Fanfic Daiya no A
My story
Part 3 :
Miyuki Kazuya
Pairing : ???
Rating :
SFW
เมื่อโลกนี้ไม่ได้หวานหมู
หากอยากมีชีวิตรอดก็ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาที่ยืนให้ตัวเอง แต่ก่อนยังเป็นโลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ผู้แข็งแกร่งกว่าคือผู้อยู่รอด
ทว่าสมัยนี้แค่แกร่งกว่ายังไม่รับประกันว่าจะเอาชนะศัตรูได้
มีคนเปรียบเปรยใหม่ว่าเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า...การเอาตัวรอดในยุคนี้ต้องชิงจังหวะลงมือก่อน
มัวชักช้าพิรี้พิไรไม่ได้ ต่อให้อ่อนแอกว่า หากสร้างโอกาสได้ก่อน แววชนะย่อมโผล่มารำไร
มิยูกิ
คาซึยะปากกัดตีนถีบมาแต่เด็ก
การเป็นลูกของคนร่ำรวยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแต่อย่างใด
สำหรับบางคน แม้เป็นลูกนอกสมรสก็ยังได้รับการฟูมฟักไม่ต่างจากลูกในสมรส...ซึ่งกรณีของเขามันไม่ใช่
อย่าว่าแต่เห็นหน้าพ่อ
กว่าจะรู้ว่าพ่อตัวเองเป็นใครก็ล่วงเข้าป.3...เขาและแม่ถูกทอดทิ้งโดยสมบูรณ์
ดูเหมือนความจริงตัวเองเกือบไม่ได้เกิดมาแล้วด้วยซ้ำ
ที่อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้เพราะแม่ยืนกรานให้เก็บเขาเอาไว้
พ่อแท้ๆ
ไม่เคยโผล่หน้ามาหา ไม่เคยช่วยเหลืออะไรสักอย่าง เหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนโลก...เป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์
ดังนั้นจึงไม่มีความผูกพันต่อคนคนนั้นแม้เพียงเศษเสี้ยวและไม่นึกอยากให้มารับผิดชอบแต่อย่างใด
แค่บางครั้งเห็นแม่ยิ้มอย่างเหนื่อยล้าแล้วอดแค้นใจไม่ได้ว่าหากเคยรักแม่ทำไมพ่อไม่เหลียวแลกันบ้างและปล่อยให้มาตกระกำลำบาก
การที่มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัวก็เพราะเติบโตมาสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับเช่นนี้เอง
เขาอาศัยในห้องพักเล็กแคบ
กินข้าวแค่พออิ่มท้อง เพื่อปูทางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าจึงทุ่มเทร่ำเรียน
กระทั่งตอนป.3 แม่ล้มป่วยและตายไป
มาทราบเอาตอนนี้เองว่าแม่เป็นมะเร็ง
ที่ไม่เคยไปรักษาก็เพราะไม่มีเงิน
พ่อแท้ๆ
ก็เพิ่งมาปรากฏตัวเอาตอนนี้...ตอนที่แม่เสียไปแล้ว
...มาเพื่อให้เงินค่างานศพและค่าเลี้ยงดูลูกชาย
ทว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ทำผ่านตัวแทน
เจ้าตัวไม่แม้จะโผล่หน้ามาให้เห็น อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรู้แล้วว่าพ่อเป็นใคร
ความเห็นของเด็กชายวัย 9 ปีย่อมต่างไปจากเดิม
ไม่รู้ยังว่าไปอย่าง
แต่พอตระหนักว่าพ่อสามารถเลี้ยงดูพวกตนได้สบายๆ กลับทอดทิ้งไม่เห็นค่า
จิตใจขาวสะอาดของเด็กน้อยเริ่มขมุกขมัว ถึงรับเงินก้อนที่มากพอจะเลี้ยงตัวเองและส่งเสียจนจบปริญญาได้โดยไม่ต้องทำงานจกพ่อ
แต่กลับเกิดแรงกระตุ้นบางอย่างให้อยากทำลาย ‘พ่อ’
ขึ้นมาพร้อมๆ กัน
เนื่องจากพ่อไม่คิดรับไปเลี้ยง
ครอบครัวทางแม่ก็ไม่รู้การมีตัวตนของตน การสูญเสียแม่อันเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวทำให้ต้องถูกรับเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ทว่ากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเด็กชายคำรบสอง
“แววตาดีนี่”
มิยูกิ โทคุเอ่ยแบบนั้นตอนเจอกันครั้งแรก
ชายวัยกลางคนเจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมภูมิฐาน
ได้ยินมาว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนของแม่...และเป็นชายคนที่ตัดสินใจรับอุปการะรวมทั้งเปลี่ยนชื่อของเขาให้กลายเป็นมิยูกิ
คาซึยะ
พ่อบุญธรรมเป็นคนเก่งกาจและร่ำรวย
ชายคนดังกล่าวเห็นแววในตัวเด็กชายวัย 9 ปีจึงรับมาชุบเลี้ยงเป็นผู้สืบทอดของตนผู้มีร่างกายที่ไม่สามารถมีลูกได้
โทคุยังเป็นคนใจคอกว้างขวาง หลังทราบว่าลูกชายหมาดๆ
มีใจอยากแก้แค้นพ่อก็ไม่ได้ห้ามปราม
‘ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแข็งแกร่งกว่า’
อีกฝ่ายเอ่ยสั้นๆ
ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์
โทคุไม่สนใจว่ามิยูกิตั้งใจทำอะไร
ขอเพียงไม่ทำให้เสื่อมเสียมาถึง ‘มิยูกิ’ ก็ไม่จำเป็นต้องห้ามปราม
การตั้งเป้าทำลายพ่อแท้ๆ ของตัวเองไม่ใช่การฆ่ากันตาย มันไม่ผิดกฎหมาย
ทั้งยังช่วยกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจไปด้วยในตัว หากมิยูกิ
คาซึยะเติบโตพัฒนาตัวเองได้ดีด้วยแรงจูงใจดังกล่าว โทคุคิดว่าจะให้สนับสนุนก็ย่อมได้
คิดอีกแง่
การมาเป็นลูกของคนเลือดเย็นไร้หัวใจอย่างนี้...เด็กที่คิดหันคมเขี้ยวใส่พ่อแท้ๆ
อย่างคาซึยะช่างเหมาะเจาะตั้งแต่รากฐานจิตใจ
ความเกลียดชังเป็นแรงผลักดันให้กระเสือกกระสนดิ้นรนสู่อนาคต
แม้จ้องจองล้างจองผลาญพ่อแท้ๆ ของตัวเอง
แต่มิยูกิลอบคิดว่าพันธุกรรมของคนคนนั้นมีผลอย่างมากต่อความสามารถของตนไม่ว่าจะความเร็วในการเรียนรู้หรือศักยภาพทางกาย
โดนหน่อเนื้อของตัวเองแทงข้างหลังคงเจ็บแค้นน่าดู
คิดเช่นนี้แล้ว มิยูกิพลันรู้สึกว่าเรื่องที่ตนคิดจะทำช่างชวนให้รื่นรมย์เหลือเกิน
เขาตั้งใจพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศในทุกด้านๆ
สร้างสายสัมพันธ์กับคนรอบตัว มองหาเส้นสายเผื่ออนาคต ด้วยความสามารถแสนสะดุดตา
มีคนจ้องใช้ประโยชน์จากเขามากมาย...แต่นั่นก็ทำให้เป็นเรื่องง่ายในการเข้าหาคนพวกนั้นเช่นกัน
จนในที่สุดก็เจอผู้หญิงคนนั้น
ทาคาชิมะ เรย์
หญิงสาวที่แก่กว่าตนห้าปี
และนับได้ว่าเป็นพี่สาวผู้มีสายเลือดครึ่งหนึ่งร่วมกัน
นารุมิยะ
เมย์เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของมิยูกิ
เป็นอีกคนที่คบหากันด้วยความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ ฝ่ายนั้นเป็นลูกชายนักการเมือง
ครอบครัวเหมือนจะมีเบื้องหลังไม่สะอาดนัก แม้เมย์จะสำมะเลเทเมาและเป็นจอมก่อเรื่อง
แต่ไม่เคยมีบันทึกให้ประวัติด่างพร้อย
มิยูกิคบหาอีกฝ่ายเพราะคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
เมย์เองก็คงคิดไม่ต่าง
ในบรรดาคนสนิทของเมย์
มีคนหนึ่งที่มิยูกิถูกใจเป็นพิเศษ...ชายหนุ่มตาขวางคนดังกล่าวมีชื่อว่าคุราโมจิ
โยอิจิ ถึงภายนอกมองอย่างไรก็เป็นนักเลงหัวไม้ ทว่าเก่งกาจทั้งบู๊บุ๋น ยิ่งนิสัยใจคอถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นคนน่าคบหา
ความจริงเจ้าตัวเหม็นเบื่อการต้องตามล้างตามเช็ดพฤติกรรมของเมย์อย่างมากและอยากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลมากกว่า
แต่เขาผูกติดกับเมย์จนถอยหลังกลับไม่ได้เลยต้องจำใจทนแล้วเบนเป้าไปทำงานอย่างอื่นที่ทำไปพร้อมๆ
กับดูแลเมย์ได้แทน...น่าสงสารจริงๆ
มิยูกิเข้าใจดีว่าทำไมทางตระกูลนารุมิยะรั้งตัวคุราโมจิสุดชีวิต
เรื่องรู้อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะนั้นแน่นอน
แต่นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผลสลักสำคัญอยู่อีก ไม่เพียงสมดุลทั้งทางกายภาพและสติปัญญา
คุราโมจิยังมองคนเก่ง กับมิยูกิเองก็ถูกมองสันดานออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่เจอกันได้ไม่กี่หน...เพราะฉะนั้นคุราโมจิที่พื้นเพเป็นคนดีจึงชังน้ำหน้ามิยูกิอยู่ไม่น้อย
…ทำให้มิยูกิอยากแกล้งหมอนี่เป็นบ้า
สีหน้าตอนโมโหแต่ตอบโต้มิยูกิซึ่งเป็นเพื่อนเมย์ไม่ได้เป็นสีหน้าที่เห็นแล้วทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา
ในบรรดาคนที่คบค้ามากมาย
เมย์ซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและนิสัยเสียเหมือนกันเป็นคนที่คุยถูกคอมากที่สุดและช่วยเหลือเกื้อกูลมิยูกิมากที่สุดด้วย
ตอนรับรู้การมีอยู่ของทาคาชิมะ เรย์ มิยูกิตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้เจ้าหล่อนเป็นเครื่องมือไปหาพ่อ
แต่เขาไม่มีเส้นสายอันใดนำไปสู่การทำความรู้จักอีกฝ่าย
เมย์นี่แหละที่เป็นธุระให้
การที่เด็กม.ปลายไปจีบผู้ใหญ่อาจดูไม่เจียมตัว
แต่เรย์ใจกว้างกว่าที่คิด การเข้าหาเจ้าหล่อนไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมมิยูกิติดสกิลสร้างสัมพันธ์เก่งเต็มหลอด
กับผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่พูดคุยง่ายเดี๋ยวเดียวก็จูนกันติด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พื้นเพครอบครัวของมิยูกิดีเยี่ยม
หน้าตารึก็หล่อเหลาน่ามอง ดังนั้นหลังการคบหาไปได้สวย
พอมิยูกิขึ้นมหาลัยก็เริ่มพูดคุยเรื่องการหมั้นหมาย
โทคุผู้เป็นพ่อบุญธรรม
เมื่อได้ยินการตัดสินใจของลูกชาย ไม่เพียงไม่ประหลาดใจ กลับยอมรับอย่างง่ายดาย
ยินดีจัดการเรื่องเจรจาสู่ขอให้โดยไม่เกี่ยงงอน
“จะฮุบหรือ?”
โทคุนั่งดูสารคดีสัตว์โลก เอ่ยถามโดยไม่หันมามองเหมือนพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
มิยูกิตอบยิ้มๆ
“พ่ออยากได้มั้ยล่ะครับ?”
“...”
‘มิยูกิ’ สองคนสื่อสารกันผ่านสายตาโดยไร้เสียง
จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ผุดยิ้มลึกลับ
แม้พ่อลูกคู่นี้ไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด
แต่ไม่มีใครระแคะระคายเลยสักนิด
การคบหาระหว่างมิยูกิกับเรย์ราบรื่น
ผู้ใหญ่ก็ให้การสนับสนุน อันที่จริงด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระดับนี้
มิยูกิย่อมเคยพบปะครอบครัวของเรย์ตัวเป็นๆ เขาเคยคิดในใจ...หากคนคนนั้นเห็นหน้าแฟนหนุ่มของลูกสาวตัวเองแล้วจะแสดงท่าทางแบบไหนออกมากันนะ?
จะหน้าซีดพูดอะไรไม่ออก?
หรือจะโมโหจนหูอื้อตาลาย?
...จะแบบไหนก็ดีทั้งนั้น
ทว่าความเป็นจริงกลับหักหลังความคาดหวังอย่างรุนแรง
ทาคาชิมะคนพ่อไม่แสดงกริยาอันใดเป็นพิเศษ เพียงทักทายทำความรู้จักว่าที่ลูกเขยอย่างอารยชนทั่วไป
คนปกติควรต้องมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเมื่อพบว่าลูกชายและลูกสาวมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว...แต่เขานิ่งมาก
นิ่งสนิท นิ่งอย่างไม่ปกติ
มิยูกิอ่านไม่ขาดว่าอีกฝ่ายเก็บอารมณ์ได้ดีเยี่ยมหรือลืมเลือนลูกชายนอกคอกไปแล้ว
ในช่วงแรกเขาตื่นตระหนกและสงบใจไม่ลง กว่าจะบังคับตัวเองให้กลับเข้ารูปเข้ารอยต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว
มิยูกิย้ำคิดย้ำทำซ้ำๆ ว่าใครจะคิดอย่างไรไม่สำคัญ แค่ทำลายคนคนนั้นได้ก็พอแล้ว
นั่นเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต
แต่แล้วเป้าหมายดังกล่าวมีอันต้องถูกสะเทือนอย่างรุนแรงในวันหนึ่ง...โดยคนคนหนึ่ง
กวดวิชาทาคิกาวะเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของธุรกิจเครือมิยูกิ
เลยมีเหตุให้ต้องพูดคุยพบปะพ่อลูกทาคิกาวะเป็นครั้งคราว เพียงแต่หลังคุราโมจิ
โยอิจิมารับจ๊อบเป็นติวเตอร์เพื่อบรรเทาฝันอยากเป็นครู (ซึ่งคงไม่มีวันเป็นจริง)
มิยูกิพลอยมีเหตุให้ต้องมาที่กวดวิชาแห่งนี้บ่อยขึ้นและพลอยสนิทสนมกับทาคิกาวะ
คริส ยูมากตามไปด้วย...ถึงขนาดว่านับเป็นมิตรสหายได้เลย
ทว่านั่นยังไม่เกี่ยวกับการสั่นสะเทือนเป้าหมายชีวิตของมิยูกิ
ในเรื่องนี้
สาเหตุมาจากน้องรหัสของคุราโมจิต่างหาก
เมื่อขึ้นเรียนชั้นปี
2 คุราโมจิมีน้องรหัสเข้ามาให้ทุบตี เอ้ย ดูแลหนึ่งหน่อ...เป็นเด็กทุนหัวดีที่อยากแบ่งเบาภาระทางการเงินของที่บ้าน
ฉะนั้นจึงถูกทาบทามให้มาเป็นติวเตอร์
มิยูกิ คาซึยะมีอันขำไม่ออกเพราะดันไปถูกตาต้องใจพ่อหนุ่มน้อยน้องรหัสคนนี้เข้านี่แหละ...เล่นงานคนพี่ไปซะขนาดนั้น
งานนี้ขืนไปยุ่งกับเด็กคุราโมจิน่าจะยุ่งยากแล้วล่ะ
แรกเริ่มมิยูกิไม่ได้สนใจอะไรเจ้าเด็กตาแป๋วนั่นเลย
สำหรับเขา ซาวามุระ เอย์จุนเป็นคนบ้าเรียนสุดขั้ว วันๆ เอาแต่จับตำรา
เข้าสังคมไม่เก่ง อยู่ด้วยแล้วไม่สนุกสักนิด ช่วงที่เจอกันครั้งแรกๆ เป็นการพบกันโดยที่เอย์จุนเป็นตัวตนเล็กๆ
กลางคนกลุ่มใหญ่ เจ้าเด็กนี่แทบไม่ปริปากพูดอะไร แทบไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่
มิยูกิคิดว่าคนอึมครึมแบบนี้จะเหมาะเป็นติวเตอร์กับเขาเร้อออ
ทว่าในบรรดาติวเตอร์ของกวดวิชาทาคิกาวะ ถึงเอย์จุนไม่ใช่คนมีมุกแพรวพราวตอนสอนทำให้สร้างอารมณ์ร่วมไม่ค่อยได้
แต่เนื้อหาแน่นปึ้ก ซ้ำยังอธิบายเข้าใจง่าย เป็นหน้าใหม่เข้าสอนแท้ๆ
กลับมีเสียงตอบรับดีอย่างไม่น่าเชื่อ ชั่วโมงสอนเลยเพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้น
เป็นเด็กคนโปรดคนหนึ่งของคริสเลยก็ว่าได้
มิยูกิเริ่มสนใจเอย์จุนตอนบังเอิญพบอีกฝ่ายอยู่กับเพื่อน
พอเห็นว่าหัวเราะเป็นแถมสดใสขนาดนั้น
แรกสุดเขาคิดว่า ‘หัวเราะเป็นด้วยแฮะ’ ถัดมาคือ ‘อยากเห็นอีกจังน้า’ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเกินควร
แน่สิ...เขาย่อมชอบพี่สาวโนตมมากกว่าอยู่แล้ว
ตัวผู้ไม่อยู่ในขอบข่ายรสนิยมด้วย
นอกจากนี้ กับทาคาชิมะ
เรย์ ความสัมพันธ์ของพวกเขาราบรื่นดี
เท่ากับไม่เห็นความจำเป็นต้องหาเหาใส่หัวด้วยการทำให้ความสัมพันธ์กับเจ้าหล่อนร้าวฉานด้วยการหันมองคนอื่น
อย่างน้อยจนกว่าจะกระชากพ่อบังเกิดเกล้าลงมาคลุกโคลนได้
มิยูกิไม่คิดทำลายเส้นทางที่ตนก้าวเดินอย่างระมัดระวังมาตลอดหลายปี
แม้เขาจะกระทำเรื่องหมิ่นเหม่ศีลธรรมอยู่และตกลงปลงใจแต่แรกแล้วว่าเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย...ถ้าจำเป็นก็จะทำ แต่เรย์เป็นคนรักนวลสงวนตัวอย่างมากจึงแตะต้องเพียงระดับกอดจูบซึ่งสร้างความลำบากใจให้มิยูกิในระดับทนรับได้
จะอย่างไรก็นับเป็นพี่น้องกัน
ฝ่ายไม่รู้อย่างเรย์ว่ากันไม่ได้ แต่มิยูกิรู้เต็มอก
ในใจของเขาแท้จริงรับภาระใหญ่หลวง
และมีรอยขีดข่วนยากจะมองเห็นกระจายอยู่ทั่วไปหมด...แถมบาดแผลยังทำท่าว่าจะฝากรอยลึกขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่มิยูกิทำจำเป็นต้องมีจิตใจอันแข็งแกร่งมาก
ภายใต้ใบหน้าระรื่น
ซอกหลืบเล็กๆ แตกหน่ออ่อนอันมีชื่อว่าความเกลียดชังตัวเองและคิดว่าตนคงไม่สามารถมีความสุขอย่างคนปกติได้อีกแล้ว
มิยูกิ
คาซึยะซึ่งกำลังเหม่อลอยถูกเสียงของเอย์จุนฟาดเข้ากลางศีรษะ
เขาดึงสติกลับมา
จากตื่นตะลึงในคราแรกค่อยสงบลงเมื่อมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ
พวกเขายืนอยู่หน้าร้านไอศกรีม
มิยูกิเป็นคนขันอาสาพามาเลี้ยงเอง แต่คุราโมจิชิงสั่งรสคุกกี้แอนด์ครีมตัดหน้า...ดันเป็นโคนสุดท้ายพอดี
มิยูกิที่ตอนแรกตั้งใจจะกินรสเดียวกันจึงอดไปตามระเบียบ
เอย์จุนย่นคิ้วหน้ายุ่ง
ปากบ่นพึม “คุณเองก็อยากลองเมนูซิกเนเจอร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ คุราโมจิเซมไปอยากกินรสมะนาวแท้ๆ
แต่มาสั่งตัดหน้า เวลาแบบนี้สมควรต้องโมโหสิ”
เป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งเลยไม่ได้พูดยาวๆ
หรือใส่อารมณ์ ทว่าเหมือนจะมีบางเรื่องที่ซาวามุระ
เอย์จุนอ่อนไหวเป็นพิเศษอยู่เหมือนกัน
หมายถึงไอศกรีมนี่เอง...
พอเข้าใจสถานการณ์
หัวใจที่เต้นแรงพลันสงบลง...นึกว่าโดนมองออกเสียอีกว่ามีความลับอะไรอยู่
รอบตัวตอนนี้
นอกจากเอย์จุนกับคุราโมจิยังมีคริสและคนในกวดวิชาทาคิกาวะคนอื่นๆ อยู่ด้วย
คนเหล่านั้นมองเอย์จุนต่อปากต่อคำกับคุราโมจิอย่างสนุกสนาน
ไร้วี่แววเข้าไปห้ามปราม มิยูกิเห็นเอย์จุนหน้าง้ำคุยกับคุราโมจิ
จากนั้นคนเป็นรุ่นพี่เกาต้นคอ ยื่นโคนไอศกรีมให้ ทว่าเอย์จุนชี้โบ๊ชี้เบ๊มาทางตน
“ไม่ได้
ถึงผมจะอยากกินเหมือนกันแต่มิยูกิซังอยู่คิวก่อนหน้าผมนี่นา
ถ้าจะยกให้ต้องให้เขาก่อนสิฮะ”
“ตูไม่อยากให้มันไงว้อย!”
คริสเข้าไปไกล่เกลี่ยจนได้
ที่สุดแล้วไอศกรีมซึ่งเริ่มละลายในมือคุราโมจิเลยตกสู่มือมิยูกิ
“แกเอารสอัลมอนด์ละกัน”
คุราโมจิตีกระหม่อมเอย์จุนเป็นเชิงหยอกล้อเบาๆ
พร้อมเสนอเมนูใหม่ให้ราวจะแก้ตัวจากเรื่องเมื่อครู่
พอคู่กรณีพยักหน้าจำยอมเลยได้ไอศกรีมรสอัลมอนด์ให้เอย์จุน
ส่วนตัวเองกินรสเลมอนตามความตั้งใจเดิม
เรื่องคุราโมจิ
โยอิจิเป็นคนเอาใจใส่มิยูกิรู้ดีอยู่แล้ว
แต่เขาเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเอย์จุนเป็นเด็กดีมากคนหนึ่ง
การที่ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีคงเป็นเพราะคนประเภทเดียวกันมักดึงดูดกัน
ฉะนั้น
คนอย่างมิยูกิ คาซึยะคงไม่อาจร่วมหัวเราะไปด้วยได้
อย่างไรก็ตาม
หลังเหตุการณ์เล็กๆ ดังกล่าว เมื่อมีโอกาสเข้าไปยังสถาบันกวดวิชา
มิยูกิมักมองหาเอย์จุนและคอยสังเกตท่าทีอีกฝ่าย มองสีหน้า มองการกระทำ
ทีละเล็กละน้อยจนกลายเป็นความเคยชินรูปแบบหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาติ
ไม่เคยรู้สึกตัวจนกระทั่งมีเจ้าหนุ่มช่างสังเกตไม้เบื่อไม้เมาคนเดิมเข้ามากางปีกป้อง
“พักนี้คุณมองหมอนั่นแปลกๆ
นะ”
“ฮ่าๆๆ ก็ปกตินี่”
“ไม่ต้องมาทำขำครับ
คิดจะทำอะไรอีกล่ะ”
ไม่ว่าจะกระดิกตัวทำอะไรก็โดนคุราโมจิมองในแง่ร้ายตลอดเลยแฮะ
ตอนนั้นแก้ต่างไปว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรทั้งสิ้น
เพียงวางสายตาไปเรื่อยเปื่อยแล้วเป้าพักสายตาดันเป็นซาวามุระ เอย์จุนเท่านั้นเอง
ไม่รู้สัมผัสได้ว่าไม่ได้โกหกหรืออย่างไร คุราโมจิขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วยุติการหาเรื่องโดยดี
อย่างไรก็ตาม
สายตาสงสัยกับคำถามดังกล่าวเป็นเสมือนเสียงเคาะประตู มิยูกิย้อนกลับมามองตัวเองใหม่ว่านี่กำลังทำอะไรอยู่กัน?
มองคนคนหนึ่งจนโดนทักเนี่ยนะ? ทำตัวผิดปกติขนาดนั้นเลย?
ผ่านไปหนึ่งเดือน
มิยูกิ คาซึยะค่อยตระหนักว่าความปั่นป่วนในอกมีชื่อเรียกว่าอะไร
และใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในการยอมรับชื่อเรียกอันแสนจะจั๊กจี้หัวใจดังกล่าว
ตั้งแต่เริ่มเติบโตเป็นผู้เป็นคน
ในหัววนเวียนเพียงเรื่องต้องทำอย่างไร พ่อแท้ๆ ถึงจะล่มจม จดจ่อแค่การล้างแค้น
ใช้ชีวิตบิดเบี้ยวกู่ไม่กลับ
แต่วันหนึ่งกลับเกิดความปรารถนาอันซื่อตรงเยี่ยงปุถุชน
…ยิ่งถลำลึกยิ่งโลภมาก
แค่เฝ้ามองไม่พออีกต่อไป
อยากได้...
อยากครอบครอง
ทว่าการทำลาย ‘ทาคาชิมะ’
ไม่อาจเลิกล้ม
ความกระวนกระวายจากการไม่อาจควบคุมหัวใจน่ากลัวเพียงใด
มิยูกิ คาซึยะมาตระหนักซึ้งเอาป่านนี้ เขาบอกว่าอยากจบเรื่องทุกอย่างโดยเร็วกับเมย์ขณะที่นั่งเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยมีกระดานโอเทลโล่คั่นกลาง
นารุมิยะ
เมย์ผู้นั่งเท้าคางในมาดคุณชายหยิบโหย่งพลิกหมากแบนๆ สองสีไปมา
ไม่แสดงสีหน้าเป็นพิเศษ ด้านโซฟาเดี่ยวตัวถัดจากอีกฝ่ายถูกยึดโดยคนสนิทควบพี่เลี้ยง
คุราโมจิ โยอิจิซึ่งอ่อนวัยสุดในที่นี้ เทียบกับเมย์ผู้ไม่อนนาทรร้อนใจ
คุราโมจิกลับมีสีหน้าคร่ำเคร่งกว่า
“ใจร้อนไม่สมเป็นคุณเลยนะครับ”
“นั่นสิ ทำไมคาซึยะถึงใจร้อนขึ้นมาล่ะ
ของยังไม่เสร็จสักหน่อย” พูดพลางวางหมากลงช่องว่างดังแปะ
คนโดนถามหลุบตามองกระดาน แม้มุมปากยกยิ้ม
ดวงตาหลังแว่นดูไม่ยิ้มตาม
“นอกจากทำลายคนคนนั้น
ดันมีของที่อยากได้เพิ่มขึ้นมาน่ะ”
“...”
ดวงตาสีอ่อนของเมย์เหลือบขึ้นมอง
ด้วยใบหน้าครึ่งล่างถูกบดบังด้วยมือข้างหนึ่งจึงยากจะระบุว่าสีหน้าเป็นเป็นเช่นไร
ใช้เวลาครุ่นคิดอะไรเล็กน้อย ต่อเมื่อได้ข้อสรุป
สุ้มเสียงดื้อรั้นของคนเอาแต่ใจดังขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าเร่งมือ
ความเสี่ยงย่อมต้องเพิ่มตาม...แต่ก็ใช่จะต่อรองไม่ได้เสียทีเดียว”
มิยูกิฟังแล้วชะงักงัน เขาไม่โง่
วินาทีถัดมาก็ตีความประกายวิบวับในดวงตาคู่สนทนาออก ดวงตาสีน้ำตาลพลันหรี่โค้งลง...แบบนี้คุยง่าย
“อยากได้ส่วนแบ่งตรงไหนเพิ่มล่ะ?”
ถึงจะมีการตกลงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ
กับเมย์หลายต่อหลายเรื่อง ทว่ามิยูกิไม่ได้รับรู้รายละเอียดเชิงลึกไปเสียทุกเรื่อง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพื้นเพของ ‘มิยูกิ’ กับ ‘นารุมิยะ’ ต่างกัน
นักธุรกิจกับนักการเมือง
เรื่องอำนาจที่มองไม่เห็น บางทีรู้มากไปก็ไม่ดี
ฉะนั้นมิยูกิจึงระมัดระวังไม่อยากรู้อยากเห็นในการกระทำต่างๆ
ของเมย์มากเกินควรและแตะเบรกในเวลาที่เหมาะสม
ความที่เขาอ่านสถานการณ์ออกและวางตัวเป็นนี้เองที่เป็นอีกปัจจัยช่วยเหลือการคบหากับคนอื่นให้เป็นไปอย่างราบรื่น
การทำลายทาคาชิมะก็ไม่ต่าง
‘ฉันจะเข้าหาเรย์จัง’
‘งั้นฉันจะแทรกแซงทางธุรกิจแล้วกัน’
การจับมือร่วมทำเลวไปได้สวย
มิยูกิทำเพื่อความพอใจส่วนตัว
เมย์ต้องการผลตอบแทนจากธุรกิจใหญ่โตของทาคาชิมะ
พวกเขาทราบความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายตามความเหมาะสมและระมัดระวังเพียงเพื่อไม่ให้ไปขัดแข้งขัดขากันเองเท่านั้น
ตอนนี้สิ่งที่เมย์ร้องขอคือให้ดึงความสนใจเพื่อตัวเองจะได้เตรียมอะไรต่อมิอะไรได้สะดวก
ต่อเมื่อการเตรียมการเรียบร้อยจะส่งสัญญาณบอกให้มิยูกิไปรับ ‘ของ’
และหลังจากชวนเอย์จุนไปกินข้าว
คุราโมจิก็ทำตัวเป็นพิราบสื่อสารบอกมาแล้วว่าให้ไปเอาได้เลย
นั่นหมายถึงการเตรียมการขั้นสุดท้ายเสร็จสิ้น
หลังเผชิญหน้ากับตัวเองและยอมรับความเป็นจริง
มิยูกิคอยตอดเล็กตอดน้อยเอย์จุนอยู่ตลอด เรียกว่าจีบเต็มตัวไม่ได้เพราะมีบ่วงรัดคอ
แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้รู้สึกตัวว่าถูกจีบ เอย์จุนหัวช้าอย่างที่คิด
หากก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเสียทีเดียว ช่วงแรกที่มิยูกิรุกเข้าหาอย่างจงใจ เจ้าตัวยังงุนงงสับสน
มาช่วงหลังๆ นี้ค่อยแสดงอาการระแวดระวัง คงจะตงิดๆ แล้วว่าโดนจีบอยู่หรือเปล่า
การได้เห็นเอย์จุนค่อยๆ
สนใจตนมากขึ้นทีละน้อยทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง
อย่างน้อยก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
แค่นั้นก็น่ายินดีมากแล้ว
...ถึงส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมิยูกิทำธุรกิจกับครอบครัวทาคิกาวะเลยเลี่ยงไม่ได้ก็เถอะ
พอมองด้วยสายตาของคนมีความรัก
จะทำอะไรก็น่ารักน่าชังไปหมด ขนาดกริยาแสนธรรมดาหรือแค่ยืนหายใจเฉยๆ
ก็ทำเอาอยากทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้มว่าน่ารักจังน้า
เป็นเอามากจริงๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นซาวามุระ
เอย์จุน จะหน้าตาหรือนิสัย ที่ดีมากกว่าคนนี้ก็มีมากมาย
แต่กลับรู้สึกว่าไม่เป็นเอย์จุนไม่ได้
มิยูกิสูญเสียความเยือกเย็นจนบางครั้งถึงขั้นคิดว่าโยนเรื่องเอาคืนพ่อทิ้งไปซะเถอะ
ยังไงก็ทำไปเพื่อให้มีเป้าหมายในชีวิตสักอย่างไว้ยึดเกาะ
ไม่อยากให้เรื่องดังกล่าวมาเป็นสิ่งกีดขวางความสัมพันธ์กับเอย์จุนเลย
ดังนั้นพอคุราโมจิส่งสัญญาณให้...เขาดีใจ
แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
สมดุลอันหมิ่นเหม่กับเอย์จุนค่อยๆ พังทลายลง
หลังจากวันที่มิยูกิจำเป็นต้องเบี้ยวนัดเอย์จุนเพื่อไปหาเรย์ เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ ลดการปฏิสัมพันธ์กับตนลง ข้อความที่ตอบกลับสั้นลงเรื่อยๆ แถมยังกินเวลายาวนานกว่าจะตอบสักรอบ
นอกจากนี้ยังแทบไม่เห็นหน้าค่าตาไม่ว่าจะพยายามดักเจอกี่หน
กริยาเวลาเจอกันก็ดูระแวดระวังเหมือนตอนเจอกันครั้งแรกในฐานะคนแปลกหน้า
ขนาดคนโง่ยังมองออกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่ามิยูกิ คาซึยะไม่ใช่คนโง่ หากไม่มีความผิดติดตัวคงไม่รู้สึกอะไร
แต่นี่มีคดีมากมายจนคาดเดาไม่ได้ว่าเรื่องใดกันแน่ที่ทำให้เอย์จุนหลบลี้หนีหายตนออกนอกหน้าขนาดนี้
บางทีอาจรู้เรื่องของเรย์แล้วก็ได้...ต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ
“เลยมาหาผมหรือครับ?”
มิยูกิหัวเราะ
ทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเหยียดหยามของคุราโมจิ “ซาวามุระการ์ดแข็งโป๊กเลยนี่นา”
โบราณว่าด้านได้อายอด
นาทีนี้คนที่ขอร้องได้สนิทใจที่สุดคือคุราโมจิ โยอิจิ แม้จะชวนกระดากอยู่บ้าง
แต่กับหมอนี่ที่เห็นสันดานกันทะลุปรุโปร่ง มิยูกิไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์อีก
ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วล่ะ
ผู้ชายตาขวางแสดงอาการต่อต้านผ่านทุกอิริยาบถ
สีหน้า แววตา รวมทั้งอากัปกริยาหลังได้ยินคำร้องขอความช่วยเหลือ
ขนาดไม่ผิดไปจากคาดยังเจ็บแปลบๆ คุราโมจิยืนยันเจตนารมณ์เดิม
ทำไมผมต้องช่วยคุณด้วยไม่ทราบ?
“ไม่ใช่เรื่องของผม
ธุระคุณ คุณจัดการเองเถอะ”
จะขออย่างอ้อมค้อมหรือตรงไปตรงมา
คุราโมจิยืนกรานปฏิเสธหนักแน่น ความตั้งใจเดิมไม่สั่นคลอน
...เคี้ยวยากจริง
มิยูกิจำต้องยอมรับความพ่ายแพ้แล้วมองหาทางออกอื่น กับเอย์จุนยังไม่มีความสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกชัดเจนแท้ๆ
ทว่าหนามเล็กๆ ในใจทำให้รู้สึกคล้ายตนทำความผิดต่ออีกฝ่ายพิกล...
ทีกับเรย์จังดันไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด
จะมีสายเลือดเดียวกันหรือไม่
ทาคาชิมะ เรย์คือแฟนสาวผู้คบกันอย่างเปิดเผยออกหน้าออกตา
สมควรต้องรู้สึกผิดต่อเจ้าหล่อนต่างหาก...แต่ก็อย่างว่า
มิยูกิไม่ได้คบหาเรย์อย่างจริงใจมาตั้งแต่แรก ความสนใจที่มีให้เจ้าหล่อนตื้นเขินยิ่งนัก
ในเมื่อใส่ใจเท่าที่จำเป็นเพื่อสวมบทแฟนหนุ่ม ไม่เคยมอบใจจริงให้
การรู้สึกผิดต่อเรย์มากกว่าที่ดูไม่สมเหตุสมผล
ทำเรื่องเลวๆ ได้โดยไม่รู้สึกอะไร เห็นทีสันดานจะเสียฝังรากลึกจนกู่ไม่กลับแล้ว
เขาเคยปรารภกับพ่อเมื่อนานมาแล้ว
คนฟังกลับตอบเรียบเรื่อย
‘มนุษย์เรามีความหลากหลายไม่ว่าจะรูปลักษณ์ภายนอกหรือใจคอภายใน
การที่สังคมเราดำเนินต่อไปได้ก็เพราะมีคนหลากหลายจำพวก
ถ้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ก็ไม่ต้องเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาบีบบังคับตัวเองหรอก
แค่ลูกรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่...แค่นี้ก็ดีเหลือเฟือแล้ว’
ทำ...โดยรู้ตัว
กับ
ทำ...โดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันของสองสิ่งนี้คือ…หากมีสติรู้นึกว่ากำลังทำอะไรก็จะไม่
‘เสียใจภายหลัง’
ระบบความคิดของโทคุอันตราย
หากยึดหลักคิดตามนี้ ต่อให้ก่อเหตุฆาตกรรมก็อ้างว่าเป็นสิ่งชอบธรรมได้ กระนั้นมิยูกิคงบิดเบี้ยวไม่น้อยจึงไม่โต้แย้งออกไป...หรือไม่
เขาอาจแค่ต้องการ ‘ข้ออ้าง’
สักอย่างเพื่อสานต่อสิ่งที่ตนกำลังกระทำ
“แต่มาดักกันขนาดนี้มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า”
ทาคิกาวะ คริส
ยูได้ยินผ่านหูมาบ้างว่ามิยูกิพยายามหาทางคุยกับเอย์จุนอยู่
เขาเป็นคนรู้จักทั้งสองคน ไม่อยากเลือกข้างใครทั้งนั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามิยูกินี่ดึงดันจริงๆ
คริสทราบดีว่าหากยอมแพ้อะไรง่ายๆ มิยูกิคงไม่อาจทำอะไรสำเร็จมาถึงขั้นนี้
ทว่าในแง่ของการสร้างความสัมพันธ์กับคน
การเว้นระยะเพื่อสร้างช่องว่างในการหายใจหายคอและการให้พื้นที่ส่วนตัวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
มิยูกิหัวเราะแหะๆ
“พอดีว่าผมร้อนใจน่ะ บางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ด้วยก็ได้ ปล่อยไว้นานๆ
ก็ไม่ดีใช่ไหมล่ะครับ”
“นั่นก็จริง...”
ช่วงนี้ชั่วโมงสอนของเอย์จุนน้อยลง
เรื่องเรียนคงหนักหนาสาหัสไม่เบา ถ้ามีอะไรกวนใจอยู่
รีบปลดสิ่งนั้นออกไปจากสมองได้ก็เป็นเรื่องดี คริสคล้อยตามมิยูกิจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ
ดังนั้นมิยูกิเลยได้เจอเอย์จุนซะที
วินาทีที่สายตาประสานกัน
มิยูกิเห็นอีกฝ่ายพรูลมหายใจยาวราวเหนื่อยล้าสาหัส
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หนีอีก
เพราะเด็กมหาวิทยาลัยไม่มีเวลาว่างเหลือเฟือ
อีกทั้งยังมีชนักปักหลัง ต่อให้อยากใช้เวลาพูดคุยนานๆ แต่มิยูกิไม่มีทางเลือกมากนัก
แทนที่จะได้หาที่นั่งเปิดใจคุยดีๆ กลับลงเอยที่ห้องติวห้องหนึ่งของกวดวิชาทาคิกาวะซึ่งแสนจะขาดความเป็นส่วนตัว
ดีว่าพองับประตูเลื่อนแล้วลงกลอนยังพอกล้อมแกล้มกันคนเข้ามาขัดได้
เอย์จุนกินนอนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวต้องไปท่องหนังสือต่อ ไม่อาจสละเวลาเพื่อความต้องการส่วนตัวของมิยูกิด้วยการออกไปข้างนอก
เนื่องจากเพิ่งสอนเสร็จ เอย์จุนขอเวลาเล็กน้อยก่อนเดินกลับมาพร้อมชาอู่หลง
2 ขวด แบ่งให้มิยูกิหนึ่งขวดอย่างมีน้ำใจ
ติวเตอร์ผู้มีงานรัดตัวจิบชาแก้คอแห้งหลายอึก
ค่อยเอ่ยว่า “ครับ พร้อมแล้ว มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
ถึงยังมีอาการเกร็งอยู่บ้าง
ทว่าเอย์จุนไม่ใช่คนชอบเข้าสังคมแต่ต้น มักจะมีอาการทำนองนี้อยู่บ้างเป็นปกติ มิยูกิประเมินสภาพการณ์คร่าวๆ
แล้วคิดในใจว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ไม่ต้องระมัดระวังตัวเกินไป
สามารถตรงไปมาด้วยได้ ติดก็ตรงสิ่งที่เรียบเรียงมาในหัวก่อนเจอหน้ากันอย่างเรียบร้อย
มาบัดนี้ยุ่งเหยิงไปหมด พออยู่ต่อหน้าตัวจริงแล้วเยือกเย็นได้ยากแท้น้อ...
“นี่ ทำไมถึงหลบหน้ากันล่ะ”
“...”
สีหน้าคนฟังเผยความตกใจออกมา
เอย์จุนซึ่งจิบชาอึกสองสำลักชาซึ่งยังไม่ทันกลืนลงคอหน้าดำหน้าแดง
ดูก็รู้ว่าแทงใจดำอย่างจัง มิยูกิเห็นแล้วรู้สึกผิดเล็กๆ
บางทีตนควรจะพูดช้ากว่านี้สักนิดเอย์จุนจะได้ไม่ต้องมาสำลัก
พร้อมกันนั้นก็นึกเสียดายว่าทำไมไม่มีนิสัยชอบพกผ้าเช็ดหน้า
หากยื่นให้เอย์จุนตอนนี้คงดูดีมากเลยไม่ใช่เหรอ?
ใช้เวลาเกือบนาทีในการตั้งสติและควานหาคำตอบดีๆ
เอย์จุนซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดเช็ดปากด้วยชายแขนเสื้อแล้วตอบคำถามในที่สุด
“แค่ไม่อยากเจอคุณน่ะครับ”
มิยูกิ
คาซึยะฟังแล้วหน้าชา “ฮะ...เมื่อกี้...”
ซาวามุระ
เอย์จุนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เขายกมือนวดหว่างคิ้ว สีหน้ายุ่งยากใจ
ทว่าหลังระบายลมหายใจคำรบสองก็ยังคงย้ำคำพูดเดิมอย่างโหดร้าย
“ไม่อยากเจออีกแล้วครับ”
“...”
ในแง่หนึ่ง
นับว่าใจเด็ดมากที่พูดเรื่องทำร้ายคนฟังระดับขีปนาวุธออกมาได้ชัดถ้อยชัดคำ
นานมากแล้วที่มิยูกิตกอยู่ในสภาวะปากลิ้นแข็งและควบคุมสีหน้าไม่ได้
“ทำไมล่ะ ...เพราะครั้งก่อนฉันเบี้ยวนัดเหรอ?
หรืออะไร? นี่ นี่ฉัน...ทำอะไรไม่ดีกับนาย ทำอะไรให้นายไม่พอใจเหรอ?
ถ้ายังไงช่วยบอกทีเถอะ ฉันน่ะ...ฉัน...”
“...”
ถึงขนาดใช้คำว่า ‘ไม่อยากเจออีกแล้ว’
โดนคนที่หลงรักปาคำนี้ใส่หน้า
ต่อให้เป็นมิยูกิ คาซึยะก็สะเทือนได้
เขายังเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกและหัวจิตหัวใจอยู่
มิหนำซ้ำคนที่จริงใจด้วยยังมีน้อยชนิดนับนิ้วได้ การโดนหนึ่งในนั้นแสดงท่าทางต่อต้านอย่างเปิดเผยเสมือนถูกแล่คว้านความรู้สึกด้วยมีดขึ้นสนิมอย่างไรอย่างนั้น
เรื่องเทเดทเมื่อตอนนั้น
มิยูกิไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ จะบอกว่าผิดแผนก็ได้
จู่ๆ
ทาคาชิมะเรย์ติดต่อมาว่ามีงานฉลองวันเกิดเพื่อนสนิทเลยมาชวนให้ไปเป็นเพื่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
มิยูกิจำเป็นต้องสร้างความประทับใจอันดีกับแฟนสาว
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยกเลิกนัดแม้อยากไปเดทกับเอย์จุนแทบเป็นแทบตาย
สองตาเอย์จุนปกติดี
แน่นอนว่ามองเห็นสีหน้าใจสลายของผู้นั่งฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน
นั่นทำให้เขาอ่อนลงเล็กน้อยและปรับกริยาท่าทางรวมทั้งน้ำเสียงใหม่
“ขอโทษฮะ จริงๆ
มันเป็นปัญหาของผม” แววตาขณะพูดจริงจังยิ่ง
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าตัวน่าจะมีเรื่องมากมายให้ต้องคิดเช่นเดียวกัน “มิยูกิซัง
ขอพูดตรงๆ ได้ไหมครับ?”
“อืม”
เขา...เลือกไม่ได้สักหน่อย
สัญชาตญาณบอกว่าสิ่งที่จะได้ยินไม่มีทางเป็นเรื่องดีๆ
กระนั้นมิยูกิไม่อาจทำอะไรได้...ไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยๆ เขาควรรู้ก่อนว่าเอย์จุนกำลังคิดอะไร
รู้สึกอย่างไรเพื่อหาทางแก้ตัวใหม่ในอนาคต
“ที่จริงผมน่ะ...หวั่นไหวกับคุณครับ”
“...”
“...”
“...?!!!”
“แต่เพราะถลำลึกไม่ได้
เลยต้องตัดความรู้สึกนี้ให้ขาดครับ”
ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยขึ้นสวรรค์
กลับโดนจับขว้างลงขุมนรกกะทันหันคงเป็นเช่นนี้ มิยูกิตัวชาวาบ
รีบละล่ำละลักแก้สถานการณ์
“ซาวามุระ ฟังนะ
นายน่ะ...!”
“คุณมีแฟนแล้ว”
“...!!”
ทว่าประตูทางหนีออกจากขุมนรกกลับถูกกระแทกปิดดังปังพร้อมล็อกกลอนจากภายนอกอย่างแน่นหนา
เอย์จุนเอ่ยต่อไป
ราวกับว่าเมื่อตัดสินใจเปิดเผยใจจริงแล้วก็ต้องไม่เหลืออะไรไว้ให้ค้างคาอีก
“อย่างที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่ตัวผม อาจจะดูเสียมารยาทที่ทำตัวไม่ชัดเจน
ใช้วิธีหลบเลี่ยงแทนที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่สะดวกคุยหรืออะไรก็แล้วแต่
ในเรื่องนี้...ต้องขอโทษด้วยครับ”
ปกติไม่ใช่คนพูดจาไหลลื่น
มาตอนนี้กลับพูดได้ฉาดฉานอย่างน่าเจ็บใจ ซาวามุระ เอย์จุนเอ่ยต่อโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังลงมีดใครอยู่หรือเปล่า
“ผมหวั่นไหวกับคุณ
ถ้าขืนยังเจอกันต่อไปมีหวังได้ถลำลึกแน่ๆ...ซึ่งผมยอมให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้นกับคนที่มีแฟนแล้วไม่ได้
ไม่ได้เด็ดขาด สรุปแล้วปัญหาอยู่ที่ผมครับ...การที่ไม่อยากเจอคุณอีกเป็นปัญหาที่ความใจเสาะของผม”
ขณะที่พ่นทุกอย่างออกมา เอย์จุนไม่เงยหน้าเลย แค่ประเด็นของเรื่องที่กำลังพูดก็เป็นสิ่งที่พูดออกมายากอยู่แล้ว
สำหรับคนไม่ถนัดการมีปฏิสัมพันธ์ยิ่งยากขึ้นไปอีกระดับ
ฉะนั้นการจะให้พูดไปด้วยสบตาคู่สนทนาไปด้วยจึงเป็นเรื่องเกินกำลัง “มิยูกิซังจะเฟรนลี่หรืออะไรก็ไม่ได้หมายความว่าชอบผม
ถึงอย่างนั้น พอถูกปฏิบัติด้วยท่าทีแบบนั้น...มันควบคุมความรู้สึกไม่ได้จริงๆ ครับ
หนีหายไปเฉยๆ อาจเป็นการทำร้ายจิตใจคุณแต่คุณไม่ได้ทำผิดจริงๆ ครับ” เอย์จุนย้ำซ้ำไปซ้ำมาว่าเป็นความผิดของตัวเอง
“ถือซะว่าขอร้องสักครั้ง หลังจากนี้ ทำเหมือนไม่รู้จักกันเถอะครับ”
ตั้งแต่ต้นจนจบ มิยูกิ
คาซึยะฟังแล้วเข้าใจเจตนาอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้
ข้อเรียกร้องของเอย์จุนไม่นับว่ามากเกินไปและดูสมเหตุสมผลดี
เพราะอ่อนแอจึงไม่อาจทนรับแรงกดดันดังกล่าว
เผชิญหน้าไม่ไหว
มีแต่ต้องหลีกเลี่ยง...ต้องหลบหนี
มิยูกิเม้มปาก กลืนความรู้สึกอัดอั้นที่จวนเจียนจะพร่างพรูออกมาลงท้อง
แม้อยากบอกความจริงออกไป แต่ถ้าทำแบบนั้นตนจะกลายเป็นคนสารเลวในพริบตา ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกล
กระทั่งมิยูกิเอง หากมีใครทิ้งคนรักมาหาตน (อย่างน้อยคนอื่นก็เห็นเป็นเช่นนั้น)
เขายังมีความคิดว่าเคยทิ้งคนหนึ่งไปหาอีกคนได้
มาคบตนแล้วก็คงสลัดทิ้งไปหาคนอื่นได้ง่ายๆ เช่นกัน
ฉะนั้น
หากไม่ปลดบ่วงทีรัดพันตัวในตอนนี้ทิ้งจนเหี้ยน ความสัมพันธ์กับเอย์จุนก็ไม่มีอนาคต
อดทนไว้...อดทนไว้ก่อนมิยูกิ
คาซึยะ
ตอนนี้ต้องปล่อยมือ
เอาไว้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยค่อยเริ่มต้นใหม่จะดีที่สุด
เขารอคอยเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลมาตั้งเท่าไหร่
แค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้...แค่แข็งใจอีกนิดเท่านั้น
แค่นิดเดียว
“มิยูกิซัง”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเอย์จุน
เจ้าของชื่อค่อยรู้สึกตัวว่านั่งบื้อใบ้ไม่พูดไม่จานานหลายนาที
แถมยังกำมือแน่นจนชาไปหมด
มิยูกิซึ่งยังก้มหน้าใช้เวลาเล็กน้อยในการสวมรอยยิ้มการค้า
เมื่อประจันหน้ากันอีกครั้ง สิ่งที่เอย์จุนได้เห็นจึงเป็นมิยูกิ
คาซึยะที่ยิ้มเรี่ยราดคนเดิม ร่องรอยความตระหนกก่อนหน้ามลายหายไปหมดสิ้น
“ฉันเสียใจมากนะ
แต่ให้ฝืนใจนายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา”
เอย์จุนกลั้นใจพยักหน้ารับเงียบๆ
ร่องคิ้วกดลึกขึ้นทุกที
ต่อให้ในอกจะอึดอัดเพียงใด
มิยูกิสะกดข่มทุกสิ่งเอาไว้ ต้องรักษาเปลือกนอกยิ้มแย้มให้ได้...นายไม่ได้คิดไปเอง
ฉันจีบนาย ฉันชอบนายมากจริงๆ...ความคิดทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ต้องจับล็อกลงกล่องแพนโดร่าแล้วซุกซ่อนเอาไว้เมื่อเวลานี้ไม่ใช่เวลาอันสมควร
ดังนั้น...
ด้วยเหตุนั้น...
มิยูกิตัดสินใจยกรอยยิ้ม
“เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะเว้นระยะจากนาย”
เอย์จุนเผยสีหน้าผ่อนคลายออกมา
มิยูกิกล่าวต่อ
“แต่ถึงอย่างนั้น ฉันคิดว่าเราไม่ควรตัดความสัมพันธ์กันเพราะเรื่องนี้นะ
ถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ถ้านายทำใจได้แล้ว
ช่วยกลับมาคบหากับฉันเหมือนเดิมได้หรือเปล่า?”
“...”
สำหรับเรื่องนี้ผู้ฟังไม่สามารถรับปากได้ทันที
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เอย์จุนพึมพำว่า ‘จะพยายามครับ’ ด้วยเสียงแผ่วค่อย คาดว่าหากตัดเรื่องความรู้สึกไม่เหมาะไม่ควรออกไป
เขาคงอยากคบหากับมิยูกิอย่างบริสุทธิ์ใจนั่นแหละ
ไม่อย่างนั้นเอย์จุนที่ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าไม่อยากเจอมิยูกิคงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่า
‘ไม่ได้หรอก’
ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ก็ยังดีกว่าปฏิเสธสุดตัว
คำตอบที่ได้รับสร้างความพึงพอใจให้มิยูกิระดับหนึ่ง
หากเอย์จุนอยากตัดตนทิ้งจากชีวิตโดนสิ้นเชิง เขาคงทำใจยอมรับไม่ได้และอาจทำเรื่องสิ้นคิดลงไป
หรือก็คือ เอย์จุนที่ใจอ่อนลงนิดหน่อยในตอนท้ายเปรียบเสมือนมือที่เข้ามาช่วยกดฝากล่องแพนโดร่าให้ปิดสนิทยิ่งขึ้น
ความชั่วร้ายจึงยังหลับใหลอย่างสงบอยู่ภายในกล่องต่อไป
ไม่ต้องห่วง รอ ‘พ่อ’ โดนทำลายย่อยยับ เรื่องระหว่างฉันกับนายจะไม่เหมือนตอนนี้แน่นอน
จากนั้นไม่นาน
สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งก็ได้รับข่าวใหญ่จากแหล่งข่าวไม่ทราบที่มา
เนื้อหาโดยสรุปคือเจ้าสัวกิจการสื่อโทรทัศน์ทาคาชิมะลักลอบขายยาเสพติด
มิยูกิซึ่งตัดสินใจโดยเด็ดขาดและเพิ่งส่งสัญญาณรับ
‘ของ’ จากเมย์ผิวปากฟิ้วขณะนั่งดูข่าวเช้าระหว่างกินข้าวกับมิยูกิ โทคุ
คนเป็นพ่อมองออกทันที “ฝีมือแกเหรอ?”
“เจ้าเมย์ต่างหากล่ะครับ”
หมอนั่นไปซื้อตัวคนใกล้ชิดประธานทาคาชิมะและหลอกล่อให้ทำเรื่องผิดกฎหมาย
จริงอยู่ประธานทาคาชิมะไม่ได้เป็นผู้ร้ายโดยตรง แต่คนใกล้ตัวมีอิทธิพลระดับที่เอาชื่อไปอ้างได้ย่อมป้ายความผิดใส่หน้าได้
หลักฐานที่เปิดเผยออกมาจึงเห็นว่าประธานทาคาชิมะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
“แปลกนะที่คนพรรค์นั้นเลินเล่อจนผิดพลาดได้ขนาดนี้”
มิยูกิยกยิ้มคลุมเครือ
เขาเองก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน...ทำให้ได้รับข้อมูลอันน่าตระหนกมา
‘คนคนนั้นตาบอดน่ะ’
เสียงของนารุมิยะ
เมย์ก้องกังวานอยู่ในหัว
ที่มาที่ไปไม่ได้สืบจึงไม่ทราบ
แต่ดูเหมือนจะมองไม่เห็นมาพักใหญ่แล้ว เพราะอย่างนั้นจึงสอนงานลูกสาวให้สืบทอดกิจการได้ในเร็ววัน
เพราะอย่างนั้นจึงต้องพึงคนสนิทอย่างมากและโดนตลบหลังอย่างโหดร้ายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เพราะอย่างนั้นจึงถูกลากจมโคลนด้วยเจตนาร้ายของใครบางคน
แม้จะไม่น่าเชื่อแต่น่าจะเป็นความจริง
ตอนพบกันเมื่อคราวนั้นเลยไม่ตระหนกตกใจว่าทำไมคู่หมั้นของลูกสาวถึงกลายเป็นลูกชายที่ถูกทอดทิ้งเมื่อนานมาแล้ว
เมื่อมองไม่เห็นย่อมไม่รู้
น่าเวทนานัก
น่าเวทนาจริงๆ
มิยูกิแสร้งมองไม่เห็นเศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดในใจ เลือกสนใจเฉพาะความอิ่มเอมในชัยชนะที่เฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานเท่านั้น
No comments:
Post a Comment