Saturday, 18 September 2021

[Fanfic Blue Lock ; NagiIsa] Peaceful time

 Fanfic Blue Lock

- Peaceful time -

 

 

 

Pairing   : Nagi Seishirou x Isagi Yoichi

Rating    : SFW

 

 

 

 

แสงอาทิตย์สดใสยามเช้าตกกระทบละอองฝุ่นในอากาศที่ลอยเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้าน อาจด้วยสภาพอากาศสดชื่นแจ่มใสอีกทั้งยังนอนหลับมาเต็มอิ่ม อิซางิ โยอิจิผู้ไม่มีอะไรทำจึงมีแก่ใจนั่งจดจ้องทิศทางการเคลื่อนไหวของละอองฝุ่นในอากาศขณะเดินทางไปโรงเรียน

รถประจำทางวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ พอถึงป้ายรถเมล์ที่สองอิซางิซึ่งล้มเหลวกับการจับจ้องฝุ่นไปแล้วหกครั้งก็หันเหความสนใจไปชมวิวนอกหน้าต่างเป็นที่เรียบร้อย

เนื่องจากเป็นรถที่วิ่งเข้าเมืองและมีระยะวิ่งค่อนข้างยาวบนรถจึงมีคนทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ จนยืนออเต็มไปหมด แม้อิซางิขึ้นจากป้ายแรกๆ จนได้นั่งมาตลอด ทว่าก็มีหลายครั้งที่สละที่นั่งให้คนอื่น เป็นเด็กประถมบ้าง เป็นหญิงชายวัยชราบ้าง หรือไม่ก็เป็นคนหนุ่มสาวซึ่งมีสีหน้าไม่ใคร่จะดีนัก

สำหรับวันนี้ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลัง

อดหลับอดนอนมาจากไหนกันน่ะ...

เด็กหนุ่มผมสีอ่อนสวมยูนิฟอร์มมัธยมปลายโรงเรียน V ผู้ยืนสัปหงกกอดเสาอยู่ตรงหน้านี้ แม้นับได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเห็นกันตลอดทว่าไม่เคยคุยกันแม้แต่ครั้งเดียว

รถประจำทางสายสีน้ำเงินผ่านโรงเรียนขนาดใหญ่ 2 แห่งจึงพบเห็นเด็กนักเรียนเต็มรถเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามเจ้าหนุ่มตรงหน้านี้กลับโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ขนาดยืนค้อมตัวไม่มีสง่าราศีช่วงศีรษะยังสูงพ้นคนอื่นเป็นคืบ นอกจากนี้ยังยืนตุปัดตุเป๋โซซัดโซเซคล้ายจะล้มตึงได้ทุกเมื่อทุกวี่วัน

อิซางิเรียกเขาเบาๆ ว่านายแล้วบอกต่อว่านั่งตรงนี้สิ

เปลือกตาบนใบหน้าอ่อนเยาว์ปรือขึ้นทันทีเมื่อชายแขนเสื้อโดนดึงรั้ง

ครั้นเห็นใบหน้าอีกฝ่ายเต็มตา แม้แต่อิซางิซึ่งขาดเซนส์ด้านความงามยังเผลอร้อง โอ้ในใจอย่างอดไม่ได้

แบบนี้สินะที่เรียกว่าหนุ่มหล่อ

น่าอิจฉาชะมัด

อิซางิแสร้งกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อนอาการตกตะลึงชั่วขณะเมื่อสักครู่ เขารีบหันหลังให้ใบหน้าอันชวนให้ไขว้เขว โอดในใจว่าดีจังเลยนะ อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆ แต่สูงใหญ่เหมาะแก่การเล่นกีฬาไม่พอยังมีใบหน้าเป็นอาวุธสังหารอีกต่างหาก

 

 

เดือนหน้าจะเริ่มการแข่งทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลระดับจังหวัดรอบคัดเลือก ชมรมฟุตบอลมัธยมปลาย B ของอิซางิจึงคึกคักเป็นพิเศษ ที่แล้วมาโรงเรียนไม่เคยมีประวัติเข้ารอบลึกๆ ในการแข่งขันฟุตบอลเลย เพื่อนๆ ในชมรมก็ใช่จะใจสู้ดุเดือดเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนกีฬา ทั้งอย่างนั้นบรรยากาศฮึกเหิมตอนนี้ก็ช่วยปลุกใจสู้ให้อิซางิอยู่ดี

คู่แข่งรอบแรกเป็นโรงเรียนต่างเขตซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ลองไม่ได้เจอตัวเก็งแชมป์ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อยว่าอาจผ่านรอบแรกไปได้อย่างราบรื่น

อิซางิอยากชนะ

อยากเป็นแชมป์

อยากไปให้ถึงระดับประเทศ

อยากเป็นมืออาชีพที่ได้ลงแข่งในระดับโลก

การมีความฝันเป็นแรงขับเคลื่อนโรแมนติกออกจริงไหม?

ยิ่งวันแข่งจริงใกล้เข้ามายิ่งใช้เวลาซ้อมหลังเลิกเรียนยาวนานมากขึ้น นอกจากการซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อจำลองการเล่นประสานงาน อิซางิยังทำโปรแกรมฝึกส่วนตัวเพื่อยกระดับสมรรถภาพทางกายด้วย ไปๆ มาๆ ร่างกายอึดขึ้นไหมไม่ค่อยแน่ใจ แต่กลางคืนหลับสบายขึ้นมากเชียวล่ะ

ก่อนหน้านี้อิซางิมักนั่งเหม่อเรื่อยเปื่อยบนรถประจำทางขณะไปโรงเรียน ทว่าช่วงหลังตาสว่างมาก ทั้งยังฮึดสู้เต็มเปี่ยมถึงขั้นเปิดคลิปนักฟุตบอลดังๆ ศึกษาเคล็ดลับการเล่นฆ่าเวลาแทนการนั่งเฉย การนั่งดูคลิปที่ว่านี้เป็นการเปิดดูแบบไม่สวมหูฟัง อิซางิไม่ชอบใส่หูฟังในที่สาธารณะ หากจะใส่ให้ได้ยินเสียงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความดังให้กลบเสียงแวดล้อมได้ ซึ่งมันอันตรายต่อหูเกินไปหน่อย

ส่วนเรื่องที่นั่งดูคลิปบนรถไม่เสียสายตาหรือ...อันนั้นไว้ว่ากันทีหลัง

ชีวิตประจำวันอันซ้ำซากดำเนินวนเวียนครบเดือนอย่างรวดเร็ว ในวันเสาร์ที่อากาศสดใส แม้มีแข่งตอนบ่ายแต่ทั้งชมรมนัดหมายกันมารวมตัวก่อนกำหนดเพื่อดูการแข่งรอบเช้า

ในการแข่งใหญ่ระดับจังหวัดย่อมต้องมีพิธีเปิด ทว่าการจะได้เข้าร่วมต้องผ่านการแข่งรอบคัดเลือกเข้าไปจนถึงระดับ 16 ทีมให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะโดนเตะกระเด็น หมดสิทธิ์ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกลางสนามและต้องไปนั่งให้กำลังใจบนอัฒจันทร์แทน ในฐานะที่ปีก่อนตกรอบแรกจนไม่ได้เข้าร่วมพิธีในชุดยูนิฟอร์มทว่าได้นั่งชมจากบนอัฒจันทร์ อิซางิผู้เข้าใจจิตใจของผู้พ่ายแพ้นึกอยากให้ปรับเปลี่ยนการจัดการใหม่ใจจะขาด ตกรอบแรกแล้วมันทำไม? ตกรอบแรกก็ได้แข่งนะ ทำไมที่ลงไปยืนบนสนามในพิธีได้ถึงมีแต่โรงเรียนที่เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายล่ะ สนามหญ้าก็มีที่ให้ยืนเหลือเฟือไม่ใช่เรอะ?

สมาชิกชมรมฟุตบอลมัธยมปลาย B บ้างถือขนมจุบจิบ บ้างถือเครื่องดื่มขึ้นไปจับจองที่นั่งกันเป็นกลุ่มก้อน การแข่งขันช่วงเช้าระหว่างมัธยมปลาย V กับ Z ไม่นับเป็นการแข่งที่คนให้ความสนใจมากนักเนื่องจากเป็นม้านอกสายตากันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม โรงเรียน V ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน B ต่อให้เป็นโรงเรียนของพวกลูกคุณหนูต่างจากพวกตนก็ยังปลุกอารมณ์ร่วมในฐานะโรงเรียนพี่น้องจากเขตเดียวกันขึ้นมาได้

ขณะนั่งรอคิกออฟในสภาพกึ่งผ่อนคลายกึ่งจริงจัง ผู้เล่นคนหนึ่งในสนามทำให้อิซางิต้องเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา

เจ้าหนุ่มหน้าหล่อคนนั้นเล่นฟุตบอลด้วยเหรอเนี่ย

กวาดตามองทางม้านั่งเห็นว่ามีตัวสำรองรออยู่หลายคน แสดงว่าไม่ได้ถูกยัดให้ลงเล่นตำแหน่งตัวจริงเพราะขาดแคลนสมาชิก

แสดงว่าต้องเล่นดีในระดับหนึ่ง

รูปร่างแบบนั้นชวนให้เชื่อว่าเล่นกีฬาได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่าทุกเช้าอิซางิเห็นอีกฝ่ายไร้เรี่ยวแรงอยู่ตลอด ไม่สัปหงกก็กอดเสารถประจำทางเล่นเกมในสภาพที่แทบจะเลื้อยเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง การจินตนาการเห็นคนเช่นนั้นแสดงทักษะขั้นสุดยอดประหนึ่งนักกีฬาเต็มตัวจึงเกินกำลัง

อิซางิยิ่งอยากชมการแข่งนัดนี้มากกว่าเดิม ผลจากการเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตามันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นได้ดีเสียจริง

 

 

“นาย...จ้องหน้าคนอื่นแบบนั้นมันเสียมารยาทนะ มีอะไรอยากพูดก็พูดออกมาเลยสิ”

บนรถประจำทางที่โคลงเคลงเล็กน้อย เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนเผชิญหน้ากัน ฝ่ายที่เอ่ยปากพูดด้วยก่อนมีผมสีอ่อน ตรงข้ามกับเนื้อความซึ่งคล้ายแฝงนัยคุกคามอยู่บางเบา น้ำเสียงของเขาเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้านยิ่ง แทนที่จะบอกว่ากำลังท้าทาย มิสู้บอกว่ากำลังจนใจจะถูกต้องกว่า

คนเสียมารยาทอย่างอิซางิหน้าม้านเล็กน้อยเมื่อถูกทักเสียเถรตรง

“ขอโทษที ไม่ได้เจตนาไม่ดีนะ” เขายื่นหมากฝรั่งให้หนึ่งซองราวจะบอกว่าช่วยรับนี่ไปเคี้ยวให้กระปรี้กระเปร่าแล้วทำเป็นลืมเรื่องเมื่อครู่ทีนะครับ

แม้คู่กรณีรับหมากฝรั่งไปอย่างว่าง่าย หากไม่วายมุ่นคิ้วพึมพำว่าขี้เกียจเคี้ยวให้ได้ยิน

เห็นชัดๆ ว่าทำตัวอีเรื่อยเฉื่อยแฉะขนาดไหน แล้วทำไมถึงได้เล่นฟุตบอลเก่งขนาดนั้นกันนะ?

การแข่งขันเมื่อสัปดาห์ก่อนทีมจากมัธยมปลาย V เอาชนะคู่แข่งขาดลอยไปด้วยคะแนน 5-0 พอเห็นสีหน้าไม่มีแก่ใจเล่นทว่ายังทำได้ดีปานนั้น อิซางิมีแต่จะรู้สึกเจ็บใจแกมหมั่นไส้ ความเจ็บปวดของสามัญชนซึ่งพยายามเท่าไรก็ไม่อาจเทียบเคียงอัจฉริยะคงเป็นแบบนี้กระมัง อิซางิมั่นใจว่าเจ้าคนตรงหน้าไม่ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจฝึกซ้อมการเล่นลับหลังหรอก ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเล่นแท้ๆ คนมุมานะกลับเอาชนะไม่ได้ สัจธรรมนี้ให้ตายก็คงยืดอกยอมรับหน้าชื่นไม่ไหว

ที่นั่งฝั่งขวาของอิซางิว่างลง ชุดสูทของคุณลุงวัยกลางคนถูกแทนที่ด้วยเครื่องแบบนักเรียนราคาแพงของผู้มีอันจะกิน

พอมีที่นั่งมั่นคง เด็กหนุ่มผู้พกพลังงานออกจากบ้านต่ำเตี้ยติดก้นหลอดก็นั่งโอนเอนทำท่าจะฟุบให้ได้ อิซางิช่วยประคองต้นคออยู่ไม่สุขนั้น แอบคิดในใจว่าหมอนี่จะไหวไหมเนี่ย

“...!

                อารามตกใจเพราะอวัยวะอันเปราะบางถูกสัมผัสทำให้คนที่สะลึมสะลือลืมตาพรึ่บและกระถดตัวหนีสองคืบโดยอัตโนมัติ

                เห็นกิริยาแตกตื่นตกใจดังกล่าว อิซางิผู้ถือวิสาสะแตะต้องคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตรู้สึกผิดทันที เขายกมือสองข้างขึ้นระดับไหล่ดังชึ่บราวกับจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทั้งยังละล่ำลักขอโทษแทบไม่ทัน “ฉันกลัวนายล้ม มือมันไปเองน่ะ ขอโทษจริงๆ บอกว่าขอโทษไง! เลิกมองฉันด้วยสายตามองตาลุงโรคจิตแบบนั้นทีเถอะ! ขอร้องล่ะครับ!

                “...”

                พูดอะไรบ้างสิ!

                ภาพลักษณ์ดูไม่เหมือนคนขี้แกล้งแท้ๆ

                อิซางิหมั่นไส้เต็มกำลัง ปะเหลาะอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมอ่อนข้อและปั้นหน้าหวาดกลัวตนตลอดทาง วันนั้นเขาขุ่นเคืองจนเดินปึงปังลงจากรถประจำทาง คิดในใจว่าจะเลิกทำตัวเป็นคนดีแล้ว ถ้ามีคราวหน้าอีกจะนั่งเฉยๆ ดูเจ้าคนนิสัยเสียนั่นล้มหน้าทิ่มไปเลย

 

 

                เมื่อมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นจึงสนิทสนมกันมากขึ้น แม้แต่ละวันได้เจอหน้าเป็นเวลาสั้นๆ โอภาปราศรัยเพียงเล็กน้อย ทว่าการได้เห็นใบหน้านั้นในตอนเช้ากลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไป

                “ว่าแต่ นายชื่ออะไรน่ะ?”

                วันศุกร์ ขณะลุกจากที่นั่งเพื่อลงป้ายไปโรงเรียนตามปกติ อิซางิถูกเรียกเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

                นับจากวันแรกที่ได้พูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว...ก็ประมาณหนึ่งสัปดาห์

                อิซางิหัวเราะเบาๆ ให้ความเชื่องช้าของพวกตนทั้งสองแล้วหันไปยิ้มให้เด็กหนุ่มผมสีอ่อนอย่างอย่างเป็นมิตร

                “อิซางิ โยอิจิ นายล่ะ?”

                “นางิ เซย์ชิโร่”

 

               

 

 

[Epilogue]

                นางิ เซย์ชิโร่แปลกใจเมื่อเห็นอิซางิ โยอิจิที่สนามแข่ง

อีกฝ่ายยืนอยู่กับเพื่อนร่วมโรงเรียนและมองไม่เห็นตนเขาจึงไม่คิดเข้าไปทักทาย เพียงเอียงคอมองด้วยความประหลาดใจจากที่ไกลๆ เท่านั้น

                โดยปกติแล้วคนที่มาป้วนเปี้ยนแถวสนามในช่วงเวลานี้ หากไม่ได้ลงแข่งก็ต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้มีความเป็นไปได้ว่าอิซางิอาจมาดูการแข่งของเพื่อนหรือคนในครอบครัว ทว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปและจำได้ว่าเคยเห็นอีกฝ่ายดูคลิปตัดต่อการเลี้ยงบอล นางิคาดว่าอิซางิคงจะเป็นผู้เล่นนั่นแหละ

                “นางิ ไปกันเถอะ”

                อีกหนึ่งชั่วโมงจะเริ่มแข่ง มิคาเงะ เรย์โอะเป็นตัวแทนคนอื่นๆ ตะโกนเรียกนางิให้ไปรวมตัวยังห้องพักนักกีฬาเพื่อกำหนดการเล่นครั้งสุดท้าย ต่อให้ยังอยากสังเกตการณ์ต่ออีกหน่อย นางิกลับทำอย่างนั้นไม่ได้ เขากดมือนวดบ่าเบาๆ ขณะเดินตามแผ่นหลังอันคุ้นเคยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนาม

                แรกเริ่มทีมฟุตบอลมัธยมปลาย V ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไร ปีก่อนๆ ไม่ได้ทำผลงานโดดเด่น ปีนี้ย่อมไม่ถูกจับตา อย่างไรก็ดี หลังชนะขาดลอยติดๆ กันจนเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายระดับจังหวัด อัฒจันทร์ซึ่งเคยโล่งว่างเริ่มมีคนมาให้กำลังใจหนาตามากยิ่งขึ้น ผลจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของทีมย่อมมาจากสมาชิกหน้าใหม่ นอกจากนางิซึ่งถูกชักชวนให้เล่นฟุตบอลปีนี้ปีแรก คนทาบทามนางิมาร่วมทีมอย่างเรย์โอะก็เล่นได้ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

                อาจจะฟังดูอวดดีอยู่สักหน่อย ทว่านางิค่อนข้างเบื่อ

                ไม่ตื่นเต้นเลย

                ศักยภาพของทีมคู่แข่งที่แล้วๆ มาแตกต่างกันมากไป สามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเป็นเรื่องดีก็จริง ขณะเดียวกันพอไม่มีอะไรให้ลุ้นหรือตื่นเต้น นางิย่อมไม่มีกะจิตกะใจอยากแข่ง ทุกวันนี้เขาเพียงเล่นบอลตามที่เรย์โอะบอก...อยากให้ทำอะไร อยากได้กี่ประตู แค่เคลื่อนไหวตามนั้น

                เขาทำได้อย่างง่ายดาย

                ดังนั้นถึงได้เบื่อหน่าย รู้สึกว่าการแข่งขันมันไร้ความหมายสิ้นดี

                อยากรีบเล่นให้จบจะได้กลับไปนอนเล่นเกมก็ทำไม่ได้เพราะต้องเล่นให้ครบตามเวลาที่กำหนด

                “คู่แข่งวันนี้เป็นแชมป์ปีก่อน ถึงรู้ว่าทีมเราตอนนี้เก่งมาก แต่เรื่องชนะ...”

                “ชนะแน่นอน”

                กระทั่งถ้อยคำแสดงความหวาดหวั่นของเพื่อนร่วมทีมหรือสุ้มเสียงหนักแน่นเปี่ยมความมั่นใจของเรย์โอะยังฟังแทบไม่เข้าหู

                “โรงเรียน B ปีนี้ก็ไม่ได้ง่อยขนาดนั้นยังแพ้เจ้าพวกนี้ตั้ง 3 ประตูเชียวนะ!

                หือ?

                โรงเรียน B?

                พอสะกิดถามรุ่นพี่ด้านข้างที่จำชื่อไม่ได้ค่อยได้รับการขยายความว่าโรงเรียน X คู่แข่งในวันนี้ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยการเอาชนะโรงเรียน B ด้วยคะแนน 4-1 ในนัดที่แล้ว ถึงไม่เหมาะไม่ควรกับสถานการณ์ สิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้คือการแข่งขันดำเนินมานานขนาดนี้และโรงเรียน B เพิ่งจะตกรอบไปหมาดๆ ตนกลับไม่รู้เลยว่าอิซางิลงแข่งกับเขาด้วย

พลาดเสียแล้ว

                ไม่รู้จะมีโอกาสได้เห็นอิซางิลงแข่งอีกครั้งเมื่อไหร่

                ถ้าไม่มีโรงเรียน X คงได้แข่งกับอิซางิแทนสินะ

                ไม่รู้ทำไม นางิพลันไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ต่อให้แทบไม่แสดงออกทางสีหน้า คนที่พอใกล้ชิดอยู่บ้างยังมองออกเมื่อเห็นคิ้วยุ่งเหยิงของเขา ฉะนั้นตอนวอร์มร่างกายในวินาทีสุดท้าย เรย์โอะมิวายหันมาถามว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?” แม้นางิเพียรย้ำว่าไม่มีอะไร อีกฝ่ายยังเอาแต่ถามซ้ำราวกับเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ

                นางิหน้าตูมจนกระทั่งได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตนจากเหนือศีรษะ

                “นางิ!

                เมื่อเงยหน้าตามต้นเสียง แสงอาทิตย์ทิ่มแทงดวงตาเข้าอย่างจัง เจ้าของชื่อหรี่ตามอง จากนั้นจึงเห็นใบหน้าย้อนแสงเกลื่อนด้วยรอยยิ้มของอิซางิ โยอิจิ ครั้นได้ประสานสายตากันอิซางิพลันยิ้มกว้างจนตาปิด ยกมือป้องปากแล้วส่งเสียงอีกรอบ

                “ชนะให้ได้นะ!

                หรือว่า...มาเชียร์ฉันเหรอ?

                น่าแปลกที่ความรู้สึกงุ่นง่านค่อยๆ จางหายไป นางิกระพริบตา ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยคล้ายอยากพูดบางอย่างตอบกลับ ทว่าผ่านไปนานก็ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา ในสายตาอิซางิ สิ่งที่มองเห็นคือนางิที่ประหลาดใจจนเครื่องค้าง เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดดังกล่าว

                “ไม่กวนแล้ว พยายามเข้าล่ะ”

                กระทั่งอิซางิโบกมือไปมาแล้วเดินไปหาที่นั่งพร้อมกลุ่มเพื่อนแล้ว นางิยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินอยู่อย่างเดิม เขาพูดไม่ได้ว่าสมองที่หยุดทำงานไปชั่วขณะอุตส่าห์กลับมาทำงานแล้ว แต่เพราะอิซางิหัวเราะ...มันเลยหยุดทำงานไปอีกรอบ

                เรย์โอะถอนหายใจดังเฮ้อพลางคว้าคอเสื้อดึงลากไปด้านหลัง “วันนี้เป็นอะไรของนายเนี่ย ตั้งสติหน่อยสิ” นอกจากถามเรื่อยเปื่อยต่อว่ารู้จักเด็กต่างโรงเรียนด้วยเหรอแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรนักคือย้ำว่านอกสนามจะเหม่อแค่ไหนก็ได้ ในสนามต้องทำผลงานให้ดีนะ

                นางิซึ่งโดนลากแพรดๆ สำเหนียกได้เดี๋ยวนั้น

                “อา...”

                วันนี้จู่ๆ รู้สึกอยากชนะขึ้นมาเป็นพิเศษ

                จะด้วยคู่แข่งเป็นโรงเรียน X หรือเพราะคนมาเชียร์ขอบสนาม...นางิไม่สนใจแล้ว ที่แน่ๆ คืออยากชนะ ชนะอย่างขาดลอย เป็นแรงกระตุ้นอันรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อันที่จริง หากให้บอกความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาหน่อยอาจเรียกว่า

                อยากทำเป็นเท่

                นางิอยากเป็นฮีโร่บนสนามให้ได้

ไม่รู้ว่าเคยมาดูกี่ครั้งแล้ว ไม่รู้ตนเคยเผยสภาพไม่น่าดูอย่างไรออกไปบ้าง ดังนั้นต้องไม่ให้มีอะไรผิดพลาด จะได้ไม่ต้องมานึกอยากทุบหัวตัวเองอย่างที่เป็นตอนนี้

                “เรย์โอะ”

                “ว่าไง?”

                “ให้ตายก็ต้องชนะ”

                ไม่รู้ได้ยินเสียงในใจหรืออย่างไร เรย์โอะปล่อยคอเสื้อแล้วสับศีรษะนางิเบาๆ จังหวะเดียวกัน

                “จะแข่งอะไรก็ต้องตั้งเป้าชนะตลอดไม่ใช่เหรอ?”

                นางิกุมกระหม่อม ร้องเบาๆ ว่านั่นสินะ

                เขาเหลือบตามองอัฒจันทร์อีกหน กลุ่มเด็กนักเรียนในเครื่องแบบมัธยม B โดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางผู้ชมทั้งหมด และเด็กหนุ่มคนหนึ่งในนั้น...คนที่กำลังจับเส้นผมปลิวไสวสีดำไม่ให้บดบังทัศนวิสัยยิ่งสะดุดตาราวกับหยดสีกลางกระดาษขาว

                นางิเหม่อมองใบหน้าที่เห็นไกลๆ นั้น ขยับริมฝีปากโดยไร้เสียงว่า

                ดูฉันให้ดีล่ะ

               

               

                หลังจบการแข่งขัน นางิ เซย์ชิโร่หน้าบูด

                เมื่อได้รับชัยชนะและออกจากสนาม คิดว่าอิซางิต้องมาแสดงความยินดีหรืออย่างน้อยจิกกัดสักสองคำ กลับกลายเป็นว่าเห็นคนที่ตนรอคอยกำลังคุยกับกองหน้าทีมคู่แข่งโรงเรียน X อย่างสนิทสนม

                “ไม่น่ารักเลย”

                “หาเรื่องหรือไงหา บอกว่าให้เลิกพูดจาแบบนั้นไง!

                ตอนเรย์โอะเห็นตนโดนเด็กโรงเรียนอื่นทักทายคงรู้สึกแบบนี้ นางิไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่าอิซางิมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าอันธพาลบะโร โชเอย์จากโรงเรียน X เขาผละจากเพื่อนร่วมทีมโดยไม่สนว่าพวกนั้นจะคิดอย่างไร เดินดุ่มๆ ไปทางสองหนุ่มต่างเครื่องแบบ แบกออร่าดำทะมึนที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนไว้เต็มหลัง

                “นางิ”

                ทว่าไม่ทันได้ออกฤทธิ์เดช อิซางิหันมาเห็นเข้าเสียก่อน พอถูกมองด้วยดวงตาเป็นประกาย ออร่าทั้งหลายถูกปัดเป่ามลายสิ้น นางิลืมความหงุดหงิดแปลกๆ เมื่อสักครู่ทันใด เพียงเดินไปแทรกและยึดที่ข้างอิซางิอย่างว่านอนสอนง่าย

                บะโรปรายตามองนางิ แค่นเสียงทางจมูกดังเหอะ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ในใจ

                ฟากอิซางิยิ้มยิงฟัน “ยินดีด้วยที่ชนะ”

                นางิย่อมสนใจอิซางิมากกว่าคนที่เพิ่งแพ้ตนไปหมาดๆ อยู่แล้ว “อืม”

                “เหอะ!

                เหอะอะไรนักหนา ไอ้อันธพาลนี่เกะกะชะมัด

                ดวงตาไม่โกหก หนำซ้ำนางิ เซย์ชิโร่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา บะโรไม่ได้หัวช้าย่อมสัมผัสความเป็นปรปักษ์ได้ไม่ยากเย็น กระนั้นเขาก็ไม่ได้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมถึงถูกเหม็นหน้า จะบอกว่าแพ้แล้วพาล หมอนี่เพิ่งจะแข่งชนะไปไม่ใช่หรือไง?

                “เพื่อนนายเหมือนจะเรียกอยู่แน่ะ”

                “รู้จักราชามานานแล้วเหรอ?”

                ไม่เพียงเมินเฉยโดยสิ้นเชิง นางิส่งสัญญาณมือบอกให้เพื่อนตัวเองกลับไปก่อนได้เลย เท้าทั้งสองของเขาตอกตรึงอยู่กับที่ประหนึ่งฝังเสาเข็ม ประกาศเจตนารมณ์ยังไงก็ไม่ไป

                อิซางิรู้สึกว่าวันนี้นางิแปลกไปเล็กน้อย ทว่าแก้ต่างให้ในใจว่าสภาพอารมณ์คนเราเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน โดยเฉพาะหลังแข่งจบและได้รับชัยชนะ รูปแบบพฤติกรรมอยู่นอกเหนือความคาดหมายไปบ้างคงเพราะอารมณ์ดีกระมัง ปกติไม่ใช่คนชอบโอภาปราศรัยแล้วอย่างไร หากกำลังคึกจะยืนคุยกับคนอื่นนานหน่อยก็เป็นเรื่องเข้าใจได้

                อิทธิพลจากความกระตือรือร้นอันยากพบเห็นจากนางิทำให้อิซางิพลอยอารมณ์ดีตาม เขาบอกว่ารู้จักบะโรตั้งแต่ปีก่อนเพราะได้แข่งกันในรอบคัดเลือก ทว่าวันนี้ตนเลือกฝั่งนางิจริงๆ แถมด้วยการหยอกล้อเพิ่มเติมว่าจะให้เชียร์บะโรได้อย่างไร นอกจากนิสัยไม่น่ารักยังเป็นคนที่ทำให้ตนต้องแพ้ตกรอบไปอีก

                บะโร โชเอย์ บุรุษผู้ถูกพาดพิงซึ่งหน้ากลอกตาหนึ่งรอบ เหน็บแนมกลับไปว่าอยากญาติดีด้วยตายล่ะ นางิได้ยินเข้าจึงสอดปากขึ้นว่าแพ้แล้วสงบเสงี่ยมด้วย บะโรที่พูดดีอยู่หยกๆ เสียงเปลี่ยนทันควัน สวนกลับเสียงดังว่าไม่ได้แพ้! คนในทีมกระจอกเองต่างหาก! ลำพังตัวฉันน่ะไม่ได้แพ้ซะหน่อย!

                ก่อนเสียงเอ็ดตะโรชวนให้อับอายจะเรียกสายตาคน อิซางิรีบห้ามปรามไกล่เกลี่ย ตัดบทให้แยกย้ายกลับไปพักผ่อนทางใครทางมัน

                เด็กโรงเรียน V มาแข่งด้วยรถบัส ตอนนี้ทุกคนกลับโรงเรียนไปหมดแล้วจึงเหลือแต่นางิที่ต้องกลับเอง ในเมื่ออิซางิไม่มีกำหนดการอะไร เขาตัดสินใจกลับบ้าน เท่ากับว่าสองหนุ่มที่กลับทางเดียวกันกำลังรอรถประจำทางอยู่ด้วยกัน

                “มาดูฉันแข่ง รู้สึกเจ็บใจมั้ย”

                ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิด พอลองนึกดู หากเปลี่ยนอิซางิเป็นตัวนางิเอง เขาสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่ชอบใจ

จริงอยู่ว่าไม่ได้เล่นฟุตบอลเพราะชอบ แต่ถึงไม่ได้ชอบก็ไม่ได้หมายความว่ายินดีรับความพ่ายแพ้ การต้องมานั่งดูการแข่งขันรอบถัดไป ไม่ว่าเจ้าทีมที่ชนะตนจะชนะหรือแพ้ก็คงอึดอัดใจทั้งนั้น เช่น

ยังจะชนะต่อไปได้อีก? คนที่ควรจะได้ยืนบนสนามคือฉันต่างหาก

หรือไม่ก็

                เอาชนะฉันได้ดันมาแพ้อยู่แค่นี้เรอะ?

                อิซางิเหลือบมองนางิ ท่าทางยังคงผ่อนคลาย ใบหน้าเจือรอยยิ้ม ตรงข้ามกับฝั่งคนถามซึ่งทำหน้ายุ่งกัดหลอดเหมือนนึกเรื่องน่าโมโหขึ้นได้

หลังดึงสายตากลับไปและแหงนมองท้องฟ้าสดใสยามบ่ายสักพัก อิซางิ โยอิจิร้องอืม พยายามกลั่นกรองถ้อยคำเพื่อถ่ายทอดความในใจออกมา

“เจ็บใจน่ะแน่นอน แต่ยังไงก็มีโอกาสครั้งหน้าอยู่ ทัวร์นาเมนต์นี้แพ้ก็มีทัวร์นาเมนต์อื่นให้แก้ตัว นายเถอะ...อย่าชะล่าใจไปล่ะ พวกเรามาเก็บข้อมูลเตรียมพร้อมไว้แล้ว ได้เจอกันทัวร์นาเมนต์หน้าโรงเรียนฉันไม่แพ้หรอก”

                “ปากเก่งจัง ไม่ได้แข่งวันนี้เพราะแพ้ไม่ใช่เหรอ”

                “นายนั่นแหละปากเก่ง เงียบไปเลย!

                รถประจำทางจอดเทียบหน้าป้ายอย่างนุ่มนวล นางิและอิซางิยุติสงครามน้ำลาย พากันขึ้นรถประจำทางเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อน ด้วยเพิ่งถูกจี้ใจดำไปหมาดๆ อิซางิขอประท้วงด้วยการนั่งเงียบตลอดทาง นางิประคองแก้วเก็บอุณหภูมิละเลียดจิบชามะนาวอย่างผ่อนคลาย มารู้สึกตัวว่าบรรยากาศแปลกๆ ก็ผ่านไปแล้วสิบนาที เขาลองชวนคุยเรื่อยเปื่อยแล้วไม่มีคนตอบรับ ในที่สุดก็มั่นใจว่าอิซางิจงใจเมินตน

                “อะไรกัน งอนเหรอ?”

                “...”

                อย่าใช้คำว่างอน ต้องเรียกว่าแสดงความไม่พอใจต่างหาก...อิซางิ โยอิจินั่งหูทวนลมต่อไป

                คนมองระบายลมหายใจปลงๆ “คนเราถ้าไม่เผชิญหน้าความเป็นจริง ยอมรับจุดอ่อนตัวเองอย่างตรงไปตรงมา...แบบนั้นพัฒนาไม่ได้หรอกนา”

                “...”

                ยังจะเงียบอยู่อีก นางิย่นคิ้ว “อิซางิ มองฉันสิ”

                “...!

                หลังศีรษะใครบางคนโขกกระจกหน้าต่างดังโป๊ก

                ทั้งที่นางิเพียงยื่นหน้าเข้าใกล้หมายจะสบตาให้ได้ กลับกลายเป็นว่าอิซางิมีปฏิกิริยาตอบสนองใหญ่โตกว่าที่คิด รีบกอดกระเป๋าสะพายแน่นแล้วถอยกรูด ทว่าเนื่องจากนั่งติดหน้าต่าง พอถอยหนีกะทันหันแล้วเจอทางตันจึงหัวฟาดเสียงดังได้น่าอับอายขายขี้หน้าเป็นที่สุด

                คนเจ็บควานมือไปลูบคลำหลังศีรษะ ร้องโอดโอยเสียน่าสงสาร แต่พอนางิขยับเข้าไปจะขอดูก็เปลี่ยนมาแตกตื่นยกแขนขี้นขวางทันที “นายถอยไปเลย!

                ถอย? ยังจะถอยไปไหนได้อีก ต้องให้นั่งกับพื้นรถเลยไหม?

                แม้ค่อนขอดในใจเช่นนั้น ตัวคนพูดกลับยอมขยับตัวออกห่างโดยไม่ต่อความ นั่งพิงพนักเก้าอี้โดยสารอย่างเรียบร้อยสำรวม อิซางิเห็นแล้วอาการเกร็งเครียดทั่วตัวค่อยบรรเทาลง ถึงขั้นมีแก่ใจเอ็ดเสียงค่อยว่า “อย่าเอาหน้ามาเข้าใกล้คนอื่นกะทันหันสิ”

                “ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นซะหน่อย”

                “ทำ!

ใกล้เกินไปมากด้วย!

                เงียบประท้วงได้ประเดี๋ยวเดียวเป็นต้องพับโครงการอย่างน่าอดสู ความหนักแน่นอดทนอยู่ตรงไหน? อิซางิสังเวชตัวเองจับใจ เขายกมือบังครึ่งปากครึ่งจมูกราวกับจะซุกซ่อนท่าทางยามอับอาย ส่วนนางิเห็นอิซางิกลับมาเป็นปกติก็วางใจจนมีอารมณ์หาวหวอดๆ

                รอจนอิซางินวดใบหูกระทั่งมันหายแดงกลับสู่อุณหภูมิปกติ รถประจำทางจอดยังป้ายที่รอคอยพอดี อิซางิโดดลงจากรถคนแรก ผิดกับคนตามหลังผู้แทบจะเดินลากเท้า นางิขยี้ตา ถามว่าถูหน้าถูหูจนพอใจแล้วเหรอ อิซางิซึ่งเพิ่งจะใจเย็นลงและตั้งสติได้จึงหันมาแยกเขี้ยวใส่

                “ปากนายนี่มัน”

                “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลี้ยงข้าวหน่อยสิ”

                อย่างกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อไร้ที่มาที่ไป อิซางิแยงหูก่อนจะร้อง “หา?”

                “ฉันเอาชนะเจ้าราชานั่นแก้แค้นให้นายแล้วไง ถือเป็นค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อ้อ...หรือจะคิดว่าฉลองให้แก่ชัยชนะของฉันก็ได้”

                อิซางิบ่นพลางแก้ว่านี่มันรีดไถต่างหาก ทว่าพอได้ยินเสียงท้องร้องดังโครกจากอีกคน หัวจิตหัวใจซึ่งไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอ่อนยวบเป็นมาชแมลโลว์ทันควัน

                “แค่บะหมี่ถ้วยนะ เด็กม.ปลายทั่วไปไม่ได้มีกะตังอย่างพวกเด็กโรงเรียนเศรษฐีกันหมด จำไว้ด้วยล่ะ”

                “คร้าบๆ”

                คนฟังระอาใจสุดแสน “อย่าตอบรับแบบขอไปทีแบบนั้นซี่”

                อิซางิเดินนำนางิไปร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 ถ้วยพร้อมน้ำอัดลมด้วยข้อจำกัดด้านงบอันจำกัดจำเขี่ย สองหนุ่มยึดที่นั่งที่ทางร้านจัดไว้ให้เป็นมุมเล็กๆ รอเส้นสุกไม่กี่นาทีจึงขยับตะเกียบใช้แล้วทิ้งคนเส้นในถ้วย

                เนื่องจากไม่หิว อิซางิสูดเส้นคำเล็กๆ ไม่รีบร้อน ส่วนนางิอ้าปากงับดังอ้ำ แก้มพองเสมือนสัตว์ตัวจ้อยเก็บสะสมอาหารในกระพุ้งแก้ม เป็นเพียงมื้อง่ายๆ เคยกินมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แถมยังมีคนเดินผ่านไปมาทำให้มีสมาธิจดจ่อกับรสชาติอาหารได้ไม่เต็มที่...ทว่าน่าแปลกที่ถูกปากกว่าเคย นางิซดน้ำซุปก้นถ้วยพลางตั้งคำถามในใจว่าเพราะอะไรกันหนอ?

                “เครปร้านนั้นน่าอร่อยดีว่ามั้ย?”

                อิซางิซึ่งกินยังไม่ถึงครึ่งถ้วยสำลักเดี๋ยวนั้น “นายรีดไถฉันอยู่ชัดๆ”

                “ใช้พลังงานก็ต้องหิวเป็นธรรมดา”

                “แล้วมันเป็นความรับผิดชอบฉันที่ต้องถมกระเพาะนายตั้งแต่เมื่อไหร่งั้นเหรอ?”

                ทว่าถึงทอดถอนหายใจอย่างอิดหนาระอาใจอย่างไร อิซางิยังคงทิ้งบะหมี่ถ้วยที่กินค้างอยู่ เดินวกกลับไปที่ร้านสะดวกซื้อ จากนั้นส่งไอศกรีมให้นางิ

ใจดีไปทั่วแบบนี้จะดีเร้อ...ขณะฉีกซองพลาสติก นางิปรายตามองคนข้างๆ อย่างวิตกกังวล เขาห่วงว่าสักวันอิซางิจะโดนล่อลวงไปจริงๆ

                “อิซางิ ห้ามเดินตามคนแปลกหน้าหรือเชื่อใครซี้ซั้วล่ะ”

                “ต่อให้นายกินหมดจนปากว่างฉันก็ไม่เหลือเงินซื้อให้ใหม่แล้ว โอเค้?

                “...ไม่ได้จะไถของกินเพิ่มสักหน่อย”

                อย่างไรก็ตามเจ้าคนที่นั่งยันนอนยันว่าไม่ได้รีดไถกลับบอกว่าหากได้แชมป์ช่วยพาไปเลี้ยงเนื้อย่างที อิซางิฟังแล้วปวดหัวจี๊ดว่ามันต้องไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมต่างหากเล่า ทว่านางิโต้แย้งกลับมาว่าฉลองกับเพื่อนร่วมทีมก็ส่วนของเพื่อนร่วมทีม ไม่ได้เกี่ยวกับส่วนที่อิซางิจะเลี้ยง

                “ต้องให้พูดกี่รอบเนี่ย เกี่ยวกับอะไรกับฉัน? ทำไมฉันต้องเลี้ยงด้วยหา?”

                “บางทีของที่นายเสียตังค์จ่ายอาจจะอร่อยเป็นพิเศษ...ถือเป็นเหตุผลได้หรือเปล่า?”

                “...”

                ไม่คิดว่าจะเจอคนใกล้ตัวตีมึนได้ไร้อย่างอายขนาดนี้ อิซางิกุมขมับ ขณะเหลือกตามองฟ้า เขาคิดในใจว่าทำเป็นไม่ได้ยินเจ้าลูกคุณหนูคนนี้จะดีกว่า คนเราไม่ควรใจดีมากเกินไป ต้องจำกัดระดับความใจอ่อนของตนหน่อยแล้ว หากต้องเสียอาการกับสายตาหมาหงอยทุกครั้งไปต้องล่มจมแน่ๆ

                ดังนั้น ไม่ว่านางิจะพล่ามอะไร อิซางิไม่ยอมรับปากแม้เพียงเรื่องเดียว

                ส่วนอนาคตจะโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมสำเร็จไหม...นั่นก็เป็นเรื่องที่นางิในวันข้างหน้าต้องพยายามแล้ว ถึงเรียนคนละโรงเรียนและได้เจอกันไม่บ่อยนัก ทว่าเทคโนโลยีสมัยนี้พัฒนาไปถึงไหนต่อไหน จะนัดเจอสักทีง่ายดายยิ่งกว่าเดินออกไปซื้อของที่ร้านค้าอีก แค่หาเรื่องออกไปกินอะไรด้วยกันไม่ยากเกินกำลังหรอก

                ขอแค่อิซางิยอมตกลงน่ะนะ

                “พรุ่งนี้นายขึ้นรถเวลาเดิมใช่ไหม?”

                “หืม? อืม” อิซางิผงกศีรษะ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะต่อ “นายเองวันนี้ชนะแล้วก็นอนซะให้เต็มตาเถอะ เผื่อพรุ่งนี้จะได้ไม่คอพับคออ่อนไปเรียนไง”

                “อ้อ” คนฟังปิดประสาทรับเสียงไปแล้ว

                จะว่าไป...ที่จริง...นางิอยากเจออิซางิบ่อยๆ เขาหวังว่าในช่วงเวลาที่ผ่านไปนี้ แม้เพียงเล็กน้อย ทีละนิดละหน่อย

                อยากจะสนิทกับอิซางิให้มากขึ้น

                “แล้วเจอกัน”

                “บาย” อิซางิโบกมือให้อย่างมีชีวิตชีวา

                เครื่องแบบนักเรียนชายต่างโรงเรียนเดินเคียงกันท่ามกลางแสงแดดส่องจ้า ก่อนจะแยกกันไปตามทางของตัวเองเพื่อกลับมาพบกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

 

 

 

 

 

Talk

แม้ออลอิซาจะดีหมดแต่นางิอิซาเป็นเมนูแนะนำค่ะ นางิอิซากันเถอะค่ะ

No comments:

Post a Comment