Fanfic Jujutsu Kaisen
น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก
Part I
Pairing : Geto Suguru x Itadori Yuji
Rating : SFW
ในวันที่ฟ้าสว่างสดใสไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
เกะโทผู้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายได้ยินเสียงความคิดของรุ่นน้องคนหนึ่งโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
จู่ๆ ก็มีเสียงดังเอ็ดตะโรในหัวว่า ‘อ๊ากกกกก
สุคุนะเป็นบ้าไปแล้ววววว!’
จากนั่งสะลึมสะลืออาบแดดมุมห้องชมรมกลายเป็นตาสว่างในพริบตา
รุ่นน้องเจ้าของเสียงคนนั้นคือ
อิตาโดริ ยูจิ
ปี 1
สังกัดชมรมเรื่องลี้ลับ (จำยอม) และเป็นนักกีฬาประเภทลู่ประจำโรงเรียน (จำยอม)
มักแวะมาชมรมการแสดงบ่อยๆ เพื่อช่วยงานน้องชายฝาแฝด (ยังคงจำยอม)
ความประทับใจที่เกะโทมีต่ออีกฝ่ายคือเป็นเด็กร่าเริงแข็งแรง
นอกจากมีพละกำลังมหาศาลยังใช้งานง่าย เรียกให้ทำอะไรมักไม่ค่อยปฏิเสธ น่าคบหากว่าน้องชายที่ใจทรามสันดานคดราวอวกาศกับแกนโลก
พวกเขานับได้ว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกัน
ไม่ถึงขั้นสนิทสนม แค่พอให้โอภาปราศรัยสักสองสามคำยามบังเอิญพบเจอ เนื่องจากแทบไร้จุดร่วม
โอกาสเห็นหน้าค่าตาส่วนใหญ่เป็นตอนอิตาโดริแวบมาชมรมการแสดงเพื่อช่วยงาน
ความสามารถแปลกๆ ที่ได้รับมากะทันหันจึงไม่ถึงกับสร้างปัญหาให้เกะโทนัก หลังได้ยินเสียงในใจของอิตาโดริระยะหนึ่ง
รุ่นน้องแทบไม่ทรยศความประทับใจที่เคยมีให้ เป็นเด็กที่ซื่อตรงจนน่าตกใจทีเดียว
การได้ยินเสียงในใจคนใกล้ชิดอาจทำให้ลำบากใจ
ตรงจุดนี้เป็นคนที่ห่างเหินสักหน่อยย่อมดีกว่า เพียงแต่มีความสามารถเจ๋งๆ ทั้งที เกะโทเสียดายที่ได้ยินเสียงอิตาโดริคนเดียว
อย่างน้อยถ้าได้ยินเสียงแบบไม่เลือกหน้าเขายังนำไปทำมาหาเงินได้
อย่างดีก็เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน อย่างแย่คือนักต้มตุ๋นหรือหมอดู...กรณีอย่างแย่มีแววได้เป็นเศรษฐีอีกต่างหาก
เคยได้ยินว่าถ้าอายุสามสิบแล้วยังซิงจะมีเวทมนต์
หากเป็นเรื่องจริง เทวดาฟ้าดินล็อกเป้าผิดพลาดหรือยังไงนะ?
เกะโทอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ เหลืออีกตั้งรอบกว่าจะครบสามสิบ
ถ้าไม่ซุ่มซ่ามให้พลังผิดคนก็คงนับเลขไม่เป็น
“การศึกษาขั้นพื้นฐานคงต่างกันล่ะมั้ง”
“ครับ?”
รุ่นพี่ที่เดินอยู่ข้างๆ
โพล่งหัวข้อแปลกประหลาดออกมากะทันหันระหว่างเดินลัดเลาะแนวตึก มุตะ โคคิจิถึงกับงงงวย
ทว่ารุ่นพี่คนดีคนเดิมเอาแต่ยิ้ม บอกปัดว่าไม่มีอะไรหรอก
เกะโทกับมุตะอยู่ระหว่างเดินทอดหุ่ยไปห้องชมรมการแสดง
ชมรมการแสดงเตรียมเนื้อเรื่องสำหรับขึ้นแสดงตอนงานโรงเรียนเสร็จแล้ว
แต่มีอุปกรณ์ประกอบฉากอื่นๆ ที่ต้องตระเตรียมควบคู่ไปกับซักซ้อมบท
ต่อให้เป็นทีมเบื้องหน้า หากมีเวลาก็จะช่วยทีมเบื้องหลังด้วย ทั้งมุตะและเกะโทไม่ได้เป็นตัวหลักในการทำฉาก
พวกเขาไม่มีทักษะหรือหัวทางศิลป์นัก ถึงอย่างนั้น ถ้าแค่ให้ระบายสีพื้นแบบไม่อาศัยความสามารถพิเศษใดๆ
หรือช่วยเก็บล้างทำความสะอาดน่าจะไม่มีปัญหา ดังนั้นจึงตรงไปช่วยงานก่อนเวลานัดหมาย
‘เย็นนี้กินอะไรดีนะ’
เพิ่งมองเห็นประตู
ยังไม่ทันเดินเข้าไปในห้อง เสียงอันคุ้นเคยพลันก้องอยู่ในหัวของเกะโท
ความเคยชินเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัว
ช่วงแรกยามได้ยินเสียงโดยไม่เห็นตัวคน เกะโทตกใจจนเสียอาการ
ขายขี้หน้าให้เพื่อนฝูงล้อเลียนว่าเป็นไอ้หนุ่มขวัญอ่อน
ผ่านไปนานเข้าเขาไม่สะดุ้งสะเทือนแล้ว อย่างตอนนี้ก็เพียงรู้สึกว่า ‘อ้อ ที่แท้อิตาโดริก็อยู่ใกล้ๆ นี่เอง’
กำหนดการวันนี้คือใช้พื้นที่ในการทำฉาก
สิ่งกีดขวางไม่ว่าจะโต๊ะ เก้าอี้ หรืออื่นๆ
หากเคลื่อนย้ายได้ล้วนถูกดันไปกองรวมกันบริเวณผนัง
พื้นห้องถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ฉากวางเกลื่อนกลาด ในห้องมีเด็กนักเรียนชายหญิงรวม 5
คน คนหนึ่งนั่งกลางกองกระดาษสี กำลังทำต้นไม้ปลอม
อีกสามคนกำลังช่วยกันผสมสีเพื่อนำไประบายฉากตรงมุมห้อง และคนสุดท้าย
คนเพียงคนเดียวที่ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรม หนุ่มน้อยอิตาโดริกำลังขัดและประกอบไม้อัดเพื่อทำรั้วขนาดเล็ก
เพราะเป็นรั้วต๊อกต๋อยสำหรับสร้างมิติให้แก่ฉากจึงไม่ถึงขั้นต้องหอบหิ้วอุปกรณ์ช่างขนไปทำด้านนอก
พวกเขาตกลงว่าใช้เพียงปืนกาวกับไม้บางๆ ก็เพียงพอ ดังนั้นจึงนั่งทำในอาคารเรียนได้
เป้าหมายสำคัญวันนี้คือฉากหลัง
มุตะกับเกะโทถูกจัดแจงให้ไปจับแปรง คำนึงถึงศักยภาพของพวกเขา คาโมะ
โนริโทชิผู้รับผิดชอบหลักและดูแลการแบ่งงานไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป
แบ่งสีให้แล้วชี้ตำแหน่ง บอกว่าถมช่องว่างตรงนี้ก็พอ หน้าที่ลงสีพื้นรับผิดชอบไป
เดี๋ยวท่านเทพมาเสริมรายละเอียดและเติมแสงเงาให้ทีหลังเอง
ระหว่างก้มหน้าก้มตาทำงาน
เกะโทได้ยินเสียงอิตาโดริเป็นพักๆ การได้ยินเป็นไปแบบสุ่ม
ตัวเกะโทที่ไม่ได้สนใจแสวงหาที่มารวมทั้งขอบเขตความสามารถอย่างจริงจังไม่มั่นใจว่าต้องอยู่ห่างจากอิตาโดริในระยะมากน้อยเพียงใดถึงได้ยินเสียง
แค่รู้ว่าเข้าใกล้แล้วจะได้ยินเป็นครั้งคราว
บางจังหวะต่อให้นึกอยากฟังเสียงในใจอีกฝ่ายก็ใช่จะได้ยิน
‘รุ่นพี่’
เสียงในหัวที่สดใสขึ้นมากะทันหันเรียกให้เกะโทเงยหน้าโดยสัญชาตญาณ...อันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าอิตาโดริเห็นอะไรถึงได้ดูดีอกดีใจปานนั้น
“มาเร็วชะมัด
จะขยันอะไรนักหนา สุงุรุ”
ชมรมการแสดงไม่เคยขาดดาวเด่น
และดาวเด่นในรุ่นปัจจุบันก็คือเด็กหนุ่มที่เดินล้วงกระเป๋าอย่างสุดแสนจะท่ามากเข้ามาหาเกะโท
เจ้าตัวย่นจมูกบ่นกระปอดกระแปดราวกำลังตามหาแนวร่วม
“เหม็นสี”
เพื่อนสนิทของเกะโท
คนที่อิตาโดริชอบ
โกะโจ
ซาโตรุ
ต่อให้ไม่มีความสามารถประหลาดๆ อย่างการได้ยินเสียงในใจ
ขอเพียงตาหูยังทำงานปกติย่อมมองออกว่าอิตาโดริชมชอบโกะโจเป็นอย่างมาก
ส่วนจะตีความความชอบไปในลักษณะไหนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล
แม้พยายามระมัดระวังการแสดงออก
อิตาโดริยังคงอ่านง่ายขนาดที่ว่าหากไปสุ่มถามคน 100 คน 99
คนในนั้นต้องลงความเห็นว่าเขาชอบโกะโจ และถ้าในกลุ่มตัวอย่างไม่มีอิตาโดริ สุคุนะ
1 เสียงปฏิเสธจะหายไป กลายเป็นถาม 100 คน ตอบว่าชอบ 100 คนแน่นอน
อิตาโดริคนน้องที่ชื่อสุคุนะเป็นเด็กใหม่นิสัยเสีย...มีอริอยู่มากมาย
บุคลิกท่าทางไม่รับแขกจนมีแต่คนเหม็นหน้า
ถึงอย่างนั้นกลับได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเขียนบทให้ชมรมการแสดงซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นชมรมขนาดใหญ่
เซนส์การเขียนเรื่องอันเหนือชั้นของสุคุนะไม่อาจมองข้าม
ที่ปรึกษาคุซาคาเบะเคยเห็นผลงานเรื่องสั้นตอนอีกฝ่ายได้รับรางวัลจากการประกวดระดับจังหวัดถึงกับต้องไปชักชวนให้เข้าชมรมด้วยตัวเอง
สุคุนะอาจดูไม่เอาการเอางาน หนีเรียนบ่อย ไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมชมรม
ทว่าเจ้าคนไม่เอาไหนที่ว่านี้ส่งมอบบทละครได้ตามเวลาที่อาจารย์ร้องขอ แถมยังไม่ส่งงานที่เขียนออกมาอย่างขอไปทีด้วย
แม้ตัวบุคคลมีปัญหา
จะให้เกลียดกระทั่งความอวดดีในฐานะผู้รังสรรค์กับผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ก็ทำไม่ลง
ความรู้สึกของสมาชิกชมรมต่อสุคุนะจึงค่อนข้างซับซ้อน
ตัวแถมอย่างอิตาโดริคนพี่ที่มักโดนลากมาใช้งานต่างเบ๊สารพัดประโยชน์ดีกว่ามาก
ทั้งเป็นมิตรและมีน้ำใจ ไม่รู้พี่น้องโตมาด้วยกันอีท่าไหนถึงต่างกันขนาดนี้
“ต่อให้เจ้าสุคุนะไม่อยู่เราก็ซ้อมตามบทไอ้เบื๊อกนั่นได้นี่นา”
โกะโจนั่งขัดสมาธิหน้าหงิก ตัดกระดาษสีดังแกรบๆ
ทั่วทั้งตัวแผ่ออร่าบอกว่าโดนบังคับให้ทำงาน ไม่อยากทำสักนิด
ขนาดเลือกงานไม่เลอะสีให้ยังทำอย่างขอไปที
เกะโทเห็นด้วยกับคำพูดนั้นเต็มร้อยทว่าเออออเพียงในใจ
อย่างไรเสียอุปกรณ์ประกอบฉากก็จำเป็น แบ่งเวลาซ้อมการแสดงมาทำถือเป็นเรื่องสมควร
และช่วงเวลาที่คนเขียนบทอย่างสุคุนะไม่อยู่ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง
ซ้อมการแสดงครั้งแรกให้สุคุนะอยู่ด้วยจะดีกว่า
หลังจากนั้นถึงเจ้าตัวไม่อยู่ พวกเขาก็มีแนวทางที่ชัดเจนในการแสดงแล้ว
“ช่วงนี้หมอนั่นยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ
เดี๋ยวก็มาเข้าชมรมแล้วล่ะ” คนในครอบครัวอย่างอิตาโดริออกโรงแก้ต่างให้
แม้แต่ละคนได้ยินแล้วอยากหัวเราะให้คำแถ
เห็นแก่หน้าอิตาโดริที่ขยันขันแข็งและเข้ามาช่วยงานแทนจึงไว้หน้าเขาสักหน่อย
ชมรมการแสดงสลายตัวตอนฟ้ามืด
อิตาโดริรับโทรศัพท์สายหนึ่งช่วงหนึ่งทุ่มเศษ ดูเหมือนจะถูกเร่งให้กลับบ้าน
เขาขอโทษขอโพยที่อยู่ช่วยเก็บของไม่ได้
จากนั้นหิ้วกระเป๋าวิ่งหายลับไปอย่างกระปรี้กระเปร่า
ด้านเกะโท
เขาแวะกินมื้อเย็นกับเพื่อนซี้ระหว่างทางกลับบ้าน หลังแยกย้ายกันถึงบังเอิญเจออิตาโดริที่เพิ่งบอกลากันที่โรงเรียนกำลังนั่งอ่านการ์ตูนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ
อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นได้จังหวะเหมาะเหม็งราวกับมีเรดาห์ตรวจจับและรู้ว่ากำลังถูกลอบมอง
“รุ่นพี่เกะโทนี่นา”
เกะโทถูกเจอตัวภายใน
2 วินาที
เดินหนีเอาตอนนี้ก็ไม่เหมาะแล้ว
เจ้าของชื่อเดินเข้ามาใกล้พลางลอบสังเกตรุ่นน้อง
มองเห็นชุดเครื่องแบบฤดูร้อนแบบเดียวกับตน มีกระเป๋าสะพายใบเดียวกับที่เคยเห็นวางพิงเอวอยู่บนม้านั่ง
สิ่งที่แตกต่างจากตอนแยกกันที่โรงเรียนคือซองเอกสารสีน้ำตาลซึ่งสอดอยู่ระหว่างตัวคนกับกระเป๋าสะพาย
“นายมาทำอะไรตรงนี้น่ะ?”
“อ๋อ”
อิตาโดริบอกว่าต้องส่งซองเอกสารในซองให้คนรู้จัก
อีกฝ่ายจะขับรถผ่านถนนเส้นนี้จึงมานั่งอ่านหนังสือการ์ตูนรอ ดูท่านี่จะเป็นธุระที่ทำให้รีบร้อนออกจากโรงเรียน
ค่ำคืนย่านกลางเมืองสว่างด้วยแสงไฟ
นักเรียนมัธยมปลายชายนั่งเพียงลำพังไม่ถึงกับอันตรายจนน่าเป็นห่วง กระนั้นเกะโทคิดว่าตนอยู่เป็นเพื่อนสักหน่อยน่าจะดีกว่า
อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว เขาถามว่าขอนั่งรอเป็นเพื่อนได้ไหม
แม้อิตาโดริประหลาดใจ หากก็พยักหน้าขอบคุณ
‘รุ่นพี่เกะโทใจดีชะมัด’
ขอบใจที่ชม
ถึงไม่ได้ทำลงไปเพื่อหวังคำสรรเสริญ
แต่คำชมอย่างจริงใจใครก็อยากฟัง
เกะโทไม่ได้ชอบอ่านการ์ตูน
เมื่อครู่เห็นอิตาโดรินั่งอ่านด้วยดวงตาเป็นประกายจึงถามเหมือนชวนคุยเรื่อยเปื่อยว่ากำลังอ่านอะไรอยู่เหรอ
รุ่นน้องรีบยกปกหนังสือเล่มน้อย ดวงตาเป็นประกายวาววับ
ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงตัวเป็นระเบียบ
‘ยิวยิตสู
คลายเส้น’ ผู้แต่ง ‘เกะกะ’
ชื่อบ้าอะไรเนี่ย...
สีหน้าหลังเห็นชื่อเรื่องกับผู้แต่งเปิดโปงความรู้สึกแท้จริงออกมามากเกินไป
อิตาโดริรู้สึกว่าต้องปกป้องความบริสุทธิ์ผุดผ่องของการ์ตูนเรื่องโปรด รีบร้องว่า “สนุกนะครับ!”
แฟนพันธุ์แท้เปิดการขายสดๆ
หน้าร้านสะดวกซื้อ…ยิวยิตสู คลายเส้น
ตีพิมพ์ในนิตยการการ์ตูนเด็กผู้ชาย ‘โดดเลยไอ้หนุ่ม!’
เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มจิตใจดีคนหนึ่งที่ต่อสู้ด้วยยิวยิตสูและถือโอกาสที่เป็นคนมีพรสวรรค์ในการนวดช่วยคลายเส้นให้ศัตรูระหว่างการต่อสู้
เขาเป็นที่รักของมนุษย์วัยทำงานโดยเฉพาะคนมีอาการออฟฟิศซินโดรม ตัวร้ายในเรื่องซึ่งเป็นมารเฒ่าพันปีก็ทั้งรักทั้งชัง...แน่ล่ะ
กระดูกกระเดี้ยวไม่ดีย่อมทนแรงดึงดูดอันหอมหวานนี้ไม่ได้หรอก
“...”
ฟังเรื่องย่อเกะโทได้แต่กะพริบตาปริบๆ จนคำพูดไปชั่วขณะ เขาอ้ำอึ้งถามว่า
“เป็นการ์ตูนตลกเหรอ?”
“เป็นแอคชั่นคอเมดี้ครับ
ฉากต่อสู้ดุเดือดมาก แต่เดินเรื่องแบบมีอารมณ์ขันสุดๆ!” อิตาโดริร้อนแรงเหมือนแฟนบอยตัวน้อย บอกว่ารุ่นพี่ดูสิๆ
พลางยัดเยียดหนังสือให้
คนไม่เคยอ่านผ่าไปดูเล่ม
9 เลยจะดีเหรอ…เกะโทมองชายผมดำยาวบนปก
เหมือนรู้สึกว่าหนังตากระตุกแฮะ
‘อาจารย์โกะโจเท่มากเลย!’
หือ?
ขณะกรีดหน้าหนังสือผ่านๆ
เพื่อดูภาพ เสียงของอิตาโดริก้องในหัวจนความสนใจถูกเบี่ยงเบนไป
เกะโทสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนสนิท
สัญญาณเตือนบางอย่างร้องดังลั่น เขารีบพลิกไปต้นเล่ม ตั้งใจจะดูหน้าแนะนำตัวละคร
ตอนนั้นเอง
รถยนต์ผลิตในประเทศคันหนึ่งลดความเร็วมาจอดเทียบฟุตบาท
กระจกข้างคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นผู้ขับซึ่งเป็นหญิงสาวผมยาว
อิตาโดริลุกพรวด
“คุณเม”
เนื่องจากไม่ใช่เวลามามัวสนใจหนังสือการ์ตูน
เกะโทพับหน้าหนังสือลงอย่างรู้ความ
มองรุ่นน้องวิ่งตึกตักหิ้วซองเอกสารไปยังรถคันดังกล่าว หลังพูดคุยกันเล็กน้อยสาวงามผู้มีบรรยากาศลึกลับก็เคลื่อนรถออกไป
รอจนอิตาโดริย้อนกลับมาตัวเปล่า เกะโทไม่ถามถึงหญิงสาว
ส่งหนังสือคืนและเอ่ยตามมารยาทว่า
“น่าสนุกดี
ไว้ฉันจะไปหาอ่าน”
อิตาโดริกลับไม่นึกว่าเป็นคำพูดตามมารยาท
เห็นคนอื่นสนใจการ์ตูนเรื่องโปรด ใจมีแต่ความยินดี สีหน้ายิ่งสดชื่นแจ่มใส เขายิ้มกว้างกว่าเก่า
ดวงตาเป็นประกายวิบวับ“งั้นเดี๋ยวผมเอาเล่ม 1
มาให้รุ่นพี่ยืมดีไหมครับ?”
ไม่ต้องก็ได้
ฉันแค่พูดไปอย่างนั้น…
แต่เมื่อสบดวงตาใสแจ๋ว
เกะโทไม่อาจหักหาญน้ำใจได้ลง จะอ่านหรือไม่อิตาโดริไม่มีทางรู้
นอกจากนี้รับมาก่อนค่อยบอกอย่างอ้อมค้อมภายหลังว่าไม่ตรงจริตก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นัก
ดังนั้นเกะโทจึงยิ้ม
บอกว่าขอบคุณมากนะ…หากในใจแอบคิดว่าลืมๆ
เรื่องที่พูดก็ไม่เป็นไร
น่าเสียดาย
สัปดาห์ถัดมาอิตาโดรินำการ์ตูนมาให้ยืมจริงๆ
‘ถ้ารุ่นพี่เกะโทชอบก็ดีสิ
รุ่นพี่จะชอบไหมนะ จะมีตัวละครที่ชอบมั้ยน้อ’
ท่าทางซื่อตรงกระตือรือร้นนี้
เกะโทรู้สึกว่าหากไปทุบทำลายเข้าตนจะเป็นคนชั่วช้าสารเลว เขาได้แต่รับหนังสือเอาไว้
ช่วงสัปดาห์เดียวกัน
ชมรมการแสดงเริ่มต้นซ้อมการแสดง
“ห่วยแตก
เอาใหม่”
คนเขียนบทอย่างสุคุนะเพิ่งจะมาปรากฏตัวเป็นเรื่องเป็นราวเอาป่านนี้
ในห้องยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่หน้าตาราวกับหลุดมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน
สุคุนะเข้าชมรมการแสดงเมื่อไร
อิตาโดริจะมาด้วยกันเสมอ เป็นแพคเกจซื้อ 1 แถม 1
แฝดน้องมักหายหัวเท่าที่หายหัวได้
ถ้าโผล่มาให้เห็น ก็จะ ‘โฉบ’ มาให้เห็นหน้าว่ามาแล้วนะ บรรลุภารกิจก็จรลีหนีจาก อิตาโดริคนพี่จากชมรมอื่นผู้แวะมาช่วยงานประปรายยังคุ้นเคยและพูดคุยกับสมาชิกมากกว่าเสียอีก
ใบหน้ากับรูปร่างของพี่น้องฝาแฝดเหมือนกันมาก
ทว่าตั้งแต่เล็กยันโตถูกทักผิดน้อยครั้งเหลือเกิน ยิ่งถ้าขยับตัวหรืออ้าปากพูด
ไม่มีทางแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร สำหรับสถานการณ์ในห้อง ณ ปัจจุบัน วิธีแยกแยะที่ง่ายที่สุดในคือเครื่องแต่งกาย
สุคุนะสวมเสื้อยืดใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว
แขนเสื้อสีดำยาวถูกม้วนขึ้นมาในระดับที่พอคลุมข้อศอกมิดชิด
เขานั่งกอดพนักเก้าอี้อยู่หน้าห้อง ตำหนินักแสดงอย่างไม่ไว้หน้า
“แกเป็นผีน่าเกลียด
ยังจะมาเต๊ะท่าหาอะไร ดาวเด่นชมรมการแสดงไม่มีปัญญาแม้แต่จะทำความเข้าใจบทด้วยซ้ำ
ที่แท้ก็แค่อวยกันเกินเหตุ ให้ฉันเจียดเวลาอันมีค่ามาดูไอ้พวกหน้าโง่ที่ดีแต่ยกหางตัวเองหรือไง?”
โกะโจผู้ตกเป็นเป้าเกือบจะเดินไปเตะปากคน
เขาหยุดขาตัวเองทันหวุดหวิด ทว่าห้ามเสียงที่ยกสูงขึ้นด้วยโทสะไม่ไหว “ฉันเนี่ยนะ?
ฉันก็เล่นตามบทตามปกติ แกต่างหากที่มีปัญหากับฉัน
จ้องแต่จะจับผิดเล่นงานฉันไม่ใช่หรือไง ตั้งแต่เริ่มซ้อมมาแกมีปัญหากับฉันคนเดียว
ใครกันแน่ที่ทำให้คนอื่นเสียเวลา?”
บทละครถูกเขียนโดยมีโกะโจเป็นศูนย์กลาง
สุคุนะกำหนดชื่อตามตัวผู้เล่นจริงๆ เพื่อลดความยุ่งยากในการจดจำชื่อ อย่างไรเสียชื่อเรียกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องอยู่แล้ว
ตัวเอกของเรื่อง
โกะโจ เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตามสมัยนิยม เขาหลงตัวเองและยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก
ซ้ำยังใช้ประโยชน์จากต้นทุนแต่กำเนิดอย่างคุ้มค่าด้วยการนำรูปร่างหน้าตาไปเป็นเหยื่อล่อหญิงสาว
หยอดคำหวานให้พวกเธอหลงใหลทุ่มเท
รีดเงินทองทรัพย์สมบัติจากคนรักจำนวนมากมายจนอิ่มหมีพีมัน
เป็นนักต้มตุ๋นที่ใช้หน้าตาทำมาหากินนั่นเอง
แล้วเขาก็ถูกฆาตกรรม
ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้พรั่งพร้อมกลายเป็นผีอัปลักษณ์
โกะโจรับไม่ได้ที่ตนเองตาย รับไม่ได้ที่สูญเสียหน้าตาที่รักยิ่งชีพไป ผีร้ายซึ่งไม่ยอมรับความจริงอันน่าเศร้าอาละวาดสร้างความหวาดผวาทั่วทุกหัวระแหง
คลุ้มคลั่งจะตามหาคนที่ผลักตัวเองตกบ่อน้ำและล้างแค้นให้ได้ ตนได้รับความอยุติธรรม
คนอื่นก็อย่าหวังจะได้มีชีวิตอันแสนสุขเลย!
จากเนื้อเรื่องนี้
นักแสดงผู้มีบทตั้งแต่ต้นจนจบอย่างโกะโจรับภาระหนักมาก
แค่ต้องเล่นเป็นผีหน้าตาน่าเกลียด หนุ่มหล่อสะเทือนฟ้าดินอย่างเขาก็อยากกระอักเลือดมากเกินพอ
นี่ยังมาถูกเพ่งเล็งชี้นิ้วสั่งตอนฝึกซ้อมแสดงอีก มันจะมากเกินไปหน่อยล่ะมั้ง!
สุคุนะมีปากเสียงกับคนไปทั่ว
โกะโจเป็นหนึ่งในบรรดาคู่กรณีเหล่านั้น การโต้คารมระหว่างพวกเขาเกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหนจนไม่มีใครตื่นตระหนกและรู้วิธีรับมืออันเหมาะสมแล้ว
หากเข้าไปแทรกก็เหมือนสาระแนเอาตัวไปขวางกระสุน มีแต่จะเจ็บฟรี
สมาชิกคนอื่นจึงปล่อยให้ระบายอารมณ์สักพัก รอระบายจนปลอดโปร่งขึ้นหน่อยค่อยเข้าไปไกล่เกลี่ยจะเข้าท่าที่สุด
ท่ามกลางสมาชิกจำนวนหนึ่งที่กำลังสังเกตการณ์
เกะโทนั่งพลิกหน้าหนังสือตรงมุมห้อง ไม่แยแสแม้กลางดงกระสุนมีเพื่อนรักของตน อิตาโดรินั่งอยู่ด้านข้างเขา
เมินเฉยต่อความวุ่นวายเช่นกัน
แต่กำลังใช้เวลาไปกับการเย็บผ้าให้มีรอยปะชุนกะรุ่งกะริ่ง
“ยูจิ!”
เจ้าของชื่อสะดุ้งจนตัวลอยจากเก้าอี้สองเซนติเมตร
ตกใจจนเข็มเกือบทิ่มนิ้ว “คะ ครับ!”
“ฉันแสดงห่วยแตกเหรอ!” ทั้งที่กำลังพูดกับอิตาโดริ
โกะโจตะเบ็งเสียงใส่สุคุนะ ไม่ยอมละสายตาราวกับว่าถ้าหลบจะเป็นฝ่ายแพ้
เมื่อสักครู่อิตาโดริจดจ่อกับการเย็บผ้า
ไหนเลยจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ถึงอย่างนั้นคำตอบที่ออกจากปากมีคำตอบเดียวจึงไม่จำเป็นต้องหยุมหยิม เขาพูดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า
“ไม่ครับ รุ่นพี่โกะโจเยี่ยมที่สุด!”
แรงสนับสนุนอันหนักแน่นยังผลให้โกะโจยืดอกยกปลายคาง
ลำพองใจสุดๆ เขาเยาะสุคุนะ “เห็นไหมล่ะ!
ได้ยินรึยัง!”
ไม่ว่าเมื่อไหร่
หากโกะโจบอกซ้าย อิตาโดริไม่มีทางไปขวา ต่อให้บอกว่าปากกาเป็นป๊อกกี้
อิตาโดริจะบอกว่าน่าอร่อยดีครับ
ผู้อยู่ในสถานการณ์พากันเอือมระอากับนิสัยชอบเอาชนะคะคานของดาวเด่นชมรม
โกะโจใช้ความชอบของคนอื่นตาไม่กระพริบ ไม่ต่างจากโกะโจในบทละครแม้แต่น้อย
ฟากอิตาโดริก็เหลือเกิน จะเข้าข้างอะไรขนาดนั้น
ในฐานะผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
คนอื่นเก็บความอิดหนาระอาใจไว้ในอกไม่ยอมพูด แต่สุคุนะไม่มีทางไม่พูด ใบหน้าหงุดหงิดสุดขีดหันขวับไปทางพี่ชายฝาแฝด
ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “กำลังจะบอกว่าฉันเป็นคนผิด?”
“…” พี่ชายเหงื่อแตกพลั่ก
‘เอ๊ะ?
เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ หรือว่ารุ่นพี่กำลังทะเลาะกับสุคุนะงั้นเหรอ?’
เสียงลนลานดังในสมองโดยตรง
หลบเลี่ยงไม่ได้ เกะโทระบายลมหายใจเบาๆ เงยหน้าขึ้นจากหนังสือการ์ตูน หางตาเห็นรุ่นน้องลุกลี้ลุกลนแล้วเกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ไหวเล็กน้อย
เขาส่งยิ้มพิมพ์ใจขัดตาทัพเป็นลำดับแรก ถัดมาค่อยช่วยคลายสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เอาอย่างนี้ดีไหม
พวกเราซ้อมบทส่วนที่ไม่มีซาโตรุกันก่อน ระหว่างนั้นให้ซาโตรุลองตีความอีกครั้ง อิตาโดริคนน้องเองก็บอกความคิดเห็นสักหน่อย
นายคิดว่าในการแสดงเมื่อกี้มีอะไรไม่ถูกต้อง จะได้ปรับให้เข้าที่เข้าทาง”
ทางลงถูกวางให้พอดิบพอดี
ไม่มีใครคัดค้านความเห็นของเกะโท ถึงอย่างนั้นสุคุนะก็ไม่ได้ปริปากบอกว่าตรงไหนที่โกะโจทำได้ไม่ดี
โกะโจก็ไม่เข้าไปถามเองเช่นกัน ฝ่ายหลังเดินหน้าตูมมาหาเพื่อนสนิท กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้เสียงดังโครมครามก่อนหยิบบทมาพลิกเปิดดูเพื่อบอกว่าฉันไม่แสดง
ฉันจะศึกษาบท เชิญพวกนายเถอะ
“ชิ
เจ้าบ้าสุคุนะ”
ทำเป็นเปิดดูบท
เห็นได้ชัดว่ายังเดือดปุดๆ ไม่มีใจจดจ่อแม้แต่น้อย
เกะโทลุกออกไปหารือกับคนอื่นเพื่อซักซ้อมการแสดง
เท่ากับว่ามีเก้าอี้คั่นกลางระหว่างอิตาโดริกับโกะโจหนึ่งตัว ต่อให้พยายามมีสมาธิ
อิตาโดริคอยแต่จะเงี่ยหูฟังและใช้หางตามองโกะโจอยู่เรื่อย
ตอนนั้นเองรุ่นพี่ออกคำสั่งอย่างวางก้ามขึ้นมาอีก
“พูดมากจนคอแห้งไปหมด
ยูจิ ไปซื้อสไปรท์ให้ฉันหน่อยซิ”
ก่อนหน้านี้อิตาโดริเคยถูกใช้
แต่เพราะคำสั่งคราวนี้มากะทันหันมาก คนฟังจึงนึกว่าตัวเองหูฝาด
“รุ่นพี่พูดกับผมเหรอ?”
“ฉันก็เรียกชื่อนายอยู่ไม่ใช่เหรอ”
โกะโจหันคางมาทางอิตาโดริ ท่าทางไม่สบอารมณ์ “สไปรท์ ไปซื้อมาซะ”
“อ๋อ
ได้สิครับ” อิตาโดริวางของลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ลุกขึ้นโดยไม่อิดออด
สุคุนะที่กำกับการใช้น้ำเสียงของบรรดารุ่นพี่อยู่หยุดปากแล้วหันขวับเหมือนมีตาที่สามทันทีที่อิตาโดริลุกขึ้นยืนตัวตรง
เสียงทุ้มต่ำความดังระดับตะโกนแหวกอากาศมาจากตรงนั้น “ฉันเอาโค้ก”
อิตาโดริ
“…”
“ทำไม?
พอเป็นฉันไปซื้อให้ไม่ได้?”
“จะเป็นงั้นได้ไงล่ะ
เดี๋ยวฉันไปซื้อให้”
ตอนกระอึกกระอักก่อนอ้อมแอมรับคำเสียงอ่อย
เกะโทได้ยินเสียงหดหู่ของรุ่นน้องชัดแจ๋ว
‘สุคุนะงอนแล้ว’
คำว่า
‘งอน’
ออกจะน่ารักน่าเอ็นดูไปหน่อยสำหรับคนอย่างสุคุนะ ถึงขั้นทำเอาคนฟังขนแขนลุกชันทีเดียว
เกะโทอดมองอิตาโดริไม่ได้ พอมองแล้วก็ต้องนึกเสียใจภายหลัง
เขาเห็นภาพลวงตาหูลู่หางตกเหมือนสุนัข บังเกิดความรู้สึกคันมืออยากลูบหัวสักที
“งั้นก่อนเริ่มซ้อมเราพักเปลี่ยนอารมณ์กันหน่อยก็ได้
เดี๋ยวฉันไปช่วยอิตาโดริถือเอง พวกนายอยากได้อะไรกันบ้างหรือเปล่า?”
ไปๆ
มาๆ แทนที่จะให้โกะโจพักดูบทคนเดียวเลยกลายเป็นพักกันหมด
ระหว่างเดินเคียงกันไปยังตู้อัตโนมัติ
อิตาโดริขอบคุณเกะโทคำหนึ่ง สีหน้าท่าทางปกติดี
ไม่เหมือนคนรู้สึกว่ากำลังโดนรังคัดรังแกแต่อย่างใด
การที่เขายอมให้คนอื่นเอาเปรียบอย่างใจกว้างนี้เองที่ทำให้เกะโททนไม่ได้อยู่หน่อยๆ
“นายไม่ต้องฟังซาโตรุทุกอย่างก็ได้”
“แค่ไปซื้อน้ำเอง
สบายมากครับ”
เนื่องจากไม่ได้รวบรวมเงินมาก่อน
ในฐานะรุ่นพี่ เกะโทเป็นฝ่ายควักกระเป๋า รอไปเก็บเงินจากคนอื่นภายหลัง อิตาโดริออกเงินแค่ส่วนของตัวเองกับสุคุนะเท่านั้น
สองหนุ่มไม่มีถุง อิตาโดริจึงดึงชายเสื้อออกมาจากขอบกางเกง
วางของที่ซื้อมาใส่ในนั้น กลับมาถึงห้องชมรมภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที
อิตาโดริกับเกะโทช่วยกันวางของลงบนโต๊ะ
รอจนเรียบร้อยอิตาโดริค่อยหยิบส่วนของตนไปประเคนให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งนั่งวางท่ารอ
ไม่เดินมาหยิบเองอย่างคนอื่น
“หืม?”
สุคุนะเลิกคิ้วมอง
นอกจากโค้ก อิตาโดริยังยื่นบิสกิตแท่งสอดไส้ช็อกโกแลตให้ด้วย
ขนมเพียงกล่องเดียวกลางดงกระป๋องเครื่องดื่มเตะตามาแต่ไกล
ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นส่วนของสุคุนะ
หลงนึกไปว่าอิตาโดริซื้อมากินเองเสียอีก
‘กินขนมแล้วอารมณ์ดีขึ้นเถอะนะ’
จากมุมเกะโทมองเห็นเพียงแผ่นหลัง
แต่สุ้มเสียงในใจของอิตาโดริติดจะฉอเลาะ คาดว่าคงส่งสายตางอนง้ออยู่แน่ๆ
แม้ไม่ได้ยินเสียงในใจ
แต่การแสดงออกของพี่ชายฝาแฝดน่าจะเพียงพอต่อการโน้มน้าว
หรือไม่สุคุนะก็พึงพอใจกับการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ บรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กระทั่งรอยยิ้มก็เผยออกมาให้เห็นแล้ว…ถึงจะเป็นการยิ้มที่ชวนให้ผู้พบเห็นอยากตะบันหน้าก็เถอะ
“รู้งานดีนี่”
ตรงข้ามกับสุคุนะผู้ถูกเอาใจจนอารมณ์ดี
โกะโจหน้าบูดบึ้ง ประท้วงใส่แผ่นหลังเจ้าคนเลือกปฏิบัติ
“เฮ้
ไม่มีส่วนของฉันเหรอ?”
ทำไมต้องมีส่วนของคุณพี่ล่ะครับ?
…สายตาทุกคู่ที่สาดมายังโกะโจกำลังประสานเสียงเช่นนั้น
เกะโทถองศอก
ปรามเพื่อนที่เริ่มล้ำเส้น “นายไปยุ่งอะไรกับเขา”
โกะโจชะงักเล็กน้อย
ทว่าก็ให้คำตอบอย่างรวดเร็ว “เพราะฉันชอบของหวานๆ!”
นั่นเป็นเหตุผลของคุณพี่เหรอครับ?
…สายตาทุกคู่ที่สาดมายังโกะโจประสานเสียงอีกคำรบ
เกะโทขายขี้หน้าแทนเหลือเกิน
เจ้าเพื่อนคนนี้ อาศัยว่าคนอื่นเขาชอบแล้วต้องยอมตัวเองทุกอย่างหรือไงนะ?
มิหนำซ้ำอิตาโดริน่ะ….
ยิวยิตสู
คลายเส้นสนุกผิดคาด อย่างน้อยๆ ก็ตรงจริตเกะโท พอบอกความเห็นไปตามตรง
อิตาโดริดีใจราวกับเป็นเรื่องตัวเอง คอยนำเล่มต่อมาให้ยืมทันทีที่รุ่นพี่อ่านจบ เวลาคุยเกี่ยวกับการ์ตูนอีกฝ่ายดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
เกะโทคิดว่าการแสดงออกของอิตาโดริเวลานี้น่าสนุกกว่าการ์ตูนเสียอีก
เมื่อก่อนเวลาเห็นแฟนคลับดารานักร้องออกอาการคลั่งใคล้ไอดอล
เกะโทลอบคิดว่าเสียงหวีดสูงหรือกริยาอยู่ไม่สุขของพวกเขาล้วนไม่ต่างจากลิง
พอเป็นอิตาโดริบ้าง
กลับรู้สึกเหมือนมุมหนึ่งในใจอ่อนยวบลง ไม่เห็นน่ารำคาญตรงไหน
เพียงแต่…
‘หรือว่าจะกำลังแอบชอบ…ใช่ไหมนะ?’
ระหว่างซักซ้อมบทตามปกติ
ตอนโกะโจพาดแขนลงบนไหล่เกะโทจังหวะกำลังแลกเปลี่ยนความเห็น
เขาได้ยินเสียงของอิตาโดริดังก้องขึ้นมา เกะโทเกือบจะหลุดสบถ
ในช่วงแรกตอนได้ยินความคิดแบบนี้
เกะโทไม่นึกสนใจ เห็นขำว่าไร้สาระชะมัด เวลาผ่านไปจนวันงานโรงเรียนใกล้มาถึง
จากนั่งกระดิกนิ้วเท้าฟังผ่านหูพอขำๆ กลายเป็นแสลงหูไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบ
‘แต่รุ่นพี่เกะโทนอกจากเท่แล้วยังใจดี
ถ้ารุ่นพี่โกะโจจะแอบชอบก็ไม่แปลกหรอก’
หากไม่ใช่ว่าอยู่ระหว่างซ้อมใหญ่
เกะโทคงเดินลิ่วๆ ไปตรงหน้าอิตาโดริ เขย่าไหล่บอกว่าเอาตาข้างไหนมองมิทราบ? อยากเคาะสมองที่คิดอะไรเลื่อนเปื้อนออกมาดูนักว่ามันทำงานยังไง
อิตาโดริที่ตอนนี้ยืนปะปนอยู่กับสมาชิกชมรมการแสดงในจุดที่เกะโทมองไม่เห็นไม่ได้ทำให้เขาวุ่นวายใจได้นาน
ครู่เดียวก็มีเสียงพูดคุยเหมือนรับโทรศัพท์
“อ้อ
คุกิซาคิ มีอะไรเหรอ...เอ๊ะ? ชมรม? เปล่า ไม่...เอ่อ ครับ ทราบแล้วครับ ขอประทานอภัยครับผม
จะไปเดี๋ยวนี้เลยครับนายหญิง”
น่าจะไปชมรมเรื่องลี้ลับแล้ว
ช่วยได้มากเลย
ตราบใดที่ตัวยังอยู่ใกล้ๆ เสียงของอิตาโดริรบกวนสมาธิเกะโทมากจริงๆ
ปลายสัปดาห์เป็นวันจัดงานประจำปีและเป็นวันแสดงจริง
ชมรมการแสดงยุ่งหัวหมุนเพราะยังปรับเวลาการแสดงบนเวทีให้อยู่ในกรอบเวลาที่ทางกรรมการกำหนดไม่ได้
นอกจากนี้ขนาดของฉากชิ้นหนึ่งยังใหญ่เกินข้อกำหนด
พวกเขาโต้แย้งเรื่องการแก้ปัญหามา 2 วัน แต่ดูท่าคงต้องลงเอยที่ตัดส่วนเกินออก
สุคุนะบอกปัดว่ายุ่งและหนีหาย
แทบไม่โผล่หน้ามาเข้าชมรม
ส่วนอิตาโดริน่าจะติดพันชมรมตัวเองจึงไม่ได้แวะมาเยี่ยมเยียน
กรณีคนหลังเข้าใจได้เพราะเป็นคนชมรมอื่นแต่ต้น
เกะโทยังคงอ่านยิวยิตสู
คลายเส้นในระดับความเร็วไม่รีบไม่เร่ง ถึงอย่างนั้นก็อ่านจนไล่จี้มาเกือบถึงรวมเล่มฉบับล่าสุดแล้ว
อิตาโดริไม่แวะมาเข้าชมรมช่วงเย็น
เกะโทจึงนำหนังสือที่อ่านจบแล้วไปคืนช่วงพักกลางวัน
เขาพอรู้มาว่าอิตาโดริเป็นครอบครัวใหญ่
มีพี่น้องหลายคน แม้จะออกจากบ้านไปทำงานบ้าง ไปเรียนต่างจังหวัดบ้าง
แต่ก็ยังเหลืออยู่สามสี่คนที่อยู่บ้านในตอนนี้
เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอิตาโดริจึงทำข้าวกล่องทุกวันเผื่อคนอื่นๆ ในบ้าน
เมื่อไม่จำเป็นต้องมาซื้ออะไรก็ไม่มาเบียดนักเรียนจำนวนมากในโรงอาหาร แต่จะเปลี่ยนที่ทานมื้อกลางวันไปเรื่อยตามสภาพอากาศในแต่ละวัน
นักเรียนปี
3 กับปี 1 พักกลางวันพร้อมกัน
หลังทานมื้อกลางวันเสร็จเกะโทจึงแวะไปหาอิตาโดริที่ห้องเรียน
เจ้าตัวบอกว่าปกติกินข้าวกับเพื่อนๆ บนดาดฟ้าข้างชมรมจัดสวน แต่วันนี้ฝนลงปรอยๆ จึงดอดมาหลบในอาคาร
“ตาไม่มีแววหรือไงยะ
เจ้ารุ่นพี่นั่นมีดีตรงไหนกัน ฉันล่ะหมั่นไส้ ชอบเข้าไปได้ไง”
“อย่าว่ารุ่นพี่โกะโจแบบนั้นสิ...”
“นี่ๆ
ยังไม่เปลี่ยนใจจริงดิ? หรือไม่ก็...มีใครดีๆ เข้ามาจีบนายบ้างหรือเปล่า บอกเจ๊ซิ”
“คุกิซาคิ
เธอไปลองอะไรแผลงๆ มาอีกใช่ไหม ไม่ต้องจริงจังกับชมรมขนาดนั้นก็ได้มั้ง
แล้วก็อย่าใช้คนอื่นเป็นหนูลองยาเซ่”
บทสนทนาของรุ่นน้องที่ลอยมาตามลมออกรสจนเกะโทหาจังหวะเข้าไปแทรกไม่ถูก
หัวข้อที่ทั้งละเอียดอ่อนทั้งมีความส่วนตัวรับมือได้ยาก
เขาถอยกลับไปก่อนแล้วค่อยหาจังหวะคืนหนังสือภายหลังได้ เพียงแต่...
“...”
โกะโจที่ดึงดันตามมาด้วยกันตอนเกะโทบอกว่าจะนำหนังสือมาคืนรุ่นน้องยืนเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้
อีกฝ่ายย่อมได้ยินทุกอย่างไม่ต่างจากเกะโท
ทว่าตอนนี้เกะโทไม่อยากรู้เท่าไหร่ว่าเพื่อนสนิทกำลังทำสีหน้าแบบไหนหรือกำลังคิดอะไรอยู่
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย
เกะโทควานมือในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มากดโทรออกขณะเอนหลังพิงกำแพง
หามุมอับหลบสายตาคนในห้องเรียน
“อิตาโดริ”
หางตาสัมผัสได้ว่าเพื่อนสนิทมีปฏิกริยาตอบสนอง
ทว่าเกะโทไม่มองและเอ่ยต่อไปด้วยจังหวะจะโคนชวนฟัง “ฉันไม่สะดวกคืนหนังสือช่วงพักกลางวัน
ไหนๆ วันมะรืนก็ต้องแสดงจริงและพรุ่งนี้ติดซ้อมครั้งสุดท้าย
เราเปลี่ยนเวลานัดเป็นเย็นวันนี้แทนได้หรือเปล่า?”
ตัวยืนอยู่หน้าห้องเรียน
หากบอกว่าแวะมาหาไม่ได้จะกลายเป็นการโกหกคำโต เกะโลเลี่ยงไปใช้คำว่าไม่สะดวกแทน
ด้วยเหตุนี้จึงได้รับสายตาดูแคลนสายหนึ่ง
ดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองมาราวกับกำลังประนามอย่างเงียบงันว่า ‘ไอ้คนกลับกลอก’
“อุตส่าห์ให้ยืมหนังสือ
ฉันอยากถือโอกาสเลี้ยงขนมตอบแทนสักหน่อย หืม? ไม่ต้องคิดมากหรอก ไปพักผ่อนไง
ฉะนั้น...ไปเดทกับรุ่นพี่ได้ไหม?”
หลังเลิกเรียน
เกะโทพาอิตาโดริไปกินพาเฟต์ที่ร้านดังย่านถนนธุรกิจ
เด็กนักเรียนชายม.ปลายมานั่งกินของหวานหน้าตาน่ารักด้วยกันสองคนออกจะเด่นอยู่บ้างแต่ทั้งคู่เป็นคนชอบกินและไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้างจึงจับจองที่นั่งอย่างสง่าผ่าเผยและไม่สูญเสียความอยากอาหารแม้แต่นิดเดียว
หากเป็นเมื่อก่อนเกะโทคงไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น
แต่พวกเขาในตอนนี้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจต่อกันเลย อิตาโดริผู้ใจกว้างไม่ถือสาคำว่า
‘เดท’ ด้วยซ้ำ
“โทรศัพท์รุ่นพี่สั่นไม่หยุดเลยนะครับ
ไม่ดูหน่อยเหรอ”
อุตส่าห์ปิดเสียงไปเปิดโหมดสั่น
แต่ก็ยังคงรบกวนอยู่ดี อิตาโดริเป็นห่วงเพราะการแสดงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทว่าเกะโทเปลี่ยนไปเปิดโหมดเงียบโดยไม่กระพริบตาแล้วคว่ำหน้าจอ
รู้อยู่แล้วว่าตนเองกำลังถูกก่อกวน เขายิ้ม บอกว่าไม่มีอะไรหรอก
‘หรือว่าจะเป็นเหมือนกันนะ’
เกะโทเท้าคางรอฟังอย่างนึกสนุก
มองรุ่นน้องที่กำลังอมช้อนคันยาวมองตนตาแป๋ว
หวังว่าจะยังได้ยินเสียงความคิดเด็กคนนี้ต่ออีกหน่อย
‘คุกิซาคิน่าจะลากฟุชิงุโระสะกดรอยตามมาแน่ๆ
รุ่นพี่เกะโทอาจจะถูกเพื่อนตัวเองไล่ตามเหมือนกันก็ได้’
ต่างกันนิดหน่อย
เพื่อนของนายน่าจะอยากรู้อยากเห็น แต่ทางฉันอยากขัดแข้งขัดขาเนี่ยสิ
หากไม่ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าถ้าตามมาด้วยจะมีเรื่อง
ป่านนี้คงไม่ได้ใช้เวลาอย่างสงบกับอิตาโดริตามลำพัง
ระหว่างนั่งเติมน้ำตาล
อิตาโดริถือโอกาสนี้ควักการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ออกมาถาม เจ้าตัวไม่ได้คาดหวังอะไร
เพียงได้ยินมาว่ารุ่นพี่ผลการเรียนดี ถ้าช่วยสอนได้สักนิดสักหน่อยก็โชคเข้าข้าง
“อืม
พอจำได้อยู่หรอก”
หลังพลิกดูสมุด
เกะโทย้อนรำลึกความหลังก่อนพยักหน้าน้อยๆ
ถึงเรียนไปแล้ว
2 ปี เกะโทไม่ได้ส่งมอบความรู้คืนครูบาอาจารย์ไปโดยสิ้นเชิง
เขาย้ายตัวเองไปนั่งข้างอิตาโดริ สอนการบ้านอย่างใจเย็นพลางละเลียดอาหารบนโต๊ะไปด้วย
อิตาโดริตั้งอกตั้งใจคิดคำนวณ กอดโอกาสที่หล่นปุลงบนหัวไว้แน่น ตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จทั้งหมดตอนมีคนช่วยชี้ข้อบกพร่องและช่วยแก้ไขให้ตน
ตอนที่เกะโทนั่งดูอิตาโดริทำโจทย์ไปเรื่อยๆ
จนเหลือโจทย์ย่อย 2 ข้อนั้นเอง
“เฮ้ย”
เด็กหนุ่มสีหน้าบอกบุญไม่รับยืนจังก้าอยู่หัวโต๊ะ
ปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เนื่องจากอิตาโดรินั่งด้านในและกำลังเพ่งสมาธิจดจ่อไปกับการคิดเลข
เกะโทจึงรู้สึกตัวและหันไปยิ้มให้ผู้มาใหม่ก่อน “บังเอิญจังนะอิตาโดริคนน้อง
มาเดินเล่นแถวนี้เหรอ?”
ระหว่างเดินทางออกจากโรงเรียนพวกเขาพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตั้งแต่ดินฟ้าอากาศยันนินทาอาจารย์ประจำวิชา
ในบรรดาเรื่องน้ำท่วมทุ่ง อิตาโดริบอกไว้ด้วยว่าสุคุนะขาดเรียน เกะโทจึงไม่น่าประหลาดใจนักเมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมชุดไปรเวท
ส่วนที่มาปรากฏตัวเหมือนมี GPS คาดว่าน่าจะรู้มาจากพี่ชายคนโต
อิตาโดริบอกโจโซไว้ก่อนว่าจะเถลไถลออกนอกเส้นทางและอาจจะกลับช้า
คาดว่าหากสุคุนะไม่รับรู้พร้อมๆ กัน เรื่องก็น่าจะไปถึงหูจากทางพี่ชายคนโตนั่นแหละ
“โอ๊ะ
สุคุนะ”
‘เพิ่งดูตัวอย่างกู๊ดส์เสร็จ...ไม่ล่ะ
ไม่ใช่แหงๆ อย่างหมอนี่ต้องไปเที่ยวเล่นจนถึงเมื่อกี้แน่ๆ’
“ไม่ขยับให้ฉันนั่งหรือไง?”
“ที่นั่งก็เหลือเยอะแยะ
นายนั่งไม่ได้?”
เพราะเกะโทเอาแต่ยิ้ม
ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม โดยไม่ยอมขยับตัว สุดท้ายแล้วสุคุนะจำต้องนั่งฝั่งตรงข้าม
สั่งมัทฉะลาเต้กับบราวนี่มานั่งกินระหว่างรออิตาโดริทำโจทย์ข้อที่เหลือ
สุดท้ายแล้ว
กันเพื่อนตัวเองไม่ให้โผล่มารบกวนได้แต่ก็ยังมีตัวแถมไม่ได้รับเชิญอยู่ดี
เกะโทรู้สึกว่าอาหารที่ทานใกล้หมดเสียรสชาติไปเกินครึ่ง
No comments:
Post a Comment