Fanfic Blue Lock
- Peaceful time -
Pairing : Nagi Seishirou x Isagi Yoichi
Rating :
SFW
แสงอาทิตย์สดใสยามเช้าตกกระทบละอองฝุ่นในอากาศที่ลอยเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้าน
อาจด้วยสภาพอากาศสดชื่นแจ่มใสอีกทั้งยังนอนหลับมาเต็มอิ่ม อิซางิ โยอิจิผู้ไม่มีอะไรทำจึงมีแก่ใจนั่งจดจ้องทิศทางการเคลื่อนไหวของละอองฝุ่นในอากาศขณะเดินทางไปโรงเรียน
รถประจำทางวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ พอถึงป้ายรถเมล์ที่สองอิซางิซึ่งล้มเหลวกับการจับจ้องฝุ่นไปแล้วหกครั้งก็หันเหความสนใจไปชมวิวนอกหน้าต่างเป็นที่เรียบร้อย
เนื่องจากเป็นรถที่วิ่งเข้าเมืองและมีระยะวิ่งค่อนข้างยาวบนรถจึงมีคนทยอยขึ้นมาเรื่อยๆ
จนยืนออเต็มไปหมด แม้อิซางิขึ้นจากป้ายแรกๆ จนได้นั่งมาตลอด
ทว่าก็มีหลายครั้งที่สละที่นั่งให้คนอื่น เป็นเด็กประถมบ้าง เป็นหญิงชายวัยชราบ้าง
หรือไม่ก็เป็นคนหนุ่มสาวซึ่งมีสีหน้าไม่ใคร่จะดีนัก
สำหรับวันนี้ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลัง
อดหลับอดนอนมาจากไหนกันน่ะ...
เด็กหนุ่มผมสีอ่อนสวมยูนิฟอร์มมัธยมปลายโรงเรียน V ผู้ยืนสัปหงกกอดเสาอยู่ตรงหน้านี้
แม้นับได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเพราะเห็นกันตลอดทว่าไม่เคยคุยกันแม้แต่ครั้งเดียว
รถประจำทางสายสีน้ำเงินผ่านโรงเรียนขนาดใหญ่ 2
แห่งจึงพบเห็นเด็กนักเรียนเต็มรถเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตามเจ้าหนุ่มตรงหน้านี้กลับโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
ขนาดยืนค้อมตัวไม่มีสง่าราศีช่วงศีรษะยังสูงพ้นคนอื่นเป็นคืบ
นอกจากนี้ยังยืนตุปัดตุเป๋โซซัดโซเซคล้ายจะล้มตึงได้ทุกเมื่อทุกวี่วัน
อิซางิเรียกเขาเบาๆ
ว่านายแล้วบอกต่อว่านั่งตรงนี้สิ
เปลือกตาบนใบหน้าอ่อนเยาว์ปรือขึ้นทันทีเมื่อชายแขนเสื้อโดนดึงรั้ง
ครั้นเห็นใบหน้าอีกฝ่ายเต็มตา แม้แต่อิซางิซึ่งขาดเซนส์ด้านความงามยังเผลอร้อง
‘โอ้’ ในใจอย่างอดไม่ได้
แบบนี้สินะที่เรียกว่าหนุ่มหล่อ
น่าอิจฉาชะมัด
อิซางิแสร้งกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อนอาการตกตะลึงชั่วขณะเมื่อสักครู่
เขารีบหันหลังให้ใบหน้าอันชวนให้ไขว้เขว โอดในใจว่าดีจังเลยนะ
อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆ
แต่สูงใหญ่เหมาะแก่การเล่นกีฬาไม่พอยังมีใบหน้าเป็นอาวุธสังหารอีกต่างหาก
เดือนหน้าจะเริ่มการแข่งทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลระดับจังหวัดรอบคัดเลือก
ชมรมฟุตบอลมัธยมปลาย B ของอิซางิจึงคึกคักเป็นพิเศษ ที่แล้วมาโรงเรียนไม่เคยมีประวัติเข้ารอบลึกๆ
ในการแข่งขันฟุตบอลเลย เพื่อนๆ
ในชมรมก็ใช่จะใจสู้ดุเดือดเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนกีฬา
ทั้งอย่างนั้นบรรยากาศฮึกเหิมตอนนี้ก็ช่วยปลุกใจสู้ให้อิซางิอยู่ดี
คู่แข่งรอบแรกเป็นโรงเรียนต่างเขตซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร
ลองไม่ได้เจอตัวเก็งแชมป์ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อยว่าอาจผ่านรอบแรกไปได้อย่างราบรื่น
อิซางิอยากชนะ
อยากเป็นแชมป์
อยากไปให้ถึงระดับประเทศ
อยากเป็นมืออาชีพที่ได้ลงแข่งในระดับโลก
การมีความฝันเป็นแรงขับเคลื่อนโรแมนติกออกจริงไหม?
ยิ่งวันแข่งจริงใกล้เข้ามายิ่งใช้เวลาซ้อมหลังเลิกเรียนยาวนานมากขึ้น
นอกจากการซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเพื่อจำลองการเล่นประสานงาน
อิซางิยังทำโปรแกรมฝึกส่วนตัวเพื่อยกระดับสมรรถภาพทางกายด้วย ไปๆ มาๆ
ร่างกายอึดขึ้นไหมไม่ค่อยแน่ใจ แต่กลางคืนหลับสบายขึ้นมากเชียวล่ะ
ก่อนหน้านี้อิซางิมักนั่งเหม่อเรื่อยเปื่อยบนรถประจำทางขณะไปโรงเรียน
ทว่าช่วงหลังตาสว่างมาก ทั้งยังฮึดสู้เต็มเปี่ยมถึงขั้นเปิดคลิปนักฟุตบอลดังๆ ศึกษาเคล็ดลับการเล่นฆ่าเวลาแทนการนั่งเฉย
การนั่งดูคลิปที่ว่านี้เป็นการเปิดดูแบบไม่สวมหูฟัง อิซางิไม่ชอบใส่หูฟังในที่สาธารณะ
หากจะใส่ให้ได้ยินเสียงจำเป็นต้องเพิ่มระดับความดังให้กลบเสียงแวดล้อมได้
ซึ่งมันอันตรายต่อหูเกินไปหน่อย
ส่วนเรื่องที่นั่งดูคลิปบนรถไม่เสียสายตาหรือ...อันนั้นไว้ว่ากันทีหลัง
ชีวิตประจำวันอันซ้ำซากดำเนินวนเวียนครบเดือนอย่างรวดเร็ว
ในวันเสาร์ที่อากาศสดใส แม้มีแข่งตอนบ่ายแต่ทั้งชมรมนัดหมายกันมารวมตัวก่อนกำหนดเพื่อดูการแข่งรอบเช้า
ในการแข่งใหญ่ระดับจังหวัดย่อมต้องมีพิธีเปิด
ทว่าการจะได้เข้าร่วมต้องผ่านการแข่งรอบคัดเลือกเข้าไปจนถึงระดับ 16 ทีมให้ได้ก่อน
ไม่อย่างนั้นจะโดนเตะกระเด็น หมดสิทธิ์ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกลางสนามและต้องไปนั่งให้กำลังใจบนอัฒจันทร์แทน
ในฐานะที่ปีก่อนตกรอบแรกจนไม่ได้เข้าร่วมพิธีในชุดยูนิฟอร์มทว่าได้นั่งชมจากบนอัฒจันทร์
อิซางิผู้เข้าใจจิตใจของผู้พ่ายแพ้นึกอยากให้ปรับเปลี่ยนการจัดการใหม่ใจจะขาด
ตกรอบแรกแล้วมันทำไม? ตกรอบแรกก็ได้แข่งนะ ทำไมที่ลงไปยืนบนสนามในพิธีได้ถึงมีแต่โรงเรียนที่เข้ารอบ
16 คนสุดท้ายล่ะ สนามหญ้าก็มีที่ให้ยืนเหลือเฟือไม่ใช่เรอะ?
สมาชิกชมรมฟุตบอลมัธยมปลาย B บ้างถือขนมจุบจิบ
บ้างถือเครื่องดื่มขึ้นไปจับจองที่นั่งกันเป็นกลุ่มก้อน
การแข่งขันช่วงเช้าระหว่างมัธยมปลาย V กับ Z ไม่นับเป็นการแข่งที่คนให้ความสนใจมากนักเนื่องจากเป็นม้านอกสายตากันทั้งคู่
อย่างไรก็ตาม โรงเรียน V ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน B ต่อให้เป็นโรงเรียนของพวกลูกคุณหนูต่างจากพวกตนก็ยังปลุกอารมณ์ร่วมในฐานะโรงเรียนพี่น้องจากเขตเดียวกันขึ้นมาได้
ขณะนั่งรอคิกออฟในสภาพกึ่งผ่อนคลายกึ่งจริงจัง
ผู้เล่นคนหนึ่งในสนามทำให้อิซางิต้องเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
เจ้าหนุ่มหน้าหล่อคนนั้นเล่นฟุตบอลด้วยเหรอเนี่ย
กวาดตามองทางม้านั่งเห็นว่ามีตัวสำรองรออยู่หลายคน
แสดงว่าไม่ได้ถูกยัดให้ลงเล่นตำแหน่งตัวจริงเพราะขาดแคลนสมาชิก
แสดงว่าต้องเล่นดีในระดับหนึ่ง
รูปร่างแบบนั้นชวนให้เชื่อว่าเล่นกีฬาได้อย่างยอดเยี่ยม
ทว่าทุกเช้าอิซางิเห็นอีกฝ่ายไร้เรี่ยวแรงอยู่ตลอด
ไม่สัปหงกก็กอดเสารถประจำทางเล่นเกมในสภาพที่แทบจะเลื้อยเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
การจินตนาการเห็นคนเช่นนั้นแสดงทักษะขั้นสุดยอดประหนึ่งนักกีฬาเต็มตัวจึงเกินกำลัง
อิซางิยิ่งอยากชมการแข่งนัดนี้มากกว่าเดิม
ผลจากการเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตามันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นได้ดีเสียจริง
“นาย...จ้องหน้าคนอื่นแบบนั้นมันเสียมารยาทนะ
มีอะไรอยากพูดก็พูดออกมาเลยสิ”
บนรถประจำทางที่โคลงเคลงเล็กน้อย
เด็กหนุ่มต่างโรงเรียนเผชิญหน้ากัน ฝ่ายที่เอ่ยปากพูดด้วยก่อนมีผมสีอ่อน ตรงข้ามกับเนื้อความซึ่งคล้ายแฝงนัยคุกคามอยู่บางเบา
น้ำเสียงของเขาเอื่อยเฉื่อยเกียจคร้านยิ่ง แทนที่จะบอกว่ากำลังท้าทาย มิสู้บอกว่ากำลังจนใจจะถูกต้องกว่า
คนเสียมารยาทอย่างอิซางิหน้าม้านเล็กน้อยเมื่อถูกทักเสียเถรตรง
“ขอโทษที ไม่ได้เจตนาไม่ดีนะ”
เขายื่นหมากฝรั่งให้หนึ่งซองราวจะบอกว่าช่วยรับนี่ไปเคี้ยวให้กระปรี้กระเปร่าแล้วทำเป็นลืมเรื่องเมื่อครู่ทีนะครับ
แม้คู่กรณีรับหมากฝรั่งไปอย่างว่าง่าย
หากไม่วายมุ่นคิ้วพึมพำว่าขี้เกียจเคี้ยวให้ได้ยิน
เห็นชัดๆ ว่าทำตัวอีเรื่อยเฉื่อยแฉะขนาดไหน
แล้วทำไมถึงได้เล่นฟุตบอลเก่งขนาดนั้นกันนะ?
การแข่งขันเมื่อสัปดาห์ก่อนทีมจากมัธยมปลาย V เอาชนะคู่แข่งขาดลอยไปด้วยคะแนน
5-0 พอเห็นสีหน้าไม่มีแก่ใจเล่นทว่ายังทำได้ดีปานนั้น อิซางิมีแต่จะรู้สึกเจ็บใจแกมหมั่นไส้
ความเจ็บปวดของสามัญชนซึ่งพยายามเท่าไรก็ไม่อาจเทียบเคียงอัจฉริยะคงเป็นแบบนี้กระมัง
อิซางิมั่นใจว่าเจ้าคนตรงหน้าไม่ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจฝึกซ้อมการเล่นลับหลังหรอก
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเล่นแท้ๆ คนมุมานะกลับเอาชนะไม่ได้ สัจธรรมนี้ให้ตายก็คงยืดอกยอมรับหน้าชื่นไม่ไหว
ที่นั่งฝั่งขวาของอิซางิว่างลง
ชุดสูทของคุณลุงวัยกลางคนถูกแทนที่ด้วยเครื่องแบบนักเรียนราคาแพงของผู้มีอันจะกิน
พอมีที่นั่งมั่นคง
เด็กหนุ่มผู้พกพลังงานออกจากบ้านต่ำเตี้ยติดก้นหลอดก็นั่งโอนเอนทำท่าจะฟุบให้ได้ อิซางิช่วยประคองต้นคออยู่ไม่สุขนั้น
แอบคิดในใจว่าหมอนี่จะไหวไหมเนี่ย
“...!”
อารามตกใจเพราะอวัยวะอันเปราะบางถูกสัมผัสทำให้คนที่สะลึมสะลือลืมตาพรึ่บและกระถดตัวหนีสองคืบโดยอัตโนมัติ
เห็นกิริยาแตกตื่นตกใจดังกล่าว
อิซางิผู้ถือวิสาสะแตะต้องคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตรู้สึกผิดทันที เขายกมือสองข้างขึ้นระดับไหล่ดังชึ่บราวกับจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ทั้งยังละล่ำลักขอโทษแทบไม่ทัน “ฉันกลัวนายล้ม มือมันไปเองน่ะ ขอโทษจริงๆ บอกว่าขอโทษไง!
เลิกมองฉันด้วยสายตามองตาลุงโรคจิตแบบนั้นทีเถอะ!
ขอร้องล่ะครับ!”
“...”
พูดอะไรบ้างสิ!
ภาพลักษณ์ดูไม่เหมือนคนขี้แกล้งแท้ๆ
อิซางิหมั่นไส้เต็มกำลัง
ปะเหลาะอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมอ่อนข้อและปั้นหน้าหวาดกลัวตนตลอดทาง วันนั้นเขาขุ่นเคืองจนเดินปึงปังลงจากรถประจำทาง
คิดในใจว่าจะเลิกทำตัวเป็นคนดีแล้ว ถ้ามีคราวหน้าอีกจะนั่งเฉยๆ
ดูเจ้าคนนิสัยเสียนั่นล้มหน้าทิ่มไปเลย
เมื่อมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้นจึงสนิทสนมกันมากขึ้น
แม้แต่ละวันได้เจอหน้าเป็นเวลาสั้นๆ โอภาปราศรัยเพียงเล็กน้อย
ทว่าการได้เห็นใบหน้านั้นในตอนเช้ากลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไป
“ว่าแต่
นายชื่ออะไรน่ะ?”
วันศุกร์ ขณะลุกจากที่นั่งเพื่อลงป้ายไปโรงเรียนตามปกติ
อิซางิถูกเรียกเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
นับจากวันแรกที่ได้พูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว...ก็ประมาณหนึ่งสัปดาห์
อิซางิหัวเราะเบาๆ
ให้ความเชื่องช้าของพวกตนทั้งสองแล้วหันไปยิ้มให้เด็กหนุ่มผมสีอ่อนอย่างอย่างเป็นมิตร
“อิซางิ โยอิจิ
นายล่ะ?”
“นางิ เซย์ชิโร่”
[Epilogue]
นางิ
เซย์ชิโร่แปลกใจเมื่อเห็นอิซางิ โยอิจิที่สนามแข่ง
อีกฝ่ายยืนอยู่กับเพื่อนร่วมโรงเรียนและมองไม่เห็นตนเขาจึงไม่คิดเข้าไปทักทาย
เพียงเอียงคอมองด้วยความประหลาดใจจากที่ไกลๆ เท่านั้น
โดยปกติแล้วคนที่มาป้วนเปี้ยนแถวสนามในช่วงเวลานี้
หากไม่ได้ลงแข่งก็ต้องเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้มีความเป็นไปได้ว่าอิซางิอาจมาดูการแข่งของเพื่อนหรือคนในครอบครัว
ทว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปและจำได้ว่าเคยเห็นอีกฝ่ายดูคลิปตัดต่อการเลี้ยงบอล
นางิคาดว่าอิซางิคงจะเป็นผู้เล่นนั่นแหละ
“นางิ
ไปกันเถอะ”
อีกหนึ่งชั่วโมงจะเริ่มแข่ง
มิคาเงะ เรย์โอะเป็นตัวแทนคนอื่นๆ
ตะโกนเรียกนางิให้ไปรวมตัวยังห้องพักนักกีฬาเพื่อกำหนดการเล่นครั้งสุดท้าย ต่อให้ยังอยากสังเกตการณ์ต่ออีกหน่อย
นางิกลับทำอย่างนั้นไม่ได้ เขากดมือนวดบ่าเบาๆ ขณะเดินตามแผ่นหลังอันคุ้นเคยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนาม
แรกเริ่มทีมฟุตบอลมัธยมปลาย
V ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไร
ปีก่อนๆ ไม่ได้ทำผลงานโดดเด่น ปีนี้ย่อมไม่ถูกจับตา อย่างไรก็ดี หลังชนะขาดลอยติดๆ
กันจนเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายระดับจังหวัด
อัฒจันทร์ซึ่งเคยโล่งว่างเริ่มมีคนมาให้กำลังใจหนาตามากยิ่งขึ้น
ผลจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของทีมย่อมมาจากสมาชิกหน้าใหม่
นอกจากนางิซึ่งถูกชักชวนให้เล่นฟุตบอลปีนี้ปีแรก คนทาบทามนางิมาร่วมทีมอย่างเรย์โอะก็เล่นได้ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน
อาจจะฟังดูอวดดีอยู่สักหน่อย
ทว่านางิค่อนข้างเบื่อ
ไม่ตื่นเต้นเลย
ศักยภาพของทีมคู่แข่งที่แล้วๆ
มาแตกต่างกันมากไป สามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเป็นเรื่องดีก็จริง
ขณะเดียวกันพอไม่มีอะไรให้ลุ้นหรือตื่นเต้น นางิย่อมไม่มีกะจิตกะใจอยากแข่ง
ทุกวันนี้เขาเพียงเล่นบอลตามที่เรย์โอะบอก...อยากให้ทำอะไร อยากได้กี่ประตู
แค่เคลื่อนไหวตามนั้น
เขาทำได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นถึงได้เบื่อหน่าย
รู้สึกว่าการแข่งขันมันไร้ความหมายสิ้นดี
อยากรีบเล่นให้จบจะได้กลับไปนอนเล่นเกมก็ทำไม่ได้เพราะต้องเล่นให้ครบตามเวลาที่กำหนด
“คู่แข่งวันนี้เป็นแชมป์ปีก่อน
ถึงรู้ว่าทีมเราตอนนี้เก่งมาก แต่เรื่องชนะ...”
“ชนะแน่นอน”
กระทั่งถ้อยคำแสดงความหวาดหวั่นของเพื่อนร่วมทีมหรือสุ้มเสียงหนักแน่นเปี่ยมความมั่นใจของเรย์โอะยังฟังแทบไม่เข้าหู
“โรงเรียน B ปีนี้ก็ไม่ได้ง่อยขนาดนั้นยังแพ้เจ้าพวกนี้ตั้ง
3 ประตูเชียวนะ!”
หือ?
โรงเรียน B?
พอสะกิดถามรุ่นพี่ด้านข้างที่จำชื่อไม่ได้ค่อยได้รับการขยายความว่าโรงเรียน
X คู่แข่งในวันนี้ผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยการเอาชนะโรงเรียน
B ด้วยคะแนน 4-1 ในนัดที่แล้ว ถึงไม่เหมาะไม่ควรกับสถานการณ์
สิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้คือการแข่งขันดำเนินมานานขนาดนี้และโรงเรียน B เพิ่งจะตกรอบไปหมาดๆ ตนกลับไม่รู้เลยว่าอิซางิลงแข่งกับเขาด้วย
พลาดเสียแล้ว
ไม่รู้จะมีโอกาสได้เห็นอิซางิลงแข่งอีกครั้งเมื่อไหร่
ถ้าไม่มีโรงเรียน
X คงได้แข่งกับอิซางิแทนสินะ
ไม่รู้ทำไม
นางิพลันไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ต่อให้แทบไม่แสดงออกทางสีหน้า
คนที่พอใกล้ชิดอยู่บ้างยังมองออกเมื่อเห็นคิ้วยุ่งเหยิงของเขา
ฉะนั้นตอนวอร์มร่างกายในวินาทีสุดท้าย เรย์โอะมิวายหันมาถามว่า
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?” แม้นางิเพียรย้ำว่าไม่มีอะไร
อีกฝ่ายยังเอาแต่ถามซ้ำราวกับเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ
นางิหน้าตูมจนกระทั่งได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตนจากเหนือศีรษะ
“นางิ!”
เมื่อเงยหน้าตามต้นเสียง
แสงอาทิตย์ทิ่มแทงดวงตาเข้าอย่างจัง เจ้าของชื่อหรี่ตามอง จากนั้นจึงเห็นใบหน้าย้อนแสงเกลื่อนด้วยรอยยิ้มของอิซางิ
โยอิจิ ครั้นได้ประสานสายตากันอิซางิพลันยิ้มกว้างจนตาปิด
ยกมือป้องปากแล้วส่งเสียงอีกรอบ
“ชนะให้ได้นะ!”
หรือว่า...มาเชียร์ฉันเหรอ?
น่าแปลกที่ความรู้สึกงุ่นง่านค่อยๆ
จางหายไป นางิกระพริบตา ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยคล้ายอยากพูดบางอย่างตอบกลับ
ทว่าผ่านไปนานก็ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา ในสายตาอิซางิ สิ่งที่มองเห็นคือนางิที่ประหลาดใจจนเครื่องค้าง
เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดดังกล่าว
“ไม่กวนแล้ว
พยายามเข้าล่ะ”
กระทั่งอิซางิโบกมือไปมาแล้วเดินไปหาที่นั่งพร้อมกลุ่มเพื่อนแล้ว
นางิยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินอยู่อย่างเดิม เขาพูดไม่ได้ว่าสมองที่หยุดทำงานไปชั่วขณะอุตส่าห์กลับมาทำงานแล้ว
แต่เพราะอิซางิหัวเราะ...มันเลยหยุดทำงานไปอีกรอบ
เรย์โอะถอนหายใจดังเฮ้อพลางคว้าคอเสื้อดึงลากไปด้านหลัง
“วันนี้เป็นอะไรของนายเนี่ย ตั้งสติหน่อยสิ”
นอกจากถามเรื่อยเปื่อยต่อว่ารู้จักเด็กต่างโรงเรียนด้วยเหรอแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรนักคือย้ำว่านอกสนามจะเหม่อแค่ไหนก็ได้
ในสนามต้องทำผลงานให้ดีนะ
นางิซึ่งโดนลากแพรดๆ
สำเหนียกได้เดี๋ยวนั้น
“อา...”
วันนี้จู่ๆ
รู้สึกอยากชนะขึ้นมาเป็นพิเศษ
จะด้วยคู่แข่งเป็นโรงเรียน
X หรือเพราะคนมาเชียร์ขอบสนาม...นางิไม่สนใจแล้ว
ที่แน่ๆ คืออยากชนะ ชนะอย่างขาดลอย เป็นแรงกระตุ้นอันรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
อันที่จริง
หากให้บอกความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาหน่อยอาจเรียกว่า
อยากทำเป็นเท่
นางิอยากเป็นฮีโร่บนสนามให้ได้
ไม่รู้ว่าเคยมาดูกี่ครั้งแล้ว ไม่รู้ตนเคยเผยสภาพไม่น่าดูอย่างไรออกไปบ้าง
ดังนั้นต้องไม่ให้มีอะไรผิดพลาด
จะได้ไม่ต้องมานึกอยากทุบหัวตัวเองอย่างที่เป็นตอนนี้
“เรย์โอะ”
“ว่าไง?”
“ให้ตายก็ต้องชนะ”
ไม่รู้ได้ยินเสียงในใจหรืออย่างไร
เรย์โอะปล่อยคอเสื้อแล้วสับศีรษะนางิเบาๆ จังหวะเดียวกัน
“จะแข่งอะไรก็ต้องตั้งเป้าชนะตลอดไม่ใช่เหรอ?”
นางิกุมกระหม่อม
ร้องเบาๆ ว่านั่นสินะ
เขาเหลือบตามองอัฒจันทร์อีกหน
กลุ่มเด็กนักเรียนในเครื่องแบบมัธยม B โดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางผู้ชมทั้งหมด
และเด็กหนุ่มคนหนึ่งในนั้น...คนที่กำลังจับเส้นผมปลิวไสวสีดำไม่ให้บดบังทัศนวิสัยยิ่งสะดุดตาราวกับหยดสีกลางกระดาษขาว
นางิเหม่อมองใบหน้าที่เห็นไกลๆ
นั้น ขยับริมฝีปากโดยไร้เสียงว่า
ดูฉันให้ดีล่ะ
หลังจบการแข่งขัน
นางิ เซย์ชิโร่หน้าบูด
เมื่อได้รับชัยชนะและออกจากสนาม
คิดว่าอิซางิต้องมาแสดงความยินดีหรืออย่างน้อยจิกกัดสักสองคำ
กลับกลายเป็นว่าเห็นคนที่ตนรอคอยกำลังคุยกับกองหน้าทีมคู่แข่งโรงเรียน X อย่างสนิทสนม
“ไม่น่ารักเลย”
“หาเรื่องหรือไงหา
บอกว่าให้เลิกพูดจาแบบนั้นไง!”
ตอนเรย์โอะเห็นตนโดนเด็กโรงเรียนอื่นทักทายคงรู้สึกแบบนี้
นางิไม่รู้มาก่อนเช่นกันว่าอิซางิมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าอันธพาลบะโร โชเอย์จากโรงเรียน
X เขาผละจากเพื่อนร่วมทีมโดยไม่สนว่าพวกนั้นจะคิดอย่างไร
เดินดุ่มๆ ไปทางสองหนุ่มต่างเครื่องแบบ
แบกออร่าดำทะมึนที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนไว้เต็มหลัง
“นางิ”
ทว่าไม่ทันได้ออกฤทธิ์เดช
อิซางิหันมาเห็นเข้าเสียก่อน พอถูกมองด้วยดวงตาเป็นประกาย ออร่าทั้งหลายถูกปัดเป่ามลายสิ้น
นางิลืมความหงุดหงิดแปลกๆ เมื่อสักครู่ทันใด
เพียงเดินไปแทรกและยึดที่ข้างอิซางิอย่างว่านอนสอนง่าย
บะโรปรายตามองนางิ
แค่นเสียงทางจมูกดังเหอะ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ในใจ
ฟากอิซางิยิ้มยิงฟัน
“ยินดีด้วยที่ชนะ”
นางิย่อมสนใจอิซางิมากกว่าคนที่เพิ่งแพ้ตนไปหมาดๆ
อยู่แล้ว “อืม”
“เหอะ!”
เหอะอะไรนักหนา
ไอ้อันธพาลนี่เกะกะชะมัด
ดวงตาไม่โกหก หนำซ้ำนางิ
เซย์ชิโร่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา
บะโรไม่ได้หัวช้าย่อมสัมผัสความเป็นปรปักษ์ได้ไม่ยากเย็น กระนั้นเขาก็ไม่ได้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมถึงถูกเหม็นหน้า
จะบอกว่าแพ้แล้วพาล หมอนี่เพิ่งจะแข่งชนะไปไม่ใช่หรือไง?
“เพื่อนนายเหมือนจะเรียกอยู่แน่ะ”
“รู้จักราชามานานแล้วเหรอ?”
ไม่เพียงเมินเฉยโดยสิ้นเชิง
นางิส่งสัญญาณมือบอกให้เพื่อนตัวเองกลับไปก่อนได้เลย
เท้าทั้งสองของเขาตอกตรึงอยู่กับที่ประหนึ่งฝังเสาเข็ม ประกาศเจตนารมณ์ยังไงก็ไม่ไป
อิซางิรู้สึกว่าวันนี้นางิแปลกไปเล็กน้อย
ทว่าแก้ต่างให้ในใจว่าสภาพอารมณ์คนเราเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน โดยเฉพาะหลังแข่งจบและได้รับชัยชนะ
รูปแบบพฤติกรรมอยู่นอกเหนือความคาดหมายไปบ้างคงเพราะอารมณ์ดีกระมัง
ปกติไม่ใช่คนชอบโอภาปราศรัยแล้วอย่างไร หากกำลังคึกจะยืนคุยกับคนอื่นนานหน่อยก็เป็นเรื่องเข้าใจได้
อิทธิพลจากความกระตือรือร้นอันยากพบเห็นจากนางิทำให้อิซางิพลอยอารมณ์ดีตาม
เขาบอกว่ารู้จักบะโรตั้งแต่ปีก่อนเพราะได้แข่งกันในรอบคัดเลือก ทว่าวันนี้ตนเลือกฝั่งนางิจริงๆ
แถมด้วยการหยอกล้อเพิ่มเติมว่าจะให้เชียร์บะโรได้อย่างไร
นอกจากนิสัยไม่น่ารักยังเป็นคนที่ทำให้ตนต้องแพ้ตกรอบไปอีก
บะโร โชเอย์
บุรุษผู้ถูกพาดพิงซึ่งหน้ากลอกตาหนึ่งรอบ เหน็บแนมกลับไปว่าอยากญาติดีด้วยตายล่ะ
นางิได้ยินเข้าจึงสอดปากขึ้นว่าแพ้แล้วสงบเสงี่ยมด้วย บะโรที่พูดดีอยู่หยกๆ
เสียงเปลี่ยนทันควัน สวนกลับเสียงดังว่าไม่ได้แพ้! คนในทีมกระจอกเองต่างหาก! ลำพังตัวฉันน่ะไม่ได้แพ้ซะหน่อย!
ก่อนเสียงเอ็ดตะโรชวนให้อับอายจะเรียกสายตาคน
อิซางิรีบห้ามปรามไกล่เกลี่ย ตัดบทให้แยกย้ายกลับไปพักผ่อนทางใครทางมัน
เด็กโรงเรียน V มาแข่งด้วยรถบัส
ตอนนี้ทุกคนกลับโรงเรียนไปหมดแล้วจึงเหลือแต่นางิที่ต้องกลับเอง ในเมื่ออิซางิไม่มีกำหนดการอะไร
เขาตัดสินใจกลับบ้าน
เท่ากับว่าสองหนุ่มที่กลับทางเดียวกันกำลังรอรถประจำทางอยู่ด้วยกัน
“มาดูฉันแข่ง
รู้สึกเจ็บใจมั้ย”
ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิด
พอลองนึกดู หากเปลี่ยนอิซางิเป็นตัวนางิเอง เขาสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่ชอบใจ
จริงอยู่ว่าไม่ได้เล่นฟุตบอลเพราะชอบ
แต่ถึงไม่ได้ชอบก็ไม่ได้หมายความว่ายินดีรับความพ่ายแพ้
การต้องมานั่งดูการแข่งขันรอบถัดไป
ไม่ว่าเจ้าทีมที่ชนะตนจะชนะหรือแพ้ก็คงอึดอัดใจทั้งนั้น เช่น
ยังจะชนะต่อไปได้อีก?
คนที่ควรจะได้ยืนบนสนามคือฉันต่างหาก
หรือไม่ก็
เอาชนะฉันได้ดันมาแพ้อยู่แค่นี้เรอะ?
อิซางิเหลือบมองนางิ
ท่าทางยังคงผ่อนคลาย ใบหน้าเจือรอยยิ้ม ตรงข้ามกับฝั่งคนถามซึ่งทำหน้ายุ่งกัดหลอดเหมือนนึกเรื่องน่าโมโหขึ้นได้
หลังดึงสายตากลับไปและแหงนมองท้องฟ้าสดใสยามบ่ายสักพัก
อิซางิ โยอิจิร้องอืม พยายามกลั่นกรองถ้อยคำเพื่อถ่ายทอดความในใจออกมา
“เจ็บใจน่ะแน่นอน แต่ยังไงก็มีโอกาสครั้งหน้าอยู่
ทัวร์นาเมนต์นี้แพ้ก็มีทัวร์นาเมนต์อื่นให้แก้ตัว นายเถอะ...อย่าชะล่าใจไปล่ะ
พวกเรามาเก็บข้อมูลเตรียมพร้อมไว้แล้ว ได้เจอกันทัวร์นาเมนต์หน้าโรงเรียนฉันไม่แพ้หรอก”
“ปากเก่งจัง ไม่ได้แข่งวันนี้เพราะแพ้ไม่ใช่เหรอ”
“นายนั่นแหละปากเก่ง
เงียบไปเลย!”
รถประจำทางจอดเทียบหน้าป้ายอย่างนุ่มนวล
นางิและอิซางิยุติสงครามน้ำลาย พากันขึ้นรถประจำทางเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อน
ด้วยเพิ่งถูกจี้ใจดำไปหมาดๆ อิซางิขอประท้วงด้วยการนั่งเงียบตลอดทาง
นางิประคองแก้วเก็บอุณหภูมิละเลียดจิบชามะนาวอย่างผ่อนคลาย
มารู้สึกตัวว่าบรรยากาศแปลกๆ ก็ผ่านไปแล้วสิบนาที เขาลองชวนคุยเรื่อยเปื่อยแล้วไม่มีคนตอบรับ
ในที่สุดก็มั่นใจว่าอิซางิจงใจเมินตน
“อะไรกัน
งอนเหรอ?”
“...”
อย่าใช้คำว่างอน
ต้องเรียกว่าแสดงความไม่พอใจต่างหาก...อิซางิ โยอิจินั่งหูทวนลมต่อไป
คนมองระบายลมหายใจปลงๆ
“คนเราถ้าไม่เผชิญหน้าความเป็นจริง
ยอมรับจุดอ่อนตัวเองอย่างตรงไปตรงมา...แบบนั้นพัฒนาไม่ได้หรอกนา”
“...”
ยังจะเงียบอยู่อีก
นางิย่นคิ้ว “อิซางิ มองฉันสิ”
“...!”
หลังศีรษะใครบางคนโขกกระจกหน้าต่างดังโป๊ก
ทั้งที่นางิเพียงยื่นหน้าเข้าใกล้หมายจะสบตาให้ได้
กลับกลายเป็นว่าอิซางิมีปฏิกิริยาตอบสนองใหญ่โตกว่าที่คิด
รีบกอดกระเป๋าสะพายแน่นแล้วถอยกรูด ทว่าเนื่องจากนั่งติดหน้าต่าง พอถอยหนีกะทันหันแล้วเจอทางตันจึงหัวฟาดเสียงดังได้น่าอับอายขายขี้หน้าเป็นที่สุด
คนเจ็บควานมือไปลูบคลำหลังศีรษะ
ร้องโอดโอยเสียน่าสงสาร
แต่พอนางิขยับเข้าไปจะขอดูก็เปลี่ยนมาแตกตื่นยกแขนขี้นขวางทันที “นายถอยไปเลย!”
ถอย?
ยังจะถอยไปไหนได้อีก ต้องให้นั่งกับพื้นรถเลยไหม?
แม้ค่อนขอดในใจเช่นนั้น
ตัวคนพูดกลับยอมขยับตัวออกห่างโดยไม่ต่อความ
นั่งพิงพนักเก้าอี้โดยสารอย่างเรียบร้อยสำรวม
อิซางิเห็นแล้วอาการเกร็งเครียดทั่วตัวค่อยบรรเทาลง ถึงขั้นมีแก่ใจเอ็ดเสียงค่อยว่า
“อย่าเอาหน้ามาเข้าใกล้คนอื่นกะทันหันสิ”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นซะหน่อย”
“ทำ!”
ใกล้เกินไปมากด้วย!
เงียบประท้วงได้ประเดี๋ยวเดียวเป็นต้องพับโครงการอย่างน่าอดสู
ความหนักแน่นอดทนอยู่ตรงไหน? อิซางิสังเวชตัวเองจับใจ เขายกมือบังครึ่งปากครึ่งจมูกราวกับจะซุกซ่อนท่าทางยามอับอาย
ส่วนนางิเห็นอิซางิกลับมาเป็นปกติก็วางใจจนมีอารมณ์หาวหวอดๆ
รอจนอิซางินวดใบหูกระทั่งมันหายแดงกลับสู่อุณหภูมิปกติ
รถประจำทางจอดยังป้ายที่รอคอยพอดี อิซางิโดดลงจากรถคนแรก
ผิดกับคนตามหลังผู้แทบจะเดินลากเท้า นางิขยี้ตา ถามว่าถูหน้าถูหูจนพอใจแล้วเหรอ
อิซางิซึ่งเพิ่งจะใจเย็นลงและตั้งสติได้จึงหันมาแยกเขี้ยวใส่
“ปากนายนี่มัน”
“ไหนๆ ก็ไหนๆ
แล้ว เลี้ยงข้าวหน่อยสิ”
อย่างกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อไร้ที่มาที่ไป
อิซางิแยงหูก่อนจะร้อง “หา?”
“ฉันเอาชนะเจ้าราชานั่นแก้แค้นให้นายแล้วไง
ถือเป็นค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อ้อ...หรือจะคิดว่าฉลองให้แก่ชัยชนะของฉันก็ได้”
อิซางิบ่นพลางแก้ว่านี่มันรีดไถต่างหาก
ทว่าพอได้ยินเสียงท้องร้องดังโครกจากอีกคน
หัวจิตหัวใจซึ่งไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอ่อนยวบเป็นมาชแมลโลว์ทันควัน
“แค่บะหมี่ถ้วยนะ
เด็กม.ปลายทั่วไปไม่ได้มีกะตังอย่างพวกเด็กโรงเรียนเศรษฐีกันหมด จำไว้ด้วยล่ะ”
“คร้าบๆ”
คนฟังระอาใจสุดแสน
“อย่าตอบรับแบบขอไปทีแบบนั้นซี่”
อิซางิเดินนำนางิไปร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ
ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 ถ้วยพร้อมน้ำอัดลมด้วยข้อจำกัดด้านงบอันจำกัดจำเขี่ย
สองหนุ่มยึดที่นั่งที่ทางร้านจัดไว้ให้เป็นมุมเล็กๆ รอเส้นสุกไม่กี่นาทีจึงขยับตะเกียบใช้แล้วทิ้งคนเส้นในถ้วย
เนื่องจากไม่หิว
อิซางิสูดเส้นคำเล็กๆ ไม่รีบร้อน ส่วนนางิอ้าปากงับดังอ้ำ แก้มพองเสมือนสัตว์ตัวจ้อยเก็บสะสมอาหารในกระพุ้งแก้ม
เป็นเพียงมื้อง่ายๆ เคยกินมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แถมยังมีคนเดินผ่านไปมาทำให้มีสมาธิจดจ่อกับรสชาติอาหารได้ไม่เต็มที่...ทว่าน่าแปลกที่ถูกปากกว่าเคย
นางิซดน้ำซุปก้นถ้วยพลางตั้งคำถามในใจว่าเพราะอะไรกันหนอ?
“เครปร้านนั้นน่าอร่อยดีว่ามั้ย?”
อิซางิซึ่งกินยังไม่ถึงครึ่งถ้วยสำลักเดี๋ยวนั้น
“นายรีดไถฉันอยู่ชัดๆ”
“ใช้พลังงานก็ต้องหิวเป็นธรรมดา”
“แล้วมันเป็นความรับผิดชอบฉันที่ต้องถมกระเพาะนายตั้งแต่เมื่อไหร่งั้นเหรอ?”
ทว่าถึงทอดถอนหายใจอย่างอิดหนาระอาใจอย่างไร
อิซางิยังคงทิ้งบะหมี่ถ้วยที่กินค้างอยู่ เดินวกกลับไปที่ร้านสะดวกซื้อ จากนั้นส่งไอศกรีมให้นางิ
ใจดีไปทั่วแบบนี้จะดีเร้อ...ขณะฉีกซองพลาสติก
นางิปรายตามองคนข้างๆ อย่างวิตกกังวล เขาห่วงว่าสักวันอิซางิจะโดนล่อลวงไปจริงๆ
“อิซางิ
ห้ามเดินตามคนแปลกหน้าหรือเชื่อใครซี้ซั้วล่ะ”
“ต่อให้นายกินหมดจนปากว่างฉันก็ไม่เหลือเงินซื้อให้ใหม่แล้ว
โอเค้?”
“...ไม่ได้จะไถของกินเพิ่มสักหน่อย”
อย่างไรก็ตามเจ้าคนที่นั่งยันนอนยันว่าไม่ได้รีดไถกลับบอกว่าหากได้แชมป์ช่วยพาไปเลี้ยงเนื้อย่างที
อิซางิฟังแล้วปวดหัวจี๊ดว่ามันต้องไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมต่างหากเล่า
ทว่านางิโต้แย้งกลับมาว่าฉลองกับเพื่อนร่วมทีมก็ส่วนของเพื่อนร่วมทีม
ไม่ได้เกี่ยวกับส่วนที่อิซางิจะเลี้ยง
“ต้องให้พูดกี่รอบเนี่ย
เกี่ยวกับอะไรกับฉัน? ทำไมฉันต้องเลี้ยงด้วยหา?”
“บางทีของที่นายเสียตังค์จ่ายอาจจะอร่อยเป็นพิเศษ...ถือเป็นเหตุผลได้หรือเปล่า?”
“...”
ไม่คิดว่าจะเจอคนใกล้ตัวตีมึนได้ไร้อย่างอายขนาดนี้
อิซางิกุมขมับ ขณะเหลือกตามองฟ้า เขาคิดในใจว่าทำเป็นไม่ได้ยินเจ้าลูกคุณหนูคนนี้จะดีกว่า
คนเราไม่ควรใจดีมากเกินไป ต้องจำกัดระดับความใจอ่อนของตนหน่อยแล้ว
หากต้องเสียอาการกับสายตาหมาหงอยทุกครั้งไปต้องล่มจมแน่ๆ
ดังนั้น ไม่ว่านางิจะพล่ามอะไร
อิซางิไม่ยอมรับปากแม้เพียงเรื่องเดียว
ส่วนอนาคตจะโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมสำเร็จไหม...นั่นก็เป็นเรื่องที่นางิในวันข้างหน้าต้องพยายามแล้ว
ถึงเรียนคนละโรงเรียนและได้เจอกันไม่บ่อยนัก
ทว่าเทคโนโลยีสมัยนี้พัฒนาไปถึงไหนต่อไหน จะนัดเจอสักทีง่ายดายยิ่งกว่าเดินออกไปซื้อของที่ร้านค้าอีก
แค่หาเรื่องออกไปกินอะไรด้วยกันไม่ยากเกินกำลังหรอก
ขอแค่อิซางิยอมตกลงน่ะนะ
“พรุ่งนี้นายขึ้นรถเวลาเดิมใช่ไหม?”
“หืม? อืม”
อิซางิผงกศีรษะ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะต่อ “นายเองวันนี้ชนะแล้วก็นอนซะให้เต็มตาเถอะ
เผื่อพรุ่งนี้จะได้ไม่คอพับคออ่อนไปเรียนไง”
“อ้อ”
คนฟังปิดประสาทรับเสียงไปแล้ว
จะว่าไป...ที่จริง...นางิอยากเจออิซางิบ่อยๆ
เขาหวังว่าในช่วงเวลาที่ผ่านไปนี้ แม้เพียงเล็กน้อย ทีละนิดละหน่อย
อยากจะสนิทกับอิซางิให้มากขึ้น
“แล้วเจอกัน”
“บาย”
อิซางิโบกมือให้อย่างมีชีวิตชีวา
เครื่องแบบนักเรียนชายต่างโรงเรียนเดินเคียงกันท่ามกลางแสงแดดส่องจ้า
ก่อนจะแยกกันไปตามทางของตัวเองเพื่อกลับมาพบกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
Talk
แม้ออลอิซาจะดีหมดแต่นางิอิซาเป็นเมนูแนะนำค่ะ
นางิอิซากันเถอะค่ะ
No comments:
Post a Comment