Sunday, 13 September 2020

[Fanfic Daiya no A ; Furusawa] ฟุรุยะอยากสวีท

 Fanfic Daiya no A

ฟุรุยะอยากสวีท

 

 

 

 

Pairing : Furuya Satoru x Sawamura Eijun

Rating  : SFW

 

 

 

 

 

ปกติแล้วลงสนามแข่งขันทีไร ฟุรุยะ ซาโตรุมักประสบปัญหาทนสภาพอากาศร้อนไม่ไหว เดิมทีอาศัยอยู่ในฮอกไกโด แข่งใหญ่ครั้งแรกก็เจอหน้าร้อนของโตเกียวเข้าให้ เล่นเอาหมอบกระแตซะแทบไม่เหลือบารมีท่านพิชเชอร์ผู้ค้ำจุนทีม ทว่าเมื่อย่างเข้าหน้าหนาว เขาก็ไม่ต้องไปแอบอู้ในที่ร่มแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาก

นอกเหนือไปจากสารรูปที่เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นของพิชเชอร์คนเก่ง ไม่รู้เป็นเพราะสภาพอากาศอีกเหมือนกันหรือช่วงฤดูหนาวมีอีเวนท์ชวนใจเต้นตึกตักอยู่เยอะ ปริมาณจดหมายรักที่ได้รับคล้ายจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ฟุรุยะไม่ได้ป่าวประกาศอวดศักดา ทว่าในเมื่อไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไร เหล่าพวกพ้องชมรมเบสบอลย่อมรับรู้ถึงความเนื้อหอมนี้ได้

                กับรุ่นน้องยังไม่เท่าไหร่เพราะไม่กล้าปีนเกลียวรุ่นพี่ แต่ปีสามนี่สิ...

                สายตาบอกชัดเลยว่าถ้าหนีไปมีแฟนก่อน เอ็งตาย

                ..ฟุรุยะสัมผัสได้ถึงจิตประสงค์ร้ายผ่านดวงตาเรืองรองของคนใจแคบขี้อิจฉา หากสายตาและจิตสังหารสามารถทิ่มแทงเป้าหมายเป็นรูโหว่ได้จริง ร่างกายเขาคงพรุนเป็นฟองน้ำไปแล้ว ในใจไม่ได้มีความคิดตอบรับน้ำใจจากสาวๆ ทั้งหลายสักหน่อย แต่พูดไปคนพวกนั้นก็คงไม่ฟังกระมัง

                ดูจากสภาพที่กัปตันมิยูกิ คาซึยะแทบจะโดนเตะตูดเช้าเย็นหลังมีเสียงกรี๊ดกร๊าดให้กำลังใจหนาหูและของขวัญกองพะเนินก็พอรู้แล้วว่าอิจฉาริษยากันจนหูตามืดบอดไปหมด

                ขนาดทางนั้นโสดสนิทแท้ๆ

                ดังนั้นตีให้ตายเขาก็จะไม่ปริปากว่าตัวเองมีแฟนแล้ว

                “เฮ้ ฟุรุย้า เหม่ออะไรเนี่ย”

                เสียงดังเกินกว่าเหตุฟาดศีรษะเรียกสติกลับเข้าร่าง ฟุรุยะเห็นนิ้วยาวๆ โบกไปมา ด้านหลังมือคือใบหน้าเซ่อซ่าอันคุ้นเคยของเพื่อนร่วมชมรมเจ้าของตำแหน่งคู่แข่งหมายเลข 1 ซาวามุระ เอย์จุน เจ้าตัวถืออุปกรณ์อาบน้ำ มีผ้าขนหนูแปะอยู่บนหัว

                คุราโมจิ โยอิจิบอกว่าเอย์จุนเป็นเด็กไม่รู้จักโต...ช่างเป็นความจริงอันไร้ข้อโต้แย้ง อายุขนาดนี้ทำไมไม่เช็ดตัวให้ดีๆ นะ?

                ฟุรุยะซึ่งนั่งเหม่ออยู่ตรงม้านั่งลุกขึ้นคว้าผ้าผืนเล็กเช็ดซอกคอให้อีกฝ่าย เอย์จุนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารูม่านตาสีดำหดแคบลงในระยะประชิด ทั้งอย่างนั้นก็ไม่ได้เสียงดังโวยวายอะไร เพียงแค่ยื้อแย่งผ้ากลับมาเช็ดใบหน้าและเส้นผมตัวเองให้ดีๆ เท่านั้น

                พอเห็นท่าทางขวยอายนิดๆ ของเจ้าคนหน้าหนา ฟุรุยะ ซาโตรุพลันบังเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาว่าอยากจูบชะมัด...อันที่จริงตั้งแต่ตอนที่เจ้าบ้านี่โบกมือไปมาเสียชิดเขาก็หักใจตัวเองอย่างมากไม่ให้งับนิ้วยาวๆ เข้าปาก

                การแสดงออกอย่างประเจิดประเจ้อไม่ได้นี้ เอาเข้าจริงน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อยเลย

                แต่ใครก็คงคิดไม่ถึงว่าพิชเชอร์ปีสองสองคนประจำชมรมเบสบอลมัธยมปลายเซย์โด คนที่แข่งขันกันทุกเรื่องอย่างเอาเป็นเอาตายมีความสัมพันธ์กันแบบคนรัก

 

                เมื่อลองเท้าความย้อนไป ซาวามุระ เอย์จุนเป็นฝ่ายสารภาพรักเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน...ถึงจะบอกว่าสารภาพรักแต่ใกล้เคียงกับอุบัติเหตุเสียมากกว่า เพราะฟุรุยะเข้าไปปลุกเจ้าคนหัวทึบที่กำลังหลับอุตุ ปรากฏว่าอีกฝ่ายที่กำลังฝันวุ่นวายดันหลุดปากละเมอถึงความลำบากใจว่าทำไมถึงไปหลงชอบเจ้าก้อนน้ำแข็งเดินได้อย่างฟุรุยะ ซาโตรุ

                คนฟังตัวแข็งทื่อ

                คนละเมอที่ลืมตาตื่นพรึ่บแล้วเห็นหน้าคนมาปลุกตนก็ตัวแข็งทื่อ

                ทว่าหลังหน้าแดงเถือกเป็นมะเขือเทศ ซาวามุระ เอย์จุนคนไม่เกรงฟ้าดินก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเจ้าตัวขอฟุรุยะเป็นแฟนทันทีด้วยท่าทางแมนเกินเหตุ

                ไปๆ มาๆ พวกเขาก็เลยคบกัน

                ใครที่ไหนบ้าเลือดได้เท่านี้บ้าง?

                ไม่มีหรอก

                ...ทว่าเป็นฝ่ายสารภาพรักแท้ๆ กลับไม่แสดงท่าทางสนใจการสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวเลยสักนิด เอย์จุนเหมือนเด็กประถมแรกรัก คบกันแล้วจบ ไม่คิดจะพัฒนาหาความก้าวหน้าไปมากกว่านี้ เป็นฟุรุยะเสียอีกที่กระวนกระวายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความคิดอกุศลนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

                ผนวกกับการฝึกซ้อมชมรม เอย์จุนมักป้วนเปี้ยนวอแวอยู่รอบๆ แคชเชอร์ ลำพังมิยูกิ คาซึยะคนเดียวก็ทำลมเพชรหึงพัดโหม ยังมีเจ้าเด็กใหม่ตาขวางโผล่มาอีก ต่อให้ไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่ภายในของเขามีเสียงครืนครานปั่นป่วนดั่งลมฟ้าแปรปรวน

                ตามปกติ หากคาดหวังมากกว่านี้ก็ควรลงมือทำอะไรสักอย่างด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคนอื่นมาเสนอให้ แต่ฟุรุยะเป็นคนหน้าบางและไม่มีความกล้าทำนองนั้นอยู่ในตัวมากเท่าใดนัก การจะบอกเอย์จุนว่า แฟนนายคือผมนะ มองผมสิ อ้อนแต่ผมสิ จึงเป็นไปไม่ได้

                จะจดหมายรักหรือของขวัญจากคนอื่นก็ช่าง ฟุรุยะไม่ได้สนใจของพวกนั้น กลับคาดหวังว่าจะมีความคืบหน้ากับทางคนรักตัวจริงเสียงจริงมากกว่า เพียงแต่เจ้าบ้านั่น ไม่รู้กำลังคิดว่าตัวเองเล่นเกมหรืออย่างไร การคบหากันเป็นมิชชั่นอย่างหนึ่งงั้นหรือ พอคบกันแล้วถึงไม่มีวี่แววจะทำอะไรต่อน่ะ?

                หมอนั่นรักเขาจริงๆ ใช่ไหม...บางครั้งฟุรุยะเกิดไม่แน่ใจขึ้นมา

                คนไม่แสดงออกอย่างตนไม่มีหน้าไปกังขาใครแท้ๆ มีความคิดแบบนี้ช่างดูเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ ทว่าพอตั้งใจจะแสดงใจจริงออกมาทีไรเป็นต้องตัวแข็งทื่ออย่างน่าสมเพชทุกที สรุปคือนอกจากไม่สามารถแสดงความหึงหวงทางคำพูดด้วยการบอกให้ยุ่งกับคนอื่นน้อยๆ หน่อย จะให้เริ่มสกินชิปก่อนก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน

                ช่างน่าสังเวชเสียนี่กระไร

                อาจด้วยเก็บกดเป็นปัจจัยประกอบ ช่วงนี้ฟุรุยะมักระบายความอึดอัดผ่านการขว้างลูก มิยูกิเคยถามร่วมครั้งสองครั้งว่าขว้างลูกใส่จิตสังหารขนาดนี้คิดจะก่อคดีฆาตกรรมเรอะ

                ให้ตายก็ไม่บอกไม่ได้ว่าเป็นอิทธิพลจากความงุ่นง่านของวัยว้าวุ่น

                ฟุรุยะมักแสดงอารมณ์ผ่าน บรรยากาศ รอบตัวมากกว่าสีหน้า หากมีออร่าน่าสะพรึงกลัวโผล่ออกมาหลังทำเกมบนสนามพลาด คนอื่นจะรับรู้ได้ว่าเขาฉุนเฉียวจากความบกพร่องดังกล่าว แต่กรณีนี้ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหนุ่มหน้าตายจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน ดังนั้นถึงรู้ว่าฟุรุยะอารมณ์บ่จอยก็ไม่มีทางเดาได้ว่าเป็นผลกระทบจากปัญหารัก อีกทั้งไม่มีทางนึกถึงว่าตัวการอารมณ์บ่จอยดังกล่าวคือพิชเชอร์จอมแหกปากอีกคนของทีม

                ถึงอย่างนั้น เซย์โดยังมีปิศาจอยู่หนึ่งตน...เป็นปิศาจตีนผีตานรกผู้สนิทสนมกับซาวามุระ เอย์จุน

                ชื่อว่าคุราโมจิ โยอิจิ

               

“พักหลังมานี่ ฟุรุยะติดเชื้อโง่ซาวามุระมาเยอะนะ” คุราโมจิเคยเปรยสัพเพเหระกลางวงปีสาม

                ในฐานะที่เป็นหนุ่มเพื่อนน้อย ยากจะเห็นฟุรุยะไปไหนมาไหนกับใครนอกเหนือจากพวกชมรมเบสบอล กระทั่งเด็กชั้นปีเดียวกันก็เกาะกลุ่มกันอยู่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือซาวามุระ เอย์จุนผู้เล่นตำแหน่งเดียวกันในเกมป้องกัน พอใช้เวลาด้วยกันมากเข้า ฟุรุยะซึ่งเข้าสังคมไม่เก่งและไม่รู้ว่าควรเข้าหน้าคนอื่นอย่างไรจึงเลียนแบบพฤติกรรม ไอ้บ้า เป็นลูกเป็ดตามหลังแม่ นอกจากวิธีการทักทายประหลาดๆ หรือแอคติ้งสุดโอเวอร์ยังเริ่มมีการเรียกคนอื่นด้วยชื่อเล่นพิลึกกึกกือ...แต่อย่างว่า จะเอาอะไรกับคนที่โดนใช้ไปซื้อของยังดีใจ

                ด้วยเหตุนี้ แม้พฤติกรรมจะเริ่มแปลกไปบ้าง คนในทีมกลับไม่เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

                “ฟุรุยะร่าเริงขึ้นก็ดีแล้วนี่”

                “ฉันก็ว่างั้น”

                “ติดเชื้อโง่ยังดีกว่าฟอร์มเละเทะล่ะน่า”

                คุราโมจิกลอกตา เกาต้นคอแกรกๆ...แค่นั้นแน่เร้อ

                ทำไมรู้สึกเหมือนมันมองซาวามุระตาเชื่อมวะ?

                วันนั้นหลังจบการประชุมของปีสาม คุราโมจิหิ้วไม้เบสบอลเดินหาทำเลฝึกส่วนตัว ขณะเดินผ่านสนามซ้อม ได้ยินเสียงดังเกินจำเป็นของรูมเมทรุ่นน้อง เอย์จุนหัวเราะไปวิ่งลากยางไป นอกจากฟุรุยะแล้ว ยังมีอาซาดะกับโคชูร่วมวงด้วย เพียงแต่ปีหนึ่งสารรูปย่ำแย่อย่างยิ่ง เหมือนลูกโป่งลมรั่ว อีกเดี๋ยวคงล้มพับคาสนาม

                ดวงตาเรียวเล็กไล่ตามเงาร่างไหวๆ ใต้ไฟสนามยามค่ำคืน เห็นไหม อยู่กับฟุรุยะอีกแล้ว

                ความที่สนิทสนมกับคนง่ายและพูดคุยกับทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอย์จุนกับใครดูผิดปกติจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากเย็น ยกตัวอย่างเช่น ซาวามุระ เอย์จุนเคารพนับถือคริส สายตาที่ใช้มองรุ่นพี่ผู้ที่ตนเทิดทูนอย่างสุดซึ้งย่อมแตกต่างจากคนอื่น

                กระนั้นกับคู่แข่งไม่ควรมีบรรยากาศที่ทำให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้และอยากอาเจียนแบบนี้สิ

                นิสัยเอื้อเฟื้อเอาใจใส่เป็นเรื่องหนึ่ง การดูแลเทคแคร์เพื่อนร่วมทีมเป็นเรื่องสมควร ทว่าบางทีเวลาเห็นสองคนอยู่ด้วยกันจะอุปทานไปเองว่าได้กลิ่นเหม็นๆ ของฤดูใบไม้ผลิ...ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดระหว่างคู่แข่งฟ้าประทาน ในจุดนี้มีเพียงมิยูกิ คาซึยะคนเดียวที่เห็นพ้อง

                “พักนี้ญาติดีกันเกินไปจริงๆ น่ะแหละ”

                บ่างช่างยุผู้เคยเสี้ยมให้รุ่นน้องตีกันเพราะเห็นสนิทสนมกันดีจนน่าหมั่นไส้ไม่ทำให้คุราโมจิต้องผิดหวัง คนชั่วก็คือคนชั่วอยู่วันยังค่ำ

                คุราโมจิไม่สนใจว่ามิยูกิจะไปยุแยงตะแคงรั่วอะไรใครอีกไหม อีกทั้งยังไม่อาจก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนอื่น สมมติระหว่างเอย์จุนกับฟุรุยะมีความสัมพันธ์น่าสงสัยจริง คนนอกอย่างตนก็ทำได้แค่แซวไปตามเรื่องตามราว ทุกคนล้วนมีชีวิตของตัวเอง เส้นแบ่งที่คุราโมจิต้องรักษาอยู่ตรงไหน เขามองเห็นมันชัดเจนดี

                เพียงแต่ ความรู้สึกส่วนตัวมันต่อต้านอยู่นิดๆ จะด้วยความขี้อิจฉาประสาคนไร้คู่ก็ดี หรือความเป็นห่วงผลกระทบต่อทีมหากเกิดการทะเลาะเบาะแว้งก็ดี ถึงเซย์โดยังมีคาวาคามิ โนริฟุมิ แต่ถ้าฟุรุยะและเอย์จุนพร้อมใจกันฟอร์มหลุดก็นึกภาพชัยชนะของทีมไม่ออก

                อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้อง สิ่งที่ทำได้ตอนนี้จึงมีเพียงคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ตัวเอย์จุนไม่ใช่คนทำอะไรราบรื่นได้ตลอดรอดฝั่ง คิดว่าอีกไม่นานคงสะดุดตอล้มคว่ำ คุราโมจิคิดว่าหากเวลานั้นมาถึงตนคงทำอะไรได้มากกว่านี้ และสามารถเคาะกะโหลกเจ้าเด็กหัวทึบได้อย่างชอบธรรมด้วย

               

                ในขณะที่ฟุรุยะ ซาโตรุหงุดหงิดงุ่นง่านใจ และขณะที่คุราโมจิ โยอิจิเป็นห่วงแกมกังวล

                ซาวามุระ เอย์จุนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากมังงะที่จบได้ค้างคาจนอกแทบระเบิด

                “เนอะๆ พระเอกที่ไม่รู้จักแสดงความรักนี่น่าตบกะโหลกจริงๆ ปล่อยให้นางเอกรู้สึกไม่สบายใจแบบนี้ใช้ไม่ได้เลย” นิชิโนะแสดงความเห็นขณะรับมังงะคืนจากเอย์จุน

                “รูปแบบพระเอกที่ไม่รู้ใจนางเอกก็มีให้เห็นหลายเรื่องอยู่นะ” ต่อให้เป็นฝ่ายเริ่มบ่นพระเอกก่อน เอย์จุนกลับรู้สึกว่าต้องให้ความยุติธรรมแก่พระเอกผู้น่าสงสารบ้าง ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน “ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่พอลองคิดว่านางเอกไม่ยอมบอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจ การจะให้พระเอกเข้าใจไปเสียทุกเรื่องมันก็เกินไปหน่อย”

                ประสบการณ์เรียกร้องความสนใจจากโค้ชเพื่อให้ได้ลงสนามแม้สักอินนิ่งสอนเอย์จุนให้รู้ว่าจะทำตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่นไม่ได้ อยากได้อะไรต้องแสดงออกให้ชัดเจนเข้าไว้!

                “เอ๋ บางเรื่องไม่ต้องพูดก็น่าจะรู้ได้สิ”

                “แต่พระเอกกำลังวุ่นวายกับการแข่งกีฬาอยู่นะ”

                “ซาวามุระ สรุปเข้าข้างใครแน่ยะ?”

                มีแฟนทั้งที ควรเอาใจใส่ให้ดี ไม่ใช่อ้างนู่นนี่ ฉะนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถโฟกัสสองสิ่งพร้อมกันได้ตัดใจเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ยินว่าพวกชมรมกีฬาเองก็มีไม่น้อยที่ต้องเลิกรากับแฟนเพราะบ้ากีฬามากไป

                “นายเนี่ย ถึงจะเห็นใจฝ่ายหญิง แต่ถ้าเป็นพระเอกมังงะเรื่องนี้คงเลือกเทแฟนสินะ” เพราะเป็นไอ้บ้าที่เอาแต่เล่นเบสบอลนี่นา

                ซาวามุระ เอย์จุนซึ่งแท้จริงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแอบสะดุ้งอยู่ในใจ ขณะแอบแก้ต่างกับตัวเองว่าไอ้หมอนั่นก็เป็นไอ้บ้าเบสบอลเหมือนกันน่ะแหละ ภายนอกกำลังละล่ำละลักกู้ภาพลักษณ์อันดีของสุดยอดพิชเชอร์ “มะ...ไม่มีทางน่า ถ้าตัดสินใจมีแฟนแล้วต้องดูแล อะ...เอาใจใส่ให้ดีอยู่แล้วสิ ฮ่าๆๆๆๆ”

                “เสียงหัวเราะแข็งทื่อเชียวนะ”

                “ไม่มี้! ฮ่าๆๆๆๆ!

                หัวเราะกลบเกลื่อนตอนคุยกับเพื่อนไปงั้น พอกลับมาใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เอย์จุนอดตั้งคำถามในใจว่าตนเป็นแฟนไม่เอาอ่าวเหมือนพระเอกมังงะทั้งหลายเหล่านั้นหรือไม่ เขาแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรสักหน่อย...ต้องไม่มีสิ คนอย่างฟุรุยะจะไปมีอะไรได้ล่ะนอกจากประเด็นเรื่องแย่งเบอร์เสื้อน่ะ

                ....

                ไม่มีหรอกน่า

                ต้องไม่มีสิว้า...

                ...

                .....

                ไม่มีหรอกว้อยยยยยยย!!

 

                 ทว่าปัญหาหนักอกจะถูกเรียกว่าปัญหาหนักอกก็ต่อเมื่อไม่ได้โยนมันทิ้งไป เอย์จุนไม่ชอบเก็บเรื่องเครียดไว้กับตัว นอกจากทำให้รู้สึกแย่ ยังไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ระหว่างวิ่งรอบสนามจึงตัดสินใจแล้วว่าจะพูดอะไรกับฟุรุยะ ซาโตรุสักหน่อย

                เวลานั่งอ่านมังงะ หากเป็นเรื่องราวในหอ ได้ใช้เวลาด้วยกัน มันต้องมีอีเวนท์ชวนใจเต้นตึกตักบ้าง ทว่าเมื่อเหลียวมามองความเป็นจริง รุ่นพี่รุ่นน้องอยู่กันให้รึ่ม เดินไปไหนมาไหนก็ต้องเจอคนในชมรม ไหนจะหมดเวลาไปกับการซ้อมจนแทบไม่เหลือไปทำอะไร

                แล้วจะให้มีอีเวนท์อะไรได้?

                ขนาดหาที่นั่งคุยสองต่อสองยังหาที่ที่เป็นส่วนตัวไม่ได้เลย

                ขนาดอยู่ซ้อมจนดึกยังมีคนใช้โรงฝึกในร่มหวดไม้จนดึกดื่นพอกัน กระนั้น อาจด้วยอ่อนล้าจากการใช้แรงกายแรงใจฝึกซ้อม เอย์จุนซึ่งตั้งเป้าอยากหาที่ใช้เวลากับฟุรุยะดีๆ พลันเกิดอาการ ช่างหัวแม่งแล้ว!’

ด้วยเหตุนี้ ตอนแวะมากดเครื่องดื่มเลยอ้าปากพูดไม่มีปี่มีขลุ่ย

                “นาย...รู้สึกอยากให้ฉันทำอะไรบ้างไหม?”

                “...”

                ฟุรุยะซึ่งกำลังดื่มน้ำถั่วแดงเงยหน้ามองด้วยสายตาว่างเปล่า พอถูกมองค้างด้วยสายตาเช่นนั้น เอย์จุนพลันรู้สึกว่าตนพูดจาโง่ๆ อะไรออกไปหรือเปล่าเนี่ย

                พ่อหนุ่มฮอกไกโดหลุบตาลงในวินาทีที่เอย์จุนเริ่มตำหนิตัวเอง เขาละเลียดจิบเครื่องดื่มกระป๋อง เอ่ยเสียงแผ่วเบาตามปกติว่า “ไม่นี่”

                “...?”

                ทว่าคนฟังได้ยินแล้วรู้สึกตงิดใจพิกล

                เอย์จุนทิ้งตัวลงนั่งข้างฟุรุยะ กระเถิบชิดจนไหล่ชนแขน เขายืดคอเข้าไปใกล้ๆ หมายมองหน้าคนหน้าตายเต็มสองตา “ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไร เฮ้ ฟุรุยะ มองหน้าฉันแล้วพูดใหม่ซิ อ๊ะ หนอยแก อย่าเมินเซ่ หันกลับมาเดี๋ยวนี้นะ!

                ถูกช้อนตามองจากมุมต่ำมีพลังทำลายล้างสูงเกินไป ทว่าฟุรุยะไม่สามารถบอกข้อเท็จจริงอันแสดงถึงจิตใจอันแสนบอบบางของหนุ่มแรกรักเลยได้แต่เสหลบตาเท่านั้น

                เอย์จุนซึ่งไม่เข้าใจจุดนั้นชะแง้คอตามอย่างไม่ลดละ “นี่! เฮ้ เจ้าบ้านี่ หลบทำไมฟะ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ สิเฟ้ย!

                ฟุรุยะใจหายแว้บเมื่อขยับหนีจนไหล่ชนตู้กดน้ำ การเจอทางตันทำให้เขาหันขวับไปทิศทางตรงข้ามโดยอัตโนมัติ และตรงนั้นเอง ดวงตาสีเข้มมองเห็นเอย์จุนหยักมุมปากเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย

                “หนีไม่ได้แล้วนะ”

                “...”

                บทพูดนั่นมันอะไร?

                การต่อล้อต่อเถียงกับซาวามุระ เอย์จุน ต่อให้มองจากจุดยืนในฐานะแฟนหนุ่มก็ยังนับเป็นเรื่องยุ่งยากวันยังค่ำ ฟุรุยะไม่อยากเปลืองแรง ดังนั้นจึงสับสนว่าควรทำเช่นไรกับสถานการณ์ตรงหน้า ข่มความอายเผชิญหน้าตรงๆ ได้จะดีที่สุด แต่ถ้าความกล้าเรียกง่ายปานนั้นเขาคงสบายไปนานแล้ว

                ฟุรุยะ ซาโตรุกำลังใช้ความคิด จดจ่ออยู่ในโลกตัวเอง ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงเหมือนถูกชัทดาวน์โดยสมบูรณ์ สิ่งที่เอย์จุนมองเห็นจึงมีเพียงเจ้าหนุ่มตัวสูงกำลังนั่งมองตน...มอง มอง แล้วก็มอง ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

                แวบแรกสุด เอย์จุนนึกหวาด ต่อมากลับตระหนักได้ว่า...อ๋า หมอนี่มีเรื่องในใจจริงๆ ด้วยสินะ

                เพราะเป็นคนไม่พูดและไม่ค่อยแสดงสีหน้าเลยมองออกยาก ไม่รู้แท้จริงแล้วภายในปั่นป่วนขนาดไหน อย่างไรก็ตาม เอย์จุนมั่นใจอย่างหนึ่งว่าฟุรุยะวุ่นวายใจเพราะตน ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ท่าทางลำบากใจนิดๆ ก็ดูน่ารักดี ตัวเองเป็นฝ่ายสารภาพรักก้อนน้ำแข็งเดินได้ก่อน ใช่จะมั่นใจความรู้สึกฝ่ายตรงข้าม เอาเข้าจริงเอย์จุนตอนนี้รู้สึกดีใจอยู่นิดหน่อยที่ฟุรุยะเสียอาการเพราะตัวเอง

                ดังนั้น...เลยเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ

                “....!

                ฟุรุยะรู้สึกได้ว่ามีอะไรอุ่นๆ และนุ่มนิ่มสัมผัสแก้มแผ่วๆ

                เขามองเห็นใบหน้าเอย์จุนค่อยๆ ถอยห่างออกไป จากนั้นมองเห็นพิชเชอร์ผู้ขวัญกล้าอยู่เสมอเปลี่ยนสีหน้าเหม่อลอยเป็นแตกตื่น สีแดงเข้มไล่จากลำคอลามไปถึงใบหน้าและช่วงหู

ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

                “อ๊า!!!!!!!!!

                ร่างที่แนบชิดโดดหนีไปสามเมตร เอามือปิดปากแล้วส่ายหัวพรืดๆ

                ฟุรุยะกระพริบตามอง เขาเลื่อนมือที่กุมแก้มลง ใบหน้าเห่อร้อนลดองศาลงช้าๆ ริ้วรอยสีแดงก็จางลงตาม

เอย์จุนคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ยังริมฝีปากตัวเองหลังนั่งลูบแก้มไปมาอยู่พักหนึ่ง

                ตรงนี้ต่างหาก...ราวกับได้ยินเสียงทุ้มๆ ทั้งที่ไม่ได้ปริปาก

                ภาษากายอ่านออกได้เป็นทางเดียว ความนัยแอบแฝงกล้าหาญจนเอย์จุนเครื่องแฮงก์ คนอย่างฟุรุยะเนี่ยนะ...? ทว่าวันนี้ฟุรุยะ ซาโตรุคงกินอะไรผิดสำแดงมาจริงๆ หรือไม่น้ำถั่วแดงก็ต้องโดนวางยาเป็นแน่

                “เอย์จุน”

                แขนชื้นเหงื่อหมาดๆ หลังออกกำลังกายกางออกระดับอก ทำท่า กอดหน่อย ได้น่ารักน่าเอ็นดูขัดกับใบหน้าของหนุ่มม.ปลายวัยกำลังเจริญเติบโต

สารภาพจากใจ เอย์จุนตอนนี้ทั้งขวยอายและหมั่นไส้ แต่ถึงใจหนึ่งอยากพุ่งเข้าใส่ลับไม่มีความกล้าเดินเข้าหาอ้อมแขนนั้น เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยความขัดแย้ง เล่นเอาสับสนไปหมด อย่างไรก็ตาม พอดวงตาสีดำเริ่มส่อแววตัดพ้อ จากกล้าๆ กลัวๆ เขากลับเดินเข้าหาเสียอย่างนั้น

                ขี้โกงชะมัด รู้ว่าคนเขาชอบตัวเองเลยทำแบบนี้ล่ะสิ!

                เป็นเรื่องยากที่จะเห็นฟุรุยะทำท่าทางอ้อนๆ นี่เป็นสิทธิพิเศษอย่างหนึ่งของ แฟน หนำซ้ำนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุรยะแสดงกริยาเช่นนี้ เอย์จุนถึงได้ใจอ่อนจนไม่เหมือนตัวเองในยามปกติ

                 เขาจุ๊บปากแฟนหนุ่มเบาๆ ไปที

                เป็นการกระทำที่ใช้ความกล้าในส่วนที่เหลือของวันนี้ไปหมดสิ้น ตอนฟุรุยะยกแขนขึ้นหมายจะกอดจึงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เจ้าหนุ่มที่เขินอายจนตัวแทบระเบิดวิ่งหนีฝุ่นตลับกลับห้องไปโน่นแล้ว

 

                พอรุ่นน้องตัวดีกลับมาถึงห้องก็เอาแต่ก้มหน้าอัดหมอนแล้วตีขาเตะฟูกเหมือนคนบ้า คุราโมจิเห็นแล้วแหยง ไปโดนตัวไหนมาวะนั่น?

                “เป็นอะไรของแก?”

                “ไม่เป็น! ไม่มี!

                เอย์จุนตะโกนอัดหมอน ให้ตายก็ไม่ยอมเงยหน้า

                คุราโมจิ โยอิจิคาใจเหลือกำลัง สมองพลันกระหวัดถึงพิชเชอร์ปีสองอีกคนอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจง้างปากเอย์จุนที่ปิดสนิทเป็นหอยกาบได้

                ยิ่งวันถัดมาเห็นฟุรุยะอารมณ์ดีจนเกิดภาพลวงตาเป็นดอกไม้บานรอบตัว คุราโมจิเก็บความอัดอั้นไม่อยู่อีกต่อไป

                “ไอ้บากะมุระ! บอกมาเดี๋ยวนี้ ที่เป็นบ้าเมื่อวานเกี่ยวกับฟุรุยะมันใช่ไหม สรุปพวกแกมีอะไรในกอไผ่ล่ะสิท่า!!

                แต่นอกจากคำประณามทั้งน้ำตา ซาวามุระ เอย์จุนกลับไม่ยอมถอนเสี้ยนหนามความอยากรู้อยากเห็นออกไปจากอกรุ่นพี่ผู้ เอาใจใส่

คงอีกพักใหญ่กว่าความสัมพันธ์ลับๆ นี้จะถูกเปิดเผยล่ะนะ



Talk

ได้แต่งฟุรุซาวะแล้ว!! ได้แต่งฟุรุซาวะแล้ว!! *จุดพลุ*

หลังเป็นพระรองไม่ก็เพื่อนผู้แสนดีมาหลายเรื่อง ในที่สุดก็ได้ให้ซีนกับฟุรุยังแล้ว ปริ่มเหลือเกินค่ะ ถึงช่วงแรกๆ จะหมั่นไส้ แต่ที่จริงเราเองก็เอ็นดูฟุรุยังไม่น้อยเลยแหละ


No comments:

Post a Comment