Fanfic Jujutsu Kaisen
น้ำลึกหยั่งได้ น้ำใจหยั่งยาก
Part II
Pairing : Geto Suguru x Itadori Yuji
Rating : SFW
ชมรมการแสดงได้คิวใช้เวทีในที่ร่มตอน
14.10 น.
บนพื้นด้านหน้าเวทียกสูงมีเก้าอี้พับประมาณ
100 ตัว เทียบกับเวทีกลางแจ้งด้านนอกขนาดจะเล็กกว่าค่อนข้างมาก
แต่เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสมแล้ว ชมรมการแสดงเหมาะกับเวทีเล็กกว่าเวทีใหญ่อย่างชมรมดนตรี
ไม่ใช่แค่พวกเขาบริหารการใช้พื้นที่ไม่ไหว นอกจากนี้คือเตรียมฉากใหญ่ขนาดนั้นไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม
มีคนสนใจเข้าชมการแสดงเยอะพอควร ก่อนถึงเวลาขึ้นแสดงราวห้านาที
ไม่เพียงเก้าอี้ที่ถูกจับจอง ยังมีคนนั่งและยืนกระจายตัวอยู่รอบๆ อีกจำนวนหนึ่ง
อิตาโดริกอดคอบังคับพาฟุชิงุโระกับคุกิซาคิเพื่อนยากมาด้วย
เพราะมาช้าไปหน่อย หาเก้าอี้ว่างได้ที่เดียว
ทั้งสามตัดสินสิทธิ์การครอบครองเก้าอี้อย่างเป็นธรรมด้วยการเป่ายิงฉุบ
ผลคืออิตาโดริชนะ
แต่เพราะถูกประท้วงอย่างหนักว่าอิตาโดริที่วิ่งรอบสนามได้เป็นสิบๆ รอบไม่จำเป็นต้องนั่งเก้าอี้สักหน่อย! ดังนั้นจึงต้องเป่ายิงฉุบใหม่
ศึกตัดสินระหว่างฟุชิงุโระกับคุกิซาคิหลังจากเตะอิตาโดริออกจากวง...ฟุชิงุโระชนะ
“เอาเถอะ
ฉันไปทางโน้นกับอิตาโดริก็ได้” ฟุชิงุโระรู้จักถอยอย่างชาญฉลาด
คุกิซาคิพยักหน้าอย่างพอใจ
“รู้สึกเสียสละให้เลดี้ก็ดี”
คราวนี้คนถอยชะงักกึก
หันหน้ายุ่งๆ กลับมาอย่างอดไม่ได้“คนที่บอกว่าชายหญิงเท่าเทียม
ให้เป่ายิงฉุบตัดสินคือเธอนะ”
“แล้วทำไม?
ฉันเปลี่ยนกติกาแล้วมันจะทำไม?”
“...”
วิญญูชนท่านหนึ่งท่องในใจ...อย่าเอาทองไปรู่กระเบื้อง
ยืนด้านข้างมุมไม่ดีเท่ามองตรงจากด้านหน้า
อิตาโดริลากดึงเพื่อนหน้าบางไปนั่งปะปนกับคนอื่นหน้าเวที อาจชิดไปนิด แต่ถ้ายืนด้านหลังเก้าอี้แถวสุดท้ายอาจจะเมื่อยเกร็ง
ได้นั่งสบายๆ ย่อมดีกว่า
ก่อนหน้านี้เพราะแวะไปช่วยงานแทนสุคุนะที่ชมรมการแสดงบ่อยๆ
อิตาโดริเห็นการซักซ้อมมาหลายครั้ง
แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ได้เห็นการซ้อมฉบับสมบูรณ์และได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ
แม้รู้เนื้อหาทั้งหมดอยู่แล้ว
การมานั่งดูการแสดงจริงพร้อมฉากและเครื่องแต่งกายเต็มรูปแบบก็ทำให้ตื่นเต้นอยู่ดี
‘หลอกลวง’ เริ่มแสดงจริงเวลา 14.13 น.
โกะโจ
ชายหนุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากรูปร่างหน้าตาในการแสวงหาเงินทองและความรักถูกฆาตกรรมผลักตกลงบ่อน้ำ
เขากลายเป็นวิญญาณอัปลักษณ์เปี่ยมจิตอาฆาต ระหว่างเสาะแสวงหาฆาตกรที่ลงมือสังหารตน
โกะโจก่อกรรมทำเข็ญสร้างความเดือดร้อนทั่วทุกหัวระแหง ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไม่อาจอยู่อย่างสงบ
บรรดาคนรักซึ่งเคยถูกโกะโจเมื่อครั้งมีชีวิตต้มตุ๋นหลอกเอาเงินทองยิ่งถูกหลอกหลอนจนใช้ชีวิตตามปกติแทบไม่ได้
เรื่องราวของผีเฮี้ยนโด่งดังในระดับท้องถิ่นไปเตะตาคนเขียนบทรายการเรื่องสยองขวัญ
นิชิมิยะเชื้อเชิญหมอผีเกะโทที่ถูกชาวเน็ตค่อนขอดว่าเป็นของเก๊มาร่วมรายการ
นอกจากนี้ยังเชิญหญิงสาวที่ถูกผีร้ายระรานมาได้อีกสองคนคืออุตะฮิเมะกับไม
พวกเธอกล่าวตรงกันว่าโกะโจพยายามลากพวกเธอไปอยู่กับเขา
ผู้ชมเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน
แม้จะสละเวลามานั่งดูรายการ แต่ไม่ให้ความเชื่อถือแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม
เกะโทเป็น ‘ของจริง’
ด้วยเหตุนี้ตอนลงภาคสนามเพื่อไปดูที่เกิดเหตุ
เขาเป็นคนเดียวที่เห็นผีร้ายหน้าตาอัปลักษณ์ การพบกันของทั้งสองทำให้เสียงคนตายส่งไปถึงคนเป็น
โกะโจข่มขู่อย่างหนักว่าต้องไปหาฆาตกรมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นตนจะลงมือกับเกะโทด้วย
ขณะเดียวกัน
ผลจากการวีรกรรมสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไม่ไร้ผลลัพธ์เสียทีเดียว
ศพของโกะโจถูกพบทำให้มีการสอบสวน สาวน้อยมิวะพนักงานร้านอาหารใกล้ๆ
เป็นหนึ่งในบรรดาคนรักของโกะโจ
เมื่อทราบข่าวเธอเสียใจอย่างยิ่งและพยายามช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ และวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่เธอไปขอตรวจสอบกับโทโดเจ้าของร้านที่ตนทำงานอยู่มีร่องรอยพอดี
คนที่อยู่กับโกะโจเป็นคนสุดท้ายในคืนนั้นคือไม
พวกเขาเดินเคียงกันจนหายลับไปในมุมอับ
สภาพเมามาย ทว่าเมื่อเร่งเวลาในเทปจนกระทั่งเห็นไมออกมา กลับเหลือเพียงเธอคนเดียว
โกะโจเห็นวิดีโอแล้วโกรธจัด
เขาไม่ใช่วิญญาณติดที่ทำให้ร่อนเร่ไปไหนได้ตามใจชอบ
และตอนนี้กำลังจะไปชำระแค้นกับหญิงสาวคนนั้น เกะโทพยายามห้ามปราม
เกลี้ยกล่อมว่าลองคุยกับเธอก่อนเถอะ
หากเป็นเรื่องจริงทำให้เธอยอมมอบตัวยังดีกว่าก่อกรรมหนัก
โกะโจไม่มีทางเห็นด้วย
ทว่าหลังภาพจากกล้องวงจรปิดถูกตีแผ่
โกะโจเข้าใกล้ไมไม่ได้อีก
ดูเหมือนเธอจะหาเครื่องรางของขลังมาป้องกันตัวเองสำเร็จหลังเข็ดขยาดจากการการถูกผีร้ายรังควาญจนหัวร้างข้างแตก
ระหว่างการสอบสวน หญิงสาวก้มหน้าก้มตาร้องไห้ ปฏิเสธเสียงเครือว่าตนไม่ได้ทำ
ตนถูกปรักปรำ ไม่มีหลักฐานบ่งชี้อะไรสักอย่างว่าเธอลงมือ
ทุกคนจะยัดเยียดให้เธอเป็นแพะไม่ได้
เครื่องจับเท็จบอกว่าไมไม่ได้พูดโกหก
นักจิตวิทยาบอกว่าไมพูดความจริง
เพราะไม่มีพยานหลักฐานขณะเกิดเหตุ
ไมมีแนวโน้มจะถูกตัดสินให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ตอนเห็นข่าวนี้พร้อมเกะโท
โกะโจคลุ้มคลั่งหนักกว่าเก่า เกะโทผู้มองเห็นและถูกตามราวีสู้รบตบมือกับผีร้ายเสียสติไม่ไหวแล้ว
จำต้องหาทางติดต่อไมเพื่อคุยต่อหน้าสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาโทสะของโกะโจลง
โกะโจซึ่งอัปลักษณ์ขึ้นเรื่อยๆ
ตามระดับความอาฆาตแค้นและชักประคองสติไว้ไม่อยู่ติดตามไปด้วย
สถานที่นัดหมายเป็นร้านอาหารของโทโดใกล้จุดเกิดเหตุ
ไมยอมออกมาเพราะเห็นว่าเกะโทเป็นหมอผี
ให้ความเชื่อใจและรู้สึกสนิทใจต่ออีกฝ่ายพอสมควร
ทว่านั่งประจันหน้ากันได้ไม่นาน
พูดคุยได้เพียงสองสามคำ จู่ๆ เธอก็ล้มฟุบเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกตัดไฟ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชา
การเคลื่อนไหวแข็งทื่อประหนึ่งเครื่องจักร
ไมติดต่อตำรวจบอกว่าตนเองยอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมดด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อท่ามกลางสายตาตกตะลึงของโกะโจ
เกะโทยังคงอมยิ้มมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ไม่ปรากฏกระทั่งร่องรอยความประหลาดใจ
สังหรณ์ร้ายผุดขึ้นในใจโกะโจ
เขาหันขวับไปมองหมอผีเก๊
หากไม่ทันได้เอ่ยอะไรพลันมีร่างซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวทั้งตัวย่างสามขุมเข้ามาหาโกะโจ
ร่างนั้นไม่เปล่งเสียงอะไรเลย ประชิดตัวได้ก็ใช้เชือกล่ามโกะโจเอาไว้
เกะโทบอกว่านั่นคือยมทูต
ท่ามกลางความงุนงงสับสน
โกะโจถูกลากตัวไปแม้ไม่ยินยอม
ส่วนไมสะพายกระเป๋าใบน้อยอย่างเงียบเชียบแล้วเดินจากไปโดยไม่เอ่ยคำลา
กริยาท่าทางไม่ต่างจากวิญญาณหลุดจากร่าง
คล้อยหลังหนึ่งคนหนึ่งผีหายไปไม่นาน
มิวะเดินมาหาเกะโท ถามเขาว่าโกะโจหายไปจากโลกใบนี้จริงๆ แล้วใช่ไหม
หญิงชู้คนนั้นจะไม่หลุดคดีแน่ๆ นะ?
คำตอบที่ได้รับคือโกะโจตายไปแล้วโดยแท้จริง
เพิ่งจะถูกลากตัวไปยังแดนวายชนม์เมื่อสักครู่
ทางด้านไม...เกะโทเงียบไปนิดหนึ่งเมื่อลำดับตกมาถึงเธอ เขาเอียงศีรษะน้อยๆ
ยิ้มจนตาเป็นขีดกล่าวว่าผีที่ตนเลี้ยงเข้าไปสิงร่างเจ้าหล่อนและลงมือสังหารโกะโจจริงๆ
กายเนื้อของคนเป็นลงมือคร่าชีวิตคน ย่อมต้องหาหลักฐานพบไม่ช้าก็เร็ว
มิวะหายตัวไปพักหนึ่ง
เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ส่งซองเงินให้เกะโท
บอกกับเขาด้วยคำศัพท์อ้อมค้อมตีความหมายได้ว่าถ้ายัยหญิงชู้คนนั้นตายหรือติดคุกเมื่อไหร่เธอจะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือ
เกะโทบอกว่าตนจะรับเงินตอบแทนส่วนของโกะโจไว้ก่อน
และจะรอค่าจ้างส่วนที่เหลืออย่างใจจดใจจ่อ
การแสดงจบลงตรงนี้
ด้านล่างเวทีปรบมือแสดงความชื่นชมและพึงพอใจต่อการแสดง
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาการใช้เวที
เมื่อการแสดงจริงใช้เวลามากกว่าตอนซ้อมเล็กน้อยทำให้เหลือเวลาไม่มาก
ระหว่างทำการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ประกอบฉาก
มุตะซึ่งรับหน้าที่บรรยายจึงเป็นตัวแทนชมรมการแสดงออกมากล่าวปิดท้ายอย่างรวบรัดเพื่อไม่ให้กินเวลากลุ่มถัดไป
ด้านล่างออกความเห็นกันอย่างสนุกสนาน
“ตัวเอกน่าสงสารชะมัด
สุดท้ายก็ตายไปโดยไม่รู้อะไรเลย”
“ทำตัวเองทั้งนั้น
ใช้ชีวิตให้ดีๆ แต่แรกผู้หญิงคงไม่แค้นหรอก”
“รุ่นพี่ที่แสดงเป็นหมอผีหล่อจัง
ทำไมพอร้ายแล้วออร่าความหล่อมันพุ่งขนาดนั้น งี้ดๆ”
สุดหล่อหมอผีซึ่งถูกพูดถึงไม่น้อยเพราะขโมยซีนในฉากจบบัดนี้ลบแววตาลึกล้ำเจ้าเล่ห์ออกไปจนหมดสิ้น
เขาสอดนิ้วแหวกม่านเป็นช่องเล็กๆ เพื่อแอบดูผู้ชมด้านล่างเวที
คนนอกเข้าไปเพ่นพ่านด้านหลังเวทีไม่ได้
ดังนั้นอิตาโดริกับเพื่อนอีกสองคนจึงพากันทยอยเดินออกไปหลังจากการแสดงจบ น่าจะคุยกันไว้แล้วว่าจะไปไหนต่อ
แม้เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้พูดคุยกันตอนความรู้สึกยังท่วมท้นหลังความพยายามบรรลุผล
ทว่าเกะโทก็เข้าใจสถานการณ์ดี
ขณะทำการแสดงต้องใช้สมาธิสูงมาก
ไม่อาจปันสมาธิสนใจผู้ชมด้านล่างมากเกินไป เกะโทได้ยินเสียงในหัวเป็นครั้งคราว
คำยกยอต่างๆ ที่ได้ยินขับให้มีกำลังใจอยู่หรอก เพียงแต่คำชมบางจังหวะ
เกะโทสามารถตระหนักรู้ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าอิตาโดริกำลังหมายถึงใคร และมันทำให้รู้สึกน้อยใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ลำดับถัดจากชมรมการแสดงเป็นการฉายวิดีโอสั้น
ภายในห้องเตรียมตัวจึงไม่ได้มีคนมาแบ่งใช้พื้นที่กับชมรมการแสดงมากมายนัก
“เมื่อไหร่จะเสร็จเนี่ย”
ผีอัปลักษณ์กอดอกบ่นอุบอยู่บนเก้าอี้พับ
จากสภาพการณ์
โกะโจถูกแต่งหน้าทำผมหนักที่สุด คนอื่นยังพอเดินข้างนอกได้โดยไม่สะดุดตามาก
แต่ถ้าโกะโจไม่ล้างเครื่องสำอางตั้งแต่ตอนนี้มีหวังได้ถูกมองเป็นคนสติไม่สมประกอบ
สมาชิกชมรมมาช่วยท่านดาวเด่นก่อนด้วยความเห็นใจ
เกะโทเปลี่ยนกลับมาสวมชุดนักเรียนเสร็จก็นั่งเล่นโทรศัพท์รออยู่ด้านข้าง
เขาหน้าสด ทรงผมก็ไม่ได้ใส่สารเคมีใดๆ เป็นพิเศษ แทบจะไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นหลังลงเวที
ติ๊ง
กล่องแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาแทรกหน้าจอสีดำตอนกำลังโหลดหน้าแรกของเกม
ครั้นเห็นชื่อรุ่นน้องกับรูปโปรไฟล์เสือ นิ้วที่เกือบปัดทิ้งเปลี่ยนมาเลือกกดเข้าไปดูแทน
อิตาโดริ
: ผมไปดูการแสดงแล้วนะ อยู่หน้าเวทีเลยแหละ
อิตาโดริ
: รุ่นพี่เกะโทน่ากลัวอ้ะ
อิตาโดริ
: แต่ก็เท่ด้วย!
อิตาโดริ
: เจ๋งมากเลยครับ!
อิตาโดริ
: *ส่งสติ๊กเกอร์ไฮไฟว์*
ความน้อยใจเสี้ยวเล็กๆ
ถูกปัดเป่าอย่างง่ายดาย
ร่างสูงใหญ่ของเกะโทคู้ตัวลงจนแผ่นหลังกลายเป็นเส้นโค้ง
เขายกมือข้างหนึ่งปิดป้องใบหน้าช่วงล่าง รู้ตัวว่ากำลังหลุดยิ้มแน่ๆ ถึงไม่อยากให้ใครเห็น
เสียดายที่โกะโจกำลังว่างมากและไวต่อความผิดปกติของเพื่อนสนิท เห็นท่าทางดังกล่าว
ปากไวๆ พ่นคำถามออกมาทันที
“สุงุรุเป็นอะไรไป”
สายตาหลายคู่พุ่งตรงมายังเกะโทโดยพร้อมเพรียง
“...”
เป้าสายตาหยุดนิ่งในท่าเดิมสามวินาที
เมื่อยกร่างท่อนบนขึ้นมานั่งพิงพนักเก้าอี้ตามปกติได้อีกครั้ง เกะโทหัวเราะเสียงเบาบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย
ไม่ต้องใส่ใจหรอก
กริยาของเขาไม่ผิดไปจากปกติสร้างความไว้วางใจแก่ผู้อื่น
โกะโจขมวดคิ้วมองนิดหนึ่งทว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
มีเพียงมิวะที่ตาโชนแสงดังชิ้ง
เธอราวกับสัตว์นักล่าที่เห็นเหยื่ออันโอชะ
พริบตาถัดมาก็พร่างพรูความในใจดุจรัวปืนกล
“คนที่จะจับโทรศัพท์แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
จากประสบการณ์ตรงของฉัน สำหรับวัยรุ่นเพศหญิงให้อนุมานว่ากำลังอ่านฟิคหรือนิยาย
ถ้าเป็นสาววายอาจกำลังฟินกับโมเมนท์คู่จิ้น ไม่สิ ไม่ใช่ค่ะ! ช่วยทำเป็นไม่ได้ยินทีนะคะ ที่ฉันอยากบอกคือ…คุณเกะโทแอบไปมีแฟนมาโดยที่พวกเราไม่รู้หรือเปล่าคะ!
ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ กรุณาให้เผือกหน่อยค่า!”
สาวน้อยผมยาวที่เพิ่งเล่นเป็นแฟนสาวขาโหด
บัดนี้สลัดเงาบนเวทีทิ้งจนสิ้น เธอโค้งตัว 90 องศา
ยืดแขนสองข้างเหยียดตรงขนานกับพื้นราบ หงายฝ่ามือสองข้างขึ้นสื่อว่า ‘ขอ’ อย่างตรงไปตรงมา
คนโดนขอเผือก
“...”
ต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?
ทั้งที่เป็นเพียงสมมตติฐาน
มิวะกลับดูมั่นใจเสียเหลือเกิน
หากไม่ใช่รู้นิสัยใจคอกันประมาณหนึ่งคงได้เชื่อว่าเจ้าหล่อนมีลางสังหรณ์บางอย่างหรือไปรู้อะไรมาถึงได้มั่นใจขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม มิวะเพียงเป็นคนไฟแรงที่โผงผางเล็กน้อยเท่านั้น เธออยากรู้อยากเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ
แม้แต่การกระทำซึ่งออกจะกดดันเกินขอบเขตอยู่เล็กน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้เจตนาไม่ดี
เกะโทซึ่งเมื่อนาทีก่อนมุมปากคอยแต่จะกระตุกเป็นรอยยิ้มไม่เข้าท่า
ปัจจุบันถูกรุ่นน้องร่วมชมรมทำเอาหมดแรงจนต้องเผยยิ้มกะปลกกะเปลี้ยออกมาแทน
เขายกมือขึ้นคลึงขมับ “คือว่า...”
“ค่ะ!” มิวะเงยหน้าพรึ่บทั้งที่ตัวยังโน้มมาข้างหน้า
ร่างกายบิดงอเป็นเส้นพิลึกๆ ราวกับเล่นตลก
ความกระตือรือร้นเกินเหตุนี้ทำเอาเกะโทพูดไม่ออกอยู่บ้าง
เขาค่อยๆ พูดอย่างใจเย็นว่า “ต่อให้มีแฟนจริง ถ้าฉันไม่อยากพูดก็ไม่พูดหรอกนะ
ยิ่งไม่มียิ่งไม่อยากพูดถึงไปใหญ่”
เสียง
‘อ่า...’
คล้ายมีคล้ายไม่มีดังในห้องเตรียมตัว
เมื่อได้รับคำตอบ
สมาชิกชมรมการแสดงคนที่เหลือทยอยส่งเสียงดุมิวะกันเจื้อยแจ้ว
บ้างว่าอย่าทำให้รุ่นพี่ลำบากใจสิ บ้างว่าสงวนท่าทีหน่อยยัยหนู
เกะโทอยากจะถอนหายใจดังๆ
เมื่อกี้พวกนายก็กางหูรอฟังอยู่ไม่ใช่เหรอ มาพูดดีเอาป่านนี้ไม่ช่วยหรอกนะ
ผิดจากคนอื่นๆ
ที่เปลี่ยนท่าทีกลับสู่โหมดปกติอย่างรวดเร็ว โกะโจ ซาโตรุเท้าคางหรี่ตามองเงียบๆ
ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยคล้ายมีเรื่องอยากพูด
หากสุดท้ายก็กลืนทุกอย่างเก็บลงไปในท้อง
ชมรมเรื่องลี้ลับมีจำนวนสมาชิกตามจำนวนขั้นต่ำตามที่ระเบียบโรงเรียนกำหนด
คุกิซาคิเป็นสมาชิกชมรมนี้
เธอบีบบังคับยัดชื่ออิตาโดริใส่ใบสมัครเพื่อไม่ให้ชมรมถูกยุบ แต่ไหนแต่ไรไม่มีกิจกรรมเป็นชิ้นเป็นอัน
ยิ่งไม่มีการจัดซุ้มหรือทำกิจกรรมใดๆ
เพราะอิตาโดริแวะมาดูชมรมการแสดง
เกะโทจึงอยากไปหาอีกฝ่ายบ้าง พอถามกำหนดการไปทางแชท รุ่นน้องตอบกลับมาว่าชมรมตัวเองไม่มีกิจกรรม
จะอยู่เป็นเพื่อนฟุชิงุโระตอนเข้าเวรเฝ้าซุ้มของชมรมบอร์ดเกมแทน
เวลานอกเหนือจากนี้จะตะลอนเรื่อยเปื่อย
รอบเข้าเวรของฟุชิงุโระเป็นช่วงใกล้หมดวัน
ยังเหลือเวลาให้โอ้เอ้อีกพักหนึ่ง
เกะโทกับโกะโจตัดสินใจเติมท้องเป็นอย่างแรก
อาศัยร่มเงาต้นไม้ใหญ่ช่วยกันแดดยามบ่ายแก่
ชมรมบอร์ดเกมอยู่ในอาคารแต่แผงขายอาหารอยู่ด้านนอก
เพื่อความสะดวกจึงทนไอแดดกันไปก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าท้องอิ่ม
“นายสนิทกับหมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่”
เมื่อกลับมารวมตัวกันหลังซื้อของเสร็จ
โกะโจถามออกมาทันที พูดไปตักน้ำแข็งไสไป
คำถามดังกล่าวไม่เกินความคาดหมาย
เกะโทรู้อยู่แล้วว่าโกะโจจะถาม แค่มันเร็วกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย
หากไม่ใช่ว่าไม่คิดอะไรเลยถึงได้ถามโดยปราศจากแรงกระตุ้น
ไม่อย่างนั้นโกะโจคงกำลังคิดอะไรหลายๆ
อย่างถึงได้ไม่บ่มเพาะความสงสัยไว้นานกว่านี้
เกะโทกัดคอร์นดอก
ตอบว่าเพราะยืมหนังสืออ่านนั่นแหละ เคยเห็นตอนเอาไปคืนอยู่ไม่ใช่เหรอ?
นอกจากเรื่องเสียงในใจที่ยังอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้จึงไม่พูดถึง
ที่เหลือไม่ว่าเพื่อนจะถามอะไรเกะโทล้วนไม่ปกปิดข้อเท็จจริง
“ทำไมถึงนึกอยากอ่านการ์ตูนขึ้นมาได้ล่ะ”
“อืม
ไหลตามน้ำล่ะมั้ง? พอรุ่นน้องแนะนำแล้วบอกว่าจะไปหาอ่าน เขาก็เอามาให้ยืม”
“ฮะ?
ทำไมต้องยืมด้วย?”
“จะทำไมซะอีก
เพราะมันสนุกใช้ได้เลยอยากอ่านต่อน่ะสิ”
“ซื้อเองได้ไม่ใช่รึไง”
“ฉันไม่ได้สะสม
แค่อยากอ่านเฉยๆ ยืมเอามันประหยัดกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินถุงเงินถังอย่างนาย”
“...”
ไม่มีคำแย้ง
แต่รู้สึกว่ามีอะไรตรงไหนที่มันไม่ถูกต้อง
หัวคิ้วของโกะโจยังไม่คลายตัวเสียทีเดียว
กระทั่งกินน้ำแข็งไสหมดแล้วเริ่มกัดมันหวาน สีหน้าก็ยังดูเหมือนมีเรื่องอะไรกวนใจ
เกะโทไม่ถามอะไรย้อนคืนแม้แต่คำถามเดียว
เขาปล่อยให้เพื่อนค่อยๆ เรียบเรียงความคิด บอกว่าตนจะไปซื้อน้ำสักหน่อย
จะดื่มอะไร?
ระยะเวลาที่ผละออกไปทิ้งขยะและซื้อเครื่องดื่มยาวนานเพียงห้านาทีเศษเท่านั้น
ทว่าตอนเดินกลับมา เกะโทมองเห็นอิตาโดริเดินเร็วๆ ไปหาโกะโจพอดี
เขาหยุดเท้าเอาดื้อๆ
ระยะห่างนี้ไม่ได้ยินว่าอิตาโดริที่ตาเป็นประกายกำลังพูดอะไร
ในหัวก็ไม่มีเสียงอะไรกังวานขึ้นมา
จากมุมที่เกะโทยืนอยู่เห็นเพียงด้านหลังของเพื่อนสนิทกับรุ่นน้องผู้ยิ้มแย้มร่าเริง
ทำไมไม่เดินเข้าไปนะ?
ร่างกายตัวเองแท้ๆ
กลับไม่เข้าใจ เกะโทไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน
ไม่สิ
ไม่ใช่...
แค่พยายามทำเป็นไม่รู้เท่านั้น
ซอกลึกในใจถูกกรีดแหวะจนมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของความรู้สึกที่แสร้งมองไม่เห็น
เกะโทยังต้องใช้เวลาในการทำใจยอมรับอีกสักพัก
ถึงอย่างนั้นเมื่อรุ่นน้องคนหนึ่งโฉบผ่านไปมาอยู่ตรงหน้า สองตาอดไม่ได้ต้องไล่ตาม
การตระหนักรู้น่าจะทำให้สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไป
นับจากมานั่งในซุ้มชมรมบอร์ดเกมเพื่อดูคน เพื่อนซี้ก็จับจ้องตนไม่วางตาเช่นกัน
ถึงขั้นเรียกได้ว่ากำลังสังเกตสังกาอย่างโจ่งแจ้ง
“คุณโกะโจ
ตาคุณแล้วครับ”
“ฮะ?
อ้อ”
ในบรรดาบอร์ดเกมที่ชมรมนำออกมาทำกิจกรรม
เกะโทและโกะโจเล่นเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง ในกลุ่มนั้นที่ใช้เวลาน้อยหน่อยคือโอเทลโล่
เกะโทไม่ได้คิดมาเล่นแต่ตั้งใจมาดูคน
มือใหญ่ๆ กดไหล่เพื่อนให้นั่งหน้ากระดาน มัดมือชกบอกว่าหมอนี่จะเป็นคู่มือให้เอง
ส่วนฟุชิงุโระเป็นสมาชิกชมรมที่ออกมาดูแลและเอ่ยเร่งเมื่อสักครู่
ความจริงมีสาวๆ
หลายคนอยากนั่งดูหน้าหนุ่มหล่อในระยะประชิด แต่ประธานชมรมรังเกียจแรงกระตุ้นอันไม่บริสุทธิ์ใจถึงส่งฟุชิงุโระที่ทำหน้าเหม็นบูดที่สุดในบรรดาตัวเลือกไปรังแกมือสมัครเล่น
ไม่เพียงคุกิซาคิที่ดูจะไม่ชอบใจที่อิตาโดริหลงใหลคลั่งไคล้โกะโจ
ฟุชิงุโระก็ไม่แตกต่างกัน...ออมมือเหรอ? อย่าหวัง
ยิ่งโกะโจเอาแต่นั่งจับผิดเพื่อนตัวเองจนไม่มีสมาธิเล่นเกมยิ่งไม่มีลุ้นชนะ
“จะต่อไหมครับ?”
“...”
แม้โกะโจเป็นคนเรียนรู้เร็ว
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่คู่มือของฟุชิงุโระ สามกระดานที่ผ่านมาถูกถล่มยับชนิดไม่เห็นแม้แต่
ช.ช้างของคำว่าชนะ
“สุงุรุ
นายมาเล่นต่อซิ”
โกะโจไม่ใช่คนแพ้ไม่เป็น
การเกลียดความพ่ายแพ้ไม่ได้หมายความว่าจะอาละวาดอย่างไร้ศักดิ์ศรีเมื่อตนคว้าชัยชนะไม่ได้
ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่สำเร็จเขาจะย้อนกลับมามองข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเพื่อเอาชนะในครั้งหน้า
เพียงแต่ฟุชิงุโระยิ้มเยาะได้กวนโทสะเกินไป โกะโจอยากเห็นเจ้าหมอนี่แพ้มากๆ
เกะโทเก็บสายตาซึ่งวนเวียนอยู่รอบรุ่นน้องคนหนึ่งกลับมา
หลุบมองผลลัพธ์สุดท้ายบนกระดาน ไม่สนใจอยากร่วมสนุกแม้แต่น้อย
“ต่อให้ชนะก็ได้แค่ปากกาเอง”
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่รางวัล
แต่เป็น ‘ชนะ’ ต่างหาก!” โกะโจตบโต๊ะเพียะๆ อย่างไม่สบอารมณ์ ตัวเองชนะไม่ได้แล้วอย่างไร
เกะโทชนะฟุชิงุโระได้เขาก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว
เกะโทเอียงศีรษะหลบเสียงที่กระแทกเข้ารูหู
อ้าปากปฏิเสธ “แต่…”
“อ๊ะ
ไม่งั้นให้ผมเล่นแทนมั้ย ผมเล่นไม่เก่งเท่าฟุชิงุโระ พวกรุ่นพี่จะได้ไม่กดดัน”
ทันทีที่อิตาโดริผู้กำลังถือเหมียวระเบิดไปให้โต๊ะหนึ่งผ่านมาเห็นแขกกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เขารีบเสนอตัวช่วยคลายความขัดแย้ง
‘มาเล่นสนุกทั้งที
ไม่อยากให้กลับไปแบบอารมณ์เสียเลย’
เกะโทเปลี่ยนท่าทีทันควัน
“เอาสิ”
“…” โกะโจเกือบจะตะโกนด่า
ชมรมบอร์ดเกมไม่ได้บังคับว่าคนที่มาร่วมสนุกต้องเล่นกับสมาชิกชมรมเท่านั้น
เพียงแต่ส่วนใหญ่แขกจะสนใจเกมที่ไม่เคยเล่นจึงต้องมีสมาชิกประจำแต่ละโต๊ะคอยชี้แนะว่าต้องเล่นยังไง
นอกจากนี้คือคอยเฝ้าระวังไม่ให้อุปกรณ์ถูกใช้จนชำรุดเสียหาย
โต๊ะทรงเหลี่ยมนั่งได้
4 ที่นั่ง รุ่นพี่นั่งด้วยกันฟากหนึ่ง
อีกฟากมีฟุชิงุโระนั่งอยู่คนเดียว
หลังส่งของเสร็จอิตาโดริย้อนกลับมาดึงเก้าอี้ว่างข้างเพื่อนตัวเองแล้วหย่อนตัวลง
เป็นที่นั่งตรงข้ามกับเกะโทพอดี
ฟุชุงุโระผลักกระดานมาด้านข้าง
ช่วยอิตาโดริเก็บหมาก ไม่ได้ลุกไปไหน
“รุ่นพี่เกะโทเล่นโอเทลโล่เก่งหรือเปล่าครับ”
อิตาโดริชวนคุย ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศคุกรุ่นทุเลา
เกะโทผายมือให้อิตาโดริเป็นฝ่ายเริ่มเกม
ตอบยิ้มๆ โดยที่เท้าคางมองคู่สนทนา “ไม่น่าจะถือว่าเก่ง
แต่ฉันไม่ได้ยึดติดว่าเล่นเกมแล้วต้องชนะอย่างเดียว
ดังนั้นรุ่นน้องเล่นเต็มที่ได้เลย”
คนยึดติดกับชัยชนะโดนหางเลขไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ตะโกนว่า ‘เฮ้ย!’ ออกมาเสียงหนึ่ง
สถานการณ์ของกระดานใหม่ต่างจากตอนโกะโจแข่งกับฟุชิงุโระมาก
อิตาโดริถนัดเล่นเกมไพ่กับเกมวัดดวงทั้งหลาย ไม่ถนัดเกมที่ต้องใช้ความคิดไม่เว้นแม้แต่โอเทลโล่
ฝีมือค่อนไปทางห่วยจนคนนั่งดูถึงกับผงะ
‘วางตรงนี้จะเป็นดาวห้าแฉกพอดี’
เกะโทได้ยินเสียงในใจรุ่นน้องเอ็นดูจนเกือบหลุดขำ
โอเทลโล่ต้องพลิกหมากให้กลายเป็นสีของตัวเองไม่ใช่เหรอ
ทำไมเลือกวางจากตำแหน่งที่จะทำลวดลายออกมาได้สวยๆ แทนล่ะนั่น
ด้วยเหตุนี้รุ่นพี่แสนดีจึงเล่นสนุกตามไปด้วย
เขาอ่อนข้อให้อย่างมาก ไม่วางหมากในจุดที่จะพลิกกระดานได้
แถมยังให้โอกาสอิตาโดริเลือกวางหมากใหม่ได้ตามใจชอบด้วย
โกะโจเห็นท่าทางตามอกตามใจนี้ควันร้อนๆ แทบจะพุ่งออกจากศีรษะ
หากอ้าปากกินหัวคนได้คงทำไปแล้ว ด้านฟุชิงุโระมองรุ่นพี่ผมยาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
อ่านจากสีหน้าแววตาได้ว่า ‘ที่แท้คุณก็เป็นบ้าเหมือนคุณโกะโจเหรอครับ?’
“ชนะแหละ!”
“อื้ม
เก่งมาก”
“อ๊ะ…” อิตาโดริที่หูหางตั้งในตอนแรกสลดเป็นผักเหี่ยวๆ
เมื่อตระหนักได้ว่าต้องทำให้รุ่นพี่ชนะ เขาแอบเหลือบตามองสีหน้าท่าทางเกะโท
เมื่อเห็นรุ่นพี่มองตนด้วยสายตาอ่อนโยน
ช่วงบ่าเกร็งเครียดค่อยผ่อนลงด้วยความโล่งใจ
เกะโทอดกลั้นความรู้สึกอยากลูบศีรษะอีกฝ่าย
รีบใช้สองมือเก็บหมากลงจากกระดานพลางทอดเสียงพูดอย่างนุ่มนวล “ไม่ต้องเกรงใจ ชนะแล้วดีใจเป็นเรื่องธรรมดานี่นา
ฉันไม่ถือหรอก”
“…”
แน่สิ
ก็ตัวเองจงใจเล่นแพ้นี่…โกะโจกับฟุชิงุโระจิกกัดเกะโทพร้อมๆ
กัน
อยู่ต่อไปไม่ได้เรื่องแน่ๆ
โกะโจซึ่งอารมณ์เสียสุดๆ ตัดสินใจขอตัวลา กึ่งบังคับลากตัวเพื่อนที่ทำตัวแปลกๆ
ออกไปอย่างว่องไว รอจนไร้บุคคลที่สามค่อยตัดสินใจเอ่ยถามตามตรง
“นายชอบเด็กนั่นหรือไง?”
คนฟังชะงักเล็กน้อย
เมื่อพูดถึง ‘เด็กนั่น’ ในหัวปรากฏแววตาอันซื่อตรงกับใบหน้ายิ้มกว้างเปิดเผย ทำเอามุมปากอดยกเป็นรอยยิ้มไม่ได้
ดวงตาเรียวยาวพลอยโค้งตามไปด้วย
คำตอบของเกะโทยังคงซื่อตรง
“ชอบสิ
ชอบมากเลยล่ะ”
หลังจบงานโรงเรียนไม่เหลือกิจกรรมใหญ่ๆ
อะไรอีก สุคุนะใช้คำว่า ‘ยุ่ง’ ในการหนีชมรมสิ้นเปลืองกว่าเก่า
แม้แต่ข้ออ้างอื่นก็เลิกคิดโดยสิ้นเชิง
กระนั้นอิตาโดริยังแวะเวียนมาห้องชมรมอยู่บ้าง ดูคนอื่นฝึกซ้อมหรือศึกษาบทไปตามประสา
เทียบกับคนอื่นที่นับได้ว่าเสมอต้นเสมอปลาย
โกะโจแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
พฤติกรรมการแสดงออกอันแปลกประหลาดนี้จะเผยโฉมออกมาให้เห็นเมื่ออิตาโดริปรากฏตัวในครรลองสายตา
บางครั้งเมินเฉยรุ่นน้องต่างชมรมสุดขั้ว ถอยหนีให้ห่างที่สุด ไม่แม้แต่จะมอง…ทว่าบางครั้งกลับแสดงออกถึงการเรียกร้องความสนใจอย่างสุดโต่ง
เรื่องยกหางตัวเองและต้องการเสียงสรรเสริญเยินยอไม่นับว่าประหลาด
อิตาโดริตอบรับความต้องการนี้ได้ พร้อมวางถ้อยคำชื่นชมทั้งหลายใส่พานให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่เสพสุขตามประสงค์
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังบางทีจะมีการเปรียบเทียบนี่สิ
“ถ้าฉันกับสุงุรุตกน้ำนายจะช่วยใครก่อน”
เกะโทผู้โดนพาดพิง
“…”
ตัวอิตาโดรินั้นต่อให้เข้าข้างโกะโจอย่างหน้ามืดตามัวและหัวช้าเข้าขั้นซื่อบื้อ
แต่พื้นฐานเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งที่คำนึงถึงความรู้สึกผู้อื่น
ให้อวยโกะโจทั้งวันเขาทำได้
ทว่าการอวยโกะโจด้วยการยกอีกฝ่ายขึ้นสูงแล้วกดคนอื่นเขาทำไม่ได้
“ผมน่าจะว่ายน้ำพาทั้งสองคนขึ้นฝั่งพร้อมๆ
กันได้นะครับ?”
เมื่อมีคำถามอันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง
อิตาโดริปิดสวิตช์การตอบสนองเพื่อเอาใจรุ่นพี่ หันมาหาทางลงที่จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจผู้ฟังทุกฝ่ายต่อให้มันเป็นคำตอบที่ไม่ถูกใจโกะโจก็ตาม
เกะโทได้ยินเสียงในใจรุ่นน้องย่อมรู้ว่าอิตาโดริประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงของโกะโจ
แถมยังตื่นตระหนกหัวใจแทบวายทุกครั้งที่ได้ยินคำถามสุ่มเสี่ยงทำนองนี้
ถึงอย่างนั้น
อิตาโดริไม่เคยนึกสงสัยไปถึงต้นตอความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของโกะโจ เจ้าตัวคิดอย่างเรียบง่ายว่านิสัยเอาตัวเองเป็นใหญ่เกิดการวิวัฒนาการ
เป็นการได้คืบจะเอาศอกเท่านั้น
ไม่แปลกหรอก...ขนาดเพื่อนสนิทอย่างเกะโทยังไม่มั่นใจว่าเข้าใจเต็มร้อยเลย
แต่เห็นอิตาโดริลำบากใจ
เกะโทพลอยรู้สึกไม่ดีไปด้วย
หากระดับความกลัดกลุ้มพอให้หน้ามุ่ยจนนึกอยากรังแกเล็กๆ
น้อยๆ เกะโทไม่ถือสา ทว่าขอบเขตความลำบากที่เพื่อนสรรหามาทำให้อิตาโดริยุ่งยากใจชักเกินพอดีไปหน่อย
ฉะนั้นต่อให้ชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าตนเข้าใจโกะโจเพียงครึ่งเดียว
เกะโทก็คิดว่าควรเรียกสติก่อนเพื่อนจะถลำลึกไปกับการคิดเองเออเองจนคนรอบข้างเดือดร้อน
เขาชวนกลุ่มเพื่อนสนิทออกมาเที่ยวเล่นด้วยกันวันสุดสัปดาห์ อิเออิริ
โชโกะซึ่งถูกจับแยกห้องตอนขึ้นปี 3
และหัวหมุนกับการเรียนพิเศษจนแทบไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันเจียดเวลามาร่วมวงเพื่อผ่อนคลายสมองเป็นครั้งแรกในรอบ
2 เดือน
เกะโทถือโอกาสตอนโกะโจกำลังอารมณ์ดีหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดระหว่างนั่งเรียงสามหน้าโรงรอหนังฉาย
“ดูเหมือนซาโตรุกำลังกลัวว่าฉันจะอกหักอยู่น่ะ
ตั้งแต่ฉันบอกว่าชอบอิตาโดริ
หมอนี่เอาแต่แสดงออกว่าอิตาโดริชอบตัวเองเหมือนกลัวฉันไม่รู้ยังไงยังงั้น”
อิเออิริไม่ได้คลุกคลีกับเพื่อนทั้งสองเท่าตอนเรียนปี
1-2 ด้วยหลายปัจจัยทว่าไม่ได้ตกข่าวไม่รู้เหนือรู้ใต้ ถึงเธอไม่เคยคุยกับอิตาโดริ
ชื่อนี้ลอยผ่านหูให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็ร้อง ‘อ๋อ’
เมื่อโยงชื่อกับหน้าตาเด็กปี 1 ออก
“เด็กผู้ชายนี่นา
อ่าฮะ นายกำลังจะบอกว่ารำคาญเจ้าสี่ตาที่ทำเหมือนนายโง่
หรือจะบอกว่ารู้อยู่แล้วว่าอกหัก ไม่ต้องมาตอกย้ำ...แบบไหนเอ่ย?”
“แว่นแฟชั่นเฟ้ย”
โกะโจโฟกัสตรงคำว่า ‘สี่ตา’ รู้สึกรับไม่ได้ที่สุดหล่อแห่งผืนพิภพถูกเรียกเหมือนเป็นเด็กเนิร์ด
ใครได้ยินมีหวังเข้าใจผิดกันหมด!
เพื่อนสาวไม่แยแส
“แว่นไหนๆ ก็คือแว่น”
“เอาเถอะ
ที่ฉันอยากบอกคือ ฉันรู้อยู่แล้วอิตาโดริชอบซาโตรุ
แต่ซาโตรุน่าจะกำลังตีความความชอบของอิตาโดริผิดๆ”
“คำตอบคืออย่างแรก..นายรำคาญเจ้าสี่ตาที่ทำเหมือนนายโง่
อย่างนั้นสินะ?” อิเออิริแหงนคอวางบนพนักเก้าอี้หนาๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแกว่งซ้ายขวา
เกะโทแบมือสองข้างระดับไหล่
“ตามนั้น”
“อะไรกัน
โรคหลงตัวเองกำเริบจนเกะโทยังอายแทนหรอกเหรอ” นักสูบตัวยงเคี้ยวหมากฝรั่งในเขตปลอดบุหรี่
เมื่อในแต่ละประโยคแทรกเสียงหยับๆ ประโยคอันเรียบง่ายสามารถระคายหูคนฟังเหมือนผู้พูดกำลังกวนโอ๊ยพิลึก
“พอฉันไม่อยู่มีเรื่องสนุกๆ เยอะเชียว”
“อย่าเห็นเป็นเรื่องสนุกเซ่”
เพื่อนสองคนพูดกันไปมาตามใจปาก โกะโจรู้สึกรับไม่ได้สุดๆ
โดยเฉพาะที่บอกว่าตนกำลังเข้าใจผิดเพราะหลงตัวเอง ดูยังไงอิตาโดริก็ชอบเขาชัดๆ
ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูก
โกะโจยกการแสดงออกของอิตาโดริมาพูดให้อิเออิริฟัง
เห็นเพื่อนสาวเป็นผู้พิพากษาเสียแล้ว
“อืมๆ
อย่างนี้นี่เอง ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ว่าเด็กนั่นน่าจะชอบโกะโจนะ
แถมยังเก็บความคลั่งไคล้ไม่อยู่อีกต่างหาก น่าสงสารๆ”
ผู้พิพากษาจำเป็นกอดอกพยักหน้า
ขวัญกำลังใจของโกะโจมาเต็ม
“ใช่ไหมล่ะ!”
“จะไปใช่ได้ยังไงล่ะ”
เกะโทตัดบทฉับใหญ่ “นั่นมันพฤติกรรมของแฟนคลับเวลาชอบไอดอลไม่ใช่เหรอ
เรียกว่าอะไรแล้วนะ...ติ่ง?”
อิเออิริกะพริบตาปริบๆ
“เอ๊ะ...?”
โกะโจกำหมัดค้าง
“ฮะ...?”
ดวงตาสองคู่หันมาทางเกะโทอย่างกับนัดกันมา
เข็มนาฬิกาขนาดใหญ่ซึ่งแขวนประดับโรงหนังขยับดัง
ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก
จากนั้น...
“ไม่มีทาง! ยูจิชอบฉัน!”
เสียงตบมือดังแปะๆ
สองที
เป็นการบังคับเปลี่ยนบรรยากาศนั่นเอง
เกะโทคาดเดาไว้แล้วว่าเพื่อนสนิทอาจจะรู้สึกรับไม่ได้หรือขายหน้าจนอารมณ์เสีย
เขาจึงหยิบยกประเด็นมาพูดก่อนเวลาหนังฉายเล็กน้อย หากสถานการณ์ไม่สู้ดีจะได้แก้ไขด้วยการเปลี่ยนเรื่องพากันเข้าไปดูหนังรอจนโกะโจหัวเย็นลง
…ซึ่งเวลาดังกล่าวได้มาถึงแล้ว
“ไปดูหนังกันก่อนเถอะ”
ระหว่างเดินทอดหุ่ยไปเข้าไปด้านใน
คนกลางอย่างอิเออิริยังกระซิบกระซาบปลอบโยนศักดิ์ศรีสูงล้ำที่โดนทุบจนเอียงกะเร่เท่ของโกะโจด้วย
“ชอบแบบไอดอลก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ
เกะโทไม่อกหัก นายก็ไม่ต้องลำบากใจอะไรด้วย จากนี้ทำตัวตามปกติก็พอ”
“...”
โกะโจย่นคิ้ว
ปิดปากแน่นแม้สีหน้าบอกชัดว่ามีเรื่องอยากพูด
ในฐานะคนฉลาดคนหนึ่ง
อยู่มาตั้งนานเกะโทไม่ยอมพูด เลือกมาพูดตอนอิเอริอยู่ด้วย
เห็นได้ชัดว่าต้องการยืมปากเพื่อนใกล้ชิดคนอื่น หญิงสาวจับสัญญาณอันมองไม่เห็นนี้ได้และช่วยออกหน้า
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะก้มหน้าก้มตาไหลตามน้ำตามการชักจูงเสียหมด
เธอหันไปทางเพื่อนผมยาว
“ฉันเอาป๊อปคอร์นรสชีส
นายเลี้ยงสินะ?”
“...”
เกะโท “...เอาเถอะ”
“ถังใหญ่เซ็ตลิมิเต็ดคู่เครื่องดื่ม
อ้อ ฉันกินคนเดียวหมดถัง ไม่แบ่ง ฝากด้วยเพื่อนรัก”
“...”
ถึงแม้โกะโจ
ซาโตรุจะเป็นที่นิยมชมชอบและมีชื่อเสียงประมาณหนึ่ง
เกะโทกลับเชื่อมั่นว่าแท้จริงแล้วตนเองเนื้อหอมกว่าเพื่อนสนิท...คำว่าเนื้อหอมในที่นี้หมายถึงมีคนแอบหลงรักอย่างจริงจังใช่เห็นเป็นเพียงยาใจ
ไม่มีหลักฐาน
ทั้งหมดมาจากสัญชาตญาณและความมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม
นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้
ที่เกะโทกำลังคิดอยู่คือคุณชายเพื่อนยากเคยชินกับการได้รับความหลงใหลคลั่งไคล้จนแยกความชอบต่างๆ
ไม่ออกต่างหาก
ในชมรมการแสดง
สาวน้อยมิวะเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับที่วิ่งเข้ามาส่งใบสมัครเข้าชมรมเพราะชอบโกะโจ
หากสังเกตดูให้ดี
ท่าทีของเธอมีความละม้ายคล้ายคลึงอิตาโดริหลายส่วน...เป็นแฟนคลับที่แสดงออกอย่างซื่อตรงนั่นเอง
ทว่าโกะโจไม่เคยเข้าใจมิวะผิดเพราะเธอมีแฟนหนุ่มตัวจริงเสียงจริงอยู่แล้ว
ในทางกลับกัน
ดูเหมือนอิตาโดริจะโสด
ทั้งที่เป็นการแสดงออกถึงความชอบเหมือนกัน
แต่คนหนึ่งมีแฟน อีกคนไม่มี เท่านี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก
เมื่อกลับมาเรียนตามปกติอีกครั้งเห็นได้ชัดว่าโกะโจหลงเหลือความสับสนและวางตัวต่ออิตาโดริไม่ถูกอยู่เล็กน้อย
คาดว่าบังเกิดการผสมปนเประหว่างอับอายและกระอักกระอ่วน
ต่อให้ปากบอกว่าอิตาโดริชอบตน ในใจน่าจะยอมรับเรียบร้อยว่าเกะโทพูดถูกต้อง
กิจกรรมใหญ่ประจำปีของชมรมการแสดงจบลงไปแล้ว
ภาระหน้าที่ในแต่ละวันลดน้อยลงกว่าช่วงก่อนหน้ามาก
อิตาโดริที่เป็นคนนอกแทบจะไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
แถมช่วงนี้ยังได้ยินมาว่าจะมีการแข่งกีฬาด้วย ได้เห็นหน้าค่าตาน้อยลงอย่างนี้ช่วยโกะโจได้มาก
“ไม่ไปซ้อมจะดีเหรอ”
อาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นจากการอ่านหนังสือการ์ตูน
เกะโทที่ได้เจอหน้าอิตาโดริอย่างสม่ำเสมอถามถึงการแข่งในวันหนึ่งที่ไปยืมยิวยิตสู คลายเส้นเล่มใหม่
คำถามดังกล่าวยังผลให้คนฟังเกาแก้มอย่างเก้อกระดาก
“พอดีสถิติผมตอนนี้ดีกว่าสถิติแชมป์ระดับจังหวัดของปีที่แล้วกับปีก่อนหน้าอีกน่ะครับ”
เลยบอกอาจารย์ไปว่าให้วิ่งแข่งแทนนักกีฬาตัวจริงน่ะได้
แต่ไม่ขอเหนื่อยยากกับการซ้อมหรอกนะ
‘คนเขาพยายามซ้อมกันแทบตาย
อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแก่ความพยายามในการแย่งโควต้าไปแข่งของพวกรุ่นพี่หน่อย
เอาคนอื่นมาแข่งแทนได้ไง’
ดูเหมือนนอกจากไม่ต้องการเปลืองแรง
อิตาโดริยังรู้สึกผิดต่อนักกรีฑาโรงเรียนที่เสียสิทธิ์ในการแสดงความสามารถด้วย
โดยทั่วไปงานประเภทนี้นักเรียนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
หากแข่งขันแล้วสำเร็จมรรคผลค่อยมีประกาศเกียรติคุณภายหลัง
ต่อให้เกะโทนึกอยากไปเชียร์
เวลาแข่งขันที่คาบเกี่ยวกับเวลาเรียนก็ปิดกั้นหนทางอย่างแน่นหนา
เขาจึงเอ่ยให้กำลังใจก่อนลงแข่งไปตามเรื่องตามราว
แต่
“ทำไมนายถึงเอาเครื่องรางไปให้เด็กนั่นล่ะ
ทำเหมือนจีบไปได้”
อิเออิริ
โชโกะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจเกะโท สุงุรุออกมาพอดิบพอดี
จุดรวมสายตาสองคู่จะเป็นใครได้นอกเสียจากโกะโจ
ซาโตรุ
หลังจบการแข่งขันอิตาโดริคว้าชัยมาได้โดยไม่ต้องลุ้น
เจ้าตัวนำเรื่องน่ายินดีมาบอกเกะโทก่อนทางโรงเรียนทำการประกาศเสียอีก
แรกเริ่มเกะโทรู้สึกยินดีด้วยจากใจจริง
กระทั่งรุ่นน้องเริ่มพูดถึงเครื่องรางที่ได้มาจากรุ่นพี่โกะโจ บอกว่าความสามารถตัวเองก็เรื่องหนึ่ง
แต่เครื่องรางนี้ก็มีส่วนช่วยในชัยชนะ ทั้งในแง่จิตใจก็ดี
หรือที่ร่างกายฟิตปึ๋งไม่เจ็บป่วยใดๆ วันลงสนามก็ดี ฟังมากเข้าเกะโทชักยิ้มไม่ออก
เมื่อสอบถามความเป็นมาเป็นไปเพิ่มเติม
อิตาโดริบอกกล่าวน้ำเสียงสดใจว่าตอนไปศาลเจ้ากับสุคุนะบังเอิญเจอโกะโจ ครั้นอีกฝ่ายทราบว่าตนกำลังจะไปแข่งวิ่งจึงซื้อเครื่องรางให้ตามประสารุ่นพี่ผู้จิตใจดีและมีเงินทอง
“แม่ฉันแค่ลากตัวไปเป็นเพื่อนแล้วบังเอิญเจอพี่น้องคู่นั้นเฉยๆ
หรอก”
“จุ๊ๆ
จะบอกว่าเป็นพรหมลิขิตสินะ”
“โชโกะหุบปาก”
มื้อกลางวันที่ควรได้พักผ่อนจากการเรียนช่วงเช้าคล้ายจะมีสะเก็ดไฟรอปะทุ
ทั้งอิเออิริและเกะโทล้วนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับพฤติกรรมของเพื่อนผู้โตแต่ตัว
ต่อให้รู้ว่าอิตาโดริชอบโกะโจอย่างแฟนคลับผู้ภักดีคนหนึ่ง
ทว่าจะไม่ให้เกะโทกังวลเลยคงเป็นไปไม่ได้ หากโกะโจทำตัวอย่างเคยก็แล้วไป
แต่ท่าทีเหมือนหว่านเสน่ห์อาจทำให้ความรู้สึกของอิตาโดริเปลี่ยนแปลง
ยิ่งมีความชอบล้นเหลือให้เป็นทุน
ไม่มีใครกล้ารับประกันทั้งนั้นว่าอิตาโดริจะไม่หวั่นไหว
แม้เกะโทอยากให้อิตาโดริชอบตนเอง
แต่ที่ทำดีด้วยเป็นเพราะว่าชอบถึงอยากมอบสิ่งดีๆ ให้
ไม่เคยทำอะไรโดยมีวัตถุประสงค์ไม่บริสุทธิ์ กระนั้นถ้าอิตาโดริจะชอบเขาเพราะเรื่องนั้นก็ถือว่าได้กำไร
เกะโทเอาใจใส่อิตาโดริจากใจ
ดังนั้นจึงไม่สบอารมณ์ถ้ามีใครอาศัยความได้เปรียบบางประการมาชักจูงรุ่นน้องคนนั้นให้หลงรักทั้งที่ตัวเองไม่มีใจให้
“นี่ๆๆ
พวกนายมองฉันแบบนั้นทำไม แผงขายเครื่องรางอยู่ใกล้ๆ แล้วคนอย่างฉันเจียดเงินนิดๆ
หน่อยๆ ซื้อให้รุ่นน้องที่เคยมาช่วยงานชมรมมีอะไรไม่เหมาะสมกันหา? อีกอย่างนะ
ทำไมต้องทำเหมือนฉันคิดไปยุ่งกับแฟนคนอื่นเล่า ยูจิไม่ได้เป็นแฟนสุงุรุสักหน่อย”
ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย
“ใครบอกว่าไม่ได้เป็น?”
“...”
โกะโจซึ่งกำลังพล่ามน้ำไหลไฟดับสะดุดกึก หมุนคอมาทางเพื่อนสนิท
ผ่านไปหลายวินาทีถึงส่งเสียงแปร่งปร่าออกมาได้ “...เอ๊ะ?”
“ล้อเล่น
ฉันยังไม่ได้สารภาพรักด้วยซ้ำ” เกะโทยิ้มจนดวงตากลายเป็นเส้นโค้ง เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า
“ตกใจเหรอ?”
“ไอ้...!” คนถูกปั่นหัวตาวาววับ แทบจะถลาไปวางมวย
แต่แล้วก็มีอันต้องสะดุดอีกรอบ
“อิตาโดริเป็นฝ่ายมาสารภาพรักฉันต่างหาก”
“...”
“...ซะเมื่อไหร่
โกหกจ้า~”
เพราะอิเออิริยกจานข้าวและเผ่นทันท่วงที
คนที่หน้าแหกยับเยินจึงมีแค่สองหนุ่มจากชมรมการแสดงที่ต่อยตีกันอุตลุดเท่านั้น
เหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นลงไม้ลงมือระหว่างเกะโทกับโกะโจเกิดขึ้นไม่บ่อย
ทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้นน้อยครั้งเช่นเดียวกัน พวกเขามีด้านที่ไม่ยอมคนทั้งคู่
บทจะหัวร้อนง่ายก็อารมณ์พลุ่งพล่านได้แม้แต่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อิเออิริไม่ตระหนกตกใจ
สามารถกอดแขนสองหนุ่มลากไปห้องพยาบาลได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าหลังสถานการณ์เริ่มสงบ
โกะโจเสียหน้าจนอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนหรืออะไรน่ะช่างเถอะ
แต่เกะโทควรได้ระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมตอนเด็กโข่งแถวๆ นี้ทำตัวงี่เง่า
ไม่ได้เป็นนักบวชเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องปล่อยวางเรื่องทางโลกหรอก
“โอ๊ะ
พรหมลิขิตของใครเนี่ย”
ออดเริ่มเรียนคาบบ่ายใกล้ดังแล้ว
อิเออิริตั้งใจมาทิ้งคนให้อาจารย์ห้องพยาบาลดูแล ตัวเองหนีกลับห้องเรียน
กลับได้เจออิตาโดริ ยูจิเปิดประตูออกมาได้ถูกจังหวะสุดๆ หนุ่มน้อยดูจะเร่งรีบ
พูดกับคนด้านในโดยที่มือจับกรอบประตูไปด้วย
“ฉันจะไปเอาเสื้อคลุมมาให้
เธอนอนพักได้เลย”
จังหวะสวนกัน
อิตาโดริเห็นโกะโจกับเกะโท ใบหน้าของเขาปรากฏความประหลาดใจ พึมพำว่า ‘รุนพี่?’ หากไม่ได้เอ่ยอะไรมาก
เพียงผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายแล้วแวบหายไป
ด้วยความสามารถพิลึกพิลั่นซึ่งยังคงหาที่มาไม่ได้
เกะโททราบว่าอิตาโดริอุ้มเพื่อนสาวที่ปวดประจำเดือนมาถึงห้องพยาบาล
ตอนนี้กำลังกลับไปนำเสื้อตัวนอกมาให้เธอเพื่อบังรอยเปื้อนตรงกระโปรงตอนขากลับห้องเรียนตามบัญชา
“ชิ”
เมื่อสักครู่อิตาโดริทอดสายตามาทางเกะโทนานกว่าไอดอลอย่างโกะโจ
แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หนุ่มสาวสามคนอยู่ในช่วงตื่นตัวสุดขีดย่อมสังเกตเห็น
อิเออิริกับเกะโทแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงจากพ่อเสาไฟฟ้าสีขาวๆ แม้อยากกัดสักคำว่ามีอะไรระคายใจหรือขอรับนายท่าน?
หลังจากนั้นเกะโทได้รับข้อความถามไถ่จากอิตาโดริว่าเกิดอะไรขึ้น
ก่อนเปิดอ่าน
ดวงตาเรียวยาวแอบเหล่ไปทางเพื่อนก่อนเป็นอย่างแรก
เมื่อแน่ใจว่าโทรศัพท์อีกฝ่ายไม่มีความเคลื่อนไหว หัวใจก็พองโตขึ้นมา
การได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษทำให้จั๊กจี้ในใจ
ถึงขั้นทำให้หัวเราะเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
เขาพิมพ์ตอบเงียบๆ
และไม่ได้นำความห่วงใยดังกล่าวไปเล่าให้ใครฟัง
ถ้าเป็นตอนนี้
น่าจะสารภาพรักได้แล้วหรือเปล่านะ?
Talk
สารภาพว่าตอนแรกเป็นโกะยูเกะ แต่พอลงมือจริงและเรื่องเดินไปสักพักก็รู้สึกว่าตัดชื่อโกะโจเสนเสออกไปเถอะ...อืม เอาไว้คราวหน้านะเสนเส (ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นเสนเสก็เถอะ)
No comments:
Post a Comment