Sunday, 13 September 2020

[Fanfic Daiya no A ; Kousawa] My story Part 3 : Miyuki Kazuya

 

Fanfic Daiya no A

 My story

Part 3 : Miyuki Kazuya

 

 

 

 

Pairing : ???

 

Rating  : SFW

 

 

 

 

            เมื่อโลกนี้ไม่ได้หวานหมู หากอยากมีชีวิตรอดก็ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาที่ยืนให้ตัวเอง แต่ก่อนยังเป็นโลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งกว่าคือผู้อยู่รอด ทว่าสมัยนี้แค่แกร่งกว่ายังไม่รับประกันว่าจะเอาชนะศัตรูได้ มีคนเปรียบเปรยใหม่ว่าเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า...การเอาตัวรอดในยุคนี้ต้องชิงจังหวะลงมือก่อน มัวชักช้าพิรี้พิไรไม่ได้ ต่อให้อ่อนแอกว่า หากสร้างโอกาสได้ก่อน แววชนะย่อมโผล่มารำไร

            มิยูกิ คาซึยะปากกัดตีนถีบมาแต่เด็ก

            การเป็นลูกของคนร่ำรวยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแต่อย่างใด สำหรับบางคน แม้เป็นลูกนอกสมรสก็ยังได้รับการฟูมฟักไม่ต่างจากลูกในสมรส...ซึ่งกรณีของเขามันไม่ใช่

            อย่าว่าแต่เห็นหน้าพ่อ กว่าจะรู้ว่าพ่อตัวเองเป็นใครก็ล่วงเข้าป.3...เขาและแม่ถูกทอดทิ้งโดยสมบูรณ์ ดูเหมือนความจริงตัวเองเกือบไม่ได้เกิดมาแล้วด้วยซ้ำ ที่อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้เพราะแม่ยืนกรานให้เก็บเขาเอาไว้

            พ่อแท้ๆ ไม่เคยโผล่หน้ามาหา ไม่เคยช่วยเหลืออะไรสักอย่าง เหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนโลก...เป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่มีความผูกพันต่อคนคนนั้นแม้เพียงเศษเสี้ยวและไม่นึกอยากให้มารับผิดชอบแต่อย่างใด แค่บางครั้งเห็นแม่ยิ้มอย่างเหนื่อยล้าแล้วอดแค้นใจไม่ได้ว่าหากเคยรักแม่ทำไมพ่อไม่เหลียวแลกันบ้างและปล่อยให้มาตกระกำลำบาก

            การที่มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินตัวก็เพราะเติบโตมาสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับเช่นนี้เอง

            เขาอาศัยในห้องพักเล็กแคบ กินข้าวแค่พออิ่มท้อง เพื่อปูทางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าจึงทุ่มเทร่ำเรียน กระทั่งตอนป.3 แม่ล้มป่วยและตายไป

มาทราบเอาตอนนี้เองว่าแม่เป็นมะเร็ง ที่ไม่เคยไปรักษาก็เพราะไม่มีเงิน

พ่อแท้ๆ ก็เพิ่งมาปรากฏตัวเอาตอนนี้...ตอนที่แม่เสียไปแล้ว

...มาเพื่อให้เงินค่างานศพและค่าเลี้ยงดูลูกชาย

ทว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ทำผ่านตัวแทน เจ้าตัวไม่แม้จะโผล่หน้ามาให้เห็น อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรู้แล้วว่าพ่อเป็นใคร ความเห็นของเด็กชายวัย 9 ปีย่อมต่างไปจากเดิม

ไม่รู้ยังว่าไปอย่าง แต่พอตระหนักว่าพ่อสามารถเลี้ยงดูพวกตนได้สบายๆ กลับทอดทิ้งไม่เห็นค่า จิตใจขาวสะอาดของเด็กน้อยเริ่มขมุกขมัว ถึงรับเงินก้อนที่มากพอจะเลี้ยงตัวเองและส่งเสียจนจบปริญญาได้โดยไม่ต้องทำงานจกพ่อ แต่กลับเกิดแรงกระตุ้นบางอย่างให้อยากทำลาย พ่อ ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

เนื่องจากพ่อไม่คิดรับไปเลี้ยง ครอบครัวทางแม่ก็ไม่รู้การมีตัวตนของตน การสูญเสียแม่อันเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวทำให้ต้องถูกรับเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทว่ากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเด็กชายคำรบสอง

“แววตาดีนี่”

มิยูกิ โทคุเอ่ยแบบนั้นตอนเจอกันครั้งแรก

ชายวัยกลางคนเจ้าของใบหน้าเคร่งขรึมภูมิฐาน ได้ยินมาว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนของแม่...และเป็นชายคนที่ตัดสินใจรับอุปการะรวมทั้งเปลี่ยนชื่อของเขาให้กลายเป็นมิยูกิ คาซึยะ


 

            พ่อบุญธรรมเป็นคนเก่งกาจและร่ำรวย ชายคนดังกล่าวเห็นแววในตัวเด็กชายวัย 9 ปีจึงรับมาชุบเลี้ยงเป็นผู้สืบทอดของตนผู้มีร่างกายที่ไม่สามารถมีลูกได้ โทคุยังเป็นคนใจคอกว้างขวาง หลังทราบว่าลูกชายหมาดๆ มีใจอยากแก้แค้นพ่อก็ไม่ได้ห้ามปราม

          ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแข็งแกร่งกว่า

            อีกฝ่ายเอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์

            โทคุไม่สนใจว่ามิยูกิตั้งใจทำอะไร ขอเพียงไม่ทำให้เสื่อมเสียมาถึง มิยูกิ ก็ไม่จำเป็นต้องห้ามปราม การตั้งเป้าทำลายพ่อแท้ๆ ของตัวเองไม่ใช่การฆ่ากันตาย มันไม่ผิดกฎหมาย ทั้งยังช่วยกำจัดคู่แข่งทางธุรกิจไปด้วยในตัว หากมิยูกิ คาซึยะเติบโตพัฒนาตัวเองได้ดีด้วยแรงจูงใจดังกล่าว โทคุคิดว่าจะให้สนับสนุนก็ย่อมได้

            คิดอีกแง่ การมาเป็นลูกของคนเลือดเย็นไร้หัวใจอย่างนี้...เด็กที่คิดหันคมเขี้ยวใส่พ่อแท้ๆ อย่างคาซึยะช่างเหมาะเจาะตั้งแต่รากฐานจิตใจ

 


            ความเกลียดชังเป็นแรงผลักดันให้กระเสือกกระสนดิ้นรนสู่อนาคต แม้จ้องจองล้างจองผลาญพ่อแท้ๆ ของตัวเอง แต่มิยูกิลอบคิดว่าพันธุกรรมของคนคนนั้นมีผลอย่างมากต่อความสามารถของตนไม่ว่าจะความเร็วในการเรียนรู้หรือศักยภาพทางกาย

            โดนหน่อเนื้อของตัวเองแทงข้างหลังคงเจ็บแค้นน่าดู คิดเช่นนี้แล้ว มิยูกิพลันรู้สึกว่าเรื่องที่ตนคิดจะทำช่างชวนให้รื่นรมย์เหลือเกิน

            เขาตั้งใจพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศในทุกด้านๆ สร้างสายสัมพันธ์กับคนรอบตัว มองหาเส้นสายเผื่ออนาคต ด้วยความสามารถแสนสะดุดตา มีคนจ้องใช้ประโยชน์จากเขามากมาย...แต่นั่นก็ทำให้เป็นเรื่องง่ายในการเข้าหาคนพวกนั้นเช่นกัน

            จนในที่สุดก็เจอผู้หญิงคนนั้น

            ทาคาชิมะ เรย์

            หญิงสาวที่แก่กว่าตนห้าปี และนับได้ว่าเป็นพี่สาวผู้มีสายเลือดครึ่งหนึ่งร่วมกัน


 

            นารุมิยะ เมย์เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของมิยูกิ เป็นอีกคนที่คบหากันด้วยความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ ฝ่ายนั้นเป็นลูกชายนักการเมือง ครอบครัวเหมือนจะมีเบื้องหลังไม่สะอาดนัก แม้เมย์จะสำมะเลเทเมาและเป็นจอมก่อเรื่อง แต่ไม่เคยมีบันทึกให้ประวัติด่างพร้อย

            มิยูกิคบหาอีกฝ่ายเพราะคิดว่าน่าจะใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

            เมย์เองก็คงคิดไม่ต่าง

            ในบรรดาคนสนิทของเมย์ มีคนหนึ่งที่มิยูกิถูกใจเป็นพิเศษ...ชายหนุ่มตาขวางคนดังกล่าวมีชื่อว่าคุราโมจิ โยอิจิ ถึงภายนอกมองอย่างไรก็เป็นนักเลงหัวไม้ ทว่าเก่งกาจทั้งบู๊บุ๋น ยิ่งนิสัยใจคอถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นคนน่าคบหา ความจริงเจ้าตัวเหม็นเบื่อการต้องตามล้างตามเช็ดพฤติกรรมของเมย์อย่างมากและอยากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลมากกว่า แต่เขาผูกติดกับเมย์จนถอยหลังกลับไม่ได้เลยต้องจำใจทนแล้วเบนเป้าไปทำงานอย่างอื่นที่ทำไปพร้อมๆ กับดูแลเมย์ได้แทน...น่าสงสารจริงๆ

            มิยูกิเข้าใจดีว่าทำไมทางตระกูลนารุมิยะรั้งตัวคุราโมจิสุดชีวิต เรื่องรู้อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะนั้นแน่นอน แต่นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผลสลักสำคัญอยู่อีก ไม่เพียงสมดุลทั้งทางกายภาพและสติปัญญา คุราโมจิยังมองคนเก่ง กับมิยูกิเองก็ถูกมองสันดานออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่เจอกันได้ไม่กี่หน...เพราะฉะนั้นคุราโมจิที่พื้นเพเป็นคนดีจึงชังน้ำหน้ามิยูกิอยู่ไม่น้อย

            ทำให้มิยูกิอยากแกล้งหมอนี่เป็นบ้า

            สีหน้าตอนโมโหแต่ตอบโต้มิยูกิซึ่งเป็นเพื่อนเมย์ไม่ได้เป็นสีหน้าที่เห็นแล้วทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา

            ในบรรดาคนที่คบค้ามากมาย เมย์ซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและนิสัยเสียเหมือนกันเป็นคนที่คุยถูกคอมากที่สุดและช่วยเหลือเกื้อกูลมิยูกิมากที่สุดด้วย ตอนรับรู้การมีอยู่ของทาคาชิมะ เรย์ มิยูกิตั้งใจไว้แล้วว่าจะใช้เจ้าหล่อนเป็นเครื่องมือไปหาพ่อ แต่เขาไม่มีเส้นสายอันใดนำไปสู่การทำความรู้จักอีกฝ่าย

            เมย์นี่แหละที่เป็นธุระให้

            การที่เด็กม.ปลายไปจีบผู้ใหญ่อาจดูไม่เจียมตัว แต่เรย์ใจกว้างกว่าที่คิด การเข้าหาเจ้าหล่อนไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมมิยูกิติดสกิลสร้างสัมพันธ์เก่งเต็มหลอด กับผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่พูดคุยง่ายเดี๋ยวเดียวก็จูนกันติด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พื้นเพครอบครัวของมิยูกิดีเยี่ยม หน้าตารึก็หล่อเหลาน่ามอง ดังนั้นหลังการคบหาไปได้สวย พอมิยูกิขึ้นมหาลัยก็เริ่มพูดคุยเรื่องการหมั้นหมาย

            โทคุผู้เป็นพ่อบุญธรรม เมื่อได้ยินการตัดสินใจของลูกชาย ไม่เพียงไม่ประหลาดใจ กลับยอมรับอย่างง่ายดาย ยินดีจัดการเรื่องเจรจาสู่ขอให้โดยไม่เกี่ยงงอน

            “จะฮุบหรือ?” โทคุนั่งดูสารคดีสัตว์โลก เอ่ยถามโดยไม่หันมามองเหมือนพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

            มิยูกิตอบยิ้มๆ “พ่ออยากได้มั้ยล่ะครับ?”

            “...”

            มิยูกิสองคนสื่อสารกันผ่านสายตาโดยไร้เสียง

            จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ผุดยิ้มลึกลับ

แม้พ่อลูกคู่นี้ไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด แต่ไม่มีใครระแคะระคายเลยสักนิด


           

            การคบหาระหว่างมิยูกิกับเรย์ราบรื่น ผู้ใหญ่ก็ให้การสนับสนุน อันที่จริงด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระดับนี้ มิยูกิย่อมเคยพบปะครอบครัวของเรย์ตัวเป็นๆ เขาเคยคิดในใจ...หากคนคนนั้นเห็นหน้าแฟนหนุ่มของลูกสาวตัวเองแล้วจะแสดงท่าทางแบบไหนออกมากันนะ?

            จะหน้าซีดพูดอะไรไม่ออก? หรือจะโมโหจนหูอื้อตาลาย?

            ...จะแบบไหนก็ดีทั้งนั้น

            ทว่าความเป็นจริงกลับหักหลังความคาดหวังอย่างรุนแรง ทาคาชิมะคนพ่อไม่แสดงกริยาอันใดเป็นพิเศษ เพียงทักทายทำความรู้จักว่าที่ลูกเขยอย่างอารยชนทั่วไป

            คนปกติควรต้องมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเมื่อพบว่าลูกชายและลูกสาวมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว...แต่เขานิ่งมาก นิ่งสนิท นิ่งอย่างไม่ปกติ

            มิยูกิอ่านไม่ขาดว่าอีกฝ่ายเก็บอารมณ์ได้ดีเยี่ยมหรือลืมเลือนลูกชายนอกคอกไปแล้ว ในช่วงแรกเขาตื่นตระหนกและสงบใจไม่ลง กว่าจะบังคับตัวเองให้กลับเข้ารูปเข้ารอยต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว มิยูกิย้ำคิดย้ำทำซ้ำๆ ว่าใครจะคิดอย่างไรไม่สำคัญ แค่ทำลายคนคนนั้นได้ก็พอแล้ว

            นั่นเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต

            แต่แล้วเป้าหมายดังกล่าวมีอันต้องถูกสะเทือนอย่างรุนแรงในวันหนึ่ง...โดยคนคนหนึ่ง


 

            กวดวิชาทาคิกาวะเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของธุรกิจเครือมิยูกิ เลยมีเหตุให้ต้องพูดคุยพบปะพ่อลูกทาคิกาวะเป็นครั้งคราว เพียงแต่หลังคุราโมจิ โยอิจิมารับจ๊อบเป็นติวเตอร์เพื่อบรรเทาฝันอยากเป็นครู (ซึ่งคงไม่มีวันเป็นจริง) มิยูกิพลอยมีเหตุให้ต้องมาที่กวดวิชาแห่งนี้บ่อยขึ้นและพลอยสนิทสนมกับทาคิกาวะ คริส ยูมากตามไปด้วย...ถึงขนาดว่านับเป็นมิตรสหายได้เลย

            ทว่านั่นยังไม่เกี่ยวกับการสั่นสะเทือนเป้าหมายชีวิตของมิยูกิ

            ในเรื่องนี้ สาเหตุมาจากน้องรหัสของคุราโมจิต่างหาก

            เมื่อขึ้นเรียนชั้นปี 2 คุราโมจิมีน้องรหัสเข้ามาให้ทุบตี เอ้ย ดูแลหนึ่งหน่อ...เป็นเด็กทุนหัวดีที่อยากแบ่งเบาภาระทางการเงินของที่บ้าน ฉะนั้นจึงถูกทาบทามให้มาเป็นติวเตอร์

มิยูกิ คาซึยะมีอันขำไม่ออกเพราะดันไปถูกตาต้องใจพ่อหนุ่มน้อยน้องรหัสคนนี้เข้านี่แหละ...เล่นงานคนพี่ไปซะขนาดนั้น งานนี้ขืนไปยุ่งกับเด็กคุราโมจิน่าจะยุ่งยากแล้วล่ะ

            แรกเริ่มมิยูกิไม่ได้สนใจอะไรเจ้าเด็กตาแป๋วนั่นเลย สำหรับเขา ซาวามุระ เอย์จุนเป็นคนบ้าเรียนสุดขั้ว วันๆ เอาแต่จับตำรา เข้าสังคมไม่เก่ง อยู่ด้วยแล้วไม่สนุกสักนิด ช่วงที่เจอกันครั้งแรกๆ เป็นการพบกันโดยที่เอย์จุนเป็นตัวตนเล็กๆ กลางคนกลุ่มใหญ่ เจ้าเด็กนี่แทบไม่ปริปากพูดอะไร แทบไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่

มิยูกิคิดว่าคนอึมครึมแบบนี้จะเหมาะเป็นติวเตอร์กับเขาเร้อออ

ทว่าในบรรดาติวเตอร์ของกวดวิชาทาคิกาวะ ถึงเอย์จุนไม่ใช่คนมีมุกแพรวพราวตอนสอนทำให้สร้างอารมณ์ร่วมไม่ค่อยได้ แต่เนื้อหาแน่นปึ้ก ซ้ำยังอธิบายเข้าใจง่าย เป็นหน้าใหม่เข้าสอนแท้ๆ กลับมีเสียงตอบรับดีอย่างไม่น่าเชื่อ ชั่วโมงสอนเลยเพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้น เป็นเด็กคนโปรดคนหนึ่งของคริสเลยก็ว่าได้

            มิยูกิเริ่มสนใจเอย์จุนตอนบังเอิญพบอีกฝ่ายอยู่กับเพื่อน

            พอเห็นว่าหัวเราะเป็นแถมสดใสขนาดนั้น แรกสุดเขาคิดว่า หัวเราะเป็นด้วยแฮะ ถัดมาคือ อยากเห็นอีกจังน้า ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเกินควร

            แน่สิ...เขาย่อมชอบพี่สาวโนตมมากกว่าอยู่แล้ว ตัวผู้ไม่อยู่ในขอบข่ายรสนิยมด้วย

            นอกจากนี้ กับทาคาชิมะ เรย์ ความสัมพันธ์ของพวกเขาราบรื่นดี

            เท่ากับไม่เห็นความจำเป็นต้องหาเหาใส่หัวด้วยการทำให้ความสัมพันธ์กับเจ้าหล่อนร้าวฉานด้วยการหันมองคนอื่น อย่างน้อยจนกว่าจะกระชากพ่อบังเกิดเกล้าลงมาคลุกโคลนได้ มิยูกิไม่คิดทำลายเส้นทางที่ตนก้าวเดินอย่างระมัดระวังมาตลอดหลายปี

แม้เขาจะกระทำเรื่องหมิ่นเหม่ศีลธรรมอยู่และตกลงปลงใจแต่แรกแล้วว่าเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย...ถ้าจำเป็นก็จะทำ แต่เรย์เป็นคนรักนวลสงวนตัวอย่างมากจึงแตะต้องเพียงระดับกอดจูบซึ่งสร้างความลำบากใจให้มิยูกิในระดับทนรับได้

จะอย่างไรก็นับเป็นพี่น้องกัน ฝ่ายไม่รู้อย่างเรย์ว่ากันไม่ได้ แต่มิยูกิรู้เต็มอก

            ในใจของเขาแท้จริงรับภาระใหญ่หลวง

            และมีรอยขีดข่วนยากจะมองเห็นกระจายอยู่ทั่วไปหมด...แถมบาดแผลยังทำท่าว่าจะฝากรอยลึกขึ้นเรื่อยๆ

            สิ่งที่มิยูกิทำจำเป็นต้องมีจิตใจอันแข็งแกร่งมาก

            ภายใต้ใบหน้าระรื่น ซอกหลืบเล็กๆ แตกหน่ออ่อนอันมีชื่อว่าความเกลียดชังตัวเองและคิดว่าตนคงไม่สามารถมีความสุขอย่างคนปกติได้อีกแล้ว

 

             “ถ้าไม่ได้กำลังมีความสุข ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มก็ได้นี่ฮะ”


            มิยูกิ คาซึยะซึ่งกำลังเหม่อลอยถูกเสียงของเอย์จุนฟาดเข้ากลางศีรษะ

            เขาดึงสติกลับมา จากตื่นตะลึงในคราแรกค่อยสงบลงเมื่อมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ

            พวกเขายืนอยู่หน้าร้านไอศกรีม มิยูกิเป็นคนขันอาสาพามาเลี้ยงเอง แต่คุราโมจิชิงสั่งรสคุกกี้แอนด์ครีมตัดหน้า...ดันเป็นโคนสุดท้ายพอดี มิยูกิที่ตอนแรกตั้งใจจะกินรสเดียวกันจึงอดไปตามระเบียบ

            เอย์จุนย่นคิ้วหน้ายุ่ง ปากบ่นพึม “คุณเองก็อยากลองเมนูซิกเนเจอร์เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ คุราโมจิเซมไปอยากกินรสมะนาวแท้ๆ แต่มาสั่งตัดหน้า เวลาแบบนี้สมควรต้องโมโหสิ”

            เป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งเลยไม่ได้พูดยาวๆ หรือใส่อารมณ์ ทว่าเหมือนจะมีบางเรื่องที่ซาวามุระ เอย์จุนอ่อนไหวเป็นพิเศษอยู่เหมือนกัน

          หมายถึงไอศกรีมนี่เอง...

            พอเข้าใจสถานการณ์ หัวใจที่เต้นแรงพลันสงบลง...นึกว่าโดนมองออกเสียอีกว่ามีความลับอะไรอยู่

            รอบตัวตอนนี้ นอกจากเอย์จุนกับคุราโมจิยังมีคริสและคนในกวดวิชาทาคิกาวะคนอื่นๆ อยู่ด้วย คนเหล่านั้นมองเอย์จุนต่อปากต่อคำกับคุราโมจิอย่างสนุกสนาน ไร้วี่แววเข้าไปห้ามปราม มิยูกิเห็นเอย์จุนหน้าง้ำคุยกับคุราโมจิ จากนั้นคนเป็นรุ่นพี่เกาต้นคอ ยื่นโคนไอศกรีมให้ ทว่าเอย์จุนชี้โบ๊ชี้เบ๊มาทางตน

            “ไม่ได้ ถึงผมจะอยากกินเหมือนกันแต่มิยูกิซังอยู่คิวก่อนหน้าผมนี่นา ถ้าจะยกให้ต้องให้เขาก่อนสิฮะ”

            “ตูไม่อยากให้มันไงว้อย!

            คริสเข้าไปไกล่เกลี่ยจนได้ ที่สุดแล้วไอศกรีมซึ่งเริ่มละลายในมือคุราโมจิเลยตกสู่มือมิยูกิ

            “แกเอารสอัลมอนด์ละกัน” คุราโมจิตีกระหม่อมเอย์จุนเป็นเชิงหยอกล้อเบาๆ พร้อมเสนอเมนูใหม่ให้ราวจะแก้ตัวจากเรื่องเมื่อครู่ พอคู่กรณีพยักหน้าจำยอมเลยได้ไอศกรีมรสอัลมอนด์ให้เอย์จุน ส่วนตัวเองกินรสเลมอนตามความตั้งใจเดิม

            เรื่องคุราโมจิ โยอิจิเป็นคนเอาใจใส่มิยูกิรู้ดีอยู่แล้ว แต่เขาเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเอย์จุนเป็นเด็กดีมากคนหนึ่ง การที่ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีคงเป็นเพราะคนประเภทเดียวกันมักดึงดูดกัน

            ฉะนั้น คนอย่างมิยูกิ คาซึยะคงไม่อาจร่วมหัวเราะไปด้วยได้

            อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์เล็กๆ ดังกล่าว เมื่อมีโอกาสเข้าไปยังสถาบันกวดวิชา มิยูกิมักมองหาเอย์จุนและคอยสังเกตท่าทีอีกฝ่าย มองสีหน้า มองการกระทำ ทีละเล็กละน้อยจนกลายเป็นความเคยชินรูปแบบหนึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่เคยรู้สึกตัวจนกระทั่งมีเจ้าหนุ่มช่างสังเกตไม้เบื่อไม้เมาคนเดิมเข้ามากางปีกป้อง

            “พักนี้คุณมองหมอนั่นแปลกๆ นะ”

            “ฮ่าๆๆ ก็ปกตินี่”

            “ไม่ต้องมาทำขำครับ คิดจะทำอะไรอีกล่ะ”

            ไม่ว่าจะกระดิกตัวทำอะไรก็โดนคุราโมจิมองในแง่ร้ายตลอดเลยแฮะ

            ตอนนั้นแก้ต่างไปว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรทั้งสิ้น เพียงวางสายตาไปเรื่อยเปื่อยแล้วเป้าพักสายตาดันเป็นซาวามุระ เอย์จุนเท่านั้นเอง ไม่รู้สัมผัสได้ว่าไม่ได้โกหกหรืออย่างไร คุราโมจิขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วยุติการหาเรื่องโดยดี

อย่างไรก็ตาม สายตาสงสัยกับคำถามดังกล่าวเป็นเสมือนเสียงเคาะประตู มิยูกิย้อนกลับมามองตัวเองใหม่ว่านี่กำลังทำอะไรอยู่กัน? มองคนคนหนึ่งจนโดนทักเนี่ยนะ? ทำตัวผิดปกติขนาดนั้นเลย?

            ผ่านไปหนึ่งเดือน มิยูกิ คาซึยะค่อยตระหนักว่าความปั่นป่วนในอกมีชื่อเรียกว่าอะไร

            และใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในการยอมรับชื่อเรียกอันแสนจะจั๊กจี้หัวใจดังกล่าว

 

 

            ตั้งแต่เริ่มเติบโตเป็นผู้เป็นคน ในหัววนเวียนเพียงเรื่องต้องทำอย่างไร พ่อแท้ๆ ถึงจะล่มจม จดจ่อแค่การล้างแค้น ใช้ชีวิตบิดเบี้ยวกู่ไม่กลับ

            แต่วันหนึ่งกลับเกิดความปรารถนาอันซื่อตรงเยี่ยงปุถุชน

            ยิ่งถลำลึกยิ่งโลภมาก

            แค่เฝ้ามองไม่พออีกต่อไป

          อยากได้...

          อยากครอบครอง

ทว่าการทำลาย ทาคาชิมะ ไม่อาจเลิกล้ม

ความกระวนกระวายจากการไม่อาจควบคุมหัวใจน่ากลัวเพียงใด มิยูกิ คาซึยะมาตระหนักซึ้งเอาป่านนี้ เขาบอกว่าอยากจบเรื่องทุกอย่างโดยเร็วกับเมย์ขณะที่นั่งเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยมีกระดานโอเทลโล่คั่นกลาง

นารุมิยะ เมย์ผู้นั่งเท้าคางในมาดคุณชายหยิบโหย่งพลิกหมากแบนๆ สองสีไปมา ไม่แสดงสีหน้าเป็นพิเศษ ด้านโซฟาเดี่ยวตัวถัดจากอีกฝ่ายถูกยึดโดยคนสนิทควบพี่เลี้ยง คุราโมจิ โยอิจิซึ่งอ่อนวัยสุดในที่นี้ เทียบกับเมย์ผู้ไม่อนนาทรร้อนใจ คุราโมจิกลับมีสีหน้าคร่ำเคร่งกว่า

“ใจร้อนไม่สมเป็นคุณเลยนะครับ”

“นั่นสิ ทำไมคาซึยะถึงใจร้อนขึ้นมาล่ะ ของยังไม่เสร็จสักหน่อย” พูดพลางวางหมากลงช่องว่างดังแปะ

คนโดนถามหลุบตามองกระดาน แม้มุมปากยกยิ้ม ดวงตาหลังแว่นดูไม่ยิ้มตาม

“นอกจากทำลายคนคนนั้น ดันมีของที่อยากได้เพิ่มขึ้นมาน่ะ”

“...”

ดวงตาสีอ่อนของเมย์เหลือบขึ้นมอง ด้วยใบหน้าครึ่งล่างถูกบดบังด้วยมือข้างหนึ่งจึงยากจะระบุว่าสีหน้าเป็นเป็นเช่นไร ใช้เวลาครุ่นคิดอะไรเล็กน้อย ต่อเมื่อได้ข้อสรุป สุ้มเสียงดื้อรั้นของคนเอาแต่ใจดังขึ้นอีกครั้ง

“ถ้าเร่งมือ ความเสี่ยงย่อมต้องเพิ่มตาม...แต่ก็ใช่จะต่อรองไม่ได้เสียทีเดียว”

มิยูกิฟังแล้วชะงักงัน เขาไม่โง่ วินาทีถัดมาก็ตีความประกายวิบวับในดวงตาคู่สนทนาออก ดวงตาสีน้ำตาลพลันหรี่โค้งลง...แบบนี้คุยง่าย

“อยากได้ส่วนแบ่งตรงไหนเพิ่มล่ะ?”


 

ถึงจะมีการตกลงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กับเมย์หลายต่อหลายเรื่อง ทว่ามิยูกิไม่ได้รับรู้รายละเอียดเชิงลึกไปเสียทุกเรื่อง ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพื้นเพของ มิยูกิกับ นารุมิยะ ต่างกัน

นักธุรกิจกับนักการเมือง

เรื่องอำนาจที่มองไม่เห็น บางทีรู้มากไปก็ไม่ดี ฉะนั้นมิยูกิจึงระมัดระวังไม่อยากรู้อยากเห็นในการกระทำต่างๆ ของเมย์มากเกินควรและแตะเบรกในเวลาที่เหมาะสม ความที่เขาอ่านสถานการณ์ออกและวางตัวเป็นนี้เองที่เป็นอีกปัจจัยช่วยเหลือการคบหากับคนอื่นให้เป็นไปอย่างราบรื่น

การทำลายทาคาชิมะก็ไม่ต่าง

ฉันจะเข้าหาเรย์จัง

งั้นฉันจะแทรกแซงทางธุรกิจแล้วกัน

การจับมือร่วมทำเลวไปได้สวย

มิยูกิทำเพื่อความพอใจส่วนตัว เมย์ต้องการผลตอบแทนจากธุรกิจใหญ่โตของทาคาชิมะ

พวกเขาทราบความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายตามความเหมาะสมและระมัดระวังเพียงเพื่อไม่ให้ไปขัดแข้งขัดขากันเองเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่เมย์ร้องขอคือให้ดึงความสนใจเพื่อตัวเองจะได้เตรียมอะไรต่อมิอะไรได้สะดวก ต่อเมื่อการเตรียมการเรียบร้อยจะส่งสัญญาณบอกให้มิยูกิไปรับ ของ

และหลังจากชวนเอย์จุนไปกินข้าว คุราโมจิก็ทำตัวเป็นพิราบสื่อสารบอกมาแล้วว่าให้ไปเอาได้เลย

นั่นหมายถึงการเตรียมการขั้นสุดท้ายเสร็จสิ้น

 

 

            หลังเผชิญหน้ากับตัวเองและยอมรับความเป็นจริง มิยูกิคอยตอดเล็กตอดน้อยเอย์จุนอยู่ตลอด เรียกว่าจีบเต็มตัวไม่ได้เพราะมีบ่วงรัดคอ แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้รู้สึกตัวว่าถูกจีบ เอย์จุนหัวช้าอย่างที่คิด หากก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเสียทีเดียว ช่วงแรกที่มิยูกิรุกเข้าหาอย่างจงใจ เจ้าตัวยังงุนงงสับสน มาช่วงหลังๆ นี้ค่อยแสดงอาการระแวดระวัง คงจะตงิดๆ แล้วว่าโดนจีบอยู่หรือเปล่า

            การได้เห็นเอย์จุนค่อยๆ สนใจตนมากขึ้นทีละน้อยทำให้ใจชื้นขึ้นบ้าง

            อย่างน้อยก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แค่นั้นก็น่ายินดีมากแล้ว

            ...ถึงส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมิยูกิทำธุรกิจกับครอบครัวทาคิกาวะเลยเลี่ยงไม่ได้ก็เถอะ

            พอมองด้วยสายตาของคนมีความรัก จะทำอะไรก็น่ารักน่าชังไปหมด ขนาดกริยาแสนธรรมดาหรือแค่ยืนหายใจเฉยๆ ก็ทำเอาอยากทอดถอนใจด้วยความกลัดกลุ้มว่าน่ารักจังน้า

            เป็นเอามากจริงๆ

            ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นซาวามุระ เอย์จุน จะหน้าตาหรือนิสัย ที่ดีมากกว่าคนนี้ก็มีมากมาย แต่กลับรู้สึกว่าไม่เป็นเอย์จุนไม่ได้

            มิยูกิสูญเสียความเยือกเย็นจนบางครั้งถึงขั้นคิดว่าโยนเรื่องเอาคืนพ่อทิ้งไปซะเถอะ ยังไงก็ทำไปเพื่อให้มีเป้าหมายในชีวิตสักอย่างไว้ยึดเกาะ ไม่อยากให้เรื่องดังกล่าวมาเป็นสิ่งกีดขวางความสัมพันธ์กับเอย์จุนเลย

            ดังนั้นพอคุราโมจิส่งสัญญาณให้...เขาดีใจ

            แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สมดุลอันหมิ่นเหม่กับเอย์จุนค่อยๆ พังทลายลง


 

            หลังจากวันที่มิยูกิจำเป็นต้องเบี้ยวนัดเอย์จุนเพื่อไปหาเรย์ เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ ลดการปฏิสัมพันธ์กับตนลง ข้อความที่ตอบกลับสั้นลงเรื่อยๆ แถมยังกินเวลายาวนานกว่าจะตอบสักรอบ

            นอกจากนี้ยังแทบไม่เห็นหน้าค่าตาไม่ว่าจะพยายามดักเจอกี่หน

            กริยาเวลาเจอกันก็ดูระแวดระวังเหมือนตอนเจอกันครั้งแรกในฐานะคนแปลกหน้า

            ขนาดคนโง่ยังมองออกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่ามิยูกิ คาซึยะไม่ใช่คนโง่ หากไม่มีความผิดติดตัวคงไม่รู้สึกอะไร แต่นี่มีคดีมากมายจนคาดเดาไม่ได้ว่าเรื่องใดกันแน่ที่ทำให้เอย์จุนหลบลี้หนีหายตนออกนอกหน้าขนาดนี้

            บางทีอาจรู้เรื่องของเรย์แล้วก็ได้...ต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ

            “เลยมาหาผมหรือครับ?”

            มิยูกิหัวเราะ ทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเหยียดหยามของคุราโมจิ “ซาวามุระการ์ดแข็งโป๊กเลยนี่นา”

            โบราณว่าด้านได้อายอด นาทีนี้คนที่ขอร้องได้สนิทใจที่สุดคือคุราโมจิ โยอิจิ แม้จะชวนกระดากอยู่บ้าง แต่กับหมอนี่ที่เห็นสันดานกันทะลุปรุโปร่ง มิยูกิไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์อีก ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วล่ะ

            ผู้ชายตาขวางแสดงอาการต่อต้านผ่านทุกอิริยาบถ สีหน้า แววตา รวมทั้งอากัปกริยาหลังได้ยินคำร้องขอความช่วยเหลือ ขนาดไม่ผิดไปจากคาดยังเจ็บแปลบๆ คุราโมจิยืนยันเจตนารมณ์เดิม ทำไมผมต้องช่วยคุณด้วยไม่ทราบ?

            “ไม่ใช่เรื่องของผม ธุระคุณ คุณจัดการเองเถอะ”

            จะขออย่างอ้อมค้อมหรือตรงไปตรงมา คุราโมจิยืนกรานปฏิเสธหนักแน่น ความตั้งใจเดิมไม่สั่นคลอน

            ...เคี้ยวยากจริง

            มิยูกิจำต้องยอมรับความพ่ายแพ้แล้วมองหาทางออกอื่น กับเอย์จุนยังไม่มีความสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกชัดเจนแท้ๆ ทว่าหนามเล็กๆ ในใจทำให้รู้สึกคล้ายตนทำความผิดต่ออีกฝ่ายพิกล...

            ทีกับเรย์จังดันไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด

            จะมีสายเลือดเดียวกันหรือไม่ ทาคาชิมะ เรย์คือแฟนสาวผู้คบกันอย่างเปิดเผยออกหน้าออกตา สมควรต้องรู้สึกผิดต่อเจ้าหล่อนต่างหาก...แต่ก็อย่างว่า มิยูกิไม่ได้คบหาเรย์อย่างจริงใจมาตั้งแต่แรก ความสนใจที่มีให้เจ้าหล่อนตื้นเขินยิ่งนัก ในเมื่อใส่ใจเท่าที่จำเป็นเพื่อสวมบทแฟนหนุ่ม ไม่เคยมอบใจจริงให้ การรู้สึกผิดต่อเรย์มากกว่าที่ดูไม่สมเหตุสมผล

ทำเรื่องเลวๆ ได้โดยไม่รู้สึกอะไร เห็นทีสันดานจะเสียฝังรากลึกจนกู่ไม่กลับแล้ว

เขาเคยปรารภกับพ่อเมื่อนานมาแล้ว คนฟังกลับตอบเรียบเรื่อย

          มนุษย์เรามีความหลากหลายไม่ว่าจะรูปลักษณ์ภายนอกหรือใจคอภายใน การที่สังคมเราดำเนินต่อไปได้ก็เพราะมีคนหลากหลายจำพวก ถ้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ก็ไม่ต้องเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาบีบบังคับตัวเองหรอก แค่ลูกรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่...แค่นี้ก็ดีเหลือเฟือแล้ว

            ทำ...โดยรู้ตัว

            กับ ทำ...โดยไม่รู้ตัว

            ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันของสองสิ่งนี้คือหากมีสติรู้นึกว่ากำลังทำอะไรก็จะไม่ เสียใจภายหลัง

            ระบบความคิดของโทคุอันตราย หากยึดหลักคิดตามนี้ ต่อให้ก่อเหตุฆาตกรรมก็อ้างว่าเป็นสิ่งชอบธรรมได้ กระนั้นมิยูกิคงบิดเบี้ยวไม่น้อยจึงไม่โต้แย้งออกไป...หรือไม่ เขาอาจแค่ต้องการ ข้ออ้าง สักอย่างเพื่อสานต่อสิ่งที่ตนกำลังกระทำ

           

            “แต่มาดักกันขนาดนี้มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า”

 

            ทาคิกาวะ คริส ยูได้ยินผ่านหูมาบ้างว่ามิยูกิพยายามหาทางคุยกับเอย์จุนอยู่ เขาเป็นคนรู้จักทั้งสองคน ไม่อยากเลือกข้างใครทั้งนั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามิยูกินี่ดึงดันจริงๆ คริสทราบดีว่าหากยอมแพ้อะไรง่ายๆ มิยูกิคงไม่อาจทำอะไรสำเร็จมาถึงขั้นนี้ ทว่าในแง่ของการสร้างความสัมพันธ์กับคน การเว้นระยะเพื่อสร้างช่องว่างในการหายใจหายคอและการให้พื้นที่ส่วนตัวก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

            มิยูกิหัวเราะแหะๆ “พอดีว่าผมร้อนใจน่ะ บางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ด้วยก็ได้ ปล่อยไว้นานๆ ก็ไม่ดีใช่ไหมล่ะครับ”

            “นั่นก็จริง...”

            ช่วงนี้ชั่วโมงสอนของเอย์จุนน้อยลง เรื่องเรียนคงหนักหนาสาหัสไม่เบา ถ้ามีอะไรกวนใจอยู่ รีบปลดสิ่งนั้นออกไปจากสมองได้ก็เป็นเรื่องดี คริสคล้อยตามมิยูกิจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ

            ดังนั้นมิยูกิเลยได้เจอเอย์จุนซะที

            วินาทีที่สายตาประสานกัน มิยูกิเห็นอีกฝ่ายพรูลมหายใจยาวราวเหนื่อยล้าสาหัส

            ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หนีอีก

           

 

            เพราะเด็กมหาวิทยาลัยไม่มีเวลาว่างเหลือเฟือ อีกทั้งยังมีชนักปักหลัง ต่อให้อยากใช้เวลาพูดคุยนานๆ แต่มิยูกิไม่มีทางเลือกมากนัก แทนที่จะได้หาที่นั่งเปิดใจคุยดีๆ กลับลงเอยที่ห้องติวห้องหนึ่งของกวดวิชาทาคิกาวะซึ่งแสนจะขาดความเป็นส่วนตัว ดีว่าพองับประตูเลื่อนแล้วลงกลอนยังพอกล้อมแกล้มกันคนเข้ามาขัดได้ เอย์จุนกินนอนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวต้องไปท่องหนังสือต่อ ไม่อาจสละเวลาเพื่อความต้องการส่วนตัวของมิยูกิด้วยการออกไปข้างนอก

เนื่องจากเพิ่งสอนเสร็จ เอย์จุนขอเวลาเล็กน้อยก่อนเดินกลับมาพร้อมชาอู่หลง 2 ขวด แบ่งให้มิยูกิหนึ่งขวดอย่างมีน้ำใจ

ติวเตอร์ผู้มีงานรัดตัวจิบชาแก้คอแห้งหลายอึก ค่อยเอ่ยว่า “ครับ พร้อมแล้ว มีเรื่องอะไรเหรอครับ”

            ถึงยังมีอาการเกร็งอยู่บ้าง ทว่าเอย์จุนไม่ใช่คนชอบเข้าสังคมแต่ต้น มักจะมีอาการทำนองนี้อยู่บ้างเป็นปกติ มิยูกิประเมินสภาพการณ์คร่าวๆ แล้วคิดในใจว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ไม่ต้องระมัดระวังตัวเกินไป สามารถตรงไปมาด้วยได้ ติดก็ตรงสิ่งที่เรียบเรียงมาในหัวก่อนเจอหน้ากันอย่างเรียบร้อย มาบัดนี้ยุ่งเหยิงไปหมด พออยู่ต่อหน้าตัวจริงแล้วเยือกเย็นได้ยากแท้น้อ...

            “นี่ ทำไมถึงหลบหน้ากันล่ะ”

            “...”

            สีหน้าคนฟังเผยความตกใจออกมา เอย์จุนซึ่งจิบชาอึกสองสำลักชาซึ่งยังไม่ทันกลืนลงคอหน้าดำหน้าแดง ดูก็รู้ว่าแทงใจดำอย่างจัง มิยูกิเห็นแล้วรู้สึกผิดเล็กๆ บางทีตนควรจะพูดช้ากว่านี้สักนิดเอย์จุนจะได้ไม่ต้องมาสำลัก พร้อมกันนั้นก็นึกเสียดายว่าทำไมไม่มีนิสัยชอบพกผ้าเช็ดหน้า หากยื่นให้เอย์จุนตอนนี้คงดูดีมากเลยไม่ใช่เหรอ?

            ใช้เวลาเกือบนาทีในการตั้งสติและควานหาคำตอบดีๆ เอย์จุนซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดเช็ดปากด้วยชายแขนเสื้อแล้วตอบคำถามในที่สุด

            “แค่ไม่อยากเจอคุณน่ะครับ”

            มิยูกิ คาซึยะฟังแล้วหน้าชา “ฮะ...เมื่อกี้...”

            ซาวามุระ เอย์จุนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เขายกมือนวดหว่างคิ้ว สีหน้ายุ่งยากใจ ทว่าหลังระบายลมหายใจคำรบสองก็ยังคงย้ำคำพูดเดิมอย่างโหดร้าย   

            “ไม่อยากเจออีกแล้วครับ”

            “...”

            ในแง่หนึ่ง นับว่าใจเด็ดมากที่พูดเรื่องทำร้ายคนฟังระดับขีปนาวุธออกมาได้ชัดถ้อยชัดคำ

            นานมากแล้วที่มิยูกิตกอยู่ในสภาวะปากลิ้นแข็งและควบคุมสีหน้าไม่ได้

            “ทำไมล่ะ ...เพราะครั้งก่อนฉันเบี้ยวนัดเหรอ? หรืออะไร? นี่ นี่ฉัน...ทำอะไรไม่ดีกับนาย ทำอะไรให้นายไม่พอใจเหรอ? ถ้ายังไงช่วยบอกทีเถอะ ฉันน่ะ...ฉัน...”

            “...”

            ถึงขนาดใช้คำว่า ไม่อยากเจออีกแล้ว

            โดนคนที่หลงรักปาคำนี้ใส่หน้า ต่อให้เป็นมิยูกิ คาซึยะก็สะเทือนได้ เขายังเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกและหัวจิตหัวใจอยู่ มิหนำซ้ำคนที่จริงใจด้วยยังมีน้อยชนิดนับนิ้วได้ การโดนหนึ่งในนั้นแสดงท่าทางต่อต้านอย่างเปิดเผยเสมือนถูกแล่คว้านความรู้สึกด้วยมีดขึ้นสนิมอย่างไรอย่างนั้น

            เรื่องเทเดทเมื่อตอนนั้น มิยูกิไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ จะบอกว่าผิดแผนก็ได้

            จู่ๆ ทาคาชิมะเรย์ติดต่อมาว่ามีงานฉลองวันเกิดเพื่อนสนิทเลยมาชวนให้ไปเป็นเพื่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง มิยูกิจำเป็นต้องสร้างความประทับใจอันดีกับแฟนสาว เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยกเลิกนัดแม้อยากไปเดทกับเอย์จุนแทบเป็นแทบตาย

            สองตาเอย์จุนปกติดี แน่นอนว่ามองเห็นสีหน้าใจสลายของผู้นั่งฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน นั่นทำให้เขาอ่อนลงเล็กน้อยและปรับกริยาท่าทางรวมทั้งน้ำเสียงใหม่

            “ขอโทษฮะ จริงๆ มันเป็นปัญหาของผม” แววตาขณะพูดจริงจังยิ่ง ช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าตัวน่าจะมีเรื่องมากมายให้ต้องคิดเช่นเดียวกัน “มิยูกิซัง ขอพูดตรงๆ ได้ไหมครับ?”

            “อืม”

            เขา...เลือกไม่ได้สักหน่อย

            สัญชาตญาณบอกว่าสิ่งที่จะได้ยินไม่มีทางเป็นเรื่องดีๆ กระนั้นมิยูกิไม่อาจทำอะไรได้...ไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยๆ เขาควรรู้ก่อนว่าเอย์จุนกำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไรเพื่อหาทางแก้ตัวใหม่ในอนาคต

            “ที่จริงผมน่ะ...หวั่นไหวกับคุณครับ”

            “...”

            “...”

            “...?!!!

            “แต่เพราะถลำลึกไม่ได้ เลยต้องตัดความรู้สึกนี้ให้ขาดครับ”

            ความรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยขึ้นสวรรค์ กลับโดนจับขว้างลงขุมนรกกะทันหันคงเป็นเช่นนี้ มิยูกิตัวชาวาบ รีบละล่ำละลักแก้สถานการณ์

            “ซาวามุระ ฟังนะ นายน่ะ...!

            “คุณมีแฟนแล้ว”

            “...!!

            ทว่าประตูทางหนีออกจากขุมนรกกลับถูกกระแทกปิดดังปังพร้อมล็อกกลอนจากภายนอกอย่างแน่นหนา

            เอย์จุนเอ่ยต่อไป ราวกับว่าเมื่อตัดสินใจเปิดเผยใจจริงแล้วก็ต้องไม่เหลืออะไรไว้ให้ค้างคาอีก “อย่างที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่ตัวผม อาจจะดูเสียมารยาทที่ทำตัวไม่ชัดเจน ใช้วิธีหลบเลี่ยงแทนที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่สะดวกคุยหรืออะไรก็แล้วแต่ ในเรื่องนี้...ต้องขอโทษด้วยครับ”

            ปกติไม่ใช่คนพูดจาไหลลื่น มาตอนนี้กลับพูดได้ฉาดฉานอย่างน่าเจ็บใจ ซาวามุระ เอย์จุนเอ่ยต่อโดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ากำลังลงมีดใครอยู่หรือเปล่า

            “ผมหวั่นไหวกับคุณ ถ้าขืนยังเจอกันต่อไปมีหวังได้ถลำลึกแน่ๆ...ซึ่งผมยอมให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้นกับคนที่มีแฟนแล้วไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด สรุปแล้วปัญหาอยู่ที่ผมครับ...การที่ไม่อยากเจอคุณอีกเป็นปัญหาที่ความใจเสาะของผม” ขณะที่พ่นทุกอย่างออกมา เอย์จุนไม่เงยหน้าเลย แค่ประเด็นของเรื่องที่กำลังพูดก็เป็นสิ่งที่พูดออกมายากอยู่แล้ว สำหรับคนไม่ถนัดการมีปฏิสัมพันธ์ยิ่งยากขึ้นไปอีกระดับ ฉะนั้นการจะให้พูดไปด้วยสบตาคู่สนทนาไปด้วยจึงเป็นเรื่องเกินกำลัง “มิยูกิซังจะเฟรนลี่หรืออะไรก็ไม่ได้หมายความว่าชอบผม ถึงอย่างนั้น พอถูกปฏิบัติด้วยท่าทีแบบนั้น...มันควบคุมความรู้สึกไม่ได้จริงๆ ครับ หนีหายไปเฉยๆ อาจเป็นการทำร้ายจิตใจคุณแต่คุณไม่ได้ทำผิดจริงๆ ครับ”    เอย์จุนย้ำซ้ำไปซ้ำมาว่าเป็นความผิดของตัวเอง “ถือซะว่าขอร้องสักครั้ง หลังจากนี้ ทำเหมือนไม่รู้จักกันเถอะครับ”

            ตั้งแต่ต้นจนจบ มิยูกิ คาซึยะฟังแล้วเข้าใจเจตนาอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ ข้อเรียกร้องของเอย์จุนไม่นับว่ามากเกินไปและดูสมเหตุสมผลดี

            เพราะอ่อนแอจึงไม่อาจทนรับแรงกดดันดังกล่าว

            เผชิญหน้าไม่ไหว

            มีแต่ต้องหลีกเลี่ยง...ต้องหลบหนี

            มิยูกิเม้มปาก กลืนความรู้สึกอัดอั้นที่จวนเจียนจะพร่างพรูออกมาลงท้อง แม้อยากบอกความจริงออกไป แต่ถ้าทำแบบนั้นตนจะกลายเป็นคนสารเลวในพริบตา ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกล กระทั่งมิยูกิเอง หากมีใครทิ้งคนรักมาหาตน (อย่างน้อยคนอื่นก็เห็นเป็นเช่นนั้น) เขายังมีความคิดว่าเคยทิ้งคนหนึ่งไปหาอีกคนได้ มาคบตนแล้วก็คงสลัดทิ้งไปหาคนอื่นได้ง่ายๆ เช่นกัน

            ฉะนั้น หากไม่ปลดบ่วงทีรัดพันตัวในตอนนี้ทิ้งจนเหี้ยน ความสัมพันธ์กับเอย์จุนก็ไม่มีอนาคต

            อดทนไว้...อดทนไว้ก่อนมิยูกิ คาซึยะ

            ตอนนี้ต้องปล่อยมือ เอาไว้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยค่อยเริ่มต้นใหม่จะดีที่สุด

            เขารอคอยเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลมาตั้งเท่าไหร่ แค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้...แค่แข็งใจอีกนิดเท่านั้น

            แค่นิดเดียว

            “มิยูกิซัง”

            เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเอย์จุน เจ้าของชื่อค่อยรู้สึกตัวว่านั่งบื้อใบ้ไม่พูดไม่จานานหลายนาที แถมยังกำมือแน่นจนชาไปหมด มิยูกิซึ่งยังก้มหน้าใช้เวลาเล็กน้อยในการสวมรอยยิ้มการค้า เมื่อประจันหน้ากันอีกครั้ง สิ่งที่เอย์จุนได้เห็นจึงเป็นมิยูกิ คาซึยะที่ยิ้มเรี่ยราดคนเดิม ร่องรอยความตระหนกก่อนหน้ามลายหายไปหมดสิ้น

            “ฉันเสียใจมากนะ แต่ให้ฝืนใจนายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา”

            เอย์จุนกลั้นใจพยักหน้ารับเงียบๆ ร่องคิ้วกดลึกขึ้นทุกที  

            ต่อให้ในอกจะอึดอัดเพียงใด มิยูกิสะกดข่มทุกสิ่งเอาไว้ ต้องรักษาเปลือกนอกยิ้มแย้มให้ได้...นายไม่ได้คิดไปเอง ฉันจีบนาย ฉันชอบนายมากจริงๆ...ความคิดทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ต้องจับล็อกลงกล่องแพนโดร่าแล้วซุกซ่อนเอาไว้เมื่อเวลานี้ไม่ใช่เวลาอันสมควร

            ดังนั้น...

            ด้วยเหตุนั้น...

            มิยูกิตัดสินใจยกรอยยิ้ม “เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะเว้นระยะจากนาย”

            เอย์จุนเผยสีหน้าผ่อนคลายออกมา

            มิยูกิกล่าวต่อ “แต่ถึงอย่างนั้น ฉันคิดว่าเราไม่ควรตัดความสัมพันธ์กันเพราะเรื่องนี้นะ ถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ถ้านายทำใจได้แล้ว ช่วยกลับมาคบหากับฉันเหมือนเดิมได้หรือเปล่า?”

            “...”

            สำหรับเรื่องนี้ผู้ฟังไม่สามารถรับปากได้ทันที หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เอย์จุนพึมพำว่า จะพยายามครับ ด้วยเสียงแผ่วค่อย คาดว่าหากตัดเรื่องความรู้สึกไม่เหมาะไม่ควรออกไป เขาคงอยากคบหากับมิยูกิอย่างบริสุทธิ์ใจนั่นแหละ

            ไม่อย่างนั้นเอย์จุนที่ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าไม่อยากเจอมิยูกิคงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ได้หรอก

            ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ก็ยังดีกว่าปฏิเสธสุดตัว

            คำตอบที่ได้รับสร้างความพึงพอใจให้มิยูกิระดับหนึ่ง หากเอย์จุนอยากตัดตนทิ้งจากชีวิตโดนสิ้นเชิง เขาคงทำใจยอมรับไม่ได้และอาจทำเรื่องสิ้นคิดลงไป

            หรือก็คือ เอย์จุนที่ใจอ่อนลงนิดหน่อยในตอนท้ายเปรียบเสมือนมือที่เข้ามาช่วยกดฝากล่องแพนโดร่าให้ปิดสนิทยิ่งขึ้น

            ความชั่วร้ายจึงยังหลับใหลอย่างสงบอยู่ภายในกล่องต่อไป

            ไม่ต้องห่วง รอ พ่อ โดนทำลายย่อยยับ เรื่องระหว่างฉันกับนายจะไม่เหมือนตอนนี้แน่นอน

 


            จากนั้นไม่นาน สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งก็ได้รับข่าวใหญ่จากแหล่งข่าวไม่ทราบที่มา

เนื้อหาโดยสรุปคือเจ้าสัวกิจการสื่อโทรทัศน์ทาคาชิมะลักลอบขายยาเสพติด

มิยูกิซึ่งตัดสินใจโดยเด็ดขาดและเพิ่งส่งสัญญาณรับ ของ จากเมย์ผิวปากฟิ้วขณะนั่งดูข่าวเช้าระหว่างกินข้าวกับมิยูกิ โทคุ

คนเป็นพ่อมองออกทันที “ฝีมือแกเหรอ?”

“เจ้าเมย์ต่างหากล่ะครับ”

หมอนั่นไปซื้อตัวคนใกล้ชิดประธานทาคาชิมะและหลอกล่อให้ทำเรื่องผิดกฎหมาย จริงอยู่ประธานทาคาชิมะไม่ได้เป็นผู้ร้ายโดยตรง แต่คนใกล้ตัวมีอิทธิพลระดับที่เอาชื่อไปอ้างได้ย่อมป้ายความผิดใส่หน้าได้ หลักฐานที่เปิดเผยออกมาจึงเห็นว่าประธานทาคาชิมะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

“แปลกนะที่คนพรรค์นั้นเลินเล่อจนผิดพลาดได้ขนาดนี้”

มิยูกิยกยิ้มคลุมเครือ

เขาเองก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน...ทำให้ได้รับข้อมูลอันน่าตระหนกมา

คนคนนั้นตาบอดน่ะ

            เสียงของนารุมิยะ เมย์ก้องกังวานอยู่ในหัว

            ที่มาที่ไปไม่ได้สืบจึงไม่ทราบ แต่ดูเหมือนจะมองไม่เห็นมาพักใหญ่แล้ว เพราะอย่างนั้นจึงสอนงานลูกสาวให้สืบทอดกิจการได้ในเร็ววัน เพราะอย่างนั้นจึงต้องพึงคนสนิทอย่างมากและโดนตลบหลังอย่างโหดร้ายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะอย่างนั้นจึงถูกลากจมโคลนด้วยเจตนาร้ายของใครบางคน

            แม้จะไม่น่าเชื่อแต่น่าจะเป็นความจริง ตอนพบกันเมื่อคราวนั้นเลยไม่ตระหนกตกใจว่าทำไมคู่หมั้นของลูกสาวถึงกลายเป็นลูกชายที่ถูกทอดทิ้งเมื่อนานมาแล้ว

            เมื่อมองไม่เห็นย่อมไม่รู้

            น่าเวทนานัก น่าเวทนาจริงๆ

            มิยูกิแสร้งมองไม่เห็นเศษเสี้ยวของความรู้สึกผิดในใจ เลือกสนใจเฉพาะความอิ่มเอมในชัยชนะที่เฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานเท่านั้น 








Talk
จบพาร์ทหมวกแว่นไม่ลงจริงๆ ด้วย พาร์ทหน้าจากตัวละครที่เหลือก็คงจะเป็นพี่มจจิแล้วล่ะค่ะ ส่วนจะได้แต่งเมื่อไหร่ก็...55555 แต่ประเด็นสำคัญๆ เฉลยไปหมดแล้ว (รึเปล่า?) ไม่ค่อยค้างคาใจแล้วล่ะค่ะ ว่าแต่อุตส่าห์ปลงใจเป็นโคซาวะดันมาเจอนายแว่นยาวๆ แบบนี้มันชักไขว้เขวยังไงไม่รู้


No comments:

Post a Comment