Fanfic Daiya no A
ฟุรุยะอยากสวีท
Pairing : Furuya Satoru x Sawamura Eijun
Rating :
SFW
ปกติแล้วลงสนามแข่งขันทีไร ฟุรุยะ
ซาโตรุมักประสบปัญหาทนสภาพอากาศร้อนไม่ไหว เดิมทีอาศัยอยู่ในฮอกไกโด
แข่งใหญ่ครั้งแรกก็เจอหน้าร้อนของโตเกียวเข้าให้
เล่นเอาหมอบกระแตซะแทบไม่เหลือบารมีท่านพิชเชอร์ผู้ค้ำจุนทีม ทว่าเมื่อย่างเข้าหน้าหนาว
เขาก็ไม่ต้องไปแอบอู้ในที่ร่มแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาก
นอกเหนือไปจากสารรูปที่เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นของพิชเชอร์คนเก่ง
ไม่รู้เป็นเพราะสภาพอากาศอีกเหมือนกันหรือช่วงฤดูหนาวมีอีเวนท์ชวนใจเต้นตึกตักอยู่เยอะ
ปริมาณจดหมายรักที่ได้รับคล้ายจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้ฟุรุยะไม่ได้ป่าวประกาศอวดศักดา
ทว่าในเมื่อไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไร
เหล่าพวกพ้องชมรมเบสบอลย่อมรับรู้ถึงความเนื้อหอมนี้ได้
กับรุ่นน้องยังไม่เท่าไหร่เพราะไม่กล้าปีนเกลียวรุ่นพี่
แต่ปีสามนี่สิ...
สายตาบอกชัดเลยว่าถ้าหนีไปมีแฟนก่อน
‘เอ็งตาย’
..ฟุรุยะสัมผัสได้ถึงจิตประสงค์ร้ายผ่านดวงตาเรืองรองของคนใจแคบขี้อิจฉา
หากสายตาและจิตสังหารสามารถทิ่มแทงเป้าหมายเป็นรูโหว่ได้จริง
ร่างกายเขาคงพรุนเป็นฟองน้ำไปแล้ว ในใจไม่ได้มีความคิดตอบรับน้ำใจจากสาวๆ
ทั้งหลายสักหน่อย แต่พูดไปคนพวกนั้นก็คงไม่ฟังกระมัง
ดูจากสภาพที่กัปตันมิยูกิ
คาซึยะแทบจะโดนเตะตูดเช้าเย็นหลังมีเสียงกรี๊ดกร๊าดให้กำลังใจหนาหูและของขวัญกองพะเนินก็พอรู้แล้วว่าอิจฉาริษยากันจนหูตามืดบอดไปหมด
ขนาดทางนั้นโสดสนิทแท้ๆ
ดังนั้นตีให้ตายเขาก็จะไม่ปริปากว่าตัวเองมีแฟนแล้ว
“เฮ้ ฟุรุย้า
เหม่ออะไรเนี่ย”
เสียงดังเกินกว่าเหตุฟาดศีรษะเรียกสติกลับเข้าร่าง
ฟุรุยะเห็นนิ้วยาวๆ โบกไปมา ด้านหลังมือคือใบหน้าเซ่อซ่าอันคุ้นเคยของเพื่อนร่วมชมรมเจ้าของตำแหน่งคู่แข่งหมายเลข
1 ซาวามุระ เอย์จุน เจ้าตัวถืออุปกรณ์อาบน้ำ มีผ้าขนหนูแปะอยู่บนหัว
คุราโมจิ
โยอิจิบอกว่าเอย์จุนเป็นเด็กไม่รู้จักโต...ช่างเป็นความจริงอันไร้ข้อโต้แย้ง
อายุขนาดนี้ทำไมไม่เช็ดตัวให้ดีๆ นะ?
ฟุรุยะซึ่งนั่งเหม่ออยู่ตรงม้านั่งลุกขึ้นคว้าผ้าผืนเล็กเช็ดซอกคอให้อีกฝ่าย
เอย์จุนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารูม่านตาสีดำหดแคบลงในระยะประชิด
ทั้งอย่างนั้นก็ไม่ได้เสียงดังโวยวายอะไร
เพียงแค่ยื้อแย่งผ้ากลับมาเช็ดใบหน้าและเส้นผมตัวเองให้ดีๆ เท่านั้น
พอเห็นท่าทางขวยอายนิดๆ
ของเจ้าคนหน้าหนา ฟุรุยะ ซาโตรุพลันบังเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นมาว่าอยากจูบชะมัด...อันที่จริงตั้งแต่ตอนที่เจ้าบ้านี่โบกมือไปมาเสียชิดเขาก็หักใจตัวเองอย่างมากไม่ให้งับนิ้วยาวๆ
เข้าปาก
การแสดงออกอย่างประเจิดประเจ้อไม่ได้นี้
เอาเข้าจริงน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อยเลย
แต่ใครก็คงคิดไม่ถึงว่าพิชเชอร์ปีสองสองคนประจำชมรมเบสบอลมัธยมปลายเซย์โด
คนที่แข่งขันกันทุกเรื่องอย่างเอาเป็นเอาตายมีความสัมพันธ์กันแบบคนรัก
เมื่อลองเท้าความย้อนไป
ซาวามุระ เอย์จุนเป็นฝ่ายสารภาพรักเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน...ถึงจะบอกว่าสารภาพรักแต่ใกล้เคียงกับอุบัติเหตุเสียมากกว่า
เพราะฟุรุยะเข้าไปปลุกเจ้าคนหัวทึบที่กำลังหลับอุตุ
ปรากฏว่าอีกฝ่ายที่กำลังฝันวุ่นวายดันหลุดปากละเมอถึงความลำบากใจว่าทำไมถึงไปหลงชอบเจ้าก้อนน้ำแข็งเดินได้อย่างฟุรุยะ
ซาโตรุ
คนฟังตัวแข็งทื่อ
คนละเมอที่ลืมตาตื่นพรึ่บแล้วเห็นหน้าคนมาปลุกตนก็ตัวแข็งทื่อ
ทว่าหลังหน้าแดงเถือกเป็นมะเขือเทศ
ซาวามุระ เอย์จุนคนไม่เกรงฟ้าดินก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเจ้าตัวขอฟุรุยะเป็นแฟนทันทีด้วยท่าทางแมนเกินเหตุ
ไปๆ มาๆ
พวกเขาก็เลยคบกัน
ใครที่ไหนบ้าเลือดได้เท่านี้บ้าง?
ไม่มีหรอก
...ทว่าเป็นฝ่ายสารภาพรักแท้ๆ
กลับไม่แสดงท่าทางสนใจการสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวเลยสักนิด
เอย์จุนเหมือนเด็กประถมแรกรัก คบกันแล้วจบ ไม่คิดจะพัฒนาหาความก้าวหน้าไปมากกว่านี้
เป็นฟุรุยะเสียอีกที่กระวนกระวายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ความคิดอกุศลนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ผนวกกับการฝึกซ้อมชมรม
เอย์จุนมักป้วนเปี้ยนวอแวอยู่รอบๆ แคชเชอร์ ลำพังมิยูกิ
คาซึยะคนเดียวก็ทำลมเพชรหึงพัดโหม ยังมีเจ้าเด็กใหม่ตาขวางโผล่มาอีก
ต่อให้ไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่ภายในของเขามีเสียงครืนครานปั่นป่วนดั่งลมฟ้าแปรปรวน
ตามปกติ หากคาดหวังมากกว่านี้ก็ควรลงมือทำอะไรสักอย่างด้วยตัวเอง
ไม่ใช่รอคนอื่นมาเสนอให้ แต่ฟุรุยะเป็นคนหน้าบางและไม่มีความกล้าทำนองนั้นอยู่ในตัวมากเท่าใดนัก
การจะบอกเอย์จุนว่า ‘แฟนนายคือผมนะ’ ‘มองผมสิ’ ‘อ้อนแต่ผมสิ’
จึงเป็นไปไม่ได้
จะจดหมายรักหรือของขวัญจากคนอื่นก็ช่าง
ฟุรุยะไม่ได้สนใจของพวกนั้น
กลับคาดหวังว่าจะมีความคืบหน้ากับทางคนรักตัวจริงเสียงจริงมากกว่า
เพียงแต่เจ้าบ้านั่น ไม่รู้กำลังคิดว่าตัวเองเล่นเกมหรืออย่างไร
การคบหากันเป็นมิชชั่นอย่างหนึ่งงั้นหรือ พอคบกันแล้วถึงไม่มีวี่แววจะทำอะไรต่อน่ะ?
หมอนั่นรักเขาจริงๆ
ใช่ไหม...บางครั้งฟุรุยะเกิดไม่แน่ใจขึ้นมา
คนไม่แสดงออกอย่างตนไม่มีหน้าไปกังขาใครแท้ๆ
มีความคิดแบบนี้ช่างดูเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้
ทว่าพอตั้งใจจะแสดงใจจริงออกมาทีไรเป็นต้องตัวแข็งทื่ออย่างน่าสมเพชทุกที
สรุปคือนอกจากไม่สามารถแสดงความหึงหวงทางคำพูดด้วยการบอกให้ยุ่งกับคนอื่นน้อยๆ
หน่อย จะให้เริ่มสกินชิปก่อนก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน
ช่างน่าสังเวชเสียนี่กระไร
อาจด้วยเก็บกดเป็นปัจจัยประกอบ
ช่วงนี้ฟุรุยะมักระบายความอึดอัดผ่านการขว้างลูก
มิยูกิเคยถามร่วมครั้งสองครั้งว่าขว้างลูกใส่จิตสังหารขนาดนี้คิดจะก่อคดีฆาตกรรมเรอะ
ให้ตายก็ไม่บอกไม่ได้ว่าเป็นอิทธิพลจากความงุ่นง่านของวัยว้าวุ่น
ฟุรุยะมักแสดงอารมณ์ผ่าน
‘บรรยากาศ’ รอบตัวมากกว่าสีหน้า
หากมีออร่าน่าสะพรึงกลัวโผล่ออกมาหลังทำเกมบนสนามพลาด
คนอื่นจะรับรู้ได้ว่าเขาฉุนเฉียวจากความบกพร่องดังกล่าว แต่กรณีนี้ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหนุ่มหน้าตายจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน
ดังนั้นถึงรู้ว่าฟุรุยะอารมณ์บ่จอยก็ไม่มีทางเดาได้ว่าเป็นผลกระทบจากปัญหารัก
อีกทั้งไม่มีทางนึกถึงว่าตัวการอารมณ์บ่จอยดังกล่าวคือพิชเชอร์จอมแหกปากอีกคนของทีม
ถึงอย่างนั้น
เซย์โดยังมีปิศาจอยู่หนึ่งตน...เป็นปิศาจตีนผีตานรกผู้สนิทสนมกับซาวามุระ เอย์จุน
ชื่อว่าคุราโมจิ
โยอิจิ
“พักหลังมานี่ ฟุรุยะติดเชื้อโง่ซาวามุระมาเยอะนะ”
คุราโมจิเคยเปรยสัพเพเหระกลางวงปีสาม
ในฐานะที่เป็นหนุ่มเพื่อนน้อย
ยากจะเห็นฟุรุยะไปไหนมาไหนกับใครนอกเหนือจากพวกชมรมเบสบอล
กระทั่งเด็กชั้นปีเดียวกันก็เกาะกลุ่มกันอยู่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือซาวามุระ
เอย์จุนผู้เล่นตำแหน่งเดียวกันในเกมป้องกัน พอใช้เวลาด้วยกันมากเข้า
ฟุรุยะซึ่งเข้าสังคมไม่เก่งและไม่รู้ว่าควรเข้าหน้าคนอื่นอย่างไรจึงเลียนแบบพฤติกรรม
‘ไอ้บ้า’ เป็นลูกเป็ดตามหลังแม่ นอกจากวิธีการทักทายประหลาดๆ หรือแอคติ้งสุดโอเวอร์ยังเริ่มมีการเรียกคนอื่นด้วยชื่อเล่นพิลึกกึกกือ...แต่อย่างว่า
จะเอาอะไรกับคนที่โดนใช้ไปซื้อของยังดีใจ
ด้วยเหตุนี้
แม้พฤติกรรมจะเริ่มแปลกไปบ้าง คนในทีมกลับไม่เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
“ฟุรุยะร่าเริงขึ้นก็ดีแล้วนี่”
“ฉันก็ว่างั้น”
“ติดเชื้อโง่ยังดีกว่าฟอร์มเละเทะล่ะน่า”
คุราโมจิกลอกตา
เกาต้นคอแกรกๆ...แค่นั้นแน่เร้อ
ทำไมรู้สึกเหมือนมันมองซาวามุระตาเชื่อมวะ?
วันนั้นหลังจบการประชุมของปีสาม
คุราโมจิหิ้วไม้เบสบอลเดินหาทำเลฝึกส่วนตัว ขณะเดินผ่านสนามซ้อม
ได้ยินเสียงดังเกินจำเป็นของรูมเมทรุ่นน้อง เอย์จุนหัวเราะไปวิ่งลากยางไป
นอกจากฟุรุยะแล้ว ยังมีอาซาดะกับโคชูร่วมวงด้วย
เพียงแต่ปีหนึ่งสารรูปย่ำแย่อย่างยิ่ง เหมือนลูกโป่งลมรั่ว
อีกเดี๋ยวคงล้มพับคาสนาม
ดวงตาเรียวเล็กไล่ตามเงาร่างไหวๆ
ใต้ไฟสนามยามค่ำคืน เห็นไหม อยู่กับฟุรุยะอีกแล้ว
ความที่สนิทสนมกับคนง่ายและพูดคุยกับทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเอย์จุนกับใครดูผิดปกติจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากเย็น
ยกตัวอย่างเช่น ซาวามุระ เอย์จุนเคารพนับถือคริส
สายตาที่ใช้มองรุ่นพี่ผู้ที่ตนเทิดทูนอย่างสุดซึ้งย่อมแตกต่างจากคนอื่น
กระนั้นกับคู่แข่งไม่ควรมีบรรยากาศที่ทำให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้และอยากอาเจียนแบบนี้สิ
นิสัยเอื้อเฟื้อเอาใจใส่เป็นเรื่องหนึ่ง
การดูแลเทคแคร์เพื่อนร่วมทีมเป็นเรื่องสมควร
ทว่าบางทีเวลาเห็นสองคนอยู่ด้วยกันจะอุปทานไปเองว่าได้กลิ่นเหม็นๆ
ของฤดูใบไม้ผลิ...ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดระหว่างคู่แข่งฟ้าประทาน
ในจุดนี้มีเพียงมิยูกิ คาซึยะคนเดียวที่เห็นพ้อง
“พักนี้ญาติดีกันเกินไปจริงๆ
น่ะแหละ”
บ่างช่างยุผู้เคยเสี้ยมให้รุ่นน้องตีกันเพราะเห็นสนิทสนมกันดีจนน่าหมั่นไส้ไม่ทำให้คุราโมจิต้องผิดหวัง
คนชั่วก็คือคนชั่วอยู่วันยังค่ำ
คุราโมจิไม่สนใจว่ามิยูกิจะไปยุแยงตะแคงรั่วอะไรใครอีกไหม
อีกทั้งยังไม่อาจก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนอื่น
สมมติระหว่างเอย์จุนกับฟุรุยะมีความสัมพันธ์น่าสงสัยจริง
คนนอกอย่างตนก็ทำได้แค่แซวไปตามเรื่องตามราว ทุกคนล้วนมีชีวิตของตัวเอง
เส้นแบ่งที่คุราโมจิต้องรักษาอยู่ตรงไหน เขามองเห็นมันชัดเจนดี
เพียงแต่ ความรู้สึกส่วนตัวมันต่อต้านอยู่นิดๆ
จะด้วยความขี้อิจฉาประสาคนไร้คู่ก็ดี
หรือความเป็นห่วงผลกระทบต่อทีมหากเกิดการทะเลาะเบาะแว้งก็ดี ถึงเซย์โดยังมีคาวาคามิ
โนริฟุมิ แต่ถ้าฟุรุยะและเอย์จุนพร้อมใจกันฟอร์มหลุดก็นึกภาพชัยชนะของทีมไม่ออก
อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้อง
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้จึงมีเพียงคอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
ตัวเอย์จุนไม่ใช่คนทำอะไรราบรื่นได้ตลอดรอดฝั่ง คิดว่าอีกไม่นานคงสะดุดตอล้มคว่ำ
คุราโมจิคิดว่าหากเวลานั้นมาถึงตนคงทำอะไรได้มากกว่านี้ และสามารถเคาะกะโหลกเจ้าเด็กหัวทึบได้อย่างชอบธรรมด้วย
ในขณะที่ฟุรุยะ
ซาโตรุหงุดหงิดงุ่นง่านใจ และขณะที่คุราโมจิ โยอิจิเป็นห่วงแกมกังวล
ซาวามุระ
เอย์จุนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากมังงะที่จบได้ค้างคาจนอกแทบระเบิด
“เนอะๆ
พระเอกที่ไม่รู้จักแสดงความรักนี่น่าตบกะโหลกจริงๆ
ปล่อยให้นางเอกรู้สึกไม่สบายใจแบบนี้ใช้ไม่ได้เลย”
นิชิโนะแสดงความเห็นขณะรับมังงะคืนจากเอย์จุน
“รูปแบบพระเอกที่ไม่รู้ใจนางเอกก็มีให้เห็นหลายเรื่องอยู่นะ”
ต่อให้เป็นฝ่ายเริ่มบ่นพระเอกก่อน เอย์จุนกลับรู้สึกว่าต้องให้ความยุติธรรมแก่พระเอกผู้น่าสงสารบ้าง
ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน “ถึงจะน่าหงุดหงิด แต่พอลองคิดว่านางเอกไม่ยอมบอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจ
การจะให้พระเอกเข้าใจไปเสียทุกเรื่องมันก็เกินไปหน่อย”
ประสบการณ์เรียกร้องความสนใจจากโค้ชเพื่อให้ได้ลงสนามแม้สักอินนิ่งสอนเอย์จุนให้รู้ว่าจะทำตัวเงียบๆ
ไม่โดดเด่นไม่ได้ อยากได้อะไรต้องแสดงออกให้ชัดเจนเข้าไว้!
“เอ๋
บางเรื่องไม่ต้องพูดก็น่าจะรู้ได้สิ”
“แต่พระเอกกำลังวุ่นวายกับการแข่งกีฬาอยู่นะ”
“ซาวามุระ
สรุปเข้าข้างใครแน่ยะ?”
มีแฟนทั้งที ควรเอาใจใส่ให้ดี
ไม่ใช่อ้างนู่นนี่ ฉะนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถโฟกัสสองสิ่งพร้อมกันได้ตัดใจเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ได้ยินว่าพวกชมรมกีฬาเองก็มีไม่น้อยที่ต้องเลิกรากับแฟนเพราะบ้ากีฬามากไป
“นายเนี่ย
ถึงจะเห็นใจฝ่ายหญิง แต่ถ้าเป็นพระเอกมังงะเรื่องนี้คงเลือกเทแฟนสินะ”
เพราะเป็นไอ้บ้าที่เอาแต่เล่นเบสบอลนี่นา
ซาวามุระ
เอย์จุนซึ่งแท้จริงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแอบสะดุ้งอยู่ในใจ
ขณะแอบแก้ต่างกับตัวเองว่าไอ้หมอนั่นก็เป็นไอ้บ้าเบสบอลเหมือนกันน่ะแหละ ภายนอกกำลังละล่ำละลักกู้ภาพลักษณ์อันดีของสุดยอดพิชเชอร์
“มะ...ไม่มีทางน่า ถ้าตัดสินใจมีแฟนแล้วต้องดูแล อะ...เอาใจใส่ให้ดีอยู่แล้วสิ
ฮ่าๆๆๆๆ”
“เสียงหัวเราะแข็งทื่อเชียวนะ”
“ไม่มี้! ฮ่าๆๆๆๆ!”
หัวเราะกลบเกลื่อนตอนคุยกับเพื่อนไปงั้น
พอกลับมาใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เอย์จุนอดตั้งคำถามในใจว่าตนเป็นแฟนไม่เอาอ่าวเหมือนพระเอกมังงะทั้งหลายเหล่านั้นหรือไม่
เขาแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรสักหน่อย...ต้องไม่มีสิ
คนอย่างฟุรุยะจะไปมีอะไรได้ล่ะนอกจากประเด็นเรื่องแย่งเบอร์เสื้อน่ะ
....
ไม่มีหรอกน่า
ต้องไม่มีสิว้า...
...
.....
ไม่มีหรอกว้อยยยยยยย!!
ทว่าปัญหาหนักอกจะถูกเรียกว่าปัญหาหนักอกก็ต่อเมื่อไม่ได้โยนมันทิ้งไป
เอย์จุนไม่ชอบเก็บเรื่องเครียดไว้กับตัว นอกจากทำให้รู้สึกแย่
ยังไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ระหว่างวิ่งรอบสนามจึงตัดสินใจแล้วว่าจะพูดอะไรกับฟุรุยะ
ซาโตรุสักหน่อย
เวลานั่งอ่านมังงะ
หากเป็นเรื่องราวในหอ ได้ใช้เวลาด้วยกัน มันต้องมีอีเวนท์ชวนใจเต้นตึกตักบ้าง
ทว่าเมื่อเหลียวมามองความเป็นจริง รุ่นพี่รุ่นน้องอยู่กันให้รึ่ม
เดินไปไหนมาไหนก็ต้องเจอคนในชมรม ไหนจะหมดเวลาไปกับการซ้อมจนแทบไม่เหลือไปทำอะไร
แล้วจะให้มีอีเวนท์อะไรได้?
ขนาดหาที่นั่งคุยสองต่อสองยังหาที่ที่เป็นส่วนตัวไม่ได้เลย
ขนาดอยู่ซ้อมจนดึกยังมีคนใช้โรงฝึกในร่มหวดไม้จนดึกดื่นพอกัน
กระนั้น อาจด้วยอ่อนล้าจากการใช้แรงกายแรงใจฝึกซ้อม เอย์จุนซึ่งตั้งเป้าอยากหาที่ใช้เวลากับฟุรุยะดีๆ
พลันเกิดอาการ ‘ช่างหัวแม่งแล้ว!’
ด้วยเหตุนี้
ตอนแวะมากดเครื่องดื่มเลยอ้าปากพูดไม่มีปี่มีขลุ่ย
“นาย...รู้สึกอยากให้ฉันทำอะไรบ้างไหม?”
“...”
ฟุรุยะซึ่งกำลังดื่มน้ำถั่วแดงเงยหน้ามองด้วยสายตาว่างเปล่า
พอถูกมองค้างด้วยสายตาเช่นนั้น เอย์จุนพลันรู้สึกว่าตนพูดจาโง่ๆ
อะไรออกไปหรือเปล่าเนี่ย
พ่อหนุ่มฮอกไกโดหลุบตาลงในวินาทีที่เอย์จุนเริ่มตำหนิตัวเอง
เขาละเลียดจิบเครื่องดื่มกระป๋อง เอ่ยเสียงแผ่วเบาตามปกติว่า “ไม่นี่”
“...?”
ทว่าคนฟังได้ยินแล้วรู้สึกตงิดใจพิกล
เอย์จุนทิ้งตัวลงนั่งข้างฟุรุยะ
กระเถิบชิดจนไหล่ชนแขน เขายืดคอเข้าไปใกล้ๆ หมายมองหน้าคนหน้าตายเต็มสองตา
“ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไร เฮ้ ฟุรุยะ มองหน้าฉันแล้วพูดใหม่ซิ อ๊ะ หนอยแก
อย่าเมินเซ่ หันกลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”
ถูกช้อนตามองจากมุมต่ำมีพลังทำลายล้างสูงเกินไป
ทว่าฟุรุยะไม่สามารถบอกข้อเท็จจริงอันแสดงถึงจิตใจอันแสนบอบบางของหนุ่มแรกรักเลยได้แต่เสหลบตาเท่านั้น
เอย์จุนซึ่งไม่เข้าใจจุดนั้นชะแง้คอตามอย่างไม่ลดละ
“นี่! เฮ้ เจ้าบ้านี่ หลบทำไมฟะ มีอะไรก็พูดกันตรงๆ สิเฟ้ย!”
ฟุรุยะใจหายแว้บเมื่อขยับหนีจนไหล่ชนตู้กดน้ำ
การเจอทางตันทำให้เขาหันขวับไปทิศทางตรงข้ามโดยอัตโนมัติ และตรงนั้นเอง
ดวงตาสีเข้มมองเห็นเอย์จุนหยักมุมปากเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย
“หนีไม่ได้แล้วนะ”
“...”
บทพูดนั่นมันอะไร?
การต่อล้อต่อเถียงกับซาวามุระ
เอย์จุน ต่อให้มองจากจุดยืนในฐานะแฟนหนุ่มก็ยังนับเป็นเรื่องยุ่งยากวันยังค่ำ
ฟุรุยะไม่อยากเปลืองแรง ดังนั้นจึงสับสนว่าควรทำเช่นไรกับสถานการณ์ตรงหน้า
ข่มความอายเผชิญหน้าตรงๆ ได้จะดีที่สุด แต่ถ้าความกล้าเรียกง่ายปานนั้นเขาคงสบายไปนานแล้ว
ฟุรุยะ
ซาโตรุกำลังใช้ความคิด จดจ่ออยู่ในโลกตัวเอง ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงเหมือนถูกชัทดาวน์โดยสมบูรณ์
สิ่งที่เอย์จุนมองเห็นจึงมีเพียงเจ้าหนุ่มตัวสูงกำลังนั่งมองตน...มอง มอง
แล้วก็มอง ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
แวบแรกสุด
เอย์จุนนึกหวาด ต่อมากลับตระหนักได้ว่า...อ๋า หมอนี่มีเรื่องในใจจริงๆ ด้วยสินะ
เพราะเป็นคนไม่พูดและไม่ค่อยแสดงสีหน้าเลยมองออกยาก
ไม่รู้แท้จริงแล้วภายในปั่นป่วนขนาดไหน อย่างไรก็ตาม เอย์จุนมั่นใจอย่างหนึ่งว่าฟุรุยะวุ่นวายใจเพราะตน
ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ท่าทางลำบากใจนิดๆ ก็ดูน่ารักดี
ตัวเองเป็นฝ่ายสารภาพรักก้อนน้ำแข็งเดินได้ก่อน ใช่จะมั่นใจความรู้สึกฝ่ายตรงข้าม
เอาเข้าจริงเอย์จุนตอนนี้รู้สึกดีใจอยู่นิดหน่อยที่ฟุรุยะเสียอาการเพราะตัวเอง
ดังนั้น...เลยเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ
“....!”
ฟุรุยะรู้สึกได้ว่ามีอะไรอุ่นๆ
และนุ่มนิ่มสัมผัสแก้มแผ่วๆ
เขามองเห็นใบหน้าเอย์จุนค่อยๆ
ถอยห่างออกไป จากนั้นมองเห็นพิชเชอร์ผู้ขวัญกล้าอยู่เสมอเปลี่ยนสีหน้าเหม่อลอยเป็นแตกตื่น
สีแดงเข้มไล่จากลำคอลามไปถึงใบหน้าและช่วงหู
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
“อ๊า!!!!!!!!!”
ร่างที่แนบชิดโดดหนีไปสามเมตร
เอามือปิดปากแล้วส่ายหัวพรืดๆ
ฟุรุยะกระพริบตามอง
เขาเลื่อนมือที่กุมแก้มลง ใบหน้าเห่อร้อนลดองศาลงช้าๆ ริ้วรอยสีแดงก็จางลงตาม
เอย์จุนคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ
ยังริมฝีปากตัวเองหลังนั่งลูบแก้มไปมาอยู่พักหนึ่ง
‘ตรงนี้ต่างหาก’...ราวกับได้ยินเสียงทุ้มๆ
ทั้งที่ไม่ได้ปริปาก
ภาษากายอ่านออกได้เป็นทางเดียว
ความนัยแอบแฝงกล้าหาญจนเอย์จุนเครื่องแฮงก์ คนอย่างฟุรุยะเนี่ยนะ...?
ทว่าวันนี้ฟุรุยะ ซาโตรุคงกินอะไรผิดสำแดงมาจริงๆ
หรือไม่น้ำถั่วแดงก็ต้องโดนวางยาเป็นแน่
“เอย์จุน”
แขนชื้นเหงื่อหมาดๆ
หลังออกกำลังกายกางออกระดับอก ทำท่า ‘กอดหน่อย’
ได้น่ารักน่าเอ็นดูขัดกับใบหน้าของหนุ่มม.ปลายวัยกำลังเจริญเติบโต
สารภาพจากใจ เอย์จุนตอนนี้ทั้งขวยอายและหมั่นไส้
แต่ถึงใจหนึ่งอยากพุ่งเข้าใส่ลับไม่มีความกล้าเดินเข้าหาอ้อมแขนนั้น เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยความขัดแย้ง
เล่นเอาสับสนไปหมด อย่างไรก็ตาม พอดวงตาสีดำเริ่มส่อแววตัดพ้อ จากกล้าๆ กลัวๆ เขากลับเดินเข้าหาเสียอย่างนั้น
ขี้โกงชะมัด
รู้ว่าคนเขาชอบตัวเองเลยทำแบบนี้ล่ะสิ!
เป็นเรื่องยากที่จะเห็นฟุรุยะทำท่าทางอ้อนๆ
นี่เป็นสิทธิพิเศษอย่างหนึ่งของ ‘แฟน’
หนำซ้ำนี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุรยะแสดงกริยาเช่นนี้
เอย์จุนถึงได้ใจอ่อนจนไม่เหมือนตัวเองในยามปกติ
เขาจุ๊บปากแฟนหนุ่มเบาๆ ไปที
เป็นการกระทำที่ใช้ความกล้าในส่วนที่เหลือของวันนี้ไปหมดสิ้น
ตอนฟุรุยะยกแขนขึ้นหมายจะกอดจึงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เจ้าหนุ่มที่เขินอายจนตัวแทบระเบิดวิ่งหนีฝุ่นตลับกลับห้องไปโน่นแล้ว
พอรุ่นน้องตัวดีกลับมาถึงห้องก็เอาแต่ก้มหน้าอัดหมอนแล้วตีขาเตะฟูกเหมือนคนบ้า
คุราโมจิเห็นแล้วแหยง ไปโดนตัวไหนมาวะนั่น?
“เป็นอะไรของแก?”
“ไม่เป็น! ไม่มี!”
เอย์จุนตะโกนอัดหมอน
ให้ตายก็ไม่ยอมเงยหน้า
คุราโมจิ
โยอิจิคาใจเหลือกำลัง สมองพลันกระหวัดถึงพิชเชอร์ปีสองอีกคนอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ทว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจง้างปากเอย์จุนที่ปิดสนิทเป็นหอยกาบได้
ยิ่งวันถัดมาเห็นฟุรุยะอารมณ์ดีจนเกิดภาพลวงตาเป็นดอกไม้บานรอบตัว
คุราโมจิเก็บความอัดอั้นไม่อยู่อีกต่อไป
“ไอ้บากะมุระ! บอกมาเดี๋ยวนี้
ที่เป็นบ้าเมื่อวานเกี่ยวกับฟุรุยะมันใช่ไหม สรุปพวกแกมีอะไรในกอไผ่ล่ะสิท่า!!”
แต่นอกจากคำประณามทั้งน้ำตา ซาวามุระ
เอย์จุนกลับไม่ยอมถอนเสี้ยนหนามความอยากรู้อยากเห็นออกไปจากอกรุ่นพี่ผู้ ‘เอาใจใส่’
คงอีกพักใหญ่กว่าความสัมพันธ์ลับๆ
นี้จะถูกเปิดเผยล่ะนะ
Talk
ได้แต่งฟุรุซาวะแล้ว!! ได้แต่งฟุรุซาวะแล้ว!!
*จุดพลุ*
หลังเป็นพระรองไม่ก็เพื่อนผู้แสนดีมาหลายเรื่อง
ในที่สุดก็ได้ให้ซีนกับฟุรุยังแล้ว ปริ่มเหลือเกินค่ะ ถึงช่วงแรกๆ จะหมั่นไส้
แต่ที่จริงเราเองก็เอ็นดูฟุรุยังไม่น้อยเลยแหละ
No comments:
Post a Comment