Fanfic Jujutsu Kaisen
สัญญาแลกเปลี่ยน
Part I
Pairing : Gojo Satoru x Itadori Yuji
CW :
Coercion, Violence, Obsession, Death
ตอนอายุประมาณ 9 ขวบ ทิวทัศน์ที่ดวงตาของโกะโจมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป โลกที่เคยสว่างสดใสถูกปกคลุมด้วยม่านควันหนึ่งชั้น
บางเบาหรือหนาหนักผันแปรตามสภาพแวดล้อม
ยังมีกลุ่มก้อนสิ่งมีชีวิตหน้าตาพิกลราวกับสัตว์ประหลาดในเรื่องเล่าโฉบผ่านไปมายั้วเยี้ย
โกะโจตกใจกลัว คิดว่าตัวเองป่วย
เด็กน้อยบอกกล่าวแก่ครอบครัวด้วยความร้อนอกร้อนใจต้องการที่พึ่ง
ทว่าหลังตระหนักว่าดวงตาของเขาคือเนตรสองภพ
เรื่องราวก็ดำเนินไปในทิศทางที่โกะโจคาดไม่ถึง
เด็กคนเดียวสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งหมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าเขา
นับจากนั้นโกะโจถูกจับแต่งกายด้วยชุดของเด็กหญิง ถูกบังคับให้ไว้ผมยาว
ไม่ว่าจะต่อต้านเท่าไร แม่กลับบอกเพียงว่าต้องตบตาภูตผีและทวยเทพ
ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกลักพาตัวไปหรือสิ้นอายุขัยตั้งแต่วัยเยาว์
เด็กชายฟังไม่เข้าใจ ทั้งไม่มีพลังอำนาจใดไปต่อกรกับผู้ใหญ่ ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน
หลังจากวันนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของโกะโจเปลี่ยนแปลงดั่งพลิกฝ่ามือ
คนแปลกหน้าเชิญเขาย้ายไปอาศัยในเรือนหลังใหญ่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันลงขันสร้างขึ้น
มีคนรับใช้อายุรุ่นราวคราวพ่อเฝ้าติดตามปรนนิบัติพัดวีข้างกายไม่ต่ำกว่าสามคนตลอดเวลา
อาหารการกินหรูหราอย่างไม่เคยเป็น นอกจากนี้แม้ไม่ต้องรสนิยม
ทว่าเสื้อผ้าสตรีอ่อนนุ่มพอดีตัวฝีเย็บละเอียดลออก็สวมใส่สบายและอบอุ่นดี
เหล่านี้เป็นข้อดี
ส่วนข้อเสีย...ชาวบ้านแห่เข้ามากราบไหว้
งมงายพิสดารประหนึ่งลัทธิแปลกประหลาด
โกะโจอยากอาเจียน
สรุปคือ...สบายกายไม่สบายใจ
เขาคิดว่าทุกอย่างเป็นเพราะตัวเองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ด้วยเหตุนี้จึงงัดกลยุทธเสแสร้งแกล้งทำเข้าสู้ ทำทีเป็นว่าเนตรสองภพหายไปแล้ว
อะไรไม่ควรเห็นก็ไม่เห็น
ทว่าระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่ซัดกลับมา
เด็กเล็กไปจนถึงผู้ชรายังคงกราบกรานสักการะเขา
นับวันคนที่เข้ามาขอพบหน้าหรือวิงวอนขอสัมผัสแม้ปลายเท้ายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โกะโจบอกอย่างเจียมตัวว่าตนไม่มีพลังประหลาดอีกแล้ว...ไม่มีใครฟัง
โกะโจตะคอกอย่างกราดเกรี้ยวว่าตนไม่มีพลังประหลาดอีกแล้ว...ไม่มีใครสนใจ
...จนเขาเบื่อที่จะเสแสร้ง
ยิ่งไหลตามน้ำ ครอบครัวยิ่งห่างเหินออกไป
กระทั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิดยังมองลูกในไส้ด้วยสายตาเลื่อมใสนอบน้อม
ปฏิสัมพันธ์อย่างคนในครอบครัวค่อยๆ เจือจาง สุดท้ายก็แทบไม่ต่างจากคนนอกคนอื่น
ต่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ช่องว่างในอกกลับขยายกว้างขึ้นทุกวัน
ภาระทางใจหนักหนาจนเด็กคนหนึ่งแบกรับไม่ไหวในที่สุด
โกะโจอาละวาด
โกะโจอ้อนวอน
เขาไม่ต้องการชีวิตแบบนี้...!
แต่ไม่มีใครฟังเสียงของเขา
ไม่มีแม้แต่คนเดียว
ความรู้สึกมากมายถูกเก็บสะสมเอาไว้และแสดงผลลัพธ์ออกมา
โกะโจหนีออกจากกรงทองคำในคืนหนึ่งขณะอายุ 12 ย่าง 13 ปี
ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์แม้เพียงเศษเสี้ยว
โกะโจในวัย 12 ปีระหกระเหินไม่รู้ทิศทางหนีไปตายเอาดาบหน้า
เป้าหมายคือย่านชุมชนที่ใกล้ที่สุด...อยากใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป
ต่อให้ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ก็ยินดี
แม้เขาอยู่สบายมาสามปี ไม่เคยต้องเดินเท้าไกลหรือถือของหนักกว่าช้อน
กระนั้นก็กัดฟันสู้ยิบตาด้วยรังเกียจสภาพทุเรศทุรังของหมู่บ้านอันเน่าเฟะ
แต่วนเวียนไปมาครึ่งค่อนคืนกลับไม่ได้อะไร
และป่าเขายามวิกาลก็ไม่ได้เป็นมิตรต่อมนุษย์ผู้ไร้ประสบการณ์ขนาดนั้น
ทั้งที่ไม่เหลือเรี่ยวแรง โกะโจฝืนยกขาพาตัวเองก้าวต่อไป บอกว่ายังไหวน่า
ทนอีกนิดเถอะ...ยื้อยุดขีดจำกัดของตัวเองไปสี่ครั้งแล้ว
เขาหมดแรงแล้วจริงๆ
โกะโจไม่เคยนึกถึงการตายมาก่อน อย่างน้อยคือไม่คิดจบชีวิตตัวเอง
ทว่าเวลานี้อดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าตนอาจถึงคราวต้องทิ้งชีวิตเป็นอาหารสิงสาราสัตว์เอาคราวนี้
เม็ดฝนซึ่งเริ่มโรยตัวลงมาพักใหญ่กระหน่ำหนาเม็ดขึ้นราวจะซ้ำเติม
โกะโจเปียกม่อล่อกม่อแล่กไปทั้งตัว เสื้อผ้าชุ่มฝนหนักอึ้งถ่วงร่างกายอันอ่อนล้า
อุณหภูมิร่างกายคล้ายจะลดต่ำลงอีก เขารู้สึกว่าดินใต้เท้าค่อยๆ
จมลงด้วยฤทธิ์ฝนจึงเค้นแรงเฮือกสุดท้ายหาพื้นที่ที่แข็งแรงปลอดภัย
ร่มไม้แทบจะช่วยกันฝนสาดไม่ได้ แต่ยังดีกว่าไม่มีอะไรคุ้มหัวเลย
โกะโจเอนหลังพิงต้นไม้ครู่หนึ่ง
นึกในใจว่าถ้าหลับไปทั้งแบบนี้แล้วมีสัตว์กินเนื้อพุ่งเข้ามาขย้ำก็ช่างมันแล้ว...ทว่าหลับตานั่งนิ่งได้ไม่นาน
ความกลัวตายทำให้ยกเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง
ทุลักทุเลปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งไม้ที่พอจะปีนถึงก่อนค่อยผล็อยหลับ
ตอนลืมตาอีกครั้งฝนยังตกอยู่ โกะโจหลับไม่สนิทด้วยข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อม ซ้ำยังหลับไม่ได้นานเพราะมีสิ่งลี้ลับรบกวนอยู่เนืองๆ
อย่างไรก็ตาม สองตาของเขาตอนนี้ไม่ได้มองเห็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าอีกต่อไป
สิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งปรากฏโฉมอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ
วัดเหรอ?
เพราะประสบการณ์ชีวิตน้อยและไม่ได้รับการศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว
ต่อให้โกะโจสงบใจได้อย่างรวดเร็วเพราะเห็นสิ่งแปลกๆ จนชิน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้จักชื่อเรียกของทุกสิ่งทุกอย่าง
เด็กชายกอดสารรูปเปียกซ่กตัวสั่นจนฟันกระทบกันดังกึกๆ
เห็นอาณาเขตในสิ่งก่อสร้างแห้งสนิทดั่งมิติแยกก็ลังเลอย่างหนัก
มันดูเหมือนกับดัก
และไม่แน่ว่าจะเข้าไปได้ตามใจชอบ
แต่ทรมานทรกรรมในสภาพหิวโหยเหน็บหนาวอยู่ตรงนี้ใช่จะการันตีชีวิตรอดเช่นกัน
ใคร่ครวญด้วยศีรษะหนักอึ้งได้เพียงไม่นาน โกะโจต้านทานความเย้ายวนไม่ไหว
ค่อยๆ ปีนป่ายลงสู่พื้นโคลน...ลองไปดูก่อนไม่เสียหายสักหน่อย
สัดส่วนความกลัวกับความกล้าอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง เคราะห์ดีที่โกะโจสามารถเข้าไปในอาณาเขตของสิ่งปลูกสร้างคล้ายวัดอย่างง่ายดาย
ขณะที่ด้านนอกฝนลงเม็ดหนาหนักจนปวดตัว พื้นที่ตรงนี้กลับแห้งสะอาด
แฝงกลิ่นแดดและดอกไม้เจือจาง อุณหภูมิก็อุ่นกำลังดี
ร่างกายไม่เกิดอาการผิดปกติอันใด
โกะโจไม่กล้าเดินเข้าไปลึก เขาถอดเสื้อผ้าเปียกๆ ชั้นนอก
ขดตัวริมกำแพงแล้วหลับไปอีกครั้ง
หนนี้จึงจะนับได้ว่าเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง
ผลจากการตรากตรำใช้ร่างกาย โกะโจหลับยาวกระทั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง
เขาพบว่าตนไม่ได้นอนริมกำแพงอีกแล้ว เหนือหัวมีหลังคากันลมฝน
ใต้ร่างคือพื้นหินอ่อนปูฟูกนอนผืนบาง
ส่วนเสื้อตัวนอกที่ถอดทิ้งไว้ถูกพับวางอยู่ข้างตัว อาจยังชื้นอยู่ แต่สวมใส่ได้
ไม่มีน้ำหยดแหมะๆ ลงมาอย่างก่อนหน้านี้
โกะโจฉกฉวยเสื้อหน้าตาตื่น ถดตัวหนีชิดผนังอย่างระแวดระวัง
หูสองข้างไม่ได้ยินเสียงน่าสงสัย ทว่าเขาไม่ใช่คนนอนละเมอ
ไม่มีทางมานอนอยู่ตรงนี้ได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้ไม่เห็นใครไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย
อันที่จริงโกะโจตื่นตัวเป็นพิเศษเพราะสภาพแวดล้อมสงบเงียบเกินเหตุด้วยซ้ำ
นับจากดวงตาเกิดความเปลี่ยนแปลง โกะโจมองเห็นสิ่งลี้ลับมาโดยตลอด
บรรยากาศล้วนปกคลุมด้วยกลิ่นอายของสิ่งเหล่านั้นจนทัศนวิสัยหม่นมัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นบรรยากาศ ‘สะอาด’ ขนาดนี้
เด็กชายมองซ้ายขวา ย่องเบาพาตัวเองหนีออกไปด้านนอก
สิ่งปลูกสร้างนี้ไม่ได้ใหญ่โตมีผังซับซ้อน ไม่ถึงนาทีก็หลุดออกมาเหยียบสวนเขียวขจี
เวลาในปัจจุบันคาดว่าเป็นช่วงย่ำรุ่ง
มองเห็นริ้วสีส้มแทรกผืนฟ้าสีครามเรือนราง ทว่าดินแดนอีกฟากของรั้วคือป่าเขากับพายุฝนมืดฟ้ามัวดิน
ฝีเท้าหุนหันของโกะโจพลันชะลอลง หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ทางออก
ด้วยไม่มีประตูเปิดปิดจึงมองเห็นความแตกต่างของทั้งสองฝั่งได้ชัดเจน
ราวกับโลกสองใบถูกขีดแบ่งออกจากกัน หากเปรียบเปรยโดยอาศัยคลังคำศัพท์เล็กๆ
ของตน...ในเขตอารามแห่งนี้คือสวรรค์
โกะโจซึ่งละล้าละลังอยู่ตรงทางเข้าออกกัดริมฝีปาก
ในพื้นที่ปิดแห่งนี้
ระหว่างที่สลบไป เขาถูกเคลื่อนย้ายตำแหน่งโดยไม่รู้สึกตัว
เห็นได้ชัดว่าอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด
แต่อีกฝั่งหนึ่งก็...
ตอนนั้นเอง หูได้ยินเสียงก้องกังวานจากท้องฟ้า
‘อย่างน้อยก็พักทานอะไรสักหน่อยรอจนฝนหยุดเถอะ’
นั่นเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งยังหาต้นเสียงไม่ได้
โกะโจหมุนตัวมองรอบๆ พยายามเสาะหาเบาะแสอย่างดื้อรั้น ทว่าเขาเห็นเพียงจานวางข้าวปั้นตรงระเบียงข้างบ่อน้ำตกขนาดเล็ก
ปราศจากวี่แววบุคคลอื่นใด
ต่อให้ท้องร้องโครกคราก โกะโจไม่ผลีผลามเป็นสุนัขตะกละเข้าตะครุบอาหาร
การถูกเคลื่อนย้ายขณะไม่ได้สติเป็นตัวจุดชนวนสร้างความหวาดระแวง
ยิ่งคู่กรณีหดหัวไม่กล้าเผชิญหน้ายิ่งไม่ควรเห็นแก่กินกระโจนเข้าใส่
เดิมทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกทำอะไรบ้าง
หากยังโง่เชื่อฟังทุกอย่างมิยิ่งเหมือนกำลังประเคนอ้อยเข้าปากช้างหรอกเหรอ?
เสียชาติเกิดเป็นโกะโจ ซาโตรุพอดี
เสียงบนฟ้าดังขึ้นอีกหนเมื่อตระหนักได้ถึงการต่อต้าน หางเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
เป็นน้ำเสียงของผู้ใหญ่ยามพูดเกลี้ยกล่อมเด็กๆ ‘ไม่อันตรายต่อมนุษย์ ถ้าไม่กิน
ออกไปจากที่นี่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี’
โกะโจขมวดคิ้วโต้ “ออกมาคุยกันต่อหน้าสิ
จะให้ฉันฟังเสียงจากไหนก็ไม่รู้ได้ยังไง”
สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ไม่ได้มีหน้าตาน่าดูชม ทว่าความกลัวเกิดจากการไม่รู้
ดังนั้นโกะโจจึงอยากสนทนาต่อหน้ามากกว่าพูดกับคู่สนทนาที่ไม่รู้มุดหัวอยู่ตรงไหน
เขามั่นใจในตัวเองพอประมาณว่าจะไม่เสียอาการแม้ต้องพบสัตว์ประหลาดสามหัวสี่หาง
จะว่าเป็นความอวดดีของเด็กไม่รู้ความก็ได้ แต่โกะโจไม่ทันเฉลียวถึงอันตรายนานาประเภทอันเกิดจากการเผชิญหน้าจริงๆ
ความเงียบดำเนินไปหลายนาที นานจนโกะโจนึกกลัว
คิดว่าเจ้าของเสียงปริศนาเลิกสนใจตนเองแล้ว
จนกระทั่งหน้าบันไดทางขึ้นอารามเผยให้เห็นเงาร่างซึ่งมีขนาดเท่ามนุษย์วัยผู้ใหญ่...ร่างนั้นห่มกายด้วยชุดสีขาว
เก็บแขนขามิดชิด มีผ้าทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเดียวกันปิดใบหน้าลวกๆ
ยามลมพัดไหวจะมองเห็นปลายคางรำไร เนื้อหนังส่วนที่โผล่พ้นร่มผ้ามีเพียงช่วงลำคอและใบหู
“ประมาณนี้น่าจะได้ใช่ไหม?”
เทียบกับก่อนหน้าที่ได้ยินเป็นเสียงสะท้อน
หนนี้ได้ยินชัดเจนมากว่าเป็นเสียงของผู้ใหญ่เพศชาย
โกะโจไม่คุ้นเคยกับสิ่งลี้ลับที่มีรูปลักษณ์ภายนอกใกล้เคียงมนุษย์
ถึงขั้นไม่เคยเห็นสิ่งลี้ลับที่คล้ายมนุษย์ขนาดนี้ เขาทำตัวไม่ถูกนิดหน่อย ทว่าชายชุดขาวไม่ได้กล่าวอะไรมากความ
รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม จากนั้นย้ำให้โกะโจทานข้าวปั้นเสีย
“ไม่มีพิษหรอก”
อาจด้วยท้องหิว หรือไม่ก็บังเกิดความเชื่อใจจากหน้าตาอย่างมนุษย์
โกะโจเดินไปหยิบข้าวปั้นมายัดเข้าปาก เริ่มจากคำเล็กๆ
ต่อเมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติค่อยอ้าปากกัดคำใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“นายมีชื่อมั้ย? ชื่ออะไร” เด็กชายถาม เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ เต็มปาก
แรงจูงใจในการถามเรียบง่ายอย่างยิ่ง...นั่นคือไม่อยากเรียกนายๆๆ
หากมีชื่อเรียกจะได้คุยกันง่ายหน่อย
ชายชุดขาวนั่งห่างออกไปราวห้าช่วงแขน ต่อให้มองจากด้านข้าง ผืนผ้าบางๆ
ก็ยังซ่อนสีหน้าแววตามิดชิด อึดใจใหญ่กว่าเจ้าตัวจะตอบว่า “อิตาโดริ ยูจิ”
ชื่อเรียกฟังเหมือนมนุษย์มากเช่นกัน
โกะโจซ่อนความประหลาดใจไว้ขณะเลียปลายนิ้วแล้วหยิบข้าวปั้นก้อนใหม่ บางส่วนในใจบังเกิดการยอมรับเป็นพวกเดียวกันจึงลดท่าทีระวังภัยลงจากก่อนหน้านี้เป็นคนละคน
“ฉันชื่อโกะโจ ซาโตรุ นายเรียกฉันว่าซาโตรุก็ได้ ฉันจะเรียกนายว่ายูจิ”
“ได้” ยูจิไม่ได้สนใจคำเรียกขาน ยอมรับข้อเสนออย่างง่ายดาย “ซาโตรุคุง”
“...”
ชื่อที่ไม่ได้ถูกเรียกมานานกระทบใจเล็กน้อย จังหวะการกินถึงขั้นสะดุดเล็กๆ
เบ้าตาโกะโจร้อนผ่าว เพิ่งรู้ซึ้งเอาป่านนี้ว่าการถูกเรียก ‘ท่านโกะโจ’ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสร้างแรงกดดันมากมายเพียงใด
กระทั่งพ่อแม่ยังไม่เรียกตนห้วนๆ ว่า ‘ซาโตรุ’ แล้ว เด็กชายสูดจมูก เผลอหลุดความในใจออกไป “นายเรียกแค่ซาโตรุดีกว่า”
อากาศอบอุ่นหนาวขึ้นมาหนึ่งระลอกจากลมที่พัดมากะทันหัน
ยูจิเอ่ยเนิบๆ “มนุษย์อย่างพวกนายน่าจะไม่อยากสนิทสนมกับพวกฉันหรอก”
“...”
ร่องรอยความเศร้าแฝงอยู่ในน้ำเสียง
โกะโจไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวปั้นต่อเงียบๆ
หลังออกมาจากสถานที่ที่ยูจิเรียกว่า ‘อาราม’ โกะโจซึ่งตั้งใจหนีต่อถูกคนของหมู่บ้านพบตัวและถูกพากลับ
ผลจากการพยายามหลบหนีทำให้การใช้ชีวิตหลังจากนั้นไม่ต่างจากถูกคุมขัง
ต่อให้กินอยู่สุขสบายไม่บกพร่อง ทว่าขาดอิสรภาพโดยสิ้นเชิง
โกะโจถึงขั้นคิดว่าสิ่งลี้ลับยังดีเสียยิ่งกว่ามนุษย์
ด้วยเหตุนี้เขาที่เบื่อหน่ายชิงชังมนุษย์จึงสื่อสารกับบรรดาสิ่งลี้ลับมากขึ้น
มากขึ้น...
จนกระทั่งหนีออกมาสำเร็จอีกครั้ง
“นายเสกอาหารของมนุษย์ออกมาได้ไม่ใช่หรือไง
ให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วยสักระยะไม่ได้เหรอ ในอารามนี้ ถ้านายไม่อนุญาต
คนอื่นก็ไม่เห็นและเข้ามาไม่ได้นี่”
ตอนนอนแบ็บหมดสภาพกลางป่า อารามปริศนาปรากฏขึ้นมาอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ
เป็นยูจิที่ยื่นมือเข้าช่วยอีกครั้ง
อีกฝ่ายยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ผ้าปิดหน้า หรือผมสีน้ำตาลชมพูที่ไม่ใช่สีผมธรรมชาติของมนุษย์
พอคิดว่าสัตว์ยังมีทั้งประเภทกินพืชและเนื้อ
ยูจิอาจเป็นสิ่งลี้ลับจำพวกไม่อันตรายต่อมนุษย์...เท่านี้โกะโจก็เลิกระแวงอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง
ยูจิซึ่งกำลังเสกถ้วยชาวางข้างมือแขกชะงักกึก
จากนั้นถอนหายใจยาวจนชายผ้าปิดหน้าปลิวไสว “เป็นมนุษย์ก็ควรอยู่กับมนุษย์”
“เส็งเคร็งทั้งหมู้บ้าน ใครอยากอยู่ด้วยไม่ทราบ”
“...” ความเงียบอึดใจสั้นๆ
คล้ายจะสะท้อนความประหลาดใจระคนกลัดกลุ้มของผู้ฟัง “ไปจำศัพท์พรรค์นี้มาจากไหน
ไม่ใช่ว่านายถูกสักการะบนหอคอยงาช้างเหรอ…?”
ไม่เจอกันประเดี๋ยวเดียว โกะโจแข็งกร้าวกว่าเมื่อครั้งที่ได้พบคราวก่อนมาก
ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นหรือเด็กๆ โตไวเกินไปจนคนแก่ตามไม่ทัน
“รู้มาจากไหนแล้วมันทำไม ที่สำคัญคือฉันมาอยู่ด้วยไม่ได้หรือไง
นายจะกินฉันเหรอ” โกะโจลอยหน้าลอยตา
ยูจิกล่าวเหมือนปลงตกว่า “ฉันไม่กินมนุษย์หรอก…”
โกะโจถูกใจการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาของยูจิมาก ภายหลังการ ‘หนีออกจากบ้านของโกะโจ’
มีจุดประสงค์แน่วแน่ชัดเจนเพื่อไปหาสหายผู้น่าสนใจคนนี้
ครึ่งหนึ่งเพราะอยากหนีโลกของตน อีกครึ่งเพราะอยากเจอยูจิ
ถึงพร่ำบ่นตลอด ทุกครั้งยูจิจะใจอ่อนอยู่ดี
ทนเห็นโกะโจลำบากเดินพล่านตามหาตัวเองไปทั่วไม่ได้ ต้องปรากฏตัวให้เห็นเพื่อช่วยเหลือ
ทว่าตอนต้อนรับแขกเอาแต่ใจตัวน้อยก็คอยตะล่อมด้วยว่านั่งเล่นเสร็จแล้วต้องรีบกลับ
เข้าใจหรือเปล่า?
โกะโจบอกว่าได้ แต่ถ้าฉันเรียกนายต้องมาหานะ ไม่งั้นไม่กลับ
แม้มองไม่เห็นสีหน้า ร่างกายก็เป็นกระจกสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน โกะโจเห็นช่วงบ่าของยูจิตกลู่
เรียก ‘ซาโตรุคุง’ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ
ไม่ว่าโกะโจจะเอาแต่ใจหรือเรียกร้องมากมายเพียงไหน ขอเพียงยอมรับได้
ยูจิเป็นต้องยอมให้เสมอ...ทั้งใจดีและใจอ่อน สุดท้ายถึงขั้นว่าโกะโจไม่ต้องดั้นด้น ‘หนีออกจากบ้าน’ เพียงส่งเสียงเรียกจากในห้องพักของตัวเอง
ประตูเชื่อมอาณาเขตพิเศษก็โผล่ออกมาเปิดอ้าต้อนรับ
ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อยๆ หดสั้นลงไปในลักษณะนี้
โกะโจอาศัยอารามประหลาดเป็นที่พักใจ
นับจากรู้จักกันมาไม่เคยเห็นยูจิกินอะไร นอกจากนี้คือไม่เคยเห็นอยู่กับใคร กระนั้นอาหารการกินทั้งหมดที่ยูจิผู้โดดเดี่ยวและไม่เคยเหยียบย่างออกนอกอาณาเขตนำมาให้กลับถูกลิ้นโกะโจเสียทุกครั้ง
เขาปีกกล้าขาแข็งกับยูจิมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่พบหน้า
ด้านอวดดีเอาแต่ใจที่เคยซุกซ่อนไว้ถูกเปิดเผยออกมาหมด แสดงนิสัยเด็กๆ อย่างเต็มที่
ไม่ว่าบ่นฟ้าดินหรือแหกปากโวยวาย อย่างมากก็ถูกเอ็ดนิดๆ หน่อยๆ
ว่าให้สำรวมกริยาบ้าง
ตำนานมนุษย์ที่ถูกสิ่งลี้ลับล่อลวงมีให้เห็นเกลื่อนกลาด
โกะโจรู้สึกร่วมเมื่อประจักษ์กับตัว
ต่อให้มุมของเขาไม่เห็นว่าการกระทำของยูจิมีตรงไหนเหมือนการล่อลวง
แต่เขาอยากหนีตามอีกฝ่าย
หันหลังให้ในความเป็นจริงเหมือนมนุษย์โง่เขลาในเรื่องเล่าพวกนั้น
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป โกะโจ ซาโตรุเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน
จากเด็กชายต่อต้านสังคมกลายเป็นเด็กหนุ่มเกเรต่อต้านสังคม
เขายังคงถูกบังคับให้แต่งกายอย่างสตรีแม้โครงสร้างร่างกายของเด็กหนุ่มเจริญวัยไม่อำนวย
โกะโจอึดอัดกับชุดตัดเย็บเข้ารูป ผมเผ้ายาวสยายก็เกะกะ
รำคาญไปหมดทุกสิ่งอย่าง
แม้ใบหน้าของโกะโจงดงาม
ทว่าความงดงามไม่ได้เป็นคำจำเพาะสำหรับจำกัดความสตรีเท่านั้น
ร่างกายทุกส่วนของเขาแสดงความเป็นบุรุษเพศออกมาเด่นชัด
ไม่มีทางหลอกตาใครว่าเป็นสตรีโดยกำเนิดได้
การทำเรื่องเปล่าประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงนี้ก็เป็นอีกสาเหตุในการสร้างความขุ่นมัว
โกะโจมักหนีโลกของตนเองมาขลุกอยู่กับยูจิ ต่อให้เขตอารามแคบกว่าโลกภายนอกมาก
ซ้ำยังไม่มีสิ่งบันเทิงเจริญตาเจริญใจ แต่เขาผ่อนคลายได้เต็มที่ที่นี่
เจ้าบ้านอย่างยูจิคอยปลอบโยนจิตใจของเขาเสมอ แม้หลบเลี่ยงการสัมผัสชิดใกล้
ทว่าเมื่อโกะโจเศร้าซึมอย่างหนักเพราะคนรอบกาย ยูจิจะให้เขาอิงแอบแต่โดยดี
พร้อมกันนั้นยังโอบกอดและเอ่ยวาจาให้กำลังใจอย่างเก้ๆ กังๆ
ความอบอุ่นเล็กน้อยพวกนี้มีน้ำหนักมหาศาลในใจโกะโจ
โกะโจรู้จักทุกตารางนิ้วในอาณาเขต คุ้นเคยไม่ต่างจากบ้านของตน
กระทั่งยูจิซึ่งหวงแหนเนื้อหนังหนักหนา
โกะโจก็คาดเดาว่าเป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากร่างกายบกพร่อง
เขาเคยเห็นเท้าทั้งสองของยูจิ
เคยเห็นมือขวา
แต่ไม่เคยเห็นมือซ้าย
การหลงเหลือแขนข้างเดียวอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลทางใดทางหนึ่ง...ทั้งที่มีแค่โกะโจที่มองเห็น
และเขาไม่ได้รังเกียจอะไรแท้ๆ
อย่าว่าแต่รังเกียจเลย เขาชอบยูจิมาก ชอบที่สุด ชอบยิ่งกว่าใครๆ
ด้วยเคยได้ยินคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านพูดคุยกันว่าหากพึงใจใครให้บอกคนคนนั้น
โกะโจเคยแสร้งทำเป็นพูดว่าชอบ...วางท่ากล่าวเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญให้ยูจิฟังทั้งหูแดงๆ
บางทีคงคิดว่ามันเป็นคำพูดเลื่อนเปื้อนของเด็กน้อย
ต่อให้โกะโจเติบใหญ่เป็นชายเต็มตัว ทว่ายังคงอายุน้อยกว่ายูจิมากเหลือเกิน
ด้วยเหตุนี้ยูจิจึงตอบรับเหมือนไม่สลักสำคัญโดยไม่ได้เสแสร้งว่าดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น
สำหรับโกะโจที่ต้องเค้นความกล้าในการพูด เขาผิดหวังมากทีเดียว
ต่อให้เป็นตัวเองที่ทำเหมือนบอกเล่าสภาพดินฟ้าอากาศก่อน
เมื่อเจอการตอบสนองแสนธรรมดากลับคืน
จิตใจอ่อนไหวของคนหนุ่มได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อดไม่ได้ต้องต่อว่าต่อขาน
ประนามว่ายูจิไม่มีหัวใจ
แต่ยูจิกลับหัวเราะ...บอกว่าหัวใจน่ะมี
แต่ความรู้สึกรักใคร่เป็นคนละเรื่องกัน ยังบอกด้วยว่าความรักเป็นยาพิษทางจิตใจ
ทำให้ร่างกายเจ็บปวดไม่ได้ แต่อาการป่วยทางจิตใจร้ายแรงยิ่งกว่าเสียอีก
หากวันใดโกะโจเติบโตจนมีความรักต้องระมัดระวังและดูแลความรู้สึกนี้ให้ดี
ได้ยินแล้วโกะโจหงุดหงิดนัก คนอายุรุ่นราวคราวเขาพากันทยอยแต่งงานมีครอบครัว
ยังไม่เรียกโตจะให้เรียกอะไรได้? มิหนำซ้ำ หากไม่ใช่หลงรักชายไร้หัวใจคนหนึ่ง
ตนจะปฏิเสธเรื่องคู่ครองกับตาแก่ยายแก่หงำเหงือกในหมู่บ้านจนปากเปียกปากแฉะไปเพื่ออะไร?
โกะโจรับรู้ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เมื่อใดที่ตนมีที่พึ่งพิง มีครอบครัวให้กลับไปหา
เมื่อนั้นอิตาโดริ ยูจิจะไม่ปรากฏกายให้เห็นอีก
แม้ไม่เคยเปิดอกพูดเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา โกะโจไม่นึกอยากลองเสี่ยง
และไม่อยากเสียเวลาร่วมกับยูจิไปในหัวข้อสนทนาไม่น่าอภิรมย์ ตอนนี้ยูจิอาจไม่เห็นโกะโจเป็นอื่น
แต่ก็ยังดี...ได้พบตอนที่อยากพบ ต่อให้เรียกหาบ่อยครั้งอย่างเอาแต่ใจ
สุดท้ายแล้วยูจิก็มาหาเขา
โกะโจคาดการณ์ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อไปสักพัก
ไม่คืบหน้ากระโตกกระตาก ทว่าไม่ถอยหลังลงคลอง
แต่ความรู้สึกทับถมพอกพูนตามกาลเวลาประมาทไม่ได้...เหมือนกับความไม่รู้จักพอในอก
ได้รับจากยูจิเท่าไรก็ไม่เพียงพอเสียที หนำซ้ำยังแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว
ต้องการการเติมเต็มตลอดเวลา ยิ่งยูจิคอยตอบสนองความกระหายอย่างอารี
โกะโจยิ่งได้ใจขึ้นเรื่อยๆ
“แค่หน้าเอง เปิดให้ดูหน่อยไม่ได้หรือไง?”
จากที่เคยนั่งห่างจากโกะโจวัย 12 ปีห้าช่วงแขน สำหรับโกะโจวัย 17 ปี
กระทั่งช่วงแขนเดียวยังห่างเกินไป แม้ยูจิคอยระมัดระวัง
แต่คนหนุ่มไม่กลัวตายเอาแต่จะขยับเข้าหาอยู่เรื่อย
ขนาดคำขู่ว่าจะไม่โผล่มาให้เห็นอีกซึ่งใช้ได้ผลดีในช่วงแรกก็เริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว
เด็กหนุ่มแข้งขายาวกระถดเลื้อยเข้ามาทีละนิด
ชายในชุดขาวซึ่งตอนนี้ขนาดตัวเล็กกว่าอีกฝ่ายก็กระถดหนีเงียบๆ เช่นกัน
“ฉันอัปลักษณ์”
“อยู่ต่อหน้าฉันใครก็อัปลักษณ์ทั้งนั้นแหละ”
“ไม่ใช่ ฉันอัปลักษณ์มากจริงๆ”
“งั้นก็ให้ฉันตัดสินเองสิ”
ระดับความใจกล้าเหิมเกริมของโกะโจถูกบ่มเพาะถึงขั้นทำให้ตวัดมือออกไปหมายจะดึงผ้าปิดหน้าให้หลุดออกมา
ความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์กับการตระหนักรู้ด้วยตัวเองว่าได้รับความเอ็นดูทำให้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามจนได้
ชั่วลัดตาสั้นๆ ที่ปลายนิ้วปัดผ้า
รูปโฉมแท้จริงของสิ่งลี้ลับผู้อยู่ข้างกายโกะโจมาตลอดห้าปีถูกเผยให้เห็น
มนุษย์นี่...
ดวงตากลมโตสดใส องคาพยพในกรอบหน้าไม่ต่างจากคนเดินถนนทั่วไป หากต้องเจาะจงสักหน่อยก็พอบรรยายหน้าตาได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยใบหน้าเกลี้ยงเกลา
อย่าว่าแต่อัปลักษณ์เลย สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนุ่มรูปงามคนหนึ่งด้วยซ้ำ
โกะโจกะพริบตา ตั้งใจจะดูให้ชัดๆ
ทว่าอาณาเขตพิเศษหายไปทันที
หายไปทั้งดินแดนเสมือนจริงและเจ้าของดินแดน
โลกอันอบอุ่นสดใสกลายเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์เคล้ากลิ่นดิน
โกะโจนั่งขัดสมาธิทับเศษกรวดหิน มือข้างหนึ่งยังแขวนอยู่บนอากาศ
อิตาโดริ ยูจิทิ้งไว้เพียงเสียงกลั้นหายใจอันขุ่นขึ้ง
ไม่มีให้แม้กระทั่งคำพูดสุดท้าย
เห็นหน้าค่าตากันมา 5 ปี โกะโจไม่เคยมีปากเสียงกับยูจิ
เหตุการณ์คราวนี้นับเป็นการทะเลาะกันครั้งแรก แถมดูเหมือนจะรุนแรงเสียด้วย
ใจหนึ่งโกะโจคิดว่ายูจิใจแคบเหลือเกิน ทำไมต้องถือสากับเรื่องเล็กน้อยด้วย
ใช่ว่าเห็นหน้าแล้วจะถูกสาปนี่นา ขณะเดียวกันก็เชื่อสนิทใจว่ายูจิใจดีปานนั้น
อีกไม่นานคงหายโกรธ เขาจะรอจนกว่ายูจิอารมณ์ดีขึ้น
โกะโจจึงข่มใจไว้ ไม่เรียกหายูจิ
หนึ่งวันผ่านไป...สามวันผ่านไป...เจ็ดวันผ่านไป...
ในวันที่เก้า โกะโจอดทนรอไม่ไหวอีกต่อไป
ตัดสินใจยกธงขาวยอมเป็นฝ่ายเปิดปากเรียกยูจิขึ้นก่อน บอกว่าฉันผิดเอง ขอโทษนะ
ออกมาเจอกันหน่อยเถอะ
แต่ยูจิไม่ยอมออกมา
...คงต้องง้อกว่านี้อีกนิดล่ะมั้ง
ในเมื่อทะเลาะกันก็ต้องมีฝ่ายนึงยอมลงให้มากหน่อย
โกะโจยอมเป็นฝ่ายวางทิฐิลงก่อน คิดในใจว่าถ้าถูกเรียกปุ๊บออกมาหาปั๊บ
ยูจิอาจคิดว่าตัวเองไม่มีศักดิ์ศรี วันถัดมาเขาลองเรียกหายูจิอีกครั้ง
ครั้งหนึ่งไม่ได้ผลก็เพิ่มเป็นสองครั้ง สามครั้ง
จนผ่านไปสามสิบวัน
แม้จะเรียกหาจนแทบวิงวอนขอให้ปรากฏตัวออกมาไม่ต่ำกว่าวันละสิบหน อิตาโดริ
ยูจิก็ไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น
โกะโจเข้าใจกระจ่างแจ้งถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสองชัดเจนแม้ไม่อยากยอมรับ
หากยูจิไม่ยินยอม มนุษย์อย่างโกะโจไม่มีทางไขว่คว้าถึงตัวอีกฝ่ายได้เลย
สายสัมพันธ์ที่ผูกมัดพวกเขาเปราะบางเพียงนี้เอง
เขากลัว
“ฉันไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องนายแล้วก็ได้
กลับมาเถอะ
ขอร้องล่ะ ยู่จิ
อย่าทิ้งฉัน”
ว่ากันว่าศูนย์กลางของหมู่บ้านกลางป่าเขาห่างไกลความเจริญคือนายท่านสคราญโฉมที่มีภูตผีเป็นบริวารรับใช้
เสียงเล่าลือเกี่ยวกับชายผู้นั้นแพร่สะพัดไปในทิศทางไม่ดีนัก
แม้ชื่นชมว่ารูปลักษณ์งดงาม
พร้อมกันนั้นก็สูดลมหายใจหนาวเหน็บบอกว่าอีกฝ่ายใจคออำมหิต
คนบริสุทธิ์มากมายทิ้งชีวิตสนองความกำเริบเสิบสานเอาแต่ใจตัวของเขา ต่อให้มีความสามารถในการบันดาลลมฝนและข่มขวัญผู้คน
แต่ชาวบ้านตาดำๆ หาใช่เสบียงเลี้ยงผี
ไม่ควรมีใครถูกสังหารด้วยมูลเหตุไร้แก่นสารอีกแล้ว
ชาวบ้านเชิดชูเด็กชายคนหนึ่งดั่งสมมติเทพ บัดนี้เทพองค์ดังกล่าวกำลังเงื้อหอกดาบแทงสะบั้นชาวบ้านเหล่านั้นตาไม่กระพริบ
ความเลื่อมใสศรัทธาแปรเปลี่ยนเป็นกริ่งเกรง
โกะโจ ซาโตรุตั้งตนเหนือสรรพสิ่ง สยบด้วยกำลังอย่างไร้ข้อโต้แย้ง
ใช้เวลาสามปีก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามหรือสงสัยในการกระทำต่างๆ ของเขา
ต่อให้เห็นว่ากำลังเดินออกนอกรีตก็ไม่มีกำลังในการหยุดยั้งห้ามปราม
เนตรสองภพไม่ได้มีเพียงความสามารถในการมองเห็น
โกะโจถึงขั้นมีพลังในการกำราบสิ่งลี้ลับทั้งหลาย
และพันธมิตรกลุ่มนี้ของเขานี่เองที่สร้างความวิตกกังวลและหวาดกลัวแก่คนในหมู่บ้าน
บรรดาข้ารับใช้มักเกิดอุปาทานว่าเขตที่พักของโกะโจมีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณอื่น
นอกจากนี้หากเข้ามาในพื้นที่นี้ยังต้องมีสติระมัดระวังเป็นพิเศษ
หาไม่แล้วจะประสบเคราะห์ได้ง่ายๆ อย่างเบาคืออุบัติเหตุเล็กน้อยพอให้เลือดซิบ
อย่างแย่คือสร้างความเสียหายที่ชดใช้ไม่ไหว...ซึ่งในที่นี้อาจหมายถึงการชดใช้ด้วยทรัพย์สิน
หรืออาจหมายถึงชีวิตก็ได้ทั้งนั้น
เวรกลางคืนวันนี้มีหน้าใหม่
เพิ่งเคยรับหน้าที่เฝ้ายามและปรนนิบัติยามวิกาลเป็นหนแรก
หนุ่มน้อยมั่นใจในรูปร่างหน้าตาตัวเองเป็นอย่างมาก
เดิมหมายอาศัยโอกาสดังกล่าวทอดสะพานนายท่านน้อยผู้เลอโฉม หากได้รับความโปรดปราน
ชีวิตภายภาคหน้าย่อมสุขสบาย ทว่าเมื่อตะวันลับฟ้า
ประจักษ์บรรยากาศเหน็บหนาวชวนขนหัวลุกด้วยผิวกายตัวเอง ความกล้าก็ค่อยๆ
เหือดแห้งลง
จนกระทั่งนำอาหารว่างไปส่งช่วงคล้อยคล่ำ ทั้งที่ภายในห้องมีเพียงโกะโจ
ซาโตรุนั่งชันขาหนึ่งข้างเพียงลำพัง
กลับมีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่รูปร่างพิลึกพิสดารแออัดเบียดเสียดเต็มผนังลายตารางหมากรุก
ความกล้าส่วนที่เหลืออยู่พลันมลายหายไปหมด ถึงขั้นรีบทำหน้าที่และเร่งรีบหลบออกไปราวกับกำลังหนีหัวซุกหัวซุน
โกะโจหยิบผลไม้เชื่อมขึ้นมาหนึ่งชิ้น
ไม่ได้สังเกตหรือมองเห็นความผิดปกติของข้ารับใช้แต่อย่างใด...กล่าวให้ตรงประเด็นกว่านั้นคือไม่แยแส
เสี้ยวหน้าด้านข้างที่มองเห็นวูบวาบผ่านแสงสีเหลืองอมส้มจากเทียนไขให้ความรู้สึกเย็นชาเป็นพิเศษ
โกะโจ ซาโตรุเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เมื่อไม่กี่ปีก่อน พยศอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
ทว่าหลังการแข็งข้อประสบความสำเร็จ โกะโจมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น
แน่นอนว่าสามารถแต่งกายอย่างชายหนุ่มทั่วไปและตัดผมสั้นได้ตามใจชอบ
รูปลักษณ์ต่างจากเมื่อครั้งสุดท้ายที่ยูจิได้เห็นผิดหูผิดตาทีเดียว
“ในหมู่พวกข้า ‘อารามสงฆ์ซ่อนมาร’ เป็นเพียงเรื่องเล่าของอัศวินนามกระเดื่องที่เข่นฆ่ามนุษย์มากมายจนกลายเป็นมาร
จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นมารตนนั้นด้วยตาตัวเอง
หากเจ้าคิดเจริญรอยตามยังไม่แน่ว่าจะให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน
และที่สำคัญคือไม่แน่ว่าที่เจ้าเห็นจะเป็นมารที่พวกข้าหมายถึง”
โจโกะซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปากพูดด้วยเสียงแตกพร่า
ศีรษะของเขาดูเหมือนภูเขาไฟ รูปร่างสันทัด แม้พูดคุยภาษามนุษย์
รูปกายภายนอกบอกชัดว่าไม่ใช่มนุษย์ ช่วงสองปีมานี้หลังสิ้นท่าให้โกะโจ
เขาบอกเล่าข้อมูลมากมายที่หาจากฝั่งมนุษย์ได้ให้อีกฝ่ายฟัง
เพื่อให้ได้พบยูจิ ไม่ว่าต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด โกะโจล้วนยินยอม
ด้วยเหตุนี้จึงถลำลึกขึ้นเรื่อยๆ ในยุคสมัยอันสงบสุขปราศจากสงคราม
เขากลับจมอยู่ในแอ่งเลือดไปแล้วครึ่งตัว
กลายเป็นสัตว์ร้ายในสายตาคนรอบข้างอย่างไร้ข้อกังขา
ยิ่งอยู่ในจุดที่ไม่อาจย้อนคืนมากขึ้นเท่าใด
ความยึดติดยิ่งเปี่ยมล้นบิดเบี้ยวเท่านั้น
จากอยากพบอีกสักครั้งก็ยังดี
กลายเป็นหากเจอตัวเมื่อไหร่จะไม่ยอมให้หายไปจากสายตาอีก
เมื่อลงทุนลงแรงมากยิ่งคาดหวังผลลัพธ์มาก
ใครจะรู้ว่าระหว่างที่โอ้เอ้ยูจิจะถูกใครแย่งไปหรือเปล่า
ตลอดมาโกะโจเห็นยูจิตัวคนเดียวในอาราม ทว่าไม่อาจแน่ชัดว่ารู้จักยูจิอย่างลึกซึ้ง
ไม่แน่อีกฝ่ายอาจมีเพื่อนฝูงอื่นซึ่งติดต่อกันบ้างผ่านช่วงอายุขัยอันยาวนาน
ไหนจะอาจไปผูกสัมพันธ์ใหม่แบบเดียวกับที่ทำกับโกะโจอีก
“ถึงฉันจะไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้แต่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนมนุษย์เป็นมารทั้งที่ยังเป็นๆ
มันแปลกเหรอ? คนตายกลายเป็นวิญญาณร้ายได้
แต่นี่มันมนุษย์กลายเป็นมาร มนุษย์เป็นๆ เนี่ยนะ?” น้ำเสียงสดใสมีชีวิตชีวาของมาฮิโตะไม่เคยทำให้เกิดเรื่องสร้างสรรค์อันใด
รูปลักษณ์อีกฝ่ายใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในห้อง
ทว่าแต่ละความคิดที่พ่นออกมาจากปากสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์ไม่จบไม่สิ้น
โกะโจเหลือบตาขึ้นมองปราดหนึ่ง เขาไม่ถูกชะตากับมาฮิโตะนัก
และไม่เห็นประโยชน์จากการคบค้ามาฮิโตะด้วย
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นสหายของโจโกะที่มีประโยชน์ต่อตน
อีกทั้งตัวมาฮิโตะยังมีอิทธิฤทธิ์ไม่น้อย
โกะโจชั่งน้ำหนักได้เสียแล้วเลือกคงความสัมพันธ์
ที่แล้วมาเป็นเช่นนี้
แต่...
“จะบอกให้ฉันตายก่อนหรือไง?”
การสังเวยชีวิตไม่ว่าผู้อื่นหรือตนเองไม่น่าเป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการเข้าสู่หนทางมาร
มิเช่นนั้นวีรบุรุษในสงครามมากมายคงเหลือมนุษย์เพียงหยิบมือ
โกะโจได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติแต่กำเนิด
เขาห่วงว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัตินั้น โกะโจเดินตามรอยเท้ายูจิเพราะคิดว่าอาจได้เจออีกฝ่ายบนเส้นทางสายเดียวกัน
หรือไม่...เห็นเขาทำตัวเหลวไหลอย่างนี้ ยูจิอาจโผล่มาดุก็ได้
การมีชีวิตอยู่ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุด เมื่อตายไปย่อมไม่มีอะไรให้พูดถึงทั้งสิ้น
โกะโจไม่สามารถนำชีวิตซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวมาใช้ในการทดลองความเสี่ยงสูง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาฮิโตะพล่ามเรื่องน่าโมโหไร้หัวคิด
เห็นแก่ที่ตนสามารถกำจัดอีกฝ่ายเมื่อใดก็ได้
โกะโจผู้ให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ในอนาคตจึงปล่อยผ่านมาตลอด
เพียงแต่ถึงขั้นหมายตาชีวิตกันแบบนี้ เขาอาจต้องทบทวนใหม่แล้วกระมัง?
ไหวพริบของมาฮิโตะนับว่าไม่เลว
จับสัญญาณตักเตือนในน้ำเสียงได้จึงหยุดหยั่งเชิง
เขายกแขนสองข้างซึ่งเต็มไปด้วยรอยเย็บปุปะขึ้นสื่อว่ายอมแพ้ “เอาน่าๆ
ความหมายของฉันคือ เราไม่ควรทดลองมนุษย์เพิ่มเติมสักหน่อยเหรอ?”
ในเมื่อโกะโจลองตายไม่ได้ งั้นควรหาคนอื่นมาตายแทนถูกไหม?
ขณะที่ความเจริญกลืนกินพื้นที่ลุกลามเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
หมู่บ้านกลางป่าเขาแห่งหนึ่งยังคงแยกตัวเป็นเอกเทศราวกับเขตปกครองตัวเอง
ทั้งที่หวาดกลัวโกะโจ ซาโตรุ
กลับมีคนไม่น้อยที่กอดความเชื่อแรงกล้าว่าต้องปฏิบัติตามการชี้นำของโกะโจ
ผู้ครอบครองเนตรสองภพเป็นผู้สร้างปาฏิหาริย์
การติดตามรับใช้จะสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและครอบครัว
อาจถึงขั้นสร้างคุณค่าให้แก่โลกเลยก็ได้...!
ดูเหมือนจะฝังหัวกันเช่นนี้
ไม่เพียงไม่เข้าใจ โกะโจมองว่าชาวบ้านพวกนี้โง่เขลาด้วยซ้ำ
เอาเถอะ
ถ้าฉลาดคงไม่ยกเด็กขึ้นมากราบไหว้โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นนอกเหนือไปจากมีดวงตาประหลาดๆ
หรอก
“ถ้าเนรมิตทุกสิ่งได้ในอารามส่งฆ์ซ่อนมาร ทำไมอิตาโดริถึงไม่มีแขนล่ะ?”
วันหนึ่งขณะโกะโจ ‘ประกอบพิธีกรรม’ มาฮิโตะซึ่งนั่งแกว่งขาอยู่บนแง่นหินในถ้ำแกว่งปากไปด้วยพร้อมๆ
กัน ชายหนุ่มผมขาวใช้จอกสุราเก็บเลือดที่ไหลจากแท่นหินอย่างมีสมาธิ
วางตัวเสมือนคนหูหนวก ไม่ได้ยินเสียงโหยหวนราวกับเดรัจฉานบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น
“บางทีสภาพร่างกายก่อนกลายเป็นมารอาจจะรักษาหรือแก้ไขไม่ได้”
หรือถ้าสามารถแก้ไขได้
การที่ยูจิคงสภาพร่างกายนั้นไว้ทั้งที่รู้สึกไม่สบายใจก็คงมีนัยแอบแฝงบางอย่าง
อยากถามจัง
โกะโจบันทึกเรื่องที่อยากทำเมื่อได้พบยูจิเพิ่มเข้าไปอีกเรื่อง ในหัวเต็มไปด้วยเงาร่างในชุดขาวและความทรงจำในอดีต
ตอนกำลังเหม่อลอยนั้นเอง เสียงเสียดหูราวกับบางสิ่งถูกขูดขีดดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล
เมื่อเหลียวหาต้นเสียง มองเห็นกลางอากาศบังเกิดรอยแยกสีดำเส้นหนึ่ง รอยแยกนี้ค่อยๆ
ขยายกว้างขึ้นเป็นรูปทรงดวงตาแนวตั้ง ไอสีดำอัปมงคลม้วนพลิ้วออกมาตามเส้นโค้งรอบนอก
ราวกับดวงตาขนาดยักษ์กำลังลืมขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งที่แหวกผ่านรอยแยกออกมาเป็นลำดับแรกคือมือสองข้าง
ข้างหนึ่งกำตาชั่งทองอร่ามที่เอียงกะเท่เร่
อีกข้างถือดาบขนาดเล็กหน้าตาเหมือนไม้กางเขน
“ ‘คำร้อง’ กับ ‘เครื่องสังเวย’...ได้รับแล้ว”
สิ่งที่ออกมาจากรอยแยกเป็นตัวประหลาดสีดำขนาดมโหฬาร ใบหน้าคือหน้ากากสีขาว
ปิดตาสองข้างดุจหลบหนีจากโลกอันโสมม
มันเหยียดรยางค์ออกด้านข้างด้วยท่าทางเดียวกับมนุษย์ยามกางแขนระดับไหล่
ปลายทั้งสองแขวนถาดเอาไว้ มองไปแล้วทั้งตัวคล้ายตาชั่งหน้าตาพิลึกขนาดใหญ่อยู่บ้าง
ด้านหน้าของตัวประหลาดสีดำมีไอสีดำแน่นหนากำลังห่อหุ้มบางสิ่ง ดูเหมือนร่างจริงจะถูกซุกซ่อนด้านใน
สิ่งนี้เองที่ถือตาชั่งขนาดย่อมและดาบ รวมทั้งเป็นเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่ ไอบางส่วนมลายหายไปเผยให้เห็นดวงตาโปนพองกับจมูกโด่งเป็นสัน
วินาทีที่โกะโจประสานสายตา สถานที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันที
ถ้ำหินคลุ้งกลิ่นคาวเลือดกลายเป็นภายในสิ่งก่อสร้างหลังคาสูง ไม่เพียงโกะโจ
กระทั่งมาฮิโตะหรือก้อนเนื้อใกล้สิ้นลมทั้งหลาย ขอเพียงยังมีสติรู้คิด
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือไม่ล้วนปรากฏตัวในที่แห่งนี้ ขอบเขตการดึงเข้ามาในอาณาเขตพิเศษน่าจะมีเงื่อนไขว่าอยู่ในระยะมองเห็นของผู้มาเยือนใหม่
ทว่าโกะโจไม่ได้เป็นตัวการจึงได้แต่คาดเดา
ช่วงไม่กี่ปีมานี้จะภูตผีทวยเทพโกะโจล้วนไม่เกรงกลัว ทว่า ‘สิ่ง’ ที่อยู่ตรงหน้าให้บรรยากาศแตกต่างออกไป เขาค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์
พร้อมกันนั้นก็ระแวดระวังตัว
พึงตระหนักไว้อย่างหนึ่งว่านอกจากอิตาโดริ ยูจิ
ไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาในชีวิตโกะโจด้วยความปรารถนาดีทั้งนั้น
พันธมิตรทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือขอบเขตจินตนาการมนุษย์ในปัจจุบันต่างก็เคยประสงค์ร้ายต่อโกะโจ
หลังถูกกำราบค่อยจับมืออยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ปัญหาคือเจ้านี่ดูรับมือยาก...
ศูนย์รวมความสนใจผู้ถูกประเมินเป็นตัวปัญหาไม่สะดุ้งสะเทือนต่อความตึงเครียดคนอื่น
ดวงตาใต้วงคิ้วเข้มกวาดมองซ้ายขวารอบหนึ่ง จากนั้นหยุดลงที่ใบหน้าของโกะโจ ซาโตรุ
ด้วยถูกอำพรางเกือบทั้งตัวซ้ำยังมีระยะห่างทำให้สังเกตการแสดงอารมณ์ยาก
ทว่าโกะโจมีประสาทสัมผัสดีเลิศจึงรู้สึกถึงประกายแปลกๆ
ที่ปรากฏในแววตาแห้งผากแวบหนึ่ง
“ดูเหมือนคราวนี้จะเป็นเจ้าอีกสินะ”
คำว่า ‘อีก’ กระแทกโกะโจจนมึนงง นับจากจำความได้
เขาแน่ใจว่าไม่เคยพบเคยเห็นกลุ่มก้อนสีดำหน้าตาเช่นนี้ ท่ามกลางคลื่นอารมณ์ปรวนแปร
โกะโจปรับลมหายใจตั้งสติ...ข้อมูลในมือมีน้อยเกินไป ต้องอดทนรออย่างใจเย็น
เจ้าของดวงตาหลังควันก็ไม่ได้สนทนาเรื่อยเปื่อยต่อ มือข้างที่ถือตาชั่งยื่นออกมาด้านหน้าอย่างเชื่องช้า
ทั้งที่ไม่ได้วางอะไรเอาไว้ทั้งสองด้าน ฝั่งหนึ่งกลับถูกถ่วงต่ำ
ไม่มีทีท่าว่าคานของตาชั่งจะวางตัวขนานพื้นดินแม้แต่น้อย
เสียงหนักแน่นก้องกังวานในพื้นที่ปิด
“บอกความปรารถนามาสิ”
วินาทีนั้นเอง โกะโจ ซาโตรุผู้ตั้งใจสำรวมอากัปกริยาและสงวนวาจาพลันหลุดการควบคุม
ความอึดอัดหนักอึ้งที่มองไม่เห็นลอกล่อนออกจากหัวใจ
มุมปากกระดกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
ดูเหมือนเขาจะมาถูกทางนะ?
Talk
ไม่ได้จับโกะยูมาสักพัก พอมีไอเดียก็โดนคู่อื่นปาดตลอดเลยไม่ได้เริ่มสักที
เรื่องนี้จะจบไหมนะ พาร์ท II ยังไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียว...
No comments:
Post a Comment