Tuesday, 18 April 2023

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; FushiIta] Offline

Fanfic Jujutsu Kaisen

Offline

 

 

Pairing   : Fushiguro Megumi x Itadori Yuji

Rating    : SFW

 

 

               

ความประทับใจจากการสนทนาด้วยเรื่องสัพเพเหระผ่านทางแอพหาคู่ยาวนานหลายเดือนเป็นเหตุให้เกิดการนัดเจอ เนื่องจากรูปดิสเพลย์ของฟุชิงุโระเป็นรูปจากระบบ เมื่อมีโอกาสได้พบตัวจริงครั้งแรกปรากฏว่าต่างจากภาพในจินตนาการของอิตาโดริอยู่บ้าง

จากถ้อยคำที่เลือกใช้และลักษณะการต่อบทสนทนา ฟุชิงุโระดูเป็นคนจริงจังไร้อารมณ์ขันแต่ก็มีความอ่อนโยนเอาใจใส่ ชวนให้นึกถึงหัวหน้าห้องท่าทางคงแก่เรียนและหัวโบราณนิดๆ อิตาโดริวาดภาพสาวแว่นผมเปียในชุดเดรสสีอ่อนในมโนสำนึก

ขณะที่ฟุชิงุโระตัวจริงนั้น...

ผมดำยาวสยาย สวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวสไตล์ยูนิเซ็กส์ ผิวขาวซีดดูเปราะบาง บรรยากาศนิ่งสงบยากเข้าถึง ไหนจะสีหน้านิ่งเฉยสำรวม...ช่างให้ความรู้สึกเช่นสาวงามบนหอคอยงาช้าง แม้สวมสนีกเกอร์ ส่วนสูงยังดูจะมากกว่าอิตาโดริเล็กน้อย

เป็นคนเท่มากๆ ผิดคาด

อันที่จริงเครื่องหน้าอีกฝ่ายค่อนข้างคมสันละม้ายบุรุษ แล้วยังโครงสร้างร่างกายใหญ่กว่าเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เคยพบเห็น ภาพรวมจึงดูเป็นเพศกลาง แยกแยะยากว่าเป็นชายหรือหญิง อย่างไรก็ตาม โปรไฟล์บนแอพระบุชัดแจ้งว่า ‘เพศหญิง’ อิตาโดริผู้ซื่อตรงย่อมเชื่อตามนั้น ไม่เคยระแวงสงสัยว่าในอินเทอร์เน็ตมีการปิดบังข้อมูลอยู่ถมไป

การนัดพบเพื่อนจากอินเทอร์เน็ตย่อมมีกรณีที่ห่างเหินกันไปนับจากเจอตัวจริง ทว่าในกรณีของฟุชิงุโระกับอิตาโดริ พวกเขานับเป็นอีกตัวอย่างของการเจอตัวจริงแล้วความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น ถึงขั้นที่เมื่อพูดคุยและนัดพบมากครั้งเข้า อิตาโดริรู้สึกว่าตนเองตกหลุมรักเข้าเต็มเปา

ฉะนั้น ในวันที่นัดเจอกันเป็นครั้งที่ 4 เพื่อสารภาพรักแต่กลับบังเอิญเจอฟุชิงุโระในห้องน้ำชาย...อิตาโดริอ้าปากค้างจนคางแทบห้อยลงมาถึงอก

“อิตาโดริ...?”

สีผิวของฟุชิงุโระ เมงุมิซึ่งขาวอยู่แล้วคล้ายจะเผือดลงอีกหลายส่วน ระหว่างที่อิตาโดริสืบเท้าถอยหลังเพื่อดูประตูทางเข้าว่าเป็นห้องน้ำชายแน่หรือไม่ ฟุชิงุโระขยับปากอ้าๆ หุบๆ คล้ายละล่ำละลักอยากอธิบาย

สีหน้าดังกล่าวเป็นดั่งค้อนเหล็กแพ่นกลางกระหม่อม...อิตาโดริสำเหนียกได้เดี๋ยวนั้น เป็นผู้ชายแล้วไงล่ะ มีงานอดิเรกที่ตนเข้าไม่ถึงแล้วไงล่ะ ยังไงก็เป็นฟุชิงุโระคนเดิมที่ใจดีและอ่อนโยนไม่ใช่เหรอ

แค่เพศสภาพเป็นชายแล้วโลกหมุนเปลี่ยนทิศหรือไง ความรู้สึกรักใคร่ของตัวเองเบาบางขนาดมลายหายไปหมดด้วยเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?

“อิตาโดริ ฉัน...”

“ฟุชิงุโระ ฉันจะไปรอที่โต๊ะนะ!

หลังประกาศเสียงขึงขังหนักแน่น อิตาโดริ ยูจิพลิกกายหันหลังแล้วหายแว้บออกไปจากห้องน้ำชาย ทั้งที่เดินมาถึงนี่เพราะต้องการปลดเบา ทว่าจิตใจสั่นคลอนจนลืมปวดไปเสียหมด

 

 

                ย้อนกลับไปราวสัปดาห์ก่อน

เพราะตั้งใจนัดเจอเพื่อสารภาพรัก เดิมทีอิตาโดริวางแผนให้เป็นเดทกลายๆ รอบรรยากาศหลังเดทจบเป็นใจก็จะขอเป็นแฟน โรแมนติกที่สุด!

แต่

ห้องสมุดดีไหม?’

ไม่ทันได้เสนอทั้งสวนสนุก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนพฤกษศาสตร์ หรืออื่นๆ ฟุชิงุโระผู้บอกว่าสัปดาห์นี้มีงานค้างเยอะมากเสนออย่างเกรงอกเกรงใจว่าเป็นสถานที่เงียบๆ และนั่งทำงานได้ได้หรือเปล่า ใจหนึ่งอิตาโดริว่าไม่ดี...ไหนความโรแมนติกห้องสมุดมันไม่เหมาะแก่การสารภาพรักสักหน่อย!

ทว่าฟุชิงุโระคงอับจนหนทางจริงๆ ถึงเสนอมาแบบนี้ แม้ในช่องแชทจะปรึกษาเรื่องเรียนค่อนข้างบ่อยทว่าทุกครั้งที่นัดเจอจะพากันไปเที่ยวเล่นท่าเดียว อีกฝ่ายอุตส่าห์ไม่ปฏิเสธหรือผัดผ่อน ทว่าขอต่อรองเพื่อให้ได้พบกันไปพร้อมๆ กับทำงานค้าง อิตาโดริเห็นว่าควรเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

ไม่ใช่เพราะอยากเจอกันจึงต่อรองแบบนี้หรอกหรือ?

จากครั้งล่าสุดก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้ว ใจจริงอิตาโดริก็อยากเจอฟุชิงุโระมากเช่นกัน กระนั้น เขาทบทวนไปมา...ในเมื่อฟุชิงุโระตอนนี้ยุ่งมาก รอว่างค่อยนัดใหม่จะดีกว่ากระมัง เขาไม่ได้เร่งรีบต้องสารภาพรักให้ได้ทันทีทันใดเสียหน่อย นอกจากนี้หากมีเรื่องกวนใจ คงใช้เวลาร่วมกันอย่างไม่สนุกนัก

 ไม่เป็นไร อันที่จริงก็ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้น นายอยากไปไหน เกมเซนเตอร์เหรอ?’

พออ้อมๆ แอ้มๆ บอกว่าไว้ขอเจอกันวันหลังก็ได้ ฟุชิงุโระตอบกลับมาแบบนี้ และไม่ว่าจะตะล่อมอย่างไร อีกฝ่ายยืนกรานคำเดียวว่ามาเจอกันเถอะ อิตาโดริเถียงสู้ไม่ได้ ลงเอยเลยนัดมาเจอกันที่ห้องสมุดประจำเมือง K เพราะเป็นห่วงการเรียนของอีกฝ่าย

และในวันนัด ฟุชิงุโระก้มหน้าก้มตาทำแต่งานจริงๆ...คงยุ่งมาก ทำได้สักพักจะเงยหน้ามองอย่างวิตกกังวล ทำท่าอยากพับแลปท็อปเก็บชีทเรียน อิตาโดริต้องเพียรพูดซ้ำๆ ว่าทำงานไปเถอะ ไม่ต้องห่วงตน

ฟุชิงุโระง่วนอยู่สามชั่วโมงครึ่ง น้ำแข็งในแก้วกาแฟละลายหมดถึงค่อยขยับตัวเป็นครั้งแรกเพื่อไปเข้าห้องน้ำ

จากนั้นอิตาโดริที่ซดน้ำอัดลมไปร่วมลิตรดันปวดขึ้นมาด้วย

แล้วก็เจอความเป็นจริงทุบเปรี้ยงลงมานี่แหละ

 

 

กลับมาสู่ปัจจุบัน ฟุชิงุโระ เมงุมิเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่น่ามองนัก ขณะหย่อนกายนั่งลงยังเก้าอี้ตัวที่เพิ่งลุกจากไป ดวงตาของอีกฝ่ายไม่หันเหมาสบอิตาโดริเลย บนใบหน้าแทบจะแปะป้ายไว้ว่า ‘รู้สึกผิด’ ‘ฉันเป็นคนไม่ดี’ แม้อิตาโดริไม่ได้โกรธเคืองอะไรแต่แรก มาเห็นสีหน้าแบบนี้เข้า หัวใจดวงน้อยๆ ยิ่งอ่อนยวบลงกว่าเก่า

รูปลักษณ์คู่กรณีคงเป็นสาเหตุสำคัญ ต่อให้รู้ว่าฟุชิงุโระเป็นหนุ่มน้อยเช่นเดียวกับตน ทว่าอิตาโดริผู้ต่อยชายตัวโตเจ้าปัญหาสมัยมัธยมได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้ากลับไม่อาจกระทั่งกล่าววาจาเสียงแข็งใส่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้

“ไม่เป็นไรหรอกฟุชิงุโระ” อิตาโดริรีบรวบมืออีกฝ่ายไว้ สบตาอย่างแน่วแน่หมายแสดงใจจริงให้เห็น “ฉันไม่ได้รังเกียจหรือต่อต้านความชอบของนายหรอกนะ”

“ไม่ใช่ ที่จริงแล้วฉัน...”

“ไม่ว่าจะมีรสนิยมแบบไหน ฟุชิงุโระก็คือฟุชิงุโระ!

“อิตาโดริฟังนะ ฉันน่ะ...”

“ฉันอยากให้ฟุชิงุโระเป็นตัวของตัวเอง!!

“...”

ยิ่งนานสีหน้าฟุชิงุโระยิ่งดำคล้ำ ย่ำแย่ยิ่งกว่าสีหน้าเด็กเล็กยามถูกบังคับให้กลืนยาขม อิตาโดริผู้อยากทำให้ฟุชิงุโระสบายใจทว่าได้ผลตรงกันข้ามกระสับกระส่ายกว่าเดิม ตนไม่มีวาทศิลป์เสียด้วย เวลาอย่างนี้ควรพูดอะไรออกไปจึงจะเหมาะสมกัน?

ห้วงความคิดปั่นป่วนจนสูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย อิตาโดริไม่รู้สึกตัวว่ายังไม่ได้ปล่อยมือฟุชิงุโระและกำลังบีบมืออีกฝ่ายด้วยกำลังวังชาผิดมนุษย์ของตน ต่อเมื่อได้ยินเสียงข่มกลั้นในลำคอด้วยความเจ็บปวดนั่นแหละถึงได้มีสติสตังขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ข้อมือขาวๆ ประทับรอยแดงไปเรียบร้อยแล้ว

อิตาโดริ ยูจิอยากเอาหัวโขกกำแพงนัก

พูดสิ ต้องพูดอะไรสักอย่าง ต้องพูดอะไร...

               

“ฉันชอบฟุชิงุโระนะ!!!

               

“...”

เงียบ

เงียบฉี่

รูม่านตาคนฟังขยายกว้าง กระทั่งคนพูดอย่างอิตาโดริยังอุปาทานไปเองว่าได้ยินเสียงก้องสะท้อนเข้าหูเอาเถอะ สีหน้าเซ่อซ่าของฟุชิงุโระน่ารัก ฉะนั้น ไม่เป็นไร

“ขออนุญาตนะคะ”

เสียงสตรีหวานหยดดังในระยะเผาขน ความรู้สึกคุกคามแปลกประหลาดลากไล้ไปตามสันหลังอย่างน่าขนลุก พ่อหนุ่มปากไวสั่นริกไปทั้งตัว ครั้นหันขวับมองหาต้นเสียงทางด้านซ้ายมือจึงพบใบหน้ายิ้มแย้มของหญิงสาวผู้หนึ่ง เธอเหยียดหลังตรง ดวงตาทอประกายนุ่มนวล

ทว่าใบหน้ากึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยเมฆหมอกดำทะมึน กระแสไฟฟ้าแตกเปรี๊ยะอย่างน่าสยดสยอง

เสมือนใครบางคนกระซิบข้างหูบอกเล่า ทั้งที่ไม่รู้จักเธอ กลับรับรู้ได้อย่างประหลาดว่า...พี่สาวบรรณารักษ์นี่หว่า

จากนั้นอิตาโดริ ยูจิและฟุชิงุโระ เมงุมิก็ถูก ‘เชิญ’ ออก

อนึ่ง ต่อให้ไม่โดนไล่ก็ไม่มีหน้านั่งต่ออยู่แล้ว เหตุเพราะตื่นเต้นเกินไปจนไม่ทันสังเกต ในความเป็นจริง อิตาโดริเพิ่มระดับเสียงขึ้นทุกๆ ประโยคจนคนในห้องสมุดเหลียวมองทั้งบาง เขาได้รับสัญญาณเตือนทางสายตาจากพี่สาวบรรณารักษ์หลายตลบ เป็นตนงี่เง่าจนมองไม่เห็นเอง สุดท้ายจึงต้องระเห็จออกมาในสภาพไม่น่าดูชม

ในใจเงื่องหงอยเศร้าสลด...ควรทำเท่สารภาพรักแท้ๆ ทำไมถึง...

“อิตาโดริ รอฉันสักเดี๋ยวได้หรือเปล่า”

รายงานของฟุชิงุโระยังไม่เสร็จ แถมวันนี้ยังเสียบรรยากาศไปหมดแล้ว เดิมอิตาโดริคิดว่าคงต้องแยกย้ายกันเพียงเท่านี้ทว่ากลับโดนรั้งตัวเอาไว้ ฟุชิงุโระฝากสัมภาระราวกับกลัวอิตาโดริเผ่นหนี จากนั้นหายตัวไปพักหนึ่ง เมื่อกลับมาอีกครั้ง สาวผมยาวมาดเท่ก็กลายหนุ่มหน้าสวย

อิตาโดริเพิ่งเคยเห็นรูปลักษณ์นี้ของฟุชิงุโระเป็นครั้งแรก ที่แล้วมาดูเหมือนจะใส่วิกมาตลอด ผมซอยสั้นสีดำชี้โด่เด่นี้น่าจะเป็นผมจริง

ใบหน้าฟุชิงุโระเหมือนทหารหน่วยกล้าตายที่รอศัตรูเด็ดหัว ในที่นี้คงกำลังวิตกกังวลอย่างมากว่าอิตาโดริจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร ตัวอิตาโดริเองก็ไม่ใช่คนอ่านความรู้สึกคนอื่นขาด เขาย่อมอยากเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมหรือพูดอะไรสักอย่างให้ผู้ฟังสบายใจ แต่เพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนักจึงเลือกคำพูดเหมาะๆ ออกมาจากคลังศัพท์อันน้อยนิดไม่ได้เลย

“ฉันเป็นผู้ชาย ที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะหลอกนายหรอก แต่เพราะนายคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงก็เลย...” ระหว่างที่อิตาโดริกำลังคิดหนักว่าควรพูดอะไร ฟุชิงุโระเปิดปากพูดขึ้นมาก่อนราวกับกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พูดอธิบาย

จากคำพูดพวกนี้ ดูเหมือนฟุชิงุโระไม่ได้มีงานอดิเรกอย่างการครอสเดรส...ถึงที่จริงในการนัดทุกครั้งฟุชิงุโระจะไม่เคยใส่กระโปรงแม้แต่ครั้งเดียวก็เถอะ

อิตาโดริเกาท้ายทอย หวนนึกถึงฟุชิงุโระที่หน้าดำคร่ำเคร่งทำรายงานในห้องสมุดเมื่อสักครู่กับฟุชิงุโระที่ซ่อนความกระวนกระวายไว้ไม่มิดตรงหน้า ในใจพลันเกิดความคิดว่าตัวเองช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ทั้งที่ยุ่งมาก ฟุชิงุโระยังอุตส่าห์พยายามออกมาหาเพราะอยากใช้เวลาด้วยกันแท้ๆ กลับทำให้คนที่นึกถึงตนขนาดนี้ต้องรู้สึกไม่ดีเสียได้

ปัญหาความสัมพันธ์จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่จะทิ้งงานก็ทำไม่ได้ หลังโดนไล่ออกจากห้องสมุด อิตาโดริกับฟุชิงุโระย้ายไปยังโคเวิร์กกิ้งสเปซ ระหว่างรีบเร่งทำงานหลวง ฟุชิงุโระพยายามบอกเล่าเรื่องราวจากฝั่งตัวเองไปพร้อมๆ กัน เขาบอกว่าเดิมทีแล้วบัญชีที่ใช้คุยกับอิตาโดริมาตลอดตนไม่ได้เป็นคนสมัคร พ่อเฮงซวยเจ้ากี้เจ้าการว่าเป็นวัยรุ่นทำไมไม่มีแฟนสักคนสองคน จากนั้นกลั่นแกล้งลูกชายด้วยการนำข้อมูลส่วนตัวไปสมัครแอพหาคู่ บอกว่าในเมื่อเป็นเมงุมิจัง งั้นหลอกต้มหมูด้วยการบอกว่าเป็นผู้หญิงไปแล้วกันนะ

ยังชกพ่อบังเกิดเกล้าไม่ทันน่วมดีอิตาโดริดันทักมาซะก่อน แม้ตอบปัดๆ ห้วนๆ ใส่ก็ยังไม่เลิกส่งแชท สุดท้ายพอปลงตกแล้วพูดคุยด้วยดีๆ ก็ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

“มิน่า ช่วงแรกฟุชิงุโระดูใจร้ายมากๆ ฉันนึกว่าเป็นเพราะยังไม่สนิทกันซะอีก”

อุตส่าห์ใช้แอพหาคู่แต่กลับตอบแชทไล่คนเตลิดเปิดเปิง อิตาโดริฉุกใจนิดๆ ว่าคนคนนี้ทำตัวแปลกจัง หรืออยู่ในช่วงประจำเดือนกันนะ? ผลคือพอคุยกันไปได้สักระยะก็เริ่มเป็นมิตรมากขึ้น เขาจึงปักใจเชื่อว่าการตอบแชทช่วงแรกของฟุชิงุโระตัดรอนไร้เยื่อใยด้วยผลจากฮอร์โมน ไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ต้องการคุยกับใคร

“นายบอกฉันก็ได้นี่ อีกอย่างการตั้งค่าเพศมันแก้ไขได้ไม่ใช่เหรอ?”

ความเร็วในการเคาะคีย์บอร์ดของฟุชิงุโระตกลงจนหยุดนิ่ง ตอบคำถามเสียงเบาว่าถ้าบอกไปว่าเป็นผู้ชายกลัวว่าจะไม่ได้คุยกับนายอีกน่ะสิ

แม้อิตาโดริไม่ใช่คนฉลาดนัก ทว่าเขาเข้าใจความหมายซ่อนเร้นในคำพูดของฟุชิงุโระ ไหนจะการใส่วิกมาหาทุกครั้งทั้งที่ไม่ชอบอีก

“อิตาโดริ ฉันอยากให้นายคิดให้ดีว่านายยังชอบฉันอยู่ไหม นายชอบผู้ชายได้จริงๆ ใช่ไหม” ระหว่างที่พูดนี้รอยยิ้มมุมปากของฟุชิงุโระไม่น่ามองอย่างยิ่ง เขาลากนิ้วบนทัชแพดอีกเล็กน้อย พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ไม่กี่ครั้งก็ปิดโปรแกรมแล้วพับหน้าจอลง หันมาเผชิญหน้ากับอิตาโดริ บนใบหน้าปรากฏอารมณ์อันซับซ้อน “ฉันดีใจที่นายบอกว่าชอบฉัน แต่ก็ไม่อยากให้นายพูดมันออกมาด้วยความต้องการอยากถนอมน้ำใจ ถ้านายไม่โอเคกับผู้ชาย นายไม่ได้ทำอะไรผิด คนที่หลอกนายต่างหากที่ผิด เจ้าโง่”

คำพูดเตือนสติเรียบๆ ตรงประเด็นและแทงใจดำจนพูดแก้ตัวไม่ออก

เป็นความจริงที่อิตาโดริรู้สึก ‘ชอบ’ ฟุชิงุโระ ยิ่งอีกฝ่ายไม่ใช้ประโยชน์จากความวู่วามของเขา ซ้ำยังช่วยแนะอย่างใจดียิ่งทำให้ประทับใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม

อิตาโดริไม่เคยคิดเรื่องการคบหากับคนเพศเดียวกันจริงๆ

ความสนใจพุ่งตรงไปยังเพศตรงข้ามมาโดยตลอด

ปัญหาในตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ฟุชิงุโระ...อยู่ที่ตัวอิตาโดริต่างหาก

 

 

                การปฏิสัมพันธ์ประกอบด้วยตัวเองและฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยตัวคนเดียว หากคิดจะพัฒนาความสัมพันธ์กับฟุชิงุโระ เมงุมิและคบหาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ก่อนอื่นอิตาโดริต้องใคร่ครวญเรื่องรสนิยมทางเพศตัวเองให้ชัดเจน

ฟุชิงุโระเอ่ยขอโทษซ้ำๆ บอกบ่อยพอกับที่บอกว่ายินดีรอ

                หลังจากความจริงเปิดเผย อิตาโดริยังคงปฏิบัติต่อฟุชิงุโระเหมือนเดิม เคยคุยอย่างไรก็คุยอย่างนั้น เคยตอบแชทช้าเร็วแค่ไหนก็คงพฤติกรรมแบบเดิมไว้ พร้อมกันนั้นก็ศึกษาเรื่องการคบหาของเพศต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตพร้อมขอความเห็นจากฟุชิงุโระไปด้วย การนัดเจอหลังจากนั้นฟุชิงุโระไม่สวมวิกอีก เขาแต่งกายเหมือนเดิมทุกอย่าง มีแค่ผมเท่านั้นที่ไม่ได้ยาวอย่างเดิม

ดูเหมือนที่สุดแล้ว แม้ฟุชิงุโระเป็นผู้ชาย เขาก็คงคงชอบอีกฝ่ายอยู่ดี

พออิตาโดริเอ่ยข้อสรุปหลังขบคิดมานานให้อีกฝ่ายฟังพร้อมพูดติดตลกว่าดูเหมือนตนเองจะไม่ได้เป็นสเตรท แต่ก็นิยามไม่ถูกว่าควรเรียกอะไร ฟุชิงุโระเก็บความดีใจไว้ไม่มิด ทว่าฟุชิงุโระระบายยิ้มนุ่มนวลได้ไม่นานหัวคิ้วมีอันกดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด อิตาโดริถามว่ามีอะไรเหรอ

                “นาย...”

                “หือ?”

                “...” หนุ่มรูปงามอ้าปากแล้วหุบ ละล้าละลังเหมือนอยากพูดแต่ก็ไม่อยากพูด อิตาโดริรออย่างใจเย็นเกือบสองนาทีฟุชิงุโระค่อยถามเหมือนไม่แน่ใจว่าเราคบกันแล้วใช่หรือเปล่า สามารถใช้คำว่าแฟนได้แล้วใช่มั้ย? ต่อเมื่ออิตาโดริตบอกร้อง ‘อื้ม!’ อย่างหนักแน่น ชายหนุ่มผมดำก็ตั้งศอกลงบนโต๊ะ ประสานมือสองข้างเข้าด้วยกัน ถามคำถามถัดไปเสียงขรึมว่า “คิดหรือยังว่าการคบหานี้ไปถึงขั้นไหน?”

อิตาโดริฟังไม่เข้าใจจึงเรียกร้องให้ช่วยอธิบายเพิ่มหน่อย

ผิวแก้มสีขาวซับสีแดงระเรื่อเล็กน้อย ฟุชิงุโระขยับเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบริมหู

สิ่งที่ได้ยินค่อนข้างน่าตกใจ อิตาโดริพลอยหน้าแดงตามไปด้วย กระนั้นเขาก็ยังยอมรับตามตรงว่า “ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านหรอก อืม...ส่วนจะไหวไม่ไหว นั่นสินะ...ยังไม่เคยลองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”

ไม่ว่าจะด้วยความอยากรู้อยากเห็น แรงขับเคลื่อนของวัยหนุ่ม หรืออื่นๆ อิตาโดริที่ในปัจจุบันพูดเต็มปากว่านอกจากผู้หญิงยังชอบผู้ชายด้วยมีความมั่นใจว่าตัวเองน่าจะขึ้นเตียงกับผู้ชายได้ เพียงแต่เขายังต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกหน่อย

                ส่วนเรื่องที่จะโดนฟุชิงุโระ เมงุมิโหมดแฟนหนุ่มใจแคบกดลงกับเตียงและสำเหนียกว่าอีกฝ่ายไม่ได้บอบบางแรงน้อยอย่างภาพลักษณ์นั้น...

“สุดท้ายนายก็ชอบให้ฉันแต่งหญิงสินะ ชอบนักใช่มั้ย ผมยาวกับกระโปรงน่ะ หา?”

“ไม่ครับ คุณฟุชิงุโระ นั่นน่ะ เพราะตกใจที่เห็นแฟนหนุ่มผู้หล่อเหลาแสดงบทผู้หญิงในงานมหาลัยเท่านั้นเอง ที่หน้าแดงเป็นเพราะตกใจไงครับ...เดี๋ยวสิ เฮ้ยๆ คุณฟุชิงุโระคร้าบบบบ กรุณาอย่าทำหน้าตาน่ากลัวถลกกระโปรงสิ ใจเย็นๆ แล้วมา...!”

“จะถอดเองดีๆ หรือต้องให้ฉันช่วย?”

นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลานี้อีกระยะหนึ่ง

 

 

 

Talk

เม นายจะหึงตัวเองไม่ได้ดิเม 

จะร่างปกติหรือร่างนุ่งกระโปรงก็ตัวเองทั้งคู่นะเว้ย ( ̄▽ ̄)

 

Friday, 14 April 2023

[Fanfic Slam Dunk ; YoHana] ลอยโจน

Fanfic Slam Dunk

ลอยโจน

 

Pairing: Mito Yohei x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

 


                คติประจำใจของมิโตะ โยเฮคือไม่ทำโอที เขาไม่รักในการทำงาน ดังนั้นจะไม่เสียเวลาชีวิตไปในออฟฟิศเกินกว่าเวลาทำงานที่บริษัทระบุ ด้วยนิสัยมีความรับผิดชอบและเป็นคนมีความสามารถโดยพื้นฐาน มิโตะจัดการงานในส่วนของตัวเองเสร็จภายในเวลาที่กำหนดอยู่เสมอ นับแต่เริ่มทำงานมาเกือบสิบปีจึงไม่เคยอยู่ทำโอทีแม้แต่ครั้งเดียว ต่อให้ถูกปรับเลื่อนตำแหน่งจนมีภาระงานเพิ่มขึ้นเขาก็ยังยึดมั่นในหลักการเดิม

แน่นอนว่ามีคนไม่ชอบวิธีการทำงานแบบนี้อยู่เหมือนกัน

“งานเร่งด่วนมันควบคุมไม่ได้สักหน่อย เล่นไม่อ่านข้อความไม่รับโทรศัพท์เลยแบบนี้ คนที่โคงานด้วยก็ลำบากนะ”

ต่อให้มิโตะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียว เขายังผ่อนปรนในการช่วยตอบคำถามหรือเสนอความคิดเห็นนอกเวลาบ้าง แต่จะไม่พาตัวเองเข้าไปทำงานเต็มตัวเด็ดขาด มิโตะพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมกระบวนการทำงานในความรับผิดชอบของตนให้เสร็จอย่างเรียบร้อยภายในเวลาที่คิดไว้ เขาจึงไม่อยากให้ความพยายามเหล่านั้นสูญเปล่าด้วยการให้คนไม่มีวินัยคนอื่นมาชี้นิ้วหาว่าเขารักสบายแล้วยัดเยียดงานมาให้ทั้งที่เป็นฝ่ายนั้นไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการเวลาเอง

ถ้าสุดท้ายต้องโดนคนอื่นยัดเยียดงานให้ทำนอกเวลา เขาจะเร่งงานตัวเองไปเพื่ออะไร? เพื่อทำแทนคนอื่นเนี่ยนะ?

อย่างไรก็ตาม สถิติไม่ทำโอทีของมิโตะมีลางต้องหยุดลงจนได้

“วิเคราะห์ข้อมูลผิดเหรอครับ?” ใบหน้ามิโตะหม่นครึ้ม

นี่ไม่ใช่งานของทีมเขา

บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ A มีบริการให้คำปรึกษาหลายรูปแบบ มิโตะอยู่ทีม C อุตสาหกรรมที่ดูแลในปัจจุบันคือกลุ่มการเงินการธนาคาร นอกจากติดตามข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์งบการเงินยังประสานงานทำวิจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้ลูกค้าด้วย

ส่วนงานที่วางอยู่ตรงหน้าเป็นของทีม F รับผิดชอบตามเทรนด์ตลาดแบบองค์รวมและเขียนบทความในนามบริษัทลงแพลตฟอร์มออนไลน์กับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างชื่อบริษัทให้เป็นที่รู้จัก หัวข้อคราวนี้คือการวิเคราะห์ความสำเร็จของร้านอาหารท้องถิ่นรวมทั้งเสริมความรู้เกี่ยวกับจุดขายต่างๆ และลักษณะเด่นของร้านอาหารประเภทนี้แก่คนทั่วไป

ปัญหาคือ...ดันไปเตรียมข้อมูลสำหรับอาหารจานด่วนเอาไว้

เท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่

และเดดไลน์คือภายในวันนี้...ก่อนเที่ยงคืน

“มันไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของผมนะครับ และไม่ใช่หัวข้อที่ทีมผมถนัดด้วย” ต่อหน้าผู้จัดการอาวุโส แม้มิโตะยังคงใช้ถ้อยคำสุภาพ ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงเย็นชาชนิดเก็บอาการไม่อยู่ มือที่ถูกโต๊ะทำงานบดบังไว้กำแน่นจนขึ้นข้อขาว

เขาโมโหสุดๆ

ขณะนี้เวลา 11.48 น. และมิโตะแจ้งลางานช่วงบ่ายไว้ตั้งแต่เดือนก่อน

ผู้จัดการอาวุโสทาโอกะเผยสีหน้าลำบากใจ แม้มิโตะ โยเฮเป็นหัวหน้าทีมและขึ้นตรงต่อตน ทว่าโดยตำแหน่งแล้วเขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ จากความรับผิดชอบของอีกฝ่าย งานด่วนชิ้นนี้ค่อนข้างตึงมือจริงๆ

“จากงานที่เหลืออยู่ มีแต่ทีม C ที่แบ่งคนกับเวลามาช่วยทีม F ได้ งานที่เผยแพร่สู่สาธารณะแบบนี้เราทำชุ่ยๆ ไม่ได้ และคนของทีม F ตอนนี้ไม่พอจริงๆ”

“ทีม F ไม่ได้มีแค่คนสองคน ทำไมถึงพากันพลาดตั้งแต่หัวข้อจนมาถึงขั้นนี้ได้ล่ะครับ” ประกายในดวงตาของมิโตะหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะรู้สึกได้ว่าตนคงไม่อาจปัดความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงระบายสิ่งที่ขุ่นข้องออกมาอย่างเปิดเผย “ทีมของผมมีความสามารถจนจัดการงานได้เร็วกว่าทีมอื่นเป็นเหตุผลให้ต้องทำงานมากกว่าคนอื่นด้วยงั้นเหรอครับ? เหมือนคุณสนับสนุนให้ปล่อยคนไม่ทำงานไว้แล้วโยนงานของคนไม่ได้ความไปให้คนเก่งๆ ทำเลยนะครับ”

ทาโอกะอบรบทีม F ไปแล้วยกใหญ่ แต่เขาก็ยังต้องเป็นหนังหน้าไฟเมื่อถึงคราวแบ่งงานอยู่ดี นี่เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของหัวหน้าคน...ต้องรับแรงกระแทกทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง ชายวัยกลางคนได้แต่ประนีประนอมไปว่า “ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มประวัติการทำงานไว้เลื่อนขั้นเถอะนะ”

“วิธีเลื่อนขั้นที่เร็วที่สุดคือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ครับ”

“...” มันไม่ลดราวาศอกเลยวุ้ย

มิโตะ โยเฮนั้น แม้เคยมีข่าวลือว่าสมัยเรียนมัธยมเป็นเด็กเกเร มีเรื่องต่อยตีไม่เว้นวันและมีผลการเรียนชวนกุมขมับอันเป็นที่ประจักษ์ แต่จู่ๆ นับจากช่วงมัธยมปลายก็เอาการเอางานเป็นคนละคน ในที่ทำงานเอง แม้จะเข้าถึงยากนิดๆ หากก็ยิ้มแย้มเป็นมิตรอยู่เสมอ มิโตะมักทำใจสบายๆ รับมือทุกสถานการณ์อย่างไม่เคร่งเครียด การแสดงออกของเขาพลอยทำให้คนอื่นคลายความวิตกกังวลไปด้วย นับว่าเป็นคนที่ร่วมงานด้วยง่ายคนหนึ่ง ขอเพียงไม่ล้ำเส้น มิโตะมักรับฟังอย่างใจกว้าง

ที่แล้วมาทาโอกะคอยจับตาดูและรับมือลูกน้องคนนี้อย่างระมัดระวัง...ไม่ชอบทำโอทีใช่มั้ย งั้นหลีกเลี่ยงการเพิ่มงานนอกเหนือหน้าที่ให้ทีมนี้ก็ได้...

แต่ครั้งนี้ทาโอกะเลี่ยงไม่ได้ ตอนตัดสินใจเลือกทีม C มาช่วยงาน ทาโอกะยังมองโลกในแง่ดีว่าเพิ่งให้ทำโอทีครั้งแรกคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง มิโตะ โยเฮเป็นคนรู้ความนี่นา

...ดันยัวะจัดเลยแฮะ

โดนลูกน้องโมโหกลับ หัวหน้ารู้สึกเสียศักดิ์ศรีหน่อยๆ จนพานโกรธไปด้วย ต่อให้เป็นเพราะความสะเพร่าแต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องกอดคอช่วยกันรอดไปให้ได้ก่อนสิ

สุดท้ายแผนลางานครึ่งวันก็เป็นหมัน

 

ทีม C ซึ่งมีกันอยู่ 5 คนรวมหัวหน้าทีมเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน มิโตะปล่อยสองคนให้สานต่องานเดิมและดึงตัวอีกสองคนที่เหลือมาช่วยงานด่วน

“ร่างนี้นานๆ จะได้เห็นนะ ดูไว้เป็นบุญตา”

ขณะย้ายสำมะโนครัวไปห้องประชุมเพื่อแบ่งงานกับทีม F รุ่นพี่ทีม C กระซิบบอกน้องใหม่ประจำทีมที่เพิ่งทำงานได้ 5 เดือน นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายเห็นมิโตะโหมดไร้รอยยิ้ม แววตาเย็นเยียบ ถึงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ...เมื่อเช้ายังเป็นหนุ่มอบอุ่นอ่อนโยนแท้ๆ หน้าตาเดียวกันทำไมต่างกันได้ขนาดนี้ เป็นนักแสดงหรือไงเนี่ย!

มิโตะ โยเฮผู้เป็นหัวหน้าซ่อนความเข้มงวดภายใต้รอยยิ้มไร้พิษสง เขามักจะยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นมิตรทว่าอ่านใจจริงยากเย็นยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเป็นคนที่ทำงานด้วยง่ายเพราะเป็นคนยุติธรรมและมีเหตุผล พวกเขาเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกันอยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นต้องเข้าใจลักษณะนิสัยกันถึงแก่น ขอแค่ทำงานด้วยอย่างสบายใจก็เกินพอ

“คือว่า...คุณมิโตะเขาเกลียดโอทีขนาดนั้นเลยเหรอคะ...”

“วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของหัวหน้าเขาน่ะ”

“อ๋า มิน่าล่ะ...”

หัวหน้าทีมของพวกเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ แถมเคยรับสายที่คาดว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนในเวลางาน ตอนได้ยินหัวหน้าผู้เป็นมิตรแต่เข้าถึงยากพูดคุยเสียงอ่อนหวาน คนที่ได้ยินกับหูถึงกับขนลุกซู่ ทว่าพร้อมกันนั้นก็บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าคุณภรรยาเป็นคนแบบไหนกันนะ? ทว่า กระทั่งรูปตัวเองมิโตะ โยเฮยังไม่เคยโพสผ่านโซเชียลมีเดีย ต่อให้พยายามขุดหาก็ไม่มีแววพบเจอหน้าตาภรรยาผู้ลึกลับ เพื่อนร่วมงานได้แต่จินตนาการกันเอาเอง บ้างก็เดาว่าเป็นคนใจยักษ์ชอบควบคุมถึงไม่ยอมให้สามีออกจากบ้าน บ้างก็ว่าเป็นคนมีเสน่ห์สุดๆ จนสามีไม่ออกนอกลู่นอกทาง

โซนโต๊ะทำงานของทีม F ฮานางาตะ โทรุ หัวหน้าทีมผู้มีตำแหน่งงานเดียวกับมิโตะออกมารับหน้า สีหน้าของเขาจืดเจื่อนมากเพราะความผิดพลาดของลูกน้อง แถมตัวเองยังบกพร่องละเลยจนมารู้ตัวตอนเกือบสายเกินแก้

“ขอบใจนะ มิโตะคุง รบกวนด้วย”

“...”

แม้แต่คำตอบรับตามมารยาทอย่าง ‘ไม่เป็นไรครับ’ หรือ ‘ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ครับ’ ก็ไม่ตอบแล้วเหรอ? เหล่าผู้น้อยทีม C ลอบมองแผ่นหลังหัวหน้าตัวเองด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ยังไงหัวหน้าของพวกตนก็เป็นผู้ใหญ่ที่แยกแยะได้และเป็นมืออาชีพ คงไว้หน้ากันบ้างแหละน่า

อึดใจใหญ่ ในที่สุดมิโตะ โยเฮค่อยตอบรับความหวังของลูกน้องด้วยการเอ่ยเสียงเบาว่า “รีบจัดการงานตรงนี้กันให้เรียบร้อยเถอะครับ”

 

เมื่อวานมิโตะวางแผนไว้ดิบดี ถามคนรักว่าอยากกินอะไร จากนั้นลิสรายการของที่ต้องเตรียม ตั้งใจว่าจะออกไปซื้อวัตถุดิบวันนี้แล้วกลับไปทำมื้อใหญ่ฉลองกันสองคนอย่างหวานชื่น

ไม่น่าห่วงงานเลย

รู้งี้ลาทั้งวันเสียแต่แรกก็ดี

นี่เป็นครั้งแรกที่มิโตะละเลยวันครบรอบแม้เป็นเหตุสุดวิสัยก็ตาม

พังหมด

เพราะโทรศัพท์สายไม่ว่างจึงส่งข้อความไปบอกว่าติดงานด่วนกะทันหัน คงกลับไปฉลองด้วยกันไม่ทัน ปรากฏว่าข้อความตอบกลับหลังจากนั้นมีแค่ ‘สู้ๆ’ แสนห้วนสั้นซึ่งชวนให้กังวลใจอย่างมาก มิโตะที่ส่งข้อความไปยืดยาวแต่ยังรู้สึกว่าระบายความในใจได้ไม่ดีพออยากจะตรงดิ่งกลับบ้านเป็นที่สุด

แต่กว่าจะเหยียบถึงธรณีประตูก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนครึ่ง

“ฮานามิจิ!

เมื่อเห็นไฟในบ้านสว่างโร่ พอดับเครื่องรถยนต์ มิโตะรีบร้อนเข้าไปด้านใน คนรักตัวโตนั่งจ๋องอยู่บนโซฟา โทรทัศน์ฉายการแข่งขันบาสลีกต่างประเทศ บนโต๊ะกระจกมีกล่องพิซซ่าเปล่าสองกล่องกับน้ำอัดลมขวดลิตรที่เหลืออยู่ครึ่งขวด

“โยเฮ กลับมาแล้วเหรอ”

“กลับมาแล้ว ขอโทษนะฮานามิจิ”

มองเห็นสีหน้าเศร้าซึมของคนรักแล้วปวดใจอย่างมาก โยเฮเข้าไปกอดโอ๋ก่อนเป็นอันดับแรก นึกในใจว่าวันนี้ไม่ควรได้กินพิซซ่าแท้ๆ...

ของสดในบ้านมิโตะเป็นคนคอยดูแล เนื่องจากวันนี้ตั้งใจออกไปซื้อของจึงจัดการใช้ของสดที่เหลือไปจนเกือบหมด ดูเหมือนแรกสุดซากุรางิจะพยายามทำอาหารเอง แต่เพราะในตู้เย็นแทบไม่มีอะไรที่ใช้ได้เลย สุดท้ายจึงจบด้วยการหุงข้าวกินกับผงโรยข้าว...ส่วนที่สั่งพิซซ่าเป็นเพราะดันหิวขึ้นมาอีก

พอมิโตะบอกว่างั้นออกไปซื้อของกินก็ได้นี่...

“วันนี้วันครบรอบแต่งงานนะ เกิดโยเฮกลับมาตอนฉันไม่อยู่จะทำยังไงล่ะ ฉันต้องกอดต้อนรับกลับบ้านตรงหน้าประตูสิ!

น่าร้ากกกกกกกกก

มิโตะกุมหน้าอก ใจสั่นอย่างรุนแรง ไม่ได้สนใจว่าเอาเข้าจริงก็มัวแต่ดูบาสจนไม่ได้ออกมารับหน้าประตูอยู่ดี

“จริงด้วยสิ...คือว่านะ โยเฮ”

มือที่โอบวางไว้บนหลังตีแปะๆ เป็นเชิงเรียกว่า ‘สนใจหน่อยๆ

มิโตะถูแก้มกับผมสีแดง กอดแน่นพลางเอ่ยถามอย่างเอาอกเอาใจ “อะไรเหรอ ฮานามิจิ”

“ฉันทำแก้วแตกไปสองใบแหละ”

“...” มิโตะยิ้มค้าง...ที่นั่งซึมเป็นเพราะเรื่องนี้หรอกเหรอ กระนั้นยังคงปลอบว่า “แก้วน่ะไม่เป็นไรหรอก ฮานามิจิไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วล่ะ”

จากนั้นหูได้ยินเสียงหัวเราะแหะๆ แขนที่โอบรอบตนก็กระชับแน่นขึ้น...เหมือนผู้ก่อเหตุจะโล่งใจที่ไม่โดนดุ

น่าร้ากกกกกกกกก

มิโตะกอดรัดและจูบใบหน้าในอ้อมกอดไปหลายที

 

ซากุรางิ ฮานามิจิเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลอาชีพในสโมสรญี่ปุ่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพักผ่อน แต่เซ็นสัญญาเตรียมไปลงเล่นที่สเปนเรียบร้อยแล้ว มิโตะเองก็จะย้ายตามคนรักไปด้วย

ดีล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...ส่งซองขาวเลยดีกว่า

“เอ๊ะ พรุ่งนี้ ไม่สิ วันนี้ไปทำงานด้วยเหรอ?”

เมื่อได้ยินมิโตะบอกว่าจะเตรียมตัวลาออก ซากุรางิ ฮานามิจิกระพริบดวงตาใสแจ๋วถามซื่อๆ พาดคางไว้บนบ่าเปลือย มองผ่านไหล่ลงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอีกคนกำลังทำอะไร วงจรความคิดของเขาเรียบง่ายมาก...ไม่ใช่ว่าไม่ได้หยุดวันนี้เลยจะเลื่อนเป็นหยุดวันพรุ่งนี้หรอกเหรอ?

มิโตะไล่นิ้วไปตามแนวคางบนไหล่ เมื่อควานหาใบหูเจอก็เกาหูคนรักที่ติดตนแจเบาๆ คล้อยตามอย่างไร้จุดยืนว่าใช่แล้ว...วันนี้ตนควรใช้เวลาสวีทหวานชดเชยที่เมื่อวานทิ้งให้ฮานามิจิต้องรอสิ

พอได้จิบไวน์พร้อมแช่อ่างกับคนรัก มิโตะ โยเฮอารมณ์ดีขึ้นมาก วงจรความคิดก็ละลายไปหมดหลังร่วมรัก แม้จะปาเข้าไปตีสามแล้ว กลับไม่ง่วงนอนเท่าไร

“แต่ถ้าแจ้งลาออกเร็วก็จะออกได้เร็วขึ้นใช่รึเปล่า?” ซากุรางิถูไถใบหน้าเข้ากับมืออุ่นๆ อากัปกริยาเชื่องเชื่อเป็นที่สุด ติดจะออดอ้อนเล็กน้อย

เจออย่างนี้ มิโตะเปลี่ยนใจอย่างไร้จุดยืนอีกครั้ง...โอเค รีบไปยื่นซองเช้านี้นี่แหละ เวลามีผลจะได้เร็วขึ้นอีกสักวันแล้วได้มาอยู่กับฮานามิจิเร็วๆ ส่วนเรื่องฉลองวันครบรอบค่อยเลื่อนไปเป็นวันหยุดสัปดาห์นี้แทน จะทำของอร่อยให้เยอะๆ เลย

ระหว่างดันหลังให้คนรักเข้านอนก่อน สมองมิโตะคำนวณวันลาออกอย่างฉับไว คิดจะนำวันลาพักร้อนที่เหลือทั้งหมดมาใช้ด้วย หลังแจ้งเรื่องลาออก กว่าจะมีผลต้องรอ 30 วัน หากนำวันลาทั้งหมดกับวันหยุดสุดสัปดาห์มาหักลบเท่ากับเวลาที่ต้องเข้าออฟฟิศเหลืออยู่ราว 2 สัปดาห์เท่านั้น

นับจากซากุรางิตัดสินใจเซ็นสัญญาใหม่ เป็นที่แน่นอนว่าต้องไปอาศัยอยู่ต่างประเทศระยะยาว มิโตะคิดเรื่องลาออกจากงานปัจจุบันตั้งแต่ตอนนั้น แต่คิดเรื่องการแบ่งงานไว้เพียงคร่าวๆ ยังไม่ได้จัดแจงอย่างจริงจังนัก

“โยเฮไม่นอนเหรอ ต้องไปทำงานอีกไม่ใช่เหรอ?”

เนื่องจากคนที่ควรนอนไม่เพียงนั่งพิงหัวเตียง ยังหยิบแลปทอปขึ้นมาเปิดเครื่อง ซากุรางิผลุบดวงตาออกมานอกผ้าห่ม เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ มิโตะหัวเราะแกนๆ ถามว่าแสงเข้าตาเหรอ เดี๋ยวจะลุกไปนั่งทำที่โต๊ะแทนนะ ทว่ามือที่ยกขึ้นมาลูบเปลือกตาถูกดึงไปกอดไว้

ซากุรางิมองตา ถามซ้ำว่า “ไม่นอนเหรอ”

ข้างขมับคนถูกถามมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา ตอบอ้อมแอ้ม “คือว่า...ถ้าเหลือวันเข้าไปทำงานแค่นี้จะเหมือนลาออกปุบปับมั้ยน้า คิดเรื่องแบ่งงานให้คนที่เหลือไว้น่าจะดีกว่าน้า...อะไรประมาณนั้น...”

“ไอ้ประโยคคำถามว่า ‘ระหว่างฉันกับงานอะไรสำคัญกว่ากัน?’ ควรใช้ในเวลาแบบนี้สินะ นี่ไง ภรรยาบ้านนี้ละเลยสามีนะเนี่ย”

ขณะโอดว่าไม่จริงสักหน่อย ใต้ผ้าห่มพลันเกิดการเคลื่อนไหว ซากุรางิถดตัวเข้ามาแนบชิด มือข้างที่ไม่ได้กอดมือของมิโตะวางแหมะลงบนพื้นที่อันตราย มิโตะหน้าเปลี่ยนสีทันควัน

“อย่างน้อยถ้าจะไม่นอนก็ควรทำฉันมากกว่าทำงานสิ”

เสียงกางเกงผ้าซาตินถูกเสียดสีไม่ได้ดังชัดเพราะเป็นการแตะต้องอย่างนุ่มนวลทั้งยังมีผ้าห่มผืนหนาช่วยกั้นเสียง ทว่าประสาทสัมผัสของการถูกหยอกล้อนั้นเป็นของจริง

ซากุรางิมองปลายนิ้วแดงก่ำ แลบลิ้นเลียเบาๆ ก่อนช้อนตามอง เลิกคิ้วถามยิ้มๆ อีกครั้งว่า “ไม่นอนจริงเหรอ?”

“แบบนั้น แทนที่จะได้นอน มันจะตื่นเอานะครับ คุณฮานามิจิ” มิโตะปิดหน้าคร่ำครวญ

เสียงหัวเราะชอบใจดังลั่น สุดท้ายคนเอาการเอางานคนหนึ่งก็พ่ายแพ้และยอมปิดตาพักผ่อนแต่โดยดี

 

เช้าวันศุกร์ ณ ออฟฟิศบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ A สมาชิกทีม C 4 คนพากันอ้าปากเป็นปลาทอง

“ลาออกเหรอ?!

หัวหน้าทีมพวกเขา...โดนบังคับทำโอทีวันเดียว วันถัดมาก็ประกาศลาออกเลยงั้นเหรอ!

แต่ที่ปฏิกิริยาหนักกว่าคือผู้จัดการอาวุโสทาโอกะ

“ลาออกเหรอออออออ?!!!!!

แม้มิโตะเอ่ยขอเวลาพูดคุยตามลำพัง แต่เพราะภาระงานค้างทำให้ทาโอกะไม่อยากลุกจากโต๊ะทำงาน ผลคือเมื่อได้ยินความประสงค์ของลูกน้อง เขาถึงกับแหกปากลั่นจนได้ยินแทบทั้งออฟฟิศ มิโตะยังคงรักษารอยยิ้มอย่างมืออาชีพไว้ได้ก็จริง แต่เริ่มอายกับสายตาคนมองนิดหน่อยแล้ว เขาปิดปากกระแอมเบาๆ

“เบาเสียงหน่อยดีมั้ยครับ?”

“เพราะเมื่อวานโดนใช้งานกะทันหันเรอะ แต่มันก็ต้องมีเหตุสุดวิสัยกันบ้างสิ!

ที่แล้วมามิโตะมีความรับผิดชอบดีเยี่ยมและทำงานสำเร็จเรียบร้อยภายในเวลาที่กำหนดมาตลอด ในแง่ของการรักษาเวลาแล้ว ถือว่าบริหารจัดการได้โดดเด่นกว่าทีมอื่นๆ การวิเคราะห์ต่างๆ ก็กลั่นกรองอย่างละเอียดและมีไอเดียน่าสนใจ เป็นคนเอาจริงเอาจังในการกลับบ้านมากแต่ก็ไม่ย่อหย่อนในหน้าที่ ทาโอกะตั้งใจโปรโมทอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้หนีไปอยู่บริษัทอื่น ใครจะนึกว่า...

ทาโอกะบอกว่าขอคุยอีกนิดซิแล้วเดินนวดขมับไปนั่งในห้องรับแขกขนาดเล็ก

“ตัดสินใจปุบปับแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ที่ทำงานใหม่ใช่ไหม ลองคิดใหม่เถอะ”

“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ”

คนรักของเขาวันๆ ขลุกอยู่แต่กับลูกบอล ว่างจากเวลาแข่งหากไม่ซ้อมก็พักร่างกาย ไม่มีงานอดิเรกอื่น รายได้ไม่ว่าจากการเป็นนักกีฬาหรือพรีเซนเตอร์ นอกจากตอนซื้อบ้านก็แทบไม่ใช้อะไรมิโตะจึงนำไปลงทุนให้งอกเงย ว่ากันตามจริงแล้วต่อให้เขาไม่ทำงานก็มีกินมีใช้สบายๆ แต่มิโตะรู้สึกว่าการทำงานช่วยเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง แม้เงินเดือนเทียบกับรายรับคนรักไม่ได้เขาก็ไม่อยากนั่งๆ นอนๆ เป็นพ่อบ้านอยู่ดี อีกอย่าง...

ฮานามิจิชอบเชิ้ตขาวกับกางเกงสแลกด้วย บอกว่าดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ...

ถึงจะใส่ตอนอยู่บ้านได้ก็เถอะ ความรู้สึกมันต่างจากตอนใส่ทำงานนี่นา

“แสดงว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานจริงๆ สินะ ทำงานเสร็จตามเวลาไม่ต้องอยู่โอเป็นเรื่องดีต่อบริษัท ฉันไม่ได้จะติติงหรือโทษนายหรอก เรื่องงานโอเวอร์โหลดคราวหน้าฉันจะคอยดูให้”

สีหน้าของชายวัยกลางคนทำให้คนมองเจ็บมโนธรรมนิดหน่อย แม้รู้สึกว่าไม่ได้มีความจำเป็นต้องแจกแจงเหตุผลในการลาออกมากมายนัก แต่มิโตะคิดว่าตนพูดเสริมสักนิดไม่ได้เสียหายอะไรจึงบอกกล่าวตามตรง

“ผมคิดเรื่องลาออกมาสักพักแล้วล่ะครับ พอดีจะย้ายไปต่างประเทศยาว แค่ถือโอกาสนี้แจ้งลาออกเท่านั้นเอง”

“ต่างประเทศ? ไม่ใช่ว่าลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่แล้วเหรอ ก็นายบอกว่าแต่งงานแล้วนี่ หรือว่าจะย้ายกันไปหมด” คนฟังตกใจอย่างยิ่ง ในบรรดาความเป็นไปได้ต่างๆ ไม่เคยคิดเรื่องไปต่างประเทศอยู่เลย

มิโตะยิ้มบาง “เป็นผมเองที่ย้ายตามสามีน่ะ”

“สามีเรอะ?!

ผู้จัดการอาวุโสทาโอกะเจอเรื่องชวนตะลึงซ้ำๆ จนสมองช็อตไปเรียบร้อย

 คนรักผู้ลึกลับของมิโตะ โยเฮเป็นใคร เหล่าชาวบ้านผู้อยากรู้อยากเห็นในออฟฟิศได้เจอตัวจริงในวันทำงานวันสุดท้ายของเจ้าตัว ส่วนใหญ่ตกตะลึงที่คนรักของมิโตะเป็นผู้ชายท่าทางน่ากลัว ส่วนคนที่สนใจในแวดวงกีฬาแม้ตกตะลึงเช่นกัน แต่เป็นความรู้สึกที่ต่างออกไปเล็กน้อย ตอนที่เห็นชายหนุ่มผมแดงร่างสูงใหญ่ลงจากรถมารับคนรักอย่างสนิทชิดเชื้อ หลายคนตั้งท่าจะโดดเข้าไปขอลายเซ็นตามสัญชาตญาณ แต่มีอันต้องผงะเมื่อเจอสายตาเย็นชาสุดขีดกับออร่าดำทะมึนอันน่าสะพรึงกลัวของอดีตผู้ช่วยผู้จัดการหน้ายิ้ม

สรุปแล้ว การลาออกของมิโตะ โยเฮเป็นการลาออกที่สร้างแรงกระแทกหนักหน่วงและน่าจดจำในประวัติศาสตร์ของบริษัทเชียวล่ะ 

 

 

 

Talk

รุคาว่า : ออกมา *เลี้ยงลูกบาส*

รุคาว่า : เรามีเรื่องต้องคุยกัน *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้น*

รุคาว่า : ที่บอกว่าเป็นรุฮานะเลือดบริสุทธิ์ ที่จริงแล้วมันหมายถึงอะไร *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้นอีก*

รุคาว่า : ทำไมทีฉันมีแต่เนื้อหาเลิกราไม่ลงรอย ส่วนไอ้หมอนี่ชีวิตดีตลอด นี่ก็ชีวิตคู่สุขีสุดๆ *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้นมากๆ*

รุคาว่า : ออก มา ยัย คน ทรยศ 𝅒_𝅒

Thursday, 13 April 2023

[Fanfic Slam Dunk ; RuHana] Wa(r)n

Fanfic Slam Dunk

Wa(r)n

                                                                                                                                                                                            

Pairing: Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   NSFW

CW:        Raw, Creampie, Rimjob, Explicit sexual content      

 

 

                “ฉันว่ากับแฟนคนนี้คงไปกันไม่รอดแล้วล่ะ”

                “เห ทำไมล่ะ ก็รักกันดีไม่ใช่เหรอ?”

                “ไม่ทำการบ้านเลยก็ไม่ไหวนะ เอาแต่ปฏิเสธตลอดแบบนี้จะให้ฉันรู้สึกยังไง เผลอๆ ไปแอบมีกิ๊กสิท่าถึงไม่สนใจไยดีแฟนตัวเองน่ะ!

                เพราะเนื้อหาของบทสนทนาค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว แม้นำมาพูดคุยในที่สาธารณะ แต่สุ้มเสียงของผู้พูดเบามาก หากไม่กางหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก็ไม่มีทางได้ยิน ทว่ารุคาว่า คาเอเดะซึ่งอยู่ในภาวะอ่อนไหวเล็กน้อยได้ยินครบถ้วนทุกพยางค์ไม่มีตกหล่น

ชายหนุ่มผู้ถือถ้วยโกโก้ร้อนและกำลังเดินออกจากร้านกาแฟเผลอออกแรงบีบแก้วแน่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ คำว่า ไปกันไม่รอดแล้วล่ะ... ดังเอคโค่ในหัว

   ไปกันไม่รอด?

   ไม่มีทาง!

                “คุณครับ ขอทางหน่อยครับ”

                “...”

                ร่างกายสูงใหญ่กีดขวางการจราจร รุคาว่าซึ่งยืนจมอยู่ในโลกส่วนตัวจนขวางทางเข้าออกรีบขยับหลีกทางให้ชายสวมหมวกไหมพรมซึ่งน่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ช่วงสายมีคนใช้บริการร้านกาแฟแน่นขนัดตั้งแต่หนุ่มสาวเยาว์วัยไปจนถึงผู้ใหญ่ใกล้เกษียณ ไม่ใช่ที่ที่รุคาว่าจะมายืนปล่อยตัวปล่อยใจได้

                ชายหนุ่มผลักประตูเดินออกมานอกร้าน มือหนึ่งสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจคเกต อีกมือยกแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ขึ้นจิบ อยู่ระหว่างเดินเท้ากลับห้องพักหลังออกกำลังกายช่วงเช้า

                รุคาว่ามีเรื่องกวนใจอยู่เรื่องหนึ่ง

                เขาถูกคนรักหมางเมิน

                ซากุรางิ ฮานามิจิที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายและคบหาฉันท์คนรักมาย่างเข้าปีที่ 4 นั้น ปกติเป็นชายหนุ่มที่โผงผางตรงไปตรงมา มักแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าและพูดเรื่องในใจโดยไม่อ้อมค้อม พวกเขาพูดจากระทบกระเทียบและโต้เถียงกันบ่อยครั้ง กระนั้นก็ไม่มีครั้งไหนที่เป็นการทะเลาะอย่างรุนแรง ต่อให้วันนี้ขึ้นเสียงใส่กัน พรุ่งนี้ก็จูบส่งอีกฝ่ายออกจากบ้านได้โดยไม่มีอะไรติดค้างใจ

                เพียงแต่

                พวกเขาไม่ได้มีเซ็กส์กันสักพักแล้ว

รุคาว่าซึ่งไม่เคยต้องงุ่นง่านมาก่อนรู้สึกตัวในวันหนึ่งว่า...อ๊ะ มีเซ็กส์กับเจ้าโง่นั่นครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กันนะ? น่าจะสองเดือน...หรืออาจจะสามเดือนก่อน?

                ที่แล้วมาซากุรางิเป็นฝ่ายรุกเข้าใส่เสมอ พูดจาเปิดเผยว่าอยากทำแล้วเข้ามาพันแข้งพันขาอย่างกระตือรือร้น ทว่าด้วยภาระหน้าที่และข้อจำกัดด้านพละกำลังของตัวเอง รุคาว่าไม่อาจย่อหย่อนทั้งการแข่งหรือการซ้อมด้วยการหลงระเริงไปกับรสรัก กิจกรรมทางเพศผลาญพลังงานหนักมาก หนำซ้ำคู่รักยังเป็นชายหนุ่มแข็งแรงผู้เปี่ยมกำลังวังชายิ่งกว่าตน รุคาว่าไม่เหมือนซากุรางิที่พัวพันบนเตียงเสร็จแล้วยังมีแรงวิ่งพล่านทั่วสนามบาสในวันถัดมา ต่อให้เขาอยากกดอีกฝ่ายจนเอวล้าขาอ่อน เดินตัวตรงไม่ได้ แต่ความเป็นจริงคือไม่ทำเพราะไม่มีปัญญาต่างหาก

                และเพราะต้องมีวินัยควบคุมตัวเอง ในช่วงหลังที่แบ่งพลังงานไปใช้กับเรื่องบนเตียงไม่ได้ รุคาว่าจึงปฏิเสธคำเชิญชวนของคนรักมาตลอด

                รู้ตัวอีกทีซากุรางิ ฮานามิจิก็ถูกปฏิเสธจนเลิกเข้ามาออดอ้อนแล้ว

                นับจากวันที่รู้สึกตัวว่าเว้นช่วงจากเซ็กส์ไปร่วมสามเดือน เขาเฝ้ารอว่าคนรักจะเข้ามาลูบคลำโดยแฝงนัยยะเมื่อไร ทว่ารอแล้วรอเล่า ซากุรางิ ฮานามิจิไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น แม้รุคาว่าเป็นฝ่ายส่งสัญญาณอย่างเก้ๆ กังๆ เจ้าคนหัวทึบก็ไม่เข้าใจและไม่ตอบสนองอันใดกลับมา

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกหนึ่งเดือน ทุกวันนี้รุคาว่ากระหายอยากจนกังวลว่าตัวเองเป็นพวกหมกมุ่นไปแล้วหรือเปล่า เพียงซากุรางิเลิกชายเสื้อกล้ามขึ้นเกาหน้าท้องระหว่างนั่งดูโทรทัศน์เขาก็มีอารมณ์แล้ว สะสมความหงุดหงิดงุ่นง่านจนเจียนระเบิด

วันนี้รุคาว่าไม่มีเรียน ส่วนซากุรางิลาเรียนไปแข่งในฐานะนักกีฬามหาลัย เพราะเป็นการแข่งในฐานะทีมเหย้าช่วงสายจึงออกจากไปเตรียมตัวตั้งแต่เช้า หากไม่มีกำหนดการใดเป็นพิเศษและการเดินทางไม่ลำบากเกินไป รุคาว่ามักหาเวลาไปชมการแข่งขันของอีกฝ่าย ถือว่าเป็นการศึกษาทีมมหาลัยคู่แข่งไปพร้อมๆ กัน

              หลังกลับไปเปลี่ยนชุดและทานมื้อเช้าง่ายๆ รุคาว่าเข็นจักรยานออกมาจากลานจอดรถสองล้อแล้วไปถึงสนามแข่งก่อนเวลาราวสิบห้านาที

              “อะไรกัน มาเชียร์ด้วยเหรอ?”

              ฟุจิมะ เคนจิทักยิ้มๆ จากที่นั่งผู้ชม รุคาว่าผงกศีรษะทักทายรุ่นพี่ผู้ดำรงตำแหน่งกัปตันทีมประจำมหาลัยของตัวเองจนถึงเมื่อสองปีก่อนนิดๆ จากนั้นนั่งลงด้านข้างอีกฝ่าย

ดาวเด่นสมัยมัธยมปลายถูกรวบรวมตัวมาอยู่ทีมเดียวกัน รุคาว่าและซากุรางิที่ได้รับการทาบทามจึงมีเพื่อนร่วมทีมเป็นสัตว์ประหลาดเต็มไปหมด ทีมดังๆ ในระดับมหาลัยมีแต่ผู้เล่นรวมดาวทั้งนั้น ระดับสูงกว่าบาสเกตบอลสมัยมัธยมคนละเรื่อง

อย่างไรก็ดี ทีมเยือนในการแข่งคราวนี้ไม่นับเป็นพวกกระดูกแข็ง ทีมของซากุรางิส่งตัวจริงลงเพียงสองคนยังรับมือได้สบาย แทนที่จะเรียกว่าการแข่งขัน มิสู้เรียกว่าเป็นการเพิ่มประสบการณ์ลงสนามจริงยังเข้าเค้ากว่า กว่าตัวซากุรางิจะถูกเปลี่ยนตัวลงไปเรียกเหงื่อก็ปาเข้าไปครึ่งหลัง

สำหรับรุคาว่า เขามาเชียร์คนรักของตัวเองจึงมีเหตุผลอันชอบธรรมในการดูการแข่งที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ทว่าฟุจิมะที่เป็นผู้เล่นอาชีพไปแล้วนั้น ไม่รู้มีเหตุผลอะไรถึงได้ตัดสินใจสละเวลามาดูการแข่งระดับมหาลัยที่ไม่ใช่การแข่งใหญ่ ชายหนุ่มสงสัยในใจแต่ไม่ได้ปริปากถาม

เดิมทีรุคาว่าสามารถนั่งกอดอกดูอย่างจดจ่อ จนกระทั่งแฟนหนุ่มของตนลงไปวิ่งเต้นกระโดดหย็องแหย็ง จิตใจสงบนิ่งเริ่มฟุ้งซ่าน

ถึงขั้นคิดว่าคอเสื้อกับแขนเสื้อยูนิฟอร์มบาสกว้างเกินจำเป็น...เห็นได้ชัดว่าสภาพการณ์ตัวเองย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤต เขายกขานั่งไขว่ห้าง แม้ซากุรางิมองเห็นตนแล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้ก็ยังเก็บมือกอดอกอย่างแน่นหนา

ฟุจิมะเหลือบตามอง “ไม่โบกมือตอบสักนิดเหรอ?”

รุคาว่าปฏิเสธเอื่อยๆ “ไม่ต้องหรอกฮะ”

อยากสอดมือเข้าไปในเสื้อบาสมากกว่า...

หลังจบการแข่งขันรุคาว่าบอกลาฟุจิมะง่ายๆ แล้วออกมารอคนนอกโรงยิมอย่างคุ้นที่คุ้นทาง ใกล้ๆ กันมีลานกว้างและมีจุดให้หลบร่ม รุคาว่านั่งปะปนกับผู้คนที่ระเกะระอยู่เบาบางเพื่อรอกลับพร้อมซากุรางิ อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มีแต่เรื่องกวนใจจริงๆ...มีคนพูดถึงซากุรางิให้ได้ยิน หากเป็นเรื่องการแข่งยังพอทำเนา แต่นี่...

“คนผมแดงนั่นสเปกฉันเลย  อยากถูกหุ่นล่ำๆ นั่นกดลงกับเตียงชะมัด เขาโอเคกับผู้ชายหรือเปล่าวะ ลองเสี่ยงไปทอดสะพานดูดีมั้ย เผื่อฟลุก”

“...” รุคาว่าซึ่งกำลังโทรศัพท์คุยกับมิยางิหางคิ้วกระตุก เขาได้ยินเต็มหู แต่ไม่คิดว่าอดีตรุ่นพี่สมัยม.ปลายจะได้ยินด้วย มิยางิถึงกับหัวเราะลั่น

“เพิ่งเจอพวกที่มาเล็งเจ้าฮานามิจิซะประเจิดประเจ้อในระยะเผาขนแฟนตัวจริงแฮะ!

“มีคนแบบนี้เยอะเหรอฮะ?” รุคาว่าซึ่งอยู่ในภาวะอ่อนไหวเซนส์ดีผิดปกติ เห็นได้ชัดว่ามิยางิดูเคยชินเกินไป

มิยางิใช้เวลาเล็กน้อยในการปรับลมหายใจจากการหัวเราะจนหายใจหายคอไม่ทัน สักพักหนึ่งค่อยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สงบลงมาก “ฮานามิจิมันเนื้อหอมมาแต่ไหนแต่ไร แค่คนที่มาสนใจมันไม่ใช่สาวๆ ที่กรี๊ดกร๊าดออกหน้าออกตาอย่างแฟนคลับนายเฉยๆ หรอก จะว่าไงดี แฟนบอยก็เรื่องหนึ่ง แต่พวกอยากลากขึ้นเตียงก็มีให้เพียบน่ะ”

“...”

ไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้มาก่อน

ใบหน้าหล่อเหลามืดครึ้ม ดวงตาคมกริบตวัดฉับไปทางเจ้าหนุ่มที่ริอ่านมาเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์คนอื่น จดจำใบหน้านั้นไว้ในใจ 

ปลายสายซึ่งว่างจัดเพราะอยู่ระหว่างพักงานยังคงพูดต่ออย่างสนุกสนาน “ใช้ไม่ได้เล้ยรุคาว่า อย่าบอกนะว่าไม่เคยรู้สึกตัวว่ามีคนจ้องฮานามิจิตาเป็นมันน่ะ ตอนฉันยังอยู่ญี่ปุ่นมีคนถามหาไอ้เด็กนั่นผ่านฉันตั้งหลายคน”

สมัยเพิ่งเริ่มคบกันใหม่ๆ ตอนม.ปลาย รุคาว่าเคยถูกผู้สื่อข่าวถามเป็นสีสันว่าระหว่างบาสเกตบอลกับความรักจะเลือกอะไร รุคาว่าในตอนนั้นตอบว่าบาสเกตบอลโดยไม่ลังเลก็จริง ทว่าเขาไม่เคยคิดสักครั้งว่าตนเองละเลยคนรัก กระทั่งมิยางิมาจี้จุดเอาตอนนี้ถึงเพิ่งสำเหนียกว่าตัวเองเผอเรอและพลาดอะไรไปหลายอย่างเหลือเกิน

“ทำไมไปถามจากรุ่นพี่”

“ก็ฉันสนิทกับฮานามิจินี่หว่า คงคิดว่าจะช่วยอะไรได้นั่นแหละ”

รุคาว่าท้วงเสียงต่ำ “ผมสนิทกว่า”

คนฟังหัวเราะแกนๆ “ในสายตาคนอื่น มันดูสนิทกับฉันมากกว่าแฟนอย่างนาย คิดว่าไงล่ะ?

“...”

เมื่อนึกย้อนถึงความคิดสกปรกของตนช่วงนี้และจินตนาการว่ามีใครที่ไหนไม่รู้มองคนรักของตนด้วยสายตาหื่นกระหายแบบเดียวกัน รุคาว่า คาเอเดะนึกฉุนจนอยากตีหัวคน

นี่สินะที่เรียกว่าหึงหวง

ตลอดเวลาที่คบหากันเขาทุ่มเทสมาธิให้บาสอย่างเต็มที่และไม่เคยขาดแคลนความรักความสนใจจากซากุรางิ ผลจากการได้รับอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทำให้มองไม่เห็นว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ฉันท์คนรักอยู่ด้วย

“ว่าแต่ทำไมนายถึงเพิ่งมาสนใจเอาป่านนี้ล่ะ เฮ้ยๆๆ...ฉันนึกว่าฮานามิจิมันพล่ามไร้สาระซะอีก คงไม่ใช่จะเลิกกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?”

ดวงตาสีดำขลับหรี่ลงอย่างอันตราย “พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับ”

อย่างไรก็ตาม รุคาว่าไม่อาจสานต่อบทสนทนาได้เมื่อมิยางิส่งเสียง อุแหวะ และเริ่มคร่ำครวญ อายะจัง อายะจัง... ...คลื่นไส้ชะมัด ไม่กี่วินาทีถัดมา รุ่นพี่วางสายไปด้วยน้ำเสียงอย่างคนพะอืดพะอม

...ดูเหมือนอาการแพ้ท้องแทนศรีภรรยาจะยังน่าเป็นห่วงอยู่

เนื่องจากซากุรางิ ฮานามิจิยังไม่ออกมาเสียที รุคาว่าซึ่งไม่มีอะไรทำและมีเพลิงแห่งความหึงหวงคุโชนเต็มท้องตัดสินใจใช้อินเทอร์เน็ตเสิร์ชหาชื่อคนรัก ตรวจสอบสายตาคนรอบข้างที่มองคนของตนเป็นครั้งแรก

“มาแล้ว!

ราวสิบนาทีหลังจากนั้น ตอนที่ซากุรางิ ฮานามิจิมาถึงพร้อมของกินเล่นเต็มแขน ใบหน้าหล่อเหลาของรุคาว่า คาเอเดะก็ดำทะมึนยิ่งกว่าก้นหม้อไปเรียบร้อย

 

แม้ปกติไม่แสดงอารมณ์ผ่านสีหน้ามากนัก ทว่าสายตาของรุคาว่าประกาศเจตนาชัดแจ้ง ขนาดซากุรางิหน้าหนายังรู้สึกราวกับตัวเองตกอยู่ในสภาพเปลือยล่อนจ้อน ที่แท้การจ้องมองก็สามารถทำอนาจารได้ด้วย

“เป็นอะไรของนายเนี่ย”

วันนี้ซากุรางิได้ลงสนามไม่ถึงสิบนาทีดี ถึงอย่างนั้นยังหาข้ออ้างมาหาของกินเติมพลัง เขาควรได้เสพสุขกับของอร่อย ดันโดนป่วนจนประสาทรับรสแข็งทื่อไปหมด

รุคาว่านั่งฝั่งตรงข้าม มีเพียงน้ำเปล่าหนึ่งแก้ววางในระยะเอื้อมถึง ไม่ได้สั่งอะไรมาทานและเอาแต่นั่งจ้องซากุรางิอย่างเดียว เจ้าตัวเปิดปากพูดอย่างตรงไปตรงมา “ฉันจะเอานาย”

                “...” เค้กสตรอเบอรี่แทบจะพุ่งออกจากปาก

มันกล้าพูดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...

ตอนมีอารมณ์เป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าหากไม่ใช่เวลานั้น รุคาว่าค่อนข้างสำรวม นอกจากนี้เพราะไม่ใช่คนกระตือรือร้นในกิจกรรมทางเพศ นี่อาจจะเป็นการพูดเชิญชวนที่ตรงไปตรงมาที่สุดนับจากคบกันมา ซากุรางิยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม มองสำรวจที่นั่งฝั่งตรงข้ามราวกับเห็นมนุษย์ต่างดาว ตัวปลอมหรือเปล่าเนี่ย?

“วันนี้ไม่ได้เหรอ?” รุคาว่าเอ่ยถาม สีหน้าอึมครึม

เมื่อสักครู่เพิ่งเห็นคนแทะโลมแฟนหนุ่มบนกระดานสนทนาและโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม หนำซ้ำก่อนหน้านี้ยังเคยเห็นกระทู้การเลิกราเพราะปัญหาเรื่องความต้องการทางเพศเข้ากันไม่ได้ รุคาว่าหน้าทะมึนไปทีตอนเห็นเจ้าของกระทู้หนึ่งบอกว่าตนเองหย่าขาดจากสามีเพราะอีกฝ่ายไม่หลับนอนกับตัวเองสามเดือน เธอระแวงและทนไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางตายด้านชืดชาของคู่สมรส ไหนจะผู้หญิงในร้านกาแฟเมื่อเช้าอีก...ไหนจะมิยางิที่บอกว่าซากุรางิจะเลิกอีก...

รุคาว่าซึ่งไม่ได้มีเซ็กส์กับซากุรางิมาสี่เดือนกำลังจะครบห้าเดือนใกล้อดทนต่อความรู้สึกมากมายไม่ไหวแล้ว

ซากุรางิกลืนน้ำเย็นอึกใหญ่ๆ ลงคอสองอึก เมื่อสงบใจลงได้แล้ว ชายหนุ่มผมสีแดงตอบอย่างชัดเจนว่า “วันนี้ไม่ได้”

“...” รุคาว่าเงียบไปนานกว่าจะกัดฟันถามออกมาว่า “ทำไม”

“ไม่อยาก”

“...”

“ทำไม ไม่พอใจรึไง?” ซากุรางิกลับมาสนใจขนมต่อ กัดเวเฟอร์บนหน้าเค้กชิ้นที่ 3 ดังกร้วม เชิดปลายคางอย่างถือดี ต่อให้สายตาของชายผมดำที่นั่งตรงข้ามจะรบกวนอย่างยิ่ง ซากุรางิยังตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป ไม่เผยความหวั่นไหวออกมาง่ายๆ

ของหวานช่วยให้อารมณ์ดี ซากุรางิยิ้มแฉ่งเดินออกจากร้าน ระดับความแข็งกระด้างของใบหน้าลดลง 30% เมื่อเดินเคียงข้างรุคาว่าซึ่งแผ่บรรยากาศขมุกขมัวออกมามากกว่าปกติ 30% สองหนุ่มผมดำแดงให้ความรู้สึกต่างกันสุดกู่ราวกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญร่วมทางไปด้วยกัน

 สมัยเรียนม.ปลายพวกเขาไม่เคยอยู่ห้องเดียวกันและได้ใช้เวลาร่วมกันตอนทำกิจกรรมชมรมเป็นส่วนใหญ่ หลังคบกันถึงไปมาหาสู่กันมากขึ้น เทียบกันแล้วนับจากเข้ามหาลัย ต่อให้เรียนคนละที่ แต่แชร์ห้องอยู่ด้วยกันจึงมีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่าสมัยก่อนผิดหูผิดตา อย่างไรก็ตาม เมื่อรุคาว่ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของแฟนหนุ่มในตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ ทั้งที่อยู่ใกล้ กลับสัมผัสได้ถึงความห่างเหินเสียยิ่งกว่าตอนก่อนคบหากันเสียอีก

อากาศยามบ่ายค่อนข้างดี เย็นสบาย และไม่ชื้นจนเกินไป แต่รุคาว่ากลับหดหู่และมีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มสมอง เขามัวคิดวุ่นวายจนเดินช้าลง ซากุรางิเองก็รู้สึกได้ว่าคนด้านข้างเชื่องช้าลงเรื่อยๆ เพราะตนผ่อนฝีเท้าแล้วผ่อนฝีเท้าอีกตามจังหวะการเดินอีกฝ่าย ในที่สุดจึงหันมามองด้วยความเป็นห่วง “เฮ้ย รุคาว่า...”

มือข้างหนึ่งเหยียดเป็นเส้นตรงเอื้อมออกมา จับปลายเสื้อมุมเล็กๆ เอาไว้ สีผิวขาวซีดแทบไม่ต่างจากเสื้อยืดของซากุรางิ รุคาว่าหลุบตาลง เอ่ยเสียงเบา “ขอโทษที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกนาย”

เสียงพูดเบาเกินไปจนไม่ได้ยิน ซากุรางิเลิกคิ้ว อยากชะโงกไปมองเจ้าคนที่ก้มหน้าก้มตาว่าเป็นอะไรขึ้นมา ไม่สบายหรือไง ตอนที่ขยับเข้าไปหาได้ครึ่งก้าวหูพลันได้ยินเสียงรุคาว่าอีกครั้ง คราวนี้ได้ยินชัดแล้ว

“ไม่ทำก็ได้ แต่ฉันไม่เลิก”

“ฮะ?” ซากุรางิตั้งตัวไม่ติด ถูกโจมตีกะทันหันจนตอบสนองไม่ทัน เขาได้แต่มองแฟนหนุ่มอย่างเซ่อซ่า เครื่องหมายคำถามลอยเต็มหัว ชั่ววินาทีนี้ไม่สามารถประหวัดถึงสถานการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวพันไปถึงคำว่า เลิก ได้เลย ไม่รู้รุคาว่าคิดอะไรอยู่ถึงได้เอ่ยคำนี้ออกมา

รุคาว่ากลับตีความความเงียบจากการตอบสนองไม่ถูกของซากุรางิไปอีกทางจึงกำชายเสื้อเล็กๆ นั่นแน่นกว่าเดิม เงยหน้าขึ้นเอ่ยย้ำว่า “ฉันไม่เลิกเด็ดขาด”

หญิงสาวคนหนึ่งที่เดินผ่านไปปิดปากมองซากุรางิราวกับเห็นชายชั่ว พึมพำเสียงแผ่วกับเพื่อนด้านข้างว่า รังแกคนสวยสินะ ซากุรางิที่ได้ยินเต็มหูอยากจะตะคอกสวนออกไปว่าไม่ใช่เว้ย! อย่ามาทำเป็นรู้ดีเรื่องชาวบ้านเซ่!

“ฉันว่านายน่าจะไม่สบาย ไปหา...” ที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า...

“ไม่ไป ไม่เลิก”

ดึงอย่างไรก็ไม่ขยับ เท้าของรุคาว่าติดแน่นอยู่กับที่ราวกับถูกยึดด้วยตะปู เมื่อเจ้าตัวยืนกรานหนักแน่นจะปักหลักไม่ไปไหนทั้งที่กำลังยืนอยู่บนทางเท้าสาธารณะ ซากุรางิจำต้องตะล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็นลงก่อนแม้ไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น

“รู้แล้วๆ ไม่เลิกๆ ฉันรักนาย เอ้า มากับฉันเร็ว”

“รักฉันเหรอ?” รุคาว่าผ่อนแรงขัดขืนทันควัน

“รักสิรัก เอ้า มานี่มา” ซากุรางิอยากจะยกทั้งตัวแล้วหิ้วต่างกระสอบ เพียงแต่ถ้าทำแบบนั้นอาจได้วางมวยกับรุคาว่าภายหลังจึงรอให้แฟนหนุ่มเดินตามมาด้วยตัวเอง

ทันทีที่กลับถึงห้องแล้วปิดประตูเรียบร้อย รุคาว่าโผเข้าจูบซากุรางิทันที จูบเหมือนตายอดตายอยาก จูบเหมือนอยากจะเคี้ยวกลืนลงท้อง ถ่ายทอดความกระสับกระส่ายร้อนรนออกมาอย่างซื่อตรงจนซากุรางิใจอ่อนยวบ ยกมือตบหลังปลอบประโลมแปะๆ

ระหว่างที่เดินจับมือรุคาว่าจนมาถึงห้อง พอลองค่อยๆ ขุดคุ้ยหาสาเหตุที่น่าจะเป็นบ่อเกิดพฤติกรรมผิดปกติของเจ้าจิ้งจอกทึ่มทื่อ ซากุรางิเดาว่ามิยางิอาจพูดอะไรให้ฟังถึงได้มีท่าทีเป็นแบบนี้

ซึ่งเขาก็คิดเรื่องเลิกราจริงๆ นั่นแหละ เรื่องบนเตียงไปกันไม่ได้มันเรื่องใหญ่นะ...

มัวจูบกันหน้าประตูก็ไม่ค่อยดี ซากุรางิพยายามลากดึงปิศาจจอมจูบเข้าไปด้านใน ผลคือโดนกดทั้งตัวลงกับโซฟา ในห้องเกิดเสียงแลกน้ำลายพักใหญ่กว่าประกายในตารุคาว่าจะกลับคืน

ซากุรางิลิ้นชาไปหมด มองแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนจากโหมดเศร้าซึมกลับเป็นโหมดปกติด้วยหางตาแดงเรื่อ เนื่องจากอีกฝ่ายอยู่ในสภาพอารมณ์ไม่มั่นคงเขาจึงไม่ได้ต่อต้านขัดขืนและปล่อยให้รุคาว่าสัมผัสตามใจชอบจนกระทั่งใจเย็นลง “ลุกไปได้แล้ว”

“...” รุคาว่าหลุบดวงตาลงมองคนข้างใต้

...สองตาวาวรื้น ใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจหอบหนัก ริมฝีปากชุ่มชื้นเผยอออก ชายเสื้อถูกร่นขึ้นมาถึงอก...

“ไม่ต้องมากำมือสลับแบเลยโว้ย เมื่อกี้ลูบไปตั้งเยอะ...! เฮ้ย! แล้วก็ไม่ต้องทำท่าจะเข้ามาจับต่อด้วย!” ซากุรางิแหวลั่น ปัดมือลามกที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามาจับหน้าอกตนอีกรอบออกดังเพียะ

กว่าจะเป็นผู้เป็นคนลงท้ายก็ต้องลงไม้ลงมือกันหนึ่งยกเล็กๆ ถึงอย่างนั้นรุคาว่ากลับยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการเกาะติดกว่าปกติ เขานั่งซ้อนด้านหลังซากุรางิแล้วกอดเอวหลวมๆ

สำหรับโซฟาขนาดกะทัดรัดแล้ว การจัดสรรที่นั่งของสุภาพบุรุษตัวโตสองคนในท่าทางนี้ค่อนข้างลำบากทีเดียว ซากุรางิซึ่งไม่สามารถนั่งได้เต็มก้นอดทนได้ไม่นานก็หน้าเขียวด้วยความเกร็ง ในเมื่อรุคาว่าไม่ยอมปล่อย สุดท้ายถึงอพยพมานั่งกอดกันบนพื้น

“ไหนบอกว่าไม่ทำก็ได้ไง”

นั่งชิดขนาดนี้ทำไมซากุรางิจะไม่รู้ว่าอะไรทิ่มบั้นท้ายตัวเองอยู่

รุคาว่าตอบอย่างซื่อตรง “ถ้าฝืนใจนายก็ไม่ทำ แต่ใจจริงฉันยังอยากทำอยู่”

“...”

“สรุปแล้วนายอยากหรือเปล่า?”

ริมฝีปากหยั่งเชิงแตะลงบนหลังคอและเริ่มงับเบาๆ ซากุรางิขนลุกซู่ ตะปบมือที่สอดเข้ามาในช่องว่างของขอบกางเกงแล้วดีดตัวหนีหัวซุกหัวซุน

สองมือของรุคาว่ายังยกค้างกลางอากาศ อ้อมอกว่างเปล่ากะทันหัน ทว่าจิตใจว่างเปล่ายิ่งกว่า

นี่มัน...รังเกียจใช่ไหม...?

“...”

สีหน้าแข็งค้างของรุคาว่าอ่านง่ายเป็นที่สุด ซากุรางิปิดหน้าถอนหายใจยาว นึกในใจว่าฉันสิที่โดนปฏิเสธบ่อยกว่าอีกน่ะ แค่นี้มาทำช็อคงั้นเรอะ ไอ้กระจอกเอ๊ย!

ถึงแม้จะอยากเอาคืนอีกสักนิดแต่สำหรับรุคาว่าแค่นี้อาจเพียงพอแล้ว ซากุรางิยอมปล่อยวางความขุ่นเคืองลงชั่วคราว ชายหนุ่มผมแดงที่เพิ่งหนีเตลิดจากอ้อมอกแฟนหนุ่มย่อตัวลงนั่งยองอย่างปลงตก วางสองมือลงบนไหล่กว้างแล้วชะโงกหน้าไปจูบแก้มซ้ายขวาเบาๆ

“ฉันมีนัดกับเพื่อนตอนเย็น ไว้คืนนี้กลับมาแล้วค่อยทำนะ ไม่ต้องรอกินข้าวเย็น”

“...”

“โอเคไหม?”

“อืม”

ในที่สุดสีสันก็กลับคืนสู่ผิวหน้าของรุคาว่า คาเอเดะอีกครั้ง

 

ซากุรางิไม่ได้โกหก เขามีนัดหมายกับเพื่อนในมหาลัยจริงๆ หลังแยกตัวจากแฟนหนุ่ม ชายหนุ่มออกไปซ้อมเลี้ยงลูกกับฝึกชู้ตสักพักค่อยไปงานฉลองเปิดร้านอาหารของพี่ชายเพื่อนร่วมเซควิขาบังคับของคณะ เดิมทีตั้งใจกินฟรีให้เต็มคราบ แต่พอนึกถึงสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้จึงจำต้องยับยั้งชั่งใจ

ชายหนุ่มกลับมาถึงห้องช่วงหัวค่ำและมีอันต้องรู้สึกกดดันอย่างหนักเมื่อพบว่าแฟนหนุ่มอาบน้ำอาบท่าตัวหอมฟุ้งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว มิหนำซ้ำตอนซากุรางิเข้าไปอาบน้ำยังมีหน้ามาดึงประตูดังกึงกัง

“ล็อกทำไม”

“เข้ามาอาบน้ำก็ต้องล็อกสิโว้ย!

“ให้ฉันเข้าไป”

“เอ็งไปนั่งรอซะ!!

เนื่องจากไม่ได้ทำมานาน กระทั่งซากุรางิที่สะเพร่าและขาดความละเอียดอ่อนอยู่เสมอยังนึกคิดอย่างรอบคอบและขัดสีฉวีวรรณอย่างตั้งอกตั้งใจ ต่อให้สุดท้ายรุคาว่าล่มปากอ่าวหรือบ้อท่าจนดูไม่ได้ อย่างน้อยซากุรางิได้แสดงออกว่าแม้แฟนหนุ่มเป็นนายกระจอก แต่ตัวเขาเต็มที่เสมอ วิถีของอัจฉริยะก็อย่างนี้แหละ พวกชาวบ้านไม่มีทางเข้าใจหรอก

“เพ้อเจ้ออะไรอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า ตั้งนานแล้วนะ ให้ช่วยอะไรไหม?”

“หุบปาก! ทำไมเพิ่งมารอไม่ได้เอาป่านนี้ฟะ!

เมื่อออกมาจากห้องน้ำ ซากุรางิ ฮานามิจิถูกแฟนหนุ่มที่อดทนรอไม่ไหวอีกต่อไปพุ่งเข้ามาปลดผ้าขนหนูที่ยังผูกไม่ทันเสร็จทิ้งแล้วผลักล้มลงบนเตียงทันที

 

คนหิวโหยมักทานอาหารไวกว่าคนท้องอิ่ม รุคาว่าที่อดอยากปากแห้งจึงให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากทุกครั้ง ซากุรางิรู้สึกไม่คุ้นชินกับเจ้าคนที่ตะกรุมตะกรามและหน้าหนาขึ้นมากะทันหัน แต่ไม่ได้รังเกียจโฉมหน้าแปลกใหม่นี้

รุคาว่าห่อลิ้นสอดเข้ามาทางด้านหลัง พร้อมกันนั้นก็ใช้มือสองข้างซึ่งอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าซากุรางิเล็กน้อยรูดรั้งด้านหน้า ก่อนหน้านี้เวลาเลียให้มักจะเป็นการทำเพื่อเตรียมพร้อมช่องทางสำหรับการร่วมสัมพันธ์ แต่การเคลื่อนไหวของปลายลิ้นยามนี้ชวนให้รู้สึกว่ากำลังตั้งใจใช้ลิ้นทำให้ถึงจุดสุดยอด

ซากุรางิเสียวซ่านจนหนีบขาเข้าหากัน เมื่อริมฝีปากเผยอออก เสียงแปร่งปร่าก็ลอดออกมา หากได้ยินเสียงตนเองยามนี้ภายหลังคงตกใจจนเข่าอ่อน ใครจะไปคิดว่ามันฟังกระเง้ากระงอดจั๊กจี้หูได้ขนาดนี้

รุคาว่าถือโอกาสใช้มือจับต้นขาที่ถูใบหูและลำคอของตนเอาไว้แทน

“ละ ลูบต่อสิ!

ซากุรางิขยุ้มผมสีดำ แผ่นอกสะท้อนขึ้นลง ร่างกายเขาตอนนี้อ่อนไหวเกินไป  รุคาว่าเพียงรั้งต้นขาเอาไว้ไม่ให้ศีรษะตัวเองถูกบีบยังเสียวสะท้านขึ้นมาตอนผิวกายร้อนระอุถูกสัมผัสเย็นๆ ทาบลงมา ด้านหลังหดรัดอย่างน่าอับอายขายขี้หน้าทั้งที่เป็นการสัมผัสไร้เจตนาปลุกปั่น

“ลองถึงจากข้างหลังอย่างเดียวดูสักรอบสิ” รุคาว่าเลียปากทางก่อนจะฝังลิ้นเข้ามาในช่องทางอันอ่อนนุ่มอีกครั้ง เขายึดข้อมือซากุรางิไว้หลวมๆ เป็นเชิงไม่ยินยอมให้ใช้มือปลอบประโลมอวัยวะด้านหน้าที่อยู่ในสภาวะเจียนจะระเบิด

ซากุรางิเสียดสีต้นขากับข้างศีรษะคนรัก  บิดสะโพกอย่างกระสับกระส่าย รุคาว่าห่างจากเซ็กส์ไปนานเท่าไหน เขาก็ห่างไปนานเท่ากัน ความสามารถในการควบคุมตัวเองตกฮวบ อยากถึงฝั่งฝันเร็วๆ ท่าเดียว

“ระ รุคาว่า รุคาว่า เร็วเข้า...รูดให้ที...”

แรงยึดตรงข้อมือแน่นขึ้น รุคาว่าตอบอู้อี้ว่า 'ไม่โดยที่ยังฝังใบหน้ากลางหว่างขาของซากุรางิ ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดผิวอ่อนทำเอาขนลุกชันทั่วทั้งตัว หลังแทรกซอนเข้าไปอย่างดึงดันและสอดคว้านรุนแรง ในที่สุดซากุรางิก็ต้านทานไม่ไหว

"ฮึก...!"

รุคาว่าหลุบตามองแท่งเนื้อสั่นริกซึ่งค่อยๆ อ่อนตัวลงในระยะเผาขน เขาลากปลายลิ้นไล่ขึ้นไปตามความยาว กวาดร่องรอยติดลิ้นสีชมพูเข้มมาเล็กน้อย 

เมื่อร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจนเกิดเงาดำ ซากุรางิคาดเดาอนาคตได้ในทันที ตัวเขาซึ่งยังอ่อนแรงกำลังจะอ้าปากด่า หากไม่ทันได้ส่งเสียง รุคาว่าก็กอดศีรษะสีแดงแล้วสอดลิ้นเข้าไปในปากเสียก่อน

เสียงตวัดรัดพันอันวาบหวามดังขึ้นสักพัก รุคาว่า คาเอเดะค่อยยอมผละใบหน้าออกอย่างอ้อยอิ่ง มือที่เพิ่งนวดเฟ้นไปเรื่อยกดลงบนแอ่งสะดือของซากุรางิแผ่วๆ คล้ายแตะคล้ายไม่แตะ

"พักพอหรือยัง?"

ร่างกายที่ห่างหายจากเรื่องทางเพศไปนานกลับมาพร้อมรบทันทีที่ถูกเนื้อหนังเสียดสีและรุกจูบอย่างเร่าร้อน ซากุรางิเจ็บใจจนน้ำตาคลอเพราะเป็นฝ่ายถูกชักนำโดยสมบูรณ์ ท่าทีเหมือนมองลงมาจากจุดที่สูงกว่าของรุคาว่ามันน่าโมโหเกินไป

ไอ้บ้านี่กำลังข่มงั้นเรอะ!

รุคาว่าไม่ได้มองใบหน้าแดงก่ำกระตุ้นอารมณ์นานนัก หรือที่จริงคือเขาอยากลดปัจจัยในการทำให้ความอดทนหมดสิ้นลง เพื่อไม่ให้ตนจับคนรักแหกแข้งขาแล้วสวนกายเข้าไปเหมือนติดสัด ดวงตาสีดำทอดลงต่ำ ตัดสินใจไม่มองหน้าซากุรางิ หันมาสนใจความพร้อมของร่างกายอีกฝ่ายแทน

"น่าจะใช้ได้แล้ว"

ปลายนิ้วไล้ปากทางเข้ารอบหนึ่งก่อนสอดเข้าไป...หนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว ค่อยๆ แหวกแยกครูดผ่านผนังอุ่นๆ

ซากุรางิกลั้นเสียงคราง ยกขายันต้นแขนคนรักก่อนออกคำสั่งอย่างสุดจะทน "ใส่เข้ามาเลย!"

ทว่าเท้าที่ยกขึ้นมากลับถูกจับเอาไว้ ดวงตาของรุคาว่ามืดครึ้มลงกะทันหัน "เฮ้ย"

"...ฮะ?"

ไม่รู้ไปกดโดนสวิตช์อะไรเข้า ซากุรางิร้องว่าเวรแล้วในใจ

รุคาว่าจับเท้าข้างนั้นเอาไว้ มองไล่ตั้งแต่นิ้วเท้าไปยังเท้าอวบอูม ข้อเท้าคอด ปลีน่องอันแข็งแรง ลากไปถึงต้นขาหนั่นแน่น ก่อนหยุดลงตรงส่วนสงวนพักใหญ่ค่อยกวาดมองไปยังขาอีกข้างซึ่งวางแหมะบนเตียง

รุคาว่าใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบนฝ่าเท้าและนวดร่องนิ้วเบาๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไร วินาทีถัดมาก็โน้มตัวไปยังหัวเตียง ควานมือกุกกัก

กำไลข้อเท้าเงินติดกระพรวนสองวงปรากฏในมือ

"ฉิบ..." ...หาย

ลางแห่งหายนะปรากฏทันที

เพราะไม่เคยมีประสบการณ์กับคนอื่นจึงระบุชี้ชัดไม่ได้ว่าชั้นเชิงบนเตียงของรุคาว่าดีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจ้าคนหน้าตายนี่มักจะคึกคักเป็นพิเศษถ้าได้เปลื้องผ้าซากุรางิจนล่อนจ้อนแล้วสวมเฉพาะถุงเท้าให้ 

แต่ที่ทำให้กระตือรือร้นยิ่งกว่าถุงเท้าคือกำไลข้อเท้า

ซากุรางิเกลียดกำไลข้อเท้าเพราะมันมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง...

เขาอาย

แล้วรุคาว่าที่ดันมีอารมณ์เป็นพิเศษจะทำนานกว่าปกติ ช่วงเวลาที่เขาต้องอับอายขายขี้หน้าด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊งตอนขยับตัวจึงยาวนานขึ้นไปอีก นับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อซากุรางิอย่างยิ่ง กระนั้น เห็นแก่ที่ห่างหายจากกิจกรรมทางเพศไปนานและรุคาว่าชอบ ซากุรางิไม่ได้ถีบโครมขัดขืนตอนถูกจับเท้าสวมห่วงเย็นๆ ทีละข้าง ถือเสียว่าเป็นการแสดงน้ำใจจากอัจฉริยะให้สามัญชน

"ล้างจนสะอาดทั้งตัวจริงๆ ด้วย" รุคาว่าพึมพำว่าไม่เสียทีที่หายหัวเข้าไปในห้องน้ำตั้งนาน ก่อนกอดขาซ้ายของซากุรางิแล้วขบนิ้วเท้าที่ด้านเล็กน้อย เขาเสือกไสตนเองเข้าไปภายในร่างกายของคนเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า แม้สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงมากนักยังมองเห็นได้ว่ากำลังพรูลมหายใจยาวด้วยความพึงพอใจ

กริ๊ง

ซากุรางิหลับตาปี๋ ต่อให้ฝ่าเท้าของเขาด้านจนไม่รู้สึกรู้สา แต่ถูกอมเข้าไปทั้งนิ้วแล้วเลียเน้นๆ แถมรุคาว่ายังตวัดลิ้นไปทั่วไปไม่เว้นแม้แต่ซอกนิ้ว ซอกเล็บ...เขา เขาก็ไม่ได้ตายด้านขนาดนั้น

"ผ่อนคลายหน่อย ฉันยังเข้าไปไม่สุดเลย"

มือสองข้างย้ายมาจับแก้มก้น บีบนวดและแหวกแยกรอยจีบเพื่อเบิกทาง

อาศัยจังหวะที่รุคาว่ายอมปล่อยเท้าทั้งสอง ซากุรางิรีบยกขาเกี่ยวเอวแฟนหนุ่ม ซ่อนเท้าไว้ด้านหลัง จะได้ไม่ถูกคนโรคจิตจับเข้าปาก

รุคาว่าโน้มตัวลงกอดคนเอาไว้เต็มอ้อมแขน ค่อยๆ สอดแทรกจนถุงอัณฑะแนบเข้ากับบั้นท้ายตึงแน่นในที่สุด เขาเสพสุขกับการถูกโอบอุ้มด้วยผนังเนื้ออันอบอุ่น ระหว่างโยกตัวก็พรมจุมพิตใบหน้ากับซอกคอของคนด้านล่างไปด้วย

"แรงอีก"

ซากุรางิจิกเล็บตัดสั้นลงบนสะบักของรุคาว่า ขาสองข้างแกว่งไกวอยู่ข้างเอวอีกฝ่ายอย่างงุ่นง่าน รู้สึกเหมือนเกาไม่โดนจุดที่คัน ครั้นอีกฝ่ายยังสาวกายเข้าออกอย่างเนิบนาบเหมือนไม่สนใจฟังก็คว้าคอมากัดแก้ม แถมหยิกต้นขาเจ้าคนไม่เอาอ่าวไปที

"ฉันบอกให้ทำแรงๆ อีกหน่อยไง นายจงใจใช่มั้ยหา?!"

รุคาว่ากัดคอเป็นการเอาคืน "ฉันอยากทำนานๆ"

เจ้าคนที่เมื่อครู่แยกเขี้ยวยิงฟันเปลี่ยนมายิ้มกระหยิ่มทันทีทันใด "อะไรกัน หมดแรงข้าวต้มแล้วเรอะ"

"..." ความร้อนพุ่งจี๊ดขึ้นไปถึงสมอง

บนล่างพลิกผัน

รุคาว่าเปลี่ยนเป็นฝ่ายเอนหลังลงบนเตียง จังหวะพลิกตัวเสียวซ่านจนเกือบหลุดเสียงแปลกๆ ออกมา ทว่าซากุรางิที่โดนจับพลิกกะทันหันไม่ได้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นอย่างเขา องศาและน้ำหนักการสอดใส่ที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วทำเอาร้องเสียงสูงออกมาหนึ่งเสียง เมื่อรู้ตัวว่าส่งเสียงน่าขายหน้าแบบไหนออกไป โหนกแก้มพลันแดงเถือก

"ไอ้...!" 

บอกกันก่อนสิเว้ย!

"ขี่เอง"

ร่างเปลือยของชายหนุ่มกองอยู่บนหน้าขา ก้มหน้างุดตัวสั่นเทิ้ม ถูกชำเราด้วยความเป็นชายและกำลังเขินอายที่เปิดเผยส่วนลับอล่างฉ่าง อีกฝ่ายกำมือวางบนหน้าท้องตนเหมือนอุ้งเท้าสัตว์...รุคาว่ายอมรับว่านี่มันเร้าอารมณ์สุดๆ

"ชอบแบบไหนก็ทำสิ"

ความเป็นชายแข็งคัดอยู่ในท้อง ซากุรางิร้อง 'อื๊อบิดกายหนีโดยสัญชาตญาณ อยากจะด่านักว่าสักแต่จะพอง ทำไมไม่เสร็จสักทีเล่า ทว่าพอเขาเอนตัว ตัวตนของรุคาว่าปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างผ่านหน้าท้องชัดขึ้นอีกเล็กน้อย ทำให้คนมองยิ่งมีอารมณ์จนขยายขนาดเข้าไปอีก

รุคาว่าวางมือลงบนหน้าท้องสีแทนอย่างเคลิบเคลิ้ม นึกในใจว่าถ้าไม่มีกล้ามท้องบางๆ นี่อาจจะเห็นชัดขึ้นว่าตนเข้าไปได้ลึกเพียงไร หากเป็นพุงนุ่มนิ่มล่ะก็...

ขุนสักหน่อยดีมั้ยนะ?

ในหัวขอรุคาว่ามีภาพลูกลิงหัวแดงกินโน่นนี่จนตัวกลมนุ่มนิ่ม ขอเพียงไม่ส่งผลกระทบกับการเล่นบาส เจ้าเนื้อกว่านี้สักนิดก็เข้าท่าไม่ใช่รึ?

แต่ก่อนอื่น...

"ทำไม ขี่เองไม่ไหวหรือไง?"

"อย่ามาหยามอัจฉริยะนะเว้ย!"

จุดที่ยุขึ้นง่าย ผ่านไปกี่ปีก็ยังเหมือนเดิมจนคนจับทางถูกหมดแล้ว ซากุรางิสะบัดข้อเท้าไล่มือเกะกะที่คอยแต่จะลูบๆ คลำๆ ออกไป หลังปักหลักมั่นก็บีบปลายจมูกคู่กรณีอย่างหมายมาด

"ฉันไม่ม่อยกระรอกเร็วอย่างนายหรอก!"

"..." คนม่อยกระรอกเร็วที่หมดแรงก่อนเสียทุกทีหน้าทะมึน

ซากุรางิ ฮานามิจิร้องหึ เริ่มยกสะโพกและขยับตัวตามใจชอบ ท่าทางมั่นอกมั่นใจเสียเต็มประดา แม้จะหน้าแดงแจ๋เพราะอดรนทนไม่ได้กับเสียงเนื้อกระทบกันที่แทรกด้วยเสียงกระดิ่ง แต่เมื่อเดินหน้าแล้วก็ต้องตั้งเป้าที่การพิชิตชัย เจ้าจิ้งจอกนี่ไม่สำเหนียกซะบ้างเลยว่าจะปากดีกับใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่อัจฉริยะซากุรางิ ฮานามิจิ!

รุคาว่ามองความเป็นชายของแฟนหนุ่มที่เริ่มแกว่งไกวเร็วขึ้นเรื่อยๆ รับการปรนนิบัติพลางทัศนาทิวทัศน์รัญจวนใจอย่างยินดี เขาตั้งปณิธานในใจเงียบๆ ว่าครั้งนี้ก็จะไม่เสร็จก่อนเจ้าบ้านี่เด็ดขาด

 

"นาย..."

"..."

"...กลายเป็นจิ้งจอกบ้ากามตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ!"

รุคาว่า คาเอเดะเลิกคิ้ว ตัดสินใจไม่บอกให้เปลืองแรงว่าไอ้น้ำเสียงคับข้องใจเหมือนจะร้องไห้ทำให้อยากย่ำยีมากกว่าเดิมเสียอีก

เสียงขณะถอนกายออกมาลามกอย่างยิ่ง ทว่าบั้นท้ายโก้งโค้งยกสูงที่มีทั้งรอยฟัน รอยนิ้วเป็นปื้นและรอยจูบ...กลับลามกยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อปากทางที่ปิดไม่สนิทคายน้ำรักออกมาทันทีที่ไร้สิ่งอุดขวาง

ก้านนิ้วยาวปาดของเหลวนั้น ดวงตามืดครึ้ม คิดในใจว่าอีกสักรอบน่าจะยังไหว

ซากุรางิถูกกระตุ้นจนปลดปล่อยออกมามากครั้งกว่ารุคาว่า หลั่งครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดแรง เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเมื่อเขาพลิกตัวนอนหงายด้วยความเหน็ดเหนื่อย ร่างกายท่อนบนนับว่าค่อนข้างสะอาดตา แต่โคนขาด้านในมีสภาพไม่ต่างจากบั้นท้าย แม้รุคาว่าละเว้นผิวหนังนอกร่มผ้า แต่พื้นที่ปลอดภัยล้วนมีร่องรอยคลุมเครือเต็มไปหมด นี่เป็นข้อเสียอีกอย่างเวลารุคาว่าอารมณ์พุ่งสูงกว่าปกติ...เจ้าคนที่เพิ่งทิ้งรอยจูบเป็นเมื่อปีก่อนโดยทั่วไปไม่ทำงามหน้าขนาดนี้

ต่อให้ผิวสีแทนช่วยให้ร่องรอยต่างๆ ไม่น่ากลัวเกินไปนัก ทว่ากว่าจะจางหมดจดคงใช้เวลาพอสมควร

"อีกรอบไหวหรือเปล่า?"

รุคาว่าช้อนตัวซากุรางิที่แผ่พังพาบขึ้นมากองบนตัก กอดเอวไว้พลางเอนหลังพิงหมอนตรงหัวเตียง พรมจูบตามแนวคางอย่างไม่อาจหักห้ามใจ ความเป็นชายที่แข็งตัวขึ้นมาอีกรอบถูไถบั้นท้ายเปียกเยิ้ม

ซากุรางิที่ตั้งใจจะพักหายใจหายคอสักนิดก่อนเข้าห้องน้ำไปทำความสะอาดรู้สึกอยากชกปากคน "ยังไม่หายอยากอีกเรอะ!"

"ตอนนายหิวยังเขมือบแหลกไม่ใช่รึไง ฉันก็ยังไม่อิ่มเหมือนกัน"

ร่างกายทั้งสองชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เมื่อเสียดสีกันจึงเหนียวเหนอะหนะ ถึงอย่างนั้นรุคาว่ายังคงไล้มือหนึ่งไปตามแนวสันหลัง อีกข้างลูบตามเรียวขามาจนถึงข้อเท้าแล้วเขี่ยกำไลเงิน ครั้นใบหน้าฝังลงมายังอกซ้ายแล้วแลบลิ้นเลีย ซากุรางิที่ตกใจจนเลิกเกร็งกล้ามเนื้อหูรูดรีบคว้าหัวสีดำดังหมับ หัวเราะทื่อๆ

"นายน่าจะเหนื่อยแล้วสิ วันนี้พอเหอะน่า ฮ่ะๆ..."

ของเหลวสีขาวที่ตนปล่อยไว้ในตัวใครอีกคนไหลรดลงมาใส่อวัยวะที่ใช้ปลดปล่อย รุคาว่าแหย่นิ้วแตะปากทาง อยากฝังตัวเข้าไปใจแทบขาด เขาฝืนเบียดหน้าตัวเองเข้าใส่แล้วดูดยอดอกซ้ายของแฟนหนุ่ม

"ครั้งสุดท้ายก็ได้"

"..."

"ไม่คิดว่านายจะหมดแรงก่อนฉัน"

คำกล่าวของรุคาว่าไม่ได้มีนัยยะทับถมหรือกระแนะกระแหน ทว่าคนศักดิ์ศรีสูงลิบบางคนรู้สึกถูกหมิ่นอย่างรุนแรง ซากุรางิที่ไฟฮึดลุกโชนบิดไหล่ไปด้านหลัง คว้าส่วนสำคัญของคนรักแล้วยกสะโพกนั่งทับลงไป

"รอบนี้อย่ามัวเนิบนาบล่ะ เข้าใจมั้ย หา?"

รุคาว่าจูบปากช่างจำนรรจา สวนสะโพกกระทุ้งเข้าไป ช่องทางอ่อนนุ่มต้อนรับเขาหมดจดในการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว รู้สึกดีจนสูดลมหายใจลึก

ซากุรางิที่ถูกลิ้นกดเพดานปากแล้วครูดไปตามแนวฟันพยายามจับจังหวะหายใจ ทว่าตอนที่คิดจะขืนตัวออกมาแล้วบอกให้รุคาว่าใจเย็นหน่อยพลันรู้สึกได้ว่าเชิงกรานถูกคว้าเต็มมือ

"ไม่มีปัญหา"

เสียงรับรองดังชิดริมฝีปากที่ปัดป่ายกัน จากนั้นรุคาว่าก็ถือสิทธิ์ครอบครองลิ้นของซากุรางิเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูดอะไรอีก

 

                สำหรับคนหนุ่มแข็งแรงสุขภาพดีอย่างซากุรางิ ต่อให้กว่าจะอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้วได้นอนปาเข้าไปเกือบช้า สิริรวมได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ร่างกายของเขาก็ยังกระฉับกระเฉงดี อันที่จริงออกจะคึกคักเหมือนกระดี่ได้น้ำด้วยซ้ำ...ถึงจะเป็นน้ำในความหมายนั้นก็เถอะ 

ร่องรอยบนร่างกายไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ซากุรางิไม่ถือสาคิดหยุมหยิม ขอเพียงไม่ทำให้คนอื่นเห็นแล้วรู้สึกว่าตนเป็นเบี้ยล่างของรุคาว่า ต่อให้มีรอยในจุดสะดุดตาก็ไม่แคร์

"เฮ้ย ตื่นได้แล้ว"

"..."

ไม่รู้แกล้งตายหรือตายจริง เมื่อคนที่นอนซ้อนอยู่ด้านหลังไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง ซากุรางิที่ถูกกอดก่ายไว้ทั้งตัวถองศอกใส่เบาๆ ดันเจ้าคนขี้เซาออกไปด้วยความรำคาญ 

เซ็กส์เมื่อคืนดีก็จริง แต่นอนไม่สบายเลย

เทียบกับรุคาว่าที่นอนหลับอย่างเรียบร้อย ซากุรางินอนกินที่และพลิกตัวไปมาบ่อย ด้วยเหตุนี้พอมีแขนขาหนักๆ พาดบนตัว มิหนำซ้ำรุคาว่ายังสอดใส่ค้างไว้ แม้ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านอนกอด เขาก็ยังคงอึดอัดอยู่ดี

"...ยังไม่เช้า" รุคาว่างึมงำ 

ไม่เพียงสลัดไม่หลุดยังเคลื่อนตัวกลับเข้ามาใกล้แล้วสูดจมูกฟุดฟิดอยู่ตรงซอกคอซากุรางิ ด้วยไม่อยากเสี่ยงกับสภาพร่างกายชายหนุ่มยามเช้า ซากุรางิยกสะโพกให้สิ่งแปลกปลอมให้หลุดจากร่างกาย จากนั้นผลักคนออกแล้วลงจากเตียงนอนอย่างว่องไว

นอกจากเจ็บก้นนิดๆ ยอกเอวหน่อยๆ ซากุรางิถือว่าสบายดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากยกขาสูงๆ จึงงดเว้นการเตะคนชั่วคราว นับจากขึ้นเตียงกับรุคาว่ามา ครั้งนี้นับว่าระบมที่สุดแล้ว

ปรากฏว่าพอเท้าเหยียบพื้น รุคาว่าใช้แขนข้างที่เพิ่งใช้พาดเอวซากุรางิตีที่นอนพั่บๆ ครั้นพบว่าคนหายก็ลืมตาพรึ่บ สิ่งแรกที่เห็นคือซากุรางิที่ยังคงตัวเปล่าเล่าเปลือยกำลังก้มๆ เงยๆ หาชุดชั้นใน

ดวงตาสีดำหรี่ลงเล็กน้อย

"ดูสบายดีนี่"

ฝ่ายรับถูกกระทำจนเดินไม่ได้หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือเขาความสามารถไม่เข้าขั้นกันแน่?

รุคาว่าซึ่งยังครึ่งหลับครึ่งตื่นมองแฟนหนุ่มก้มตัวดึงกางเกงชั้นในจากข้อเท้าขึ้นสวม เส้นโค้งของร่างกายที่ทำองศาแคบๆ จากช่วงขายาวสะท้อนความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ในสายตาบุคคลที่สาม ไม่อาจมองออกได้เลยว่ารู้สึกปวดเอวอยู่ด้วย

"นายล่ะ ลุกไม่ขึ้นรึไง?"

"..."

ดวงตาใต้คิ้วเข้มพาดยาวเบิกโพลง "จริงอ้ะ? ลุกไม่ไหวจริงดิ?"

"..." รุคาว่า...ชักโมโหนิดๆ แล้วสิ

แน่นอนว่าเขาปวดเอวและยังอ่อนเพลียอยู่

เพราะไม่มีแข่งแถมยังตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะอู้ซ้อมเช้ารุคาว่าจึงไม่ระมัดระวังเหมือนอย่างเคย การได้ปล่อยวางและทำตามใจชอบให้สมกับที่ว่างเว้นเรื่องบนเตียงมานานก็ได้ผลอันน่าพึงพอใจ แต่พอได้ประจักษ์ความอึดของซากุรางิ ฮานามิจิอย่างนี้ เขาอดรู้สึกไม่สบอารมณ์ไม่ได้

การได้เห็นซากุรางิสบายดีเป็นเรื่องดี ในด้านความรู้สึกก็ไม่อยากเห็นแฟนตัวเองเจ็บป่วย ทว่าพร้อมกันนั้นก็คลับคล้ายว่าตนกำลังพ่ายแพ้พิกล

"ต้องให้ฉันอุ้มไหมฮึ" ซากุรางิที่กำลังได้ใจเต็มที่ปากไวเอ่ยหยอกเย้า หัวเราะคิกคักได้กวนอารมณ์คนมองสุดๆ

เส้นเลือดบนหน้าผากรุคาว่าเต้นตุบ เขาไม่ได้พิการและไม่ได้บาดเจ็บ แค่ปวดกล้ามเนื้อจนขี้เกียจขยับตัวเท่านั้น แต่ในเมื่อพูดมาขนาดนี้...

"...อะไรกระดิกนิ้วทำไม?"

"มาอุ้ม"

"..."

ชายหนุ่มรูปงามใช้มือหนึ่งเท้าศีรษะนอนตะแคงอย่างเกียจคร้าน ท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีผ้าห่มคลุมหมิ่นเหม่ ร่องรอยการร่วมสัมพันธ์ที่ซากุรางิฝากไว้ปรากฏบนผิวสีอ่อนประปรายขับเน้นกลิ่นอายเย้ายวนบางประการ เป็นภาพที่ทำเอาเลือดกำเดาพุ่งกระฉูดได้ง่ายๆ

รุคาว่าเพียงอยากก่อกวนเท่านั้น กลับเห็นแฟนหนุ่มเปลี่ยนท่าทางการยืน องศาการขยับขาที่เปลี่ยนไปกับใบหน้าสับสนนั่น...คบหากันมาตั้งหลายปี ถ้ายังมองไม่ออกก็เสียศักดิ์ศรีแย่

เขาพลันรู้สึกว่าอันที่จริงตัวเองไม่ได้อ่อนเพลียขนาดนั้น...

ชายหนุ่มมองเรือนร่างกึ่งเปลือยข้างเตียง ลอบกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยเรียก "นี่..."

"ลุกเองเฟ้ย!" ซากุรางิกระโจนขึ้นมาทับชีเปลือยหน้าไม่อาย ยกหมอนตัวเองอุดหน้าอีกฝ่ายทีเล่นทีจริงก่อนกระโจนลงจากเตียงเดินตึงตังออกจากห้องนอน

รุคาว่าที่ถูกทิ้งไว้ถึงกับพูดไม่ออก อยากตะครุบคนมาถอดกางเกงชั้นในแล้วทำให้สะอึกสะอื้นร้องหาตนครามครัน

สาเหตุที่ทำให้ซากุรางิซึ่งมีความต้องการทางเพศสูงกว่าหนักแน่นไม่หวั่นไหวต่อแรงดึงดูดนั้นมี 2 เหตุผลใหญ่ๆ

อย่างแรก...รุคาว่ากระจอกจะตาย ขืนต่อรอบเช้ามีหวังได้เดี้ยงจริงแหง

อย่างที่สอง...ถ้าทำจนเบื่อแล้วเจ้าคนที่ตายด้าน...เออ ตายด้านเป็นพักๆ ก็ได้...เอาเป็นว่า ไม่รู้จะนึกอยากทำขึ้นมาอีกทีเมื่อไหร่น่ะสิ

พอลองคิดดูให้ดี ปล่อยทิ้งไว้จนกว่ารุคาว่าจะนึกอยากทำขึ้นมาเองไม่สะดวกต่อซากุรางิจริงๆ ไอ้หมอนี่ความต้องการทางเพศต่ำไปแล้ว กว่าจะเกิดความต้องการขึ้นมาได้ซากุรางิรอจนเงก แต่เพราะเมื่อคืนน่าพอใจมาก ดังนั้นอ่อนข้อให้สักเรื่องคงดีกว่า

ซากุรางิไม่อยากเป็นฝ่ายรุกแล้วโดนปฏิเสธซ้ำซากอีกแล้ว ในเมื่อพักเรื่องเลิกราไว้ก่อนก็ต้องปรับหัวข้อกิจกรรมบนเตียงไปตามความพร้อมของรุคาว่าชั่วคราว

 

สองหนุ่มวันนี้พร้อมใจไม่ออกไปฝึกซ้อมเช้าแต่ปรับตารางใหม่เป็นทยอยทำงานบ้านบางส่วน หากเวลาเหลือก็ทำตัวเอื่อยเฉื่อยพักผ่อนไป จากนั้นค่อยแยกย้ายไปเข้าเรียน

ไม่รู้รุคาว่า คาเอเดะเป็นอะไรขึ้นมา วันนี้ถึงได้หาเรื่องไม่หยุดหย่อน แรกสุดอีกฝ่ายเดินลากเท้าพรืดๆ เข้ามาหาซากุรางิ บอกว่าใส่เสื้อผ้าให้หน่อย ตอนนั้นซากุรางิคิดว่าอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหรือยกแขนขาไม่สะดวกจริงๆ ถึงสวมให้ทั้งบนล่างโดยไม่อิดออด ทว่าหลังจากมีครั้งต่อๆ ไป...

"ยกช้อนไม่ขึ้น"

"นายเป็นคนหอบจานชามลงมาจากตู้ลอยไม่ใช่เรอะ!"

ที่แท้ก็แค่หาเรื่อง!

หลังปฏิเสธไม่ป้อนข้าว รุคาว่ายังหาเรื่องอื่นๆ มาล้อมหน้าล้อมหลังด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ กระทั่งตอนจะออกไปเรียนยังไม่ว่างเว้น

"ผูกเชือกรองเท้าให้หน่อย"

"..."

ซากุรางิชูนิ้วกลางสองข้าง จากนั้นกระแทกประตูห้องปิดใส่หน้า ไม่รอออกไปเรียนพร้อมกันแล้วเฟ้ย!

รุคาว่ามองบานประตูห้องเงียบๆ...ไหนบอกว่าการออดอ้อนให้แฟนหนุ่มช่วยเหลือเอาใจจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ ทำให้อีกฝ่ายรักใคร่เอ็นดูไง?

คอมเมนต์บนอินเทอร์เน็ตเชื่อถือไม่ได้เลย

 

อดีตกัปตันสมัยเรียน มัธยมปลายโชโฮคุอย่างอาคางิ ทาเคโนริลงสนามเปิดตัวในฐานะผู้เล่นอาชีพวันนี้ รุคาว่ากับซากุรางิจึงตามมาให้กำลังใจเกาะขอบสนาม นอกจากมิยางิ เรียวตะที่อยู่ต่างประเทศกับมิสึอิ ฮิซาชิที่สแตนด์บายรอแข่งวันพรุ่งนี้อยู่ต่างจังหวัด สมาชิกชมรมสมัยมัธยมปลายคนที่เหลือซึ่งเดินทางมาได้ล้วนนัดหมายว่าจะแห่มาให้กำลังใจ

“นายแว่นบอกว่าออกจากออฟฟิศแล้ว”

พวกเขามาถึงสนามเร็วไปหน่อยเพราะอยู่ใกล้ คนที่เหลือยังไม่มีใครมาถึงสักคน ดูจากที่พูดคุยในไลน์กลุ่ม โคงุเระน่าจะมาถึงก่อนคนอื่นๆ

ซากุรางิยืนมองโน่นนี่อย่างเบื่อหน่ายได้นาทีเดียวก็หันมาถามรุคาว่าว่าอยากกินอะไรหรือเปล่า จะไปหาซื้ออะไรสักหน่อย เมื่อรุคาว่าส่ายหน้าก็กอดกระเป๋าสะพายเดินหากลิ่นอาหาร

ก่อนหน้านี้รุคาว่า คาเอเดะไม่เคยวิตกกังวล ทว่าหลังทราบว่าไม่ได้มีเพียงตนที่หลงรักซากุรางิ ฮานามิจิ แม้แต่แฟนกีฬาที่เข้าหาแฟนหนุ่มอย่างบริสุทธิ์ใจ เขายังอดหวาดระแวงไม่ได้ โดยเฉพาะกับคนที่รูปร่างหน้าตาตรงสเปกเจ้าแฟนโง่เขารู้นะว่าเจ้านั่นแพ้ทางคนที่ดูน่ารักอ่อนหวาน ตัวเล็กๆ น่ารักเอ็นดู ต่อให้ก่อนหน้าซากุรางิหลงรักแต่ผู้หญิง ตอนนี้ผ่ามามีแฟนเป็นผู้ชายก็เท่ากับรสนิยมไม่ได้จำเพาะเจาะจงเพศสภาพแล้ว เวลาเห็นหนุ่มน้อยหน้ามนร่างเล็กเข้าไปชิดใกล้หรือสวมกอดซากุรางิ รุคาว่าเป็นต้องมองตาแทบหลุด

ใช้เวลาไม่นาน ร่างสูงโย่งร่างหนึ่งเดินกลับมา ผมสีแดงสะดุดตามองเห็นจากระยะไกล ซากุรางิอารมณ์ดีจนยิ้มตาเป็นขีด มือหนึ่งกำไม้คอร์นดอก อีกมือถือแก้วน้ำปิดฝา เดินย่ำเท้ามายังไม่ทันถึงตัวรุคาว่าก็มีเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่

รุคาว่าหรี่ดวงตาใต้ปีกหมวกแก๊ปมอง ดูเหมือนจะเป็นแฟนกีฬาของซากุรางิเข้ามาขอถ่ายรูป

พ่อหนุ่มชอบเด่นดังมีหรือจะปฏิเสธ อ้าปากกว้างแล้วยัดคอร์นดอกเข้าไปทีละนิดราวกับเล่นกลกลืนดาบ เจ้าตัววิ่งทั่กๆ ไปทิ้งไม้ลงถังขยะโดยที่แก้มสองข้างพองเป็นแฮมสเตอร์ อย่างไรก็ตาม ถ่ายรูปคู่เสร็จแล้วดูเหมือนจะยังไม่จบ

“คุณซากุรางิ คือว่า...ขอกอดได้หรือเปล่าฮะ” เด็กหนุ่มผิวขาวหน้าละอ่อน แต่งกายตามสมัยนิยมเอ่ยขออย่างน่ารัก เขาดูเหมือนเด็กมัธยมปลาย หรืออาจจะเป็นเด็กมหาลัยที่หน้าตาอ่อนเยาว์สักหน่อย

ซากุรางิมักจะผ่อนปรนให้ใครก็ตามที่สรรเสริญเยินยอหรือแสดงความชื่นชอบตนเองอย่างตรงไปตรงมาด้วยจิตใจดั่งมหาสมุทร ครั้งนี้ก็ตอบรับอย่างหนักแน่นว่า “ได้แน่นอน!

บางคราวสัมผัสที่หกของรุคาว่าลั่นระฆังเสียงดังเป็นพิเศษ

ไอ้หนุ่มหน้าวอกนั่น คิดไม่ซื่อกับแฟนเขาแน่ๆ

ไม่รอให้ซากุรางิกางแขน รุคาว่าที่อดไม่ได้พุ่งเข้าไปปฏิบัติการเป็นก้างขวางคอทันที เขาหาย ‘แว้บ’ ไปแปะตัวแนบแผ่นหลังแฟนหนุ่มอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อ้อมแขนเกี่ยวเอวสอบ พาดคางไว้บนไหล่

“หือ?”

น้ำหนักซึ่งกดทับแผ่นหลังกะทันหันสร้างความประหลาดใจ กระนั้นคนที่จะทำแบบนี้มีอยู่คนเดียว ร่างกายที่เกิดความเคยชินของซากุรางิเกิดปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการยกมือขึ้นลูบผมสีดำโดยอัตโนมัติ มารู้ตัวว่าตนทำอะไรในที่สาธารณะเอาก็ตอนแฟนคลับหนุ่มน้อยอ้าปากหวอ เขาสบถลั่น

“รุคาว่า!

หากไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว น้อยคนจะรู้ความสัมพันธ์ของพวกเขา ต่อให้นอนหนุนตักหรือกอดก่ายกันเป็นประจำ รุคาว่ากับซากุรางิไม่เคยสวีทหวานอี๋อ๋อกันให้คนอื่นเห็น เดิมทีก็ไม่ใช่คนพูดจาหวานหูใส่กันหรือชอบแสดงออกประเจิดประเจ้ออยู่แล้ว เมื่ออยู่ในที่สาธารณะพวกเขายิ่งไม่มีการปฏิสัมพันธ์ในเชิงนั้นเลย ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าพกเขาคบหากันอย่างมิตรสหาย

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่รุคาว่าเข้ามากอดโดยมีคนไม่รู้จักรายล้อม ซากุรางิทั้งฉุนทั้งเขิน ทำตัวไม่ถูกในบัดดล

รุคาว่ามองผู้ชายตัวโตกำลังเลิ่กลั่กแล้วปลายหูเริ่มแดงตาม หากอยู่ในที่รโหฐานคงได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงให้หายหมั่นเขี้ยวสักยก ทว่าในเมื่อความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นและมีดวงตาคู่หนึ่งมองมาจนแทบถลนออกจากเบ้า รุคาว่าที่มีจิตสำนึกและไม่ได้หึงหวงจนหูหนวกตาบอดจึงกระซิบบางอย่างใส่หูแฟนหนุ่มเล็กน้อยก่อนผละออกไป

"ไอ้...!"

ซากุรางิกุมหูอย่างหวงแหน สีแดงอาบย้อมทั่วทั้งหน้า เขาอ้าปากพะงาบๆ มองตามหลังรุคาว่า อีกฝ่ายกลับไม่เหลียวหลัง เพียงยกมือขึ้นโบกส่งๆ ราวกับไล่ให้รีบจัดการธุระตรงหน้าให้เสร็จ

รุคาว่า คาเอเดะตระหนักได้แล้วว่าตนขาดไม่ได้ทั้งบาสเกตบอลและซากุรางิ ฮานามิจิ

เพื่อที่จะเก็บรักษาทั้งสองสิ่ง เขาเลือกปฏิบัติด้วยการละเลยสิ่งหนึ่งเพื่อให้ความสำคัญกับอีกสิ่งหนึ่งไม่ได้

 

สุดท้ายก็แยกจากแฟนคลับตัวน้อยโดยไม่ได้กอด ซากุรางิ ฮานามิจิยังคงหน้าแดงไม่หาย เสียงทุ้มพร่าอย่างจงใจยั่วเย้ายังดังก้องในหัว

คืนนี้เตรียมตัวไว้เลย

อดอยากสี่ห้าเดือนถึงกับทำให้กลายเป็นจิ้งจอกบ้ากามไปเลยเหรอ หรือจะเป็นแค่ช่วงนี้กันนะ?

ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าซากุรางิจะเคยชินกับด้านใหม่ของแฟนหนุ่ม

 

Talk

เป็นคู่ที่ชงโป๊ยากจริงๆ...