฟังบทสนทนาของรุ่นพี่แล้ว นัยน์ตาสีฟ้าพลันปะปนด้วยประกายยากจะเข้าใจบางอย่าง

ได้ยินแค่ท่อนท้ายก็จริง แต่ชื่อ โอคุมุระ ทำให้อดแอบฟังไม่ได้

“ดูท่าหลังจากนี้นายจะเข้ากับซาวามุระเซมไปยากแล้วล่ะ” ทาคุมะว่าขณะมองไล่ตามแผ่นหลังคนทั้งสอง ปากยังกระซิบกับเพื่อนเบาๆ “ยังไงนายก็เป็นแคชเชอร์ มาบาดหมางกับพิชเชอร์อย่างนี้อนาคตจะไม่รุ่งเอานะเพื่อน”

“...”

“ดูเหมือนซาวามุระเซมไปจะหายป่วยแล้วด้วย ไม่มีอะไรอยากพูดกับเขามั่งเหรอ?”

“...”

“...”

“...”

“เฮ้อ...”

โดนปล่อยให้พูดคนเดียวเหมือนเป็นคนบ้า ต่อให้รู้นิสัยเพื่อนดีก็หมดอารมณ์จะพูดต่อ ทาคุมะเหลียวกลับมามอง เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้ว ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่จะให้อ้าปากพูดอีกก็ขอบาย...เจ้าเพื่อนคนนี้คงไม่พูดอะไรเหมือนเดิมนั่นแหละ

ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาเป็นเรื่องของซาวามุระ เอย์จุน จากทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่แล้ว แทบจะเรียกได้ว่าไล่บุญเสียขวัญกระเจิง ทว่าพร้อมกันนั้น ความวิตกกังวลและกลัดกลุ้มก็เผยตัวให้เห็นบริเวณหว่างคิ้วและแววตาคนผมบลอนด์

เห็นได้ชัดว่าแม้ไม่ชอบเซาท์พาวพิชเชอร์ที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ที่ไม่ชอบยิ่งกว่าคือรุ่นพี่ที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ต่อให้ความสามารถโดดเด่นจับตาก็ไม่มีความหมาย

นึกแล้วคันปาก ทาคุมะอดไม่อยู่ต้องอ้าปากอีกสักนิดแม้ทราบแก่ใจว่ายังไงก็คงไม่มีเสียงตอบรับกลับมา “จะฟอร์มแบตเตอรี่น่ะ ความเข้ากันได้ระหว่างแคชเชอร์กับพิชเชอร์เป็นเรื่องสำคัญ...นายก็รู้แก่ใจ”

ก่อนหน้านี้รุ่นพี่เป็นฝ่ายยอมลงให้มาตลอด จะอยากเป็นรุ่นพี่แสนดีหรือสปิริตนักกีฬาสุดแล้วแต่ ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายไม่เหมือนเดิมแล้ว...ก่อหวอดสุดพลัง

ก่อจนไปมีเรื่องกับรุ่นพี่ โดนโค้ชด่าไม่มีสะท้าน...

บทจะแข็งอีกฝ่ายแข็งได้แค่ไหน...ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เห็นๆ กันอยู่

“นายเก็บไปคิดดีๆ แล้วกัน โคชู”

ทาคุมะบอกเพื่อนรักด้วยความหวังดี




คนมีความสุข ไม่ว่ามองอะไรก็สดใสเต็มไปด้วยสีสัน

เอย์จุนยิ้มเผล่ในสภาพเหงื่อท่วม เด็กหนุ่มกำลังวิ่งลากยางรอบเย็น แม้แดดแยงตา เหนียวตัวอยากอาบน้ำ เหนื่อยสายตัวแทบขาด...ทว่ากลับมีความสุขล้นปรี่

นี่สิสภาพที่คุ้นเคย ให้วิ่งเลี้ยงลูกบาสแล้วชู้ตลงห่วงพลางหลบคู่แข่งพลางนี่ไม่ไหวอย่างแรง

เอย์จุนกลับร่างเดิมมาได้หลายวันแล้ว หลังพบเจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอย่างการสลับร่างและต้องไปใช้ชีวิตอย่างเอซชมรมบาสนานครึ่งเดือน เด็กหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวว่าชีวิตประจำวันอันสงบสุขนี่สิคือสิ่งพึงประสงค์ นับจากต้องไปเผชิญโชคกลางดงคนแปลกหน้า เมื่อได้หวนกลับมาตุภูมิ เซาท์พาวพิชเชอร์แทบจะหลั่งน้ำตาทุกเช้าเมื่อตื่นมาพบว่าร่างกายเป็นของตน

คนขยันวิ่งไปเป็นสิบรอบถึงได้กลับไปดำเนินตารางชีวิตประจำวันของตัวเองต่อ มาได้นั่งโต๊ะทำการบ้านเอาก็เกือบสามทุ่ม ขณะกำลังขอความช่วยเหลือรุ่นพี่หลังแก้โจทย์วิชาคณิตศาสตร์ไปได้ 4 ข้อ ประตูห้องถูกเคาะก๊อกๆ

“อาซาดะ...เคลียร์”

คุราโมจิบุ้ยใบ้ให้เด็กใหม่เปิดประตูเพราะตัวเองกำลังง่วนกับการยันส่ง ปลิง ออกไปให้พ้น เขาเล่นเกมติดพันอยู่...เรื่องไรจะช่วย รองกัปตันด่าเจ้างั่งหนึ่งยก บอกให้ไสก้นไปทำงาน ไม่งั้นจะถีบออกไปกระแทกประตูรับขวัญแขก

อาซาดะ ฮิโรฟุมิปล่อยสองรุ่นพี่ไว้อย่างนั้น ตัวเองผละมือจากหนังสือเรียนไปเปิดประตูโดยไม่โต้แย้ง เขาไม่เห็นความลำบากในการลุกเดินไม่กี่ก้าวจึงเต็มใจทำตามที่รุ่นพี่ไหว้วาน สาเหตุที่โอนอ่อนให้นั้น ไม่ใช่เพราะระบบโซตัส...มาจากนิสัยพื้นเพต่างหาก

“รบกวนด้วย...”

เมื่อเห็นอาซาดะ แขก...โอคุมุระ โคชูสบตาก่อนเอ่ยออกมาเบาๆ หากเสียงเบาๆ นั้นก็ยังเงียบเสียงคนที่กำลังโหวกเหวกไม่เกรงใจเพื่อนข้างห้องได้ชะงัด เอย์จุนหมุนคอกลับมาโดยที่ยังมีแขนของคุราโมจิรัดคอ สารรูปโดนขาคนอื่นรัดเอว เอี้ยวคอผิดรูป...ไม่รู้จะบอกว่าน่าตลกหรือน่าสงสารดี

“มองแกเขม็งเลยแน่ะ...” คุราโมจิว่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสนเท่ห์

“มาหาอาซาดะมากกว่ามั้งครับ...” หนุ่มตาแมวแย้ง เหงื่อผุดจากข้างขมับสองหยด

ทว่าโคชูปฏิเสธสมมติฐานนั้นอย่างเยือกเย็นด้วยคำถามสั้นๆ “ซาวามุระเซมไปพอจะมีเวลาสักเดี๋ยวไหมครับ?”

“...เฮะ?”

แม้สงสัย ใจไม่คลายความหวาดระแวง เรียวคิ้วเหนือดวงตาคู่โตขยับชนกัน คุราโมจิปล่อยมือแล้ว ทว่าคราวนี้เอย์จุนเป็นฝ่ายเกาะชายเสื้อรุ่นพี่เสียเอง วาจาเผ็ดร้อนเก่าๆ ของ เจ้าเด็กหมาป่า ดังก้องในหู ประสบการณ์สอนว่าไอ้เด็กนี่มันไม่มาดีแน่...

ทว่า...

“มาซ้อมรับลูกกับผมได้หรือเปล่าครับ?”

“...”

ความเงียบโรยตัว

หนุ่มน้อยผู้กำลังหวาดระแวงอ้าปากกว้าง

...อุกกาบาตกำลังตกลงมาหรือเปล่านี่?

เอย์จุนยกมือป้องเหนือหัวโดยอัตโนมัติ




มิยูกิ คาซึยะนั่งรับลูกให้เอซอยู่บนลานซ้อมขว้าง สมาธิจดจ่อดี...แต่บางทีก็มีเหลือบที่นั่งข้างตัวบ้าง โอคุมุระ โคชูกำลังรับลูกให้คาวาคามิ บนใบหน้าเฉยเมยประดับด้วยดวงตาแข็งกระด้างดูดุดันสีฟ้า รุ่นน้องรูมเมทคนนี้มีฝีมือในฐานะแคชเชอร์ แต่ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นกลับไม่ดีเท่าไรนัก

แต่แล้วเมื่อวานกลับไปซ้อมตอนค่ำกับเซาท์พาวพิชเชอร์ของทีม...

ปกติเอย์จุนจะมาตะแง้วๆ ขอให้เขาเป็นคู่ซ้อม มีช่วงหลังมานี้นี่แหละที่ไม่เห็นมิยูกิอยู่ในสายตา

ทั้งที่เป็นอย่างนั้นกลับไปขอให้โคชูช่วย?

น่าหงุดหงิดเสียจริง...

แคชเชอร์อัจฉริยะหรี่ตา เขาเห็นโคชูทำหน้าเหมือนมีเรื่องต้องคิดมาหลายวัน...มั่นใจว่าต้องเกี่ยวกับเอย์จุนแน่ หลังเรื่องเมื่อวาน มาวันนี้ทั้งสองคนเข้าหน้ากันสนิทใจขึ้น ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เอย์จุนโดนผีเข้าจนนิสัยเปลี่ยนยิ่งเห็นได้ชัด แม้ไม่ได้พูดคุยเล่นหัวอย่างสนิทสนมแต่บรรยากาศตึงเครียดอันตรธานหายไปเรียบร้อย

“ฉันพลาดอะไรไปตั้งแต่ตรงไหนนะ...” กัปตันคนเก่งปรารภกับเพื่อนขณะนั่งพักหลังซ้อมเย็น

คุราโมจิไม่สนใจเสียงง้องแง้งจากคนข้างตัวจึงไม่เสียหูฟังให้เสียเวลา ตอนนี้สิ่งที่น่าสนกว่าคือพิรุธของเอย์จุน หลังลองหยั่งเชิงเรื่องที่เจ้าตัวมีพฤติกรรมแปลกไปเหมือนผีเข้า เอย์จุนหลุดปากพูดเรื่องน่าสงสัยออกมา คุราโมจิจึงมั่นใจว่าต้องมีลับลมคมในบางอย่าง...และเจ้ารุ่นน้องโง่ต้องรู้สาเหตุ

เขาสนใจเรื่องนั้นมากกว่าปัญหาหนักอกไร้สาระของมิยูกิ

“ซาวามุระเซมไป มีเพื่อนมาหาคร้าบ”

ทาคุมะป้องปากตะโกนมาจากที่ไกลๆ ด้านข้างของเขาคือเพื่อนสนิทผมบลอนด์ผู้มีสีหน้าไม่รับแขก...โคชูไล่สายตาตามพิชเชอร์ของทีมอย่างเงียบงัน

เอย์จุนผู้ไม่รับรู้ถึงสายตาคู่หนึ่งร้อง โอ๊ช รับคำ วิ่งออกไปในสภาพเหงื่อโซม เหตุการณ์นี้คุ้นๆ อย่างประหลาด เอย์จุนมาจากนากาโนะ จะมีเพื่อนต่างโรงเรียนที่โตเกียวได้ยังไง วันๆ ขลุกอยู่แต่ในรั้วเซย์โด เป็นไปได้หรือที่จะไปผูกสัมพันธ์กับเพื่อนข้างนอกจนอีกฝ่ายมาเยี่ยมเยียนถึงที่

เนื่องจากไม่นานมานี้มีคนมาหาเอย์จุนและหลังจากนั้นเจ้าตัวก็หายบ้ากลับมาเป็นบากะมุระทันที คุราโมจิจึงลอบตามไปดู มิยูกิก็ตามมาด้วย...ไม่รู้มาทำไม

คนที่มาหาเซาท์พาวพิชเชอร์เป็นเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งผมฟ้าผิวขาว รูปร่างบอบบาง อีกคนตัวสูงใหญ่ ผิวสีเข้มผมสีน้ำเงิน...กริยาท่าทางของฝ่ายหลังสะกิดใจอย่างมาก ท่าทางเกียจคร้านเอื่อยเฉื่อยเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วยังดวงตานั่นอีก

วินาทีที่อะไรบางอย่างสะกิดใจ ดวงตาเรียวเล็กประสานเข้ากับคุราโมจิซึ่งหลบมุมแอบมองอยู่พอดี หนุ่มผมน้ำเงินเลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นดวงตาเบิกขึ้นนิดหนึ่ง รูปปากขยับร้อง อ้อ...ทำเหมือนรู้จักกับคุราโมจิอย่างน่าสงสัย

ซึ่งความจริงอีกฝ่ายรู้จัก...และจำรุ่นพี่จอมจู้จี้ที่เคยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันได้

หากคุราโมจิไม่รู้ความเป็นจริงดังกล่าว

แต่ต่อให้ไม่รู้...

“ไม่หรอกมั้ง...”

เรื่องน่ากลัวผุดวาบกลางสมอง...เรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้

ทั้งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ไม่รู้ทำไมคุราโมจิถึงฝังใจกับสิ่งที่เพิ่งผุดขึ้นมา จิตใจเอนเอียงเชื่อไปเกือบครึ่งว่ามันอาจจะเป็นตามนั้นจริงๆ

มิยูกิผู้ไม่ช่างสังเกตเท่ารวมทั้งอยู่กับความเป็นจริงมากกว่าไม่คิดถึงอะไรหลุดโลกอย่างเพื่อน ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้หันไปมองคุราโมจิซึ่งมีสีหน้าเผือดซีดลง สองตาหลังเลนส์แว่นจับจ้องเพียงหนุ่มผมฟ้าและหนุ่มผมน้ำเงิน

“นี่ก็ด้วย ไปมีเพื่อนต่างโรงเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่” กัปตันหนุ่มแว่นงึมงำ สีหน้าสับสน “ฉันพลาดไปตั้งแต่ตรงไหนกันแน่”

คำตอบที่เจ้าตัวอยากรู้ ดูเหมือนจะมาจากการไม่ไปตามนัดสารภาพรักของใครบางคน

แต่ในเมื่อไม่มีใครบอก และคงไม่มาบอก ดังนั้นก็คงไม่รู้ต่อไปนั่นแหละ

ชีวิตอันสงบสุขของแต่ละคนกลับคืนมา ทว่ามิยูกิ คาซึยะยังคงสงสัยยุบยิบในใจต่อไป








1 comment:

  1. ไม่คิดว่าจะมีคนเขียน2ด้อมนี้ในเรื่องเดียวกันฮือเขิน/////มีภาคต่อมั้ยคะะ

    ReplyDelete