Thursday, 25 January 2024

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu] สัญญาแลกเปลี่ยน Part II

Fanfic Jujutsu Kaisen

สัญญาแลกเปลี่ยน

Part II

 


Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji

CW         : Coercion, Violence, Obsession, Death

 

 

ต่อให้มีดวงตาดุดันและแผ่ไอสีดำขับภาพลักษณ์ชั่วร้าย แท้จริงฮิกุรุมะ ฮิโรมิเป็นเทพองค์หนึ่ง...เทพนอกรีตที่มีความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลก โดยสิ่งที่เขาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือมนุษย์ นอกจากมีมิติหลากหลายยังเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตอ่อนแอตัวจ้อย เมื่อรวมตัวกันกลับมีความสามารถในการกัดกร่อนธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้ การใช้สติปัญญาสร้างความสะดวกสบายแก่ตนโดยไม่สนว่าจะทำลายโลกในภายหลังอย่างไรก็โอหังดี

ระหว่างเฝ้าดูพวกเขา ฮิกุรุมะไม่ชอบใจนักเมื่อเห็นว่ามนุษย์บางกลุ่มไม่ได้รับในสิ่งที่ตนควรได้

การแทรกแซงโชคชะตาของมนุษย์นี่เองที่ทำให้ฮิกุรุมะกลายเป็นเทพนอกรีต

ทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริงเมื่อมนุษย์ผู้นั้นยินยอมมอบสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างสมน้ำสมเนื้อ

สำหรับฮิกุรุมะ ปริมาณเครื่องสังเวยไม่ต่างจากระดับความดังในการเปล่งเสียง ยิ่งใช้เครื่องสังเวยมาก ยิ่งก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการ เรียก ไม่อาจนับเป็น สิ่งแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ การที่เราได้ยินใครตะโกนเรียกตนเองดังๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหันไปขานตอบทุกครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงยิ่งดังยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้ยิน แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าฮิกุรุมะจะเปิดโอกาสให้เจรจาแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด

ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของฮิกุรุมะ ฮิโรมิ

ช่วงนี้ฮิกุรุมะสนใจอารยธรรมจากฝั่งตะวันตกเป็นพิเศษ นอกจากปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเสื้อผ้าหรือทรงผม กระทั่งตุ๊กตาคู่หูที่ไร้นามนับพันปี ในที่สุดก็ได้ชื่อเสียทีว่า จัดจ์แมน

ยูจิเองแม้จะเฝ้ามองความเป็นไปของโลกจากที่ไกลๆ เช่นกัน ทว่ายังคงสบายใจกับความคุ้นเคยเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือการตกแต่งที่พักอาศัย ในกลุ่มมนุษย์คงบอกว่าเป็นพฤติกรรมคนแก่ ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ยูจิไม่ได้เป็นมนุษย์อยู่แล้ว โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรไม่มีความหมายต่อเขา

อารามสงฆ์ซ่อนมารเป็นดั่งดินแดนปิดตาย มันถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วงชิงอิสระภาพ แม้ยูจิจะควบคุมการเปิดปิดทวารเพื่อต้อนรับอาคันตุกะได้ดังใจ ทว่าสิ่งที่ไม่อาจทำได้คือพาตัวเองออกไปด้านนอก สำหรับอิตาโดริ ยูจิผู้ไม่อาจย่างกรายออกจากอารามสงฆ์ซ่อนมาร ฮิกุรุมะเป็นสหายจำนวนหยิบมือที่ผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมาด้วยกัน

ตอนพวกเขาพบกันครั้งแรก ยูจิเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

กระทั่งทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับฮิกุรุมะถึงได้โยนความเป็นมนุษย์ทิ้งไป

ราคาที่ต้องจ่ายได้แก่ อิสระ 

ข้อเรียกร้องต้องการของตอบแทนมูลค่าสูงมาก อายุขัยของมนุษย์ไม่เพียงพอในการจ่ายจนครบถ้วนเป็นเหตุให้ยูจิต้องกลายเป็นตัวตนในปัจจุบันหรือก็คือเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะเป็นมาร แต่ต้องกลายเป็นมารเพื่อแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ต้องการ

ส่วนสิ่งแลกคืนกลับมา ยูจิไม่อยากนึกถึงเท่าใดนัก

สำหรับ การบรรเทาทุกข์ผู้เดือดร้อน นั่นเป็นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในการกำหนดสถานที่ที่จะช่วงชิงอิสระของตนไป เพื่อให้ได้อยู่ใน คุก ที่ตนพอใจ ยูจิคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่สรรพสิ่งบนโลกที่กำลังทุกข์ยากเดือดร้อน ทว่านั่นเป็นสิ่งที่เขายินดีทำอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนแม้แต่น้อย

“การบรรเทาทุกข์ผู้อื่นน่ะเกินพอแล้ว เหลือแต่ อิสระ อย่างเดียว...อีกไม่กี่สิบปีก็ครบกำหนดพอดี เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับนายมากสินะ แต่หลับอีกสักตื่นสองตื่นก็จบแล้วล่ะ” ฮิกุรุมะเปรยพร้อมชมเชยว่าอดทนได้ดี การมาเยี่ยมเยือนคราวนี้เขาสวมชุดสูทสีดำ เข้ากับไอสีดำจางๆ ที่แผ่ออกมารอบตัวตลอดเวลาเป็นอย่างมาก กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันตอนทำสัญญาแลกเปลี่ยน ฮิกุรุมะมักใช้ไออัปมงคลเหล่านี้เป็นฉากบังตา หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ทว่ายูจิถือเป็นคนกันเองจึงไม่ทำอย่างนั้น 

ฮิกุรุมะนั่งในอารามอย่างคุ้นที่คุ้นทาง ระหว่างสนทนาเขาปรายตามองแขนเสื้อว่างเปล่าของยูจิ

แขนข้างนั้นถูกนำไปใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับฮิกุรุมะในอดีต

เมื่ออยู่ในอาราม ยูจิสามารถสร้างแขนออกมาได้ การที่ไม่ทำแบบนั้นก็เพื่อย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งตอนที่ยังเป็นมนุษย์ตนเคยต้องสูญเสียอะไรไป เป็นเครื่องย้ำเตือนความอ่อนแอและสัญลักษณ์ของรากเหง้าความเป็นมนุษย์สุดท้ายที่เหลืออยู่

ยูจิเคยเปิดอกคุยกับฮิกุรุมะวันหนึ่งในห้วงเวลาอันยาวนานว่าแขนข้างเดียวแลกกับการต่อลมหายใจคนใกล้ตายคนหนึ่งนับว่าถูกมาก เขาไม่เสียดายเลย ยังถามกลับด้วยว่าเส้นทางของฮิกุรุมะที่ต่างไปจากเทพจนดูเหมือนปิศาจร้ายมอมเมาสรรพสิ่งบนโลกต่างหาก เคยเสียใจที่เลือกทำแบบนี้ไหม?

คำตอบของฮิกุรุมะคือไม่เช่นกัน

ระหว่างใช้มือสองข้างเท้าคางพลางทอดมองทิวทัศน์ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนมานาน ยูจิพรูลมหายใจเฮือกหนึ่ง กล่าวโดยไม่มองชายด้านข้างว่า “อย่างกับมาลาเลย”

“เพราะนายใกล้จะหลุดพ้นแล้ว ฉันถือโอกาสมายินดีด้วยล่วงหน้า”

การสิ้นสลายของเทพเกิดจากอะไร ยูจิซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ไม่รู้ได้ ทว่าเขาอยู่มานานนับพันปีจนความทรงจำเลอะเลือนไปไม่น้อยยังมีความหวังเพราะรับรู้ว่าช่วงชีวิตอันยาวนานจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ฮิกุรุมะซึ่งดูไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานนัก ตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างไรนะ?

"คุณลุงคนนี้ ทำเอารู้สึกผิดที่ต้องทิ้งไว้ข้างหลังเลยเนี่ย ให้คนเขาไปอย่างสบายใจหน่อยไม่ได้เหรอ?"

วิธีการพูดฟังเหมือนเหมือนสร้างบรรยากาศขบขัน ทว่ายูจิหมายความตามนั้นจริงๆ พวกเขาคบหากันมานานขนาดนี้ เมื่อต้องประสบการแยกจากแบบไม่มีวันหวนคืน คนที่ยังอยู่ต้องรู้สึกว่างเปล่ามากแน่

ผู้ฟังก็รู้จักยูจิดีพอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ฮิกุรุมะก้มหน้าหัวเราะเสียงเบา กล่าวว่า "ไม่ต้องใส่ใจฉันหรอก อิตาโดริ นายน่ะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างเถอะ"

หลังฮิกุรุมะกลับไปไม่กี่วัน ยูจิที่ไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ผู้เดือดร้อนแล้วก็ยังเฝ้ามองความเป็นไปบนโลกมนุษย์อย่างที่ทำเป็นประจำ คราวนี้เขาเห็นเด็กน้อยกระเซอะกระเซิงคนหนึ่ง แม้ความจำจะเลอะเลือนไปมากจากการกัดกร่อนของกาลเวลา ทว่ายังพอนึกออกว่าประพิมพ์ประพายคล้ายกับคนรู้จักคนหนึ่งเมื่อครั้งยังมีชีวิต

อุตส่าห์ลืมชื่อไปแล้ว หน้าตาก็นึกแทบไม่ออกแล้ว...

ตอนที่กำลังจะเป็นอิสระกลับโผล่กวนตะกอนความทรงจำในอดีตเสียได้

ยูจิลังเลใจเพียงครู่ จากนั้นหักใจคิดว่าเด็กน้อยตกระกำลำบากคนหนึ่งสมควรได้รับความช่วยเหลือ ไม่ควรถูกอคติหรือประสบการณ์เลวร้ายในอดีตของตัวเองครอบลงบนศีรษะแล้วถูกละเลย ต่อให้เป็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ มีจิตวิญญาณเดียวกันจริงๆ ตอนนี้ก็เป็นคนละคนกับคนรู้จักที่ทำลายชีวิตมนุษย์ของยูจิย่อยยับอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ โกะโจ ซาโตรุจึงได้พบกับอิตาโดริ ยูจิเป็นครั้งแรก

 

 

การถูกโกะโจเห็นหน้าทำให้ยูจิรู้สึกแย่ เขาไม่ปิดบังหน้าตายามพบปะผู้อื่น แค่โกะโจเท่านั้นที่ไม่อยากให้เห็น ด้วยเหตุนี้ยูจิซึ่งใกล้จะสูญสลายเต็มทีจึงตัดสินใจจมลงสู่ห้วงนิทรา เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ราคาของ อิสระ ที่ต้องมอบให้ฮิกุรุมะน่าจะครบถ้วนพอดี เขาคงไม่ได้เจอโกะโจ ซาโตรุอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยูจิถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล

อารามของเขาถูกบุกรุกเป็นครั้งแรก

นอกเหนือจากฮิกุรุมะผู้เป็นต้นกำเนิดพลังทำให้ควบคุมอารามได้เช่นเดียวกับยูจิ ที่แล้วมาอารามสงฆ์ซ่อนมารไม่เคยถูกบุกรุกสำเร็จมาก่อน อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือยูจิ เพียงเขาไม่อนุญาต นอกจากฮิกุรุมะที่เป็นข้อยกเว้น ใครก็เข้ามาไม่ได้ทั้งนั้น

เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสร้างความตระหนกแก่ยูจิในช่วงแรก พอตื่นเต็มตาและสมองกลับมาทำงานค่อยใจเย็นลงหน่อย ยูจิตกแต่งอารามให้สงบร่มรื่น แต่ทุกสิ่งที่ปรากฏในตอนนี้สามารถหายวับและถูกแทนที่ด้วยป้อมปราการได้ในพริบตา เขาควบคุมทุกพื้นที่ในอาณาเขตได้ดังใจ หากผู้บุกรุกมีเจตนาร้าย จะเสกฝนดาบลงมากำจัดก็ไม่ยากเย็น

ยูจิผลักประตูเดินออกมาด้านนอก จากนั้นมีอันต้องตกตะลึงพรึงเพริด

ชายคนหนึ่งโปรยยิ้มพลางโบกมือให้

“ไม่เจอกันนานเลยนะ ยูจิ อ๊ะ ไม่ได้ปิดหน้านี่นา~”

โกะโจ ซาโตรุ

มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

กลิ่นอายอีกฝ่ายเปลี่ยนไปมากยูจิจึงไม่นึกเอะใจ นอกจากนี้ชายผมขาวซึ่งยืนตัวตรงอยู่บนลานปูด้วยพื้นหินก็ไม่ใช่หนุ่มน้อยในชุดสตรีอย่างวันวาน คะเนแล้วน่าจะอายุยี่สิบตอนปลาย ร่างกายโกะโจสูงใหญ่ขึ้น เป็นชายเต็มตัวและแต่งกายอย่างบุรุษ รอยยิ้มบนหน้าแม้แฝงความซุกซน ทว่าความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ หายไปแล้ว ถึงขั้นเจือกลิ่นคาวเลือดอย่างไม่เข้าท่า

ยูจิเผลอยกมือแตะใบหน้า กระนั้นมาปกปิดเอาป่านนี้ออกจะน่าอายเกินไปถึงได้ตัดใจปล่อยเลยตามเลย

เขาเพิ่งผลักไสโกะโจออกไปจากอาณาเขตแล้วซุกตัวหลับหนีความจริง กลับถูกปลุกให้ตื่นโดยเด็กคนเดิมที่เมื่อกี้ยังดื้อรั้นอย่างน่าเอ็นดูแต่ตอนนี้ตัวโตเบ้อเร่อ ที่แย่สุดคือใบหน้าเหมือนกับคนในความทรงจำมาก...มากจนปวดใจ

เห็นใบหน้านั่นแล้วความทรงจำแย่ๆ แย่งกันผุดออกมา ยูจิผู้ไม่อยากได้รับคำวิจารณ์ว่า อัปลักษณ์ อีกจึงเปลี่ยนใจอีกครั้ง เรียกผ้าผืนน้อยมาไว้ในมือ ทว่าไม่ทันผูกรอบศีรษะ โกะโจพรวดพราดเข้ามาขวางเอาไว้ 

“ไม่อัปลักษณ์หรอก ฉันอยากเห็นหน้ายูจินะ”

การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในชั่วพริบตาก็เป็นอีกสิ่งที่โกะโจก่อนหน้านี้ทำไม่ได้

เรื่องชวนให้ตกใจมีมากเกินไป ยูจิอยู่อย่างเรียบง่ายมานาน ไม่คุ้นเคยกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เขาเหนื่อยอยู่บ้าง ต่อให้รู้สึกกระสับกระส่าย แต่ก็ไม่ได้ดื้อดึงซ่อนใบหน้าตัวเองอีก

ยูจิอ่อนลงให้ โกะโจกลับไม่ยอมปล่อยมือเสียที ด้วยเหตุนี้จึงจะบอกกล่าวสักหน่อย อย่างไรก็ตาม สัมผัสแนบชิดทำให้ยูจิรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ คำว่า 'ปล่อย' ถูกกลืนลงท้อง

อะไรน่ะ?

“ความรู้สึกนี่ ฮิกุรุมะ...”

จังหวะกำลังสับสน โกะโจเลื่อนมือที่กำรอบข้อมือไว้หลวมๆ โอบรอบแผ่นหลังแล้วสวมกอดเต็มรัก ขณะที่ใบหน้ายูจิฝังลงบนอกและเกร็งไปทั้งตัวจากความใกล้ชิดอันไม่คุ้นเคย โกะโจถูไถศีรษะราวออดอ้อน ปากพร่ำว่า เจอสักที คิดถึงจัง ดูตื้นตันและอิ่มเอมเป็นพิเศษ

ในทางกลับกัน ลำคอยูจิแห้งผาก ความสับสนแทนที่ด้วยความหวาดวิตก ในที่สุดก็รู้สึกตัวแล้วว่าอำนาจการควบคุมดินแดนหลุดลอยไปจากมือ เขาดันโกะโจออกไปไม่ได้ เรียกอะไรออกมาไม่ได้ และแปรสภาพอะไรไม่ได้เลย เดิมอาจคิดว่าสภาวะมารกำลังหายไปถึงสูญเสียพลัง แต่ร่องรอยของฮิกุรุมะบนตัวโกะโจทำให้สันนิษฐานว่าคนที่กำลังพัวพันตนอย่างแนบแน่นอาจเป็นต้นเหตุ

“ซาโตรุคุง”

“ในที่สุดก็อยากคุยกับฉันแล้วเหรอ?”

อยากให้ปล่อยมากกว่า แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น ยูจิแสร้งไม่รู้สึกถึงกระแสน้อยใจเจือเหน็บแนม เลือกถามอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ทำไมถึงมีไอสีดำแบบเดียวกับฮิกุรุมะออกมาจากตัวนาย”

“...”

สิ้นคำถาม โกะโจล้มตัวหงายผลึ่งไปด้านหลัง ทอดสายตานอนมองฝ้าอารามโดยที่ยังกอดรัดยูจิไม่ปล่อย เขาใช้มือใหญ่ๆ สอดเข้าไปในกลุ่มผมสั้นสีชมพูน้ำตาล นวดศีรษะชายที่เกยทั้งตัวอยู่เหนือร่างตนเองเรื่อยเปื่อย หลังครุ่นคิดไม่นานค่อยเอ่ยอย่างเกียจคร้าน

“ฉันไม่ได้จงใจปล่อยไอพวกนั้นออกมาสักหน่อย ยังอุตส่าห์รู้สึกตัวได้อีกนะ หรือว่าฉันควบคุมได้ไม่ดียูจิถึงรู้สึกตัว?” โกะโจจุปาก “ไม่อย่างนั้นก็...ยูจิสนิทกับหมอนั่นจนประสาทสัมผัสไว?”

เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อิตาโดริ ยูจิเหยียบย่ำกองซากศพมากมายผ่านสงคราม หลังกลายเป็นมาร น้อยสิ่งที่สามารถเป็นภยันตรายต่อเขาทำให้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดทื่อลง กระนั้นมันก็ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง 

ยิ่งกับโกะโจในตอนนี้ที่มีกลิ่นสาบเลือดฝังรากลึกในบรรยากาศยิ่งสัมผัสได้ถึงอันตรายโดยง่าย

ไอสีดำอันคุ้นเคยแผ่ออกมาหนาทึบ อวดโฉมอย่างคึกคะนองและถือดี มันค่อยๆ โอบล้อมตัวโกะโจและหยอกเย้ายูจิราวกับมีชีวิต

ประหนึ่งว่าถูกจับได้แล้ว ยังต้องแอบซ่อนอะไรอีก?

ทำไมถึง...!

ประจักษ์พยานที่สะท้อนในดวงตาขับให้ชีพจรในกายยูจิเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง เขาเงยหน้าจากอกโกะโจ หากไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกสองมือช้อนใบหน้าขึ้น โกะโจยกลำตัวท่อนบนเล็กน้อย กดปลายคางมองใบหน้าตื่นตะลึงผ่านดวงตาที่หรี่โค้งดั่งจันทร์เสี้ยว มุมปากยกเป็นรอยยิ้มหวานหยด 

“ยูจิไม่รู้ใช่ไหม เทพก็ตายได้นะ”

"...!"

วงจรสมองของยูจิประมวลผลไม่ทัน ระดับความเครียดไต่สูงจนน่ากลัว

โกะโจกดนิ้วโป้งลงบนริมฝีปากล่างของยูจิ ไล้ไปมาแผ่วๆ พลางเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยน

“ฉันเป็นคนฆ่าฮิกุรุมะ ฮิโรมิเอง”





Talk

ขอโทษพี่ทนายด้วยนะคะ รักพี่นะ...

เพราะตอนแรกจะให้เป็นพาร์ทของยูจิและเล่าไปเลยว่าในอดีตเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่พอเปลี่ยนแผนแล้วตัดตรงนั้นออกไปถึงเหลือแค่นี้

Thursday, 18 January 2024

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu] สัญญาแลกเปลี่ยน Part I

Fanfic Jujutsu Kaisen

สัญญาแลกเปลี่ยน 

Part I

 


Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji

CW         : Coercion, Violence, Obsession, Death

 

 

ตอนอายุประมาณ 9 ขวบ ทิวทัศน์ที่ดวงตาของโกะโจมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป โลกที่เคยสว่างสดใสถูกปกคลุมด้วยม่านควันหนึ่งชั้น บางเบาหรือหนาหนักผันแปรตามสภาพแวดล้อม ยังมีกลุ่มก้อนสิ่งมีชีวิตหน้าตาพิกลราวกับสัตว์ประหลาดในเรื่องเล่าโฉบผ่านไปมายั้วเยี้ย

โกะโจตกใจกลัว คิดว่าตัวเองป่วย เด็กน้อยบอกกล่าวแก่ครอบครัวด้วยความร้อนอกร้อนใจต้องการที่พึ่ง ทว่าหลังตระหนักว่าดวงตาของเขาคือเนตรสองภพ เรื่องราวก็ดำเนินไปในทิศทางที่โกะโจคาดไม่ถึง

เด็กคนเดียวสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งหมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าเขา

นับจากนั้นโกะโจถูกจับแต่งกายด้วยชุดของเด็กหญิง ถูกบังคับให้ไว้ผมยาว ไม่ว่าจะต่อต้านเท่าไร แม่กลับบอกเพียงว่าต้องตบตาภูตผีและทวยเทพ ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกลักพาตัวไปหรือสิ้นอายุขัยตั้งแต่วัยเยาว์

เด็กชายฟังไม่เข้าใจ ทั้งไม่มีพลังอำนาจใดไปต่อกรกับผู้ใหญ่ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน

หลังจากวันนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของโกะโจเปลี่ยนแปลงดั่งพลิกฝ่ามือ คนแปลกหน้าเชิญเขาย้ายไปอาศัยในเรือนหลังใหญ่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันลงขันสร้างขึ้น มีคนรับใช้อายุรุ่นราวคราวพ่อเฝ้าติดตามปรนนิบัติพัดวีข้างกายไม่ต่ำกว่าสามคนตลอดเวลา อาหารการกินหรูหราอย่างไม่เคยเป็น นอกจากนี้แม้ไม่ต้องรสนิยม ทว่าเสื้อผ้าสตรีอ่อนนุ่มพอดีตัวฝีเย็บละเอียดลออก็สวมใส่สบายและอบอุ่นดี

เหล่านี้เป็นข้อดี

ส่วนข้อเสีย...ชาวบ้านแห่เข้ามากราบไหว้

งมงายพิสดารประหนึ่งลัทธิแปลกประหลาด

โกะโจอยากอาเจียน

สรุปคือ...สบายกายไม่สบายใจ

เขาคิดว่าทุกอย่างเป็นเพราะตัวเองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น ด้วยเหตุนี้จึงงัดกลยุทธเสแสร้งแกล้งทำเข้าสู้ ทำทีเป็นว่าเนตรสองภพหายไปแล้ว อะไรไม่ควรเห็นก็ไม่เห็น

ทว่าระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่ซัดกลับมา เด็กเล็กไปจนถึงผู้ชรายังคงกราบกรานสักการะเขา นับวันคนที่เข้ามาขอพบหน้าหรือวิงวอนขอสัมผัสแม้ปลายเท้ายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โกะโจบอกอย่างเจียมตัวว่าตนไม่มีพลังประหลาดอีกแล้ว...ไม่มีใครฟัง

โกะโจตะคอกอย่างกราดเกรี้ยวว่าตนไม่มีพลังประหลาดอีกแล้ว...ไม่มีใครสนใจ

...จนเขาเบื่อที่จะเสแสร้ง

ยิ่งไหลตามน้ำ ครอบครัวยิ่งห่างเหินออกไป กระทั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิดยังมองลูกในไส้ด้วยสายตาเลื่อมใสนอบน้อม ปฏิสัมพันธ์อย่างคนในครอบครัวค่อยๆ เจือจาง สุดท้ายก็แทบไม่ต่างจากคนนอกคนอื่น ต่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ช่องว่างในอกกลับขยายกว้างขึ้นทุกวัน

ภาระทางใจหนักหนาจนเด็กคนหนึ่งแบกรับไม่ไหวในที่สุด

โกะโจอาละวาด

โกะโจอ้อนวอน

เขาไม่ต้องการชีวิตแบบนี้...!

แต่ไม่มีใครฟังเสียงของเขา

ไม่มีแม้แต่คนเดียว

ความรู้สึกมากมายถูกเก็บสะสมเอาไว้และแสดงผลลัพธ์ออกมา โกะโจหนีออกจากกรงทองคำในคืนหนึ่งขณะอายุ 12 ย่าง 13 ปี

ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์แม้เพียงเศษเสี้ยว

 

 

โกะโจในวัย 12 ปีระหกระเหินไม่รู้ทิศทางหนีไปตายเอาดาบหน้า เป้าหมายคือย่านชุมชนที่ใกล้ที่สุด...อยากใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป ต่อให้ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ก็ยินดี

แม้เขาอยู่สบายมาสามปี ไม่เคยต้องเดินเท้าไกลหรือถือของหนักกว่าช้อน กระนั้นก็กัดฟันสู้ยิบตาด้วยรังเกียจสภาพทุเรศทุรังของหมู่บ้านอันเน่าเฟะ

แต่วนเวียนไปมาครึ่งค่อนคืนกลับไม่ได้อะไร

และป่าเขายามวิกาลก็ไม่ได้เป็นมิตรต่อมนุษย์ผู้ไร้ประสบการณ์ขนาดนั้น

ทั้งที่ไม่เหลือเรี่ยวแรง โกะโจฝืนยกขาพาตัวเองก้าวต่อไป บอกว่ายังไหวน่า ทนอีกนิดเถอะ...ยื้อยุดขีดจำกัดของตัวเองไปสี่ครั้งแล้ว

เขาหมดแรงแล้วจริงๆ

โกะโจไม่เคยนึกถึงการตายมาก่อน อย่างน้อยคือไม่คิดจบชีวิตตัวเอง ทว่าเวลานี้อดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าตนอาจถึงคราวต้องทิ้งชีวิตเป็นอาหารสิงสาราสัตว์เอาคราวนี้

เม็ดฝนซึ่งเริ่มโรยตัวลงมาพักใหญ่กระหน่ำหนาเม็ดขึ้นราวจะซ้ำเติม โกะโจเปียกม่อล่อกม่อแล่กไปทั้งตัว เสื้อผ้าชุ่มฝนหนักอึ้งถ่วงร่างกายอันอ่อนล้า อุณหภูมิร่างกายคล้ายจะลดต่ำลงอีก เขารู้สึกว่าดินใต้เท้าค่อยๆ จมลงด้วยฤทธิ์ฝนจึงเค้นแรงเฮือกสุดท้ายหาพื้นที่ที่แข็งแรงปลอดภัย ร่มไม้แทบจะช่วยกันฝนสาดไม่ได้ แต่ยังดีกว่าไม่มีอะไรคุ้มหัวเลย

โกะโจเอนหลังพิงต้นไม้ครู่หนึ่ง นึกในใจว่าถ้าหลับไปทั้งแบบนี้แล้วมีสัตว์กินเนื้อพุ่งเข้ามาขย้ำก็ช่างมันแล้ว...ทว่าหลับตานั่งนิ่งได้ไม่นาน ความกลัวตายทำให้ยกเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ทุลักทุเลปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งไม้ที่พอจะปีนถึงก่อนค่อยผล็อยหลับ

 

 

ตอนลืมตาอีกครั้งฝนยังตกอยู่ โกะโจหลับไม่สนิทด้วยข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อม ซ้ำยังหลับไม่ได้นานเพราะมีสิ่งลี้ลับรบกวนอยู่เนืองๆ อย่างไรก็ตาม สองตาของเขาตอนนี้ไม่ได้มองเห็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าอีกต่อไป สิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งปรากฏโฉมอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ

วัดเหรอ?

เพราะประสบการณ์ชีวิตน้อยและไม่ได้รับการศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว ต่อให้โกะโจสงบใจได้อย่างรวดเร็วเพราะเห็นสิ่งแปลกๆ จนชิน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้จักชื่อเรียกของทุกสิ่งทุกอย่าง

เด็กชายกอดสารรูปเปียกซ่กตัวสั่นจนฟันกระทบกันดังกึกๆ เห็นอาณาเขตในสิ่งก่อสร้างแห้งสนิทดั่งมิติแยกก็ลังเลอย่างหนัก

มันดูเหมือนกับดัก

และไม่แน่ว่าจะเข้าไปได้ตามใจชอบ

แต่ทรมานทรกรรมในสภาพหิวโหยเหน็บหนาวอยู่ตรงนี้ใช่จะการันตีชีวิตรอดเช่นกัน

ใคร่ครวญด้วยศีรษะหนักอึ้งได้เพียงไม่นาน โกะโจต้านทานความเย้ายวนไม่ไหว ค่อยๆ ปีนป่ายลงสู่พื้นโคลน...ลองไปดูก่อนไม่เสียหายสักหน่อย

สัดส่วนความกลัวกับความกล้าอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง เคราะห์ดีที่โกะโจสามารถเข้าไปในอาณาเขตของสิ่งปลูกสร้างคล้ายวัดอย่างง่ายดาย ขณะที่ด้านนอกฝนลงเม็ดหนาหนักจนปวดตัว พื้นที่ตรงนี้กลับแห้งสะอาด แฝงกลิ่นแดดและดอกไม้เจือจาง อุณหภูมิก็อุ่นกำลังดี ร่างกายไม่เกิดอาการผิดปกติอันใด

โกะโจไม่กล้าเดินเข้าไปลึก เขาถอดเสื้อผ้าเปียกๆ ชั้นนอก ขดตัวริมกำแพงแล้วหลับไปอีกครั้ง

หนนี้จึงจะนับได้ว่าเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง

              

 

ผลจากการตรากตรำใช้ร่างกาย โกะโจหลับยาวกระทั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง เขาพบว่าตนไม่ได้นอนริมกำแพงอีกแล้ว เหนือหัวมีหลังคากันลมฝน ใต้ร่างคือพื้นหินอ่อนปูฟูกนอนผืนบาง ส่วนเสื้อตัวนอกที่ถอดทิ้งไว้ถูกพับวางอยู่ข้างตัว อาจยังชื้นอยู่ แต่สวมใส่ได้ ไม่มีน้ำหยดแหมะๆ ลงมาอย่างก่อนหน้านี้

              โกะโจฉกฉวยเสื้อหน้าตาตื่น ถดตัวหนีชิดผนังอย่างระแวดระวัง

              หูสองข้างไม่ได้ยินเสียงน่าสงสัย ทว่าเขาไม่ใช่คนนอนละเมอ ไม่มีทางมานอนอยู่ตรงนี้ได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้ไม่เห็นใครไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย

อันที่จริงโกะโจตื่นตัวเป็นพิเศษเพราะสภาพแวดล้อมสงบเงียบเกินเหตุด้วยซ้ำ

              นับจากดวงตาเกิดความเปลี่ยนแปลง โกะโจมองเห็นสิ่งลี้ลับมาโดยตลอด บรรยากาศล้วนปกคลุมด้วยกลิ่นอายของสิ่งเหล่านั้นจนทัศนวิสัยหม่นมัว นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นบรรยากาศ ‘สะอาด’ ขนาดนี้

              เด็กชายมองซ้ายขวา ย่องเบาพาตัวเองหนีออกไปด้านนอก สิ่งปลูกสร้างนี้ไม่ได้ใหญ่โตมีผังซับซ้อน ไม่ถึงนาทีก็หลุดออกมาเหยียบสวนเขียวขจี

เวลาในปัจจุบันคาดว่าเป็นช่วงย่ำรุ่ง มองเห็นริ้วสีส้มแทรกผืนฟ้าสีครามเรือนราง ทว่าดินแดนอีกฟากของรั้วคือป่าเขากับพายุฝนมืดฟ้ามัวดิน ฝีเท้าหุนหันของโกะโจพลันชะลอลง หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออก

ด้วยไม่มีประตูเปิดปิดจึงมองเห็นความแตกต่างของทั้งสองฝั่งได้ชัดเจน ราวกับโลกสองใบถูกขีดแบ่งออกจากกัน หากเปรียบเปรยโดยอาศัยคลังคำศัพท์เล็กๆ ของตน...ในเขตอารามแห่งนี้คือสวรรค์

              โกะโจซึ่งละล้าละลังอยู่ตรงทางเข้าออกกัดริมฝีปาก

              ในพื้นที่ปิดแห่งนี้ ระหว่างที่สลบไป เขาถูกเคลื่อนย้ายตำแหน่งโดยไม่รู้สึกตัว เห็นได้ชัดว่าอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด

              แต่อีกฝั่งหนึ่งก็...

ตอนนั้นเอง หูได้ยินเสียงก้องกังวานจากท้องฟ้า

            ‘อย่างน้อยก็พักทานอะไรสักหน่อยรอจนฝนหยุดเถอะ

นั่นเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งยังหาต้นเสียงไม่ได้ โกะโจหมุนตัวมองรอบๆ พยายามเสาะหาเบาะแสอย่างดื้อรั้น ทว่าเขาเห็นเพียงจานวางข้าวปั้นตรงระเบียงข้างบ่อน้ำตกขนาดเล็ก ปราศจากวี่แววบุคคลอื่นใด

ต่อให้ท้องร้องโครกคราก โกะโจไม่ผลีผลามเป็นสุนัขตะกละเข้าตะครุบอาหาร การถูกเคลื่อนย้ายขณะไม่ได้สติเป็นตัวจุดชนวนสร้างความหวาดระแวง ยิ่งคู่กรณีหดหัวไม่กล้าเผชิญหน้ายิ่งไม่ควรเห็นแก่กินกระโจนเข้าใส่ เดิมทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง หากยังโง่เชื่อฟังทุกอย่างมิยิ่งเหมือนกำลังประเคนอ้อยเข้าปากช้างหรอกเหรอ? เสียชาติเกิดเป็นโกะโจ ซาโตรุพอดี

เสียงบนฟ้าดังขึ้นอีกหนเมื่อตระหนักได้ถึงการต่อต้าน หางเสียงอ่อนลงเล็กน้อย เป็นน้ำเสียงของผู้ใหญ่ยามพูดเกลี้ยกล่อมเด็กๆ ไม่อันตรายต่อมนุษย์ ถ้าไม่กิน ออกไปจากที่นี่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี

โกะโจขมวดคิ้วโต้ “ออกมาคุยกันต่อหน้าสิ จะให้ฉันฟังเสียงจากไหนก็ไม่รู้ได้ยังไง”

สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ไม่ได้มีหน้าตาน่าดูชม ทว่าความกลัวเกิดจากการไม่รู้ ดังนั้นโกะโจจึงอยากสนทนาต่อหน้ามากกว่าพูดกับคู่สนทนาที่ไม่รู้มุดหัวอยู่ตรงไหน เขามั่นใจในตัวเองพอประมาณว่าจะไม่เสียอาการแม้ต้องพบสัตว์ประหลาดสามหัวสี่หาง จะว่าเป็นความอวดดีของเด็กไม่รู้ความก็ได้ แต่โกะโจไม่ทันเฉลียวถึงอันตรายนานาประเภทอันเกิดจากการเผชิญหน้าจริงๆ

ความเงียบดำเนินไปหลายนาที นานจนโกะโจนึกกลัว คิดว่าเจ้าของเสียงปริศนาเลิกสนใจตนเองแล้ว

จนกระทั่งหน้าบันไดทางขึ้นอารามเผยให้เห็นเงาร่างซึ่งมีขนาดเท่ามนุษย์วัยผู้ใหญ่...ร่างนั้นห่มกายด้วยชุดสีขาว เก็บแขนขามิดชิด มีผ้าทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเดียวกันปิดใบหน้าลวกๆ ยามลมพัดไหวจะมองเห็นปลายคางรำไร เนื้อหนังส่วนที่โผล่พ้นร่มผ้ามีเพียงช่วงลำคอและใบหู

“ประมาณนี้น่าจะได้ใช่ไหม?”

เทียบกับก่อนหน้าที่ได้ยินเป็นเสียงสะท้อน หนนี้ได้ยินชัดเจนมากว่าเป็นเสียงของผู้ใหญ่เพศชาย โกะโจไม่คุ้นเคยกับสิ่งลี้ลับที่มีรูปลักษณ์ภายนอกใกล้เคียงมนุษย์ ถึงขั้นไม่เคยเห็นสิ่งลี้ลับที่คล้ายมนุษย์ขนาดนี้ เขาทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย ทว่าชายชุดขาวไม่ได้กล่าวอะไรมากความ รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม จากนั้นย้ำให้โกะโจทานข้าวปั้นเสีย

“ไม่มีพิษหรอก”

อาจด้วยท้องหิว หรือไม่ก็บังเกิดความเชื่อใจจากหน้าตาอย่างมนุษย์ โกะโจเดินไปหยิบข้าวปั้นมายัดเข้าปาก เริ่มจากคำเล็กๆ ต่อเมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติค่อยอ้าปากกัดคำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“นายมีชื่อมั้ย? ชื่ออะไร” เด็กชายถาม เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ เต็มปาก แรงจูงใจในการถามเรียบง่ายอย่างยิ่ง...นั่นคือไม่อยากเรียกนายๆๆ หากมีชื่อเรียกจะได้คุยกันง่ายหน่อย

ชายชุดขาวนั่งห่างออกไปราวห้าช่วงแขน ต่อให้มองจากด้านข้าง ผืนผ้าบางๆ ก็ยังซ่อนสีหน้าแววตามิดชิด อึดใจใหญ่กว่าเจ้าตัวจะตอบว่า “อิตาโดริ ยูจิ”

ชื่อเรียกฟังเหมือนมนุษย์มากเช่นกัน

โกะโจซ่อนความประหลาดใจไว้ขณะเลียปลายนิ้วแล้วหยิบข้าวปั้นก้อนใหม่ บางส่วนในใจบังเกิดการยอมรับเป็นพวกเดียวกันจึงลดท่าทีระวังภัยลงจากก่อนหน้านี้เป็นคนละคน “ฉันชื่อโกะโจ ซาโตรุ นายเรียกฉันว่าซาโตรุก็ได้ ฉันจะเรียกนายว่ายูจิ”

“ได้” ยูจิไม่ได้สนใจคำเรียกขาน ยอมรับข้อเสนออย่างง่ายดาย “ซาโตรุคุง”

“...”

ชื่อที่ไม่ได้ถูกเรียกมานานกระทบใจเล็กน้อย จังหวะการกินถึงขั้นสะดุดเล็กๆ

เบ้าตาโกะโจร้อนผ่าว เพิ่งรู้ซึ้งเอาป่านนี้ว่าการถูกเรียก ‘ท่านโกะโจ’ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสร้างแรงกดดันมากมายเพียงใด กระทั่งพ่อแม่ยังไม่เรียกตนห้วนๆ ว่า ‘ซาโตรุ’ แล้ว เด็กชายสูดจมูก เผลอหลุดความในใจออกไป “นายเรียกแค่ซาโตรุดีกว่า”

อากาศอบอุ่นหนาวขึ้นมาหนึ่งระลอกจากลมที่พัดมากะทันหัน

ยูจิเอ่ยเนิบๆ “มนุษย์อย่างพวกนายน่าจะไม่อยากสนิทสนมกับพวกฉันหรอก”

“...”

ร่องรอยความเศร้าแฝงอยู่ในน้ำเสียง โกะโจไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวปั้นต่อเงียบๆ

 

 

หลังออกมาจากสถานที่ที่ยูจิเรียกว่า ‘อาราม’ โกะโจซึ่งตั้งใจหนีต่อถูกคนของหมู่บ้านพบตัวและถูกพากลับ ผลจากการพยายามหลบหนีทำให้การใช้ชีวิตหลังจากนั้นไม่ต่างจากถูกคุมขัง ต่อให้กินอยู่สุขสบายไม่บกพร่อง ทว่าขาดอิสรภาพโดยสิ้นเชิง โกะโจถึงขั้นคิดว่าสิ่งลี้ลับยังดีเสียยิ่งกว่ามนุษย์

ด้วยเหตุนี้เขาที่เบื่อหน่ายชิงชังมนุษย์จึงสื่อสารกับบรรดาสิ่งลี้ลับมากขึ้น มากขึ้น...

จนกระทั่งหนีออกมาสำเร็จอีกครั้ง

“นายเสกอาหารของมนุษย์ออกมาได้ไม่ใช่หรือไง ให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วยสักระยะไม่ได้เหรอ ในอารามนี้ ถ้านายไม่อนุญาต คนอื่นก็ไม่เห็นและเข้ามาไม่ได้นี่”

ตอนนอนแบ็บหมดสภาพกลางป่า อารามปริศนาปรากฏขึ้นมาอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ เป็นยูจิที่ยื่นมือเข้าช่วยอีกครั้ง อีกฝ่ายยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ผ้าปิดหน้า หรือผมสีน้ำตาลชมพูที่ไม่ใช่สีผมธรรมชาติของมนุษย์

พอคิดว่าสัตว์ยังมีทั้งประเภทกินพืชและเนื้อ ยูจิอาจเป็นสิ่งลี้ลับจำพวกไม่อันตรายต่อมนุษย์...เท่านี้โกะโจก็เลิกระแวงอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

ยูจิซึ่งกำลังเสกถ้วยชาวางข้างมือแขกชะงักกึก จากนั้นถอนหายใจยาวจนชายผ้าปิดหน้าปลิวไสว “เป็นมนุษย์ก็ควรอยู่กับมนุษย์”

“เส็งเคร็งทั้งหมู้บ้าน ใครอยากอยู่ด้วยไม่ทราบ”

“...” ความเงียบอึดใจสั้นๆ คล้ายจะสะท้อนความประหลาดใจระคนกลัดกลุ้มของผู้ฟัง “ไปจำศัพท์พรรค์นี้มาจากไหน ไม่ใช่ว่านายถูกสักการะบนหอคอยงาช้างเหรอ…?

ไม่เจอกันประเดี๋ยวเดียว โกะโจแข็งกร้าวกว่าเมื่อครั้งที่ได้พบคราวก่อนมาก ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นหรือเด็กๆ โตไวเกินไปจนคนแก่ตามไม่ทัน

“รู้มาจากไหนแล้วมันทำไม ที่สำคัญคือฉันมาอยู่ด้วยไม่ได้หรือไง นายจะกินฉันเหรอ” โกะโจลอยหน้าลอยตา

ยูจิกล่าวเหมือนปลงตกว่า “ฉันไม่กินมนุษย์หรอก

โกะโจถูกใจการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของยูจิมาก ภายหลังการ หนีออกจากบ้านของโกะโจมีจุดประสงค์แน่วแน่ชัดเจนเพื่อไปหาสหายผู้น่าสนใจคนนี้

ครึ่งหนึ่งเพราะอยากหนีโลกของตน อีกครึ่งเพราะอยากเจอยูจิ

ถึงพร่ำบ่นตลอด ทุกครั้งยูจิจะใจอ่อนอยู่ดี ทนเห็นโกะโจลำบากเดินพล่านตามหาตัวเองไปทั่วไม่ได้ ต้องปรากฏตัวให้เห็นเพื่อช่วยเหลือ ทว่าตอนต้อนรับแขกเอาแต่ใจตัวน้อยก็คอยตะล่อมด้วยว่านั่งเล่นเสร็จแล้วต้องรีบกลับ เข้าใจหรือเปล่า?

โกะโจบอกว่าได้ แต่ถ้าฉันเรียกนายต้องมาหานะ ไม่งั้นไม่กลับ

แม้มองไม่เห็นสีหน้า ร่างกายก็เป็นกระจกสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน โกะโจเห็นช่วงบ่าของยูจิตกลู่ เรียก ‘ซาโตรุคุง’ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ ไม่ว่าโกะโจจะเอาแต่ใจหรือเรียกร้องมากมายเพียงไหน ขอเพียงยอมรับได้ ยูจิเป็นต้องยอมให้เสมอ...ทั้งใจดีและใจอ่อน สุดท้ายถึงขั้นว่าโกะโจไม่ต้องดั้นด้น ‘หนีออกจากบ้าน’  เพียงส่งเสียงเรียกจากในห้องพักของตัวเอง ประตูเชื่อมอาณาเขตพิเศษก็โผล่ออกมาเปิดอ้าต้อนรับ

ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อยๆ หดสั้นลงไปในลักษณะนี้

โกะโจอาศัยอารามประหลาดเป็นที่พักใจ

นับจากรู้จักกันมาไม่เคยเห็นยูจิกินอะไร นอกจากนี้คือไม่เคยเห็นอยู่กับใคร กระนั้นอาหารการกินทั้งหมดที่ยูจิผู้โดดเดี่ยวและไม่เคยเหยียบย่างออกนอกอาณาเขตนำมาให้กลับถูกลิ้นโกะโจเสียทุกครั้ง เขาปีกกล้าขาแข็งกับยูจิมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่พบหน้า ด้านอวดดีเอาแต่ใจที่เคยซุกซ่อนไว้ถูกเปิดเผยออกมาหมด แสดงนิสัยเด็กๆ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าบ่นฟ้าดินหรือแหกปากโวยวาย อย่างมากก็ถูกเอ็ดนิดๆ หน่อยๆ ว่าให้สำรวมกริยาบ้าง

ตำนานมนุษย์ที่ถูกสิ่งลี้ลับล่อลวงมีให้เห็นเกลื่อนกลาด โกะโจรู้สึกร่วมเมื่อประจักษ์กับตัว ต่อให้มุมของเขาไม่เห็นว่าการกระทำของยูจิมีตรงไหนเหมือนการล่อลวง แต่เขาอยากหนีตามอีกฝ่าย หันหลังให้ในความเป็นจริงเหมือนมนุษย์โง่เขลาในเรื่องเล่าพวกนั้น

 

 

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป โกะโจ ซาโตรุเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน จากเด็กชายต่อต้านสังคมกลายเป็นเด็กหนุ่มเกเรต่อต้านสังคม เขายังคงถูกบังคับให้แต่งกายอย่างสตรีแม้โครงสร้างร่างกายของเด็กหนุ่มเจริญวัยไม่อำนวย โกะโจอึดอัดกับชุดตัดเย็บเข้ารูป ผมเผ้ายาวสยายก็เกะกะ

รำคาญไปหมดทุกสิ่งอย่าง

แม้ใบหน้าของโกะโจงดงาม ทว่าความงดงามไม่ได้เป็นคำจำเพาะสำหรับจำกัดความสตรีเท่านั้น ร่างกายทุกส่วนของเขาแสดงความเป็นบุรุษเพศออกมาเด่นชัด ไม่มีทางหลอกตาใครว่าเป็นสตรีโดยกำเนิดได้ การทำเรื่องเปล่าประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงนี้ก็เป็นอีกสาเหตุในการสร้างความขุ่นมัว โกะโจมักหนีโลกของตนเองมาขลุกอยู่กับยูจิ ต่อให้เขตอารามแคบกว่าโลกภายนอกมาก ซ้ำยังไม่มีสิ่งบันเทิงเจริญตาเจริญใจ แต่เขาผ่อนคลายได้เต็มที่ที่นี่ เจ้าบ้านอย่างยูจิคอยปลอบโยนจิตใจของเขาเสมอ แม้หลบเลี่ยงการสัมผัสชิดใกล้ ทว่าเมื่อโกะโจเศร้าซึมอย่างหนักเพราะคนรอบกาย ยูจิจะให้เขาอิงแอบแต่โดยดี พร้อมกันนั้นยังโอบกอดและเอ่ยวาจาให้กำลังใจอย่างเก้ๆ กังๆ

ความอบอุ่นเล็กน้อยพวกนี้มีน้ำหนักมหาศาลในใจโกะโจ

โกะโจรู้จักทุกตารางนิ้วในอาณาเขต คุ้นเคยไม่ต่างจากบ้านของตน กระทั่งยูจิซึ่งหวงแหนเนื้อหนังหนักหนา โกะโจก็คาดเดาว่าเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากร่างกายบกพร่อง

เขาเคยเห็นเท้าทั้งสองของยูจิ

เคยเห็นมือขวา

แต่ไม่เคยเห็นมือซ้าย

การหลงเหลือแขนข้างเดียวอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลทางใดทางหนึ่ง...ทั้งที่มีแค่โกะโจที่มองเห็น และเขาไม่ได้รังเกียจอะไรแท้ๆ

อย่าว่าแต่รังเกียจเลย เขาชอบยูจิมาก ชอบที่สุด ชอบยิ่งกว่าใครๆ

ด้วยเคยได้ยินคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านพูดคุยกันว่าหากพึงใจใครให้บอกคนคนนั้น โกะโจเคยแสร้งทำเป็นพูดว่าชอบ...วางท่ากล่าวเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญให้ยูจิฟังทั้งหูแดงๆ

บางทีคงคิดว่ามันเป็นคำพูดเลื่อนเปื้อนของเด็กน้อย ต่อให้โกะโจเติบใหญ่เป็นชายเต็มตัว ทว่ายังคงอายุน้อยกว่ายูจิมากเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ยูจิจึงตอบรับเหมือนไม่สลักสำคัญโดยไม่ได้เสแสร้งว่าดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น

สำหรับโกะโจที่ต้องเค้นความกล้าในการพูด เขาผิดหวังมากทีเดียว ต่อให้เป็นตัวเองที่ทำเหมือนบอกเล่าสภาพดินฟ้าอากาศก่อน เมื่อเจอการตอบสนองแสนธรรมดากลับคืน จิตใจอ่อนไหวของคนหนุ่มได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อดไม่ได้ต้องต่อว่าต่อขาน ประนามว่ายูจิไม่มีหัวใจ

แต่ยูจิกลับหัวเราะ...บอกว่าหัวใจน่ะมี แต่ความรู้สึกรักใคร่เป็นคนละเรื่องกัน ยังบอกด้วยว่าความรักเป็นยาพิษทางจิตใจ ทำให้ร่างกายเจ็บปวดไม่ได้ แต่อาการป่วยทางจิตใจร้ายแรงยิ่งกว่าเสียอีก หากวันใดโกะโจเติบโตจนมีความรักต้องระมัดระวังและดูแลความรู้สึกนี้ให้ดี

ได้ยินแล้วโกะโจหงุดหงิดนัก คนอายุรุ่นราวคราวเขาพากันทยอยแต่งงานมีครอบครัว ยังไม่เรียกโตจะให้เรียกอะไรได้? มิหนำซ้ำ หากไม่ใช่หลงรักชายไร้หัวใจคนหนึ่ง ตนจะปฏิเสธเรื่องคู่ครองกับตาแก่ยายแก่หงำเหงือกในหมู่บ้านจนปากเปียกปากแฉะไปเพื่ออะไร?

โกะโจรับรู้ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เมื่อใดที่ตนมีที่พึ่งพิง มีครอบครัวให้กลับไปหา เมื่อนั้นอิตาโดริ ยูจิจะไม่ปรากฏกายให้เห็นอีก

แม้ไม่เคยเปิดอกพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา โกะโจไม่นึกอยากลองเสี่ยง และไม่อยากเสียเวลาร่วมกับยูจิไปในหัวข้อสนทนาไม่น่าอภิรมย์ ตอนนี้ยูจิอาจไม่เห็นโกะโจเป็นอื่น แต่ก็ยังดี...ได้พบตอนที่อยากพบ ต่อให้เรียกหาบ่อยครั้งอย่างเอาแต่ใจ สุดท้ายแล้วยูจิก็มาหาเขา

โกะโจคาดการณ์ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อไปสักพัก ไม่คืบหน้ากระโตกกระตาก ทว่าไม่ถอยหลังลงคลอง

แต่ความรู้สึกทับถมพอกพูนตามกาลเวลาประมาทไม่ได้...เหมือนกับความไม่รู้จักพอในอก ได้รับจากยูจิเท่าไรก็ไม่เพียงพอเสียที หนำซ้ำยังแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว ต้องการการเติมเต็มตลอดเวลา ยิ่งยูจิคอยตอบสนองความกระหายอย่างอารี โกะโจยิ่งได้ใจขึ้นเรื่อยๆ

“แค่หน้าเอง เปิดให้ดูหน่อยไม่ได้หรือไง?”

จากที่เคยนั่งห่างจากโกะโจวัย 12 ปีห้าช่วงแขน สำหรับโกะโจวัย 17 ปี กระทั่งช่วงแขนเดียวยังห่างเกินไป แม้ยูจิคอยระมัดระวัง แต่คนหนุ่มไม่กลัวตายเอาแต่จะขยับเข้าหาอยู่เรื่อย ขนาดคำขู่ว่าจะไม่โผล่มาให้เห็นอีกซึ่งใช้ได้ผลดีในช่วงแรกก็เริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว

เด็กหนุ่มแข้งขายาวกระถดเลื้อยเข้ามาทีละนิด

ชายในชุดขาวซึ่งตอนนี้ขนาดตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายก็กระถดหนีเงียบๆ เช่นกัน

“ฉันอัปลักษณ์”

“อยู่ต่อหน้าฉันใครก็อัปลักษณ์ทั้งนั้นแหละ”

“ไม่ใช่ ฉันอัปลักษณ์มากจริงๆ”

“งั้นก็ให้ฉันตัดสินเองสิ”

ระดับความใจกล้าเหิมเกริมของโกะโจถูกบ่มเพาะถึงขั้นทำให้ตวัดมือออกไปหมายจะดึงผ้าปิดหน้าให้หลุดออกมา ความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์กับการตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่าได้รับความเอ็นดูทำให้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามจนได้

ชั่วลัดตาสั้นๆ ที่ปลายนิ้วปัดผ้า รูปโฉมแท้จริงของสิ่งลี้ลับผู้อยู่ข้างกายโกะโจมาตลอดห้าปีถูกเผยให้เห็น

มนุษย์นี่...

ดวงตากลมโตสดใส องคาพยพในกรอบหน้าไม่ต่างจากคนเดินถนนทั่วไป หากต้องเจาะจงสักหน่อยก็พอบรรยายหน้าตาได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยใบหน้าเกลี้ยงเกลา อย่าว่าแต่อัปลักษณ์เลย สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนุ่มรูปงามคนหนึ่งด้วยซ้ำ

โกะโจกะพริบตา ตั้งใจจะดูให้ชัดๆ

ทว่าอาณาเขตพิเศษหายไปทันที

หายไปทั้งดินแดนเสมือนจริงและเจ้าของดินแดน

โลกอันอบอุ่นสดใสกลายเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์เคล้ากลิ่นดิน โกะโจนั่งขัดสมาธิทับเศษกรวดหิน มือข้างหนึ่งยังแขวนอยู่บนอากาศ

อิตาโดริ ยูจิทิ้งไว้เพียงเสียงกลั้นหายใจอันขุ่นขึ้ง ไม่มีให้แม้กระทั่งคำพูดสุดท้าย

 

 

เห็นหน้าค่าตากันมา 5 ปี โกะโจไม่เคยมีปากเสียงกับยูจิ เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นการทะเลาะกันครั้งแรก แถมดูเหมือนจะรุนแรงเสียด้วย ใจหนึ่งโกะโจคิดว่ายูจิใจแคบเหลือเกิน ทำไมต้องถือสากับเรื่องเล็กน้อยด้วย ใช่ว่าเห็นหน้าแล้วจะถูกสาปนี่นา ขณะเดียวกันก็เชื่อสนิทใจว่ายูจิใจดีปานนั้น อีกไม่นานคงหายโกรธ เขาจะรอจนกว่ายูจิอารมณ์ดีขึ้น

โกะโจจึงข่มใจไว้ ไม่เรียกหายูจิ

หนึ่งวันผ่านไป...สามวันผ่านไป...เจ็ดวันผ่านไป...

ในวันที่เก้า โกะโจอดทนรอไม่ไหวอีกต่อไป ตัดสินใจยกธงขาวยอมเป็นฝ่ายเปิดปากเรียกยูจิขึ้นก่อน บอกว่าฉันผิดเอง ขอโทษนะ ออกมาเจอกันหน่อยเถอะ

แต่ยูจิไม่ยอมออกมา

...คงต้องง้อกว่านี้อีกนิดล่ะมั้ง

ในเมื่อทะเลาะกันก็ต้องมีฝ่ายนึงยอมลงให้มากหน่อย โกะโจยอมเป็นฝ่ายวางทิฐิลงก่อน คิดในใจว่าถ้าถูกเรียกปุ๊บออกมาหาปั๊บ ยูจิอาจคิดว่าตัวเองไม่มีศักดิ์ศรี วันถัดมาเขาลองเรียกหายูจิอีกครั้ง ครั้งหนึ่งไม่ได้ผลก็เพิ่มเป็นสองครั้ง สามครั้ง

จนผ่านไปสามสิบวัน แม้จะเรียกหาจนแทบวิงวอนขอให้ปรากฏตัวออกมาไม่ต่ำกว่าวันละสิบหน อิตาโดริ ยูจิก็ไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น

โกะโจเข้าใจกระจ่างแจ้งถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสองชัดเจนแม้ไม่อยากยอมรับ หากยูจิไม่ยินยอม มนุษย์อย่างโกะโจไม่มีทางไขว่คว้าถึงตัวอีกฝ่ายได้เลย

สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดพวกเขาเปราะบางเพียงนี้เอง

เขากลัว

“ฉันไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องนายแล้วก็ได้

กลับมาเถอะ

ขอร้องล่ะ ยู่จิ

อย่าทิ้งฉัน”

  

 

 

 

ว่ากันว่าศูนย์กลางของหมู่บ้านกลางป่าเขาห่างไกลความเจริญคือนายท่านสคราญโฉมที่มีภูตผีเป็นบริวารรับใช้ เสียงเล่าลือเกี่ยวกับชายผู้นั้นแพร่สะพัดไปในทิศทางไม่ดีนัก แม้ชื่นชมว่ารูปลักษณ์งดงาม พร้อมกันนั้นก็สูดลมหายใจหนาวเหน็บบอกว่าอีกฝ่ายใจคออำมหิต คนบริสุทธิ์มากมายทิ้งชีวิตสนองความกำเริบเสิบสานเอาแต่ใจตัวของเขา ต่อให้มีความสามารถในการบันดาลลมฝนและข่มขวัญผู้คน แต่ชาวบ้านตาดำๆ หาใช่เสบียงเลี้ยงผี ไม่ควรมีใครถูกสังหารด้วยมูลเหตุไร้แก่นสารอีกแล้ว

ชาวบ้านเชิดชูเด็กชายคนหนึ่งดั่งสมมติเทพ บัดนี้เทพองค์ดังกล่าวกำลังเงื้อหอกดาบแทงสะบั้นชาวบ้านเหล่านั้นตาไม่กระพริบ

ความเลื่อมใสศรัทธาแปรเปลี่ยนเป็นกริ่งเกรง

โกะโจ ซาโตรุตั้งตนเหนือสรรพสิ่ง สยบด้วยกำลังอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ใช้เวลาสามปีก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือสงสัยในการกระทำต่างๆ ของเขา

ต่อให้เห็นว่ากำลังเดินออกนอกรีตก็ไม่มีกำลังในการหยุดยั้งห้ามปราม

เนตรสองภพไม่ได้มีเพียงความสามารถในการมองเห็น โกะโจถึงขั้นมีพลังในการกำราบสิ่งลี้ลับทั้งหลาย และพันธมิตรกลุ่มนี้ของเขานี่เองที่สร้างความวิตกกังวลและหวาดกลัวแก่คนในหมู่บ้าน

บรรดาข้ารับใช้มักเกิดอุปาทานว่าเขตที่พักของโกะโจมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณอื่น นอกจากนี้หากเข้ามาในพื้นที่นี้ยังต้องมีสติระมัดระวังเป็นพิเศษ หาไม่แล้วจะประสบเคราะห์ได้ง่ายๆ อย่างเบาคืออุบัติเหตุเล็กน้อยพอให้เลือดซิบ อย่างแย่คือสร้างความเสียหายที่ชดใช้ไม่ไหว...ซึ่งในที่นี้อาจหมายถึงการชดใช้ด้วยทรัพย์สิน หรืออาจหมายถึงชีวิตก็ได้ทั้งนั้น

เวรกลางคืนวันนี้มีหน้าใหม่ เพิ่งเคยรับหน้าที่เฝ้ายามและปรนนิบัติยามวิกาลเป็นหนแรก หนุ่มน้อยมั่นใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองเป็นอย่างมาก เดิมหมายอาศัยโอกาสดังกล่าวทอดสะพานนายท่านน้อยผู้เลอโฉม หากได้รับความโปรดปราน ชีวิตภายภาคหน้าย่อมสุขสบาย ทว่าเมื่อตะวันลับฟ้า ประจักษ์บรรยากาศเหน็บหนาวชวนขนหัวลุกด้วยผิวกายตัวเอง ความกล้าก็ค่อยๆ เหือดแห้งลง

จนกระทั่งนำอาหารว่างไปส่งช่วงคล้อยคล่ำ ทั้งที่ภายในห้องมีเพียงโกะโจ ซาโตรุนั่งชันขาหนึ่งข้างเพียงลำพัง กลับมีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่รูปร่างพิลึกพิสดารแออัดเบียดเสียดเต็มผนังลายตารางหมากรุก ความกล้าส่วนที่เหลืออยู่พลันมลายหายไปหมด ถึงขั้นรีบทำหน้าที่และเร่งรีบหลบออกไปราวกับกำลังหนีหัวซุกหัวซุน

โกะโจหยิบผลไม้เชื่อมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ไม่ได้สังเกตหรือมองเห็นความผิดปกติของข้ารับใช้แต่อย่างใด...กล่าวให้ตรงประเด็นกว่านั้นคือไม่แยแส เสี้ยวหน้าด้านข้างที่มองเห็นวูบวาบผ่านแสงสีเหลืองอมส้มจากเทียนไขให้ความรู้สึกเย็นชาเป็นพิเศษ

โกะโจ ซาโตรุเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เมื่อไม่กี่ปีก่อน พยศอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ทว่าหลังการแข็งข้อประสบความสำเร็จ โกะโจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น แน่นอนว่าสามารถแต่งกายอย่างชายหนุ่มทั่วไปและตัดผมสั้นได้ตามใจชอบ รูปลักษณ์ต่างจากเมื่อครั้งสุดท้ายที่ยูจิได้เห็นผิดหูผิดตาทีเดียว

“ในหมู่พวกข้า ‘อารามสงฆ์ซ่อนมาร’ เป็นเพียงเรื่องเล่าของอัศวินนามกระเดื่องที่เข่นฆ่ามนุษย์มากมายจนกลายเป็นมาร จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นมารตนนั้นด้วยตาตัวเอง หากเจ้าคิดเจริญรอยตามยังไม่แน่ว่าจะให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน และที่สำคัญคือไม่แน่ว่าที่เจ้าเห็นจะเป็นมารที่พวกข้าหมายถึง”

โจโกะซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปากพูดด้วยเสียงแตกพร่า ศีรษะของเขาดูเหมือนภูเขาไฟ รูปร่างสันทัด แม้พูดคุยภาษามนุษย์ รูปกายภายนอกบอกชัดว่าไม่ใช่มนุษย์ ช่วงสองปีมานี้หลังสิ้นท่าให้โกะโจ เขาบอกเล่าข้อมูลมากมายที่หาจากฝั่งมนุษย์ได้ให้อีกฝ่ายฟัง

เพื่อให้ได้พบยูจิ ไม่ว่าต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด โกะโจล้วนยินยอม

              ด้วยเหตุนี้จึงถลำลึกขึ้นเรื่อยๆ ในยุคสมัยอันสงบสุขปราศจากสงคราม เขากลับจมอยู่ในแอ่งเลือดไปแล้วครึ่งตัว กลายเป็นสัตว์ร้ายในสายตาคนรอบข้างอย่างไร้ข้อกังขา ยิ่งอยู่ในจุดที่ไม่อาจย้อนคืนมากขึ้นเท่าใด ความยึดติดยิ่งเปี่ยมล้นบิดเบี้ยวเท่านั้น

              จากอยากพบอีกสักครั้งก็ยังดี กลายเป็นหากเจอตัวเมื่อไหร่จะไม่ยอมให้หายไปจากสายตาอีก

              เมื่อลงทุนลงแรงมากยิ่งคาดหวังผลลัพธ์มาก

              ใครจะรู้ว่าระหว่างที่โอ้เอ้ยูจิจะถูกใครแย่งไปหรือเปล่า ตลอดมาโกะโจเห็นยูจิตัวคนเดียวในอาราม ทว่าไม่อาจแน่ชัดว่ารู้จักยูจิอย่างลึกซึ้ง ไม่แน่อีกฝ่ายอาจมีเพื่อนฝูงอื่นซึ่งติดต่อกันบ้างผ่านช่วงอายุขัยอันยาวนาน ไหนจะอาจไปผูกสัมพันธ์ใหม่แบบเดียวกับที่ทำกับโกะโจอีก

              “ถึงฉันจะไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้แต่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนมนุษย์เป็นมารทั้งที่ยังเป็นๆ มันแปลกเหรอ? คนตายกลายเป็นวิญญาณร้ายได้ แต่นี่มันมนุษย์กลายเป็นมาร มนุษย์เป็นๆ เนี่ยนะ?” น้ำเสียงสดใสมีชีวิตชีวาของมาฮิโตะไม่เคยทำให้เกิดเรื่องสร้างสรรค์อันใด รูปลักษณ์อีกฝ่ายใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในห้อง ทว่าแต่ละความคิดที่พ่นออกมาจากปากสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์ไม่จบไม่สิ้น

              โกะโจเหลือบตาขึ้นมองปราดหนึ่ง เขาไม่ถูกชะตากับมาฮิโตะนัก และไม่เห็นประโยชน์จากการคบค้ามาฮิโตะด้วย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นสหายของโจโกะที่มีประโยชน์ต่อตน อีกทั้งตัวมาฮิโตะยังมีอิทธิฤทธิ์ไม่น้อย โกะโจชั่งน้ำหนักได้เสียแล้วเลือกคงความสัมพันธ์

              ที่แล้วมาเป็นเช่นนี้

              แต่...

              “จะบอกให้ฉันตายก่อนหรือไง?”

การสังเวยชีวิตไม่ว่าผู้อื่นหรือตนเองไม่น่าเป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการเข้าสู่หนทางมาร มิเช่นนั้นวีรบุรุษในสงครามมากมายคงเหลือมนุษย์เพียงหยิบมือ โกะโจได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติแต่กำเนิด เขาห่วงว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัตินั้น โกะโจเดินตามรอยเท้ายูจิเพราะคิดว่าอาจได้เจออีกฝ่ายบนเส้นทางสายเดียวกัน หรือไม่...เห็นเขาทำตัวเหลวไหลอย่างนี้ ยูจิอาจโผล่มาดุก็ได้

การมีชีวิตอยู่ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุด เมื่อตายไปย่อมไม่มีอะไรให้พูดถึงทั้งสิ้น โกะโจไม่สามารถนำชีวิตซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวมาใช้ในการทดลองความเสี่ยงสูง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาฮิโตะพล่ามเรื่องน่าโมโหไร้หัวคิด เห็นแก่ที่ตนสามารถกำจัดอีกฝ่ายเมื่อใดก็ได้ โกะโจผู้ให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ในอนาคตจึงปล่อยผ่านมาตลอด เพียงแต่ถึงขั้นหมายตาชีวิตกันแบบนี้ เขาอาจต้องทบทวนใหม่แล้วกระมัง?

ไหวพริบของมาฮิโตะนับว่าไม่เลว จับสัญญาณตักเตือนในน้ำเสียงได้จึงหยุดหยั่งเชิง เขายกแขนสองข้างซึ่งเต็มไปด้วยรอยเย็บปุปะขึ้นสื่อว่ายอมแพ้ “เอาน่าๆ ความหมายของฉันคือ เราไม่ควรทดลองมนุษย์เพิ่มเติมสักหน่อยเหรอ?”

ในเมื่อโกะโจลองตายไม่ได้ งั้นควรหาคนอื่นมาตายแทนถูกไหม?

 

 

ขณะที่ความเจริญกลืนกินพื้นที่ลุกลามเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ หมู่บ้านกลางป่าเขาแห่งหนึ่งยังคงแยกตัวเป็นเอกเทศราวกับเขตปกครองตัวเอง ทั้งที่หวาดกลัวโกะโจ ซาโตรุ กลับมีคนไม่น้อยที่กอดความเชื่อแรงกล้าว่าต้องปฏิบัติตามการชี้นำของโกะโจ

ผู้ครอบครองเนตรสองภพเป็นผู้สร้างปาฏิหาริย์ การติดตามรับใช้จะสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและครอบครัว อาจถึงขั้นสร้างคุณค่าให้แก่โลกเลยก็ได้...!

ดูเหมือนจะฝังหัวกันเช่นนี้

ไม่เพียงไม่เข้าใจ โกะโจมองว่าชาวบ้านพวกนี้โง่เขลาด้วยซ้ำ

เอาเถอะ ถ้าฉลาดคงไม่ยกเด็กขึ้นมากราบไหว้โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นนอกเหนือไปจากมีดวงตาประหลาดๆ หรอก

“ถ้าเนรมิตทุกสิ่งได้ในอารามส่งฆ์ซ่อนมาร ทำไมอิตาโดริถึงไม่มีแขนล่ะ?”

วันหนึ่งขณะโกะโจ ‘ประกอบพิธีกรรม’ มาฮิโตะซึ่งนั่งแกว่งขาอยู่บนแง่นหินในถ้ำแกว่งปากไปด้วยพร้อมๆ กัน ชายหนุ่มผมขาวใช้จอกสุราเก็บเลือดที่ไหลจากแท่นหินอย่างมีสมาธิ วางตัวเสมือนคนหูหนวก ไม่ได้ยินเสียงโหยหวนราวกับเดรัจฉานบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น

“บางทีสภาพร่างกายก่อนกลายเป็นมารอาจจะรักษาหรือแก้ไขไม่ได้”

หรือถ้าสามารถแก้ไขได้ การที่ยูจิคงสภาพร่างกายนั้นไว้ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจก็คงมีนัยแอบแฝงบางอย่าง

อยากถามจัง

โกะโจบันทึกเรื่องที่อยากทำเมื่อได้พบยูจิเพิ่มเข้าไปอีกเรื่อง ในหัวเต็มไปด้วยเงาร่างในชุดขาวและความทรงจำในอดีต ตอนกำลังเหม่อลอยนั้นเอง เสียงเสียดหูราวกับบางสิ่งถูกขูดขีดดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล เมื่อเหลียวหาต้นเสียง มองเห็นกลางอากาศบังเกิดรอยแยกสีดำเส้นหนึ่ง รอยแยกนี้ค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นเป็นรูปทรงดวงตาแนวตั้ง ไอสีดำอัปมงคลม้วนพลิ้วออกมาตามเส้นโค้งรอบนอก ราวกับดวงตาขนาดยักษ์กำลังลืมขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

สิ่งที่แหวกผ่านรอยแยกออกมาเป็นลำดับแรกคือมือสองข้าง

ข้างหนึ่งกำตาชั่งทองอร่ามที่เอียงกะเท่เร่

อีกข้างถือดาบขนาดเล็กหน้าตาเหมือนไม้กางเขน

 ‘คำร้อง’ กับ ‘เครื่องสังเวย...ได้รับแล้ว”

สิ่งที่ออกมาจากรอยแยกเป็นตัวประหลาดสีดำขนาดมโหฬาร ใบหน้าคือหน้ากากสีขาว ปิดตาสองข้างดุจหลบหนีจากโลกอันโสมม มันเหยียดรยางค์ออกด้านข้างด้วยท่าทางเดียวกับมนุษย์ยามกางแขนระดับไหล่ ปลายทั้งสองแขวนถาดเอาไว้ มองไปแล้วทั้งตัวคล้ายตาชั่งหน้าตาพิลึกขนาดใหญ่อยู่บ้าง

ด้านหน้าของตัวประหลาดสีดำมีไอสีดำแน่นหนากำลังห่อหุ้มบางสิ่ง ดูเหมือนร่างจริงจะถูกซุกซ่อนด้านใน สิ่งนี้เองที่ถือตาชั่งขนาดย่อมและดาบ รวมทั้งเป็นเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่ ไอบางส่วนมลายหายไปเผยให้เห็นดวงตาโปนพองกับจมูกโด่งเป็นสัน

วินาทีที่โกะโจประสานสายตา สถานที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันที ถ้ำหินคลุ้งกลิ่นคาวเลือดกลายเป็นภายในสิ่งก่อสร้างหลังคาสูง ไม่เพียงโกะโจ กระทั่งมาฮิโตะหรือก้อนเนื้อใกล้สิ้นลมทั้งหลาย ขอเพียงยังมีสติรู้คิด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือไม่ล้วนปรากฏตัวในที่แห่งนี้ ขอบเขตการดึงเข้ามาในอาณาเขตพิเศษน่าจะมีเงื่อนไขว่าอยู่ในระยะมองเห็นของผู้มาเยือนใหม่ ทว่าโกะโจไม่ได้เป็นตัวการจึงได้แต่คาดเดา

ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะภูตผีทวยเทพโกะโจล้วนไม่เกรงกลัว ทว่า ‘สิ่ง’ ที่อยู่ตรงหน้าให้บรรยากาศแตกต่างออกไป เขาค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมกันนั้นก็ระแวดระวังตัว

พึงตระหนักไว้อย่างหนึ่งว่านอกจากอิตาโดริ ยูจิ ไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาในชีวิตโกะโจด้วยความปรารถนาดีทั้งนั้น พันธมิตรทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือขอบเขตจินตนาการมนุษย์ในปัจจุบันต่างก็เคยประสงค์ร้ายต่อโกะโจ หลังถูกกำราบค่อยจับมืออยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ปัญหาคือเจ้านี่ดูรับมือยาก...

ศูนย์รวมความสนใจผู้ถูกประเมินเป็นตัวปัญหาไม่สะดุ้งสะเทือนต่อความตึงเครียดคนอื่น ดวงตาใต้วงคิ้วเข้มกวาดมองซ้ายขวารอบหนึ่ง จากนั้นหยุดลงที่ใบหน้าของโกะโจ ซาโตรุ ด้วยถูกอำพรางเกือบทั้งตัวซ้ำยังมีระยะห่างทำให้สังเกตการแสดงอารมณ์ยาก ทว่าโกะโจมีประสาทสัมผัสดีเลิศจึงรู้สึกถึงประกายแปลกๆ ที่ปรากฏในแววตาแห้งผากแวบหนึ่ง

“ดูเหมือนคราวนี้จะเป็นเจ้าอีกสินะ

คำว่า ‘อีก’ กระแทกโกะโจจนมึนงง นับจากจำความได้ เขาแน่ใจว่าไม่เคยพบเคยเห็นกลุ่มก้อนสีดำหน้าตาเช่นนี้ ท่ามกลางคลื่นอารมณ์ปรวนแปร โกะโจปรับลมหายใจตั้งสติ...ข้อมูลในมือมีน้อยเกินไป ต้องอดทนรออย่างใจเย็น

เจ้าของดวงตาหลังควันก็ไม่ได้สนทนาเรื่อยเปื่อยต่อ มือข้างที่ถือตาชั่งยื่นออกมาด้านหน้าอย่างเชื่องช้า ทั้งที่ไม่ได้วางอะไรเอาไว้ทั้งสองด้าน ฝั่งหนึ่งกลับถูกถ่วงต่ำ ไม่มีทีท่าว่าคานของตาชั่งจะวางตัวขนานพื้นดินแม้แต่น้อย

เสียงหนักแน่นก้องกังวานในพื้นที่ปิด

“บอกความปรารถนามาสิ”

วินาทีนั้นเอง โกะโจ ซาโตรุผู้ตั้งใจสำรวมอากัปกริยาและสงวนวาจาพลันหลุดการควบคุม

ความอึดอัดหนักอึ้งที่มองไม่เห็นลอกล่อนออกจากหัวใจ

มุมปากกระดกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

            ดูเหมือนเขาจะมาถูกทางนะ?




Talk

ไม่ได้จับโกะยูมาสักพัก พอมีไอเดียก็โดนคู่อื่นปาดตลอดเลยไม่ได้เริ่มสักที

เรื่องนี้จะจบไหมนะ พาร์ท II ยังไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียว...