Fanfic
Jujutsu Kaisen
สัญญาแลกเปลี่ยน
Part II
Pairing : Gojo Satoru x Itadori
Yuji
CW : Coercion, Violence,
Obsession, Death
ต่อให้มีดวงตาดุดันและแผ่ไอสีดำขับภาพลักษณ์ชั่วร้าย
แท้จริงฮิกุรุมะ ฮิโรมิเป็นเทพองค์หนึ่ง...เทพนอกรีตที่มีความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
บนโลก โดยสิ่งที่เขาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือมนุษย์ นอกจากมีมิติหลากหลายยังเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตอ่อนแอตัวจ้อย
เมื่อรวมตัวกันกลับมีความสามารถในการกัดกร่อนธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้
การใช้สติปัญญาสร้างความสะดวกสบายแก่ตนโดยไม่สนว่าจะทำลายโลกในภายหลังอย่างไรก็โอหังดี
ระหว่างเฝ้าดูพวกเขา
ฮิกุรุมะไม่ชอบใจนักเมื่อเห็นว่ามนุษย์บางกลุ่มไม่ได้รับในสิ่งที่ตนควรได้
การแทรกแซงโชคชะตาของมนุษย์นี่เองที่ทำให้ฮิกุรุมะกลายเป็นเทพนอกรีต
ทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริงเมื่อมนุษย์ผู้นั้นยินยอมมอบสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
สำหรับฮิกุรุมะ
ปริมาณเครื่องสังเวยไม่ต่างจากระดับความดังในการเปล่งเสียง
ยิ่งใช้เครื่องสังเวยมาก ยิ่งก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจ
เป็นหนึ่งในขั้นตอนการ ‘เรียก’ ไม่อาจนับเป็น ‘สิ่งแลกเปลี่ยน’ นอกจากนี้ การที่เราได้ยินใครตะโกนเรียกตนเองดังๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหันไปขานตอบทุกครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงยิ่งดังยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้ยิน
แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าฮิกุรุมะจะเปิดโอกาสให้เจรจาแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด
ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของฮิกุรุมะ
ฮิโรมิ
ช่วงนี้ฮิกุรุมะสนใจอารยธรรมจากฝั่งตะวันตกเป็นพิเศษ
นอกจากปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเสื้อผ้าหรือทรงผม กระทั่งตุ๊กตาคู่หูที่ไร้นามนับพันปี
ในที่สุดก็ได้ชื่อเสียทีว่า ‘จัดจ์แมน’
ยูจิเองแม้จะเฝ้ามองความเป็นไปของโลกจากที่ไกลๆ
เช่นกัน ทว่ายังคงสบายใจกับความคุ้นเคยเดิมๆ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือการตกแต่งที่พักอาศัย
ในกลุ่มมนุษย์คงบอกว่าเป็นพฤติกรรมคนแก่ ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่ยูจิไม่ได้เป็นมนุษย์อยู่แล้ว โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรไม่มีความหมายต่อเขา
อารามสงฆ์ซ่อนมารเป็นดั่งดินแดนปิดตาย
มันถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วงชิงอิสระภาพ
แม้ยูจิจะควบคุมการเปิดปิดทวารเพื่อต้อนรับอาคันตุกะได้ดังใจ ทว่าสิ่งที่ไม่อาจทำได้คือพาตัวเองออกไปด้านนอก
สำหรับอิตาโดริ ยูจิผู้ไม่อาจย่างกรายออกจากอารามสงฆ์ซ่อนมาร
ฮิกุรุมะเป็นสหายจำนวนหยิบมือที่ผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมาด้วยกัน
ตอนพวกเขาพบกันครั้งแรก
ยูจิเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
กระทั่งทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับฮิกุรุมะถึงได้โยนความเป็นมนุษย์ทิ้งไป
ราคาที่ต้องจ่ายได้แก่ ‘อิสระ’
ข้อเรียกร้องต้องการของตอบแทนมูลค่าสูงมาก
อายุขัยของมนุษย์ไม่เพียงพอในการจ่ายจนครบถ้วนเป็นเหตุให้ยูจิต้องกลายเป็นตัวตนในปัจจุบัน…หรือก็คือเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะเป็นมาร
แต่ต้องกลายเป็นมารเพื่อแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ต้องการ
ส่วนสิ่งแลกคืนกลับมา
ยูจิไม่อยากนึกถึงเท่าใดนัก
สำหรับ ‘การบรรเทาทุกข์ผู้เดือดร้อน’ นั่นเป็นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในการกำหนดสถานที่ที่จะช่วงชิงอิสระของตนไป
เพื่อให้ได้อยู่ใน ‘คุก’ ที่ตนพอใจ
ยูจิคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่สรรพสิ่งบนโลกที่กำลังทุกข์ยากเดือดร้อน ทว่านั่นเป็นสิ่งที่เขายินดีทำอยู่แล้ว
ไม่ถือเป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนแม้แต่น้อย
“การบรรเทาทุกข์ผู้อื่นน่ะเกินพอแล้ว เหลือแต่ ‘อิสระ’ อย่างเดียว...อีกไม่กี่สิบปีก็ครบกำหนดพอดี เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานสำหรับนายมากสินะ แต่หลับอีกสักตื่นสองตื่นก็จบแล้วล่ะ” ฮิกุรุมะเปรยพร้อมชมเชยว่าอดทนได้ดี การมาเยี่ยมเยือนคราวนี้เขาสวมชุดสูทสีดำ เข้ากับไอสีดำจางๆ ที่แผ่ออกมารอบตัวตลอดเวลาเป็นอย่างมาก กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันตอนทำสัญญาแลกเปลี่ยน ฮิกุรุมะมักใช้ไออัปมงคลเหล่านี้เป็นฉากบังตา หลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ทว่ายูจิถือเป็นคนกันเองจึงไม่ทำอย่างนั้น
ฮิกุรุมะนั่งในอารามอย่างคุ้นที่คุ้นทาง ระหว่างสนทนาเขาปรายตามองแขนเสื้อว่างเปล่าของยูจิ
แขนข้างนั้นถูกนำไปใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับฮิกุรุมะในอดีต
เมื่ออยู่ในอาราม
ยูจิสามารถสร้างแขนออกมาได้
การที่ไม่ทำแบบนั้นก็เพื่อย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งตอนที่ยังเป็นมนุษย์ตนเคยต้องสูญเสียอะไรไป
เป็นเครื่องย้ำเตือนความอ่อนแอและสัญลักษณ์ของรากเหง้าความเป็นมนุษย์สุดท้ายที่เหลืออยู่
ยูจิเคยเปิดอกคุยกับฮิกุรุมะวันหนึ่งในห้วงเวลาอันยาวนานว่าแขนข้างเดียวแลกกับการต่อลมหายใจคนใกล้ตายคนหนึ่งนับว่าถูกมาก
เขาไม่เสียดายเลย ยังถามกลับด้วยว่าเส้นทางของฮิกุรุมะที่ต่างไปจากเทพจนดูเหมือนปิศาจร้ายมอมเมาสรรพสิ่งบนโลกต่างหาก
เคยเสียใจที่เลือกทำแบบนี้ไหม?
คำตอบของฮิกุรุมะคือไม่เช่นกัน
ระหว่างใช้มือสองข้างเท้าคางพลางทอดมองทิวทัศน์ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนมานาน
ยูจิพรูลมหายใจเฮือกหนึ่ง กล่าวโดยไม่มองชายด้านข้างว่า “อย่างกับมาลาเลย”
“เพราะนายใกล้จะหลุดพ้นแล้ว ฉันถือโอกาสมายินดีด้วยล่วงหน้า”
การสิ้นสลายของเทพเกิดจากอะไร
ยูจิซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ไม่รู้ได้
ทว่าเขาอยู่มานานนับพันปีจนความทรงจำเลอะเลือนไปไม่น้อยยังมีความหวังเพราะรับรู้ว่าช่วงชีวิตอันยาวนานจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ฮิกุรุมะซึ่งดูไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานนัก ตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างไรนะ?
"คุณลุงคนนี้ ทำเอารู้สึกผิดที่ต้องทิ้งไว้ข้างหลังเลยเนี่ย ให้คนเขาไปอย่างสบายใจหน่อยไม่ได้เหรอ?"
วิธีการพูดฟังเหมือนเหมือนสร้างบรรยากาศขบขัน ทว่ายูจิหมายความตามนั้นจริงๆ พวกเขาคบหากันมานานขนาดนี้ เมื่อต้องประสบการแยกจากแบบไม่มีวันหวนคืน คนที่ยังอยู่ต้องรู้สึกว่างเปล่ามากแน่
ผู้ฟังก็รู้จักยูจิดีพอจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ ฮิกุรุมะก้มหน้าหัวเราะเสียงเบา กล่าวว่า "ไม่ต้องใส่ใจฉันหรอก อิตาโดริ นายน่ะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างเถอะ"
หลังฮิกุรุมะกลับไปไม่กี่วัน ยูจิที่ไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือใดๆ
แก่ผู้เดือดร้อนแล้วก็ยังเฝ้ามองความเป็นไปบนโลกมนุษย์อย่างที่ทำเป็นประจำ
คราวนี้เขาเห็นเด็กน้อยกระเซอะกระเซิงคนหนึ่ง
แม้ความจำจะเลอะเลือนไปมากจากการกัดกร่อนของกาลเวลา
ทว่ายังพอนึกออกว่าประพิมพ์ประพายคล้ายกับคนรู้จักคนหนึ่งเมื่อครั้งยังมีชีวิต
อุตส่าห์ลืมชื่อไปแล้ว
หน้าตาก็นึกแทบไม่ออกแล้ว...
ตอนที่กำลังจะเป็นอิสระกลับโผล่กวนตะกอนความทรงจำในอดีตเสียได้
ยูจิลังเลใจเพียงครู่ จากนั้นหักใจคิดว่าเด็กน้อยตกระกำลำบากคนหนึ่งสมควรได้รับความช่วยเหลือ
ไม่ควรถูกอคติหรือประสบการณ์เลวร้ายในอดีตของตัวเองครอบลงบนศีรษะแล้วถูกละเลย
ต่อให้เป็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ มีจิตวิญญาณเดียวกันจริงๆ
ตอนนี้ก็เป็นคนละคนกับคนรู้จักที่ทำลายชีวิตมนุษย์ของยูจิย่อยยับอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ โกะโจ
ซาโตรุจึงได้พบกับอิตาโดริ ยูจิเป็นครั้งแรก
การถูกโกะโจเห็นหน้าทำให้ยูจิรู้สึกแย่
เขาไม่ปิดบังหน้าตายามพบปะผู้อื่น แค่โกะโจเท่านั้นที่ไม่อยากให้เห็น
ด้วยเหตุนี้ยูจิซึ่งใกล้จะสูญสลายเต็มทีจึงตัดสินใจจมลงสู่ห้วงนิทรา เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ราคาของ ‘อิสระ’ ที่ต้องมอบให้ฮิกุรุมะน่าจะครบถ้วนพอดี เขาคงไม่ได้เจอโกะโจ
ซาโตรุอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ยูจิถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล
อารามของเขาถูกบุกรุกเป็นครั้งแรก
นอกเหนือจากฮิกุรุมะผู้เป็นต้นกำเนิดพลังทำให้ควบคุมอารามได้เช่นเดียวกับยูจิ
ที่แล้วมาอารามสงฆ์ซ่อนมารไม่เคยถูกบุกรุกสำเร็จมาก่อน
อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือยูจิ เพียงเขาไม่อนุญาต นอกจากฮิกุรุมะที่เป็นข้อยกเว้น
ใครก็เข้ามาไม่ได้ทั้งนั้น
เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสร้างความตระหนกแก่ยูจิในช่วงแรก
พอตื่นเต็มตาและสมองกลับมาทำงานค่อยใจเย็นลงหน่อย ยูจิตกแต่งอารามให้สงบร่มรื่น
แต่ทุกสิ่งที่ปรากฏในตอนนี้สามารถหายวับและถูกแทนที่ด้วยป้อมปราการได้ในพริบตา
เขาควบคุมทุกพื้นที่ในอาณาเขตได้ดังใจ หากผู้บุกรุกมีเจตนาร้าย
จะเสกฝนดาบลงมากำจัดก็ไม่ยากเย็น
ยูจิผลักประตูเดินออกมาด้านนอก
จากนั้นมีอันต้องตกตะลึงพรึงเพริด
ชายคนหนึ่งโปรยยิ้มพลางโบกมือให้
“ไม่เจอกันนานเลยนะ ยูจิ อ๊ะ
ไม่ได้ปิดหน้านี่นา~”
โกะโจ ซาโตรุ
มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
กลิ่นอายอีกฝ่ายเปลี่ยนไปมากยูจิจึงไม่นึกเอะใจ นอกจากนี้ชายผมขาวซึ่งยืนตัวตรงอยู่บนลานปูด้วยพื้นหินก็ไม่ใช่หนุ่มน้อยในชุดสตรีอย่างวันวาน คะเนแล้วน่าจะอายุยี่สิบตอนปลาย ร่างกายโกะโจสูงใหญ่ขึ้น เป็นชายเต็มตัวและแต่งกายอย่างบุรุษ รอยยิ้มบนหน้าแม้แฝงความซุกซน ทว่าความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ หายไปแล้ว ถึงขั้นเจือกลิ่นคาวเลือดอย่างไม่เข้าท่า
ยูจิเผลอยกมือแตะใบหน้า
กระนั้นมาปกปิดเอาป่านนี้ออกจะน่าอายเกินไปถึงได้ตัดใจปล่อยเลยตามเลย
เขาเพิ่งผลักไสโกะโจออกไปจากอาณาเขตแล้วซุกตัวหลับหนีความจริง กลับถูกปลุกให้ตื่นโดยเด็กคนเดิมที่เมื่อกี้ยังดื้อรั้นอย่างน่าเอ็นดูแต่ตอนนี้ตัวโตเบ้อเร่อ ที่แย่สุดคือใบหน้าเหมือนกับคนในความทรงจำมาก...มากจนปวดใจ
เห็นใบหน้านั่นแล้วความทรงจำแย่ๆ แย่งกันผุดออกมา ยูจิผู้ไม่อยากได้รับคำวิจารณ์ว่า
‘อัปลักษณ์’ อีกจึงเปลี่ยนใจอีกครั้ง เรียกผ้าผืนน้อยมาไว้ในมือ ทว่าไม่ทันผูกรอบศีรษะ โกะโจพรวดพราดเข้ามาขวางเอาไว้
“ไม่อัปลักษณ์หรอก
ฉันอยากเห็นหน้ายูจินะ”
การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในชั่วพริบตาก็เป็นอีกสิ่งที่โกะโจก่อนหน้านี้ทำไม่ได้
เรื่องชวนให้ตกใจมีมากเกินไป ยูจิอยู่อย่างเรียบง่ายมานาน ไม่คุ้นเคยกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เขาเหนื่อยอยู่บ้าง ต่อให้รู้สึกกระสับกระส่าย แต่ก็ไม่ได้ดื้อดึงซ่อนใบหน้าตัวเองอีก
ยูจิอ่อนลงให้ โกะโจกลับไม่ยอมปล่อยมือเสียที ด้วยเหตุนี้จึงจะบอกกล่าวสักหน่อย อย่างไรก็ตาม สัมผัสแนบชิดทำให้ยูจิรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ คำว่า 'ปล่อย' ถูกกลืนลงท้อง
อะไรน่ะ?
“ความรู้สึกนี่ ฮิกุรุมะ...”
จังหวะกำลังสับสน โกะโจเลื่อนมือที่กำรอบข้อมือไว้หลวมๆ
โอบรอบแผ่นหลังแล้วสวมกอดเต็มรัก
ขณะที่ใบหน้ายูจิฝังลงบนอกและเกร็งไปทั้งตัวจากความใกล้ชิดอันไม่คุ้นเคย โกะโจถูไถศีรษะราวออดอ้อน
ปากพร่ำว่า ‘เจอสักที’ ‘คิดถึงจัง’ ดูตื้นตันและอิ่มเอมเป็นพิเศษ
ในทางกลับกัน ลำคอยูจิแห้งผาก ความสับสนแทนที่ด้วยความหวาดวิตก ในที่สุดก็รู้สึกตัวแล้วว่าอำนาจการควบคุมดินแดนหลุดลอยไปจากมือ เขาดันโกะโจออกไปไม่ได้ เรียกอะไรออกมาไม่ได้ และแปรสภาพอะไรไม่ได้เลย เดิมอาจคิดว่าสภาวะมารกำลังหายไปถึงสูญเสียพลัง แต่ร่องรอยของฮิกุรุมะบนตัวโกะโจทำให้สันนิษฐานว่าคนที่กำลังพัวพันตนอย่างแนบแน่นอาจเป็นต้นเหตุ
“ซาโตรุคุง”
“ในที่สุดก็อยากคุยกับฉันแล้วเหรอ?”
อยากให้ปล่อยมากกว่า แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น
ยูจิแสร้งไม่รู้สึกถึงกระแสน้อยใจเจือเหน็บแนม เลือกถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ทำไมถึงมีไอสีดำแบบเดียวกับฮิกุรุมะออกมาจากตัวนาย”
“...”
สิ้นคำถาม โกะโจล้มตัวหงายผลึ่งไปด้านหลัง ทอดสายตานอนมองฝ้าอารามโดยที่ยังกอดรัดยูจิไม่ปล่อย เขาใช้มือใหญ่ๆ สอดเข้าไปในกลุ่มผมสั้นสีชมพูน้ำตาล นวดศีรษะชายที่เกยทั้งตัวอยู่เหนือร่างตนเองเรื่อยเปื่อย หลังครุ่นคิดไม่นานค่อยเอ่ยอย่างเกียจคร้าน
“ฉันไม่ได้จงใจปล่อยไอพวกนั้นออกมาสักหน่อย ยังอุตส่าห์รู้สึกตัวได้อีกนะ หรือว่าฉันควบคุมได้ไม่ดียูจิถึงรู้สึกตัว?” โกะโจจุปาก “ไม่อย่างนั้นก็...ยูจิสนิทกับหมอนั่นจนประสาทสัมผัสไว?”
เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อิตาโดริ ยูจิเหยียบย่ำกองซากศพมากมายผ่านสงคราม หลังกลายเป็นมาร น้อยสิ่งที่สามารถเป็นภยันตรายต่อเขาทำให้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดทื่อลง กระนั้นมันก็ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง
ยิ่งกับโกะโจในตอนนี้ที่มีกลิ่นสาบเลือดฝังรากลึกในบรรยากาศยิ่งสัมผัสได้ถึงอันตรายโดยง่าย
ไอสีดำอันคุ้นเคยแผ่ออกมาหนาทึบ
อวดโฉมอย่างคึกคะนองและถือดี มันค่อยๆ โอบล้อมตัวโกะโจและหยอกเย้ายูจิราวกับมีชีวิต
ประหนึ่งว่าถูกจับได้แล้ว ยังต้องแอบซ่อนอะไรอีก?
ทำไมถึง...!
ประจักษ์พยานที่สะท้อนในดวงตาขับให้ชีพจรในกายยูจิเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง เขาเงยหน้าจากอกโกะโจ หากไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกสองมือช้อนใบหน้าขึ้น โกะโจยกลำตัวท่อนบนเล็กน้อย กดปลายคางมองใบหน้าตื่นตะลึงผ่านดวงตาที่หรี่โค้งดั่งจันทร์เสี้ยว มุมปากยกเป็นรอยยิ้มหวานหยด
“ยูจิไม่รู้ใช่ไหม เทพก็ตายได้นะ”
"...!"
วงจรสมองของยูจิประมวลผลไม่ทัน
ระดับความเครียดไต่สูงจนน่ากลัว
โกะโจกดนิ้วโป้งลงบนริมฝีปากล่างของยูจิ
ไล้ไปมาแผ่วๆ พลางเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยน
“ฉันเป็นคนฆ่าฮิกุรุมะ ฮิโรมิเอง”
Talk
ขอโทษพี่ทนายด้วยนะคะ รักพี่นะ...
เพราะตอนแรกจะให้เป็นพาร์ทของยูจิและเล่าไปเลยว่าในอดีตเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่พอเปลี่ยนแผนแล้วตัดตรงนั้นออกไปถึงเหลือแค่นี้
No comments:
Post a Comment