Tuesday, 21 November 2023

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GeYu] น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก Part Gojo's

 Fanfic Jujutsu Kaisen

น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก

Part Gojo's

 

Pairing   : Geto Suguru x Itadori Yuji

Rating    : SFW

Note       : After Part II



การมีความรักเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้คนใกล้ตัวจะบ้าๆ บอๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความรักไม่ได้ ต่อให้โกะโจ ซาโตรุเหน็บแนมเพื่อนอยู่เสมอ ความจริงยอมรับว่าเจ้าพวกนั้นมีด้านดีๆ อยู่มาก หากมีความรักขึ้นมาก็อยากให้มีความรักที่ดี ผ่าไปหลงรักใครเข้าก็อยากให้ได้รับความรักตอบ มาสวีทหวานจนน่าหมั่นไส้ให้เห็นยังดีกว่ารักคุดน้ำตาเช็ดหัวเข่า

คิดมาตลอดว่าถ้าวันที่เพื่อนมีความรักมาถึงตนจะสนับสนุน

กลับกลายเป็นว่าเมื่อเกะโทมีความรัก เขาดันยินดีด้วยจากใจจริงไม่ได้

ต้องเป็นเพราะอิตาโดริ ยูจิดีไม่พอแน่ๆ

ตัดเรื่องที่กวนโอ๊ยจนน่าโมโหออกไป ที่เหลือเกะโทล้วนดีพร้อม นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา ความสามารถ...แล้วเจ้าเด็กเหม็นเหงื่อนั่นเป็นใครกัน? ไม่มีปากมีเสียง ไม่สู้คน เชยสะบัด หน้าตาซื่อบื้อ หัวทึบ แถมยังเป็นโอตาคุอีก

รับไม่ได้เฟ้ย!

เพราะได้ยินมาว่าอิตาโดริไม่มีนัดกับเพื่อนๆ เกะโทรีบจองตัวอีกฝ่ายหลังเลิกเรียนราวกับกลัวถูกมือดีฉก เมื่อได้รับคำตกลงก็หันขวับมาบอกโกะโจว่าจะไปเดท ไม่ต้องรอกลับพร้อมกัน...ยิ้มหน้าบานได้ชวนโมโหสุดๆ

ไม่ใช่ว่าจะไปตระเวนซื้อหนังสือการ์ตูนเอาของแถมหรอกเหรอ เดทอะไรกัน!

โกะโจผู้ถูกทิ้งระบายอารมณ์ฉุนเฉียวที่เกมเซ็นเตอร์อย่างโดดเดี่ยว ตอนนั้นเองมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งมาจับจองตู้ด้านข้าง คนเล่นก็เล็งเป้าไปลั่นไกไป คนที่รอก็เปิดหัวข้อสนทนาฆ่าเวลา ปกติแล้วโกะโจไม่สอดรู้เรื่องคนแปลกหน้า มีคนมาคุยใกล้หูรังแต่จะสร้างความรำคาญให้เท่านั้น เพียงแต่...

“ช่วงนี้ยิวยิตสู คลายเส้นเดือดน่าดูเลยเนอะ อ.เกะกะแกจะเกลียดอะไรอ.โกะโจขนาดนั้น”

โกะโจ?

สมองเทพของคนเทพๆ จับคีย์เวิร์ดได้ด้วยความว่องไวระดับเทพ หนำซ้ำยังดึงความทรงจำออกมาประมวลผลและได้คำตอบอย่างรวดเร็วยิวยิตสู คลายเส้นที่ได้ยินชื่อบ่อยๆ ในช่วงนี้คือการ์ตูนที่เพื่อนยืมรุ่นน้องมาอ่าน

ศรแห่งความสงสัยใคร่รู้ปักลงกลางอก โกะโจผู้คิดแล้วลงมือทำทันทีวางมือจากเกม จำได้ว่ามีร้านขายหนังสืออยู่ใกล้ๆ แวะไปดูสักหน่อยดีกว่า

เขาเปิดเว็บไซต์เสิร์ชเอนจิ้นดูพลางๆ ระหว่างก้าวขาไปยังร้านหนังสือ ในบรรดาปกหลากสีสันที่แสดงเป็นพรืด มีปกหนึ่งที่คนบนนั้นหน้าตาละม้ายคล้ายตนอยู่หลายส่วน เมือสืบค้นต่อไปยังได้พบเรื่องบังเอิญอันเหลือเชื่อว่าเจ้านั่นชื่อโกะโจเหมือนตน

หรือว่า...

ซาโตรุน่าจะกำลังตีความความชอบของอิตาโดริผิดๆ

ไม่ใช่ สุงุรุต่างหากที่ไม่รู้เรื่อง

นั่นมันพฤติกรรมของแฟนคลับเวลาชอบไอดอลไม่ใช่เหรอ

บอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ

อิตาโดริ ยูจิคนนั้นมาสารภาพรักฉันไปแล้ว ยังจะเข้าใจผิดอะไรได้อีก!

ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร ทันทีที่โกะโจก้าวเข้าไปในร้านหนังสือที่ตกแต่งด้วยโทนสีสว่าง โซนหนังสือการ์ตูนกำลังโปรโมทยิวยิตสู คลายเส้นฉบับรวมเล่มเล่มใหม่พอดี และหนึ่งในตัวละครที่ถูกนำมาแปะบนป้ายก็คือชายหนุ่มหน้าตาดีผมสีขาว

โกะโจมุ่งหน้าไปทางนั้นอย่างเด็ดเดี่ยวราวกับกำลังก้าวสู่สมรภูมิรบ





Talk

ยังไงเรื่องนี้ก็เคยถูกวางให้เป็นโกะยูเกะมาก่อน แต่โครงการล่มเพราะบทจางไม่มีอะไรให้ลุ้น (?) จนชื่อตาหงอกโดนถอนออกจากชื่อแพริ่ง ให้ครองเวทีสั้นๆ สักนิดเป็นการชดเชยนะเสนเส โถ่ถัง


Sunday, 19 November 2023

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GeYu] น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก Part II

 Fanfic Jujutsu Kaisen

น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก

Part II

 

Pairing   : Geto Suguru x Itadori Yuji

Rating    : SFW

 

 

ชมรมการแสดงได้คิวใช้เวทีในที่ร่มตอน 14.10 น.

บนพื้นด้านหน้าเวทียกสูงมีเก้าอี้พับประมาณ 100 ตัว เทียบกับเวทีกลางแจ้งด้านนอกขนาดจะเล็กกว่าค่อนข้างมาก แต่เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสมแล้ว ชมรมการแสดงเหมาะกับเวทีเล็กกว่าเวทีใหญ่อย่างชมรมดนตรี ไม่ใช่แค่พวกเขาบริหารการใช้พื้นที่ไม่ไหว นอกจากนี้คือเตรียมฉากใหญ่ขนาดนั้นไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม มีคนสนใจเข้าชมการแสดงเยอะพอควร ก่อนถึงเวลาขึ้นแสดงราวห้านาที ไม่เพียงเก้าอี้ที่ถูกจับจอง ยังมีคนนั่งและยืนกระจายตัวอยู่รอบๆ อีกจำนวนหนึ่ง

อิตาโดริกอดคอบังคับพาฟุชิงุโระกับคุกิซาคิเพื่อนยากมาด้วย เพราะมาช้าไปหน่อย หาเก้าอี้ว่างได้ที่เดียว ทั้งสามตัดสินสิทธิ์การครอบครองเก้าอี้อย่างเป็นธรรมด้วยการเป่ายิงฉุบ ผลคืออิตาโดริชนะ แต่เพราะถูกประท้วงอย่างหนักว่าอิตาโดริที่วิ่งรอบสนามได้เป็นสิบๆ รอบไม่จำเป็นต้องนั่งเก้าอี้สักหน่อย! ดังนั้นจึงต้องเป่ายิงฉุบใหม่

ศึกตัดสินระหว่างฟุชิงุโระกับคุกิซาคิหลังจากเตะอิตาโดริออกจากวง...ฟุชิงุโระชนะ

“เอาเถอะ ฉันไปทางโน้นกับอิตาโดริก็ได้” ฟุชิงุโระรู้จักถอยอย่างชาญฉลาด

คุกิซาคิพยักหน้าอย่างพอใจ “รู้สึกเสียสละให้เลดี้ก็ดี”

คราวนี้คนถอยชะงักกึก หันหน้ายุ่งๆ กลับมาอย่างอดไม่ได้“คนที่บอกว่าชายหญิงเท่าเทียม ให้เป่ายิงฉุบตัดสินคือเธอนะ”

“แล้วทำไม? ฉันเปลี่ยนกติกาแล้วมันจะทำไม?”

“...”

วิญญูชนท่านหนึ่งท่องในใจ...อย่าเอาทองไปรู่กระเบื้อง

ยืนด้านข้างมุมไม่ดีเท่ามองตรงจากด้านหน้า อิตาโดริลากดึงเพื่อนหน้าบางไปนั่งปะปนกับคนอื่นหน้าเวที อาจชิดไปนิด แต่ถ้ายืนด้านหลังเก้าอี้แถวสุดท้ายอาจจะเมื่อยเกร็ง ได้นั่งสบายๆ ย่อมดีกว่า

ก่อนหน้านี้เพราะแวะไปช่วยงานแทนสุคุนะที่ชมรมการแสดงบ่อยๆ อิตาโดริเห็นการซักซ้อมมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ได้เห็นการซ้อมฉบับสมบูรณ์และได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ แม้รู้เนื้อหาทั้งหมดอยู่แล้ว การมานั่งดูการแสดงจริงพร้อมฉากและเครื่องแต่งกายเต็มรูปแบบก็ทำให้ตื่นเต้นอยู่ดี

 

 

หลอกลวง เริ่มแสดงจริงเวลา 14.13.

โกะโจ ชายหนุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากรูปร่างหน้าตาในการแสวงหาเงินทองและความรักถูกฆาตกรรมผลักตกลงบ่อน้ำ เขากลายเป็นวิญญาณอัปลักษณ์เปี่ยมจิตอาฆาต ระหว่างเสาะแสวงหาฆาตกรที่ลงมือสังหารตน โกะโจก่อกรรมทำเข็ญสร้างความเดือดร้อนทั่วทุกหัวระแหง ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไม่อาจอยู่อย่างสงบ บรรดาคนรักซึ่งเคยถูกโกะโจเมื่อครั้งมีชีวิตต้มตุ๋นหลอกเอาเงินทองยิ่งถูกหลอกหลอนจนใช้ชีวิตตามปกติแทบไม่ได้

เรื่องราวของผีเฮี้ยนโด่งดังในระดับท้องถิ่นไปเตะตาคนเขียนบทรายการเรื่องสยองขวัญ นิชิมิยะเชื้อเชิญหมอผีเกะโทที่ถูกชาวเน็ตค่อนขอดว่าเป็นของเก๊มาร่วมรายการ นอกจากนี้ยังเชิญหญิงสาวที่ถูกผีร้ายระรานมาได้อีกสองคนคืออุตะฮิเมะกับไม พวกเธอกล่าวตรงกันว่าโกะโจพยายามลากพวกเธอไปอยู่กับเขา

ผู้ชมเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน แม้จะสละเวลามานั่งดูรายการ แต่ไม่ให้ความเชื่อถือแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เกะโทเป็น ของจริง

ด้วยเหตุนี้ตอนลงภาคสนามเพื่อไปดูที่เกิดเหตุ เขาเป็นคนเดียวที่เห็นผีร้ายหน้าตาอัปลักษณ์ การพบกันของทั้งสองทำให้เสียงคนตายส่งไปถึงคนเป็น โกะโจข่มขู่อย่างหนักว่าต้องไปหาฆาตกรมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นตนจะลงมือกับเกะโทด้วย

ขณะเดียวกัน ผลจากการวีรกรรมสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไม่ไร้ผลลัพธ์เสียทีเดียว ศพของโกะโจถูกพบทำให้มีการสอบสวน สาวน้อยมิวะพนักงานร้านอาหารใกล้ๆ เป็นหนึ่งในบรรดาคนรักของโกะโจ เมื่อทราบข่าวเธอเสียใจอย่างยิ่งและพยายามช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ และวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่เธอไปขอตรวจสอบกับโทโดเจ้าของร้านที่ตนทำงานอยู่มีร่องรอยพอดี

คนที่อยู่กับโกะโจเป็นคนสุดท้ายในคืนนั้นคือไม

พวกเขาเดินเคียงกันจนหายลับไปในมุมอับ สภาพเมามาย ทว่าเมื่อเร่งเวลาในเทปจนกระทั่งเห็นไมออกมา กลับเหลือเพียงเธอคนเดียว

โกะโจเห็นวิดีโอแล้วโกรธจัด เขาไม่ใช่วิญญาณติดที่ทำให้ร่อนเร่ไปไหนได้ตามใจชอบ และตอนนี้กำลังจะไปชำระแค้นกับหญิงสาวคนนั้น เกะโทพยายามห้ามปราม เกลี้ยกล่อมว่าลองคุยกับเธอก่อนเถอะ หากเป็นเรื่องจริงทำให้เธอยอมมอบตัวยังดีกว่าก่อกรรมหนัก

โกะโจไม่มีทางเห็นด้วย

ทว่าหลังภาพจากกล้องวงจรปิดถูกตีแผ่ โกะโจเข้าใกล้ไมไม่ได้อีก ดูเหมือนเธอจะหาเครื่องรางของขลังมาป้องกันตัวเองสำเร็จหลังเข็ดขยาดจากการการถูกผีร้ายรังควาญจนหัวร้างข้างแตก ระหว่างการสอบสวน หญิงสาวก้มหน้าก้มตาร้องไห้ ปฏิเสธเสียงเครือว่าตนไม่ได้ทำ ตนถูกปรักปรำ ไม่มีหลักฐานบ่งชี้อะไรสักอย่างว่าเธอลงมือ ทุกคนจะยัดเยียดให้เธอเป็นแพะไม่ได้

เครื่องจับเท็จบอกว่าไมไม่ได้พูดโกหก

นักจิตวิทยาบอกว่าไมพูดความจริง

เพราะไม่มีพยานหลักฐานขณะเกิดเหตุ ไมมีแนวโน้มจะถูกตัดสินให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ตอนเห็นข่าวนี้พร้อมเกะโท โกะโจคลุ้มคลั่งหนักกว่าเก่า เกะโทผู้มองเห็นและถูกตามราวีสู้รบตบมือกับผีร้ายเสียสติไม่ไหวแล้ว จำต้องหาทางติดต่อไมเพื่อคุยต่อหน้าสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาโทสะของโกะโจลง

โกะโจซึ่งอัปลักษณ์ขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความอาฆาตแค้นและชักประคองสติไว้ไม่อยู่ติดตามไปด้วย

สถานที่นัดหมายเป็นร้านอาหารของโทโดใกล้จุดเกิดเหตุ ไมยอมออกมาเพราะเห็นว่าเกะโทเป็นหมอผี ให้ความเชื่อใจและรู้สึกสนิทใจต่ออีกฝ่ายพอสมควร

ทว่านั่งประจันหน้ากันได้ไม่นาน พูดคุยได้เพียงสองสามคำ จู่ๆ เธอก็ล้มฟุบเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกตัดไฟ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชา การเคลื่อนไหวแข็งทื่อประหนึ่งเครื่องจักร ไมติดต่อตำรวจบอกว่าตนเองยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อท่ามกลางสายตาตกตะลึงของโกะโจ

เกะโทยังคงอมยิ้มมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน ไม่ปรากฏกระทั่งร่องรอยความประหลาดใจ

สังหรณ์ร้ายผุดขึ้นในใจโกะโจ เขาหันขวับไปมองหมอผีเก๊ หากไม่ทันได้เอ่ยอะไรพลันมีร่างซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวทั้งตัวย่างสามขุมเข้ามาหาโกะโจ ร่างนั้นไม่เปล่งเสียงอะไรเลย ประชิดตัวได้ก็ใช้เชือกล่ามโกะโจเอาไว้

เกะโทบอกว่านั่นคือยมทูต

ท่ามกลางความงุนงงสับสน โกะโจถูกลากตัวไปแม้ไม่ยินยอม ส่วนไมสะพายกระเป๋าใบน้อยอย่างเงียบเชียบแล้วเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำลา กริยาท่าทางไม่ต่างจากวิญญาณหลุดจากร่าง

คล้อยหลังหนึ่งคนหนึ่งผีหายไปไม่นาน มิวะเดินมาหาเกะโท ถามเขาว่าโกะโจหายไปจากโลกใบนี้จริงๆ แล้วใช่ไหม หญิงชู้คนนั้นจะไม่หลุดคดีแน่ๆ นะ?

คำตอบที่ได้รับคือโกะโจตายไปแล้วโดยแท้จริง เพิ่งจะถูกลากตัวไปยังแดนวายชนม์เมื่อสักครู่ ทางด้านไม...เกะโทเงียบไปนิดหนึ่งเมื่อลำดับตกมาถึงเธอ เขาเอียงศีรษะน้อยๆ ยิ้มจนตาเป็นขีดกล่าวว่าผีที่ตนเลี้ยงเข้าไปสิงร่างเจ้าหล่อนและลงมือสังหารโกะโจจริงๆ กายเนื้อของคนเป็นลงมือคร่าชีวิตคน ย่อมต้องหาหลักฐานพบไม่ช้าก็เร็ว

มิวะหายตัวไปพักหนึ่ง เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ส่งซองเงินให้เกะโท บอกกับเขาด้วยคำศัพท์อ้อมค้อมตีความหมายได้ว่าถ้ายัยหญิงชู้คนนั้นตายหรือติดคุกเมื่อไหร่เธอจะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือ

เกะโทบอกว่าตนจะรับเงินตอบแทนส่วนของโกะโจไว้ก่อน และจะรอค่าจ้างส่วนที่เหลืออย่างใจจดใจจ่อ

การแสดงจบลงตรงนี้

 

 

ด้านล่างเวทีปรบมือแสดงความชื่นชมและพึงพอใจต่อการแสดง ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาการใช้เวที เมื่อการแสดงจริงใช้เวลามากกว่าตอนซ้อมเล็กน้อยทำให้เหลือเวลาไม่มาก ระหว่างทำการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ประกอบฉาก มุตะซึ่งรับหน้าที่บรรยายจึงเป็นตัวแทนชมรมการแสดงออกมากล่าวปิดท้ายอย่างรวบรัดเพื่อไม่ให้กินเวลากลุ่มถัดไป

ด้านล่างออกความเห็นกันอย่างสนุกสนาน

“ตัวเอกน่าสงสารชะมัด สุดท้ายก็ตายไปโดยไม่รู้อะไรเลย”

“ทำตัวเองทั้งนั้น ใช้ชีวิตให้ดีๆ แต่แรกผู้หญิงคงไม่แค้นหรอก”

“รุ่นพี่ที่แสดงเป็นหมอผีหล่อจัง ทำไมพอร้ายแล้วออร่าความหล่อมันพุ่งขนาดนั้น งี้ดๆ”

สุดหล่อหมอผีซึ่งถูกพูดถึงไม่น้อยเพราะขโมยซีนในฉากจบบัดนี้ลบแววตาลึกล้ำเจ้าเล่ห์ออกไปจนหมดสิ้น เขาสอดนิ้วแหวกม่านเป็นช่องเล็กๆ เพื่อแอบดูผู้ชมด้านล่างเวที

คนนอกเข้าไปเพ่นพ่านด้านหลังเวทีไม่ได้ ดังนั้นอิตาโดริกับเพื่อนอีกสองคนจึงพากันทยอยเดินออกไปหลังจากการแสดงจบ น่าจะคุยกันไว้แล้วว่าจะไปไหนต่อ แม้เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้พูดคุยกันตอนความรู้สึกยังท่วมท้นหลังความพยายามบรรลุผล ทว่าเกะโทก็เข้าใจสถานการณ์ดี

ขณะทำการแสดงต้องใช้สมาธิสูงมาก ไม่อาจปันสมาธิสนใจผู้ชมด้านล่างมากเกินไป เกะโทได้ยินเสียงในหัวเป็นครั้งคราว คำยกยอต่างๆ ที่ได้ยินขับให้มีกำลังใจอยู่หรอก เพียงแต่คำชมบางจังหวะ เกะโทสามารถตระหนักรู้ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าอิตาโดริกำลังหมายถึงใคร และมันทำให้รู้สึกน้อยใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ลำดับถัดจากชมรมการแสดงเป็นการฉายวิดีโอสั้น ภายในห้องเตรียมตัวจึงไม่ได้มีคนมาแบ่งใช้พื้นที่กับชมรมการแสดงมากมายนัก

“เมื่อไหร่จะเสร็จเนี่ย” ผีอัปลักษณ์กอดอกบ่นอุบอยู่บนเก้าอี้พับ

จากสภาพการณ์ โกะโจถูกแต่งหน้าทำผมหนักที่สุด คนอื่นยังพอเดินข้างนอกได้โดยไม่สะดุดตามาก แต่ถ้าโกะโจไม่ล้างเครื่องสำอางตั้งแต่ตอนนี้มีหวังได้ถูกมองเป็นคนสติไม่สมประกอบ สมาชิกชมรมมาช่วยท่านดาวเด่นก่อนด้วยความเห็นใจ

เกะโทเปลี่ยนกลับมาสวมชุดนักเรียนเสร็จก็นั่งเล่นโทรศัพท์รออยู่ด้านข้าง เขาหน้าสด ทรงผมก็ไม่ได้ใส่สารเคมีใดๆ เป็นพิเศษ แทบจะไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นหลังลงเวที

ติ๊ง

กล่องแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาแทรกหน้าจอสีดำตอนกำลังโหลดหน้าแรกของเกม ครั้นเห็นชื่อรุ่นน้องกับรูปโปรไฟล์เสือ นิ้วที่เกือบปัดทิ้งเปลี่ยนมาเลือกกดเข้าไปดูแทน

อิตาโดริ : ผมไปดูการแสดงแล้วนะ อยู่หน้าเวทีเลยแหละ

อิตาโดริ : รุ่นพี่เกะโทน่ากลัวอ้ะ

อิตาโดริ : แต่ก็เท่ด้วย!

อิตาโดริ : เจ๋งมากเลยครับ!

อิตาโดริ : *ส่งสติ๊กเกอร์ไฮไฟว์*

ความน้อยใจเสี้ยวเล็กๆ ถูกปัดเป่าอย่างง่ายดาย

ร่างสูงใหญ่ของเกะโทคู้ตัวลงจนแผ่นหลังกลายเป็นเส้นโค้ง เขายกมือข้างหนึ่งปิดป้องใบหน้าช่วงล่าง รู้ตัวว่ากำลังหลุดยิ้มแน่ๆ ถึงไม่อยากให้ใครเห็น เสียดายที่โกะโจกำลังว่างมากและไวต่อความผิดปกติของเพื่อนสนิท เห็นท่าทางดังกล่าว ปากไวๆ พ่นคำถามออกมาทันที

“สุงุรุเป็นอะไรไป”

สายตาหลายคู่พุ่งตรงมายังเกะโทโดยพร้อมเพรียง

“...” เป้าสายตาหยุดนิ่งในท่าเดิมสามวินาที เมื่อยกร่างท่อนบนขึ้นมานั่งพิงพนักเก้าอี้ตามปกติได้อีกครั้ง เกะโทหัวเราะเสียงเบาบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ไม่ต้องใส่ใจหรอก

กริยาของเขาไม่ผิดไปจากปกติสร้างความไว้วางใจแก่ผู้อื่น โกะโจขมวดคิ้วมองนิดหนึ่งทว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

มีเพียงมิวะที่ตาโชนแสงดังชิ้ง เธอราวกับสัตว์นักล่าที่เห็นเหยื่ออันโอชะ พริบตาถัดมาก็พร่างพรูความในใจดุจรัวปืนกล

“คนที่จะจับโทรศัพท์แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จากประสบการณ์ตรงของฉัน สำหรับวัยรุ่นเพศหญิงให้อนุมานว่ากำลังอ่านฟิคหรือนิยาย ถ้าเป็นสาววายอาจกำลังฟินกับโมเมนท์คู่จิ้น ไม่สิ ไม่ใช่ค่ะ! ช่วยทำเป็นไม่ได้ยินทีนะคะ ที่ฉันอยากบอกคือคุณเกะโทแอบไปมีแฟนมาโดยที่พวกเราไม่รู้หรือเปล่าคะ! ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ กรุณาให้เผือกหน่อยค่า!

สาวน้อยผมยาวที่เพิ่งเล่นเป็นแฟนสาวขาโหด บัดนี้สลัดเงาบนเวทีทิ้งจนสิ้น เธอโค้งตัว 90 องศา ยืดแขนสองข้างเหยียดตรงขนานกับพื้นราบ หงายฝ่ามือสองข้างขึ้นสื่อว่า ขออย่างตรงไปตรงมา

คนโดนขอเผือก “...”

ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?

ทั้งที่เป็นเพียงสมมตติฐาน มิวะกลับดูมั่นใจเสียเหลือเกิน หากไม่ใช่รู้นิสัยใจคอกันประมาณหนึ่งคงได้เชื่อว่าเจ้าหล่อนมีลางสังหรณ์บางอย่างหรือไปรู้อะไรมาถึงได้มั่นใจขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม มิวะเพียงเป็นคนไฟแรงที่โผงผางเล็กน้อยเท่านั้น เธออยากรู้อยากเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ แม้แต่การกระทำซึ่งออกจะกดดันเกินขอบเขตอยู่เล็กน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้เจตนาไม่ดี

เกะโทซึ่งเมื่อนาทีก่อนมุมปากคอยแต่จะกระตุกเป็นรอยยิ้มไม่เข้าท่า ปัจจุบันถูกรุ่นน้องร่วมชมรมทำเอาหมดแรงจนต้องเผยยิ้มกะปลกกะเปลี้ยออกมาแทน เขายกมือขึ้นคลึงขมับ “คือว่า...”

“ค่ะ!” มิวะเงยหน้าพรึ่บทั้งที่ตัวยังโน้มมาข้างหน้า ร่างกายบิดงอเป็นเส้นพิลึกๆ ราวกับเล่นตลก

ความกระตือรือร้นเกินเหตุนี้ทำเอาเกะโทพูดไม่ออกอยู่บ้าง เขาค่อยๆ พูดอย่างใจเย็นว่า “ต่อให้มีแฟนจริง ถ้าฉันไม่อยากพูดก็ไม่พูดหรอกนะ ยิ่งไม่มียิ่งไม่อยากพูดถึงไปใหญ่”

เสียง อ่า... คล้ายมีคล้ายไม่มีดังในห้องเตรียมตัว

เมื่อได้รับคำตอบ สมาชิกชมรมการแสดงคนที่เหลือทยอยส่งเสียงดุมิวะกันเจื้อยแจ้ว บ้างว่าอย่าทำให้รุ่นพี่ลำบากใจสิ บ้างว่าสงวนท่าทีหน่อยยัยหนู

เกะโทอยากจะถอนหายใจดังๆ เมื่อกี้พวกนายก็กางหูรอฟังอยู่ไม่ใช่เหรอ มาพูดดีเอาป่านนี้ไม่ช่วยหรอกนะ

ผิดจากคนอื่นๆ ที่เปลี่ยนท่าทีกลับสู่โหมดปกติอย่างรวดเร็ว โกะโจ ซาโตรุเท้าคางหรี่ตามองเงียบๆ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยคล้ายมีเรื่องอยากพูด หากสุดท้ายก็กลืนทุกอย่างเก็บลงไปในท้อง

 

 

ชมรมเรื่องลี้ลับมีจำนวนสมาชิกตามจำนวนขั้นต่ำตามที่ระเบียบโรงเรียนกำหนด คุกิซาคิเป็นสมาชิกชมรมนี้ เธอบีบบังคับยัดชื่ออิตาโดริใส่ใบสมัครเพื่อไม่ให้ชมรมถูกยุบ แต่ไหนแต่ไรไม่มีกิจกรรมเป็นชิ้นเป็นอัน ยิ่งไม่มีการจัดซุ้มหรือทำกิจกรรมใดๆ

เพราะอิตาโดริแวะมาดูชมรมการแสดง เกะโทจึงอยากไปหาอีกฝ่ายบ้าง พอถามกำหนดการไปทางแชท รุ่นน้องตอบกลับมาว่าชมรมตัวเองไม่มีกิจกรรม จะอยู่เป็นเพื่อนฟุชิงุโระตอนเข้าเวรเฝ้าซุ้มของชมรมบอร์ดเกมแทน เวลานอกเหนือจากนี้จะตะลอนเรื่อยเปื่อย

รอบเข้าเวรของฟุชิงุโระเป็นช่วงใกล้หมดวัน ยังเหลือเวลาให้โอ้เอ้อีกพักหนึ่ง

เกะโทกับโกะโจตัดสินใจเติมท้องเป็นอย่างแรก อาศัยร่มเงาต้นไม้ใหญ่ช่วยกันแดดยามบ่ายแก่ ชมรมบอร์ดเกมอยู่ในอาคารแต่แผงขายอาหารอยู่ด้านนอก เพื่อความสะดวกจึงทนไอแดดกันไปก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าท้องอิ่ม

“นายสนิทกับหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

เมื่อกลับมารวมตัวกันหลังซื้อของเสร็จ โกะโจถามออกมาทันที พูดไปตักน้ำแข็งไสไป

คำถามดังกล่าวไม่เกินความคาดหมาย เกะโทรู้อยู่แล้วว่าโกะโจจะถาม แค่มันเร็วกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย หากไม่ใช่ว่าไม่คิดอะไรเลยถึงได้ถามโดยปราศจากแรงกระตุ้น ไม่อย่างนั้นโกะโจคงกำลังคิดอะไรหลายๆ อย่างถึงได้ไม่บ่มเพาะความสงสัยไว้นานกว่านี้

เกะโทกัดคอร์นดอก ตอบว่าเพราะยืมหนังสืออ่านนั่นแหละ เคยเห็นตอนเอาไปคืนอยู่ไม่ใช่เหรอ?

นอกจากเรื่องเสียงในใจที่ยังอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้จึงไม่พูดถึง ที่เหลือไม่ว่าเพื่อนจะถามอะไรเกะโทล้วนไม่ปกปิดข้อเท็จจริง

“ทำไมถึงนึกอยากอ่านการ์ตูนขึ้นมาได้ล่ะ”

“อืม ไหลตามน้ำล่ะมั้ง? พอรุ่นน้องแนะนำแล้วบอกว่าจะไปหาอ่าน เขาก็เอามาให้ยืม”

“ฮะ? ทำไมต้องยืมด้วย?”

“จะทำไมซะอีก เพราะมันสนุกใช้ได้เลยอยากอ่านต่อน่ะสิ”

“ซื้อเองได้ไม่ใช่รึไง”

“ฉันไม่ได้สะสม แค่อยากอ่านเฉยๆ ยืมเอามันประหยัดกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินถุงเงินถังอย่างนาย”

“...”

ไม่มีคำแย้ง แต่รู้สึกว่ามีอะไรตรงไหนที่มันไม่ถูกต้อง

หัวคิ้วของโกะโจยังไม่คลายตัวเสียทีเดียว กระทั่งกินน้ำแข็งไสหมดแล้วเริ่มกัดมันหวาน สีหน้าก็ยังดูเหมือนมีเรื่องอะไรกวนใจ

เกะโทไม่ถามอะไรย้อนคืนแม้แต่คำถามเดียว เขาปล่อยให้เพื่อนค่อยๆ เรียบเรียงความคิด บอกว่าตนจะไปซื้อน้ำสักหน่อย จะดื่มอะไร?

ระยะเวลาที่ผละออกไปทิ้งขยะและซื้อเครื่องดื่มยาวนานเพียงห้านาทีเศษเท่านั้น ทว่าตอนเดินกลับมา เกะโทมองเห็นอิตาโดริเดินเร็วๆ ไปหาโกะโจพอดี

เขาหยุดเท้าเอาดื้อๆ

ระยะห่างนี้ไม่ได้ยินว่าอิตาโดริที่ตาเป็นประกายกำลังพูดอะไร ในหัวก็ไม่มีเสียงอะไรกังวานขึ้นมา จากมุมที่เกะโทยืนอยู่เห็นเพียงด้านหลังของเพื่อนสนิทกับรุ่นน้องผู้ยิ้มแย้มร่าเริง

ทำไมไม่เดินเข้าไปนะ?

ร่างกายตัวเองแท้ๆ กลับไม่เข้าใจ เกะโทไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน

ไม่สิ ไม่ใช่...

แค่พยายามทำเป็นไม่รู้เท่านั้น

 

 

ซอกลึกในใจถูกกรีดแหวะจนมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของความรู้สึกที่แสร้งมองไม่เห็น เกะโทยังต้องใช้เวลาในการทำใจยอมรับอีกสักพัก ถึงอย่างนั้นเมื่อรุ่นน้องคนหนึ่งโฉบผ่านไปมาอยู่ตรงหน้า สองตาอดไม่ได้ต้องไล่ตาม การตระหนักรู้น่าจะทำให้สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไป นับจากมานั่งในซุ้มชมรมบอร์ดเกมเพื่อดูคน เพื่อนซี้ก็จับจ้องตนไม่วางตาเช่นกัน ถึงขั้นเรียกได้ว่ากำลังสังเกตสังกาอย่างโจ่งแจ้ง

“คุณโกะโจ ตาคุณแล้วครับ”

“ฮะ? อ้อ”

ในบรรดาบอร์ดเกมที่ชมรมนำออกมาทำกิจกรรม เกะโทและโกะโจเล่นเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง ในกลุ่มนั้นที่ใช้เวลาน้อยหน่อยคือโอเทลโล่

เกะโทไม่ได้คิดมาเล่นแต่ตั้งใจมาดูคน มือใหญ่ๆ กดไหล่เพื่อนให้นั่งหน้ากระดาน มัดมือชกบอกว่าหมอนี่จะเป็นคู่มือให้เอง ส่วนฟุชิงุโระเป็นสมาชิกชมรมที่ออกมาดูแลและเอ่ยเร่งเมื่อสักครู่

ความจริงมีสาวๆ หลายคนอยากนั่งดูหน้าหนุ่มหล่อในระยะประชิด แต่ประธานชมรมรังเกียจแรงกระตุ้นอันไม่บริสุทธิ์ใจถึงส่งฟุชิงุโระที่ทำหน้าเหม็นบูดที่สุดในบรรดาตัวเลือกไปรังแกมือสมัครเล่น

ไม่เพียงคุกิซาคิที่ดูจะไม่ชอบใจที่อิตาโดริหลงใหลคลั่งไคล้โกะโจ ฟุชิงุโระก็ไม่แตกต่างกัน...ออมมือเหรอ? อย่าหวัง

ยิ่งโกะโจเอาแต่นั่งจับผิดเพื่อนตัวเองจนไม่มีสมาธิเล่นเกมยิ่งไม่มีลุ้นชนะ

“จะต่อไหมครับ?”

“...”

แม้โกะโจเป็นคนเรียนรู้เร็ว แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่คู่มือของฟุชิงุโระ สามกระดานที่ผ่านมาถูกถล่มยับชนิดไม่เห็นแม้แต่ ช.ช้างของคำว่าชนะ

“สุงุรุ นายมาเล่นต่อซิ”

โกะโจไม่ใช่คนแพ้ไม่เป็น การเกลียดความพ่ายแพ้ไม่ได้หมายความว่าจะอาละวาดอย่างไร้ศักดิ์ศรีเมื่อตนคว้าชัยชนะไม่ได้ ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่สำเร็จเขาจะย้อนกลับมามองข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเพื่อเอาชนะในครั้งหน้า เพียงแต่ฟุชิงุโระยิ้มเยาะได้กวนโทสะเกินไป โกะโจอยากเห็นเจ้าหมอนี่แพ้มากๆ

เกะโทเก็บสายตาซึ่งวนเวียนอยู่รอบรุ่นน้องคนหนึ่งกลับมา หลุบมองผลลัพธ์สุดท้ายบนกระดาน ไม่สนใจอยากร่วมสนุกแม้แต่น้อย “ต่อให้ชนะก็ได้แค่ปากกาเอง”

“ประเด็นสำคัญไม่ใช่รางวัล แต่เป็น ชนะ ต่างหาก!” โกะโจตบโต๊ะเพียะๆ อย่างไม่สบอารมณ์ ตัวเองชนะไม่ได้แล้วอย่างไร เกะโทชนะฟุชิงุโระได้เขาก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว

เกะโทเอียงศีรษะหลบเสียงที่กระแทกเข้ารูหู อ้าปากปฏิเสธ “แต่

“อ๊ะ ไม่งั้นให้ผมเล่นแทนมั้ย ผมเล่นไม่เก่งเท่าฟุชิงุโระ พวกรุ่นพี่จะได้ไม่กดดัน” ทันทีที่อิตาโดริผู้กำลังถือเหมียวระเบิดไปให้โต๊ะหนึ่งผ่านมาเห็นแขกกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขารีบเสนอตัวช่วยคลายความขัดแย้ง

มาเล่นสนุกทั้งที ไม่อยากให้กลับไปแบบอารมณ์เสียเลย

เกะโทเปลี่ยนท่าทีทันควัน “เอาสิ”

” โกะโจเกือบจะตะโกนด่า

ชมรมบอร์ดเกมไม่ได้บังคับว่าคนที่มาร่วมสนุกต้องเล่นกับสมาชิกชมรมเท่านั้น เพียงแต่ส่วนใหญ่แขกจะสนใจเกมที่ไม่เคยเล่นจึงต้องมีสมาชิกประจำแต่ละโต๊ะคอยชี้แนะว่าต้องเล่นยังไง นอกจากนี้คือคอยเฝ้าระวังไม่ให้อุปกรณ์ถูกใช้จนชำรุดเสียหาย

โต๊ะทรงเหลี่ยมนั่งได้ 4 ที่นั่ง รุ่นพี่นั่งด้วยกันฟากหนึ่ง อีกฟากมีฟุชิงุโระนั่งอยู่คนเดียว หลังส่งของเสร็จอิตาโดริย้อนกลับมาดึงเก้าอี้ว่างข้างเพื่อนตัวเองแล้วหย่อนตัวลง เป็นที่นั่งตรงข้ามกับเกะโทพอดี

ฟุชุงุโระผลักกระดานมาด้านข้าง ช่วยอิตาโดริเก็บหมาก ไม่ได้ลุกไปไหน

“รุ่นพี่เกะโทเล่นโอเทลโล่เก่งหรือเปล่าครับ” อิตาโดริชวนคุย ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศคุกรุ่นทุเลา

เกะโทผายมือให้อิตาโดริเป็นฝ่ายเริ่มเกม ตอบยิ้มๆ โดยที่เท้าคางมองคู่สนทนา “ไม่น่าจะถือว่าเก่ง แต่ฉันไม่ได้ยึดติดว่าเล่นเกมแล้วต้องชนะอย่างเดียว ดังนั้นรุ่นน้องเล่นเต็มที่ได้เลย”

คนยึดติดกับชัยชนะโดนหางเลขไม่รู้เนื้อรู้ตัว ตะโกนว่า เฮ้ย!’ ออกมาเสียงหนึ่ง

สถานการณ์ของกระดานใหม่ต่างจากตอนโกะโจแข่งกับฟุชิงุโระมาก อิตาโดริถนัดเล่นเกมไพ่กับเกมวัดดวงทั้งหลาย ไม่ถนัดเกมที่ต้องใช้ความคิดไม่เว้นแม้แต่โอเทลโล่ ฝีมือค่อนไปทางห่วยจนคนนั่งดูถึงกับผงะ

วางตรงนี้จะเป็นดาวห้าแฉกพอดี

เกะโทได้ยินเสียงในใจรุ่นน้องเอ็นดูจนเกือบหลุดขำ โอเทลโล่ต้องพลิกหมากให้กลายเป็นสีของตัวเองไม่ใช่เหรอ ทำไมเลือกวางจากตำแหน่งที่จะทำลวดลายออกมาได้สวยๆ แทนล่ะนั่น

ด้วยเหตุนี้รุ่นพี่แสนดีจึงเล่นสนุกตามไปด้วย เขาอ่อนข้อให้อย่างมาก ไม่วางหมากในจุดที่จะพลิกกระดานได้ แถมยังให้โอกาสอิตาโดริเลือกวางหมากใหม่ได้ตามใจชอบด้วย โกะโจเห็นท่าทางตามอกตามใจนี้ควันร้อนๆ แทบจะพุ่งออกจากศีรษะ หากอ้าปากกินหัวคนได้คงทำไปแล้ว ด้านฟุชิงุโระมองรุ่นพี่ผมยาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม อ่านจากสีหน้าแววตาได้ว่า ที่แท้คุณก็เป็นบ้าเหมือนคุณโกะโจเหรอครับ?

“ชนะแหละ!

“อื้ม เก่งมาก”

“อ๊ะ” อิตาโดริที่หูหางตั้งในตอนแรกสลดเป็นผักเหี่ยวๆ เมื่อตระหนักได้ว่าต้องทำให้รุ่นพี่ชนะ เขาแอบเหลือบตามองสีหน้าท่าทางเกะโท เมื่อเห็นรุ่นพี่มองตนด้วยสายตาอ่อนโยน ช่วงบ่าเกร็งเครียดค่อยผ่อนลงด้วยความโล่งใจ

เกะโทอดกลั้นความรู้สึกอยากลูบศีรษะอีกฝ่าย รีบใช้สองมือเก็บหมากลงจากกระดานพลางทอดเสียงพูดอย่างนุ่มนวล “ไม่ต้องเกรงใจ ชนะแล้วดีใจเป็นเรื่องธรรมดานี่นา ฉันไม่ถือหรอก”

แน่สิ ก็ตัวเองจงใจเล่นแพ้นี่โกะโจกับฟุชิงุโระจิกกัดเกะโทพร้อมๆ กัน

อยู่ต่อไปไม่ได้เรื่องแน่ๆ โกะโจซึ่งอารมณ์เสียสุดๆ ตัดสินใจขอตัวลา กึ่งบังคับลากตัวเพื่อนที่ทำตัวแปลกๆ ออกไปอย่างว่องไว รอจนไร้บุคคลที่สามค่อยตัดสินใจเอ่ยถามตามตรง

“นายชอบเด็กนั่นหรือไง?”

คนฟังชะงักเล็กน้อย เมื่อพูดถึง เด็กนั่นในหัวปรากฏแววตาอันซื่อตรงกับใบหน้ายิ้มกว้างเปิดเผย ทำเอามุมปากอดยกเป็นรอยยิ้มไม่ได้ ดวงตาเรียวยาวพลอยโค้งตามไปด้วย

คำตอบของเกะโทยังคงซื่อตรง

“ชอบสิ ชอบมากเลยล่ะ”



              หลังจบงานโรงเรียนไม่เหลือกิจกรรมใหญ่ๆ อะไรอีก สุคุนะใช้คำว่า ยุ่ง ในการหนีชมรมสิ้นเปลืองกว่าเก่า แม้แต่ข้ออ้างอื่นก็เลิกคิดโดยสิ้นเชิง กระนั้นอิตาโดริยังแวะเวียนมาห้องชมรมอยู่บ้าง ดูคนอื่นฝึกซ้อมหรือศึกษาบทไปตามประสา

เทียบกับคนอื่นที่นับได้ว่าเสมอต้นเสมอปลาย โกะโจแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด

พฤติกรรมการแสดงออกอันแปลกประหลาดนี้จะเผยโฉมออกมาให้เห็นเมื่ออิตาโดริปรากฏตัวในครรลองสายตา บางครั้งเมินเฉยรุ่นน้องต่างชมรมสุดขั้ว ถอยหนีให้ห่างที่สุด ไม่แม้แต่จะมองทว่าบางครั้งกลับแสดงออกถึงการเรียกร้องความสนใจอย่างสุดโต่ง

เรื่องยกหางตัวเองและต้องการเสียงสรรเสริญเยินยอไม่นับว่าประหลาด อิตาโดริตอบรับความต้องการนี้ได้ พร้อมวางถ้อยคำชื่นชมทั้งหลายใส่พานให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่เสพสุขตามประสงค์ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังบางทีจะมีการเปรียบเทียบนี่สิ

“ถ้าฉันกับสุงุรุตกน้ำนายจะช่วยใครก่อน”

เกะโทผู้โดนพาดพิง “

ตัวอิตาโดรินั้นต่อให้เข้าข้างโกะโจอย่างหน้ามืดตามัวและหัวช้าเข้าขั้นซื่อบื้อ แต่พื้นฐานเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งที่คำนึงถึงความรู้สึกผู้อื่น ให้อวยโกะโจทั้งวันเขาทำได้ ทว่าการอวยโกะโจด้วยการยกอีกฝ่ายขึ้นสูงแล้วกดคนอื่นเขาทำไม่ได้

“ผมน่าจะว่ายน้ำพาทั้งสองคนขึ้นฝั่งพร้อมๆ กันได้นะครับ?

เมื่อมีคำถามอันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง อิตาโดริปิดสวิตช์การตอบสนองเพื่อเอาใจรุ่นพี่ หันมาหาทางลงที่จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจผู้ฟังทุกฝ่ายต่อให้มันเป็นคำตอบที่ไม่ถูกใจโกะโจก็ตาม

เกะโทได้ยินเสียงในใจรุ่นน้องย่อมรู้ว่าอิตาโดริประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงของโกะโจ แถมยังตื่นตระหนกหัวใจแทบวายทุกครั้งที่ได้ยินคำถามสุ่มเสี่ยงทำนองนี้

ถึงอย่างนั้น อิตาโดริไม่เคยนึกสงสัยไปถึงต้นตอความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของโกะโจ เจ้าตัวคิดอย่างเรียบง่ายว่านิสัยเอาตัวเองเป็นใหญ่เกิดการวิวัฒนาการ เป็นการได้คืบจะเอาศอกเท่านั้น

ไม่แปลกหรอก...ขนาดเพื่อนสนิทอย่างเกะโทยังไม่มั่นใจว่าเข้าใจเต็มร้อยเลย

แต่เห็นอิตาโดริลำบากใจ เกะโทพลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย

หากระดับความกลัดกลุ้มพอให้หน้ามุ่ยจนนึกอยากรังแกเล็กๆ น้อยๆ เกะโทไม่ถือสา ทว่าขอบเขตความลำบากที่เพื่อนสรรหามาทำให้อิตาโดริยุ่งยากใจชักเกินพอดีไปหน่อย

ฉะนั้นต่อให้ชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าตนเข้าใจโกะโจเพียงครึ่งเดียว เกะโทก็คิดว่าควรเรียกสติก่อนเพื่อนจะถลำลึกไปกับการคิดเองเออเองจนคนรอบข้างเดือดร้อน เขาชวนกลุ่มเพื่อนสนิทออกมาเที่ยวเล่นด้วยกันวันสุดสัปดาห์ อิเออิริ โชโกะซึ่งถูกจับแยกห้องตอนขึ้นปี 3 และหัวหมุนกับการเรียนพิเศษจนแทบไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันเจียดเวลามาร่วมวงเพื่อผ่อนคลายสมองเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน

เกะโทถือโอกาสตอนโกะโจกำลังอารมณ์ดีหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดระหว่างนั่งเรียงสามหน้าโรงรอหนังฉาย

“ดูเหมือนซาโตรุกำลังกลัวว่าฉันจะอกหักอยู่น่ะ ตั้งแต่ฉันบอกว่าชอบอิตาโดริ หมอนี่เอาแต่แสดงออกว่าอิตาโดริชอบตัวเองเหมือนกลัวฉันไม่รู้ยังไงยังงั้น”

อิเออิริไม่ได้คลุกคลีกับเพื่อนทั้งสองเท่าตอนเรียนปี 1-2 ด้วยหลายปัจจัยทว่าไม่ได้ตกข่าวไม่รู้เหนือรู้ใต้ ถึงเธอไม่เคยคุยกับอิตาโดริ ชื่อนี้ลอยผ่านหูให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็ร้อง อ๋อ เมื่อโยงชื่อกับหน้าตาเด็กปี 1 ออก

“เด็กผู้ชายนี่นา อ่าฮะ นายกำลังจะบอกว่ารำคาญเจ้าสี่ตาที่ทำเหมือนนายโง่ หรือจะบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าอกหัก ไม่ต้องมาตอกย้ำ...แบบไหนเอ่ย?”

“แว่นแฟชั่นเฟ้ย” โกะโจโฟกัสตรงคำว่า สี่ตา รู้สึกรับไม่ได้ที่สุดหล่อแห่งผืนพิภพถูกเรียกเหมือนเป็นเด็กเนิร์ด ใครได้ยินมีหวังเข้าใจผิดกันหมด!

เพื่อนสาวไม่แยแส “แว่นไหนๆ ก็คือแว่น”

“เอาเถอะ ที่ฉันอยากบอกคือ ฉันรู้อยู่แล้วอิตาโดริชอบซาโตรุ แต่ซาโตรุน่าจะกำลังตีความความชอบของอิตาโดริผิดๆ”

“คำตอบคืออย่างแรก..นายรำคาญเจ้าสี่ตาที่ทำเหมือนนายโง่ อย่างนั้นสินะ?” อิเออิริแหงนคอวางบนพนักเก้าอี้หนาๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแกว่งซ้ายขวา

เกะโทแบมือสองข้างระดับไหล่ “ตามนั้น”

“อะไรกัน โรคหลงตัวเองกำเริบจนเกะโทยังอายแทนหรอกเหรอ” นักสูบตัวยงเคี้ยวหมากฝรั่งในเขตปลอดบุหรี่ เมื่อในแต่ละประโยคแทรกเสียงหยับๆ ประโยคอันเรียบง่ายสามารถระคายหูคนฟังเหมือนผู้พูดกำลังกวนโอ๊ยพิลึก “พอฉันไม่อยู่มีเรื่องสนุกๆ เยอะเชียว”

“อย่าเห็นเป็นเรื่องสนุกเซ่” เพื่อนสองคนพูดกันไปมาตามใจปาก โกะโจรู้สึกรับไม่ได้สุดๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าตนกำลังเข้าใจผิดเพราะหลงตัวเอง ดูยังไงอิตาโดริก็ชอบเขาชัดๆ

ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูก โกะโจยกการแสดงออกของอิตาโดริมาพูดให้อิเออิริฟัง เห็นเพื่อนสาวเป็นผู้พิพากษาเสียแล้ว

“อืมๆ อย่างนี้นี่เอง ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ว่าเด็กนั่นน่าจะชอบโกะโจนะ แถมยังเก็บความคลั่งไคล้ไม่อยู่อีกต่างหาก น่าสงสารๆ” ผู้พิพากษาจำเป็นกอดอกพยักหน้า

ขวัญกำลังใจของโกะโจมาเต็ม “ใช่ไหมล่ะ!

“จะไปใช่ได้ยังไงล่ะ” เกะโทตัดบทฉับใหญ่ “นั่นมันพฤติกรรมของแฟนคลับเวลาชอบไอดอลไม่ใช่เหรอ เรียกว่าอะไรแล้วนะ...ติ่ง?”

อิเออิริกะพริบตาปริบๆ “เอ๊ะ...?”

โกะโจกำหมัดค้าง “ฮะ...?”

ดวงตาสองคู่หันมาทางเกะโทอย่างกับนัดกันมา

เข็มนาฬิกาขนาดใหญ่ซึ่งแขวนประดับโรงหนังขยับดัง ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก

จากนั้น...

 

“ไม่มีทาง! ยูจิชอบฉัน!

 

เสียงตบมือดังแปะๆ สองที

เป็นการบังคับเปลี่ยนบรรยากาศนั่นเอง

เกะโทคาดเดาไว้แล้วว่าเพื่อนสนิทอาจจะรู้สึกรับไม่ได้หรือขายหน้าจนอารมณ์เสีย เขาจึงหยิบยกประเด็นมาพูดก่อนเวลาหนังฉายเล็กน้อย หากสถานการณ์ไม่สู้ดีจะได้แก้ไขด้วยการเปลี่ยนเรื่องพากันเข้าไปดูหนังรอจนโกะโจหัวเย็นลง

ซึ่งเวลาดังกล่าวได้มาถึงแล้ว

“ไปดูหนังกันก่อนเถอะ”

ระหว่างเดินทอดหุ่ยไปเข้าไปด้านใน คนกลางอย่างอิเออิริยังกระซิบกระซาบปลอบโยนศักดิ์ศรีสูงล้ำที่โดนทุบจนเอียงกะเร่เท่ของโกะโจด้วย

“ชอบแบบไอดอลก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เกะโทไม่อกหัก นายก็ไม่ต้องลำบากใจอะไรด้วย จากนี้ทำตัวตามปกติก็พอ”

“...”

โกะโจย่นคิ้ว ปิดปากแน่นแม้สีหน้าบอกชัดว่ามีเรื่องอยากพูด

ในฐานะคนฉลาดคนหนึ่ง อยู่มาตั้งนานเกะโทไม่ยอมพูด เลือกมาพูดตอนอิเอริอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่าต้องการยืมปากเพื่อนใกล้ชิดคนอื่น หญิงสาวจับสัญญาณอันมองไม่เห็นนี้ได้และช่วยออกหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะก้มหน้าก้มตาไหลตามน้ำตามการชักจูงเสียหมด เธอหันไปทางเพื่อนผมยาว

“ฉันเอาป๊อปคอร์นรสชีส นายเลี้ยงสินะ?”

“...” เกะโท “...เอาเถอะ”

“ถังใหญ่เซ็ตลิมิเต็ดคู่เครื่องดื่ม อ้อ ฉันกินคนเดียวหมดถัง ไม่แบ่ง ฝากด้วยเพื่อนรัก”

“...”

 

 

ถึงแม้โกะโจ ซาโตรุจะเป็นที่นิยมชมชอบและมีชื่อเสียงประมาณหนึ่ง เกะโทกลับเชื่อมั่นว่าแท้จริงแล้วตนเองเนื้อหอมกว่าเพื่อนสนิท...คำว่าเนื้อหอมในที่นี้หมายถึงมีคนแอบหลงรักอย่างจริงจังใช่เห็นเป็นเพียงยาใจ

ไม่มีหลักฐาน ทั้งหมดมาจากสัญชาตญาณและความมั่นใจ

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้

ที่เกะโทกำลังคิดอยู่คือคุณชายเพื่อนยากเคยชินกับการได้รับความหลงใหลคลั่งไคล้จนแยกความชอบต่างๆ ไม่ออกต่างหาก

ในชมรมการแสดง สาวน้อยมิวะเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับที่วิ่งเข้ามาส่งใบสมัครเข้าชมรมเพราะชอบโกะโจ หากสังเกตดูให้ดี ท่าทีของเธอมีความละม้ายคล้ายคลึงอิตาโดริหลายส่วน...เป็นแฟนคลับที่แสดงออกอย่างซื่อตรงนั่นเอง ทว่าโกะโจไม่เคยเข้าใจมิวะผิดเพราะเธอมีแฟนหนุ่มตัวจริงเสียงจริงอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ดูเหมือนอิตาโดริจะโสด

ทั้งที่เป็นการแสดงออกถึงความชอบเหมือนกัน แต่คนหนึ่งมีแฟน อีกคนไม่มี เท่านี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก

เมื่อกลับมาเรียนตามปกติอีกครั้งเห็นได้ชัดว่าโกะโจหลงเหลือความสับสนและวางตัวต่ออิตาโดริไม่ถูกอยู่เล็กน้อย คาดว่าบังเกิดการผสมปนเประหว่างอับอายและกระอักกระอ่วน ต่อให้ปากบอกว่าอิตาโดริชอบตน ในใจน่าจะยอมรับเรียบร้อยว่าเกะโทพูดถูกต้อง

กิจกรรมใหญ่ประจำปีของชมรมการแสดงจบลงไปแล้ว ภาระหน้าที่ในแต่ละวันลดน้อยลงกว่าช่วงก่อนหน้ามาก อิตาโดริที่เป็นคนนอกแทบจะไม่โผล่หน้ามาให้เห็น แถมช่วงนี้ยังได้ยินมาว่าจะมีการแข่งกีฬาด้วย ได้เห็นหน้าค่าตาน้อยลงอย่างนี้ช่วยโกะโจได้มาก

“ไม่ไปซ้อมจะดีเหรอ”

อาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นจากการอ่านหนังสือการ์ตูน เกะโทที่ได้เจอหน้าอิตาโดริอย่างสม่ำเสมอถามถึงการแข่งในวันหนึ่งที่ไปยืมยิวยิตสู คลายเส้นเล่มใหม่

คำถามดังกล่าวยังผลให้คนฟังเกาแก้มอย่างเก้อกระดาก “พอดีสถิติผมตอนนี้ดีกว่าสถิติแชมป์ระดับจังหวัดของปีที่แล้วกับปีก่อนหน้าอีกน่ะครับ”

เลยบอกอาจารย์ไปว่าให้วิ่งแข่งแทนนักกีฬาตัวจริงน่ะได้ แต่ไม่ขอเหนื่อยยากกับการซ้อมหรอกนะ

คนเขาพยายามซ้อมกันแทบตาย อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแก่ความพยายามในการแย่งโควต้าไปแข่งของพวกรุ่นพี่หน่อย เอาคนอื่นมาแข่งแทนได้ไง

ดูเหมือนนอกจากไม่ต้องการเปลืองแรง อิตาโดริยังรู้สึกผิดต่อนักกรีฑาโรงเรียนที่เสียสิทธิ์ในการแสดงความสามารถด้วย

โดยทั่วไปงานประเภทนี้นักเรียนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากแข่งขันแล้วสำเร็จมรรคผลค่อยมีประกาศเกียรติคุณภายหลัง ต่อให้เกะโทนึกอยากไปเชียร์ เวลาแข่งขันที่คาบเกี่ยวกับเวลาเรียนก็ปิดกั้นหนทางอย่างแน่นหนา เขาจึงเอ่ยให้กำลังใจก่อนลงแข่งไปตามเรื่องตามราว

แต่

“ทำไมนายถึงเอาเครื่องรางไปให้เด็กนั่นล่ะ ทำเหมือนจีบไปได้”

อิเออิริ โชโกะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจเกะโท สุงุรุออกมาพอดิบพอดี

จุดรวมสายตาสองคู่จะเป็นใครได้นอกเสียจากโกะโจ ซาโตรุ

หลังจบการแข่งขันอิตาโดริคว้าชัยมาได้โดยไม่ต้องลุ้น เจ้าตัวนำเรื่องน่ายินดีมาบอกเกะโทก่อนทางโรงเรียนทำการประกาศเสียอีก แรกเริ่มเกะโทรู้สึกยินดีด้วยจากใจจริง กระทั่งรุ่นน้องเริ่มพูดถึงเครื่องรางที่ได้มาจากรุ่นพี่โกะโจ บอกว่าความสามารถตัวเองก็เรื่องหนึ่ง แต่เครื่องรางนี้ก็มีส่วนช่วยในชัยชนะ ทั้งในแง่จิตใจก็ดี หรือที่ร่างกายฟิตปึ๋งไม่เจ็บป่วยใดๆ วันลงสนามก็ดี ฟังมากเข้าเกะโทชักยิ้มไม่ออก

เมื่อสอบถามความเป็นมาเป็นไปเพิ่มเติม อิตาโดริบอกกล่าวน้ำเสียงสดใจว่าตอนไปศาลเจ้ากับสุคุนะบังเอิญเจอโกะโจ ครั้นอีกฝ่ายทราบว่าตนกำลังจะไปแข่งวิ่งจึงซื้อเครื่องรางให้ตามประสารุ่นพี่ผู้จิตใจดีและมีเงินทอง

“แม่ฉันแค่ลากตัวไปเป็นเพื่อนแล้วบังเอิญเจอพี่น้องคู่นั้นเฉยๆ หรอก”

“จุ๊ๆ จะบอกว่าเป็นพรหมลิขิตสินะ”

“โชโกะหุบปาก”

มื้อกลางวันที่ควรได้พักผ่อนจากการเรียนช่วงเช้าคล้ายจะมีสะเก็ดไฟรอปะทุ ทั้งอิเออิริและเกะโทล้วนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับพฤติกรรมของเพื่อนผู้โตแต่ตัว

ต่อให้รู้ว่าอิตาโดริชอบโกะโจอย่างแฟนคลับผู้ภักดีคนหนึ่ง ทว่าจะไม่ให้เกะโทกังวลเลยคงเป็นไปไม่ได้ หากโกะโจทำตัวอย่างเคยก็แล้วไป แต่ท่าทีเหมือนหว่านเสน่ห์อาจทำให้ความรู้สึกของอิตาโดริเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีความชอบล้นเหลือให้เป็นทุน ไม่มีใครกล้ารับประกันทั้งนั้นว่าอิตาโดริจะไม่หวั่นไหว

แม้เกะโทอยากให้อิตาโดริชอบตนเอง แต่ที่ทำดีด้วยเป็นเพราะว่าชอบถึงอยากมอบสิ่งดีๆ ให้ ไม่เคยทำอะไรโดยมีวัตถุประสงค์ไม่บริสุทธิ์ กระนั้นถ้าอิตาโดริจะชอบเขาเพราะเรื่องนั้นก็ถือว่าได้กำไร

เกะโทเอาใจใส่อิตาโดริจากใจ ดังนั้นจึงไม่สบอารมณ์ถ้ามีใครอาศัยความได้เปรียบบางประการมาชักจูงรุ่นน้องคนนั้นให้หลงรักทั้งที่ตัวเองไม่มีใจให้

“นี่ๆๆ พวกนายมองฉันแบบนั้นทำไม แผงขายเครื่องรางอยู่ใกล้ๆ แล้วคนอย่างฉันเจียดเงินนิดๆ หน่อยๆ ซื้อให้รุ่นน้องที่เคยมาช่วยงานชมรมมีอะไรไม่เหมาะสมกันหา? อีกอย่างนะ ทำไมต้องทำเหมือนฉันคิดไปยุ่งกับแฟนคนอื่นเล่า ยูจิไม่ได้เป็นแฟนสุงุรุสักหน่อย”

ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย “ใครบอกว่าไม่ได้เป็น?”

“...” โกะโจซึ่งกำลังพล่ามน้ำไหลไฟดับสะดุดกึก หมุนคอมาทางเพื่อนสนิท ผ่านไปหลายวินาทีถึงส่งเสียงแปร่งปร่าออกมาได้ “...เอ๊ะ?”

“ล้อเล่น ฉันยังไม่ได้สารภาพรักด้วยซ้ำ” เกะโทยิ้มจนดวงตากลายเป็นเส้นโค้ง เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “ตกใจเหรอ?”

“ไอ้...!” คนถูกปั่นหัวตาวาววับ แทบจะถลาไปวางมวย

แต่แล้วก็มีอันต้องสะดุดอีกรอบ

“อิตาโดริเป็นฝ่ายมาสารภาพรักฉันต่างหาก”

“...”

“...ซะเมื่อไหร่ โกหกจ้า~

เพราะอิเออิริยกจานข้าวและเผ่นทันท่วงที คนที่หน้าแหกยับเยินจึงมีแค่สองหนุ่มจากชมรมการแสดงที่ต่อยตีกันอุตลุดเท่านั้น

 

 

เหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นลงไม้ลงมือระหว่างเกะโทกับโกะโจเกิดขึ้นไม่บ่อย ทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้นน้อยครั้งเช่นเดียวกัน พวกเขามีด้านที่ไม่ยอมคนทั้งคู่ บทจะหัวร้อนง่ายก็อารมณ์พลุ่งพล่านได้แม้แต่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อิเออิริไม่ตระหนกตกใจ สามารถกอดแขนสองหนุ่มลากไปห้องพยาบาลได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าหลังสถานการณ์เริ่มสงบ

โกะโจเสียหน้าจนอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนหรืออะไรน่ะช่างเถอะ แต่เกะโทควรได้ระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมตอนเด็กโข่งแถวๆ นี้ทำตัวงี่เง่า ไม่ได้เป็นนักบวชเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องปล่อยวางเรื่องทางโลกหรอก

“โอ๊ะ พรหมลิขิตของใครเนี่ย”

ออดเริ่มเรียนคาบบ่ายใกล้ดังแล้ว อิเออิริตั้งใจมาทิ้งคนให้อาจารย์ห้องพยาบาลดูแล ตัวเองหนีกลับห้องเรียน กลับได้เจออิตาโดริ ยูจิเปิดประตูออกมาได้ถูกจังหวะสุดๆ หนุ่มน้อยดูจะเร่งรีบ พูดกับคนด้านในโดยที่มือจับกรอบประตูไปด้วย

“ฉันจะไปเอาเสื้อคลุมมาให้ เธอนอนพักได้เลย”

จังหวะสวนกัน อิตาโดริเห็นโกะโจกับเกะโท ใบหน้าของเขาปรากฏความประหลาดใจ พึมพำว่า รุนพี่? หากไม่ได้เอ่ยอะไรมาก เพียงผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายแล้วแวบหายไป

ด้วยความสามารถพิลึกพิลั่นซึ่งยังคงหาที่มาไม่ได้ เกะโททราบว่าอิตาโดริอุ้มเพื่อนสาวที่ปวดประจำเดือนมาถึงห้องพยาบาล ตอนนี้กำลังกลับไปนำเสื้อตัวนอกมาให้เธอเพื่อบังรอยเปื้อนตรงกระโปรงตอนขากลับห้องเรียนตามบัญชา

“ชิ”

เมื่อสักครู่อิตาโดริทอดสายตามาทางเกะโทนานกว่าไอดอลอย่างโกะโจ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หนุ่มสาวสามคนอยู่ในช่วงตื่นตัวสุดขีดย่อมสังเกตเห็น อิเออิริกับเกะโทแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงจากพ่อเสาไฟฟ้าสีขาวๆ แม้อยากกัดสักคำว่ามีอะไรระคายใจหรือขอรับนายท่าน?

หลังจากนั้นเกะโทได้รับข้อความถามไถ่จากอิตาโดริว่าเกิดอะไรขึ้น

ก่อนเปิดอ่าน ดวงตาเรียวยาวแอบเหล่ไปทางเพื่อนก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อแน่ใจว่าโทรศัพท์อีกฝ่ายไม่มีความเคลื่อนไหว หัวใจก็พองโตขึ้นมา

การได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษทำให้จั๊กจี้ในใจ ถึงขั้นทำให้หัวเราะเสียงเบาอย่างอดไม่ได้

เขาพิมพ์ตอบเงียบๆ และไม่ได้นำความห่วงใยดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟัง

ถ้าเป็นตอนนี้ น่าจะสารภาพรักได้แล้วหรือเปล่านะ?




Talk

สารภาพว่าตอนแรกเป็นโกะยูเกะ แต่พอลงมือจริงและเรื่องเดินไปสักพักก็รู้สึกว่าตัดชื่อโกะโจเสนเสออกไปเถอะ...อืม เอาไว้คราวหน้านะเสนเส (ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเสนเสก็เถอะ)

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GeYu] น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก Part I

Fanfic Jujutsu Kaisen

น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก

Part I

 

Pairing   : Geto Suguru x Itadori Yuji

Rating    : SFW

 

               

ในวันที่ฟ้าสว่างสดใสไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เกะโทผู้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายได้ยินเสียงความคิดของรุ่นน้องคนหนึ่งโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย จู่ๆ ก็มีเสียงดังเอ็ดตะโรในหัวว่า อ๊ากกกกก สุคุนะเป็นบ้าไปแล้ววววว!’ จากนั่งสะลึมสะลืออาบแดดมุมห้องชมรมกลายเป็นตาสว่างในพริบตา

รุ่นน้องเจ้าของเสียงคนนั้นคือ อิตาโดริ ยูจิ

ปี 1 สังกัดชมรมเรื่องลี้ลับ (จำยอม) และเป็นนักกีฬาประเภทลู่ประจำโรงเรียน (จำยอม) มักแวะมาชมรมการแสดงบ่อยๆ เพื่อช่วยงานน้องชายฝาแฝด (ยังคงจำยอม)

ความประทับใจที่เกะโทมีต่ออีกฝ่ายคือเป็นเด็กร่าเริงแข็งแรง นอกจากมีพละกำลังมหาศาลยังใช้งานง่าย เรียกให้ทำอะไรมักไม่ค่อยปฏิเสธ น่าคบหากว่าน้องชายที่ใจทรามสันดานคดราวอวกาศกับแกนโลก

พวกเขานับได้ว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกัน ไม่ถึงขั้นสนิทสนม แค่พอให้โอภาปราศรัยสักสองสามคำยามบังเอิญพบเจอ เนื่องจากแทบไร้จุดร่วม โอกาสเห็นหน้าค่าตาส่วนใหญ่เป็นตอนอิตาโดริแวบมาชมรมการแสดงเพื่อช่วยงาน ความสามารถแปลกๆ ที่ได้รับมากะทันหันจึงไม่ถึงกับสร้างปัญหาให้เกะโทนัก หลังได้ยินเสียงในใจของอิตาโดริระยะหนึ่ง รุ่นน้องแทบไม่ทรยศความประทับใจที่เคยมีให้ เป็นเด็กที่ซื่อตรงจนน่าตกใจทีเดียว

              การได้ยินเสียงในใจคนใกล้ชิดอาจทำให้ลำบากใจ ตรงจุดนี้เป็นคนที่ห่างเหินสักหน่อยย่อมดีกว่า เพียงแต่มีความสามารถเจ๋งๆ ทั้งที เกะโทเสียดายที่ได้ยินเสียงอิตาโดริคนเดียว อย่างน้อยถ้าได้ยินเสียงแบบไม่เลือกหน้าเขายังนำไปทำมาหาเงินได้ อย่างดีก็เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน อย่างแย่คือนักต้มตุ๋นหรือหมอดู...กรณีอย่างแย่มีแววได้เป็นเศรษฐีอีกต่างหาก

              เคยได้ยินว่าถ้าอายุสามสิบแล้วยังซิงจะมีเวทมนต์ หากเป็นเรื่องจริง เทวดาฟ้าดินล็อกเป้าผิดพลาดหรือยังไงนะ? เกะโทอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ เหลืออีกตั้งรอบกว่าจะครบสามสิบ ถ้าไม่ซุ่มซ่ามให้พลังผิดคนก็คงนับเลขไม่เป็น

              “การศึกษาขั้นพื้นฐานคงต่างกันล่ะมั้ง”

              “ครับ?”

              รุ่นพี่ที่เดินอยู่ข้างๆ โพล่งหัวข้อแปลกประหลาดออกมากะทันหันระหว่างเดินลัดเลาะแนวตึก มุตะ โคคิจิถึงกับงงงวย ทว่ารุ่นพี่คนดีคนเดิมเอาแต่ยิ้ม บอกปัดว่าไม่มีอะไรหรอก

เกะโทกับมุตะอยู่ระหว่างเดินทอดหุ่ยไปห้องชมรมการแสดง

              ชมรมการแสดงเตรียมเนื้อเรื่องสำหรับขึ้นแสดงตอนงานโรงเรียนเสร็จแล้ว แต่มีอุปกรณ์ประกอบฉากอื่นๆ ที่ต้องตระเตรียมควบคู่ไปกับซักซ้อมบท ต่อให้เป็นทีมเบื้องหน้า หากมีเวลาก็จะช่วยทีมเบื้องหลังด้วย ทั้งมุตะและเกะโทไม่ได้เป็นตัวหลักในการทำฉาก พวกเขาไม่มีทักษะหรือหัวทางศิลป์นัก ถึงอย่างนั้น ถ้าแค่ให้ระบายสีพื้นแบบไม่อาศัยความสามารถพิเศษใดๆ หรือช่วยเก็บล้างทำความสะอาดน่าจะไม่มีปัญหา ดังนั้นจึงตรงไปช่วยงานก่อนเวลานัดหมาย

            เย็นนี้กินอะไรดีนะ

              เพิ่งมองเห็นประตู ยังไม่ทันเดินเข้าไปในห้อง เสียงอันคุ้นเคยพลันก้องอยู่ในหัวของเกะโท

              ความเคยชินเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัว ช่วงแรกยามได้ยินเสียงโดยไม่เห็นตัวคน เกะโทตกใจจนเสียอาการ ขายขี้หน้าให้เพื่อนฝูงล้อเลียนว่าเป็นไอ้หนุ่มขวัญอ่อน ผ่านไปนานเข้าเขาไม่สะดุ้งสะเทือนแล้ว อย่างตอนนี้ก็เพียงรู้สึกว่า อ้อ ที่แท้อิตาโดริก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

              กำหนดการวันนี้คือใช้พื้นที่ในการทำฉาก สิ่งกีดขวางไม่ว่าจะโต๊ะ เก้าอี้ หรืออื่นๆ หากเคลื่อนย้ายได้ล้วนถูกดันไปกองรวมกันบริเวณผนัง พื้นห้องถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ฉากวางเกลื่อนกลาด ในห้องมีเด็กนักเรียนชายหญิงรวม 5 คน คนหนึ่งนั่งกลางกองกระดาษสี กำลังทำต้นไม้ปลอม อีกสามคนกำลังช่วยกันผสมสีเพื่อนำไประบายฉากตรงมุมห้อง และคนสุดท้าย คนเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรม หนุ่มน้อยอิตาโดริกำลังขัดและประกอบไม้อัดเพื่อทำรั้วขนาดเล็ก

เพราะเป็นรั้วต๊อกต๋อยสำหรับสร้างมิติให้แก่ฉากจึงไม่ถึงขั้นต้องหอบหิ้วอุปกรณ์ช่างขนไปทำด้านนอก พวกเขาตกลงว่าใช้เพียงปืนกาวกับไม้บางๆ ก็เพียงพอ ดังนั้นจึงนั่งทำในอาคารเรียนได้

              เป้าหมายสำคัญวันนี้คือฉากหลัง มุตะกับเกะโทถูกจัดแจงให้ไปจับแปรง คำนึงถึงศักยภาพของพวกเขา คาโมะ โนริโทชิผู้รับผิดชอบหลักและดูแลการแบ่งงานไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป แบ่งสีให้แล้วชี้ตำแหน่ง บอกว่าถมช่องว่างตรงนี้ก็พอ หน้าที่ลงสีพื้นรับผิดชอบไป เดี๋ยวท่านเทพมาเสริมรายละเอียดและเติมแสงเงาให้ทีหลังเอง

              ระหว่างก้มหน้าก้มตาทำงาน เกะโทได้ยินเสียงอิตาโดริเป็นพักๆ การได้ยินเป็นไปแบบสุ่ม ตัวเกะโทที่ไม่ได้สนใจแสวงหาที่มารวมทั้งขอบเขตความสามารถอย่างจริงจังไม่มั่นใจว่าต้องอยู่ห่างจากอิตาโดริในระยะมากน้อยเพียงใดถึงได้ยินเสียง แค่รู้ว่าเข้าใกล้แล้วจะได้ยินเป็นครั้งคราว บางจังหวะต่อให้นึกอยากฟังเสียงในใจอีกฝ่ายก็ใช่จะได้ยิน

              รุ่นพี่

              เสียงในหัวที่สดใสขึ้นมากะทันหันเรียกให้เกะโทเงยหน้าโดยสัญชาตญาณ...อันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าอิตาโดริเห็นอะไรถึงได้ดูดีอกดีใจปานนั้น

              “มาเร็วชะมัด จะขยันอะไรนักหนา สุงุรุ”

              ชมรมการแสดงไม่เคยขาดดาวเด่น และดาวเด่นในรุ่นปัจจุบันก็คือเด็กหนุ่มที่เดินล้วงกระเป๋าอย่างสุดแสนจะท่ามากเข้ามาหาเกะโท เจ้าตัวย่นจมูกบ่นกระปอดกระแปดราวกำลังตามหาแนวร่วม

              “เหม็นสี”

              เพื่อนสนิทของเกะโท

คนที่อิตาโดริชอบ

              โกะโจ ซาโตรุ

 

             

              ต่อให้ไม่มีความสามารถประหลาดๆ อย่างการได้ยินเสียงในใจ ขอเพียงตาหูยังทำงานปกติย่อมมองออกว่าอิตาโดริชมชอบโกะโจเป็นอย่างมาก ส่วนจะตีความความชอบไปในลักษณะไหนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

แม้พยายามระมัดระวังการแสดงออก อิตาโดริยังคงอ่านง่ายขนาดที่ว่าหากไปสุ่มถามคน 100 คน 99 คนในนั้นต้องลงความเห็นว่าเขาชอบโกะโจ และถ้าในกลุ่มตัวอย่างไม่มีอิตาโดริ สุคุนะ 1 เสียงปฏิเสธจะหายไป กลายเป็นถาม 100 คน ตอบว่าชอบ 100 คนแน่นอน

              อิตาโดริคนน้องที่ชื่อสุคุนะเป็นเด็กใหม่นิสัยเสีย...มีอริอยู่มากมาย บุคลิกท่าทางไม่รับแขกจนมีแต่คนเหม็นหน้า

ถึงอย่างนั้นกลับได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเขียนบทให้ชมรมการแสดงซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นชมรมขนาดใหญ่

เซนส์การเขียนเรื่องอันเหนือชั้นของสุคุนะไม่อาจมองข้าม ที่ปรึกษาคุซาคาเบะเคยเห็นผลงานเรื่องสั้นตอนอีกฝ่ายได้รับรางวัลจากการประกวดระดับจังหวัดถึงกับต้องไปชักชวนให้เข้าชมรมด้วยตัวเอง สุคุนะอาจดูไม่เอาการเอางาน หนีเรียนบ่อย ไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมชมรม ทว่าเจ้าคนไม่เอาไหนที่ว่านี้ส่งมอบบทละครได้ตามเวลาที่อาจารย์ร้องขอ แถมยังไม่ส่งงานที่เขียนออกมาอย่างขอไปทีด้วย

แม้ตัวบุคคลมีปัญหา จะให้เกลียดกระทั่งความอวดดีในฐานะผู้รังสรรค์กับผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ก็ทำไม่ลง

ความรู้สึกของสมาชิกชมรมต่อสุคุนะจึงค่อนข้างซับซ้อน

ตัวแถมอย่างอิตาโดริคนพี่ที่มักโดนลากมาใช้งานต่างเบ๊สารพัดประโยชน์ดีกว่ามาก ทั้งเป็นมิตรและมีน้ำใจ ไม่รู้พี่น้องโตมาด้วยกันอีท่าไหนถึงต่างกันขนาดนี้

“ต่อให้เจ้าสุคุนะไม่อยู่เราก็ซ้อมตามบทไอ้เบื๊อกนั่นได้นี่นา” โกะโจนั่งขัดสมาธิหน้าหงิก ตัดกระดาษสีดังแกรบๆ ทั่วทั้งตัวแผ่ออร่าบอกว่าโดนบังคับให้ทำงาน ไม่อยากทำสักนิด ขนาดเลือกงานไม่เลอะสีให้ยังทำอย่างขอไปที

เกะโทเห็นด้วยกับคำพูดนั้นเต็มร้อยทว่าเออออเพียงในใจ อย่างไรเสียอุปกรณ์ประกอบฉากก็จำเป็น แบ่งเวลาซ้อมการแสดงมาทำถือเป็นเรื่องสมควร และช่วงเวลาที่คนเขียนบทอย่างสุคุนะไม่อยู่ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง

ซ้อมการแสดงครั้งแรกให้สุคุนะอยู่ด้วยจะดีกว่า หลังจากนั้นถึงเจ้าตัวไม่อยู่ พวกเขาก็มีแนวทางที่ชัดเจนในการแสดงแล้ว

“ช่วงนี้หมอนั่นยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ เดี๋ยวก็มาเข้าชมรมแล้วล่ะ” คนในครอบครัวอย่างอิตาโดริออกโรงแก้ต่างให้ แม้แต่ละคนได้ยินแล้วอยากหัวเราะให้คำแถ เห็นแก่หน้าอิตาโดริที่ขยันขันแข็งและเข้ามาช่วยงานแทนจึงไว้หน้าเขาสักหน่อย

ชมรมการแสดงสลายตัวตอนฟ้ามืด อิตาโดริรับโทรศัพท์สายหนึ่งช่วงหนึ่งทุ่มเศษ ดูเหมือนจะถูกเร่งให้กลับบ้าน เขาขอโทษขอโพยที่อยู่ช่วยเก็บของไม่ได้ จากนั้นหิ้วกระเป๋าวิ่งหายลับไปอย่างกระปรี้กระเปร่า

ด้านเกะโท เขาแวะกินมื้อเย็นกับเพื่อนซี้ระหว่างทางกลับบ้าน หลังแยกย้ายกันถึงบังเอิญเจออิตาโดริที่เพิ่งบอกลากันที่โรงเรียนกำลังนั่งอ่านการ์ตูนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นได้จังหวะเหมาะเหม็งราวกับมีเรดาห์ตรวจจับและรู้ว่ากำลังถูกลอบมอง

“รุ่นพี่เกะโทนี่นา”

เกะโทถูกเจอตัวภายใน 2 วินาที

เดินหนีเอาตอนนี้ก็ไม่เหมาะแล้ว

เจ้าของชื่อเดินเข้ามาใกล้พลางลอบสังเกตรุ่นน้อง มองเห็นชุดเครื่องแบบฤดูร้อนแบบเดียวกับตน มีกระเป๋าสะพายใบเดียวกับที่เคยเห็นวางพิงเอวอยู่บนม้านั่ง สิ่งที่แตกต่างจากตอนแยกกันที่โรงเรียนคือซองเอกสารสีน้ำตาลซึ่งสอดอยู่ระหว่างตัวคนกับกระเป๋าสะพาย

“นายมาทำอะไรตรงนี้น่ะ?”

“อ๋อ”

อิตาโดริบอกว่าต้องส่งซองเอกสารในซองให้คนรู้จัก อีกฝ่ายจะขับรถผ่านถนนเส้นนี้จึงมานั่งอ่านหนังสือการ์ตูนรอ ดูท่านี่จะเป็นธุระที่ทำให้รีบร้อนออกจากโรงเรียน

ค่ำคืนย่านกลางเมืองสว่างด้วยแสงไฟ นักเรียนมัธยมปลายชายนั่งเพียงลำพังไม่ถึงกับอันตรายจนน่าเป็นห่วง กระนั้นเกะโทคิดว่าตนอยู่เป็นเพื่อนสักหน่อยน่าจะดีกว่า อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว เขาถามว่าขอนั่งรอเป็นเพื่อนได้ไหม แม้อิตาโดริประหลาดใจ หากก็พยักหน้าขอบคุณ

รุ่นพี่เกะโทใจดีชะมัด

ขอบใจที่ชม

ถึงไม่ได้ทำลงไปเพื่อหวังคำสรรเสริญ แต่คำชมอย่างจริงใจใครก็อยากฟัง

เกะโทไม่ได้ชอบอ่านการ์ตูน เมื่อครู่เห็นอิตาโดรินั่งอ่านด้วยดวงตาเป็นประกายจึงถามเหมือนชวนคุยเรื่อยเปื่อยว่ากำลังอ่านอะไรอยู่เหรอ รุ่นน้องรีบยกปกหนังสือเล่มน้อย ดวงตาเป็นประกายวาววับ ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงตัวเป็นระเบียบ

ยิวยิตสู คลายเส้นผู้แต่ง เกะกะ

ชื่อบ้าอะไรเนี่ย...

สีหน้าหลังเห็นชื่อเรื่องกับผู้แต่งเปิดโปงความรู้สึกแท้จริงออกมามากเกินไป อิตาโดริรู้สึกว่าต้องปกป้องความบริสุทธิ์ผุดผ่องของการ์ตูนเรื่องโปรด รีบร้องว่า “สนุกนะครับ!

แฟนพันธุ์แท้เปิดการขายสดๆ หน้าร้านสะดวกซื้อยิวยิตสู คลายเส้น ตีพิมพ์ในนิตยการการ์ตูนเด็กผู้ชาย โดดเลยไอ้หนุ่ม!’ เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มจิตใจดีคนหนึ่งที่ต่อสู้ด้วยยิวยิตสูและถือโอกาสที่เป็นคนมีพรสวรรค์ในการนวดช่วยคลายเส้นให้ศัตรูระหว่างการต่อสู้ เขาเป็นที่รักของมนุษย์วัยทำงานโดยเฉพาะคนมีอาการออฟฟิศซินโดรม ตัวร้ายในเรื่องซึ่งเป็นมารเฒ่าพันปีก็ทั้งรักทั้งชัง...แน่ล่ะ กระดูกกระเดี้ยวไม่ดีย่อมทนแรงดึงดูดอันหอมหวานนี้ไม่ได้หรอก

“...” ฟังเรื่องย่อเกะโทได้แต่กะพริบตาปริบๆ จนคำพูดไปชั่วขณะ เขาอ้ำอึ้งถามว่า “เป็นการ์ตูนตลกเหรอ?”

“เป็นแอคชั่นคอเมดี้ครับ ฉากต่อสู้ดุเดือดมาก แต่เดินเรื่องแบบมีอารมณ์ขันสุดๆ!” อิตาโดริร้อนแรงเหมือนแฟนบอยตัวน้อย บอกว่ารุ่นพี่ดูสิๆ พลางยัดเยียดหนังสือให้

คนไม่เคยอ่านผ่าไปดูเล่ม 9 เลยจะดีเหรอเกะโทมองชายผมดำยาวบนปก เหมือนรู้สึกว่าหนังตากระตุกแฮะ

อาจารย์โกะโจเท่มากเลย!’

หือ?

ขณะกรีดหน้าหนังสือผ่านๆ เพื่อดูภาพ เสียงของอิตาโดริก้องในหัวจนความสนใจถูกเบี่ยงเบนไป เกะโทสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิท สัญญาณเตือนบางอย่างร้องดังลั่น เขารีบพลิกไปต้นเล่ม ตั้งใจจะดูหน้าแนะนำตัวละคร

ตอนนั้นเอง รถยนต์ผลิตในประเทศคันหนึ่งลดความเร็วมาจอดเทียบฟุตบาท กระจกข้างคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นผู้ขับซึ่งเป็นหญิงสาวผมยาว

อิตาโดริลุกพรวด “คุณเม”

เนื่องจากไม่ใช่เวลามามัวสนใจหนังสือการ์ตูน เกะโทพับหน้าหนังสือลงอย่างรู้ความ มองรุ่นน้องวิ่งตึกตักหิ้วซองเอกสารไปยังรถคันดังกล่าว หลังพูดคุยกันเล็กน้อยสาวงามผู้มีบรรยากาศลึกลับก็เคลื่อนรถออกไป รอจนอิตาโดริย้อนกลับมาตัวเปล่า เกะโทไม่ถามถึงหญิงสาว ส่งหนังสือคืนและเอ่ยตามมารยาทว่า

“น่าสนุกดี ไว้ฉันจะไปหาอ่าน”

อิตาโดริกลับไม่นึกว่าเป็นคำพูดตามมารยาท เห็นคนอื่นสนใจการ์ตูนเรื่องโปรด ใจมีแต่ความยินดี สีหน้ายิ่งสดชื่นแจ่มใส เขายิ้มกว้างกว่าเก่า ดวงตาเป็นประกายวิบวับ“งั้นเดี๋ยวผมเอาเล่ม 1 มาให้รุ่นพี่ยืมดีไหมครับ?”

ไม่ต้องก็ได้ ฉันแค่พูดไปอย่างนั้น

แต่เมื่อสบดวงตาใสแจ๋ว เกะโทไม่อาจหักหาญน้ำใจได้ลง จะอ่านหรือไม่อิตาโดริไม่มีทางรู้ นอกจากนี้รับมาก่อนค่อยบอกอย่างอ้อมค้อมภายหลังว่าไม่ตรงจริตก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นัก

ดังนั้นเกะโทจึงยิ้ม บอกว่าขอบคุณมากนะหากในใจแอบคิดว่าลืมๆ เรื่องที่พูดก็ไม่เป็นไร

น่าเสียดาย สัปดาห์ถัดมาอิตาโดรินำการ์ตูนมาให้ยืมจริงๆ

ถ้ารุ่นพี่เกะโทชอบก็ดีสิ รุ่นพี่จะชอบไหมนะ จะมีตัวละครที่ชอบมั้ยน้อ

ท่าทางซื่อตรงกระตือรือร้นนี้ เกะโทรู้สึกว่าหากไปทุบทำลายเข้าตนจะเป็นคนชั่วช้าสารเลว เขาได้แต่รับหนังสือเอาไว้

 

 

ช่วงสัปดาห์เดียวกัน ชมรมการแสดงเริ่มต้นซ้อมการแสดง

“ห่วยแตก เอาใหม่”

คนเขียนบทอย่างสุคุนะเพิ่งจะมาปรากฏตัวเป็นเรื่องเป็นราวเอาป่านนี้ ในห้องยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่หน้าตาราวกับหลุดมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน

สุคุนะเข้าชมรมการแสดงเมื่อไร อิตาโดริจะมาด้วยกันเสมอ เป็นแพคเกจซื้อ 1 แถม 1

แฝดน้องมักหายหัวเท่าที่หายหัวได้ ถ้าโผล่มาให้เห็น ก็จะ โฉบมาให้เห็นหน้าว่ามาแล้วนะ บรรลุภารกิจก็จรลีหนีจาก อิตาโดริคนพี่จากชมรมอื่นผู้แวะมาช่วยงานประปรายยังคุ้นเคยและพูดคุยกับสมาชิกมากกว่าเสียอีก

ใบหน้ากับรูปร่างของพี่น้องฝาแฝดเหมือนกันมาก ทว่าตั้งแต่เล็กยันโตถูกทักผิดน้อยครั้งเหลือเกิน ยิ่งถ้าขยับตัวหรืออ้าปากพูด ไม่มีทางแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร สำหรับสถานการณ์ในห้อง ณ ปัจจุบัน วิธีแยกแยะที่ง่ายที่สุดในคือเครื่องแต่งกาย สุคุนะสวมเสื้อยืดใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว แขนเสื้อสีดำยาวถูกม้วนขึ้นมาในระดับที่พอคลุมข้อศอกมิดชิด เขานั่งกอดพนักเก้าอี้อยู่หน้าห้อง ตำหนินักแสดงอย่างไม่ไว้หน้า

“แกเป็นผีน่าเกลียด ยังจะมาเต๊ะท่าหาอะไร ดาวเด่นชมรมการแสดงไม่มีปัญญาแม้แต่จะทำความเข้าใจบทด้วยซ้ำ ที่แท้ก็แค่อวยกันเกินเหตุ ให้ฉันเจียดเวลาอันมีค่ามาดูไอ้พวกหน้าโง่ที่ดีแต่ยกหางตัวเองหรือไง?”

โกะโจผู้ตกเป็นเป้าเกือบจะเดินไปเตะปากคน เขาหยุดขาตัวเองทันหวุดหวิด ทว่าห้ามเสียงที่ยกสูงขึ้นด้วยโทสะไม่ไหว “ฉันเนี่ยนะ? ฉันก็เล่นตามบทตามปกติ แกต่างหากที่มีปัญหากับฉัน จ้องแต่จะจับผิดเล่นงานฉันไม่ใช่หรือไง ตั้งแต่เริ่มซ้อมมาแกมีปัญหากับฉันคนเดียว ใครกันแน่ที่ทำให้คนอื่นเสียเวลา?”

บทละครถูกเขียนโดยมีโกะโจเป็นศูนย์กลาง สุคุนะกำหนดชื่อตามตัวผู้เล่นจริงๆ เพื่อลดความยุ่งยากในการจดจำชื่อ อย่างไรเสียชื่อเรียกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องอยู่แล้ว

ตัวเอกของเรื่อง โกะโจ เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตามสมัยนิยม เขาหลงตัวเองและยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก ซ้ำยังใช้ประโยชน์จากต้นทุนแต่กำเนิดอย่างคุ้มค่าด้วยการนำรูปร่างหน้าตาไปเป็นเหยื่อล่อหญิงสาว หยอดคำหวานให้พวกเธอหลงใหลทุ่มเท รีดเงินทองทรัพย์สมบัติจากคนรักจำนวนมากมายจนอิ่มหมีพีมัน เป็นนักต้มตุ๋นที่ใช้หน้าตาทำมาหากินนั่นเอง

แล้วเขาก็ถูกฆาตกรรม

              ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้พรั่งพร้อมกลายเป็นผีอัปลักษณ์ โกะโจรับไม่ได้ที่ตนเองตาย รับไม่ได้ที่สูญเสียหน้าตาที่รักยิ่งชีพไป ผีร้ายซึ่งไม่ยอมรับความจริงอันน่าเศร้าอาละวาดสร้างความหวาดผวาทั่วทุกหัวระแหง คลุ้มคลั่งจะตามหาคนที่ผลักตัวเองตกบ่อน้ำและล้างแค้นให้ได้ ตนได้รับความอยุติธรรม คนอื่นก็อย่าหวังจะได้มีชีวิตอันแสนสุขเลย!

จากเนื้อเรื่องนี้ นักแสดงผู้มีบทตั้งแต่ต้นจนจบอย่างโกะโจรับภาระหนักมาก แค่ต้องเล่นเป็นผีหน้าตาน่าเกลียด หนุ่มหล่อสะเทือนฟ้าดินอย่างเขาก็อยากกระอักเลือดมากเกินพอ นี่ยังมาถูกเพ่งเล็งชี้นิ้วสั่งตอนฝึกซ้อมแสดงอีก มันจะมากเกินไปหน่อยล่ะมั้ง!

สุคุนะมีปากเสียงกับคนไปทั่ว โกะโจเป็นหนึ่งในบรรดาคู่กรณีเหล่านั้น การโต้คารมระหว่างพวกเขาเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนจนไม่มีใครตื่นตระหนกและรู้วิธีรับมืออันเหมาะสมแล้ว หากเข้าไปแทรกก็เหมือนสาระแนเอาตัวไปขวางกระสุน มีแต่จะเจ็บฟรี สมาชิกคนอื่นจึงปล่อยให้ระบายอารมณ์สักพัก รอระบายจนปลอดโปร่งขึ้นหน่อยค่อยเข้าไปไกล่เกลี่ยจะเข้าท่าที่สุด

ท่ามกลางสมาชิกจำนวนหนึ่งที่กำลังสังเกตการณ์ เกะโทนั่งพลิกหน้าหนังสือตรงมุมห้อง ไม่แยแสแม้กลางดงกระสุนมีเพื่อนรักของตน อิตาโดรินั่งอยู่ด้านข้างเขา เมินเฉยต่อความวุ่นวายเช่นกัน แต่กำลังใช้เวลาไปกับการเย็บผ้าให้มีรอยปะชุนกะรุ่งกะริ่ง

“ยูจิ!

เจ้าของชื่อสะดุ้งจนตัวลอยจากเก้าอี้สองเซนติเมตร ตกใจจนเข็มเกือบทิ่มนิ้ว “คะ ครับ!

“ฉันแสดงห่วยแตกเหรอ!” ทั้งที่กำลังพูดกับอิตาโดริ โกะโจตะเบ็งเสียงใส่สุคุนะ ไม่ยอมละสายตาราวกับว่าถ้าหลบจะเป็นฝ่ายแพ้

เมื่อสักครู่อิตาโดริจดจ่อกับการเย็บผ้า ไหนเลยจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงอย่างนั้นคำตอบที่ออกจากปากมีคำตอบเดียวจึงไม่จำเป็นต้องหยุมหยิม เขาพูดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “ไม่ครับ รุ่นพี่โกะโจเยี่ยมที่สุด!

แรงสนับสนุนอันหนักแน่นยังผลให้โกะโจยืดอกยกปลายคาง ลำพองใจสุดๆ เขาเยาะสุคุนะ “เห็นไหมล่ะ! ได้ยินรึยัง!

ไม่ว่าเมื่อไหร่ หากโกะโจบอกซ้าย อิตาโดริไม่มีทางไปขวา ต่อให้บอกว่าปากกาเป็นป๊อกกี้ อิตาโดริจะบอกว่าน่าอร่อยดีครับ

ผู้อยู่ในสถานการณ์พากันเอือมระอากับนิสัยชอบเอาชนะคะคานของดาวเด่นชมรม โกะโจใช้ความชอบของคนอื่นตาไม่กระพริบ ไม่ต่างจากโกะโจในบทละครแม้แต่น้อย ฟากอิตาโดริก็เหลือเกิน จะเข้าข้างอะไรขนาดนั้น

ในฐานะผู้เกี่ยวข้องโดยตรง คนอื่นเก็บความอิดหนาระอาใจไว้ในอกไม่ยอมพูด แต่สุคุนะไม่มีทางไม่พูด ใบหน้าหงุดหงิดสุดขีดหันขวับไปทางพี่ชายฝาแฝด ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “กำลังจะบอกว่าฉันเป็นคนผิด?”

” พี่ชายเหงื่อแตกพลั่ก

เอ๊ะ? เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ หรือว่ารุ่นพี่กำลังทะเลาะกับสุคุนะงั้นเหรอ?

เสียงลนลานดังในสมองโดยตรง หลบเลี่ยงไม่ได้ เกะโทระบายลมหายใจเบาๆ เงยหน้าขึ้นจากหนังสือการ์ตูน หางตาเห็นรุ่นน้องลุกลี้ลุกลนแล้วเกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ไหวเล็กน้อย เขาส่งยิ้มพิมพ์ใจขัดตาทัพเป็นลำดับแรก ถัดมาค่อยช่วยคลายสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เอาอย่างนี้ดีไหม พวกเราซ้อมบทส่วนที่ไม่มีซาโตรุกันก่อน ระหว่างนั้นให้ซาโตรุลองตีความอีกครั้ง อิตาโดริคนน้องเองก็บอกความคิดเห็นสักหน่อย นายคิดว่าในการแสดงเมื่อกี้มีอะไรไม่ถูกต้อง จะได้ปรับให้เข้าที่เข้าทาง”

ทางลงถูกวางให้พอดิบพอดี ไม่มีใครคัดค้านความเห็นของเกะโท ถึงอย่างนั้นสุคุนะก็ไม่ได้ปริปากบอกว่าตรงไหนที่โกะโจทำได้ไม่ดี โกะโจก็ไม่เข้าไปถามเองเช่นกัน ฝ่ายหลังเดินหน้าตูมมาหาเพื่อนสนิท กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้เสียงดังโครมครามก่อนหยิบบทมาพลิกเปิดดูเพื่อบอกว่าฉันไม่แสดง ฉันจะศึกษาบท เชิญพวกนายเถอะ

“ชิ เจ้าบ้าสุคุนะ”

ทำเป็นเปิดดูบท เห็นได้ชัดว่ายังเดือดปุดๆ ไม่มีใจจดจ่อแม้แต่น้อย

เกะโทลุกออกไปหารือกับคนอื่นเพื่อซักซ้อมการแสดง เท่ากับว่ามีเก้าอี้คั่นกลางระหว่างอิตาโดริกับโกะโจหนึ่งตัว ต่อให้พยายามมีสมาธิ อิตาโดริคอยแต่จะเงี่ยหูฟังและใช้หางตามองโกะโจอยู่เรื่อย ตอนนั้นเองรุ่นพี่ออกคำสั่งอย่างวางก้ามขึ้นมาอีก

“พูดมากจนคอแห้งไปหมด ยูจิ ไปซื้อสไปรท์ให้ฉันหน่อยซิ”

ก่อนหน้านี้อิตาโดริเคยถูกใช้ แต่เพราะคำสั่งคราวนี้มากะทันหันมาก คนฟังจึงนึกว่าตัวเองหูฝาด “รุ่นพี่พูดกับผมเหรอ?”

“ฉันก็เรียกชื่อนายอยู่ไม่ใช่เหรอ” โกะโจหันคางมาทางอิตาโดริ ท่าทางไม่สบอารมณ์ “สไปรท์ ไปซื้อมาซะ”

“อ๋อ ได้สิครับ” อิตาโดริวางของลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ลุกขึ้นโดยไม่อิดออด

สุคุนะที่กำกับการใช้น้ำเสียงของบรรดารุ่นพี่อยู่หยุดปากแล้วหันขวับเหมือนมีตาที่สามทันทีที่อิตาโดริลุกขึ้นยืนตัวตรง เสียงทุ้มต่ำความดังระดับตะโกนแหวกอากาศมาจากตรงนั้น “ฉันเอาโค้ก”

อิตาโดริ “

“ทำไม? พอเป็นฉันไปซื้อให้ไม่ได้?”

“จะเป็นงั้นได้ไงล่ะ เดี๋ยวฉันไปซื้อให้”

ตอนกระอึกกระอักก่อนอ้อมแอมรับคำเสียงอ่อย เกะโทได้ยินเสียงหดหู่ของรุ่นน้องชัดแจ๋ว

สุคุนะงอนแล้ว

คำว่า งอน ออกจะน่ารักน่าเอ็นดูไปหน่อยสำหรับคนอย่างสุคุนะ ถึงขั้นทำเอาคนฟังขนแขนลุกชันทีเดียว เกะโทอดมองอิตาโดริไม่ได้ พอมองแล้วก็ต้องนึกเสียใจภายหลัง เขาเห็นภาพลวงตาหูลู่หางตกเหมือนสุนัข บังเกิดความรู้สึกคันมืออยากลูบหัวสักที

“งั้นก่อนเริ่มซ้อมเราพักเปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยก็ได้ เดี๋ยวฉันไปช่วยอิตาโดริถือเอง พวกนายอยากได้อะไรกันบ้างหรือเปล่า?”

ไปๆ มาๆ แทนที่จะให้โกะโจพักดูบทคนเดียวเลยกลายเป็นพักกันหมด

ระหว่างเดินเคียงกันไปยังตู้อัตโนมัติ อิตาโดริขอบคุณเกะโทคำหนึ่ง สีหน้าท่าทางปกติดี ไม่เหมือนคนรู้สึกว่ากำลังโดนรังคัดรังแกแต่อย่างใด การที่เขายอมให้คนอื่นเอาเปรียบอย่างใจกว้างนี้เองที่ทำให้เกะโททนไม่ได้อยู่หน่อยๆ

“นายไม่ต้องฟังซาโตรุทุกอย่างก็ได้”

“แค่ไปซื้อน้ำเอง สบายมากครับ”

เนื่องจากไม่ได้รวบรวมเงินมาก่อน ในฐานะรุ่นพี่ เกะโทเป็นฝ่ายควักกระเป๋า รอไปเก็บเงินจากคนอื่นภายหลัง อิตาโดริออกเงินแค่ส่วนของตัวเองกับสุคุนะเท่านั้น สองหนุ่มไม่มีถุง อิตาโดริจึงดึงชายเสื้อออกมาจากขอบกางเกง วางของที่ซื้อมาใส่ในนั้น กลับมาถึงห้องชมรมภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที

อิตาโดริกับเกะโทช่วยกันวางของลงบนโต๊ะ รอจนเรียบร้อยอิตาโดริค่อยหยิบส่วนของตนไปประเคนให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนั่งวางท่ารอ ไม่เดินมาหยิบเองอย่างคนอื่น

“หืม?”

สุคุนะเลิกคิ้วมอง นอกจากโค้ก อิตาโดริยังยื่นบิสกิตแท่งสอดไส้ช็อกโกแลตให้ด้วย

ขนมเพียงกล่องเดียวกลางดงกระป๋องเครื่องดื่มเตะตามาแต่ไกล ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นส่วนของสุคุนะ หลงนึกไปว่าอิตาโดริซื้อมากินเองเสียอีก

กินขนมแล้วอารมณ์ดีขึ้นเถอะนะ

จากมุมเกะโทมองเห็นเพียงแผ่นหลัง แต่สุ้มเสียงในใจของอิตาโดริติดจะฉอเลาะ คาดว่าคงส่งสายตางอนง้ออยู่แน่ๆ

แม้ไม่ได้ยินเสียงในใจ แต่การแสดงออกของพี่ชายฝาแฝดน่าจะเพียงพอต่อการโน้มน้าว หรือไม่สุคุนะก็พึงพอใจกับการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ บรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งรอยยิ้มก็เผยออกมาให้เห็นแล้วถึงจะเป็นการยิ้มที่ชวนให้ผู้พบเห็นอยากตะบันหน้าก็เถอะ

“รู้งานดีนี่”

ตรงข้ามกับสุคุนะผู้ถูกเอาใจจนอารมณ์ดี โกะโจหน้าบูดบึ้ง ประท้วงใส่แผ่นหลังเจ้าคนเลือกปฏิบัติ

“เฮ้ ไม่มีส่วนของฉันเหรอ?”

ทำไมต้องมีส่วนของคุณพี่ล่ะครับ? สายตาทุกคู่ที่สาดมายังโกะโจกำลังประสานเสียงเช่นนั้น

เกะโทถองศอก ปรามเพื่อนที่เริ่มล้ำเส้น “นายไปยุ่งอะไรกับเขา”

โกะโจชะงักเล็กน้อย ทว่าก็ให้คำตอบอย่างรวดเร็ว “เพราะฉันชอบของหวานๆ!

นั่นเป็นเหตุผลของคุณพี่เหรอครับ? สายตาทุกคู่ที่สาดมายังโกะโจประสานเสียงอีกคำรบ

เกะโทขายขี้หน้าแทนเหลือเกิน เจ้าเพื่อนคนนี้ อาศัยว่าคนอื่นเขาชอบแล้วต้องยอมตัวเองทุกอย่างหรือไงนะ? มิหนำซ้ำอิตาโดริน่ะ….

 

 

ยิวยิตสู คลายเส้นสนุกผิดคาด อย่างน้อยๆ ก็ตรงจริตเกะโท พอบอกความเห็นไปตามตรง อิตาโดริดีใจราวกับเป็นเรื่องตัวเอง คอยนำเล่มต่อมาให้ยืมทันทีที่รุ่นพี่อ่านจบ เวลาคุยเกี่ยวกับการ์ตูนอีกฝ่ายดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เกะโทคิดว่าการแสดงออกของอิตาโดริเวลานี้น่าสนุกกว่าการ์ตูนเสียอีก

เมื่อก่อนเวลาเห็นแฟนคลับดารานักร้องออกอาการคลั่งใคล้ไอดอล เกะโทลอบคิดว่าเสียงหวีดสูงหรือกริยาอยู่ไม่สุขของพวกเขาล้วนไม่ต่างจากลิง

พอเป็นอิตาโดริบ้าง กลับรู้สึกเหมือนมุมหนึ่งในใจอ่อนยวบลง ไม่เห็นน่ารำคาญตรงไหน

เพียงแต่

หรือว่าจะกำลังแอบชอบใช่ไหมนะ?

ระหว่างซักซ้อมบทตามปกติ ตอนโกะโจพาดแขนลงบนไหล่เกะโทจังหวะกำลังแลกเปลี่ยนความเห็น เขาได้ยินเสียงของอิตาโดริดังก้องขึ้นมา เกะโทเกือบจะหลุดสบถ

ในช่วงแรกตอนได้ยินความคิดแบบนี้ เกะโทไม่นึกสนใจ เห็นขำว่าไร้สาระชะมัด เวลาผ่านไปจนวันงานโรงเรียนใกล้มาถึง จากนั่งกระดิกนิ้วเท้าฟังผ่านหูพอขำๆ กลายเป็นแสลงหูไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบ

แต่รุ่นพี่เกะโทนอกจากเท่แล้วยังใจดี ถ้ารุ่นพี่โกะโจจะแอบชอบก็ไม่แปลกหรอก

หากไม่ใช่ว่าอยู่ระหว่างซ้อมใหญ่ เกะโทคงเดินลิ่วๆ ไปตรงหน้าอิตาโดริ เขย่าไหล่บอกว่าเอาตาข้างไหนมองมิทราบ? อยากเคาะสมองที่คิดอะไรเลื่อนเปื้อนออกมาดูนักว่ามันทำงานยังไง

อิตาโดริที่ตอนนี้ยืนปะปนอยู่กับสมาชิกชมรมการแสดงในจุดที่เกะโทมองไม่เห็นไม่ได้ทำให้เขาวุ่นวายใจได้นาน ครู่เดียวก็มีเสียงพูดคุยเหมือนรับโทรศัพท์

“อ้อ คุกิซาคิ มีอะไรเหรอ...เอ๊ะ? ชมรม? เปล่า ไม่...เอ่อ ครับ ทราบแล้วครับ ขอประทานอภัยครับผม จะไปเดี๋ยวนี้เลยครับนายหญิง”

น่าจะไปชมรมเรื่องลี้ลับแล้ว

ช่วยได้มากเลย ตราบใดที่ตัวยังอยู่ใกล้ๆ เสียงของอิตาโดริรบกวนสมาธิเกะโทมากจริงๆ

 

 

ปลายสัปดาห์เป็นวันจัดงานประจำปีและเป็นวันแสดงจริง ชมรมการแสดงยุ่งหัวหมุนเพราะยังปรับเวลาการแสดงบนเวทีให้อยู่ในกรอบเวลาที่ทางกรรมการกำหนดไม่ได้ นอกจากนี้ขนาดของฉากชิ้นหนึ่งยังใหญ่เกินข้อกำหนด พวกเขาโต้แย้งเรื่องการแก้ปัญหามา 2 วัน แต่ดูท่าคงต้องลงเอยที่ตัดส่วนเกินออก

สุคุนะบอกปัดว่ายุ่งและหนีหาย แทบไม่โผล่หน้ามาเข้าชมรม ส่วนอิตาโดริน่าจะติดพันชมรมตัวเองจึงไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียน กรณีคนหลังเข้าใจได้เพราะเป็นคนชมรมอื่นแต่ต้น

เกะโทยังคงอ่านยิวยิตสู คลายเส้นในระดับความเร็วไม่รีบไม่เร่ง ถึงอย่างนั้นก็อ่านจนไล่จี้มาเกือบถึงรวมเล่มฉบับล่าสุดแล้ว

อิตาโดริไม่แวะมาเข้าชมรมช่วงเย็น เกะโทจึงนำหนังสือที่อ่านจบแล้วไปคืนช่วงพักกลางวัน

เขาพอรู้มาว่าอิตาโดริเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องหลายคน แม้จะออกจากบ้านไปทำงานบ้าง ไปเรียนต่างจังหวัดบ้าง แต่ก็ยังเหลืออยู่สามสี่คนที่อยู่บ้านในตอนนี้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอิตาโดริจึงทำข้าวกล่องทุกวันเผื่อคนอื่นๆ ในบ้าน เมื่อไม่จำเป็นต้องมาซื้ออะไรก็ไม่มาเบียดนักเรียนจำนวนมากในโรงอาหาร แต่จะเปลี่ยนที่ทานมื้อกลางวันไปเรื่อยตามสภาพอากาศในแต่ละวัน

นักเรียนปี 3 กับปี 1 พักกลางวันพร้อมกัน หลังทานมื้อกลางวันเสร็จเกะโทจึงแวะไปหาอิตาโดริที่ห้องเรียน เจ้าตัวบอกว่าปกติกินข้าวกับเพื่อนๆ บนดาดฟ้าข้างชมรมจัดสวน แต่วันนี้ฝนลงปรอยๆ จึงดอดมาหลบในอาคาร

“ตาไม่มีแววหรือไงยะ เจ้ารุ่นพี่นั่นมีดีตรงไหนกัน ฉันล่ะหมั่นไส้ ชอบเข้าไปได้ไง”

“อย่าว่ารุ่นพี่โกะโจแบบนั้นสิ...”

“นี่ๆ ยังไม่เปลี่ยนใจจริงดิ? หรือไม่ก็...มีใครดีๆ เข้ามาจีบนายบ้างหรือเปล่า บอกเจ๊ซิ”

“คุกิซาคิ เธอไปลองอะไรแผลงๆ มาอีกใช่ไหม ไม่ต้องจริงจังกับชมรมขนาดนั้นก็ได้มั้ง แล้วก็อย่าใช้คนอื่นเป็นหนูลองยาเซ่”

บทสนทนาของรุ่นน้องที่ลอยมาตามลมออกรสจนเกะโทหาจังหวะเข้าไปแทรกไม่ถูก หัวข้อที่ทั้งละเอียดอ่อนทั้งมีความส่วนตัวรับมือได้ยาก เขาถอยกลับไปก่อนแล้วค่อยหาจังหวะคืนหนังสือภายหลังได้ เพียงแต่...

“...”

โกะโจที่ดึงดันตามมาด้วยกันตอนเกะโทบอกว่าจะนำหนังสือมาคืนรุ่นน้องยืนเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้ อีกฝ่ายย่อมได้ยินทุกอย่างไม่ต่างจากเกะโท ทว่าตอนนี้เกะโทไม่อยากรู้เท่าไหร่ว่าเพื่อนสนิทกำลังทำสีหน้าแบบไหนหรือกำลังคิดอะไรอยู่

หลังครุ่นคิดเล็กน้อย เกะโทควานมือในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มากดโทรออกขณะเอนหลังพิงกำแพง หามุมอับหลบสายตาคนในห้องเรียน

“อิตาโดริ” หางตาสัมผัสได้ว่าเพื่อนสนิทมีปฏิกริยาตอบสนอง ทว่าเกะโทไม่มองและเอ่ยต่อไปด้วยจังหวะจะโคนชวนฟัง “ฉันไม่สะดวกคืนหนังสือช่วงพักกลางวัน ไหนๆ วันมะรืนก็ต้องแสดงจริงและพรุ่งนี้ติดซ้อมครั้งสุดท้าย เราเปลี่ยนเวลานัดเป็นเย็นวันนี้แทนได้หรือเปล่า?”

ตัวยืนอยู่หน้าห้องเรียน หากบอกว่าแวะมาหาไม่ได้จะกลายเป็นการโกหกคำโต เกะโลเลี่ยงไปใช้คำว่าไม่สะดวกแทน ด้วยเหตุนี้จึงได้รับสายตาดูแคลนสายหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองมาราวกับกำลังประนามอย่างเงียบงันว่า ไอ้คนกลับกลอก

“อุตส่าห์ให้ยืมหนังสือ ฉันอยากถือโอกาสเลี้ยงขนมตอบแทนสักหน่อย หืม? ไม่ต้องคิดมากหรอก ไปพักผ่อนไง ฉะนั้น...ไปเดทกับรุ่นพี่ได้ไหม?”

 

 

หลังเลิกเรียน เกะโทพาอิตาโดริไปกินพาเฟต์ที่ร้านดังย่านถนนธุรกิจ เด็กนักเรียนชายม.ปลายมานั่งกินของหวานหน้าตาน่ารักด้วยกันสองคนออกจะเด่นอยู่บ้างแต่ทั้งคู่เป็นคนชอบกินและไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้างจึงจับจองที่นั่งอย่างสง่าผ่าเผยและไม่สูญเสียความอยากอาหารแม้แต่นิดเดียว

              หากเป็นเมื่อก่อนเกะโทคงไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น แต่พวกเขาในตอนนี้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจต่อกันเลย อิตาโดริผู้ใจกว้างไม่ถือสาคำว่า เดท ด้วยซ้ำ

              “โทรศัพท์รุ่นพี่สั่นไม่หยุดเลยนะครับ ไม่ดูหน่อยเหรอ”

              อุตส่าห์ปิดเสียงไปเปิดโหมดสั่น แต่ก็ยังคงรบกวนอยู่ดี อิตาโดริเป็นห่วงเพราะการแสดงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทว่าเกะโทเปลี่ยนไปเปิดโหมดเงียบโดยไม่กระพริบตาแล้วคว่ำหน้าจอ รู้อยู่แล้วว่าตนเองกำลังถูกก่อกวน เขายิ้ม บอกว่าไม่มีอะไรหรอก

            หรือว่าจะเป็นเหมือนกันนะ

              เกะโทเท้าคางรอฟังอย่างนึกสนุก มองรุ่นน้องที่กำลังอมช้อนคันยาวมองตนตาแป๋ว หวังว่าจะยังได้ยินเสียงความคิดเด็กคนนี้ต่ออีกหน่อย

คุกิซาคิน่าจะลากฟุชิงุโระสะกดรอยตามมาแน่ๆ รุ่นพี่เกะโทอาจจะถูกเพื่อนตัวเองไล่ตามเหมือนกันก็ได้

ต่างกันนิดหน่อย เพื่อนของนายน่าจะอยากรู้อยากเห็น แต่ทางฉันอยากขัดแข้งขัดขาเนี่ยสิ

หากไม่ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าถ้าตามมาด้วยจะมีเรื่อง ป่านนี้คงไม่ได้ใช้เวลาอย่างสงบกับอิตาโดริตามลำพัง

ระหว่างนั่งเติมน้ำตาล อิตาโดริถือโอกาสนี้ควักการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ออกมาถาม เจ้าตัวไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงได้ยินมาว่ารุ่นพี่ผลการเรียนดี ถ้าช่วยสอนได้สักนิดสักหน่อยก็โชคเข้าข้าง

“อืม พอจำได้อยู่หรอก”

หลังพลิกดูสมุด เกะโทย้อนรำลึกความหลังก่อนพยักหน้าน้อยๆ

ถึงเรียนไปแล้ว 2 ปี เกะโทไม่ได้ส่งมอบความรู้คืนครูบาอาจารย์ไปโดยสิ้นเชิง เขาย้ายตัวเองไปนั่งข้างอิตาโดริ สอนการบ้านอย่างใจเย็นพลางละเลียดอาหารบนโต๊ะไปด้วย อิตาโดริตั้งอกตั้งใจคิดคำนวณ กอดโอกาสที่หล่นปุลงบนหัวไว้แน่น ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จทั้งหมดตอนมีคนช่วยชี้ข้อบกพร่องและช่วยแก้ไขให้ตน

ตอนที่เกะโทนั่งดูอิตาโดริทำโจทย์ไปเรื่อยๆ จนเหลือโจทย์ย่อย 2 ข้อนั้นเอง

“เฮ้ย”

เด็กหนุ่มสีหน้าบอกบุญไม่รับยืนจังก้าอยู่หัวโต๊ะ ปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เนื่องจากอิตาโดรินั่งด้านในและกำลังเพ่งสมาธิจดจ่อไปกับการคิดเลข เกะโทจึงรู้สึกตัวและหันไปยิ้มให้ผู้มาใหม่ก่อน “บังเอิญจังนะอิตาโดริคนน้อง มาเดินเล่นแถวนี้เหรอ?”

ระหว่างเดินทางออกจากโรงเรียนพวกเขาพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตั้งแต่ดินฟ้าอากาศยันนินทาอาจารย์ประจำวิชา ในบรรดาเรื่องน้ำท่วมทุ่ง อิตาโดริบอกไว้ด้วยว่าสุคุนะขาดเรียน เกะโทจึงไม่น่าประหลาดใจนักเมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมชุดไปรเวท ส่วนที่มาปรากฏตัวเหมือนมี GPS คาดว่าน่าจะรู้มาจากพี่ชายคนโต อิตาโดริบอกโจโซไว้ก่อนว่าจะเถลไถลออกนอกเส้นทางและอาจจะกลับช้า คาดว่าหากสุคุนะไม่รับรู้พร้อมๆ กัน เรื่องก็น่าจะไปถึงหูจากทางพี่ชายคนโตนั่นแหละ

“โอ๊ะ สุคุนะ”

เพิ่งดูตัวอย่างกู๊ดส์เสร็จ...ไม่ล่ะ ไม่ใช่แหงๆ อย่างหมอนี่ต้องไปเที่ยวเล่นจนถึงเมื่อกี้แน่ๆ

“ไม่ขยับให้ฉันนั่งหรือไง?”

“ที่นั่งก็เหลือเยอะแยะ นายนั่งไม่ได้?”

เพราะเกะโทเอาแต่ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม โดยไม่ยอมขยับตัว สุดท้ายแล้วสุคุนะจำต้องนั่งฝั่งตรงข้าม สั่งมัทฉะลาเต้กับบราวนี่มานั่งกินระหว่างรออิตาโดริทำโจทย์ข้อที่เหลือ

สุดท้ายแล้ว กันเพื่อนตัวเองไม่ให้โผล่มารบกวนได้แต่ก็ยังมีตัวแถมไม่ได้รับเชิญอยู่ดี เกะโทรู้สึกว่าอาหารที่ทานใกล้หมดเสียรสชาติไปเกินครึ่ง