Wednesday, 16 November 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] Happy Birthday Miyuki!

Fanfic Daiya no A

Happy Birthday Miyuki Kazuya!



Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW



       
ปกติแล้ว มิยูกิ คาซึยะไม่สนใจวันเกิดตัวเอง อันที่จริงควรบอกว่าเคยสน...เพราะการฉลองวันเกิดเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเด็กๆ เพียงแต่ครอบครัวของเขาต่างจากครอบครัวอื่น พ่อแทบจะไม่โผล่มาให้เห็น เรื่องการฉลองวันเกิดจึงเป็นเรื่องห่างไกล มิยูกิรู้ดีว่าพ่อยุ่งและไม่ใช่คนละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงไม่เคยเรียกร้องอะไร เขาเคยน้อยใจที่ทำไมตัวเองต่างจากเด็กคนอื่น หากการ 'ขาด' ก็ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มิยูกิเข้าใจในเวลาไม่นานว่าตัวเองไม่ควรสร้างปัญหาให้ผู้ใหญ่ลำบากใจ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกว่าการฉลองไม่ใช่เรื่องจำเป็นในชีวิต

เขาโตมาแบบนั้น ด้วยไม่ค่อยมีใครคบ ไม่มีใครสนใจให้ของขวัญหรือกล่าวอวยพร วันคล้ายวันเกิดจึงกลายเป็นวันแสนธรรมดาสามัญวันหนึ่งไปโดยปริยาย

ใช่แล้ว...

ไม่เคยสนใจ


"พรุ่งนี้วันเกิดนายทั้งที ถึงซื่อบื้อยังไงซาวามุระก็น่าจะเตรียมอะไรมาเซอร์ไพรส์นายนะ"
           

โคมินาโตะ เรียวสุเกะปรากฏตัวปุบปับดั่งภูตผี มาถึงก็คลี่ยิ้มชวนหนาวสันหลังทำเอากินข้าวกลางวันแทบไม่ลง มิยูกิกระแอมในลำคอให้เนื้อล่วงผ่านลงท้อง จากนั้นยกแก้วน้ำมาซดหนึ่งอึก เรียบร้อยจึงเบือนใบหน้าไปยังรุ่นพี่ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ด้านหลัง

            เขาตกใจเพราะเสียงที่ดังขึ้นกะทันหันและเนื้อหาที่อีกฝ่ายสื่อ

            อย่างที่บอกไปแล้วว่ามิยูกิไม่เห็นอีเวนต์วันเกิดอยู่ในสายตา ทว่าปีนี้ต่างจากปีที่แล้วมานิดหน่อย...เขามีแฟนแล้ว แม้แฟนคนที่ว่าจะซื่อบื้อและทึ่มทื่อได้อย่างน่าปวดเศียรก็ตาม ลองพยายามมองด้วยสายตาเที่ยงตรงที่สุด ไม่คิดหรอกว่าคนพรรค์นั้นจะจำวันเกิดแฟนได้ หากจะจำได้จริงก็น่าจะแค่วันเกิดตัวเองกับคนในครอบครัว...เอ้า! แถมคริสเซมไปให้อีกคน!

            แต่ว่า

            “มาไซโคผมอย่างนี้ หรือเรียวซังไปเป่าหูอะไรซาวามุระมาหรือครับ”

            ไม่งั้นคงไม่เข้ามายุแหย่...

            คนตรงหน้าคืออสุรกาย การกระทำผิดรูปผิดรอยจึงต้องสงสัยว่ามีนัยยะแอบแฝง ยิ่งปีสามเพิ่งถอนตัว น่าจะเซ็งกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย จะอนุมานว่าอยากแกล้งรุ่นน้องเล่นแก้เครียดก็ไม่ใช่การใส่ไคล้เกินจริง...เป็นข้ออนุมานที่มีน้ำหนักมากด้วยซ้ำ

            ปัญหาคือ สิ่งที่ทำให้ประโยชน์ฝ่ายใด

            ถ้าคนที่อีกฝ่ายต้องการแกล้งเป็นตัวมิยูกิเองคงแย่ ในทางกลับกัน ถ้าเป้าโดนแกล้งเป็นพิชเชอร์รุ่นน้องแล้วฝ่ายตนได้ประโยชน์ มิยูกิก็ไม่รังเกียจรังงอนสำหรับการเต้นตามจังหวะที่โดนชักจูง
           
คาวาคามิ โนริฟุมิหันมาหา “อย่าพูดอย่างนั้นเลยน่า บางทีเรียวซังอาจไปเห็นอะไรเข้าเลยมาบอกให้นายดีใจก็ได้”
           
จบการแข่งฤดูใบไม้ร่วง มิยูกิโดนแบนอันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บ ทุกวันนี้ได้แต่เมียงๆ มองๆ จากข้างสนาม ทำได้มากสุดแค่วิ่งไปมาในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องโดนเคี่ยวกรำจากค่ายฤดูหนาวจนสภาพอิดโรยเหมือนโดนเล่นของ คาวาคามิคงเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยดีเลยพยายามให้กำลังใจ ซึ่งสิ่งที่เจ้าตัวพูดก็มีความเป็นไปได้สูง เพียงแต่มิยูกิไม่อยากลดการ์ดกับโคมินาโตะ เรียวสุเกะ...จะประเมินคนคนนี้ต่ำเกินไปไม่ได้เด็ดขาด

            รุ่นพี่เผยอยิ้มราวได้ยินเสียงในใจ
           
“คิดอะไรเสียมารยาทอยู่หรือเปล่า?”
           
“...เปล่าครับ”

มิยูกิฉลาดพอจะไม่เอาคอไปวางบนแท่นกิโยติน ทว่าสีหน้าของอดีตเซคันด์มือดีกลับไม่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เรียวสุเกะยังคงยกมุมปากในองศาเดิม กลิ่นอายพิศวงไม่น่าไว้ใจก็ไม่ได้เบาบางลง

“ถ้าไม่ได้กำลังหวาดระแวง รุ่นพี่ที่หวังดี ก็แล้วไป”

“...”

...เลือดของเรียวซังใช่สีแดงหรือเปล่านะ

กัปตันคนปัจจุบันลอบถูกางเกงเพื่อเช็ดเหงื่อบนฝ่ามือหากใบหน้ายังฉีกยิ้มการค้าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในใจของเขาไม่ได้เชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเสียทีเดียว แต่จะขัดก็มีความกล้าไม่เพียงพอ สุดท้ายเลยต้องเก็บคำพูดไว้ในอกต่ออย่างไม่มีทางเลือก

กระนั้นเรียวสุเกะก็เหนี่ยวไกปืนไปแล้ว เรื่องที่ไม่เคยนึกถึงก็นึกออกแล้ว ให้ลืมก็ลืมไม่ลงเพราะเป็นเรื่องที่สั่นคลอนจิตใจได้มากเกินไป มิยูกิไม่สนวันคล้ายวันเกิดมานาน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฝ้ารอให้วันคล้ายวันเกิดตัวเองมาถึง

สมมติเอย์จุนมีแผนเซอร์ไพรส์จริง ต่อให้เป็นของงี่เง่าก็ควรค่าแก่การจดจำในฐานะที่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกในฐานะคนรัก

อย่างไรก็ตาม การคาดหวังเต็มที่แล้วต้องมาผิดหวังเป็นภาระอันหนักหนา เขาเตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งว่าคนที่เรียวสุเกะอยากแกล้งอาจเป็นตัวเอง ดังนั้นคนรักหัวทึบอาจไม่ได้เฉลียวใจว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร ที่รุ่นพี่มาไซโคก็เพราะอยากเห็นตนตั้งความหวังแล้วผิดหวัง

มิยูกินอนคิดเล่นอยู่ๆ บนเตียงระหว่างรอความง่วงมาเยือน

            บางทีอาจมาเคาะประตูแต่เช้าเพราะอยากอวยพรเป็นคนแรก...

...

            เดี๋ยวสิ เหมาแบบนั้นไม่ได้ สรุปแน่นอนแล้วเหรอว่าเรียวซังไม่ได้แกล้งตัวเองน่ะ?

            สีเลือดจางลงจากใบหน้านิดหน่อย มิยูกิข่มใจ บอกตัวเองว่านอนดีกว่า เรื่องของพรุ่งนี้จะเป็นยังไงก็เอาไว้ให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ




            กิจกรรมที่ต้องทำในวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวาน เมื่อวานของเมื่อวานของเมื่อวาน และเมื่อวานก่อนหน้านั้น...เอาเข้าจริงสภาพชีวิตช่างแสนปกติจนใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ด้วยความคาดหวังเมื่อตอนเช้าเริ่มเต้นเนือยลง...เนือยลง...

            สามทุ่มแล้ว

            ดวงตาหลังเลนส์แว่นเหล่มองหนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลซึ่งกำลังเกาะหลังเพื่อนตัวเล็กด้วยไม่มีแรงจะเดิน มิยูกิอาสาไปเป็นไม้ค้ำแล้ว แต่โดนปฏิเสธไม่เหลือชิ้นดี

          ผมไม่อยากพึ่งคนเจ็บอะ

            สามัญสำนึกทำงานเป็นปกติไม่สมเป็นบากะมุระเอาเสียเลย

            เฮ้ วันนี้วันคล้ายวันเกิดฉันนะ สรุปไม่รู้จริงๆ เหรอ วันคล้ายวันเกิดของแฟนเลยนะ...แฟนน่ะ แถมยังเป็นการครบรอบในปีแรกที่เริ่มคบกันด้วย มันสำคัญไม่ใช่เหรอ มันเมินกันได้เหรอ...ต่อให้ไม่รู้ก็ต้องมีคนพูดให้ได้ยินบ้างสิ ถึงไม่ได้เตรียมของขวัญแต่มาอวยพรวันเกิดก็ยังดีนะ...เฮ้ ซาวามุระ สนใจฉันหน่อยเซ่ ฉันต้องการความสนใจนะ....

          ถ้อยคำมากมายวิ่งพล่านในสมองเหมือนกำลังสวดมนต์ไล่วิญญาณ มิยูกิเริ่มคิดว่าตัวเองติดเชื้อเพ้อเจ้อ กระนั้นเขาก็อยากให้แฟนหันมาเอาใจใส่กันจริงๆ นี่นา...

            “ทำหน้าเป็นหมามองกระดูกเลยนะเอ็ง”

            เสียงแหลมสูงและวาจาบาดใจ ต่อให้ใช้เครื่องแปลงก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนเอ่ย คุราโมจิปรากฏตัวข้างๆ มิยูกิซึ่งกำลังเกยคางบนโต๊ะ ในมือเพื่อนสนิทมีน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ ผมซึ่งปกติเซ็ตตั้งบัดนี้ยาวปรกหน้าผากเล็กน้อย หยาดน้ำหยดแหมะจากปลายผม ผ้าขนหนูรอบคอก็ยังเปียกชื้น คงเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ
           
มิยูกิคร้านต่อคำ รู้ดีว่าคุราโมจิเล็งหาจังหวะมาแขวะอยู่นานแล้ว หนนี้สบโอกาสเลยเข้ามาเล่นงานซะหน่อย
         

แย่มาก...

         
“นายรู้สึกว่าคนเราควรช่วยเหลือเพื่อนสนิทเวลาเขากำลังตกทุกข์ได้ยาก...”
           
“ไม่”

            “ตอบไวไปแล้ว!! อย่าไวนักเซ่!!

            โดนสหายหักหลังเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนศัตรูแทงตาย มิยูกิอยากคร่ำครวญแต่รู้ดีว่าทำแบบนั้นมีแต่จะเข้าทางคนแล้งน้ำใจ ชิ เพื่อนไม่สนไม่เป็นไรแต่แฟนยังไงก็ไม่ทิ้งกันแน่นอน มิยูกิต้องการการปลอบโยนจากคนรักด่วนจี๋!

          ซาวามุระ...!

            “มันกลับห้องไปตั้งนานแล้ว”

            “...”

            วินาทีเดียวกับที่คุราโมจิพ่นวาจาทำร้ายจิตใจออกมา มิยูกิซึ่งหันขวับเก้าสิบองสาไปยังทิศทางที่เอย์จุนเพิ่งยืนอยู่แล้วเห็นแต่ความว่างเปล่าทำหน้าแบลงก์

วันนี้เป็นวันครบรอบอายุสิบแปดดันโดนกระหน่ำซ้ำเติมอย่างโหดร้าย เขาหวังสูงเกินไปเหรอว่าจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากคนรอบข้างน่ะ? หรือความจริงเขาจะเป็นตัวละครน่าสมเพชที่มีแต่คนอยากกลั่นแกล้ง?

            ชิราสึซึ่งทำตัวจืดจางมาตลอดตบไหล่ดังปุ เมื่อหันไปมองก็พบว่าหนุ่มหนักแน่นกำลังยกนิ้วโป้งให้
         
ยกทำไม เวลาให้กำลังใจเขาไม่ยกนิ้วโป้งกันนะเฟ้ย หรือจะยกให้คุราโมจิ? บอกว่าคุราโมจิทำดีมาก?
           
ความคิดแง่ลบครอบงำพื้นที่กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักเป็นเพราะรอเซอร์ไพรส์จากคนรักแต่เช้าดันรับประทานแห้วไปเต็มอิ่ม ผนวกกับร่างกายยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร กัปตันมือใหม่เลยห่อเหี่ยวจนทำทะเล้นอย่างเคยๆ ไม่ออก
           
มิยูกิ คาซึยะกลับห้อง หัวใจฟีบแฟบ ใบหน้าหม่นหมอง ตอนกำลังล้มตัวลงนอนหันหน้าเข้าหาผนัง มีเสียงประตูถูกเคาะก๊อกๆ เสี้ยวหนึ่งในใจโชนแสงแห่งความหวัง มันบอกว่าบางทีอาจเป็นซาวามุระ เอย์จุนก็ได้ แต่ค่อนใจที่เหลือบอกอย่าไปหวังเลย หวังมาทั้งวันแล้ว...สุดท้ายผลเป็นไง?
           
นี่คงกะมาหาเรื่องทำให้หวังแล้วดับหวังอีกล่ะสิ เขารู้ทันหรอก!
           
ร่างสมส่วนยังซุกตัวหาผนังอย่างหนักแน่น ไม่สนใจเสียงพูดคุยของคิมุระกับ แขก จนกระทั่งมีใครบางคนมาตบเตียงสองชั้นแล้วเรียกนั่นแหละ
           

“มิยูกิเซมปายยยย หลับแล้วเหรอออ”
           
“...!

           
ต่อให้หลับก็ลุกพรวด นี่ไม่หลับยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนถูกเรียกดีดตัวนั่ง แผ่นหลังตั้งฉากกับพื้นโลกภายในเวลา 0.1 วินาที ด้วยความที่ล้มตัวลงนอนโดยยังไม่ทันถอดแว่น ไม่ต้องควานหาอุปกรณ์ช่วยมองให้เสียเวลาก็เห็นใบหน้าที่ปรากฏอยู่ข้างเตียง...ใบหน้าที่ทำเอาสกิลเจ็บแล้วจำปลิวหายไปไหนก็ไม่รู้

            เอย์จุนยิ้มยิงฟันอย่างสดใส แค่นั้นจิตใจก็ไหวยวบ

            คนรักมาหาถึงห้อง ยังไงก็อดหวังไม่ได้...

            สำหรับคนอินเลิฟที่ต้องอดทนกับความซื่อบื้อของคนรักมาตลอดระยะเวลาที่คบกัน มิยูกิเริ่มคาดหวังในตัวเอย์จุนน้อยลงเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ ขอแค่ยิ้มน่ารักๆ ให้เห็นก่อนนอนเขาก็ชื่นใจแล้ว

            “งั้น...คิมุระ นายไปนอนห้องคุราโมจิแทนทีแล้วกัน”

            เพิ่งตระหนักเมื่อได้ยินเสียงว่าเรียวสุเกะอยู่ด้วย ทันทีที่เห็นเอย์จุน ทัศนวิสัยของมิยูกิพลันแคบลง เขาเพิ่งหันไปมองรุ่นพี่เต็มตาก็ตอนนี้เอง และอีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้พอดี

            “พามาส่งแล้วนะ”

            เรียวสุเกะขยับเข้ามาอีกสามก้าวแล้วผลักหลังเอย์จุนหนึ่งที

             ทั้งที่เป็นรอยยิ้มแบบเดิมที่เคยประณามว่าเป็นปิศาจ หากตอนนี้ฟิลเตอร์ของมิยูกิทำงานแล้วเห็นอีกฝ่ายมีวงแหวนบนศีรษะและมีปีกสีขาวพิสุทธิ์บนแผ่นหลัง...ขอโทษที่เคยคิดร้ายครับเรียวซัง!

            คิมุระผู้เป็นรูมเมททำหน้าเหมือนตามสถานการณ์ไม่ทัน ทว่าด้วยระบบอาวุโสจึงขัดคอรุ่นพี่ไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องเดินออกจากห้องไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก่อนบานประตูจะปิดลงอีกครั้ง เรียวสุเกะชะงักมือเอาไว้ เสี้ยวหน้าที่ปรากฏยังช่องว่างระหว่างกรอบกับประตูดูมืดทะมึนกรุ่นกลิ่นอายไม่น่าไว้ใจ

            “ตามสบายล่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ”

            ในคำพูดคล้ายมีบางอย่างแอบแฝง เจ้าคนที่โบกมือหย็อยๆ คงไม่ฉุกใจ แต่มิยูกิไม่ใช่ ตอนปีนลงจากเตียงเพื่อสืบหาต้นสายปลายเหตุของการปรากฏตัวปุบปับ พอดีสายตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นข้อมือคนรัก เอย์จุนไม่สวมเครื่องประดับ หากตรงนั้นกลับมีเชือกเก่าๆ ผูกอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสายสิญจน์ เห็นแล้วกระตุ้นต่อมสงสัยชะงัดนัก มิยูกิช้อนมือเอย์จุนขึ้นมาแล้วถาม
           
“ไอ้เชือกแปลกๆ นี่คืออะไร”

            เรียวคิ้วเหนือดวงตากลมโตเลิกขึ้นขณะมองของที่ถูกถามถึง ใบหน้าพลอยย่นยู่ ดูเหมือนจะพยายามเรียบเรียงคำพูด “จะว่าไงดีล่ะ...”
           
“นั่งก่อนไหม”

            จากท่าทางของเรียวสุเกะและตัวเอย์จุนเอง คาดว่าคืนนี้ทั้งคืนคิมุระคงไม่กลับมา เท่ากับว่ามิยูกิมีเวลาอยู่กับคนรักสองต่อสองอีกมาก ดังนั้นจะยืนให้เมื่อยอยู่ไย
           
เอย์จุนนั่งลงตามคำชักชวนอย่างว่าง่าย สมองประมวลผลเสร็จสิ้นพอดี หนุ่มน้อยเริ่มต้นจากเรื่องที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญก่อน เจ้าตัวดันหน้าพรวดเข้ามา ดูตื่นเต้นระคนตกประหม่า
           
“คุณพี่บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดนาย เพราะงั้นสุขสันต์วันเกิดนะ!

ดวงตาหลังแว่นเป็นประกาย “ซา...!

“ที่ไม่ทันนึกถึงขอโทษด้วยขอรับ!

“...”

กำลังปลื้มใจ จำเลยสารภาพผิดออกมา ความปลื้มปริ่มดังกล่าวจึงเหือดหายไปเกือบครึ่ง...ลืมจริงๆ ด้วย สรุปก็ลืมจริงๆ หรือควรพูดว่าไม่ใส่ใจจะถูกกว่า?

มิยูกิเจ็บปวดยิ่งนัก ปกติไม่ใส่ใจวันเกิด กลับสะเทือนใจจนเผลอแสดงออก ทว่าเอย์จุนไม่เข้าใจการแสดงสีหน้าอันแสนอ่านง่ายดังกล่าว

“คุณพี่เพิ่งบอกเลยเพิ่งรู้ จะหาของขวัญก็หาให้ไม่ทัน” ใบหน้าได้รูปเผยความโศกสลดออกมาจางๆ “แต่คุณพี่บอกว่าถ้าเป็นแฟนกัน ให้เวลาของตัวเองก็ถือเป็นของขวัญได้” ว่าแล้วก็ยกมือข้างที่มือเชือกผูกขึ้นมา “แล้วยังบอกต่อด้วยว่า ถึงอย่างนั้นก็น่าจะมีสัญลักษณ์แทนการแสดงออกซะหน่อยเลยบอกให้หาริบบิ้นมาผูกตัวเอง แต่ผมเจอแต่ไอ้เชือกนี่อะ”

ดูจากสภาพอันโกโรโกโส คาดว่าคงเก็บตกได้จากแถวๆ ห้องเก็บอุปกรณ์ มองมุมไหนก็ไม่อาจเป็นตัวแทนริบบิ้นประดับกล่องของขวัญ

“ของขวัญให้เป็นแบบนี้ได้หรือเปล่า?”

ดวงตาสีอำพันช้อนมอง คิ้วขมวดยุ่งเหยิง ท่าทางไม่สบายใจ...เป็นการแสดงออกที่แทนที่ก่อเกิดความเห็นใจกลายเป็นกระตุ้นความรู้สึกด้านอื่นแทน แต่เรื่องนี้คนทำคงไม่รู้ตัวหรอก

มิยูกิหวนนึกถึงคำพูดรุ่นพี่
         
ตามสบายล่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ

แถมยังลากคิมุระออกไปด้วยกันอีก

นี่มันเปิดช่องล่อเสือชัดๆ เลยนี่หว่า

พยายามไม่คิดเข้าข้างตัวเองแต่ทำเช่นไรก็ไม่สามารถสลัดเรื่องต่ำช้าออกจากหัว มิยูกิคิดวนเวียนแต่เรื่องที่เรียวสุเกะจงใจส่งเอย์จุนมาให้ กระทำ ตามใจชอบ ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาเรื่องวันเกิดไปบอกเด็กทึ่ม แล้วยังให้เวลาของตัวเอง อีก...บ้าบอสิ้นดี ของพรรค์นี้เขาไม่เคยได้ยิน มุกมาตรฐานมันต้องให้ตัวเองเป็นของขวัญสิ

แม้ข้องใจว่าอสุรกายผมชมพูทำแบบนี้ทำไม จงใจซ้อนแผนด้วยการให้คุราโมจิมากระทืบทีหลังหรือเปล่า ทว่ากิเลสเริ่มกดความมีเหตุผลให้จมเข้าไปในซอกลึกของจิตใจ...

“อยากให้ของขวัญฉันเหรอ?”

“ใช่!

“จะตามใจฉัน?”

“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง อะไรก็ได้ทั้งนั้น!!

ได้ยินคนรักรับคำอย่างใจกว้าง ความคิดชั่วร้ายยิ่งแผ่ขยายปกคลุม มิยูกิแอบนึกในใจ ซาวามุระจะซื่อเกินไปแล้ว! เขาคิดเรื่องต่ำทรามอยู่รู้ตัวบ้างหรือเปล่า เลิกยิ้มแบบนั้นซะที จิตมโนธรรมเจ็บแปลบจนอยากตายแล้วเนี่ย!

“มิยูกิเซมไป เป็นอะ...”

“ไม่เป็น!

ยอมเสริมปูนฉาบลงหน้าอีกสามชั้น ยังไงก็ไม่อยากยอมรับว่าเป็นสุดๆ...ยิ่งประสบความเป็นคนดีที่ไม่มองตนอย่างหวาดระแวงยิ่งรู้สึกผิด กระนั้นมิยูกิก็ไม่สามารถลบความชั่วร้ายของตัวเองออกไปได้ สำนึกยังไงก็เลิกไม่ได้ ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับรู้ว่าผิดยังทำ

โอกาสมาประเคนถึงมือ ไม่รับไว้ได้ยังไง...

กัปตันมือใหม่ลอบหลั่งน้ำตาในใจ เขาคว้ามือเรียวยาวของพิชเชอร์หนุ่มน้อยที่โบกไปมาอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง ประสานสายตามั่น

“ซาวามุระ พรุ่งนี้ซ้อมเช้าสายกว่าปกติใช่ไหม”

ด้วยไม่ได้อยู่ในโปรแกรมฝึกแบบเดียวกันจึงต้องยืนยันเพื่อความแน่ใจ ไม่ว่ายังไงมิยูกิก็มีสปิริตอยู่ ส่วนจะเป็นสปิริตในฐานะกัปตัน หรือแคชเชอร์ หรือสปิริตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้น เขาไม่ทราบได้ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญตอนนี้คือไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นหลุมพรางหรือไม่ มิยูกิก็จะไม่ ถอย เด็ด ขาด!

เครียดสะสมตั้งหลายเรื่อง จะไม่ทนต่อแล้วเฟ้ย!

“ใช่แล้วล่ะ” เอย์จุนไม่ใส่ใจฝ่ามือชื้นเหงื่อที่กำรอบ เด็กหนุ่มตอบรับอย่างตรงไปตรงมา แต่แล้วคิ้วได้รูปก็ขยับเข้าหากัน ความสงสัยเกลื่อนหน้า “ว่าแต่ มิยูกิเซมไป ทำไมอยู่ๆ แว่นทึบล่ะ นี่...ไอ้เงามืดๆ บนหน้านั่นมันอะไร? อ๊ะ จะทำอะไรน่ะ ดะ...เดี๋ยวก่อน...”

“ไม่เดี๋ยวล่ะ” เกจความอดทนลดลงพรวดพราดเมื่อสดับคำการันตีเรื่องซ้อมสาย มิยูกิพูดเสียงต่ำ สีหน้าหื่นกระหายเหมือนคนโรคจิต “ยอมจำนนเสียเถอะซาวามุระ พรุ่งนี้ยังมีซ้อม แถมนี่ก็ครั้งแรก...ฉันไม่ทำรุนแรงหรอก...หึหึหึหึ”

“พูดเรื่องอะไรเนี่ย อ๊ะ เอ่อ อย่าเพิ่งเข้ามาได้มั้ย เดี๋ยว...!  มิยู...! เฮ้ย!! จะทำอะไรเนี่ย นั่นมันกางเกง...อย่าถอดเซ่!!! แว้กกกกกกกกก....!!!!!!!! ช่วยด๊วยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!




เสียงตะโกนด้วยความแตกตื่นของรุ่นน้องดังลั่นออกมาจากห้องไอ้เพื่อนนรก คุราโมจิ โยอิจิถึงกับยืนนิ่งไม่ไหว อยากจะพุ่งขึ้นไปโดดถีบประตูแล้วกระชากเอย์จุนออกมา ทว่าเรียวสุเกะกลับยื่นแขนเล็กๆ ออกมาขวาง แม้กำลังแขนจะไม่อาจทัดทานแรงคุราโมจิได้เมื่อเทียบตามความเป็นจริง หากสัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนคนอ่อนวัยกว่าว่าให้ตายยังไงก็ฝ่าแขนผอมบางข้างนี้ออกไปไม่ได้

ไม่ได้เด็ดขาด...

“จะทำอะไรน่ะครับ เรียวซัง!

เมื่อใช้กำลังไม่ได้ย่อมต้องกลับมาว่ากันด้วยเหตุผล เจ้าของตำแหน่งชอร์ทถามคู่หูอย่างร้อนรน ร่ำๆ จะโดดขึ้นบันไดปีนขึ้นชั้นสองอยู่รอมร่อ จากท่าทางของคุราโมจิ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทางสะดวกเมื่อไรคงเผ่นแผล็วไปหารุ่นน้องที่เจ้าตัวชอบพร่ำบ่นทว่าปกป้องยิ่งกว่าแม่ไก่หวงลูก

เหล่าเพื่อนร่วมรุ่นและคนอื่นซึ่งนั่งบ้างยืนบ้างรายล้อมได้แต่เสมองทางอื่นอย่างลำบากใจ

เรียวสุเกะยังคงยิ้มเรี่ยๆ

“มิยูกิน่ะ เพิ่งได้เป็นกัปตัน ภาระหนักหนาเชียวนะ แถมช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยดี ยิ่งกดดันเป็นพิเศษ”

“ก็แล้วมันทำไมล่ะครับ?!!

“...ขึ้นเสียง?”

...เจอโทนเสียงเปลี่ยนปุบปับ จากพองขนขู่ คุราโมจิสงบเสงี่ยมโดยไม่ต้องพูดมากความ

“เปล่าฮะ ขอโทษฮะ เชิญเรียวซังต่อเลย...”

ดวงตายิบหยีเป็นเส้นโค้งมองมาอย่างพึงใจในความว่าง่ายก่อนเปลี่ยนทิศทางมองไปด้านบน เสียงใช้กำลังต่อกรยังดังออกมาให้ได้ยิน...มันดังมาก แต่จับใจความได้ยาก รู้เพียงห้องพักกัปตันคนปัจจุบันกำลังเข้าสู่สมรภูมิอันร้อนระอุ เรียวสุเกะไม่รู้ว่ามิยูกิจะ กำราบศัตรู สำเร็จตอนไหน แต่มั่นใจว่าคนอย่างหมอนั่นต้องทำสำเร็จแน่นอน อยู่ที่จะเสียเวลามากหรือน้อยเท่านั้น

เรื่องทั้งหมดนี้เขาเป็นคนคิดเองลงมือเองโดยไม่ปรึกษาใคร พอลงมือแล้วจึงปริปากพูดให้คนอื่นได้ยินและเริ่มเกลี้ยกล่อมไปพร้อมๆ กัน อาจด้วยวาทศิลป์ (?) ส่วนบุคคล ปีสามนอกจากคริสกับมาสุโกะไม่คัดค้าน...อาจมีสีหน้าลังเลบ้าง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งความคิดของเขา บางทีอาจรู้สึกว่าแย้งไปก็เสียเปล่าก็ได้

“เรื่องที่สองคนนั้นคบกันอยู่ใครๆ ก็รู้ ทำแบบนี้นอกจากจะลดความเครียดได้ยังเสริมสร้างกำลังใจได้ด้วย มิยูกิเป็นกัปตันทีม ต้องกลับมามั่นคงให้เร็ว เสียสละซาวามุระสักคนเพื่อทีมก็คุ้มค่าดีไม่ใช่รึ? ไม่สิ บอกว่าเสียสละก็ไม่ถูก ในเมื่อมันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตนี่นา”

“หมายถึงอะไรครับ”

“ความต้องการสืบพันธุ์ไง”

“...ถ้ายังไงช่วยใช้คำให้ดูเหมาะสมกับคนกว่านี้หน่อยเถอะครับ”

แต่รุ่นพี่ผมชมพูไม่คิดแก้คำใหม่ตามความจู้จี้ของคนฟัง

เรียวสุเกะวางแผนจัดฉากให้เป็นอย่างนี้และมิยูกิก็เซนส์ดีเหลือร้าย...รู้เองโดยไม่ต้องบอกว่าเขาคาดหวังอะไร ปัจจัยสำคัญคงเพราะฮอร์โมนวัยรุ่นด้วย แรงกระตุ้นยากควบคุม และความยับยั้งชั่งใจที่น้อยกว่าผู้ใหญ่...

แม้มิยูกิจะมีความเป็น ผู้ใหญ่ สูง หากแท้จริงก็เป็นแค่ เด็ก คนหนึ่ง เรียวสุเกะเองก็ไม่คิดว่าตนทำอะไรผิด ต่อให้มิยูกิล้ำเส้นก้าวผ่านพรมแดนขั้นสุดท้ายก็ไม่เป็นไร ยังไงผู้ชายด้วยกันก็ไม่ท้องอยู่แล้ว ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องมีเด็กโดยยังเรียนไม่จบ เอาเป็นว่าให้รู้จักควบคุมตัวเองและไม่รังแกพิชเชอร์คนสำคัญมากเกินไปเป็นใช้ได้

คนอื่นรู้เข้าคงคิดว่าเขาเย็นชาสิ้นดี ไม่แน่อาจเทศน์สักยก...ไม่คำนึงถึงใจคนเอาเสียเลย คนเราต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะสิ

ทว่าเรียวสุเกะเห็นต่างออกไป

มนุษย์เองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ทำไมต้องวางตัวสูงส่งเหมือนใหญ่ที่สุดในโลกด้วย การตอบสนองความต้องการทางกายมีอะไรไม่สมควร ในเมื่อสุดท้ายคนพวกนั้นรู้จักรับผิดชอบเรื่องของตัวเองและทำหน้าที่ที่ควรทำได้ไม่บกพร่องยังมีอะไรต้องตำหนิอีก

“เอาเป็นว่า ระบายความเครียดซะบ้างก็ดี ถ้ากำลังใจดี มิยูกิอาจหายเร็วกว่าเดิมก็ได้”

ได้ยินประโยคนี้ รุ่นพี่ผู้โหดร้ายคนอื่นมิได้โต้แย้ง คุราโมจิจึงไม่มีพวกและได้แต่กัดฟันกรอดเมื่อเสียงเอะอะเงียบหายไปจากโสตประสาท

ห่วงเอย์จุนแสนห่วง ดันทำอะไรไม่ได้ น่าเจ็บใจที่สุด หนุ่มผมตั้งแจ้งแก่ใจ ลำพังตัวเองมีกำลังไม่พอ แม้คำพูดของคริสเซมไปจะมีพลังสำคัญ ถ้าช่วยกันห้ามปรามอาจหยุดเหตุการณ์ที่กำลังเดินไปนี้ได้ แต่คนหนุนหลังเอย์จุนมีน้อยเกิน คนอื่นเลือกข้างมิยูกิกันหมด ต่อให้คริสเซมไปออกปากเองก็คงไม่เพียงพอ

ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลง

บดกรามแทบแหลก

ไอ้มิยูกิ! ลาภลอยน่ะ ปล่อยๆ ไปมั่งไม่ได้หรือไงวะ!




ด้วยเหตุนี้เช้าวันต่อมา เอย์จุนจึงมีสภาพเหมือนโดนสูบวิญญาณ

ส่วนใบหน้าของกัปตันคนสำคัญอิ่มเอิบผ่องใส

...แต่แล้วใบหน้าผุดผาดก็เป็นอันต้องบวมฉึ่งครึ่งซีกจากน้ำมือเพื่อนหมัดหนักโดยที่ก้าวเท้าออกจากห้องยังไม่พ้นสามก้าว น้ำท่าไม่ได้อาบ ฟันยังไม่ได้แปรง

กระนั้นมิยูกิ คาซึยะยังคงยิ้ม

แม้ใบหน้าบวมๆ กับรอยยิ้มเหมือนคนเมายาจะดูน่าทุเรศ หากเด็กหนุ่มก็ยังหุบยิ้มไม่ลงอยู่นั่นเอง

ต่อให้โดนต่อยจนหมดหล่อ วันครบรอบวันเกิดปีนี้ก็น่าประทับใจที่สุดอยู่ดี


1 comment:

  1. 555 ซาวามุระโดนล่อลวงอีกแล้ว แฮปปี้นะคะคุณพี่ ^^

    ส่วนคุระเซมไปกับเรียวซัง... 5555
    รักคุระเซมไปจังเลย ห่วงน้องด้วย แต่ไม่ทันเเล้นนน ;3

    ReplyDelete