Sunday, 19 September 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; InuYuji] รุ่นพี่คนนั้น พูดไม่ได้

Fanfic Jujutsu Kaisen

รุ่นพี่คนนั้น พูดไม่ได้

 

 

Pairing   : Inumaki Toge x Itadori Yuji

Rating    : SFW

 

                เมื่อคนเรามีสมาธิจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะตกห้วงจนลืมวันเวลาและสภาพแวดล้อม อินุมากิ โทเกะซึ่งกำลังไฟลนก้นก็เช่นกัน เขาอุดอู้อยู่ในห้องพักนักศึกษาตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง จนทุ่มครึ่งก็ยังไม่ได้ทานอาหารเป็นเรื่องเป็นราว เหตุเพราะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการวาดวัดขอมซึ่งมีกำหนดส่งวันพรุ่งนี้ นอกจากบนโต๊ะจะมีเศษซากดินสอที่ถูกฝนและอุปกรณ์ขีดเขียน ข้างเท้ายังมีเศษกระดาษเลอะดินสอและหมึก รวมทั้งดินสอด้ามสั้นกุดกับขยะเล็กๆ น้อยๆ กระจายตัวหลวมๆ

                ทั่วทั้งห้องมีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงดินสอขูดกระดาษ

                “รุ่นพี่ ผมซื้อข้าวเย็นมาฝาก ยังไม่ได้กินใช่ไหม”

                มือซึ่งขยับไหวมาโดยตลอดชะงักงันเมื่อได้ยินเสียงบุคคลอื่น

                ครั้นเหลียวคอกลับไปมอง พบเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังปลดกระเป๋าสะพายโยนทิ้งลงบนเตียง จากนั้นถือถุงพลาสติกพองๆ ใส่ข้าวของเต็มเดินอาดๆ เข้ามา

                ระบบหอพักมีการจัดแบ่งห้องพักให้อาศัยสองคนต่อหนึ่งห้อง ผนังด้านในมีหน้าต่างบานสูงแคบๆ หนึ่งบานอยู่ตรงกลาง ข้างหน้าต่างด้านซ้ายยื่นออกไปเป็นระเบียงเล็กใช้ตากผ้า ส่วนอีกด้านเป็นห้องน้ำฝักบัว เตียงเดี่ยวสองหลังหันหัวพิงผนังอยู่ด้านลานตากผ้า ส่วนตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะอยู่ปลายเตียงฝั่งเดียวกับห้องน้ำ

                “ผมซื้อข้าวหน้าแซลมอนกับหมูทอดมา รุ่นพี่จะกินอันไหน?”

                เนื่องจากโต๊ะของอินุมากิถูกใช้งานเต็มอัตราศึก ไม่เหลือที่ว่างให้เบียดวางของ รูมเมตรุ่นน้องอิตาโดริ ยูจิจึงล้วงข้าวกล่องวางลงบนโต๊ะตัวเองทีละกล่อง จัดชุดช้อนและตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ส่วนของที่เหลือในถุงวางแปะไว้บนพื้น

                กลิ่นอาหารทำให้อินุมากิที่ทำงานจนลืมเวลาท้องร้องโครก เขาถอดสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ พิมพ์ยิกๆ แล้วหันหน้าจอไปทางอิตาโดริ

            ‘ขอเป็นแซลมอน ขอบใจมากนะ!’

            ‘เอาไว้จะพาไปเลี้ยงของอร่อยทีหลัง นายอยากกินอะไรบอกมาได้เลย

                อิตาโดริมองหน้าจอแล้วเอ่ยยิ้มๆ “อยากเลี้ยงผมก็ยินดีนะ แต่ไม่อยากให้เลี้ยงเพราะคิดว่าเป็นบุญคุณอะไร ยังไงพวกเราก็เป็นรูมเมตกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นธรรมดา”

                ถึงอย่างนั้นรุ่นน้องก็ดูแลดีมากจริงๆ นอกจากซื้ออาหารมาเผื่อ เจ้าตัวยังซื้อกล้วยน้ำว้ามาวางข้างข้าวหน้าแซลมอนด้วย อินุมากิซึ่งช่วงนี้ปวดกระเพาะไม่รู้จะพูดอย่างไรกับความเอาใจใส่อันเป็นธรรมชาตินี้ดี

                หลังอาบน้ำล้างตัวล้างมือจนสะอาดเอี่ยม รุ่นพี่ซึ่งเคี้ยวอาหารหงับๆ ฉวยมือถือมาถามไถ่

            ‘แผลเป็นยังไงบ้าง

                อิตาโดริจดจ้องหน้าจอ เมื่อกลืนอาหารลงคอหมดคำจึงตอบเหมือนไม่ตอบ “ไม่เป็นไรๆ พี่ไม่ต้องห่วง”

                แก้มข้างซ้ายบวมตุ่ย ปากและคิ้วแตก ตอนนี้แกะพลาสเตอร์ออกหมดแล้วจึงเห็นสารรูปดูไม่จืดได้ถนัดตา

ทั้งอย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่ได้แผลจนวันนี้ เจ้าตัวยังไหวไหล่เอ่ยอย่างไม่สลักสำคัญดังเดิมว่า ‘ไม่เป็นไร

นี่เรียกว่า ‘ไม่เป็นไร’ ได้ด้วย?

                อินุมากิซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดแผลบนใบหน้ารุ่นน้องถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

                แผลบนหน้าอิตาโดริเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นช่วงสอบกลางภาคพอดี อินุมากิซึ่งสะโหลสะเหลเต็มพิกัดจากการอดนอนทำงานเจอศัตรูเก่าระหว่างหิ้วงานไปส่งอาจารย์ เขาไม่มีแรงสู้และกำลังถูกทำร้าย ปรากฏว่ารุ่นน้องผมสีอ่อนกระโดดตัวปลิวข้ามหน้าต่างประหนึ่งนักวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางมาถีบเข้าที่ใบหน้าคนที่กำลังเงื้อหมัดใส่ตน อินุมากิซึ่งกำลังตกใจว่าอีกฝ่ายมาจากไหนไม่ทันได้ขยับตัว ตรงหน้าพลันบังเกิดการวางมวยเสียแล้ว

                ยังดีว่าต่างฝ่ายต่างไม่อยากมีปัญหากับทางมหาลัยหรือถูกเรียกตัวไปทำทัณฑ์บนจึงแยกย้ายไวว่อง

                อันที่จริงอินุมากิไม่ชอบให้ใครมาปกป้องเลย โดยเฉพาะปกป้องจนเจ็บตัว หน้าตาบวมปูด อย่างไรก็ตาม เขาตำหนิหรือห้ามปรามไม่ลง เรียกได้ว่าพอประสานสายตาเป็นห่วงเป็นใยราวจะถามว่าไม่เป็นไรใช่ไหมของรุ่นน้องก็อับจนปัญญาและยกธงขาวยอมแพ้

พวกเขาเป็นรูมเมตกันมาราวครึ่งเทอม แม้จะไม่นานนัก แต่การต้องใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคนย่อมทำให้ใกล้ชิดกันรวดเร็วกว่าการทำงานร่วมกันหรือเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน อิตาโดริ ยูจิที่ขนสัมภาระเข้ามายังห้องพักในวันก่อนเข้าเรียนเป็นเด็กหนุ่มผู้มีแววตาเปล่งประกาย บุคลิกทะมัดทะแมงสู้คน และดูเข้ากับคนง่าย...ทว่าไม่ให้ภาพลักษณ์อ่อนโยนเอาใจใส่แม้แต่น้อย

                จนอินุมากิเริ่มสื่อสารผ่านการใช้ตัวหนังสือแทนคำพูด สีหน้าคนอ่อนวัยกว่าถึงเปลี่ยนไป แรกสุดคือสับสนระคนเห็นใจ จากนั้นค่อยยิ้มให้อย่างอบอุ่น

                ดูอ่อนลงประมาณสิบเท่าภายในพริบตา

                อีกฝ่ายไม่เอ่ยถาม ไม่พูดอะไรซึ่งอาจกระทบจิตใจ เพียงปฏิบัติต่ออินุมากิเสมือนการสื่อสารผ่านตัวหนังสือเป็นเรื่องที่ทุกคนทำกันเป็นปกติ

                ต่อให้หัวทึบยังไม่มีทางไม่รู้ว่าได้รับการปฏิบัติอย่างเอาใจใส่มากแค่ไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอินุมากิเซนส์ไวต่อท่าทีคนรอบข้างเป็นทุน

                “วันนี้รุ่นพี่อยู่ดึกทำงานเหรอ? ว่าจะชวนเล่นเกมสักหน่อยเชียว”

            ‘ฉันอยากได้คะแนนก่อนแรงค์ ไว้เสร็จงานนี้ก่อนจะชวนนะ

                พูดคุยเรื่อยเปื่อยระหว่างมื้ออาหารจนมาถึงช่วงของหวาน ขณะที่อิตาโดริกำลังตักพุดดิ้ง โทรศัพท์พลันส่งเสียงร้อง เจ้าตัวรับสายโดยไม่ปรายตามองด้วยซ้ำ

                “คร้าบ ใครเอ่ย”

                ด้วยโต๊ะตัวเองไม่ว่างจึงต้องมาอาศัยเบียดโต๊ะอิตาโดริกินข้าว อินุมากินั่งใกล้อีกฝ่ายมาก มองเห็นการแสดงออกผ่านสีหน้าท่าทางอย่างชัดเจน อิตาโดริซึ่งตอนนั่งกินขนมยังดีๆ อยู่พลันกลอกตาเหนื่อยหน่ายหลังฟังปลายสายตอบรับ

                “ไม่มีตังค์เฟ้ย นอนซังเตสักวันไม่ตายหรอก หาเรื่องเองรับผิดชอบเองแล้วกันไอ้พี่เหี้ย”

                วางโทรศัพท์ กินพุดดิ้งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                แม้อยากวางท่าไม่รู้ไม่ชี้ไม่ก้าวก่าย อินุมากิอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้

            ‘ยูจิมีพี่ชายด้วยเหรอ?’

                “เป็นแค่คนเหี้ยที่มีพ่อแม่เดียวกับผมน่ะ”

            ‘…’

                ถึงพูดอย่างนั้น หลังจัดการมื้อเย็นเรียบร้อย อิตาโดริเปลี่ยนชุดนอนไปสวมไปรเวท สะพายกระเป๋าใบเล็ก พร้อมทั้งกอบถุงใส่ขยะ

                “รุ่นพี่จะฝากทิ้งหรือฝากซื้ออะไรไหม”

                มองปราดเดียวก็เห็นว่ากำลังจะออกไปข้างนอก อินุมากิเห็นดังนั้นจึงถามออกไป

            ‘จะไปหาพี่ชายเหรอ?’

                “ผมแค่ไปหามื้อดึกต่างหาก” อิตาโดรินั่งยองมัดปากถุงพลาสติก เมื่อเรียบร้อยดีแล้วจึงเกี่ยวถุงด้วยนิ้วชี้แล้วลุกขึ้นยืน “อาจจะกลับดึกหน่อย ถ้ารุ่นพี่อยากได้อะไรก็ส่งข้อความมานะ ผมไปก่อนล่ะ”

                อินุมากิรัวนิ้วพิมพ์คำว่า ไปดีมาดีน้า~~~~’ อย่างรวดเร็วแล้วโบกมือให้

                เขานั่งทำงานที่คั่งค้างต่อจนล่วงเลยถึงห้าทุ่ม รูมเมตรุ่นน้องยังคงไม่กลับมา และแน่นอนว่างานก็ยังไม่เสร็จ

                เดิมทีอินุมากิไม่ใช่คนวาดรูปเก่ง ทั้งยังไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นคนมีหัวศิลป์ ที่ทุ่มเททำทั้งหมดมวลมาจากใจรัก 100% ตอนได้จดจ่อมีสมาธิแล้วเห็นว่าตนสร้างผลงานออกมาได้ ความอิ่มเอมใจนั้นทำให้เขาวาดรูปต่อแม้ความสามารถไม่เทียบชั้นเพื่อนร่วมเซคชัน

                มีแต่ต้องวาด วาด วาด และวาดต่อไปเรื่อยๆ

                พรสวรรค์เบ่งบานจากความมานะพยายาม นับประสาอะไรกับคนธรรมดาที่มีเพียงใจรัก สำหรับคนที่เริ่มต้นช้ามีแต่ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่นจึงจะแผ้วถางเส้นทางสู่อนาคตได้ อินุมากิคว้ามีดเล่มเล็กมาเหลาไส้ดินสออย่างฮึกเหิม

เสียงกุญแจปลดล็อกดังกริ๊กแล้วเปิดเข้ามาตอนเกือบเที่ยงคืน

อีกผู้อยู่อาศัยประจำห้องดูไม่แปลกใจนักตอนเห็นรุ่นพี่ยังง่วนอยู่หน้าโต๊ะอันยุ่งเหยิง อิตาโดริวางคาราอาเกะหนึ่งกล่องไว้มุมโต๊ะของอินุมากิ เปลี่ยนเสื้อผ้า แปรงฟัน จากนั้นโถมตัวเข้าใส่เตียงของตน ตอนปิดไฟดวงเล็กหัวเตียงมิวายส่งเสียงราวกับพึ่งนึกได้ว่า

“อย่านอนดึกติดต่อกันหลายๆ วันนะครับ”

อินุมากิใช้มือขวาทำสัญลักษณ์ OK โดยยังคงหันหลังให้

คาราอาเกะซึ่งยังอุ่นอร่อยมาก ช่วยให้กระเพาะที่เริ่มว่างเปล่าถูกถมอีกเล็กน้อย

อินุมากิจับดินสอฟาดฟันในสนามรบของตัวเองต่ออีกครึ่งชั่วโมง

หนึ่งวันอันเรียบง่ายผ่านพ้นไป

 

 

                ความสัมพันธ์ระหว่างรูมเมตห้อง 420 เป็นไปด้วยดีอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันเลย สามารถแบ่งสันปันส่วนเวรทำความสะอาดได้เรียบร้อย เคารพความเป็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน พร้อมกันนั้นก็มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมห้องโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือ

                สำหรับอิตาโดริอาจไม่รู้สึกอะไร ทว่าสมัยเรียนปีหนึ่งแล้วต้องอยู่ร่วมกับรูมเมตที่เอาแต่โมโหใส่ รำคาญอินุมากิตลอดเวลา และไม่ยอมช่วยกันทำความสะอาดห้อง แถมยังเหนียวค่าข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อมาเป็นของส่วนกลาง...อินุมากิปลื้มใจมากที่ได้รูมเมตคนใหม่เป็นคนอย่างอิตาโดริ

                “ดูทรงแล้วเป็นพวกใจอ่อนน่ะสิ เห็นนายตัวเล็ก พูดไม่ได้ ตั้งแต่ตอนเห็นนายโดนรุมทำร้ายก็ประคบประหงมมาตลอดไม่ใช่เรอะ?”

            ‘อย่าใช้คำว่าประคบประหงมเสะ!’

                “พิมพ์มาเถอะจ้า ไม่มองจ้า ทำงานอยู่จ้า”

                รูปลักษณ์ชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นนักกีฬาแต่เซนอิง มาคิเป็นเพื่อนร่วมคณะของอินุมากิและออกกำลังเป็นงานอดิเรกเท่านั้น แม้กล้ามท้องและกล้ามแขนจะได้มาจากการออกกำลังทุกวัน แต่พอมานั่งวาดรูปอย่างนี้ ดินสอกลับดูเหมือนอุปกรณ์ออกกำลังกายไม่ก็อาวุธเสียฉิบ ในช่วงแรกที่รู้จักกันอินุมากิถึงกับเคยคิดเล่นๆ ว่าบางทีดินสอในมือมาคิอาจจะหนักสัก 2 กิโลกรัม เพื่อนเขาคนนี้ยกเวทพลางวาดรูปพลางหรือเปล่านะ?

                เนื่องจากอคคทสึ ยูตะถนัดการลงสีน้ำมากที่สุดในกลุ่ม วันนี้พวกเขาจึงออกมาตั้งกระดานที่ศาลาใต้คณะเพื่อขอให้เพื่อนคนเก่งช่วยออกความเห็นและให้คำแนะนำ ถึงอย่างนั้น เลยเวลานัดมา 15 นาทีแล้ว ท่านประธานยังคงไม่ปรากฏตัว

                อินุมากิเดาว่าอย่างเจ้าคนแสนดีอคคทสึ ยูตะเสียอย่าง คงช่วยคนแก่ข้ามถนนหรืออะไรเทือกๆ นั้นอยู่แน่

                และในความเป็นจริง

                “ขอโทษที่สายนะ พอดีว่าริกะจังไม่ค่อยสบายน่ะ!

                แฟนสาวคนสวยประจำเดือนมาวันแรกเร็วกว่าที่คิด อคคทสึ ยูตะซึ่งกำลังเก็บข้าวของเตรียมออกมารวมตัวกับกลุ่มเพื่อนจึงวิ่งวุ่นเตรียมข้าวของจำเป็นให้เธอผู้ไม่มีเรี่ยวแรงขยับตัว เป็นเหตุให้มาถึงช้าไปเล็กน้อย มาคิและอินุมากิพร้อมใจกันโบกมือ บอกว่าไม่เป็นไรๆ

                “มีแฟนอย่างยูตะนี่ดีจังนะ” น้ำเสียงมาคิระบุได้ยากว่าอยู่ในอารมณ์ไหน

                อคคทสึพลันเกาแก้ม ท่าทางลำบากใจ ทว่าสุ้มเสียงจริงจังยิ่งยวด “ขอโทษนะ แต่ผมรักริกะจังคนเดียว”

                คัตเตอร์เหลาดินสอแหวกอากาศดังฟุ่บ

“ฉันไม่ได้จีบนายเฟ้ย!

                อินุมากิโบกโทรศัพท์ไปมาหย็อยๆ ‘ทำงานๆ อย่าทะเลาะกัน

                กว่าจะทำงานแล้วเสร็จ เวลาล่วงเลยไปจนเกือบหกโมงเย็น ไม่รู้ความหงุดหงิดทำพิษหรืออย่างไร แม้ได้อคคทสึมาช่วย งานของมาคิกลับไม่คืบหน้านัก ส่วนอินุมากิถือว่าประสบผลสำเร็จได้ตามความตั้งใจ เหลือเก็บรายละเอียดงานเพียงเล็กน้อย ซึ่งเสริมแต่งเพิ่มเติมภายหลังได้

                 หลังเก็บของเรียบร้อย อคคทสึ ยูตะกระโจนหนีไปคนแรก ได้ยินพึมพำชื่อแบนรนด์ผ้าอนามัยแว่วๆ คงรีบไปซื้อของก่อนกลับหอ ด้านคนโสดที่ถูกทิ้งไว้ ตอนแรกกะจะกอดคอกันไปหาอะไรกิน อย่างไรก็ดี เมื่อมองดูข้าวของในสองมือรวมทั้งน้ำหนักที่กดทับไหล่ ทั้งคู่พร้อมใจเปลี่ยนแผน...แยกย้ายกันไปหาร้านกินตามสะดวกดีกว่า

                เพื่อไม่ต้องไปๆ กลับๆ อินุมากิแวะร้านอาหารบนทางผ่าน นั่งกินเสร็จก็หอบหิ้วสัมภาระตรงกลับหอ

                ห้องถูกล็อกไว้ ไฟไม่ได้เปิด พอกลับมาในสภาพของเยอะอย่างนี้ทำให้ต้องลำบากเล็กน้อยในการหากุญแจห้อง

                น้อยครั้งมากที่กลับมาแล้วจะเจออิตาโดริ รูมเมทคนนี้คาดว่าเป็นคนเพื่อนฝูงเยอะและชอบเที่ยวเล่น อินุมากิไม่เคยเห็นอีกฝ่ายทำงานหรือท่องตำราสักครั้ง กระทั่งช่วงกลางภาคที่เด็กในมหาลัยต่างพากันหัวหมุน อิตาโดริยังเอ้อระเหยลอยชายเหมือนเดิม

                ปีหนึ่งเทอมแรกเลยชะล่าใจสินะ...

                ชีวิตนักศึกษาต่างจากมัธยม ทั้งอิสระที่ได้รับ สังคมที่เปลี่ยนไป ไหนจะวิชาเรียนพื้นฐานที่ไม่ได้สาหัสมาก ลองปรับตัวตามการสอนที่เปลี่ยนไปจากมัธยมได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกหากผ่อนคลายเกินจนกลายเป็นหลงระเริง เกรดตอนเทอมแรกเมื่อสมัยเรียนปีหนึ่งของอินุมากินับว่าค่อนข้างแย่ เขาจึงเตือนรุ่นน้องด้วยความหวังดี ก่อนเจอวิชายากๆ ในปีท้ายๆ ตั้งใจแต่เนิ่นๆ เป็นดีที่สุด

                อิตาโดริกลับยิ้มกว้าง บอกว่าพอดีมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาช่วงนั้น เอาไว้ปลายภาคจะตั้งใจแน่นอน

                ในเมื่อคนนอกก้าวก่ายได้จำกัด อินุมากิคิดว่าตัวเองสอดปากไปพอสมควรแล้วจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ แต่นี่ก็ใกล้สอบปลายภาคเต็มที ยังไม่รีบเตรียมตัวจะดีรึ?

                น่าเป็นห่วงจัง

                กระทั่งอาบน้ำเสร็จแล้วอ่านวิชาท่องจำสำหรับเตรียมสอบย่อยวันมะรืนจบไปทั้งบท รุ่นน้องผู้น่าเป็นห่วงก็ยังไม่กลับห้อง อินุมากิเปิดแอพแชทในโทรศัพท์ เพิ่งเห็นว่ามีข้อความใหม่ที่ยังไม่ได้อ่าน อิตาโดริถามมาว่าอยู่ที่ห้องหรือเปล่า ถ้าอยู่ฝากดูให้หน่อยว่าเห็นพาวเวอร์แบงก์ไหม อินุมากิที่ตอนแรกแอบคิดว่าอิตาโดริประสบอุบัติเหตุเรื่องอะไรเข้าหรือเปล่ารู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย

                เขาชะโงกตัวมองโต๊ะข้างๆ จากนั้นพิมพ์ตอบว่า ‘มี’ แล้วกลับไปจดโน้ตย่อต่อ

                ประตูห้อง 420 ถูกเปิดอีกครั้งตอนใกล้ห้าทุ่มครึ่ง คนเปิดระมัดระวังอย่างมากในการไม่ทำให้เกิดเสียงดัง

                “โอ๊ะ รุ่นพี่ยังไม่นอนเหรอ”

                อินุมากิซึ่งย้ายจากโต๊ะมานอนเล่นเกมอยู่บนเตียงหันไปทางประตู อิตาโดริเดินกระย่องกระแย่งเข้ามา ขากางเกงอีกฝ่ายเปียกซ่กไปทั้งแนว ปลายผมสั้นๆ มีน้ำหยด เสื้อรึก็เปียกเป็นแถบ ดูเหมือนด้านนอกฝนจะตกและเจ้าตัวไม่มีร่มใช้ ไม่อย่างนั้นด้วยฝนที่ตกในระดับที่อินุมากิไม่ได้ยินเสียงคงไม่ทำให้เปียกไปทั้งตัวได้แบบนี้

                เขาควานมือหารีโมทเพื่อปรับอุณหภูมิห้อง รุ่นน้องจะได้ไม่เป็นหวัด

            ‘สีหน้าไม่ดีเลย มีอะไรหรือเปล่า

                เพราะใช้ตัวหนังสือสื่อสาร หากอีกฝ่ายไม่หันมามองย่อมสื่อไปไม่ถึง เวลาต้องการเรียกให้ใครหันมา อินุมากิจะเคาะนิ้วส่งสัญญาณสองครั้ง ดังนั้นหลังเคาะหัวเตียงเบาๆ ไปสองที อินุมากิก็ยกสมุดขึ้นโชว์       

                จากระยะห่างระหว่างทั้งคู่ หน้าจอโทรศัพท์เล็กเกินจนอิตาโดริอ่านไม่ออก ทว่าหากเขียนลงสมุดจะสามารถอ่านได้สบายๆ

                อิตาโดริผู้กำลังเปลี่ยนชุดเตรียมเข้าไปอาบน้ำเอียงคอร้องอืม “มีคนเฮงซวยคนนึงทำให้ผมพลอยฟ้าพลอยฝนโดนลากไปอบรมพร้อมมัน...อะไรประมาณนี้ล่ะมั้ง”

                เกี่ยวกับพี่ชายที่โดนรวบไปอยู่ซังเต (?) คนนั้นนี่เอง

                “รุ่นพี่รีบนอนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะปิดไฟกลางห้องให้”

                คู่สนทนาหอบหิ้วเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเข้าห้องน้ำไป ดังนั้นหลังจากดับไฟกลางแล้ว ต้นกำเนิดแสงที่เหลืออยู่นอกจากห้องน้ำในตัวก็มีเพียงแสงไฟจากด้านนอกห้องที่ลอดผ่านหน้าต่างกับช่องว่างระหว่างประตู อินุมากิผล็อยหลับไปในระหว่างที่หูได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่วๆ

 

               

                ชีวิตเด็กมหาลัยนั้น จะว่ายุ่งก็ยุ่ง จะว่าว่างก็ว่าง เนื่องจากเวลาเรียนน้อยกว่าสมัยเรียนประถมหรือมัธยมทำให้มีเวลาเหลือเฟือในการเลือกสรรว่าจะใช้ทำอะไร ทว่าหากยังอยากรอดพ้นการเป็นนักศึกษาไปได้ด้วยดี เวลาดังกล่าวมีแต่ต้องเอามาใช้ทำงาน หรือไม่ก็ทบทวนบทเรียน จึงไม่อาจบอกว่าว่างได้เต็มปากนัก

                หากจะพูดให้เข้าใจง่ายหน่อยก็คงมีอิสระในการบริหารเวลาชีวิตมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีเวลาไปหมกมุ่นกับงานอดิเรกเท่าไร

                โดยเฉพาะกับมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดผู้คว้าท็อปเซคอย่างอินุมากิ เขาต้องทุ่มเทใส่ใจในการเรียนเพื่อไม่ให้คะแนนระเนระนาดเกินทนรับ

                ศิลปะเป็นสิ่งเข้าใจยาก

                ยิ่งเมื่ออยู่ในชั้นเรียนยิ่งยากเป็นทวีคูณ

                ...เพราะเกณฑ์การให้คะแนนของอาจารย์แต่ละคนลึกล้ำเหลือเกิน

                กว่าจะผ่านพ้นปลายภาคไปได้ อินุมากิคิดว่าวิญญาณของตนน่าจะหลุดออกจากร่างไปแล้วประมาณสองครั้ง มันมีอยู่บางช่วงเวลาจริงๆ ที่เขานึกไม่ออกเลยว่าตนทำอะไรอยู่ที่ไหนอย่างไร ความทรงจำขาดหายเป็นช่วงๆ อย่างนี้ออกจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

                ห้อง 420 ซึ่งไม่ได้แวะกลับมาสามวันสองคืนเหมือนจะฝุ่นจับเล็กน้อย ทว่าอินุมากิผู้เหนื่อยล้าไม่สนใจ เขาถอดถุงเท้า ถอดเสื้อตัวนอกโยนทิ้งส่งๆ แล้วล้มแผละลงบนเตียงโดยที่เท้ายังห้อยเรี่ยพื้นห้อง เวลาที่ใช้การหลับ...หรือที่ควรเรียกว่าน็อก อยู่ที่ 2 วินาทีนับจากตอนที่ใบหน้าแนบหมอน

                ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้อินุมากิหลับลึกไปร่วมสิบเอ็ดชั่วโมง เขารู้สึกตัวอีกครั้งในวันถัดมา ทว่าก็พลิกตัวหลับๆ ตื่นๆ ต่ออีกสามชั่วโมง

                กว่าจะตื่นเต็มตาและได้ฤกษ์ละแผ่นหลังจากฟูกนอนเขาค่อยพบว่าเตียงด้านข้างมีคนมุดโปงนอนอยู่ ข้อเท้าที่โผล่พ้นออกมาเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นกางเกงชุดนอน

นอกจากไม่รู้สึกตัวตอนรูมเมทกลับห้องยังไม่ได้ยินเสียงตอนอีกฝ่ายอาบน้ำด้วยซ้ำ ท่าทางเขาจะเหนื่อยจัดจริงๆ

                อินุมากิย่องลงจากเตียง จัดการธุระส่วนตัวโดยพยายามเก็บเสียงให้เบาที่สุด จากนั้นจึงเผ่นแผล็วออกไปหาอะไรกิน

                ในเมื่อสอบปลายภาคจบลงแล้ว กำหนดการถัดไปคือกลับไปหาแม่ที่ต่างจังหวัดและใช้ช่วงเวลาปิดเทอมพักผ่อนให้เต็มที่ ฉะนั้นหลังเติมกระเพาะเสร็จ อินุมากิตั้งใจกลับห้องไปเก็บข้าวของจำเป็นจะได้กลับบ้านวันนี้เลย

                แต่แล้วกำหนดการก็มีอันต้องรวนเมื่อกลับห้อง 420 แล้วพบว่าโปงผ้าห่มมีสภาพเช่นเดียวกับตอนก่อนออกจากห้องทุกประการ

                อยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?

                ปกติแล้วคนเรานอนคลุมโปงกันนานหรือเปล่า? หายใจออกเหรอ?

                ด้วยความตงิดใจแปลกๆ เขาถือวิสาสะเข้าไปใกล้แล้วดึงชายผ้าห่มยุกยิกเพื่อปลุกคนหลับ

                “...”

                ปรากฏว่าข้อเท้าที่โผล่ออกมาจากผ้าห่มถูกันเล็กน้อย ก้อนกลมๆ ขยับไหวหนึ่งที

                แล้วก็นิ่งสนิท

                อินุมากิ โทเกะ เพศชาย อายุ 20 ปี ผู้มีนิสัยเสียเล็กๆ พลันรู้สึกได้ยินเสียงกระซิบจากปีศาจขี้แกล้ง ‘ไหนๆ ก็จะแยกย้ายกลับบ้าน ต้องห่างกันตั้งเป็นเดือน แกล้งนิดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย ต่อให้โดนโกรธ แต่กว่าจะกลับมาเจอกันอีกทีก็ลืมโกรธไปแล้วล่ะ

                เทวดาในจิตใจไม่ทันได้กระซิบตอบโต้ สองมือซึ่งฉวยมุมผ้าห่มสีอ่อนก็ตวัดพรึ่บเสียแล้ว

                “ฮื้อออ...”

                อิตาโดริ ยูจิตื่นนอนตามคาด

                อินุมากิแอคท่ารออยู่แล้ว ยกสองมือขึ้นชูสองนิ้ว เตรียมแอ๊บแบ๊วหนีความผิดเต็มกำลัง ทว่าอิตาโดริไม่ได้หันมามอง กลับขดตัวเป็นก้อนกลม พอควานหาผ้าห่มไม่เจอก็ย่นคิ้วแล้วซุกมือสองข้างไว้กลางอกตัดรำคาญ

                อินุมากิซึ่งตั้งท่ารอเก้อลดแขนลง สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ เขาแปะมือลงไปบนแขนของอิตาโดริ ความต่างของอุณหภูมิจากสัมผัสผ่านเนื้อหนังก่อให้เกิดความรู้สึกว่ารุ่นน้องน่าจะกำลังเป็นไข้ นอกจากนี้ บางทีพฤติกรรมการนอนอันผิดแผกไปจากปกติของเจ้าตัวก็อาจจะมาจากการพยายามขับเหงื่อด้วยวิธีธรรมชาติ

                เมื่อได้ข้อสรุป รุ่นพี่ซึ่งเพิ่งสำแดงนิสัยเสียเล็กๆ ออกมาแต่ดันได้ผลในทางที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อเคลื่อนไหวทันที

สิ่งแรกที่อินุมากิเป็นห่วงคือการสอบปลายภาค

เขาสอบเสร็จแล้ว ใช่ว่าคนอื่นจะเสร็จเหมือนกันเสียเมื่อไหร่

เคราะห์ดีว่าอิตาโดริมักจดกำหนดการสำคัญวางทิ้งไว้บนโต๊ะเพื่อย้ำเตือนตัวเอง ดังนั้นเมื่อมองกระดานไวท์บอร์ดขนาดกะทัดรัดข้างแคคตัสต้นน้อยจึงเห็นได้ทันทีว่าวิชาสอบตัวสุดท้ายของอีกฝ่ายเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน...โชคดีไป

ว่าแต่...เห็นคนไม่สบายแล้ว คนนอกพอจะช่วยอะไรได้บ้างนะ?

ด้วยความบกพร่องด้านการพูด อินุมากิจึงมีเพื่อนน้อยนิดจนน่าสงสาร เขาแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครเป็นชิ้นเป็นอัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับการดูแลเทคแคร์คนป่วยไข้ เรื่องที่ตัวเองแข็งแรงจนไม่เคยนอนซมนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ญาติสนิทใกล้ชิดก็แข็งแรงมากจนไม่เคยให้อินุมากิต้องคอยดูแลเช่นกัน เมื่อเจอรูมเมตนอนซมเพราะพิษไข้รุมเร้าเขาจึงทำตัวไม่ถูก

อันที่จริงจะปล่อยทิ้งไว้เสียก็ได้ ทว่าอิตาโดริเป็นรุ่นน้องที่น่ารักและดีต่อตนมาโดยตลอด อินุมากิอยากเป็นฝ่ายช่วยเหลือและแสดงน้ำใจบ้าง

ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาผู้ช่วยของทุกคนสินะ

สวัสดีกูเกิ้ล คราวนี้ก็ฝากตัวด้วย!

 

 

                ต่อให้วางท่าเสียดิบดีว่าอยากช่วยคน อินุมากิไม่ได้เป็นพ่อพระขนาดจะทุ่มแรงกายแรงใจปรนนิบัติพัดวีใครได้ หลังใช้เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังเพื่อสืบค้นวิธีการรักษาอาการไข้หวัดคร่าวๆ สุดท้ายเขาก็เพียงไปหาแผ่นเจลกับยาลดไข้มาจากร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ เท่านั้น

                ยังไงปล่อยไว้เดี๋ยวมันก็หายเองอยู่แล้ว

                มือไม้อันงุ่มง่ามผิดกับตอนวาดรูปชวนให้อดสูอยู่ กระนั้นอินุมากิมีใจอยากดูแลรุ่นน้องจึงพยายามอย่างที่สุดให้ผลลัพธ์ออกมาดี ทว่าเขายังคงรบกวนการพักผ่อนของอิตาโดริโดยไม่ได้ตั้งใจ

เปลือกตายกขึ้น ดวงตาของคนป่วยเลื่อนลอยเล็กน้อย อิตาโดริเอื้อมปลายนิ้วร้อนผ่าวแตะมือของอินุมากิ

“รุ่นพี่....?”

                เสียงแหบแห้งเบาหวิวน่าสงสาร อินุมากิย่นคิ้ว รู้ดีว่าเขียนอะไรตอบไปคู่กรณีก็คงอ่านไม่ได้ เขาจัดผ้าห่มให้เงียบๆ ตั้งใจว่าจะรีบผละออกไป รุ่นน้องจะได้หลับสบายไร้คนรบกวน แต่แล้ว

                “อย่าทำให้ชอบมากกว่าเดิมสิครับ”

เสียงที่ฟังแทบไม่ได้ยินกลับทำให้การเคลื่อนไหวทั้งมวลชะงักค้างดั่งถูกสาป

                ม่านตาของอินุมากิขยายกว้าง

                เมื่อกี้...ไม่ได้ฟังผิดสินะ?

                เหมือนจะได้ยินอะไรเหลือเชื่อเข้าให้แล้วสิ

                ตรงข้ามกับอิตาโดริ ยูจิซึ่งผล็อยหลับต่ออย่างรวดเร็ว อินุมากิ โทเกะตาสว่างเสมือนเพิ่งตื่นจากนิทราสิบปี พอรอดูสภานการณ์สักพักแล้วเห็นว่าอุณหภูมิร่างกายรุ่นน้องลดลงแล้ว เขาวางข้าวของที่ซื้อมาไว้ข้างเตียงอีกฝ่าย วางน้ำและแก้วไว้ให้ จากนั้นหอบสัมภาระเผ่นกลับบ้านราวกับกำลังหนี

แต่กลับไปก็ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนสะดุดล้มหน้าคว่ำบ้าง เดินชนของไปทั่วบ้าง ลุกลี้ลุกลนฟุ้งซ่านชนิดไม่ได้ใช้ชีวิตสงบๆ

              ดูเหมือนอิตาโดริไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองให้อินุมากิได้รับรู้ เชื่อเลยว่าได้สติกลับมาก็คงไม่ทราบว่าตัวเองก่อเรื่องอะไรไว้

ทว่าเขารู้เข้าเสียแล้ว

              เปิดเทอมใหม่จะทำหน้ายังไงดี...

                เด็กหนุ่มคนหนึ่งพรูลมหายใจยาว ทว่ากลีบใบอ่อนของต้นไม้ต้นเล็กในกระถางที่ถูกลมหายใจนั้นเป่ารดกลับโบกไหวอย่างร่าเริง

 

 

 

 

 

Saturday, 18 September 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu / FushiIta] Pass / Past [Epilogue]

 

Fanfic Jujutsu Kaisen

Pass / Past

[Epilogue]

 

 

Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji / Fushiguro Megumi x Itadori Yuji

Genre    : Romance, Drama

TW          : Adult-Minor, Teacher-Student, Death

 

                                                                           

“ขอโทษนะฟุชิงุโระ”

เสียงอ่อนระโหยเสมือนหนึ่งดังอยู่ริมหู รอยยิ้มอ่อนแรงยังติดอยู่ที่เปลือกตา คนคนนั้นโดนพันธนาการทั้งตัว ใบหน้าครึ่งบนถูกกั้นด้วยผ้าผืนบาง มองเห็นเพียงจมูกวับแวมกับริมฝีปากแห้งผาก

ภาพของห้องที่เต็มไปด้วยอักขระอาคมถูกสับเปลี่ยนไปอีกที่ เบื้องหน้าคือแผ่นหลังของผู้ใช้คุณไสยที่แข็งแกร่งที่สุด

“ต่อให้เป็นผมก็ทำอะไรไม่ได้ การกำจัดสุคุนะมีแต่ต้องประหารยูจิที่กลืนนิ้วครบ 20 นิ้วเท่านั้น”

ความสูญเสียในวงการผู้ใช้คุณไสยสร้างบาดแผลล้ำลึกให้ผู้เกี่ยวข้องมากมาย ทุกคนล้วนปรารถนาโลกอันสงบสุข ลดความเสียหายได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี

และการตายของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เป็นกุญแจนำไปสู่เป้าหมายนั้น

เสียงทัดทานอันน้อยนิดของคนที่อยากปกป้องเด็กหนุ่มไม่แข็งแกร่งพอจะต่อต้านความปรารถนาของ คนส่วนใหญ่ ต่อให้ทุ่มเทเพียงไร ตะโกนจนคอแตกกี่ครั้งกี่หน...ก็ไม่มีความหมาย

ไม่ใช่ส่งไม่ถึง

แต่เพราะไม่มีพลัง

คราวนี้ฉากตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง ชายหญิงมากมายในชุดไว้ทุกข์ยืนเว้นพื้นที่ตรงกลางเป็นวงกลม ท่ามกลางผู้คนที่เหยียดกายเต็มความสูง กลางวงล้อมอันพิศวงกลับปรากฏชายหนุ่มผมสีขาวนั่งชันเข่าหนึ่งข้าง เขาอุ้มร่างหนึ่งด้วยสองมือ แขนขาที่ตกห้อยระพื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลกบอกว่าร่างนั้นไร้สัญญาณแห่งชีวิต

เสียงปรบมือจากเหล่าคนที่รายล้อมน่าขยะแขยงจนอยากขย้อนของเก่า

ทว่าชายในใจกลางวงล้อมกลับรักษาสีหน้าเยือกเย็นเอาไว้ได้...หรือไม่ก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเหล่าคนน่ารังเกียจ เขาปล่อยมือที่ช้อนข้อพับเข่ามาช้อนคางของร่างในอ้อมแขน มืออีกข้างประคองหลังศีรษะ

จากนั้นก้มหน้าลง

สัมผัสความอบอุ่นเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลือก่อนจะสูญสลายไปตลอดกาล

เสียงในความทรงจำดังขึ้นเมื่อเห็นฉากอันวิปริตบิดเบี้ยว

“เพราะเป็นศิษย์กับอาจารย์ เรื่องของผมกับยูจิยังไงก็เป็นไปไม่ได้ อันที่จริงคนอื่นจะมองผมยังไงผมไม่แคร์หรอก...แต่ยูจิจะลำบากใช่ไหมล่ะ? ผมทนเห็นคนดูถูกยูจิไม่ได้หรอก ฉะนั้น ระหว่างปล่อยให้มีชีวิตอยู่แล้วยืนดูยูจิกลายเป็นของคนอื่น ให้เด็กคนนั้นได้ตาย อย่างเหมาะสม ด้วยมือผมยังจะดีเสียกว่า”

 

 

ฟุชิงุโระ เมงุมิลืมตาพรึ่บกลางความมืด ใจเต้นรัวเร็วจนหายใจไม่ทัน เขาใช้มือลูบกลางอกราวจะปลุกปลอบให้จังหวะการเต้นของหัวใจช้าลง ระหว่างนั้นเมื่อหยัดกายขึ้นนั่งก็พบว่าเสื้อชุ่มเหงื่อแนบแผ่นหลัง เหนียวตัวตะครั่นตะครอไปหมด ยิ่งนึกถึงพื้นเปื้อนเปรอะเกรอะกรัง ท้องไส้ยิ่งปั่นป่วน

ฟุชิงุโระซวนเซลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ เกาะขอบชักโครกแล้วโก่งคออย่างทรมาน

ด้วยหลับต่อไม่ลง เขาอาบน้ำแต่งตัว ลงมานั่งกอดเข่าเปิดโทรทัศน์ตอน 4.18 น. ถึงอย่างนั้น สติของฟุชิงุโระไม่ได้อยู่ที่รายการในหน้าจอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตากำลังมองอะไรอยู่

ภาพเลือนรางอันไกลโพ้นคอยแต่จะโผล่มารังควานให้ชีวิตประจำวันสับสนวุ่นวาย

สุดท้ายก็ยังต้องกลับมาเจอกันอีก

อาจารย์โกะโจ

แต่ว่าอายุน้อยกว่าแค่ 2 ปีงั้นเหรอ?

เมื่อนึกถึงอายุของอิตาโดริ ตนเอง และคนอื่นๆ ที่ได้พบพาน

เห็นได้ชัดว่า...

“โลกหลังความตาย? ดูรายการอะไรของแกเนี่ย เป็นวัยรุ่นก็ใช้ชีวิตสีกุหลาบไปสิ”

เสียงของฟุชิงุโระ โทจิจากตีนบันไดดึงสติสัมปชัญญะให้กลับเข้าร่าง ชายหนุ่มผู้มีเรือนร่างกำยำสวมชุดนอนย้วยๆ เดินลากเท้าพลางหาวหวอดลงมา น่าจะลุกมาดื่มน้ำ

เนื่องจากครอบครัวทางแม่มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาล พ่อที่แต่งเข้าบ้านจึงไม่ทำการทำงานอะไร หากไม่ออกไปเล่นพนันก็จะหมกตัวในอยู่บ้าน แทนที่จะบอกว่าเป็นนีท คนรอบข้างมองเป็นแมงดามากกว่าด้วยซ้ำ ขนาดลูกชายแท้ๆ ยังลอบดูถูกในใจ

ฟุชิงุโระเคยชินเสียแล้วกับการเจอพ่อตลอดเวลา เมื่อได้ยินเสียงทักเจือแววง่วงงุน ดวงตาของเขาเสมองภาพเคลื่อนไหวในหน้าจอ 72 นิ้ว อดแค่นเสียงออกจมูกไม่ได้

“ไร้สาระ”

ฟุชิงุโระคนพ่อ มือหนึ่งถือแก้ว มือหนึ่งถือขวดน้ำ ทรุดตัวลงนั่งข้างลูกชาย ระหว่างรินของเหลวช้าๆ ดวงตาเรียวเล็กมองพิธีกรหุ่นท้วมกำลังพูดจ้อน้ำไหลไฟดับอย่างออกรส “ไม่เชื่อเรื่องโลกหลังความตายเหรอ?”

ลูกชายตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณยังไง 1 + 1 ก็จะได้ผลลัพธ์เป็น 2 แต่นี่...ศาสนาต่างกันก็พูดเรื่องโลกหลังความตายต่างกันแล้ว หรือจะบอกว่าโลกหลังความตายเกิดขึ้นใหม่ได้โลกแล้วโลกเล่าตามความเชื่อที่หลากหลายกันล่ะ?”

“แกนี่มันไม่โรแมนติกเอาซะเลย” คนเป็นพ่อแกว่งแก้วเปล่า ถอนหายใจด้วยความอิดหนาในตัวลูกชาย

คนไม่โรแมนติกเหม่อมองหน้าจอ ขณะนี้กำลังพูดเรื่องจะไม่ได้ไปผุดไปเกิดหากก่ออัตวินิบาตกรรมพอดี

ฟังแล้วอยากจะหัวเราะนัก...

คนพวกนี้ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นั่นแหละ





Talk

ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ตรงๆ ว่าทำไมเมงุมิอายุเท่ายูจิ คิดหนักเลยค่ะว่าควรติด TW ไหม แต่ไปๆ มาๆ ก็เลือกไม่ติด ถือว่าแล้วแต่คนตีความเนาะ << หร่อนมาขนาดนี้แล้วยังจะกล้านะ!