Wednesday, 7 June 2023

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; NoCP] OS combination

Fanfic Jujutsu Kaisen

OS


 

Pairing: No CP (1st year trio as Center)

Rating:   SFW




1. คุกิซาคิ โนบาระ : เรื่องละเอียดอ่อน

ระหว่างนั่งทานอาหารหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพราะเห็นคุกิซาคิ โนบาระตักข้าวอย่างขยันขันแข็ง แก้มป่องปานหนูแฮมสเตอร์ ฟุชิงุโระซึ่งเริ่มอิ่มเปรยออกไปโดยไม่ได้คิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งนักว่า

“เธออ้วนขึ้นหรือเปล่าน่ะ?”

              “...”

              คุกิซาคิหยุดมือทันควัน

              การหยุดชะงักนี้ไม่ใช่การแสดงออกพิสดารแต่ประการใด ทว่ากลับเกิดบรรรยากาศกดดันหนักหน่วงขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

              “ฉันไปนั่งอยู่บนหัวนายเหรอถึงได้รู้สึกว่าตัวอ้วนขึ้นน่ะ?”

              “...”

              หลังเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ดวงตาสีอ่อนของคุกิซาคิหลุบมองคัตสึด้งจัมโบ้ไซส์ที่หน้ามืดสั่งด้วยความหิวของตน ก้นชามมองเห็นเม็ดข้าวสีขาวกับเศษซากอารยธรรมของไข่นุ่มนิ่ม สามารถใช้ช้อนกวาดหมดจดได้ในคำเดียว จากนั้นย้ายสายตาไปมองทงคตสึมิโสะราเมงเพิ่มขิงที่เหลือกว่าครึ่งของคนปากไม่มีหูรูด

              รังสีสังหารแผ่ออกมาทิ่มแทงเพื่อนร่วมโต๊ะดั่งเม่นพองขน

              ฟุชิงุโระ เมงุมิไม่ใช่คนโง่ทึ่ม ตอนนี้รู้สึกตัวแล้วว่าเลือกหัวข้อสนทนาผิดไป กระนั้น หากพลิกลิ้นเอาจังหวะนี้จะดูเป็นคนปลิ้นปล้อนไหมนะ นี่เขาควรจะพูดอะไรออกไปเพื่อรักษาความสงบระหว่างมื้ออาหารดี?

              ระหว่างที่เด็กหนุ่มผมดำกำลังใช้ความคิด สาวน้อยเพียงผู้เดียวประจำโต๊ะกำลังใช้อารมณ์และสัญชาตญาณ พลังงานบางอย่างจากภายในที่เอ่อล้นออกมาทำให้ปลายผมสั้นสีน้ำตาลปลิวไสวและค่อยๆ ยกตัวขึ้นประหนึ่งเกิดไฟฟ้าสถิต

“ไอ้...”

              “ฉันว่าคุกิซาคิตัวเบาออกนะ”

              พลังงานปริศนาถูกปัดเป่าด้วยความเห็นสั้นๆ จากอิตาโดริ ยูจิ

ข้างมือของอิตาโดริมีชามและจานเปล่าอย่างละใบ ตรงหน้ามีข้าวหน้าเทมปุระรวม บัดนี้กำลังคีบกุ้งเทมปุระที่เหลือครึ่งตัว ระหว่างพูดก็พิจารณาเพื่อนสาวที่นั่งข้างๆ ไปด้วย แม้เป็นการกระทำที่ไม่ได้ผ่านการคิดคำนึงถึงจิตใจอันละเอียดซับซ้อนของหญิงสาววัยแรกแย้ม ผลลัพธ์กลับต่างจากการแสดงความคิดเห็นของฟุชิงุโระหน้ามือเป็นหลังเท้า โดยเฉพาะเมื่อขยายความด้วยประโยคถัดมา

              “วันก่อนฉันอุ้มคุกิซาคิระหว่างทำภารกิจ ตัวเบาจะตาย ไม่เห็นรู้สึกว่าน้ำหนักเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้เลย”

              สีหน้าผู้ฟังคนหนึ่งแช่มชื่น “ใช่ไหมล่ะ!

ส่วนอีกคนฝั่งตรงข้ามทำหน้าปั้นยาก “...”

ฟุชิงุโระเคยเห็นอิตาโดริยกรถยนต์ทั้งคันลอยจากพื้นด้วยตาตัวเอง

เมื่อดูจากการที่สามารถยกรถยนต์ขนาดกลางน้ำหนักเฉลี่ยราว 1.7 ตันขึ้นมาได้สบายๆ แล้ว แม้แต่รถ SUV ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 2.8 ตันก็มีความเป็นไปได้ที่อิตาโดริสามารถจะยกขึ้นมาได้เช่นกัน มาตรฐานร่างกายบิดเบี้ยวผิดมนุษย์มนาอย่างนี้อาจจะแยกความแตกต่างระหว่างน้ำหนักของสาวน้อยคนหนึ่งกับน้ำหนักของนักซูโม่คนหนึ่งแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่พูดออกไปไม่เป็นผลดี

ดังนั้นฟุชิงุโระจึงเก็บมันไว้ให้เป็นเพียงความคิดต่อไป

 

 

2. ฟุชิงุโระ เมงุมิ : เวลาว่าง

              วันหยุดประจำสัปดาห์นี้ คุกิซาคิผู้หลงระเริงไปกับแสงสีแห่งเมืองหลวงออกไปช็อปปิ้งตามเคย อิตาโดริไปเป็นแรงงานทาสให้เพื่อนสาวมาหลายครั้งแล้ว รอบนี้เขาไม่นึกอยากกินอะไรในเมืองเป็นพิเศษจึงไม่ได้ติดสอยห้อยตามเจ้าหล่อนไป คิดว่าจะนั่งๆ นอนๆ หาอะไรทำอยู่ละแวกห้องพัก

              แต่แล้วตอนออกมารับแดดยามสายกลับพบสารพัดสัตว์บริเวณลานดิน

              “เอ๊ะ?”

              ภาพตรงหน้าน่าตื่นตาเกินไปจนสมองลัดวงจร

              ต่อเมื่อเข้าไปใกล้แล้วเขม้นมองให้ดีค่อยพบว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้แท้จริงล้วนเป็นชิคิงามิของฟุชิงุโระ

              อิตาโดริฝ่าดงกระต่ายหลบหนีและสัตว์อื่นเข้าไป พบเพื่อนร่วมชั้นในชุดไปรเวทพับแขนเสื้อและขากางเกงกำลังใช้แปรงขัดตัวให้ช้าง นอกจากเจ้ากบเขียดตัวเขียวๆ กามะที่ช่วยจับสายยางฉีดน้ำ เหนือศีรษะขึ้นไปยังมีนูเอะช่วยส่งขวดแชมพูและหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ด้วยกรงเล็บ สุนัขศักดิ์สิทธิ์นอนกระดิกหางอยู่ไม่ไกล กำลังจดจ้องเจ้านายด้วยดวงตาแฝงความคาดหวัง น่าจะกำลังรอคิวอาบน้ำ

              ถึงแม้จะรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยาจากเหล่าสัตว์เล็กใหญ่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด...สัตว์พวกนี้จำเป็นต้องอาบน้ำขัดตัวด้วยเหรอ?

              ฟุชิงุโระย่อมสังเกตเห็นอิตาโดริที่ยืนงงงวยในทันที

              “มีอะไร?”

              อิตาโดรินั่งลงกอดสุนัขศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยให้กระต่ายกระโจนขึ้นมาแย่งพื้นที่บนตัก ลูบขนไปถามด้วยความสงสัยไป “ตอนออกไปสู้เห็นว่ามันบาดเจ็บหรือสกปรกเลอะเทอะบ้างก็จริง แต่มันไม่ใช่สัตว์ทั่วไปไม่ใช่เหรอ ฉันนึกว่าไม่ต้องอาบน้ำให้ซะอีก”

              ฟุชิงุโระใช้เวลาคิดไม่นาน เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่ถามกลับ

              “ระหว่างของอร่อยกับไม่อร่อย ถ้าต้องเลือก นายจะกินอย่างไหน?”

              “ต้องเป็นของอร่อยสิ!

              “ในเมื่อกินแล้วอิ่มเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องกินของอร่อยก็ได้นี่”

              “แต่กินของอร่อยมันดีกว่านี่นา เป็นความรู้สึกถูกเติมเต็มรูปแบบหนึ่งน่ะ”

              ฟุชิงุโระบุ้ยใบ้ไปทางชิคิงามิของตน ตอบกลับง่ายๆ ว่า เจ้าพวกนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ

              ดังนั้นวันหยุดในคราวนี้ อิตาโดริที่ไม่ได้ไปเป็นแรงงานทาสหิ้วถุงช็อปปิ้งให้คุกิซาคิจึงมาเป็นแรงงานทาสช่วยฟุชิงุโระอาบน้ำแปรงขนสรรพสัตว์ทั้งหลายแทน

             


3. อิตาโดริ ยูจิ : ความสามารถพิเศษ

              คุกิซาคิมั่นใจว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญ

              เป็นไปไม่ได้ที่อิตาโดริจะชนะเกมบันไดงูสามครั้งติด พอเปลี่ยนมาเล่นเกมเศรษฐีเพื่อหนีจากการแพ้ต่อเนื่อง เจ้านั่นยังยึดครองที่ดินและมีเงินในมืออู้ฟู่กว่าคนอื่น จากสีหน้าท่าทาง ฟุชิงุโระก็คงคิดไม่ต่างกัน คิ้วขมวดจนแทบผูกโบเพราะเสียทรัพย์ซ้ำซากแทบทุกครั้งที่ทอยเต๋า

              ในทางกลับกัน...

              “1...2...3...4 โอเค ลงฮาวาย ฉันซื้อคอนโดเพิ่ม!

              ที่ดินทุกช่องของอิตาโดริมีสิ่งปลูกสร้างชวนให้หนาวสันหลัง ขูดรีดคุกิซาคิกับฟุชิงุโระจนต้องขายบ้านขายที่ดิน สถานการณ์ตอนนี้คือมีคนหนึ่งรวยเอาๆ ส่วนอีกสองค่อยๆ กลายเป็นยาจก

              “ลองเปลี่ยนมาใช้ลูกเต๋าสองลูกมั้ย?” ฟุชิงุโระเสนอ

              ทว่าต่อให้ปรับเปลี่ยนการเล่น เศรษฐีของกระดานนี้ก็ยังเอาแต่รับทรัพย์ไม่ผิดจากเดิมสักนิด

              จะบอกว่าดวงดีก็ไม่ใช่เพราะเมื่อเจอกล่องสุ่ม อิตาโดริยังจับได้บัตรที่ทำให้ต้องจ่ายเงินบ้างไม่ว่าจะเป็น ถูกหวยแดก ขาดทุนจากการซื้อหุ้นและอื่นๆ มีทั้งได้ทั้งเสียปะปนกันไป

              ที่ไม่พลาดเลยเห็นจะมีแต่การทอยเต๋า

              แต้มที่ออกมันเหมาะเหม็งเกินเหตุ จะทอยด้วยลูกเต๋าลูกเดียวหรือสองลูกตามที่ฟุชิงุโระบอกให้เพิ่มก็ยังได้ตัวเลขที่เหมือนกับถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เห็นได้ชัดว่า...

              “นายทอยลูกเต๋าแม่นสินะ”

              อิตาโดริกะพริบตาสองครั้ง เผยสีหน้าใสซื่อสุดฤทธิ์ “นิดหน่อยเองน่า”

              ล็อกแต้มขนาดนี้ไม่เรียกนิดหน่อยยย่ะ!

              ตาแรกๆ ตอนใช้ลูกเต๋าชุดนี้เล่นบันไดงู อาจด้วยไม่คุ้นเคยหรืออะไรไม่ทราบ แต้มที่หงายมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ทว่าพอจำนวนครั้งในการทอยเต๋าเริ่มเพิ่มขึ้น อิตาโดริกลายเป็นพ่อมดผู้เสกแต้มได้ดังใจ

              “ถึงขั้นทอยเต๋าสองลูกแล้วยังล็อกแต้มได้ยังกล้าเรียกว่านิดหน่อยอีกเหรอ?” ใบหน้าฟุชิงุโระมืดครึ้ม เสียท่าจนหมดอารมณ์เล่นต่อ...ถึงแม้ผลแพ้ชนะจะปรากฏออกมาให้เห็นแล้วก็เถอะ

              “ฉันโตมากับปู่ก็ต้องเล่นอะไรแบบนี้ได้อยู่แล้ว พวกคนแก่ๆ เขาชอบน่ะ”

              นอกจากใช้มือโยนลูกเต๋าตรงๆ อิตาโดริยังเขย่าลูกเต๋าเก่งด้วย ฟุชิงุโระกับคุกิซาคิเพียงอยากทดสอบด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบว่าอิตาโดริเขย่าให้ออกแต้มได้ตามคำสั่งพลันรู้สึกจนคำพูดโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม อิตาโดริไม่ได้มองว่ามันเป็นความสามารถพิเศษอะไร

              “ของพวกนี้ฝึกกันได้น่า อีกอย่างแค่ทอยลูกเต๋ามันชี้วัดอะไรได้ที่ไหน เวลาเข้าบ่อนพวกเจ้ามือเขามีทริคแปลกๆ มาสกัดขาไม่ให้คนเล่นรวยอยู่ดีนั่นแหละ...ถึงอย่างน้อยจะดีกว่าตู้ปาจิงโกะก็เถอะ อันนั้นไม่รู้จะหาอะไรมาเพิ่มโอกาสชนะเลย”

              ...เด็กเพิ่งขึ้นมัธยมปลายพูดถึงอบายมุขแบบนี้จะดีเหรอ แล้วการทอยเต๋ามันไม่ได้โยงแค่กับการพนันนะ

              อ๊ะ เดี๋ยวสิ...

              “คราวหน้าลองไปแข่งกินเงินกับพวกรุ่นพี่ดีมะ?”

              ฟุชิงุโระใช้หางตามองเพื่อนอย่างเย็นชา เอ่ยเยินยอว่า “ปรับตัวเก่งเหลือเกินนะคุกิซาคิ”

              อย่างไรก็ตาม เพื่อความปรองดองในหมู่มิตรสหาย อิตาโดริปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือ บอกว่าพวกเดียวกันเองเอาไว้เล่นสนุกๆ ก็พอ ถ้าคิดจะใช้เป็นช่องทางทำมาหาได้ ควรไปหาคนแปลกหน้าหรือคนไม่รู้จักดีกว่า อย่างน้อยๆ ถ้าอีกฝ่ายแพ้แล้วพาลคิดจะใช้กำลัง พวกเขาสามคนสามารถตอบโต้กลับไปได้อย่างสนิทใจ แถมมั่นใจด้วยว่าชนะชัวร์

              ฟุชิงุโระบอกว่าอย่าลากตนไปเกี่ยว ส่วนคุกิซาคิชมทึ่งๆ ว่ารู้จักคิดใช้ได้นี่





Talk

คิดถึงโนบาระจัง...

Sunday, 4 June 2023

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; SukuIta] Xนายน้อย

Fanfic Jujutsu Kaisen

Xนายน้อย

 

 

Pairing   : Ryomen Sukuna x Itadori Yuji

Rating    : SFW

 

 

เพราะรุ่นพี่เผ่าวิหคป่วยกะทันหัน ไฮบาระ ยูซึ่งเหลือตัวคนเดียวในสำนักงานจึงต้องรับหน้าที่นำจดหมายไปส่งยังเคหาสน์ต้องสาปบนยอดเขาอันเป็นอาณาเขตของราชาคำสาป เรียวเมน สุคุนะ ด้วยความสูงกว่า 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไฮบาระผู้เป็นเพียงมนุษย์ดวงซวยธรรมดารู้สึกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้

ยังอีกหรือ....

ยังไม่ถึงอีกหรือ

แม้ออกจากที่ทำการไปรษณีย์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ลำพังตอนถีบจักรยานมาถึงตีนเขาก็สายโด่งแล้ว กว่าจะลากสังขารใช้สองเท้าพาตัวเองขึ้นไปถึงที่หมายไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกเท่าไร

เขาเหนื่อยมากจริงๆ ไหนจะความกดอากาศที่เบาบางลงเรื่อยๆ อีก

ไฮบาระหันกลับไปมองทางที่ตนเดินมา พลันรู้สึกอยากร้องไห้

ถอยตอนนี้ก็สายเกินไป

              ระหว่างนั่งพักเอาแรงพลางละเลียดน้ำดื่ม ชายหนุ่มปลุกใจให้ฮึกเหิม หวนนึกถึงตนเองเมื่อครั้งเยาว์วัยและปัจจุบันที่ได้ทำงานในฝัน รอจนกำลังใจหวนคืน ไฮบาระลุกขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่า บอกว่าจะทำหน้าที่ให้สำเร็จให้จงได้ทว่าออกเดินได้ไม่นานกลับเจองูตัวหนาเท่าสองแขนเลื้อยผ่านหน้า จิตใจพองฟูมีอันต้องเหี่ยวแฟบลงไปประหนึ่งลูกโป่งถูกเจาะลม

ไฮบาระทรุดกายกอดโขดหิน เริ่มถกปรัชญาชีวิตหนีความจริง ทำเป็นไม่ได้ยินวงบรรเลงเสียงเพี้ยนซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากหน้าท้องดังโครกคราก โครกคราก

              เนื่องจากจมจ่อมอยู่ในโลกของตัวเองลึกไปหน่อยจึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนเข้ามาใกล้

              “พี่ชาย ร้องไห้ทำไม”

              เด็กชายในชุดยูคาตะคนหนึ่งวางมือลงบนแขนของตน อีกฝ่ายดูอายุอานามไม่กี่ขวบ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าตาสดใส แม้เด็กมากกลับเดินเหินบนพื้นดินไม่ราบเรียบได้มั่นคง ออกเสียงการพูดชัดเจน ดูเหมือนคุณชายตัวน้อยผู้ถูกอบรมเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ทะนุถนอม แปลกแยกจากป่าเขายามนี้เป็นที่สุด

เคราะห์ดีว่ายังเป็นคน ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอันตรายจากไหน...คิดแล้วคนประมาทก็หดหู่ ชกหน้าตัวเองตุ้บตั้บในใจ พร้อมกันนั้น ไฮบาระปริวิตกหนักกว่าเก่า ตัวเองคนเดียวยังเอาตัวแทบไม่รอด แล้วจะพาเด็กหลงคนนี้กลับไปอย่างปลอดภัยไหวไหมหนอ?

ตรงข้ามกับชายหนุ่มซึ่งเริ่มคำนึงถึงสถานการณ์ในอนาคต เด็กชายผมสีอ่อนยังคงจับเครื่องแบบของไฮบาระ เมียงๆ มองๆ อยู่ครู่หนึ่งค่อยใช้เสียงใสๆ ของเด็กถามว่า “หรือว่าพี่ชายมาส่งจดหมาย?”

“บ้านของเจ้าอยู่บนเขานี้งั้นรึ?”

ขึ้นมาสูงขนาดนี้ นอกจากเคหาสน์ต้องสาปก็ไม่น่ามีบ้านอื่นแล้ว

ไฮบาระเริ่มคิดว่าเด็กชายอาจอาศัยในเคหาสน์ต้องสาป ด้วยเครื่องแต่งกายไม่น่าเป็นเด็กรับใช้ บางทีคงเป็นเครือญาติของเรียวเมน สุคุนะทางใดทางหนึ่ง จากตรงนี้มองไม่เห็นจุดหมาย คาดว่าระยะทางกว่าจะถึงไม่น่าสั้นปานนั้น ไม่ควรเป็นระยะทางที่เด็กชายตัวเล็กๆ ออกมาเดินเล่นได้เลย

ชายหนุ่มยังคงคาดเดาไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมาปรากฏกาย ณ จุดที่ห่างจากเคหาสน์ขนาดนี้ได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังปรากฏกายตามลำพังอีกต่างหาก

              หรือจะมีหนทางไปถึงที่หมายนอกเหนือไปจากการเดินเท้าตามปกติ?

บุรุษไปรษณีย์ผู้รักงานกุมมือน้อยๆ เอาไว้ ฉีกยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“คือว่านะ เจ้ามาจากไหน...” ...มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

              คำถามหลังไม่ทันเอ่ย

              ...เพราะเด็กชายตรงหน้าเผยใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด รูม่านตาหดเล็กจับจ้องไปยังด้านหลังของไฮบาระ

ชายหนุ่มได้ยินเพียงเสียงร้องด้วยความตกใจ ไม่ทันได้เหลียวกลับไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นสติสุดท้ายก็ถูกกระชากออกไปอย่างป่าเถื่อน

             

 

              “...นายน้อย”

              “อย่าเรียกแบบนั้นนะ”

              เสียงล่องลอยเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลปลุกไฮบาระ ยูให้ตื่นขึ้นมา เขาเหม่อมองเพดานสูงครู่ใหญ่ รู้สึกตัวช้าไปหลายจังหวะว่าไม่ได้อยู่กลางป่ากลางเขาแล้ว แต่อยู่ในห้องหับโอ่โถงไม่คุ้นตาห้องหนึ่ง

            เกิดอะไรขึ้น?

              สรรพางค์กายหนักอึ้งทุกตารางนิ้วจนไม่อาจขยับตัวได้ในทันที ไฮบาระกระพริบตา เอียงคอหันข้างเพื่อมองสำรวจสถานที่...พื้นเสื่อสะอาด ประตูบานเลื่อนไม้กรุกระดาษบานใหญ่ เครื่องเรือนน้อยชิ้นทำมาจากไม้เกือบทั้งหมด เครื่องเคลือบตามมุมห้องล้วนมีลวดลายชดช้อยสวยงาม

              ในฐานะชนชั้นกลาง ไฮบาระสัมผัสได้ถึงความฟุ้งเฟ้อภายใต้ความเรียบง่ายพวกนี้อย่างชัดแจ้ง

              “อ๊ะ พี่ชายตื่นแล้ว สุคุนะปล่อยนะ”

              เสียงซึ่งเคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นอีกครั้ง

ตามด้วย

              “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็หักขาซะหรอก”

              ...ถึงไม่เคยได้ยินเสียงเย่อหยิ่งยานคางนี้มาก่อน แต่เด็กน้อยเพิ่งเรียกชื่อเจ้าของเสียงไปหมาดๆ ไฮบาระไม่ได้โง่ทึ่มขนาดคิดเองไม่เป็น

จากนอนทอดร่างไม่สบายตัวอยู่ก่อน บัดนี้ไฮบาระ ยูเหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความขวัญผวาจนหนาวสั่น แม้เขากวาดตามองห้องอย่างถือวิสาสะ ทว่ามีอยู่ทิศทางหนึ่งที่ไม่กล้าหันไป...เกรงว่าหากเห็น หรือบังเอิญสบตาใครบางคนเข้าจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้

              ตัวตนอันยิ่งใหญ่ซึ่งไม่กล้าหันไปมองเต็มตา

            เขาอยู่ในเคหาสน์ต้องสาปของเรียวเมน สุคุนะจริงๆ หรือนี่...

              “อุราอุเมะ”

              “ขอรับ”

              ต่อให้อยากหนีความจริงเพียงไร ไฮบาระซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่างไม่อาจหลีกหนีไปได้ตลอด เงาร่างสีขาวพลิ้วกายมาปรากฏด้านข้าง เจ้าของร่างดังกล่าวมีใบหน้าพริ้มเพรายากระบุเพศ ทั่วทั้งกายแผ่กลิ่นอายทั้งเฉยชาทั้งทะนงตัว อุราอุเมะช่วยประคองไฮบาระให้ลุกขึ้นนั่ง ไม่รู้ลงมือทำอะไรหรือไม่ ทว่าร่างกายหนักอึ้งเบาสบายขึ้นกะทันหันดั่งต้องมนต์

              ไฮบาระถูกบังคับให้ต้องนั่งหันหน้าไปทาง ‘เจ้าบ้าน

              ...ผู้ดูไม่เหมือน ‘มนุษย์’ เลยสักนิด

              เบื้องหน้าฉากกั้นห้องคือชายร่างยักษ์บนเบาะรองนั่ง ชายผู้นั้นกำลังเปิดจดหมายจากกองจดหมายที่ไฮบาระนำมาส่ง ขนาดตัวอีกฝ่ายพอๆ กับชายฉกรรจ์ราวสามถึงสี่คนมัดรวมกัน ใบหน้าซึ่งเผยให้เห็นเพียงครึ่งมีเค้าของมนุษย์ปกติ เว้นแต่ใต้หางตายังมีดวงตาอีกดวง ด้วยสรีระร่างกายอาจทำให้สวมใส่เสื้อผ้าลำบาก ร่างกายท่อนบนจึงเปิดเปลือยให้เห็นสี่แขน มีปากขนาดใหญ่ตรงหน้าท้องที่น่ากลัวว่าจะเขมือบเด็กชายบนตักได้ในการกลืนเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ลวดลายสีดำบนร่างยังขับให้ดูน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้นอีกด้วย

ไฮบาระไม่เคยได้ยินว่าสุคุนะมีลูกชาย แต่จากท่าทางที่เห็น...ใช่จะเป็นไปไม่ได้

แม้อยู่ภายในห้อง ไฮบาระสัมผัสได้ว่าพื้นที่ของเคหาสน์ทั้งหลังน่าจะกว้างขวางมาก กระนั้นกลับดูเหมือนมีข้ารับใช้น้อยนิด อย่างน้อยนับจากรู้สึกตัวตื่นมาจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มเพิ่งมีโอกาสได้เห็นเพียงสุคุนะ อุราอุเมะ และเด็กชายร่างเล็กรวม 3 ชีวิตเท่านั้น

เรียวเมน สุคุนะ ชายร่างยักษ์ซึ่งแยกตัวออกมาอาศัยตามลำพังบนเขาสูงผู้นี้อาศัยความแข็งแกร่งรีดเร้นจากผู้อ่อนแอ ในแต่ละปีชาวบ้านซึ่งอยู่ภายใต้การ ‘คุ้มครอง’ ของเรียวเมน สุคุนะจะต้องส่ง ‘ส่วย’ เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน หาไม่แล้วสุคุนะจะไม่เผื่อแผ่อาณาเขตการคุ้มครองและปล่อยให้ศัตรูบุกเข้ามาสร้างความวุ่นวาย ฆ่าฟัน หรือชิงดินแดน ในทางกลับกัน หากอยู่ภายใต้การ ‘คุ้มครอง’ ของเขา แม้มีผู้บุกรุกฝีมือฉกาจตีฝ่าอาณาเขตเข้ามาสร้างความเสียหายได้ สุคุนะจะมีวิธีการในการขับไล่ออกไปให้

              เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างหนึ่งไม่ต่างจากการทำการค้า

              เพียงแต่คู่ค้าฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งและน่าหวาดเกรงเกินไป

              ไม่มีใครรู้ว่าเรียวเมน สุคุนะผู้สังหารศัตรูเป็นผักปลาและมีรูปลักษณ์ก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์จะแปรผันไปเป็นฝ่ายตรงข้ามเมื่อใด ต่อให้เหล่าชาวบ้านมีการซ่องสุมกองกำลังลับๆ เพื่อความอุ่นใจกรณีมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หากก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่นิดว่าจะจัดการสัตว์ประหลาดกินคนผู้นี้ได้

              น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบเรียวเมน สุคุนะด้วยตาตัวเอง ไฮบาระประจวบเหมาะถูกพาตัวมายังเคหาสน์ต้องสาปและได้เจอท่านเจ้าบ้านผู้ยิ่งใหญ่เข้าพอดี

ทว่าท่านเจ้าบ้านไม่แม้แต่จะเหลือบแลมาทางชายหนุ่มแปลกหน้า เขาเอกเขนกบนเบาะรองนั่ง มือหนึ่งถือจดหมาย อีกมือจับเด็กชายผมสีน้ำตาลอ่อนจนเหมือนสีชมพูให้นั่งนิ่งๆ อยู่บนตัก ดวงตาจับจ้องเพียงตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ

ตอนพบกันระหว่างทาง ถึงรู้สึกว่าเด็กชายช่างตัวเล็ก นั่นก็เพราะไฮบาระเป็นผู้ใหญ่ที่ร่างกายเติบโตแล้ว เขาได้พบเด็กมามากมายทั้งเด็กจากครอบครัวมีอันจะกินและเด็กยากไร้ผอมแห้ง เทียบกับมาตรฐานตามวัย เด็กคนนี้ไม่นับว่าผอมแกร็น ออกจะเป็นเด็กแข็งแรงมีน้ำมีนวลเสียด้วยซ้ำ...เพียงแต่เจ้าของตักตัวใหญ่โตเกินไปถึงได้ดูกระจ้อยร่อยจนน่าสงสาร

เด็กชายไม่ได้เมินเฉยอาคันตุกะเช่นสุคุนะ

“อุราอุเมะทำเกินกว่าเหตุ ต้องขอโทษพี่ชายส่งไปรษณีย์ด้วย”

ในที่นี้ไฮบาระสนิทใจกับเด็กน้อยที่สุด เห็นท่าทางฉลาดเฉลียวเช่นนั้นพลอยทำให้เอ็นดูมากขึ้นไปอีก นึกในใจว่าเด็กตัวแค่นี้รู้จักคำว่าทำเกินกว่าเหตุด้วยแฮะ

...แต่ที่พูดมานี่แสดงว่าเขาถูกเจ้าคนที่ชื่ออุราอุเมะเล่นงานจนสลบถึงได้ถูกพาตัวมาสินะ

             แววตาของอุราอุเมะแฝงประกายเสียดสีเดียดฉันท์ทุกครั้งที่หันเหมาทางไฮบาระ กระนั้นกลับให้ความร่วมมือในทันทีด้วยการกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ขออภัยที่เสียมารยาทลงมือเกินกว่าเหตุ ในฐานะข้ารับใช้ ข้ามีหน้าที่ต้องปกป้องเจ้านาย”

             “...”

             กำลังจูงเด็กเลยคิดว่าเป็นคนร้ายลักพาตัวหรือออะไรเทือกๆ นั้นว่างั้นเถอะชายหนุ่มได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าคาดคั้นซอกแซก

สุคุนะซึ่งไม่ได้มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกเท่าไรนักบอกให้อุราอุเมะ ‘ส่งแขก’ หลังคนได้สติไม่นาน เห็นได้ชัดว่าเกะกะสายตา คราแรกไฮบาระที่หิวตั้งแต่ขึ้นเขาทำใจไว้ว่าต้องแขวนท้องรอจนมืดค่ำ เคราะห์ดีว่าเด็กชายเอาใจใส่และช่วยออกหน้าพูดกับสุคุนะ นอกเหนือจากพาไปส่ง สุคุนะถึงได้สั่งให้อุราอุเมะนำอาหารที่มีมาให้

             “นายท่านอุตส่าห์กรุณาเผื่อแผ่ให้เจ้า จงกินอาหารโดยสำนึกบุญคุณเอาไว้ด้วย”

ไฮบาระรับข้าวปั้นสามก้อนใหญ่มาอย่างยินดี เพิ่งมาทราบเอาตอนขากลับว่ามีความสามารถพิสดารในการควบคุมสิ่งมีชีวิตตามใจชอบอยู่ด้วย อุราอุเมะพาเขาขึ้นหลังนกยักษ์เพื่อพาตัวไปส่งยังตีนเขา ต่อให้ท่าทางไม่ยินดีอยู่สักหน่อย โดยรวมถือว่าปฏิบัติต่อไฮบาระตามมารยาทขั้นต่ำ

“จะว่าไป ครั้งนี้มีจดหมายส่งมายังเคหาสน์ต้องสาปมากกว่าปรกตินะขอรับ”

เท่าที่เคยแยกจดหมายตามแต่ละเขตมา ครั้งนี้มีจดหมายส่งถึงเรียวเมน สุคุนะมากกว่าทุกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ ไฮบาระหยิบยกมาเป็นหัวข้อสนทนาเพื่อลดความอึดอัด แต่คิดไปคิดมาก็เกิดความคิดในแง่ร้ายว่า...ละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่า? เป็นเรื่องที่ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้หรือเปล่า? ถ้าจดหมายพวกนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานสกปรกที่ให้คนอื่นรู้ไม่ได้จะโดนฆ่าปิดปากไหม?

เคราะห์ดีที่เป็นเพียงการวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ

กล้ามเนื้อใบหน้าของอุราอุเมะลดความเฉยเมยลง เผยความคึกคักออกมาเบาบาง “เพราะเป็นจดหมายตอบรับงานมงคลสมรสของนายท่านน่ะสิ”

             “เอ๊ะ?”

             สมรส?

             ชีวิตส่วนตัวของเรียวเมน สุคุนะห่างไกลจากวิถีชาวบ้านตาดำๆ อย่างไฮบาระ ยูมากเกินไปจึงไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน สมองของชายหนุ่มประหวัดถึงใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายซึ่งแทบไม่มีเค้าของบิดา บังเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกนอกสมรสงั้นหรือ? หรือความจริงแล้วมีการจัดงานสมรสหลังจากใช้ชีวิตคู่กันแน่นะ?

                ที่สำคัญคือ...

                คู่สมรสเป็นใคร?

 

 

กองจดหมายซึ่งถูกส่งมายังเคหาสน์ต้องสาปเป็นการตอบรับการเข้าร่วมพิธีดังนั้นจึงต้องมีการตระเตรียมงานเพื่อทำการรับรองแขกอย่างเหมาะสม แม้สุคุนะจะฉีกจดหมาย ทว่าก็เพียงแต่เปิดดูด้านในเท่านั้น หน้าที่ลงแรงจัดการหลังจากนี้ล้วนโยนให้ข้ารับใช้

“ดูแล้วก็เก็บให้เรียบร้อย อย่าโยนทิ้งเรี่ยราดสิ”

“หนวกหูจริง”

ชายร่างยักษ์ปิดปากหาวหวอด สุคุนะยังไม่ได้ย้ายตัวเองออกมาจากห้องรับรองแขก บัดนี้จึงนอนตะแคงยกมือข้างหนึ่งเท้าใบหน้าอยู่ในตำแหน่งเดิมกับตอนก่อนอุราอุเมะออกไป อย่างไรก็ตาม ห้องที่เคยสะอาดเรียบร้อยกลับมีกระดาษแผ่กระจายเกลื่อนกลาดจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นห้องเดียวกัน

เห็นเด็กชายตัวกระเปี๊ยกก้มๆ เงยๆ วิ่งไล่ตามแผ่นกระดาษที่ลมพัดปลิวอย่างทุลักทุเล สุคุนะถอนหายใจอย่างแสนเหนื่อยหน่าย “ชักช้า ไม่ได้เรื่อง”

จังหวะคว้ากระดาษสะดุดกึก

ร่างเล็กๆ พุ่งเข้ามาเอาหัวโหม่งด้วยความฉุนเฉียว จากนั้นปีนขึ้นไปนั่งบนตัวแล้วยกกำปั้นทุบตีดังตุบตับ

สุคุนะหยุดการประทุษร้ายอันไร้ประโยชน์ด้วยการหิ้วคอเสื้อด้านหลังคนลงมือเหมือนหิ้วลูกแมว แม้ใช้เพียงสองนิ้ว คนทั้งคนยังลอยหวือจนฝ่ายหิ้วไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีแดงเหล่มองเยาะๆ “ใช้สารรูปพรรค์นี้มานั่งทับข้ารึ”

“แง่ง!

ก่อนการวิวาทข้างเดียวอันน่าสลดจะเลยเถิด อุราอุเมะซึ่งส่งคนเสร็จกลับมาพอดี เขาเอ่ยเรียกอย่างนอบน้อม “นายท่าน คุณนายน้อย”

ผลคือเป้าหมายการโจมตีถูกเปลี่ยนทันที

“บอกว่าอย่าเรียกแบบนั้นไง!

อุราอุเมะแก้ไขอย่างว่าง่าย “ท่านยูจิ”

เนื่องจากสุคุนะไม่ได้ปล่อยมือ ต่อให้อยากพุ่งเข้ามา ‘เอาเรื่อง’ อุราอุเมะซึ่งเอาแต่เรียกผิดซ้ำๆ ราวกับจะหยอกล้อ เด็กน้อยทำได้มากที่สุดเพียงเหวี่ยงแขนขาไปมากลางอากาศในสภาพเท้าลอยจากพื้นห้อง ยูจิอมลมจนแก้มป่อง แต่แล้วร่างกายก็โยกไหวซ้ายขวาเมื่อสุคุนะจับแกว่งประหนึ่งเห็นเป็นสิ่งของ

“ร่างกายเจ้านี่จะฟื้นตัวกลับสภาพเดิมทันจริงๆ ใช่ไหม”

อุราอุเมะนั่งทับส้นอยู่ไม่ไกลช่วยรับรองว่า “ร่างกายท่านยูจิเกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน เฉลี่ยแล้วหนึ่งวันร่างกายจะเจริญเติบโตขึ้นไม่ต่างจากหนึ่งปี คาดว่าอีกราวสองสัปดาห์จะกลับคืนร่างในอายุเดิมได้ขอรับ ในการเลือกวันมงคลสมรสข้าได้เผื่อเวลาไว้อีกเล็กน้อย ดังนั้นนายท่านจึงไม่ต้องเป็นกังวล ท่านยูจิสามารถเข้าพิธีได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน”

สุคุนะใช้หนึ่งในแขนทั้งสี่แคะหู ทำหน้าปลาตายพลางบ่นเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่ทราบว่า “ช้า!

คราวนี้ยูจิเหยียดขาเตะเฉียดปลายจมูกได้สำเร็จ “ไม่ใช่ความผิดของข้า เจ้าต่างหาก!

“หา? ข้าเลือกได้รึไงล่ะ?” สุคุนะหย่อนร่างเล็กๆ ลงแล้วจับให้นั่งพิงอก ยูจินั่งเขยิบเข้ามาอีกหน่อยเพราะไม่อยากถูกปากกับลิ้นใหญ่ยักษ์บริเวณท้องงาบเข้าให้ ถึงรู้ว่าตนไม่มีทางถูกกิน ทว่าเจอลิ้นที่ใหญ่กว่าหน้าเลียหรือถูกแกล้งด้วยการอมทั้งศีรษะเข้าไปในปาก...มันไม่น่าอภิรมย์จริงๆ

“ลูกของข้าก็จะตัวเท่าเม็ดถั่วเช่นนี้ด้วยงั้นรึ ขายขี้หน้านัก”

“เจ้าเองก็เคยตัวเท่าเม็ดถั่ว อย่ามาเสแสร้งถอนหายใจไปหน่อยเลย”

เผ่าพันธุ์ยักษ์ของสุคุนะเป็นเผ่าพันธุ์มีบุตรยาก ธรรมชาติจึงเกิดการปรับตัวด้วยการเพิ่มความสามารถในการขยายพันธุ์ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายทำให้สิ่งมีชีวิตไม่เกี่ยงเพศจากเผ่าพันธุ์อื่นสามารถอุ้มครรภ์ให้เผ่าพันธุ์ยักษ์ได้

สุคุนะกับยูจิรู้จักกันมาแต่เด็กและเป็นคู่สมรสทางพฤตินัยมาเกือบสามปีแล้ว ตามบันทึกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ การเปลี่ยนแปลงร่างกายจะเกิดขึ้นหลังได้รับอสุจิจากเผ่าพันธุ์ยักษ์สม่ำเสมอยาวนานต่อเนื่องเฉลี่ยสามถึงห้าปี หากไม่ขยันทำการบ้านก็จะใช้เวลายาวนานกว่านั้น ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นด้วย

เมื่อราวสามสัปดาห์ก่อนร่างกายยูจิเกิดความผิดปกติ เขาอ่อนเยาว์ลงทุกวันเฉลี่ยหนึ่งวันดูเด็กลงหนึ่งปี จากคนหนุ่มแข็งแรงถดถอยลงจนกลายเป็นเด็กทารก ปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มการเจริญเติบโตอีกครั้งเพื่อกลับเข้าสู่ช่วงวัยเดิม อุราอุเมะกล่าวว่าเมื่อร่างกายเกิดการสร้างใหม่เสร็จสมบูรณ์ ยูจิก็สามารถตั้งครรภ์ได้แล้ว

ตอนยูจิเริ่มเด็กลง สุคุนะก็สั่งการให้เตรียมการสมรสอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ธรรมเนียมทางบ้านเขาคือจะทำพิธีใช้ชีวิตคู่ออกหน้าออกตาได้กับผู้ที่สามารถสืบทอดเลือดเนื้อเชื้อไขได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การจะตั้งครรภ์ได้หรือไม่นับเป็นเรื่องหลังจากนี้

ดังที่บอกไปก่อนหน้า...เผ่าพันธุ์ยักษ์มีบุตรยาก

เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ซึ่งมีเพียงหยิบมือบางรายหรือบรรพบุรุษบางรุ่นของสุคุนะจึงมีคู่ครองจำนวนมาก แม้แต่ตัวสุคุนะเองก็เคยพิจารณาเรื่องการตบแต่งอนุภรรยาอย่างจริงจังมาก่อน คนใกล้ชิดสรรหาหญิงชายมากหน้าหลายตามาทำประวัติเป็นบัญชีรายชื่อ ดูว่าเขาถูกใจใครจะดำเนินการทาบทามสู่ขอ ตัวตั้งตัวตีหลักที่ช่วยสุคุนะคัดเลือกคืออุราอุเมะซึ่งเป็นมือขวากับยูจิซึ่งตอนนั้นยังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้สุคุนะและเป็นเสมือนมือซ้าย

จากรายชื่อรอบแรก มีผู้ถูกเลือก 21 ราย

แม้ชื่อเสียงของเรียวเมน สุคุนะจะเป็นไปในทางโหดร้ายอยู่สักหน่อย ทว่าหากถูกรับตัวเข้าเคหาสน์ต้องสาปในฐานะภรรยา อย่างน้อยก็รับรองชีวิตสุขสบายไม่ขาดแคลนเงินทองได้ อุราอุเมะซึ่งมีความเชื่อฝังใจว่านายของตนดีเลิศและควรได้ทุกสิ่งสมปรารถนาไม่กังวลว่าเทียบเชิญจะถูกปฏิเสธด้วยซ้ำ

ผลลัพธ์คือได้รับคำตอบตกลงกลับมา 13 ราย

อุราอุเมะในตอนนั้นเจ็บใจไม่น้อย ทั้งยังบอกว่าการคัดเลือกภรรยาเพิ่มในคราวหน้าจะพยายามทำให้ได้รับคำตอบอันน่าพึงพอใจมากขึ้น

“เห จะไปรับตัวคนกลุ่มนี้เข้ามาพร้อมกันอีกเดือนให้หลัง? ทยอยก็ได้ไม่ใช่รึ? สุคุนะ เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจหลับนอนกับทุกคนพร้อมกันจริงไหม?” ยูจิลูบคางร้องอืมๆ ขณะมองภาพเหมือนของชายหญิงสิบกว่าแผ่น มีทั้งมนุษย์ธรรมดาสายเลือดแท้อย่างตนไปจนถึงเผ่าพันธุ์กลุ่มน้อย เขาหยุดมองลายเส้นพู่กันของหญิงสาวขนปุยหูยาวนานเป็นพิเศษ...บั้นท้ายแบบนี้น่าจะคลอดเด็กได้ดีสินะ แต่นั่งจินตนาการถึงรูปโฉมจริงของสาวงามได้ไม่กี่นาทีอุราอุเมะก็ริบกระดาษแผ่นนั้นไปเสียก่อน

ข้อเสนอของยูจิน่าสนใจ สุคุนะไม่มีความเห็นแย้ง ดังนั้นอุราอุเมะจึงประสานงานตามคำแนะนำ ผลคือจะรับภรรยากลุ่มแรกเข้ามาก่อน 6 รายในสัปดาห์หน้า

ทุกคนพึงพอใจมาก

“ทีนี้ก็มาว่ากันเรื่องถัดไปดีกว่า” ยูจิปลดดาบยาวลงจากข้างเอว สิ่งนี้ตนได้รับมาจากเจ้าบ้านรุ่นก่อนเพื่อใช้ปกป้องเจ้าบ้านรุ่นปัจจุบัน “คนที่มาทำหน้าที่แทนข้า จะคัดเลือกคนในมาแทนหรือคิดจะรับคนใหม่

อุราอุเมะและสุคุนะในตอนนั้นเผยสีหน้างุนงง

ยูจินั่งทับส้น เลื่อนฝักดาบไปตรงหน้าราวกับจะคืนเจ้าของ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “สัปดาห์หน้าข้าจะปลดระวางตัวเองและไปจากที่นี่”

สุคุนะซึ่งใช้ร่างจำแลงจนรูปลักษณ์ไม่ต่างจากมนุษย์ปกติจับอะไรบางอย่างได้เลาๆ...สิ่งนั้นทำให้ฉุนกึ้กจนคืนร่างจริง เกือบจะใช้แขนทั้งสี่ตะปบเจ้าคนไม่กลัวตายเอาไว้ เมื่อถามเหตุผล คำตอบก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ

“ข้าจะหาคู่ครองใหม่แล้วไปมีชีวิตใหม่น่ะสิ!

ตัวอย่างเช่นพี่สาวหุ่นอวบอัดบั้นท้ายแน่นๆ

หญิงวัยกลางคนหุ่นอวบอัดบั้นท้ายแน่นๆ

หรือไม่ก็สุภาพสตรีหุ่นอวบอัดบั้นท้ายแน่นๆ

ด้วยคุณสมบัติและพรสวรรค์แต่กำเนิด ยูจิถูกชุบเลี้ยงให้เป็นดาบและโล่ของสุคุนะ ทว่าเพราะสุคุนะถูกตาต้องใจมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เมื่อเจริญเติบโตจนถึงวัยอันควร นอกจากหน้าที่คุ้มกันและฟาดฟันศัตรูยังต้องปรนนิบัติรับใช้ในห้องนอนด้วย กล่าวได้ว่านอกจากเป็นข้ารับใช้ ยูจิยังเป็นคนรักซึ่งมีความผูกพันทางใจกับสุคุนะมาตั้งแต่เด็ก

อย่างไรก็ตาม ยูจิมีความต้องการครอบครองผูกขาด

เขาไม่ยอมรับการมีคนรักร่วมกับผู้อื่น

กระนั้น เพราะเข้าใจในความจำเป็นของสุคุนะ ผนวกกับคิดมานานแล้วว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้น ยูจิซึ่งเด็ดขาดทั้งต่อตนเองและผู้อื่นจัดลำดับสิ่งที่ตัวเองต้องทำรอเอาไว้เรียบร้อย

ทนอยู่ไม่ได้ก็ต้องจากไป

ผู้อาศัยไม่มีทางเลือกมากนักหรอก

สุคุนะหรี่ตา ทั้งที่ยกมุมปากยิ้ม ทว่าเป็นสีหน้ายามกำลังโกรธขึ้งอย่างไม่ต้องสงสัย

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมรับงั้นรึ?”

เมื่อจับสัญญาณอันตรายได้ ยูจิได้แต่ลอบถอนหายใจว่าครั้งสุดท้ายแท้ๆ จะเจรจาด้วยดีไม่ได้จริงๆ หรือ...จากนั้นหยิบดาบซึ่งยังอยู่ในระยะเอื้อมถึงขึ้นมาถืออีกครั้ง

ยูจิแข็งแกร่ง

แต่เมื่อเทียบกับสุคุนะยังถือว่าห่างชั้น

เขารักอีกฝ่ายอย่างไร้ข้อกังขา

ทว่า

“ถ้าออกไปไม่ได้แม้อวัยวะสักส่วน อย่างน้อยข้าก็ได้ใช้ชีวิตตามเจตนารมณ์ของตัวเองจนถึงที่สุด ไม่มีอะไรต้องสำนึกเสียใจภายหลัง” ยูจิยกเข่าขึ้นหนึ่งข้าง แตะนิ้วหัวแม่มือเข้ากับโกร่งดาบ ตั้งท่าพร้อมรับมืออย่างเด็ดเดี่ยวแน่แน่ว “เจ้าจะยอมรับได้หรือไม่ไม่ใช่ปัญหาของข้า”

“หืม...?”

หลังจากนั้น อุราอุเมะต้องล้มงานทุกอย่างที่ตระเตรียมมาซึ่งง่ายดายกว่าการเตรียมการหลายเท่านัก โดยเฉพาะเมื่อเรียวเมน สุคุนะไม่ได้มีภาพลักษณ์ดีๆ ให้รักษาเป็นทุน

ศูนย์กลางเรื่องทั้งหมดไม่แยแสขั้นตอนการตามล้างตามเช็ดของข้ารับใช้ เจ้าตัวสร้างอาณาเขตพิเศษขึ้นมา โยนยูจิเข้าไปในนั้น บอกอุราอุเมะว่าจะ ‘ปรับความเข้าใจเป็นการส่วนตัว’ หากมีเรื่องอะไรให้จัดการตามความเหมาะสมแล้วก็ไม่กลับออกมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม

อุราอุเมะไม่เสียทีที่เป็นมือขวา นอกจากทำทุกอย่างได้ตามประสงค์เจ้านายยังรู้งานเตรียมอาหารและของบำรุงรอท่าไว้มากมาย วันที่สุคุนะอุ้มยูจิซึ่งหมดสภาพโดยสิ้นเชิงออกมาจากอาณาเขต เขาสามารถยกของเหล่านั้นออกมาให้ยูจิได้ในทันที

ส่วนเรื่องบ้านเล็กของนายท่านเรียวเมน สุคุนะ...

ถูกพับแผนอย่างไม่มีกำหนด

 

 

จากตอนนั้นก็ผ่านมาแล้วสองปี ยูจิซึ่งปัจจุบันอยู่ในร่างเด็กน้อยและถูกสุคุนะบีบแก้มเล่นจนแทบช้ำรู้สึกหนักใจในระดับหนึ่ง

สุคุนะไม่เคยงดเว้นกิจกรรมทางเพศยาวนานขนาดนี้

...พอร่างกายฟื้นฟูสมบูรณ์เขาจะตายคาอกสุคุนะหรือเปล่า

ประสบการณ์เมื่อครั้งอดีตอาจนำมาใช้อ้างอิงไม่ได้เสียทีเดียวเพราะสุคุนะเมื่อสองปีก่อนไม่ได้อดกลั้นจนเก็บกด ทว่าอย่างน้อยก็พอจะนำมาใช้ประเมินขอบเขตขั้นต่ำของความสามารถทางกายภาพได้

สัตว์นักล่าบางชนิดมีอวัยวะสำหรับจับเหยื่อหรือมีพิษประเภทต่างๆ ในการควบคุมหรือทำอันตรายเป้าหมาย ในกรณีของสุคุนะผู้ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ธรรมชาติต้องการดิ้นรนให้สืบทอดลูกหลานต่อไปได้นั้น ของเหลวในร่างกายนอกจากช่วยให้ร่างกายฝ่ายรับเปิดรับมากยิ่งขึ้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นขณะร่วมสัมพันธ์ ทว่าต่อให้มีตัวช่วยเช่นนี้ก็ไม่อาจลบล้างผลของความต่างทางสรีระร่างกายได้อย่างหมดจด หากใช้ร่างจำแลงลดภาระ ก็ติดข้อเสียที่ประสิทธิภาพสารกระตุ้นจะลดลง อีกทั้งการเติมเต็มความต้องการของสุคุนะยังทำได้ยากลำบากมากกว่าเดิม ถึงขั้นที่ใช้เวลายาวนานมากกว่าร่างปกติหลายเท่าตัว

ระหว่างถูกสอดใส่ด้วยร่างใหญ่ยักษ์ทั้งวันทั้งคืนในสภาพกึ่งมึนเมา

เปลี่ยนเป็นร่างที่ใหญ่กว่าตนเล็กน้อยแต่ยืดเวลาเป็นสามวันเจ็ดวันและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดี

...ไม่ว่าทางไหนล้วนทำให้ยูจิลำบากทั้งสิ้น

ร่างกายของเด็กต้องการการพักผ่อนเพื่อเจริญเติบโต หลายวันมานี้ยูจิซึ่งอยู่ในสภาพเด็กกลายเป็นทารก และทารกค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นเด็กอีกครั้ง ใช้เวลาในการนอนแต่ละวันมากกว่าผู้ใหญ่ เพิ่งหัวค่ำก็ซุกสุคุนะหลับปุ๋ย พอวันนี้ยุกยิกไปมาไม่หลับเสียทีสุคุนะจึงผิดสังเกต

“เป็นอะไร”

ร่างจำแลงทำให้ขนาดตัวสุคุนะลดลงจนสามารถพาดแขนกอดเด็กชายได้โดยไม่ต้องกังวลว่าแขนหนักๆ จะทับจนขาดอากาศหายใจ แม้กอดไม่ถนัดเพราะขนาดตัวยังคงแตกต่างอีกทั้งไม่สบายตัวเท่าใช้ร่างจริง แต่ก็ยังดีกว่ามานั่งวิตกจริตว่าตื่นเช้ามาจะพบยูจิถูกทับตัวแบนแต้ด

ยูจิคว่ำปากบอกความกังวลของตัวเองออกไป

สุคุนะกลับตอบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ไม่ตายหรอก”

“...”

ถึงจะไม่ตาย แต่อีกแง่หนึ่ง ถูกอุราอุเมะจับใส่หม้อต้มให้จบเรื่องจบราวไปเลยอาจดีเสียกว่า สุคุนะไม่ได้มีอาการใคร่เด็ก ไม่เคยสัมผัสร่างกายเยาว์วัยของยูจิโดยแฝงนัยทางเพศ ทว่าเคยบอกว่าเนื้อเด็กให้สัมผัสถูกปาก

อีกฝ่ายเคยกินเด็กตามตัวอักษร

กินในความหมายทางตรง

แม้จะยืนยันว่าเลิกกินเนื้อมนุษย์แล้วก็เถอะ

ยูจิต้องผ่านแต่ละวันไปด้วยความระมัดระวังอยู่ช่วงหนึ่ง เกรงว่าต่อให้ถูกขบเหมือนหยอกเล่น อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันถูกกลืนทั้งเป็นก็ได้ แม้สุคุนะไม่ได้ตั้งใจ แต่สัญชาตญาณเป็นสิ่งกระจอกงอกง่อยจัดการง่ายเสียเมื่อไรกัน

โชคดีที่เขากลับมาตัวโตอีกครั้งโดยไม่มีร่างกายส่วนไหนขาดแหว่ง

ด้วยมีการเผื่อเวลาไว้ทำให้พอมีเวลาหายใจหายคอก่อนถึงวันมงคลสมรส แม้วันจริงจะเป็นวันมะรืน แต่สุคุนะและยูจิมีหน้าที่แค่ใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปอย่างสุขสบาย ทำมากสุดคือชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้ลงแรงเหนื่อยยากแต่อย่างใด ยูจิว่างและไม่ได้จุกจิกกับงานพิธีจนต้องฆ่าเวลาด้วยการฉวยดาบออกมายังลานหน้าเคหาสน์ ปล่อยหน้าที่กำกับดูแลทุกอย่างให้อุราอุเมะรับผิดชอบ

ช่วงที่ร่างกายเริ่มคืนสู่ความหนุ่มยูจิก็เริ่มจับดาบเกรงฝีมือขึ้นสนิม ทว่าเพิ่งจะมาวันนี้ที่ตระหนักได้ว่าร่างกายฟื้นสภาพเต็มที่แล้วจริงๆ

“ไม่รู้สึกเลยว่าร่างกายต่างจากเดิม”

“ตามสถานการณ์ ร่างกายของคุณนายน้อย...” พอถูกมองด้วยสายตาเรืองแสง อุราอุเมะซึ่งวางงานกำกับพิธีสมรสมาอำนวยความสะดวกเจ้านายรีบกลับคำเป็น ‘ท่านยูจิ’ ก่อนกล่าวต่อว่า ร่างกายน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงภายในมองไม่ออกจากภายนอก เขาเสริมว่า “รอตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งน่าจะพบข้อแตกต่างแน่นอนขอรับ”

ยูจิไม่ได้รักเด็กหรืออยากมีลูกเป็นพิเศษ เขาไหลไปตามน้ำเพราะสภาพแวดล้อม ดังนั้นในอนาคตจะตั้งครรภ์ได้จริงหรือไม่ก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไร เทียบกันแล้วเขาห่วงอนาคตอันใกล้ เช่น วันงานสมรสจะวุ่นวายหรือเปล่ามากกว่า สุคุนะมีอริมากมาย อาจโดนใครสักคนลอบทำร้ายท่ามกลางความชุลมุน

ไม่อยากให้แขกโดนลูกหลงบาดเจ็บเลย

ไม่สิ เดี๋ยวก่อน...

“สุคุนะ” ยูจิทิ้งดาบรี่เข้าไปหยุดตรงหน้าสุคุนะซึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่ตรงเฉลียงไม่ไกลจากจุดที่ตนกับอุราอุเมะกำลังฝึกซ้อมประจำวัน ท่านเจ้าบ้านร่างใหญ่โตนอนตะแคงอย่างเกียจคร้าน เคี้ยวขนมเซมเบ้ดังกรุบกรับ หากไม่ติดว่ารูปร่างหน้าตาทำให้เด็กเล็กหวาดกลัวจนปัสสาวะราด กริยาที่แสดงออกดูไร้พิษภัยลวงโลกเป็นที่สุด

หลังป้ายมือกับแขนเสื้อเพื่อเช็ดทำความสะอาดลวกๆ ยูจิฉกเซมเบ้มาหนึ่งชิ้น ถามพลางใช้ฟันหน้าหักขนมว่า “เจ้าบอกว่าพวกเลื้อยคลานอร่อยสินะ”

“แน่นอน” สุคุนะยกแขนออกมาข้างหนึ่ง แต่ระยะยังขาดไปเล็กน้อยทำให้ดึงคนเข้ามาใกล้ๆ ไม่ได้

ยูจิซึ่งไม่อยากเข้าใกล้นักแอบขยับเท้าถอยครึ่งก้าว ต่อบทสนทนาเหมือนมองไม่เห็นมือใหญ่ยักษ์ที่สะบัดไหวๆ กลางอากาศ

“ช่วงนี้ข้าเห็นอุราอุเมะนั่งศึกษาโครงสร้างร่างกายกลุ่มดำดินด้วย”

“เกี่ยวอะไรกับข้า?”

“หม้อต้มที่ในครัวเอามาขัดก็ไม่ใช่ใบที่ใช้ปรุงพวกสัตว์น้ำตามปกติแต่รูปร่างหน้าตาเหมาะแก่การใส่เผ่ามีครีบมากทีเดียว”

ผู้ฟังแค่นเสียงออกจมูกดังหึ หันหน้าไปอีกทาง “แทนที่จะวิ่งพล่านไปทั่วบ้าน เจ้าควรใช้ร่างกายที่กลับมาเป็นปกติเสียทียั่วยวนเอาอกเอาใจผัวที่รอมานับเดือนมากกว่าไม่ใช่รึ?”

เริ่มบ่ายเบี่ยงแล้ว

ยูจิคลึงขมับ ปวดหัวจี๊ด “สุคุนะ...งานสมรสไม่ใช่โต๊ะอาหารนะ”

“ไม่ต้องบอกก็รู้”

“แต่ความหลากหลายของแขกในงานมีความสอดคล้องกับรสนิยมการกินของเจ้าช่วงนี้จนน่าสงสัยน่ะสิ แขกจริงๆ ก็แล้วไปเถอะ บางรายกลับรู้สึกเหมือนถูกเชิญเพื่อหวังผลอย่างอื่นมากกว่ามาเป็นประจักษ์พยานงานมลคล....”

ปึง

พื้นไม้ฮิโนกิถูกตีไม่หนักไม่เบาหนึ่งที ยูจิซึ่งถูกขัดจังหวะจนพูดไม่จบเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเห็นสุคุนะทอดสายตาเขม็งมายังตน ท่าทางไม่พอใจ

“เจ้าเลือกข้าหรือคนไม่รู้จักพวกนั้น?”

“...” ถามแบบนี้ต้องการอะไร...อาการปวดลามมาถึงรากฟัน

มิหนำซ้ำ...ยอมรับว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์จริงๆ งั้นเรอะ?

ไม่รอให้ยูจิตอบโต้ ชายสี่แขนร่างยักษ์ยันกายขึ้นนั่งกอดอก เริ่มต้นเปิดปากรำเลิกบุญคุณราวกับอันธพาล “เห็นแก่ที่เจ้าบอกว่างานพิธีสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะเข้าร่วมในสภาพร่างกายสมบูรณ์ ข้าถึงประนีประนอมไม่แตะต้องเจ้า เจ้าอ้างเรื่องการปกป้องแขกเหรื่อเหมือนข้าไม่มีปัญญาป้องกันหนูท่อลอบกัดข้าก็ยังคงไม่ติดใจถือสา แต่เจ้าเหิมเกริมถึงขั้นเห็นคนอื่นดีกว่าข้า!

“...”

อย่างนี้นี่เอง

กลยุทธ์ชิงโมโหตัดหน้า

อ่า แบบนี้เริ่มจัดการยากแล้ว ยูจิกัดเล็บ

ข้ารับใช้นอกจากอุราอุเมะค่อยๆ ถอยหลังเว้นระยะห่างอย่างเงียบเชียบแนบเนียน ยูจิมีร่างกายเป็นเด็กจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ แม้มีการปะทะฝีปากกับนายท่านของเคหาสน์ต้องสาปอยู่เนืองๆ ทว่ากระดูกคนละเบอร์ปานนั้นย่อมไม่มีเรื่องชวนหวั่นใจเกิดขึ้นแต่อย่างใด สุคุนะไม่ลดตัวลงไปมีเรื่องกับก้อนโมจิจิ๋วหรอก

แต่กับยูจิร่างปกตินั้นเป็นอีกเรื่อง

              อาจจะผิดต่อยูจิอยู่บ้าง ทว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในเคหาสน์นี้ให้ความสำคัญต่อนายท่านใหญ่เป็นลำดับแรก...กลับมามีชีวิตชีวาได้เช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน ทำให้อดไม่ได้ต้องออกโรงเข้าข้าง

             “ท่านยูจิ นายท่านไม่ใช่มนุษย์สายเลือดแท้นะขอรับ อาหารการกินเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ ท่านยูจิก็ทราบดี”

              การละเว้นเนื้อมนุษย์นับว่าเห็นแก่ยูจิมากแล้ว

             “ไม่ ข้าหมายถึง ถูกเชิญมาเป็นแขกใน...”

             “ท่านยูจิ นายท่านไม่ได้ไม่ได้ไปฆ่าล้างบางที่ใด เพียงแต่แขกที่กำลังจะมาเยือนบางท่านอาจประสบเหตุไม่คาดฝัน แทนที่จะปล่อยให้เลือดเนื้อเสียเปล่า ไม่สู้นำมาประกอบอาหาร...”

             “เหตุไม่คาดฝันแน่เรอะ!

             สุคุนะรับถ้วยชาจากข้ารับใช้เผ่ามิงค์มาดื่ม ปล่อยให้ยูจิถูกรุมกดดันอย่างไม่รู้สึกรู้สา เรียวเมน สุคุนะชื่อกระฉ่อนในฐานะชายโฉดมาแต่ไหนมาแต่ไร เขาไม่สนใจสักนิดหากจะถูกรุมประณามหรือด่าทอเพิ่มขึ้นอีกสักเรื่องสองเรื่อง เทียบกันแล้วอ่างอาบน้ำใหญ่พิเศษที่เพิ่งสร้างเสร็จยังน่าสนใจเสียกว่า เขาเพิ่งได้เครื่องหอมจากพ่อค้าตะวันออกกลางมาพอดี รอใช้ขณะลงอ่างอาบน้ำกับคนรักตัวน้อยวันเข้าหออย่างเป็นทางการแทบไม่ไหว

             “อึ๋ย” ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันกะทันหัน ยูจิซึ่งมีสัญชาตญาณดีเยี่ยมหยุดต่อล้อต่อเถียงแล้วบิดคอแทบหักหันไปทางสุคุนะ

             ฝ่ายถูกมองไหวไหล่ ตีหน้าใสซื่อมองทำไม ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น

             ในใจบังเกิดการต่อสู้หนึ่งคำรบ ยูจิยืนนิ่งคิดเล็กน้อย สุดท้ายเดินลากเท้าเปล่าไปทางเฉลียง ปีนขึ้นไปขัดสมาธิใกล้เสียจนเข่าแทบชิดกัน เขากุมเข่าสองข้างของตนเอาไว้ สีหน้าแน่วแน่อย่างผู้หักใจทำการใหญ่

“สุคุนะ อาหารไม่ควรกินทิ้งขว้าง”

             สุคุนะซึ่งกำลังคิดเรื่องการกินในความหมายเปรียบเปรยร้อง ‘เออ’ ตอบรับส่งๆ

             ยูจิกล่าวต่อว่า “ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดก็ไม่ควรทิ้งชีวิตเพื่อตอบสนองความเอาแต่ใจของใครบางคน”

“เออ”

“หากเจ้าตั้งใจกินอะไร...ก็ควรตระเตรียมเท่าที่พอกิน”

             “เออ”

             “...”

“...”

             “อย่าฆ่าซี้ซั้วเลยนะ อย่างน้อยก็ถือเสียว่างานมงคลไม่ควรก่อกรรมทำเข็ญ” ยูจิกำนิ้วก้อยสุคุนะพูดเสียงอ่อย ในที่สุดก็เอ่ยสาระสำคัญออกมา

             ในเคหาสน์หลังนี้ ยูจินับเป็นผู้ที่มี ‘ความรักความเมตตา’ ต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลกที่สุดแล้ว

             สุคุนะปล่อยให้ยูจิกำนิ้วของตนต่อไป ใช้มืออื่นยกขึ้นมาวางปุลงบนผมสีอ่อนแทน มุมปากของเขายกขึ้นน้อยๆ สีหน้าอ่อนโยนลงหนึ่งระดับ

             “...คราวหน้าออดอ้อนให้เร้าอารมณ์กว่านี้นะ”

             “...”

             หน้าแข้งทรงพลังแหวกอากาศพุ่งตรงไปยังปากเหม็นเน่าของนายท่านเผ่ายักษ์ผู้หมกมุ่นในกามารมณ์ทันที

 

 

อนึ่ง ในวันงานมงคลสมรสของเรียวเมน สุคุนะ ไม่มีแขกเหรื่อหายสาบสูญหรือมีเหตุการณ์นองเลือดพรากชีวิตผู้ใดอย่างที่ยูจิเป็นกังวล สุคุนะมีแขนขาอันแข็งแกร่งคอยดูแลความสงบภายในงานทำให้ศัตรูจากภายนอกนอกไม่อาจลอบกระทำการน่าสงสัยสำเร็จ

นอกจากนี้

เนื้อน่ะ ต้องกินตอนสดใหม่สิ

นายท่านใหญ่เรียวเมน สุคุนะซึ่งเป็นนักชิมมือฉมังไม่อาจปันเวลาไปพะวงกินเนื้อนั่นนี่ทั้งหลาย คาดว่าเขาต้องใช้เวลาหลายวันในการกิน ‘เนื้อ’ ซึ่งแขวนอยู่ต่อหน้าแต่ไม่อาจนำเข้าปากกลืนลงท้องมานานนับเดือนให้เต็มอิ่มเสียก่อน

ส่วนเนื้อจำพวกอื่น ไว้อยากกินเมื่อไรค่อยหามาขึ้นโต๊ะอาหารภายหลัง

เรื่องพรรค์นี้ยังคิดไม่ได้...

เจ้าหนูของเขาช่างโง่เง่านัก