Fanfic Slam Dunk
ลอยโจน
Pairing: Mito Yohei x
Sakuragi Hanamichi
Rating: SFW
คติประจำใจของมิโตะ โยเฮคือไม่ทำโอที เขาไม่รักในการทำงาน
ดังนั้นจะไม่เสียเวลาชีวิตไปในออฟฟิศเกินกว่าเวลาทำงานที่บริษัทระบุ
ด้วยนิสัยมีความรับผิดชอบและเป็นคนมีความสามารถโดยพื้นฐาน
มิโตะจัดการงานในส่วนของตัวเองเสร็จภายในเวลาที่กำหนดอยู่เสมอ
นับแต่เริ่มทำงานมาเกือบสิบปีจึงไม่เคยอยู่ทำโอทีแม้แต่ครั้งเดียว
ต่อให้ถูกปรับเลื่อนตำแหน่งจนมีภาระงานเพิ่มขึ้นเขาก็ยังยึดมั่นในหลักการเดิม
แน่นอนว่ามีคนไม่ชอบวิธีการทำงานแบบนี้อยู่เหมือนกัน
“งานเร่งด่วนมันควบคุมไม่ได้สักหน่อย
เล่นไม่อ่านข้อความไม่รับโทรศัพท์เลยแบบนี้ คนที่โคงานด้วยก็ลำบากนะ”
ต่อให้มิโตะไม่เห็นด้วยเสียทีเดียว
เขายังผ่อนปรนในการช่วยตอบคำถามหรือเสนอความคิดเห็นนอกเวลาบ้าง
แต่จะไม่พาตัวเองเข้าไปทำงานเต็มตัวเด็ดขาด
มิโตะพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมกระบวนการทำงานในความรับผิดชอบของตนให้เสร็จอย่างเรียบร้อยภายในเวลาที่คิดไว้
เขาจึงไม่อยากให้ความพยายามเหล่านั้นสูญเปล่าด้วยการให้คนไม่มีวินัยคนอื่นมาชี้นิ้วหาว่าเขารักสบายแล้วยัดเยียดงานมาให้ทั้งที่เป็นฝ่ายนั้นไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการเวลาเอง
ถ้าสุดท้ายต้องโดนคนอื่นยัดเยียดงานให้ทำนอกเวลา เขาจะเร่งงานตัวเองไปเพื่ออะไร?
เพื่อทำแทนคนอื่นเนี่ยนะ?
อย่างไรก็ตาม สถิติไม่ทำโอทีของมิโตะมีลางต้องหยุดลงจนได้
“วิเคราะห์ข้อมูลผิดเหรอครับ?” ใบหน้ามิโตะหม่นครึ้ม
นี่ไม่ใช่งานของทีมเขา
บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ A มีบริการให้คำปรึกษาหลายรูปแบบ
มิโตะอยู่ทีม C อุตสาหกรรมที่ดูแลในปัจจุบันคือกลุ่มการเงินการธนาคาร
นอกจากติดตามข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์งบการเงินยังประสานงานทำวิจัยต่างๆ
เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้ลูกค้าด้วย
ส่วนงานที่วางอยู่ตรงหน้าเป็นของทีม F รับผิดชอบตามเทรนด์ตลาดแบบองค์รวมและเขียนบทความในนามบริษัทลงแพลตฟอร์มออนไลน์กับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างชื่อบริษัทให้เป็นที่รู้จัก
หัวข้อคราวนี้คือการวิเคราะห์ความสำเร็จของร้านอาหารท้องถิ่นรวมทั้งเสริมความรู้เกี่ยวกับจุดขายต่างๆ
และลักษณะเด่นของร้านอาหารประเภทนี้แก่คนทั่วไป
ปัญหาคือ...ดันไปเตรียมข้อมูลสำหรับอาหารจานด่วนเอาไว้
เท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่
และเดดไลน์คือภายในวันนี้...ก่อนเที่ยงคืน
“มันไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของผมนะครับ
และไม่ใช่หัวข้อที่ทีมผมถนัดด้วย” ต่อหน้าผู้จัดการอาวุโส
แม้มิโตะยังคงใช้ถ้อยคำสุภาพ ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงเย็นชาชนิดเก็บอาการไม่อยู่
มือที่ถูกโต๊ะทำงานบดบังไว้กำแน่นจนขึ้นข้อขาว
เขาโมโหสุดๆ
ขณะนี้เวลา 11.48 น.
และมิโตะแจ้งลางานช่วงบ่ายไว้ตั้งแต่เดือนก่อน
ผู้จัดการอาวุโสทาโอกะเผยสีหน้าลำบากใจ แม้มิโตะ
โยเฮเป็นหัวหน้าทีมและขึ้นตรงต่อตน ทว่าโดยตำแหน่งแล้วเขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
จากความรับผิดชอบของอีกฝ่าย งานด่วนชิ้นนี้ค่อนข้างตึงมือจริงๆ
“จากงานที่เหลืออยู่ มีแต่ทีม C ที่แบ่งคนกับเวลามาช่วยทีม F ได้ งานที่เผยแพร่สู่สาธารณะแบบนี้เราทำชุ่ยๆ ไม่ได้ และคนของทีม F ตอนนี้ไม่พอจริงๆ”
“ทีม F ไม่ได้มีแค่คนสองคน
ทำไมถึงพากันพลาดตั้งแต่หัวข้อจนมาถึงขั้นนี้ได้ล่ะครับ”
ประกายในดวงตาของมิโตะหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะรู้สึกได้ว่าตนคงไม่อาจปัดความรับผิดชอบ
ดังนั้นจึงระบายสิ่งที่ขุ่นข้องออกมาอย่างเปิดเผย
“ทีมของผมมีความสามารถจนจัดการงานได้เร็วกว่าทีมอื่นเป็นเหตุผลให้ต้องทำงานมากกว่าคนอื่นด้วยงั้นเหรอครับ?
เหมือนคุณสนับสนุนให้ปล่อยคนไม่ทำงานไว้แล้วโยนงานของคนไม่ได้ความไปให้คนเก่งๆ
ทำเลยนะครับ”
ทาโอกะอบรบทีม F ไปแล้วยกใหญ่
แต่เขาก็ยังต้องเป็นหนังหน้าไฟเมื่อถึงคราวแบ่งงานอยู่ดี
นี่เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของหัวหน้าคน...ต้องรับแรงกระแทกทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง
ชายวัยกลางคนได้แต่ประนีประนอมไปว่า
“ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มประวัติการทำงานไว้เลื่อนขั้นเถอะนะ”
“วิธีเลื่อนขั้นที่เร็วที่สุดคือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ครับ”
“...” มันไม่ลดราวาศอกเลยวุ้ย
มิโตะ โยเฮนั้น
แม้เคยมีข่าวลือว่าสมัยเรียนมัธยมเป็นเด็กเกเร
มีเรื่องต่อยตีไม่เว้นวันและมีผลการเรียนชวนกุมขมับอันเป็นที่ประจักษ์ แต่จู่ๆ
นับจากช่วงมัธยมปลายก็เอาการเอางานเป็นคนละคน ในที่ทำงานเอง แม้จะเข้าถึงยากนิดๆ
หากก็ยิ้มแย้มเป็นมิตรอยู่เสมอ มิโตะมักทำใจสบายๆ
รับมือทุกสถานการณ์อย่างไม่เคร่งเครียด
การแสดงออกของเขาพลอยทำให้คนอื่นคลายความวิตกกังวลไปด้วย นับว่าเป็นคนที่ร่วมงานด้วยง่ายคนหนึ่ง
ขอเพียงไม่ล้ำเส้น มิโตะมักรับฟังอย่างใจกว้าง
ที่แล้วมาทาโอกะคอยจับตาดูและรับมือลูกน้องคนนี้อย่างระมัดระวัง...ไม่ชอบทำโอทีใช่มั้ย
งั้นหลีกเลี่ยงการเพิ่มงานนอกเหนือหน้าที่ให้ทีมนี้ก็ได้...
แต่ครั้งนี้ทาโอกะเลี่ยงไม่ได้ ตอนตัดสินใจเลือกทีม C มาช่วยงาน
ทาโอกะยังมองโลกในแง่ดีว่าเพิ่งให้ทำโอทีครั้งแรกคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง มิโตะ
โยเฮเป็นคนรู้ความนี่นา
...ดันยัวะจัดเลยแฮะ
โดนลูกน้องโมโหกลับ หัวหน้ารู้สึกเสียศักดิ์ศรีหน่อยๆ
จนพานโกรธไปด้วย
ต่อให้เป็นเพราะความสะเพร่าแต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องกอดคอช่วยกันรอดไปให้ได้ก่อนสิ
สุดท้ายแผนลางานครึ่งวันก็เป็นหมัน
ทีม C ซึ่งมีกันอยู่
5 คนรวมหัวหน้าทีมเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน มิโตะปล่อยสองคนให้สานต่องานเดิมและดึงตัวอีกสองคนที่เหลือมาช่วยงานด่วน
“ร่างนี้นานๆ จะได้เห็นนะ ดูไว้เป็นบุญตา”
ขณะย้ายสำมะโนครัวไปห้องประชุมเพื่อแบ่งงานกับทีม F รุ่นพี่ทีม C กระซิบบอกน้องใหม่ประจำทีมที่เพิ่งทำงานได้ 5 เดือน
นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายเห็นมิโตะโหมดไร้รอยยิ้ม แววตาเย็นเยียบ
ถึงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ...เมื่อเช้ายังเป็นหนุ่มอบอุ่นอ่อนโยนแท้ๆ
หน้าตาเดียวกันทำไมต่างกันได้ขนาดนี้ เป็นนักแสดงหรือไงเนี่ย!
มิโตะ
โยเฮผู้เป็นหัวหน้าซ่อนความเข้มงวดภายใต้รอยยิ้มไร้พิษสง เขามักจะยิ้มน้อยๆ
อย่างเป็นมิตรทว่าอ่านใจจริงยากเย็นยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม
หัวหน้าเป็นคนที่ทำงานด้วยง่ายเพราะเป็นคนยุติธรรมและมีเหตุผล
พวกเขาเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกันอยู่แล้ว ไม่ได้จำเป็นต้องเข้าใจลักษณะนิสัยกันถึงแก่น
ขอแค่ทำงานด้วยอย่างสบายใจก็เกินพอ
“คือว่า...คุณมิโตะเขาเกลียดโอทีขนาดนั้นเลยเหรอคะ...”
“วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของหัวหน้าเขาน่ะ”
“อ๋า มิน่าล่ะ...”
หัวหน้าทีมของพวกเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ
แถมเคยรับสายที่คาดว่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนในเวลางาน
ตอนได้ยินหัวหน้าผู้เป็นมิตรแต่เข้าถึงยากพูดคุยเสียงอ่อนหวาน คนที่ได้ยินกับหูถึงกับขนลุกซู่
ทว่าพร้อมกันนั้นก็บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าคุณภรรยาเป็นคนแบบไหนกันนะ? ทว่า กระทั่งรูปตัวเองมิโตะ
โยเฮยังไม่เคยโพสผ่านโซเชียลมีเดีย ต่อให้พยายามขุดหาก็ไม่มีแววพบเจอหน้าตาภรรยาผู้ลึกลับ
เพื่อนร่วมงานได้แต่จินตนาการกันเอาเอง บ้างก็เดาว่าเป็นคนใจยักษ์ชอบควบคุมถึงไม่ยอมให้สามีออกจากบ้าน
บ้างก็ว่าเป็นคนมีเสน่ห์สุดๆ จนสามีไม่ออกนอกลู่นอกทาง
โซนโต๊ะทำงานของทีม F ฮานางาตะ โทรุ หัวหน้าทีมผู้มีตำแหน่งงานเดียวกับมิโตะออกมารับหน้า
สีหน้าของเขาจืดเจื่อนมากเพราะความผิดพลาดของลูกน้อง
แถมตัวเองยังบกพร่องละเลยจนมารู้ตัวตอนเกือบสายเกินแก้
“ขอบใจนะ มิโตะคุง รบกวนด้วย”
“...”
แม้แต่คำตอบรับตามมารยาทอย่าง ‘ไม่เป็นไรครับ’ หรือ ‘ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ครับ’ ก็ไม่ตอบแล้วเหรอ? เหล่าผู้น้อยทีม C ลอบมองแผ่นหลังหัวหน้าตัวเองด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ
ยังไงหัวหน้าของพวกตนก็เป็นผู้ใหญ่ที่แยกแยะได้และเป็นมืออาชีพ
คงไว้หน้ากันบ้างแหละน่า
อึดใจใหญ่ ในที่สุดมิโตะ โยเฮค่อยตอบรับความหวังของลูกน้องด้วยการเอ่ยเสียงเบาว่า
“รีบจัดการงานตรงนี้กันให้เรียบร้อยเถอะครับ”
เมื่อวานมิโตะวางแผนไว้ดิบดี ถามคนรักว่าอยากกินอะไร
จากนั้นลิสรายการของที่ต้องเตรียม
ตั้งใจว่าจะออกไปซื้อวัตถุดิบวันนี้แล้วกลับไปทำมื้อใหญ่ฉลองกันสองคนอย่างหวานชื่น
ไม่น่าห่วงงานเลย
รู้งี้ลาทั้งวันเสียแต่แรกก็ดี
นี่เป็นครั้งแรกที่มิโตะละเลยวันครบรอบแม้เป็นเหตุสุดวิสัยก็ตาม
พังหมด
เพราะโทรศัพท์สายไม่ว่างจึงส่งข้อความไปบอกว่าติดงานด่วนกะทันหัน
คงกลับไปฉลองด้วยกันไม่ทัน ปรากฏว่าข้อความตอบกลับหลังจากนั้นมีแค่ ‘สู้ๆ’ แสนห้วนสั้นซึ่งชวนให้กังวลใจอย่างมาก
มิโตะที่ส่งข้อความไปยืดยาวแต่ยังรู้สึกว่าระบายความในใจได้ไม่ดีพออยากจะตรงดิ่งกลับบ้านเป็นที่สุด
แต่กว่าจะเหยียบถึงธรณีประตูก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนครึ่ง
“ฮานามิจิ!”
เมื่อเห็นไฟในบ้านสว่างโร่ พอดับเครื่องรถยนต์
มิโตะรีบร้อนเข้าไปด้านใน คนรักตัวโตนั่งจ๋องอยู่บนโซฟา
โทรทัศน์ฉายการแข่งขันบาสลีกต่างประเทศ
บนโต๊ะกระจกมีกล่องพิซซ่าเปล่าสองกล่องกับน้ำอัดลมขวดลิตรที่เหลืออยู่ครึ่งขวด
“โยเฮ กลับมาแล้วเหรอ”
“กลับมาแล้ว ขอโทษนะฮานามิจิ”
มองเห็นสีหน้าเศร้าซึมของคนรักแล้วปวดใจอย่างมาก
โยเฮเข้าไปกอดโอ๋ก่อนเป็นอันดับแรก นึกในใจว่าวันนี้ไม่ควรได้กินพิซซ่าแท้ๆ...
ของสดในบ้านมิโตะเป็นคนคอยดูแล เนื่องจากวันนี้ตั้งใจออกไปซื้อของจึงจัดการใช้ของสดที่เหลือไปจนเกือบหมด
ดูเหมือนแรกสุดซากุรางิจะพยายามทำอาหารเอง แต่เพราะในตู้เย็นแทบไม่มีอะไรที่ใช้ได้เลย
สุดท้ายจึงจบด้วยการหุงข้าวกินกับผงโรยข้าว...ส่วนที่สั่งพิซซ่าเป็นเพราะดันหิวขึ้นมาอีก
พอมิโตะบอกว่างั้นออกไปซื้อของกินก็ได้นี่...
“วันนี้วันครบรอบแต่งงานนะ
เกิดโยเฮกลับมาตอนฉันไม่อยู่จะทำยังไงล่ะ ฉันต้องกอดต้อนรับกลับบ้านตรงหน้าประตูสิ!”
น่าร้ากกกกกกกกก
มิโตะกุมหน้าอก ใจสั่นอย่างรุนแรง ไม่ได้สนใจว่าเอาเข้าจริงก็มัวแต่ดูบาสจนไม่ได้ออกมารับหน้าประตูอยู่ดี
“จริงด้วยสิ...คือว่านะ โยเฮ”
มือที่โอบวางไว้บนหลังตีแปะๆ เป็นเชิงเรียกว่า ‘สนใจหน่อยๆ’
มิโตะถูแก้มกับผมสีแดง กอดแน่นพลางเอ่ยถามอย่างเอาอกเอาใจ
“อะไรเหรอ ฮานามิจิ”
“ฉันทำแก้วแตกไปสองใบแหละ”
“...” มิโตะยิ้มค้าง...ที่นั่งซึมเป็นเพราะเรื่องนี้หรอกเหรอ
กระนั้นยังคงปลอบว่า “แก้วน่ะไม่เป็นไรหรอก ฮานามิจิไม่บาดเจ็บก็ดีแล้วล่ะ”
จากนั้นหูได้ยินเสียงหัวเราะแหะๆ
แขนที่โอบรอบตนก็กระชับแน่นขึ้น...เหมือนผู้ก่อเหตุจะโล่งใจที่ไม่โดนดุ
น่าร้ากกกกกกกกก
มิโตะกอดรัดและจูบใบหน้าในอ้อมกอดไปหลายที
ซากุรางิ ฮานามิจิเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลอาชีพในสโมสรญี่ปุ่น
ปัจจุบันอยู่ระหว่างพักผ่อน แต่เซ็นสัญญาเตรียมไปลงเล่นที่สเปนเรียบร้อยแล้ว
มิโตะเองก็จะย้ายตามคนรักไปด้วย
ดีล่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...ส่งซองขาวเลยดีกว่า
“เอ๊ะ พรุ่งนี้ ไม่สิ วันนี้ไปทำงานด้วยเหรอ?”
เมื่อได้ยินมิโตะบอกว่าจะเตรียมตัวลาออก ซากุรางิ
ฮานามิจิกระพริบดวงตาใสแจ๋วถามซื่อๆ พาดคางไว้บนบ่าเปลือย
มองผ่านไหล่ลงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอีกคนกำลังทำอะไร วงจรความคิดของเขาเรียบง่ายมาก...ไม่ใช่ว่าไม่ได้หยุดวันนี้เลยจะเลื่อนเป็นหยุดวันพรุ่งนี้หรอกเหรอ?
มิโตะไล่นิ้วไปตามแนวคางบนไหล่
เมื่อควานหาใบหูเจอก็เกาหูคนรักที่ติดตนแจเบาๆ คล้อยตามอย่างไร้จุดยืนว่าใช่แล้ว...วันนี้ตนควรใช้เวลาสวีทหวานชดเชยที่เมื่อวานทิ้งให้ฮานามิจิต้องรอสิ
พอได้จิบไวน์พร้อมแช่อ่างกับคนรัก มิโตะ
โยเฮอารมณ์ดีขึ้นมาก วงจรความคิดก็ละลายไปหมดหลังร่วมรัก แม้จะปาเข้าไปตีสามแล้ว
กลับไม่ง่วงนอนเท่าไร
“แต่ถ้าแจ้งลาออกเร็วก็จะออกได้เร็วขึ้นใช่รึเปล่า?” ซากุรางิถูไถใบหน้าเข้ากับมืออุ่นๆ
อากัปกริยาเชื่องเชื่อเป็นที่สุด ติดจะออดอ้อนเล็กน้อย
เจออย่างนี้ มิโตะเปลี่ยนใจอย่างไร้จุดยืนอีกครั้ง...โอเค รีบไปยื่นซองเช้านี้นี่แหละ
เวลามีผลจะได้เร็วขึ้นอีกสักวันแล้วได้มาอยู่กับฮานามิจิเร็วๆ
ส่วนเรื่องฉลองวันครบรอบค่อยเลื่อนไปเป็นวันหยุดสัปดาห์นี้แทน
จะทำของอร่อยให้เยอะๆ เลย
ระหว่างดันหลังให้คนรักเข้านอนก่อน
สมองมิโตะคำนวณวันลาออกอย่างฉับไว คิดจะนำวันลาพักร้อนที่เหลือทั้งหมดมาใช้ด้วย
หลังแจ้งเรื่องลาออก กว่าจะมีผลต้องรอ 30 วัน
หากนำวันลาทั้งหมดกับวันหยุดสุดสัปดาห์มาหักลบเท่ากับเวลาที่ต้องเข้าออฟฟิศเหลืออยู่ราว
2 สัปดาห์เท่านั้น
นับจากซากุรางิตัดสินใจเซ็นสัญญาใหม่
เป็นที่แน่นอนว่าต้องไปอาศัยอยู่ต่างประเทศระยะยาว
มิโตะคิดเรื่องลาออกจากงานปัจจุบันตั้งแต่ตอนนั้น
แต่คิดเรื่องการแบ่งงานไว้เพียงคร่าวๆ ยังไม่ได้จัดแจงอย่างจริงจังนัก
“โยเฮไม่นอนเหรอ ต้องไปทำงานอีกไม่ใช่เหรอ?”
เนื่องจากคนที่ควรนอนไม่เพียงนั่งพิงหัวเตียง
ยังหยิบแลปทอปขึ้นมาเปิดเครื่อง ซากุรางิผลุบดวงตาออกมานอกผ้าห่ม
เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ มิโตะหัวเราะแกนๆ ถามว่าแสงเข้าตาเหรอ
เดี๋ยวจะลุกไปนั่งทำที่โต๊ะแทนนะ ทว่ามือที่ยกขึ้นมาลูบเปลือกตาถูกดึงไปกอดไว้
ซากุรางิมองตา ถามซ้ำว่า “ไม่นอนเหรอ”
ข้างขมับคนถูกถามมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา ตอบอ้อมแอ้ม
“คือว่า...ถ้าเหลือวันเข้าไปทำงานแค่นี้จะเหมือนลาออกปุบปับมั้ยน้า
คิดเรื่องแบ่งงานให้คนที่เหลือไว้น่าจะดีกว่าน้า...อะไรประมาณนั้น...”
“ไอ้ประโยคคำถามว่า ‘ระหว่างฉันกับงานอะไรสำคัญกว่ากัน?’ ควรใช้ในเวลาแบบนี้สินะ นี่ไง ภรรยาบ้านนี้ละเลยสามีนะเนี่ย”
ขณะโอดว่าไม่จริงสักหน่อย ใต้ผ้าห่มพลันเกิดการเคลื่อนไหว
ซากุรางิถดตัวเข้ามาแนบชิด
มือข้างที่ไม่ได้กอดมือของมิโตะวางแหมะลงบนพื้นที่อันตราย
มิโตะหน้าเปลี่ยนสีทันควัน
“อย่างน้อยถ้าจะไม่นอนก็ควรทำฉันมากกว่าทำงานสิ”
เสียงกางเกงผ้าซาตินถูกเสียดสีไม่ได้ดังชัดเพราะเป็นการแตะต้องอย่างนุ่มนวลทั้งยังมีผ้าห่มผืนหนาช่วยกั้นเสียง
ทว่าประสาทสัมผัสของการถูกหยอกล้อนั้นเป็นของจริง
ซากุรางิมองปลายนิ้วแดงก่ำ แลบลิ้นเลียเบาๆ ก่อนช้อนตามอง
เลิกคิ้วถามยิ้มๆ อีกครั้งว่า “ไม่นอนจริงเหรอ?”
“แบบนั้น แทนที่จะได้นอน มันจะตื่นเอานะครับ คุณฮานามิจิ”
มิโตะปิดหน้าคร่ำครวญ
เสียงหัวเราะชอบใจดังลั่น สุดท้ายคนเอาการเอางานคนหนึ่งก็พ่ายแพ้และยอมปิดตาพักผ่อนแต่โดยดี
เช้าวันศุกร์ ณ ออฟฟิศบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ A สมาชิกทีม C 4 คนพากันอ้าปากเป็นปลาทอง
“ลาออกเหรอ?!”
หัวหน้าทีมพวกเขา...โดนบังคับทำโอทีวันเดียว
วันถัดมาก็ประกาศลาออกเลยงั้นเหรอ!
แต่ที่ปฏิกิริยาหนักกว่าคือผู้จัดการอาวุโสทาโอกะ
“ลาออกเหรอออออออ?!!!!!”
แม้มิโตะเอ่ยขอเวลาพูดคุยตามลำพัง
แต่เพราะภาระงานค้างทำให้ทาโอกะไม่อยากลุกจากโต๊ะทำงาน
ผลคือเมื่อได้ยินความประสงค์ของลูกน้อง เขาถึงกับแหกปากลั่นจนได้ยินแทบทั้งออฟฟิศ
มิโตะยังคงรักษารอยยิ้มอย่างมืออาชีพไว้ได้ก็จริง
แต่เริ่มอายกับสายตาคนมองนิดหน่อยแล้ว เขาปิดปากกระแอมเบาๆ
“เบาเสียงหน่อยดีมั้ยครับ?”
“เพราะเมื่อวานโดนใช้งานกะทันหันเรอะ
แต่มันก็ต้องมีเหตุสุดวิสัยกันบ้างสิ!”
ที่แล้วมามิโตะมีความรับผิดชอบดีเยี่ยมและทำงานสำเร็จเรียบร้อยภายในเวลาที่กำหนดมาตลอด
ในแง่ของการรักษาเวลาแล้ว ถือว่าบริหารจัดการได้โดดเด่นกว่าทีมอื่นๆ
การวิเคราะห์ต่างๆ ก็กลั่นกรองอย่างละเอียดและมีไอเดียน่าสนใจ
เป็นคนเอาจริงเอาจังในการกลับบ้านมากแต่ก็ไม่ย่อหย่อนในหน้าที่
ทาโอกะตั้งใจโปรโมทอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้หนีไปอยู่บริษัทอื่น ใครจะนึกว่า...
ทาโอกะบอกว่าขอคุยอีกนิดซิแล้วเดินนวดขมับไปนั่งในห้องรับแขกขนาดเล็ก
“ตัดสินใจปุบปับแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ที่ทำงานใหม่ใช่ไหม
ลองคิดใหม่เถอะ”
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ”
คนรักของเขาวันๆ ขลุกอยู่แต่กับลูกบอล ว่างจากเวลาแข่งหากไม่ซ้อมก็พักร่างกาย
ไม่มีงานอดิเรกอื่น รายได้ไม่ว่าจากการเป็นนักกีฬาหรือพรีเซนเตอร์ นอกจากตอนซื้อบ้านก็แทบไม่ใช้อะไรมิโตะจึงนำไปลงทุนให้งอกเงย
ว่ากันตามจริงแล้วต่อให้เขาไม่ทำงานก็มีกินมีใช้สบายๆ
แต่มิโตะรู้สึกว่าการทำงานช่วยเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
แม้เงินเดือนเทียบกับรายรับคนรักไม่ได้เขาก็ไม่อยากนั่งๆ นอนๆ เป็นพ่อบ้านอยู่ดี
อีกอย่าง...
ฮานามิจิชอบเชิ้ตขาวกับกางเกงสแลกด้วย
บอกว่าดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ...
ถึงจะใส่ตอนอยู่บ้านได้ก็เถอะ
ความรู้สึกมันต่างจากตอนใส่ทำงานนี่นา
“แสดงว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานจริงๆ สินะ
ทำงานเสร็จตามเวลาไม่ต้องอยู่โอเป็นเรื่องดีต่อบริษัท
ฉันไม่ได้จะติติงหรือโทษนายหรอก เรื่องงานโอเวอร์โหลดคราวหน้าฉันจะคอยดูให้”
สีหน้าของชายวัยกลางคนทำให้คนมองเจ็บมโนธรรมนิดหน่อย
แม้รู้สึกว่าไม่ได้มีความจำเป็นต้องแจกแจงเหตุผลในการลาออกมากมายนัก
แต่มิโตะคิดว่าตนพูดเสริมสักนิดไม่ได้เสียหายอะไรจึงบอกกล่าวตามตรง
“ผมคิดเรื่องลาออกมาสักพักแล้วล่ะครับ พอดีจะย้ายไปต่างประเทศยาว
แค่ถือโอกาสนี้แจ้งลาออกเท่านั้นเอง”
“ต่างประเทศ? ไม่ใช่ว่าลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่แล้วเหรอ
ก็นายบอกว่าแต่งงานแล้วนี่ หรือว่าจะย้ายกันไปหมด” คนฟังตกใจอย่างยิ่ง
ในบรรดาความเป็นไปได้ต่างๆ ไม่เคยคิดเรื่องไปต่างประเทศอยู่เลย
มิโตะยิ้มบาง “เป็นผมเองที่ย้ายตามสามีน่ะ”
“สามีเรอะ?!”
ผู้จัดการอาวุโสทาโอกะเจอเรื่องชวนตะลึงซ้ำๆ
จนสมองช็อตไปเรียบร้อย
คนรักผู้ลึกลับของมิโตะ โยเฮเป็นใคร เหล่าชาวบ้านผู้อยากรู้อยากเห็นในออฟฟิศได้เจอตัวจริงในวันทำงานวันสุดท้ายของเจ้าตัว
ส่วนใหญ่ตกตะลึงที่คนรักของมิโตะเป็นผู้ชายท่าทางน่ากลัว ส่วนคนที่สนใจในแวดวงกีฬาแม้ตกตะลึงเช่นกัน
แต่เป็นความรู้สึกที่ต่างออกไปเล็กน้อย ตอนที่เห็นชายหนุ่มผมแดงร่างสูงใหญ่ลงจากรถมารับคนรักอย่างสนิทชิดเชื้อ
หลายคนตั้งท่าจะโดดเข้าไปขอลายเซ็นตามสัญชาตญาณ แต่มีอันต้องผงะเมื่อเจอสายตาเย็นชาสุดขีดกับออร่าดำทะมึนอันน่าสะพรึงกลัวของอดีตผู้ช่วยผู้จัดการหน้ายิ้ม
สรุปแล้ว การลาออกของมิโตะ โยเฮเป็นการลาออกที่สร้างแรงกระแทกหนักหน่วงและน่าจดจำในประวัติศาสตร์ของบริษัทเชียวล่ะ
Talk
รุคาว่า : ออกมา *เลี้ยงลูกบาส*
รุคาว่า : เรามีเรื่องต้องคุยกัน
*เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้น*
รุคาว่า : ที่บอกว่าเป็นรุฮานะเลือดบริสุทธิ์
ที่จริงแล้วมันหมายถึงอะไร *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้นอีก*
รุคาว่า : ทำไมทีฉันมีแต่เนื้อหาเลิกราไม่ลงรอย
ส่วนไอ้หมอนี่ชีวิตดีตลอด นี่ก็ชีวิตคู่สุขีสุดๆ *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้นมากๆ*
รุคาว่า : ออก มา ยัย คน ทรยศ (ꐦ𝅒_𝅒)
No comments:
Post a Comment