Tuesday, 27 February 2024

[Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny ; AsuCaga] สารัตถะ

  Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny

สารัตถะ

 

 

Pairing: Athrun Zala x Cagalli Yula Athha

Rating:   SFW

Timeline: C.E. 72 – C.E. 73 (After Gundam Seed, Before Gundam Seed Destiny)         

 

             

              นับจากขึ้นดำรงตำแหน่งผู้แทนของออร์บ คางาริต้องเรียนรู้งานด้านการบริหารอย่างหนัก ลำพังสถานการณ์ปกติก็เป็นภาระเกินตัวเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่แล้ว ออร์บยังเสียหายจากภัยสงคราม ไม่เพียงความเสียหายทางกายภาพ กระทั่งบุคลากรที่เก่งกาจเปี่ยมอุดมการณ์ก็จมกองเพลิงไปพร้อมผู้นำคนก่อน

              วันนี้ขณะอุ้มคางาริที่ผล็อยหลับระหว่างอ่านรายงานความเสียหายของสิ่งก่อสร้างในเขตกองทัพเพื่อพาไปพักผ่อน อัสรันยืนนิ่งเพื่อคะเนน้ำหนักคนรักครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วด้วยความปวดใจเมื่อตระหนักได้ว่าน้ำหนักของเธอลดลงอีกแล้ว

              ด้านอาหารการกินมีคนกำกับดูแลเรื่องคุณค่าทางโภชนาการจึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก จะมีก็แต่เรื่องนอนน้อยกับไม่ได้ออกกำลังกายนี่แหละ

              เมื่อไม่นานมานี้คางาริยังวิ่งเต้นไปทั่วอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ช่วงนี้กลับอ่อนล้าง่ายลงมาก กระทั่งเวลานอนหลับพักผ่อนยังกระเบียดกระเสียร นับประสาอะไรกับการเจียดเวลาไปออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม การจัดตารางชีวิตอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ อัสรันคิดในใจว่าจะบริหารร่างกายอย่างไรได้บ้างภายใต้ข้อจำกัดมากมายนี้

              ห้องทำงานในสภามีโซฟาพอให้งีบได้ อัสรันย่อเข่าลง พยายามวางคางาริลงอย่างเบามือ

              “งือ...”

              เปลือกตาคางาริขยับเล็กๆ งอนิ้วเกี่ยวเสื้อตัวนอกของอัสรันเอาไว้ เจ้าของเสื้อมองซ้ายขวาไม่เห็นผ้าห่มจึงถอดเสื้อตัวนอกอย่างทุลักทุเลด้วยเกรงจะปลุกคนหลับ จากนั้นนำมาคลุมไหล่ให้เธอพร้อมปล่อยให้กำชายเสื้อมุมเล็กๆ เอาไว้ดังเดิม...เห็นทีคงต้องแจ้งให้เตรียมเครื่องนอนไว้ในห้องทำงานบ้างแล้ว

              คางาริงีบหลับไปประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น รอจนตื่นเต็มตาดีแล้ว อัสรันถึงเปิดประเด็นขึ้นมาว่ามาจัดตารางประจำวันกันเถอะ จากนั้นร่ายยาวเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยกับความแข็งแรงของร่างกายเพื่อโน้มน้าว บุคคลต้นเรื่องไม่มีความเห็นเป็นอื่น เห็นด้วยว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นผลดีต่อสุขภาพ จนกระทั่งอัสรันเสริมจุกจิกไปเรื่อย...

              “คางาริในตอนนี้น่าจะงัดข้อแพ้คิระด้วยซ้ำ”

              “หา?”

              ศักดิ์ศรีของ พี่สาว สั่นสะเทือนปานแผ่นดินไหว สมองฉายภาพคิระนั่งหดหู่เศร้าซึมสลับกับร้องไห้ขึ้นมาอัตโนมัติ คางาริที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าในแง่กายภาพตนเองเหนือกว่าโคออดิเนเตอร์คู่แฝดรับไม่ได้เหมือนถูกตราหน้าเป็นคนอ่อนแออย่างไรอย่างนั้น เธอเดินตึงตังไปยังโต๊ะไม้ คว่ำปากพลางกวักมือเรียกไหวๆ

              “นายน่ะ มานี่เดี๋ยวซิ”

              อัสรันเลิกคิ้ว มองคางารินั่งลงยังเก้าอี้ด้านหนึ่ง ตั้งศอกขึ้นจากพื้นโต๊ะ แสดงออกผ่านการกระทำว่าต้องการทำอะไร

              “จะงัดข้อกับฉันเนี่ยนะ?”

              ต่อให้ใช้แขนข้างที่ไม่ถนัด อัสรันก็ชนะ...นี่ไม่ใช่การคุยข่มแต่เป็นข้อเท็จจริง ไม่เพียงเพราะเขาเป็นโคออดิเนเตอร์ แต่ยังเป็นโคออดิเนเตอร์ที่เป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษด้วย อัสรันได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดเพื่อทำภารกิจอันตราย ตอนนี้ถอยมาเป็นพลเมืองไม่ได้แปลว่าเขี้ยวเล็บจะหดหายตาม หากคู่แข่งเป็นคนจำพวกเดียวกับตนยังพอวัด ส่วนคางาริน่ะเหรอ...

              “ทำหน้าอะไรของนายหา?!

              “เอาเถอะ ฉันจะเล่นด้วยแล้วกัน” อัสรันม้วนแขนเสื้อขึ้นมากองบนศอกยิ้มๆ ครุ่นคิดในใจว่าควรอ่อนข้อให้สาวน้อยที่กำลังกะบึงกะบอนถึงขั้นไหนดี “งานเธอไม่เป็นไรแน่เหรอ?”

              “ไม่มีปัญหา ไม่เร่งด่วน”

              ไฟสู้ของคางาริลุกโหม ใจมุ่งเพียงการประชันขันแข่ง ไหนเลยจะมัวสนใจเรื่องอื่นอยู่อีก

               อัสรันกำมือสลับคลายสองสามครั้งก่อนตั้งแขนสอดมือประสานนิ้วกับคางาริ เขาให้เธอเป็นฝ่ายส่งสัญญาณเริ่มเกม ตัวเองมองใบหน้าเอาจริงเอาจังฝั่งตรงข้ามอย่างสบายใจเอาล่ะ ตัดสินใจได้แล้ว นั่งจับมือดูคนพยายามไปเรื่อยๆ แล้วกัน

              ตอนเริ่มออกแรง คางาริได้แต่นึกเจ็บใจเพราะลงแรงเท่าไรแฟนหนุ่มก็ไม่สะทกสะท้าน ลำแขนตั้งมั่นแข็งแรงดั่งต้นไม่ใหญ่ เขายังเอาแต่มองเธอแล้วยิ้มด้วย รอจนหมดแรงแล้วพบว่าอัสรันเอาแต่จับมือเธอนิ่งๆ นั่นแหละถึงได้รู้สึกผิดสังเกต

              “นี่มันหมายความว่าไง?”

              “ก็ไม่ยังไง ฉันจะรอจนกว่าคางาริจะชนะไง”

              “...”

              “ไม่กดฉันแล้วเหรอ?”

              การใช้คำพูดกำกวมดึงสติให้กลับเข้าร่าง คางาริที่หน้ามืดไปกับการแข่งขันจนถึงวินาทีก่อนหน้าแดงก่ำ

              สถานการณ์ตอนนี้คือคนสองคนตั้งท่าเหมือนงัดข้อ...หากก็เพียงแต่เหมือนเท่านั้น เอาเข้าจริงคือการนั่งจับมือปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเพราะคนหนึ่งพยามเอาชนะจนหมดแรงแต่ชนะไม่ได้ ส่วนอีกคนไม่มีความคิดจะแข่งขันแต่แรก ดูเหมือนแค่อยากหาโอกาสแตะเนื้อต้องตัวอย่างชอบธรรมเท่านั้น

              “ตั้งใจหน่อยไม่ได้รึไง?!

              “ฉันตั้งใจอยู่ตลอดแหละ” แค่ไม่ได้ตั้งใจเอาชนะเฉยๆ

อัสรันใช้นิ้วหัวแม่มือถูไถโคนนิ้วที่แนบชิดผะแผ่วดุจหยอกล้อ ครั้นเห็นสีแดงบนใบหน้าฝั่งตรงข้ามลามลงมาถึงต้นคอก็ลอบกลั้นหัวเราะ...ให้นั่งแบบนี้ต่อไปทั้งวันยังได้เลย จริงๆ นะ

คางาริอับจนคำพูด ไม่รู้ว่าควรจัดการสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี เธอเอาชนะไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจรามือยอมแพ้กลางทาง ทางที่ดีที่สุดคือถูกอัสรันเอาชนะอย่างตรงไปตรงมา ติดก็ตรงเจ้าหมอนี่ไม่ยินดีให้ความร่วมมือนี่สิ คางาริพยายามเค้นเรี่ยวแรงอีกครั้งแต่ต้องจบลงด้วยความล้มเหลวไม่ผิดจากเดิม เธอพ่นลมหายใจผ่านจมูกอย่างหงุดหงิด

“อัสรัน!

“อะไรเหรอ?”

“ไม่ต้องมาเอียงคอตีหน้าซื่อเลยนะ คิดว่าตัวเองน่ารักหรือไง?! หยุดยิ้มด้วย! อย่าล้อฉันนะ!” ท่านผู้แทนคนสำคัญของออร์บ คางาริ ยูระ อัสฮาฉุนจนน็อตหลุดออกมาหนึ่งแถว

ถึงแม้แฟนสาวยามขัดเคืองจะน่ารักวันยังค่ำ ปล่อยให้เธองอนเกินเหตุจะเป็นตนที่ลำบากตามง้อทีหลัง อัสรันรู้จักความเหมาะสมจึงสำรวมการแสดงออกไว้หน้าเธอแม้ปวดแก้มแทบแย่

“เอาล่ะๆ ฉันไม่ได้อยากเอาชนะนี่นา เรียกว่าไม่มีแรงจูงในการเอาชนะน่ะ แต่ถ้าคางาริอยากยอมแพ้ก็พอตรงนี้เถอะ”

คำว่า ยอมแพ้ กระทบใจอีกครั้ง คางาริซึ่งเกือบจะทอดบันไดหาทางลงให้ตัวเองแล้วพลันดื้อรั้นขึ้นมาอีกหน ต่อให้จับสัญญาณหลุมกับดักได้เลาๆ ความสนิทสนมไว้วางใจในตัวคู่สนทนาทำให้ปากไวเอ่ยออกไปก่อนได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

“เกมลงทัณฑ์เหรอ?”

“เรียกว่ารางวัลของผู้ชนะดีกว่าไหมนะ?”

ปฏิกริยาตอบสนองของอัสรันว่องไวชนิดที่อ้าปากตอบก่อนคางาริถามจบเสียอีก เห็นได้ชัดว่ารอจังหวะนี้อยู่

คางาริหน้าเขียวคล้ำ จิตใจสองฝ่ายยกพวกตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย...ถ้ายอมแพ้ สิ่งที่ต้องเสียคือหน้าตาและศักดิ์ศรี แต่ถ้าถูกอัสรันทำให้แพ้ก็ไม่รู้ว่าอัสรันจะเรียกร้องอะไรในฐานะผู้ชนะ

“คางาริคิดว่าฉันจะเรียกร้องในสิ่งที่ทำให้เธอลำบากใจเหรอ?”

"..."

การลงไพ่ใบนี้เป็นตัวตัดสินชี้ขาด คางาริใจอ่อนทันควันเมื่อเห็นคนรักทำหน้าสลด

เพราะอัสรันที่ต้องปรับตัวทุกอย่างกับสภาพแวดล้อมใหม่ไปพร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังสงครามค่อนข้างน่าสงสาร เขาที่เคยเป็นคนมีหน้ามีตายังต้องละทิ้งลาภยศชื่อเสียงรวมทั้งความเป็นอยู่สุขสบายมาเป็นผู้ติดตามธรรมดาคนหนึ่ง คางาริค่อนข้างยอมให้เขาอยู่แล้ว อยากจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่กดดันอีกฝ่ายและสร้างความผ่อนคลายให้ เยียวยาความรู้สึกด้านลบได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น กล่าวได้ว่าสีหน้าอมทุกข์ของอัสรันเป็นสิ่งที่ทนมองไม่ได้ก็ว่าได้

“เข้าใจแล้วๆ งั้นถ้านายชนะอยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย อันที่จริงถึงไม่มีเกมแบบนี้แต่ถ้านายต้องการอะไรฉันก็...”

ฟุ่บ!

              “...”

              หลังมือแนบผิวโต๊ะเรียบร้อย

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วฉับไวจนไม่อยากเชื่อสายตา 

มือสองข้างเป็นประจักษ์พยานผลแพ้ชนะเด่นหรา ต่อให้ถูกกระชากดึงด้วยความเร็วอันน่าตกใจ ทว่าไม่ได้ถูกกระแทกจนเจ็บ

              อดีตทหารนายหนึ่งยกมุมปากขึ้นอย่างเบิกบาน ดวงตาทอยิ้ม “ฉันชนะแล้วนะ”

              คางาริ “...”

              เอาความเห็นอกเห็นใจเมื่อกี้คืนมาเลย…!

 

              สิ่งที่อัสรัน ขอ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าละอายอันใด ในช่วงที่คางาริกำลังหลับอุตุ เขาคิดรูปแบบการออกกำลังกายแต่ละวันไว้ให้คร่าวๆ รอให้เธอเลือกว่าแบบไหนถูกใจที่สุด

              อัสรันเพียงอยากให้คางาริแบ่งเวลามาออกกำลังกายบ้างเท่านั้น

              “หมกตัวอยู่กับโต๊ะนานเกินไปไม่ส่งผลดีในระยะยาว” อัสรันว่า หลังจากนั้นยังแจกแจงเรื่องปัญหาสุขภาพกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลต่ออีกพักหนึ่ง...เนื้อหาส่วนหลังคางาริฟังพอผ่านๆ หู

              การแข่งงัดข้อเล่นๆ อัสรันย่อมไม่นำมาถือสาเป็นจริงเป็นจัง เพียงสบโอกาสหาข้ออ้างให้คางาริได้ออกกำลังกาย ทำเสมือนการแบ่งเวลางานออกมาทำเรื่องส่วนตัวเป็นความเอาแต่ใจของเขา วามเอาใจใส่นี้เองที่ทำให้คางาริอยากทำอะไรเพื่ออัสรันบ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าตัวอัสรันไม่ต้องการอะไรบ้างเหรอ หลังนิ่งคิดครู่หนึ่ง เขาเพียงเอ่ยตะกุกตะกักทั้งหน้าแดงๆ ว่า

              “นะ นั่งตัก...?”

              ด้วยเหตุนี้แม้จะเขินอายจนอยากระเบิดตัวตูมตาม คางาริยังทิ้งตัวลงบนตักแฟนหนุ่มอย่างยินยอมพร้อมใจ ให้เขาโอบกอดไว้ทั้งตัวขณะพูดคุยเสียงเบาเรื่องนู่นนี่เช่นคู่รักทั่วๆ ไป

 

 

Talk

ชอบมากค่ะ อัสรันผู้ซื่อตรงอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมเนี่ย

อนึ่ง ชื่อเรื่องสิ้นคิดไปหน่อยแต่คิดว่าแปลกดีเลยช่างมันเถอะ (อ้าว...)




Saturday, 24 February 2024

[Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny ; AsuCaga] Destiny plan

 Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny

Destiny plan

 

 

Pairing: Athrun Zala x Cagalli Yula Athha (ft. KiraLacus)

Rating:   SFW

AU:         High School

 

 

[Athrun’s POV]

การคลุมถุงชนเพื่ออำนาจและผลประโยชน์พบเห็นเกร่อในละครน้ำเน่า ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องปั้นแต่งหรือล้าหลังเสียทีเดียว ปัจจุบันการจับคู่แต่งงานเพื่อต่อเงินหรือสั่งสมอำนาจยังคงพบเห็นได้ทั่วไป อย่างน้อยอัสรัน ซาล่าก็มีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่ง

แต่ละวันอัสรันหมกมุ่นอยู่กับการเรียนและประดิษฐ์ของจุกจิกต่างงานอดิเรก เขาไม่มีแฟน ไม่มีความเห็นเรื่องการแต่งงาน อีกอย่างลักส์ก็เป็นคนดี ในเมื่อไม่มีเหตุให้โต้แย้งจึงยินดีไหลตามน้ำเพื่อประโยชน์ของครอบครัว

ลักส์ ไคลน์ผู้เป็นคู่หมั้นของอัสรันชอบร้องเพลง เมื่อประมาณปีก่อนเธออัพโหลดคลิปเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ต ด้วยสุ้มเสียงไพเราะกับหน้าตาสะสวย ตอนนี้กลายเป็นคนดังคนหนึ่งในโลกออนไลน์ อัสรันไม่ได้สนใจฟังเพลงนัก แต่ก่อนถึงวันนัดพบคู่หมั้นแต่ละครั้งจะเปิดดูข่าวคราวของเธอสักหน่อย การที่ลักส์เป็นคนดังทำให้พอหาหัวข้อสนทนามาคุยกันได้ นับเป็นเรื่องดี ส่วนเรื่องที่ไม่ดีคงเป็นเรื่องที่เพื่อนของอัสรันเป็นแฟนคลับเธอ พอรู้ว่าอัสรันเป็นคู่หมั้นของไอดอลขวัญใจจึงพาลหาเรื่องทะเลาะอยู่บ่อยๆ วันนี้ตอนกลับจากโรงเรียน อิซาคคล้ายสัมผัสได้ว่าอัสรันจะไปเดทจึงแขวะเข้ายกหนึ่ง

อาจดูแก่แดดสำหรับเด็กนักเรียนไปบ้างแต่ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านจัดแจงนัดหมายพวกเขาให้มาพบกันเพื่อสร้างความสนิทสนมอยู่สม่ำเสมอ อย่างน้อยต้องได้กินข้าวด้วยกันสองเดือนครั้ง

คนขับรถบ้านซาล่ารับคุณชายน้อยไปส่งถึงร้านอาหารบริเวณชานเมืองก่อนเวลา คราวนี้ไม่ได้เป็นร้านหรูหราเกินวัยเช่นครั้งก่อน บรรยากาศดูดีทีเดียว พอคิดว่ารสชาติอาหารอาจจะถูกปาก สภาพอารมณ์อัสรันพลอยดีขึ้นไปด้วย เขาเข้าไปรอด้านใน ตรวจสอบรายละเอียดโต๊ะที่จองไว้ล่วงหน้า

ร้านอาหารแห่งนี้มีการจัดห้องสำหรับรับรองแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เดิมอัสรันควรรับประทานมื้อเย็นในห้องด้านในเช่นกัน ทว่าเขาอาลัยอาวรณ์บรรยากาศด้านนอกอย่างมาก ความต้องการนั่งรับลมชมวิวสวนยามค่ำทำให้ขอย้ายโต๊ะ ลักส์ผู้อยู่ระหว่างเดินทางไม่มีความเห็นเป็นอื่น บอกให้จัดการตามใจชอบได้เลย ด้วยเหตุนี้อัสรันจึงไปนั่งรอคู่หมั้นยังโต๊ะแถวนอกติดระเบียงร้าน รับเพียงเครื่องดื่มจากพนักงานหนึ่งแก้ว เปิดกระเป๋าสะพายหยิบสมุดกับดินสอขึ้นมาสเกตแบบหุ่นไขลานฆ่าเวลาอย่างสบายอกสบายใจ

“คิระ ทางนี้ๆ”

คิระ...?

เพิ่งลงขีดได้ไม่กี่เส้นพลันถูกชื่อคุ้นหูกวนสมาธิเข้าเสียก่อน อัสรันยกสายตาขึ้นจากกระดาษสีขาว มองเห็นคนสองคนเดินมาทางโต๊ะฝั่งระเบียงตัวอื่น คนเดินนำหน้าแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง ผมสีทองประบ่า มีหมวกเบเร่ต์วางบนศีรษะ กำลังกอดแขนลากอีกคนที่ดูเหลาะแหละไม่สู้คน คนหลังนี้เองที่อัสรันรู้จักดี เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์...ใช่คิระ ยามาโตะจริงๆ เสียด้วย

ไม่รู้ทำไมถึงเกิดความรู้สึกว่าจะถูกเห็นไม่ได้ อัสรันยกสมุดบังใบหน้า ดวงตาสีเขียวเหนือขอบสมุดจับจ้องผู้มาใหม่ทั้งสอง พวกเขาไม่ได้เลือกโต๊ะติดรั้วแต่ขยับเข้ามาด้านในแถวหนึ่ง นั่งห่างจากโต๊ะของอัสรันออกไปเล็กน้อย คิระที่บอกว่า ไม่ได้ เดี๋ยวเธอทำหมวกหล่นลงไปอีก ดึงเก้าอี้หันหลังให้อัสรันพอดี ด้วยตำแหน่งการจัดวางโต๊ะกับมุมการนั่ง อัสรันมองเห็นที่นั่งฝั่งตรงข้ามคิระได้ชัดแจ๋ว...ผู้หญิงแฮะ

แม้ตอนนี้เรียนคนละห้องแต่อัสรันคลุกคลีกับคิระอยู่ตลอด รู้หน้าค่าตาแวดวงเพื่อนของอีกฝ่ายดี เพิ่งช้ำใจเรื่องผู้หญิงมาแท้ๆ คงไม่ใช่แฟนคนใหม่หรอกมั้ง?

ขณะกำลังสังเกตการณ์ แขกของตัวเองมาถึงแล้วเช่นเดียวกัน ลักส์สวมกระโปรงตัวยาวสีหวาน เอียงคอมองคู่หมั้นที่แปลงกายเป็นนักสืบราวกับสัตว์ตัวน้อย “อัสรัน?”

เจ้าของชื่อได้สติ รีบดึงสายตากลับมาแล้วทักทายเธอ ตอนเรียกพนักงานเพื่อให้ทยอยเสิร์ฟอาหาร ลักส์ไม่ได้นั่งลงในทันที เธอขยับเท้าเปลี่ยนมุมยืนเล็กน้อย พยายามองว่าอัสรันกำลังจับจ้องอะไรด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วก็มีอันต้องยืนนิ่งครู่ใหญ่ รอจนอัสรันเรียกชื่อเบาๆ สองสามครั้งถึงได้อุทานว่า ตายจริงก่อนรวบกระโปรงนั่งยังที่ของตน

“คิระ! เจ้านี่อร่อยนะ!

“ไม่ต้องตักมาให้แล้ว กินไม่ไหว...”

“นายต้องกินให้เยอะๆ หน่อย ผอมเกินไปแล้ว”

บทสนทนาลอยตามลมมาให้ได้ยินขาดๆ หายๆ สาวผมทองที่ดูคล้ายเด็กผู้ชายเปี่ยมล้นด้วยพลัง พูดจาเสียงดังฟังชัด ในขณะที่คิระพูดจาเสียงเบาอยู่แล้ว เวลานี้ด้วยเกรงจะรบกวนลูกค้าคนอื่นจึงยิ่งลดเสียงลงไปอีกจนใครบางคนกางหูแอบฟังก็ฟังไม่ถนัด บุคลิกทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บรรยากาศกลับปรองดองสนิทสนมยิ่งกว่าคู่หมั้นบางคู่เสียอีก

“เป็นคนรู้จักของอัสรันเหรอคะ?”

นอกจากอัสรันที่เจริญอาหารขึ้นอย่างน่าประหลาดหลังเห็นคนแปลกหน้ากินหน้าตั้งจนต้องเหลือบตามองเพิ่มความอยากอาหารอยู่เรื่อยๆ ลักส์เองก็มักจะหันไปทางโต๊ะเดียวกัน เธอย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

อัสรันเสจิบน้ำแก้เก้อ นึกอายเล็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าไม่มีสมาธิในการดูแลคู่หมั้น เขาตอบติดกระอักกระอ่วนว่าเป็นเพื่อนน่ะ

“น่าเสียดายจัง คราวหน้าน่าจะชวนมานั่งทานด้วยกันนะคะ อาจจะครึกครื้นขึ้นอีกหน่อย”

การเรียกคนอื่นมานั่งด้วยตอนเดทออกจะเป็นความคิดที่แปลกพิลึกอยู่สักหน่อย ทว่าอัสรันกับลักส์ไม่ได้มีความรู้สึกเกินเลยต่อกัน ต่อให้มันแปลกก็เข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงเสนอขึ้นมาแบบนั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ...

“ผมรู้จักหมอนั่นแต่ไม่รู้ว่าคนที่มาด้วยเป็นใคร ถ้าเป็นแฟน ไปรบกวนเวลาส่วนตัวคงไม่ดี”

ลักส์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนร้อง อ้อ ออกมาคำหนึ่ง ประกายในดวงตาคล้ายจะหม่นลง

“เป็นน้องชายก็หัดฟังพี่สาวพูดบ้างสิ....!

ลักส์ “...”

อัสรัน “...”

ตรงข้ามกับลักส์ที่สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย อัสรันเต็มไปด้วยความสับสน พี่สาว? ไหนนายบอกว่าเป็นลูกคนเดียวไง?

 

เนื่องจากไม่ได้พักในหอพักนักเรียนอย่างคิระ หลังกลับจากทานมื้อเย็น อัสรันไม่อาจปรี่เข้าใส่เพื่อนเพื่อถามไถ่ต่อหน้า เขานั่งคิดนอนคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี ใจอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นแค่อายุมากกว่าเลยเรียกตัวเองเป็นพี่สาว หรือแท้จริงแล้วคิระมีพี่น้องลับๆ กันแน่

จากนิสัยใจคออันซื่อตรงของเพื่อนสนิท อัสรันคิดว่าความเป็นไปได้อย่างแรกมีโอกาสถูกต้องมากกว่า คิระไม่น่าโกหกว่าเป็นลูกคนเดียว แต่การจะยืนยันสมมติฐานได้นั้นต้องถามจากเจ้าตัว อัสรันยังคิดไม่ออกว่าจะถามยังไงถึงดูเป็นธรรมชาติ แม้ได้พบโดยบังเอิญที่ร้านอาหาร ทว่าการเข้าไปถามซ่อกแซ่กเพิ่มเติมก็เหมือนประกาศตัวว่าแอบฟังเรื่องคนอื่น...ความร้ายแรงต่างจากการพบโดยบังเอิญคนละเรื่อง

นอกจากนี้ สมมติว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ ขึ้นมาล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมคิระต้องโกหก?

อัสรันค้างคาใจและอยากรู้คำตอบเอามากๆ เขาล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ปลดล็อก จากนั้นล็อกใหม่...ซ้ำไปซ้ำมาจนปวดโคนนิ้ว สุดท้ายเลยได้ลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปเรียนตอนเช้าในสภาพอิดโรย เบ้าตาหมองคล้ำจากการนอนไม่พอ

เรื่องไร้สาระพรรค์นี้กลับเอาแต่คิดวนเวียนจนได้นอนเอาตีสาม แถมคิดตั้งนานยังไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันใดอีกต่างหาก ถือได้ว่าเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์โดยแท้ กระทั่งตัวอัสรันยังอยากชกตัวเองสักหมัด

ระหว่างเดินเท้าผ่านประตูหน้าเพื่อไปอาคารเรียนพบเห็นเด็กนักเรียนประปราย ส่วนมากเป็นสมาชิกชมรมกีฬาที่มาฝึกซ้อม อันที่จริงด้วยกฏระเบียบของบ้าน อัสรันมีครูฝึกพิเศษสอนศิลปะป้องกันตัว ซ้ำยังมีตารางออกกำลังกายเป็นกิจจะลักษณะเช่นกัน แต่วันนี้เขาโดดวิ่งกับเมนูออกกำลังกายอื่นๆ รอบเช้า ตั้งใจชดเชยตอนเย็นทีเดียว

อัสรันซึมซับลมเย็นกับอากาศอันปลอดโปร่ง หนีบกระเป๋าเลาะริมสนามบอล เลียบผ่านสนามเบสบอลอันคึกคัก

“...”

ข้างสนามเบสบอลนอกรั้วตาข่ายมองเห็นหัวทุยๆ สีทอง ร่างนั้นสวมชุดวอร์มตัวโคร่งหมอบตัวอยู่บนจักรยาน ทั้งที่มองเห็นเพียงด้านหลัง สัมผัสที่หกกลับมั่นใจ

คนเมื่อวาน

ฝีเท้าอัสรันชะลอลง ใช้เวลาเสี้ยววินาทีในการตัดสินใจว่าต้องดูหน้าเพื่อยืนยันให้ได้ โชคเข้าข้างเขาไม่น้อย จังหวะที่ระยะห่างเป้าหมายเหลือเพียงสองช่วงแขน สมาชิกชมรมเบสบอลขว้างลูกหักเลี้ยวกระแทกตาข่ายอย่างแรงพอดี คนบนจักรยานที่กำลังสะลึมสะลือตกใจกับลูกที่พุ่งเข้าใส่ตัวกะทันหัน ร้องกรี๊ดเสียงดังก่อนเสียการทรงตัว

อัสรันประคองหลังทันก่อนเจ้าหล่อนล้มกระแทกพื้น

“อ๊ะ ขะ ขอบใจนะ”

“...”

ใช่จริงด้วย

ใบหน้าที่เงยมองขึ้นมาจากบริเวณอกเป็นใบหน้าเดียวกับเมื่อวาน อัสรันมองแวบเดียว แน่ใจแล้วก็รีบย้ายสายตารวมทั้งดันไหล่เธอออกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มระยะห่าง

ด้วยหกล้มตอนนั่งคร่อมจักรยาน สารรูปสาวน้อยผมทองในตอนนี้จึงอเนจอนาถอย่างมาก อัสรันค่อยๆ ยกตัวเธอขึ้น รอจนยืนด้วยตัวเองมั่นคงดีแล้วอีกฝ่ายค่อยแกะขาออกจากก้านจานจักรยานอย่างเก้ๆ กังๆ

สมาชิกชมรมเบสบอลวิ่งเข้ามาใกล้ ขอโทษขอโพยยกใหญ่จากอีกฟากของตาข่าย ไม่คาดคิดว่ามีรั้วรอบขอบชิดเพิ่มความปลอดภัยยังอุตส่าห์เกิดอุบัติเหตุได้ในรูปแบบอื่น สาวน้อยโบกมือเหมือนไล่แมลงวันบอกว่า “ไม่เป็นไรๆ ฉันตกใจเกินเองแหละ”

การปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกชมรมเบสบอลค่อนข้างเป็นกันเอง คาดว่ารู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว ขณะช่วยจับแฮนด์จักรยาน อัสรันถามว่าอยากไปห้องพยาบาลหน่อยไหม ทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธ เธอย่อตัวนั่งลง ม้วนขากางเกงขึ้นข้างหนึ่ง ปลีน่องที่เผยออกมาเป็นขาของคนออกกำลังกายและไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ

“ป่านนี้ห้องพยาบาลยังไม่เปิดหรอก ฉันไม่เป็นไรด้วย”

ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องราวกับอวดอ้างว่าตนแข็งแรงดีหนักหนาดูเหมือนเด็กที่ถูกตามใจจนเหลิงอยู่นิดหน่อย อัสรันเกือบหลุดหัวเราะคิกแต่ยกมือขึ้นบังริมฝีปากและแสร้งไอกลบเกลื่อนทัน

“เธอเป็นสมาชิกชมรมเบสบอลเหรอ?”

เพราะยังอยากสนทนาต่ออีกหน่อย อัสรันอาสาช่วยสาวน้อยนำจักรยานไปยังลานจอด ชวนคุยพลางเข็นจักรยานพลาง เขาแปลกใจเมื่อพบว่าเธอเรียนโรงเรียนเดียวกัน คิระเป็นนักเรียนชั้นปีสูงสุดแท้ๆ ทำไมถึงบอกว่าตนเองเป็นพี่สาวนะ?

“เรียกคางาริก็ได้”

“งั้นคางาริ เธอเป็นสมาชิกชมรมเบสบอลเหรอ?”

คำตอบคือใช่คางาริสังกัดทีมหญิง สถานะปัจจุบันนั่งเป็นตัวสำรองสืบเนื่องจากอาการบาดเจ็บบริเวณไหล่ซ้าย วันนี้มาเกาะรั้วดูคนอื่นซ้อมเพราะพักหลายวันจนเบื่อหน่ายแล้ว

อัสรันทวนความจำเล็กน้อย อดหยอกล้อไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เธอนั่งหลับในหรอกเหรอ?”

ไม่อย่างนั้นจะคอพับคออ่อนคาแฮนด์จักรยานแล้วตกใจถึงขั้นล้มหงายได้ยังไง?

คางาริย่นคิ้ว ทำปากยื่นพลางว่าท่าทางดูเรียบร้อยแท้ๆ นายนี่กวนโอ๊ยเอาเรื่องเลยนะ

จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลมากนัก เผลอเดี๋ยวเดียวคนทั้งคู่ก็มาถึงลานจอดจักรยานแล้ว อัสรันไม่มีข้ออ้างอื่นให้อยู่ต่อทั้งยังไม่สมควรสร้างความอึดอัดใจต่อเด็กผู้หญิงที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรก เขาจำต้องกล่าวลาและผละไปทางอื่น

“เรื่องจักรยาน ขอบใจนะ!

ภาพคางาริโบกมือหย็อยๆ ส่งอย่างร่าเริงกลางแสงแดดยามเช้าทำให้คนมีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอย่างอัสรันอดคาดหวังอย่างไม่ถูกไม่ควรไม่ได้...ถ้าไม่ใช่แฟนของคิระคงดี

ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยจริงๆ

แต่ถ้าคางาริไม่ได้เป็นแฟนใครก็คงดี เขาคิดอย่างนั้น

 

โรงเรียนขนาดใหญ่มีคนมากมาย เป็นเรื่องธรรมดาหากจำหน้าคนไม่ได้ ทว่าสำหรับอัสรัน คางาริสะดุดตาอยู่ไม่น้อย เขาแปลกใจที่ไม่เคยเห็นเธอเลยจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่

วันนี้มีเรียนวิชาเลือกพร้อมคิระตอนบ่าย อัสรันที่ข่มความสงสัยไว้เต็มท้องนับจากเมื่อวานตั้งใจถือโอกาสนี้ลองตีเนียนถามดู นิโคลขาดเรียนพอดี  กลุ่มสามคนในคาบจะเหลือเพียงตนกับคิระสองคน จังหวะเหมาะอย่างยิ่ง

ก่อนอื่นอัสรันเปิดประเด็นว่าบังเอิญเห็นคิระไปเดท เย้าว่าเป็นแฟนคนใหม่เหรอ ครั้นไม่ยอมรับคำปฏิเสธของคิระที่พยายามอธิบายจนหน้าดำหน้าแดงหลายครั้งเข้า พ่อหนุ่มรักสงบก็กัดฟันยอมแพ้

“ถ้าเป็นอัสรันคงไม่เป็นไร แต่เรื่องนี้อย่าเอาไปบอกคนอื่นนะ...”

คางาริเป็นพี่น้องฝาแฝดน่ะ...คิระกระซิบกระซาบบอกความลับเสียงเบา

รายละเอียดหยาบๆ ที่มารับรู้ภายหลังคือพวกเขาทั้งสองถูกแยกกันเลี้ยง หลังกลายเป็นเด็กกำพร้าบิดามารดา คิระได้ลุงกับป้ารับดูแล ส่วนตระกูลอัสฮาที่มีบุตรไม่ได้ขอรับคางาริไป สองบ้านติดต่อกันมาโดยตลอดทำให้พี่น้องสนิทสนมกันดี แค่ฉากหน้ากลายเป็นคนอื่นคนไกลเท่านั้น อันที่จริงคางาริบอกว่าอยากเรียนโรงเรียนเดียวกับคิระบ้างจึงขอร้องพ่ออยู่พักใหญ่ถึงได้ย้ายโรงเรียนมาที่นี่ตอนชั้นปีสุดท้าย

ครอบครัวยามาโตะเป็นคนธรรมดา ทว่าอัสฮาทำธุรกิจพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้รัฐบาล มีศัตรูอยู่ไม่น้อย เข้าใจได้ว่าทำไมไม่ต้องการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลทั่วไป ครอบครัวของอัสรันเกี่ยวพันทั้งทหารและการเมือง ตัวเขาเองก็ถูกพ่อเคี่ยวเข็ญมามากจากการแขวนชื่อ ซาล่า ไว้กับตัว โดนลักพาตัวตอนเด็กครั้งหนึ่ง จากนั้นมาถึงถูกบังคับให้เรียนศิลปะป้องกันตัวจนเอียน

ความในถูกนำออกโดยพลการ คิระจึงพาอัสรันไปแนะนำกับคางาริเป็นเรื่องเป็นราว ยอมรับผิดแต่โดยดีว่าเผลอพูดไปแล้ว คางาริตกใจไม่น้อยตอนเห็นอัสรัน และตกใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าเขาสนิทกับคิระมากพอจะได้รับความไว้วางใจขั้นนี้ อย่างไรก็ดี อาการตกใจของคางาริไม่ใช่การตกใจในความหมายทางลบ เธอไม่ได้มีความประทับใจแย่ๆ ต่ออัสรัน ทั้งยังเชื่อสายตาคิระพอสมควร ไปๆ มาๆ เลยพลอยคบหาอัสรันไปด้วย และอาจเพราะเขารู้ความลับของเธอ ความสนิทใจถึงได้พุ่งพรวดอย่างก้าวกระโดด

ปกติแล้วคางาริจะมีคนขับรถรับส่งไปเรียนเหมือนอัสรัน แต่นานๆ ทีเธอจะดื้อรั้นใช้จักรยานเพราะอยากลงแรงออกกำลังกาย อัสรันเคยเห็นเข้าครั้งหนึ่งจึงลงจากรถของที่บ้านไปซ้อนท้าย คางาริตกใจในตอนแรก ไม่รอให้เธอเปิดปาก อัสรันรีบออกตัวตัดหน้าว่าถ้าปั่นไม่ไหวตนจะเป็นฝ่ายปั่นเอง คางาริเลิกตั้งคำถามทันที ฮึดฮัดพูดว่าอย่ามาดูถูกกันนะ

นานวันเข้าอัสรันเคยชินกับตัวตนคางาริจนเผอเรอไปหน่อย ต่อให้ซ้อนจักรยานมาถึงโรงเรียนได้โดยไม่ถูกตำรวจจราจรเรียก ทว่าอิซาค จูลเห็นเหตุการณ์แล้วเดือดเป็นไฟ

“มีคู่หมั้นอยู่แล้วยังลอยหน้าลอยตาใกล้ชิดคนอื่นอีกเรอะ!

คางาริเพิ่งเคยได้ยินเรื่องคู่หมั้นของอัสรันเป็นครั้งแรกพลอยฟ้าพลอยฝนถูกตำหนิไปด้วยจนทำหน้าไม่ถูก พอเธอที่นั่งบนอานด้านหน้าเหลียวหลังกลับมา อัสรันรู้สึกเหมือนศีรษะถูกทุบอย่างแรง

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดละอ่อนและยากต่อการอธิบายให้คนนอกฟัง อัสรันกับลักส์คบหากันผ่านความเห็นชอบของผู้ใหญ่โดยมีหมุดหมายในใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นคู่ครองในอนาคต แม้พยามยามจวบจนปัจจุบันก็ยังคงปลุกความรู้สึกรักใคร่ขึ้นมาไม่สำเร็จ ทว่าเป้าประสงค์ของการหมั้นหมายยังคงอยู่ สมควรซื่อสัตย์ต่อกัน ด้วยเหตุนี้หากอัสรันใกล้ชิดคางาริอย่างบริสุทธิ์ใจคงไม่อาจนับได้ว่ากระทำเรื่องไม่เหมาะสม ปัญหาคืออัสรันนั้น...

 

“อัสรันเชื่อในรักแรกพบไหมคะ?”

เพราะอยู่ในช่วงสอบปลายภาค วันนี้การพบปะลักส์ตามกิจวัตรจึงเป็นการนัดหมายอันเรียบง่ายอย่างการ เที่ยวบ้าน

เจ้าบ้านจดโน้ตท่าท่างเดียวกับที่นั่งหน้าโต๊ะเมื่อวาน แค่ย้ายสถานที่จากห้องนอนมาเป็นห้องรับแขกเพื่อให้เกียรติคู่หมั้น แขกของเขานั่งชิดขาอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลออกไป มือเรียวยาวพลิกอัลบั้มรูปด้วยใบหน้าเปื้อนยื้ม

อัสรันเหลือบตามองเธอเล็กน้อย ไม่ว่าในหัวกำลังคิดอะไร ริมฝีปากแนบสนิทเหมือนทากาว ไม่พูดไม่จาและบันทึกใจความสำคัญจากตำราเรียนต่อไป

เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ลักส์หันมามองตัวบุคคลแทนรูปถ่าย ดวงตาโค้งขึ้นอีกเล็กน้อย “จะไม่พูดอะไรสักหน่อยเหรอคะ?”

“...”

ถูกจี้ขนาดนี้ไม่วางมือคงไม่ได้ อัสรันรีดขอบโพสอิทสีเหลืองอ่อน วางปากกาทับลงบนนั้น ในหัวเรียงลำดับสิ่งที่อยากพูด ที่สุดก็เอ่ยถามออกมาเรื่องหนึ่ง “จำคิระได้หรือเปล่า...คิระ ยามาโตะ”

เท่าที่อัสรันทราบ ลักส์เคยพบคิระที่ร้านอาหารครั้งนั้นพร้อมตนเพียงครั้งเดียว ไม่เคยคุยกันแม้ครึ่งคำ ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้ลืมไปแล้วก็ไม่แปลกสักนิด คำถามนี้ออกจะโผล่มาแบบไร้ต้นสายปลายเหตุพอสมควร ทว่าอะไรบางอย่างที่อธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้เขาตัดสินใจถามออกมา

ลักส์เกลี่ยปลายนิ้วลงบนรูปหนึ่งในอัลบั้มรูปของอัสรัน มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน “จำได้ค่ะ”

ฟังแล้วอัสรันยิ้มบ้าง “ผมกับคิระคุยว่าหลังสอบจะไปเที่ยวเล่นพักผ่อนสักหน่อย...ยังมีพี่สาวหมอนั่นอีกคน ลักส์น่ะ สนใจจะไปด้วยกันหรือเปล่า?”

ดวงตาสองคู่ประสานกัน เกิดเสียงแกรกกรากปั่นฟันเฟืองในมโนสำนึก

เมื่อปะติดปะต่อได้ระดับหนึ่ง ลักส์ทอดเสียงนุ่มนวลถามเพื่อยืนยันเพิ่มเติม “พี่สาวที่ว่า...ใช่คุณคางาริที่คุณเคยพูดถึงหรือเปล่าคะ?”

อัสรันจำไม่ได้ว่าเคยพูดถึงคางาริตั้งแต่เมื่อไร แววตาของเขาวูบไหวไปหนึ่งจังหวะ หากเสียงตอบรับยังคงหนักแน่นชัดเจน “ใช่”

คนฟังพอใจแล้ว รอยยิ้มพลอยกระจ่างขึ้นหนึ่งระดับ “อย่างนี้นี่เอง ด้วยความยินดีค่ะ รบกวนให้ฉันไปด้วยคนนะคะ”

นับจากวินาทีนั้น การร่วมแรงร่วมใจบางอย่างซึ่งไม่มีแม้แต่การตกลงลมปากก็เริ่มต้นขึ้น

 

[Cagalli’s POV]

การสอบจบลงไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นคางาริ ยูระ อัสฮาจึงโยนความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสอบทิ้งไปจากสมอง ขอดีใจกับการฟื้นตัวของร่างกายแทน โค้ชบอกว่าเธอสามารถเข้าร่วมการซ้อมตามปกติและคัดตัวลงแข่งได้แล้ว

ในฐานะที่เป็นนักเรียนใหม่ คางาริไม่ได้ผูกพันธ์กับสมาชิกขมรมเท่าคนอื่นๆ นอกจากนี้คือไม่มีความฝันอันยิ่งใหญ่อย่างการพิชิตระดับประเทศหรือเป็นนักกีฬาอาชีพ เธอชอบการออกกำลังกายกับกีฬา เลือกเล่นเบสบอลเพราะเป็นหนึ่งในกีฬาโปรด คางาริที่มีภาระหน้าที่ของครอบครัวอยู่แล้วอาจไม่มีฝันยิ่งใหญ่เท่าคนอื่นในชมรม ทว่าเธอมีใจสู้ไม่น้อยไปกว่ากันแน่นอน คนเราลงมือทำอะไรล้วนต้องการผลลัพธ์อันดีตอบแทนความพยายาม ในกรณีคางาริ ได้ลงสนามแข่งจริงสักครั้งก็พึงพอใจแล้ว

อารมณ์เบิกบานหลังปลดเปลื้องภาระการสอบกับสภาพร่างกายคงอยู่ได้ไม่นาน พอกินมื้อเย็นเสร็จ คางาริมีอันต้องเงื่องหงอยอีกรอบ กอดขาขดตัวเป็นก้อนกลม

คิระผู้อยู่กินมื้อเย็นที่บ้านอัสฮาและยังไม่ได้กลับกำลังพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด พิมพ์อะไรสักอย่างที่คางาริไม่เข้าใจ  เมื่อเห็นฝาแฝดนั่งพาดคางบนหัวเข่าสองข้างซุกมุมโซฟาอีกด้าน เขาเอ่ยถามอย่างอ่อนโยนว่าคิดอะไรอยู่เหรอ

คางาริฝังใบหน้าครึ่งล่างซ่อนหลังเข่า จับปลายผมของตนงึมงำเสียงค่อยว่า “คู่หมั้นที่อัสรันจะพามาอวดเป็นดาราสินะ”

พรุ่งนี้นัดกับอัสรันไว้ว่าจะไปปิคนิคริมน้ำตก คิระจำได้ แต่เขาจำได้แค่อัสรันจะพาใครสักคนมาด้วย เพิ่งมานึกได้ตอนคางาริพูดนี้เองว่าคนคนนั้นเป็นคู่หมั้น การเคลื่อนไหวของนิ้วทั้งสิบหยุดชะงัก พอจับเค้าลางได้ถึงต้นตอการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของคางาริแล้ว

การพาคู่หมั้นหรือแฟนมาทำความรู้จักกับเพื่อนสนิทไม่แปลกอะไร คิระยังเคยแนะนำแฟนคนก่อนหน้าให้อัสรันรู้จัก ในครั้งนี้อัสรันคงทำเหมือนกันกับตน อาจจะยุ่งยากกว่านิดหน่อยตรงคู่หมั้นของอัสรันเป็นคนดัง ไปไหนมาไหนต้องระวังสายตาคนรอบข้างและความปลอดภัยเป็นพิเศษ

“ถึงเป็นคนดังก็ยังเป็นคนทั่วไปคนหนึ่ง ต้องมีเวลาที่ใช้ชีวิตอย่างคนปกติบ้าง ไม่ต้องกังวลเรื่องยิบย่อยไปหรอกคางาริ อีกอย่างพวกเราไม่ได้ไปกลางเมืองหรือที่ที่มีคนเยอะนี่นา”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นซะหน่อย...!

คิระมองสาวน้อยที่ทุบหมอนอิงปั้กๆ อย่างงุนงง ชั่งใจว่าควรพูดปลอบสักคำดีหรือไม่ เกรงว่าใช้คำพูดไม่ดีจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงน่ะสิ ก่อนอื่นจึงลดระดับเสียงและปรับโทนให้อ่อนลงอีกหน่อย ถามเธอว่าเป็นอะไรไป

“ไม่รู้!

วันนั้นคิระ ยามาโตะกลับบ้านไปโดยไม่แน่ใจจนท้ายที่สุดว่าคางาริทั้งซึมทั้งฉุนเฉียวด้วยเหตุอันใด

 

อย่าว่าแต่คิระเลย กระทั่งคางาริเองยังไม่เข้าใจนักว่าทำไมสภาพอารมณ์ตัวเองถึงได้สับสนปรวนแปร ทั้งเศร้าทั้งหงุดหงิดที่จะได้เจอคู่หมั้นของอัสรัน เธอหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ก่อนออกจากบ้านยังใช้เวลายืนหน้าตู้เสื้อผ้านานสองนานแม้สุดท้ายเลือกสวมชุดทะมัดทะแมงเหมือนเดิม

“จะไปเองเหรอ?”

ก่อนออกจากบ้าน ท่านประธานใหญ่บริษัทวิจัยพัฒนาอาวุธผู้เข้มงวด อุซึมิ นารา อัสฮา ถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเป็นครั้งที่สาม คางาริร้อง อื้ม พลางผูกเชือกรองเท้าสนีกเกอร์ เสริมเป็นครั้งที่สามเช่นกันว่าพ่อรีบไปทำงานเถอะ

“เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เขาใช้รถสาธารณะไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะทั้งนั้น พวกคิระบอกว่าจะรออยู่ที่สถานี ตกลงกันไว้แล้วจะมาเปลี่ยนตามใจได้ยังไง”

แต่ไหนๆ ก็เป็นทางผ่าน ขอติดรถสักนิดนะ

คางาริกระโจนขึ้นรถพ่อที่มุ่งหน้าไปยังบริษัทเพื่อลงสถานีโดยสารรถประจำทาง ตอนที่เธอสะพายกระเป๋าย่ามไปถึงจุดนัดหมายพบว่าสองหนุ่มมาถึงก่อนแล้ว อัสรันที่กำลังนั่งเช็คเส้นทางเป็นฝ่ายหันมาเห็นก่อน เขาลุกขึ้นยืน ดวงตาสีเขียวเผยความประหลาดใจ

“คางาริ เอ่อ วันนี้....”

“คางาริ มัดผมมาเหรอ น่ารักดีนะ”

“...”

คิระซึ่งกำลังนั่งเหม่อมองฝูงชน แม้สังเกตเห็นคางาริหลังเพื่อนคนข้างๆ ขยับตัว แต่ปากขยับไวกว่ามาก ถ้อยคำให้กำลังใจพี่สาวฝาแฝดก็จริงใจยิ่ง คนถูกชมลูบผมแกละต่ำสองข้างเขินๆ สีหน้าสดใสขึ้นนิดหนึ่ง แต่ดูมั่นใจขึ้นเป็นกอง

“งะ งั้นเหรอ ขอบใจนะ…!

อัสรัน “...”

ลักส์ตามมาถึงหลังคางาริไม่นาน เทียบกับคางาริที่ใส่เอี๊ยมกางเกงขายาวจนมองผาดๆ กลมกลืนไปกับเด็กผู้ชาย สาวน้อยแสนสวยเปล่งประกายจนตาพร่า ต่อให้สวมชุดกระโปรงเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกับกริยาการเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนชวนมองไปหมด เธอถือกล่องหวายขนาดใหญ่ด้วยมือสองข้าง ยิ้มบอกว่าตนทำอาหารมานิดหน่อย หวังว่าจะถูกปากทุกคน

คางาริมองลักส์แล้วก้มมองตัวเอง พรูลมหายใจยาวอย่างชื่นชมแฝงความรู้สึกศิโรราบ “คู่หมั้นของอัสรันนี่ยอดไปเลยนะ”

ผู้ถูกพาดพิงคิ้วกระตุก มองกระหม่อมสีทองๆ จากมุมสูงด้วยสีหน้าเหมือนกำลังอยากพูดอะไรแต่พูดไม่ออก ยิ่งเห็นคางาริทำท่าจะถองศอกใส่ตนแต่เปลี่ยนใจเก็บไม้เก็บมือแล้วสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำ

“ไปช่วยเธอถือของสิ ท่าทางจะหนัก”

อัสรันเลือกกลืนถ้อยคำต่อล้อต่อเถียงในปากลงท้อง ประสานสายตากับลักส์อย่างรวดเร็ว...เป็นพริบตาสั้นๆ ที่ไม่มีใครสังเกตทันนอกจากเจ้าตัว จากนั้นโบ้ยไปให้คนอื่นหน้าตาเฉย

“คิระ ช่วยหน่อยสิ”

“เอ๊ะ?”

อยู่ๆ ถูกโยนงานให้ คนถูกเรียกเผยสีหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงกับการแสดงออกของเพื่อนสนิท อย่างไรก็ตาม คิระยินดีช่วยเหลือจึงรับกล่องหวายจากลักส์มาถืออย่างไม่เกี่ยงงอน คิดเองเออเองว่าตนยืนใกล้ลักส์ที่สุดถึงถูกไหว้วานแน่ๆ

เป็นคางาริเสียอีกที่ไม่พอใจ หัวคิ้วของเธอขยับเข้าหากัน ขึงตาใส่อัสรันเคืองๆ “คิระอ่อนแอจะตาย ทำไมต้องใช้หมอนั่นเล่า”

“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดจะถือของหนักแค่นี้ไม่ไหวนะ...”

คำว่าอ่อนแอแสลงหูเหลือเกิน คิระรู้สึกถูกปรักปรำ ทว่าไม่มีใครสนใจการประท้วงเล็กๆ อันไร้กำลังของเขา

การเดินทางไปปิคนิคพักผ่อนหลังสอบเสร็จราบรื่นดี ไม่มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างทาง สภาพอากาศก็ดีมาก สามารถหย่อนใจฆ่าเวลาคลายความตึงเครียดได้อย่างน่าประทับใจ

มีแค่พฤติกรรมของเพื่อนร่วมทางที่แปลกมาก

คางาริรู้สึกว่าอัสรันกับลักส์แปลกสุดๆ

คู่หมั้นไม่ใช่ว่าเหมือนแฟนหรอกเหรอ?

อย่างตอนมื้อกลางวัน พอปูเสื่อเตรียมนั่ง คางาริตั้งใจจะนั่งข้างคิระ ให้หนุ่มหล่อสาวสวยคู่สร้างคู่สมนั่งเคียงกัน ผลกลายเป็นว่าอัสรันกับลักส์ชิงพื้นที่บนเสื่อตัดหน้าพวกเธอพี่น้องเสียก่อน แถมนั่งเป็นมุมทแยงอีกต่างหาก กลายเป็นว่าคางาริต้องนั่งข้างอัสรัน หันหน้าเข้าหาลักส์ ไหนจะคำพูดคำจาแปลกพิลึกของสองคนนั้นอีก...

“มีแต่ของโปรดนายไม่ใช่เหรอ ลักส์ตั้งใจทำมา กินเยอะๆ หน่อยสิคิระ”

ถึงจะจริงที่มีแต่ของโปรดคิระจนไม่น่าเชื่อว่าบังเอิญ แต่ลักส์ไม่รู้จักคิระ ไม่มีทางตั้งใจทำอาหารตามความชอบคิระแน่นอน ทำไมอัสรันพูดเหมือนเป็นพ่อสื่อเลยล่ะ?

“เชือกรัดผมคุณคางาริน่ารักจังเลยค่ะ จะว่าไปก็เหมือนสีตาของอัสรันนะคะ”

ใครเขาจะไปสังเกตว่าเชือกรัดผมสีอะไร ถ้าจะทักจริงๆ ก็ควรทักรองเท้าสนีกเกอร์ที่เหมือนคิระเปี๊ยบเพราะซื้อมาตอนจัดโปรโมชันมากกว่าหรือเปล่า อันนี้สิบังเอิญของจริงเพราะไม่ได้นัดกันมา

ตอนคางาริสลัดรองเท้าพับขากางเกงไปเล่นน้ำ อัสรันก็มานั่งแช่ตีขาอยู่ใกล้ๆ ทิ้งคู่หมั้นตัวเองนั่งทอดหุ่ยหลบร่มอยู่กับคิระสองต่อสองเฉยเลย...เป็นเรื่องปกติของคู่รักที่ไม่หึงหวงและไว้วางใจในตัวกันและกันเหรอ?

“อัสรัน นายไม่อยู่กับลักส์จะดีเหรอ?” คางาริเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ เพื่อระบายความกระวนกระวายออกไปจึงยกเท้าเดินเข้าไปถาม

อัสรันยังมีแก่ใจดีดน้ำใส่เธอ กล่าวสบายๆ ทั้งรอยยิ้มว่า “ลักส์ไม่น่าห่วงหรอก คางาริต่างหากที่อาจจะลื่นล้มเอาได้”

“ไม่ใช่แบบนั้น นายไม่ควรให้ลักส์อยู่กับคิระตามลำพังต่างหาก โธ่เอ๊ย...ไม่สิ ก่อนอื่น ต่อให้ฉันล้มแล้วมันจะทำไม แค่ลุกขึ้นมาก็จบแล้ว นายเป็นจอมเวทที่หยุดเวลาก่อนฉันล้มหัวฟาดได้หรือไง จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ต่างกันนี่”

“ดูพูดเข้าซิ” อัสรันหรี่ตา เพราะใช้น้ำที่ช้อนขึ้นมาในอุ้งมือหมดแล้ว ไหนๆ ก็เอื้อมถึงตัวเลยเปลี่ยนมาดีดหน้าผากเบาๆ แทน

ด้วยเป็นนักเรียนใหม่ คางาริไม่มีเพื่อนที่สนิทสนมในโรงเรียนมากนัก แม้ไม่ถึงกับหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่คนในห้องมีกลุ่มของตัวเองที่คบหากันมาหลายปีอยู่ก่อนแล้ว นักเรียนใหม่แทรกเข้าไปได้ยาก อัสรันซึ่งจับพลัดจับผลูได้คุยกันบ่อยๆ ผ่านคิระจึงนับว่าเป็นคนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่ง การสกินชิประดับนี้ก่อนหน้าไม่นับเป็นอะไร กระทั่งรู้ว่าอัสรันมีคู่หมั้นถึงระมัดระวังหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัว

พออัสรันไม่ใส่ใจเรื่องการเว้นระยะห่าง คางาริที่ขาดประสบการณ์เรื่องรักใคร่ชักสับสนว่าตนควรทำอย่างไรแน่ มันไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ? หรืออัสรันเป็นคนต่ำทรามที่ละเลยคู่หมั้นของตัวเอง?

สีหน้าของคางาริเปลี่ยนแปลงไปมา ในเมื่อคิดเอาเองไม่ได้คำตอบ เธอตัดสินใจหย่อนก้นนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ข้างๆ อัสรัน ตัดสินใจเล่นลูกตรง

“นายมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าควรเว้นระยะห่างจากฉันมากกว่านี้เหรอ?”

ไตร่ตรองอยู่อึดใจหนึ่ง อัสรันปรับสีหน้าจากขมวดคิ้วคร่ำเคร่งมาเป็นสบายดีไม่ทุกข์ร้อน เอ่ยชัดเจนว่า “พวกเราหมั้นกันเพราะผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามเท่านั้น”

จากนั้นยังเสริมเพิ่มว่าการหมั้นหมายเป็นไปเพราะผลประโยชน์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความรู้สึก จะคิดว่าเป็นการคบหาในลักษณะพึ่งพาใช้ประโยชน์จากกันก็ได้ อัสรันเพิ่มเติมถึงอนาคตอีกว่าหากไม่มีประโยชน์ต่อกันเมื่อไร มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการถอนหมั้น สถานะตอนนี้ไม่ได้มั่นคงอะไรขนาดนั้นหรอก

เธอปฏิบัติกับฉันตามธรรมชาติเถอะ ไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น อัสรันสรุป

คางาริก้มหน้าแตะปลายคาง คิดตามคำพูดคนข้างๆ

“การหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์...”

“ใช่”

“ต่อให้ไม่รักชอบก็หมั้นหมายได้ จบเรื่องแล้วค่อยถอนหมั้นทีหลังก็ได้...”

“ใช่!

“แสดงว่าฉันควรหมั้นกับยูน่าเหมือนกันเหรอ?”

“เธอพูดถึงใครขึ้นมากะทันหันเนี่ย...! ไม่ใช่!!

เพราะอัสรันขึ้นเสียงไม่มีปี่มีขลุ่ย ลักส์กับคิระตกใจจนหันมามอง พวกเธอรีบโบกมือพั่บๆ ยืนยันว่าไม่มีอะไร รอจนคนหันกลับไปแล้ว อัสรันที่หน้าเครียดขึ้นมาอีกรอบรีบถามทันทีว่ามันอะไรกัน

เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสัพเพเหระทั่วไป อัสรันยังเป็นผู้มีประสบการณ์หมั้นหมายการเมืองโดยตรง สามารถแสดงความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือได้ คางาริไม่เห็นความจำเป็นในการยักท่าเล่นตัวจึงเปิดปากเล่าให้ฟัง

เท้าความก่อนว่าพ่อของคางาริอย่างอุซึมิไม่หาประโยชน์อันใดจากลูกสาว เป็นคุณพ่อคนหนึ่งที่ปรารถนาให้ลูกได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามต้องการ นอกจากเรียนรู้เรื่องของที่บ้านตามความเหมาะสม เขาแทบไม่บังคับฝืนใจอะไรคางาริเลย การหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใหญ่เป็นเรื่องไกลตัวคางาริมาโดยตลอด

แต่พ่อของเธอไม่สนใจใช่ว่าคนอื่นจะไม่สนตาม แน่นอนว่ามีคนบางกลุ่มเข้ามาหยั่งเชิงท่าทีคางาริลับหลังอุซึมิ รวมทั้งหว่านคำหวานหลอกล่อเกลี้ยกล่อมให้สนใจการเกี่ยวดองตระกูลอื่นๆ อยู่ประปรายเหตุผลอาจเพราะเห็นเธอเป็นลูกสาวคนเดียว น่าจะหัวอ่อนควบคุมง่าย หรืออาจจะพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยประกอบอื่นอย่างจริงใจก็ได้

ในบรรดาคนใจกล้าจำนวนนับนิ้วได้ที่เข้าหา ตระกูลเซรันของยูน่าทำประโยชน์ให้ตระกูลอัสฮาได้มาก เจ้าตัวยูน่าเองก็แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าเต็มใจแต่งงานกับเธอ ก่อนหน้านี้คางาริไม่แยแสพวกเขา กระทั่งได้ยินเรื่องของอัสรันถึงได้เปิดมุมมองความคิดใหม่

ในเมื่อการถอนหมั้นทีหลังไม่ยุ่งยากอะไร บางทีการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันชั่วระยะเวลาหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้…?

“เธอคิดแบบนั้นไม่ได้นะ”

สีหน้าของอัสรันเปลี่ยนสีไปมาเป็นไฟจราจร เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามพูดลอดไรฟันว่าต้องดูเป็นรายกรณีเพราะคนที่ต้องแต่งงานจริงและใช้ชีวิตคู่แบบแกนๆ ทั้งแบบนั้นมีอยู่จริง ถึงขั้นยกตัวอย่างว่า ต่อให้ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ยังมีคนที่แอบมีชู้รัก นับประสาอะไรกับการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักล่ะ

“ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับยูน่าสักหน่อย นายบอกเองนี่ว่าตกลงถอนหมั้นกันทีหลังได้”

” อัสรันปวดศีรษะลามมาถึงรากฟัน เขาข่มใจให้เย็น ฝืนยกมุมปากทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ ชี้แจงว่า “ฉันหมายถึงถ้าเวลาผ่านไปแล้วเขาไม่ยอมถอนหมั้นเธอก็ต้องแต่งงาน คางาริ เธออยากเสี่ยงเหรอ? สถานการณ์ทางบ้านของเธอไม่มีใครบังคับให้ต้องเสี่ยงขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ? ฉันว่าเธอวางเรื่องนี้ลงก่อนดีกว่าไหม?”

ถ้อยคำโน้มน้าวได้ผลพอสมควร คางาริคล้อยตาม เธอแกว่งขาตีผิวน้ำราวกับอยู่ไม่สุข “เอาเถอะ ฟังนายพูดแล้วฉันแค่คิดขึ้นมาบ้างเฉยๆ เอาไว้มีเรื่องมีราวจริงจังขึ้นมาค่อยว่ากันดีกว่า”

ความประทับใจต่อการพบลักส์ ไคลน์ครั้งแรกค่อนข้างรุนแรง เห็นเธอคนนั้นข้างอัสรันพลันเกิดแรงกระตุ้นไร้ชื่อให้คางาริอยากทำอะไรสักอย่าง

พวกเขาดูเหมาะสมกันเหลือเกิน หากความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสองคนยังดีต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตอาจได้เป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของทั้งคู่ก็ได้ แม้อัสรันบอกว่าอนาคตไม่แน่นอน รวมทั้งพูดเรื่องการถอนหมั้นออกมาง่ายดาย แต่การเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มีความซับซ้อน คางาริไม่คิดว่าการหมั้นหมายของอัสรันกับลักส์จะถูกยกเลิกง่ายดายปานนั้น นอกจากนี้ต่อให้ตัดเรื่องผลประโยชน์ออกไป ต่างฝ่ายต่างก็ดูเป็นคู่สมรสที่ดีของกันและกัน ไม่มีเหตุผลให้ต้องจบความสัมพันธ์เลย

ความคิดเรื่อยเปื่อยพานให้เศร้าขึ้นมาแปลกๆ คางาริไม่ชอบทำตัวอมทุกข์ แต่ความทุกข์นี้ไม่รู้เกิดจากอะไรจึงหาต้นตอมาจัดการไม่ได้ เธอตีหน้าแปะๆ ปรับอารมณ์ อุตส่าห์ออกมาเที่ยวเล่น สมควรทำเรื่องสนุกๆ มากกว่าสิ

ครั้นหย่อนตัวลงน้ำอีกรอบ เพิ่งจะเดินได้สองก้าว อัสรันที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความอยู่ๆ ก็หันมาโพล่งถาม

“เพราะหมอนั่นบอกว่าชอบเธอถึงได้หวั่นไหวเรื่องหมั้นขึ้นมางั้นเหรอ?”

“…?”

จริงอยู่ว่านับจากเกิดมาจนถึงทุกวันนี้ คนนอกเพียงคนเดียวที่บอกว่าชอบคางาริมีเพียงยูน่า โรมา เซรัน ทว่าคางาริไม่มีเพื่อนที่สนิทสนมมากพอจะเปิดใจปรึกษาเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะกับเรื่องที่ชวนให้ขัดเขินอย่างเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ยิ่งเรื่องมีคนมาสารภาพรักนี้ คางาริเคยเล่าให้ฟังเพียงมาน่ากับคิซากะที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง และคิระ...น่าจะมีแค่ 3 คนเท่านั้น

เมื่อกี้เล่าให้อัสรันฟังด้วยเหรอ?

จากระดับความสนิทสนมในปัจจุบัน ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเผลอหลุดปากออกไป ทว่าในเมื่ออัสรันรู้แสดงว่าเธอคงลืมตัวจริงๆ คางาริตกใจชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เมื่อยอมรับความจริงแล้วก็นั่งยองๆ วักน้ำเล่น ตอบรับตามตรงว่าถูกต้อง เป็นอย่างนั้นแหละ

เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้นใกล้ตัว เงาดำพาดลงจากด้านข้าง อัสรันที่ควรจะนั่งอยู่บนโขดหินริมน้ำกลับมายืนแทบชิด เขาค้อมเอวลงครึ่งตัว วางมือสองข้างลงบนเข่า ทอดสายตาลงมองคางาริที่นั่งอยู่ใต้เงาตัวเอง

“คางาริ กับเรื่องใหญ่ในชีวิตจะมาตัดสินใจส่งๆ แค่เพราะหวั่นไหวไปกับการถูกสารภาพรักครั้งแรกไม่ได้หรอกนะ”

คางาริไม่รู้มาก่อนว่าอัสรันเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นขนาดนี้ เป็นโฉมหน้าที่คาดไม่ถึงและมาในเวลาไม่ถูกไม่ควร เธอชักหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องถูกอีกฝ่ายวางท่าอบรมด้วย

“เขาก็แค่บอกว่าชอบฉันเอง มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ พวกเราไม่ใช่เด็กสามขวบนะ นายอาจจะไม่รู้จักแต่หมอนั่นแก่กว่าฉันไม่กี่ปี ไม่ใช่ตาเฒ่าหัวงูหลอกเด็กนักเรียนสักหน่อย อีกอย่างฉันไม่เคยได้ยินว่ายูน่ามีแฟนหรือเป็นคนมีพันธะ ถ้ายูน่าแต่งงานแล้ว มีแฟน มีคู่หมั้น หรืออะไรก็ช่างแล้วมีหน้ามาบอกชอบคนอื่น....แบบนั้นฉันคงตะบันหน้าสักหมัดแล้วด่าให้ ไม่เก็บเอามาพิจารณาหรอก”

อัสรัน “...”

 

ระหว่างทางขากลับ ขณะที่แฝดคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันผล็อยหลับ ชายหญิงอีกคู่ที่นั่งถัดมากำลังสนทนาเสียงเบาเพื่อไม่ให้รบกวนพวกเขา เสียงที่ดังขึ้นมาก่อนเป็นเสียงนุ่มนวลของสาวน้อย

“เวลาเป็นสิ่งมีค่า เราไม่ควรรีรอปล่อยให้สูญเปล่านะคะ”

ดวงตาของเธอยังคงชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่านั่งเรียบร้อยสำรวม ยากจะคาดเดาว่าคำพูดไร้หัวท้ายหมายถึงอะไร พบเจออะไรมาถึงได้ยกคำพูดราวกับต้องการถกปรัชญาชีวิตขึ้นมาเป็นหัวข้อ

อย่างไรก็ตาม หนุ่มน้อยคนด้านข้างกลับไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเป็นพิเศษราวกับเข้าใจนัยยะแอบแฝงในถ้อยคำดังกล่าวชัดเจน เขากดคางเล็กน้อย ผมสีเข้มยาวคลอเคลียข้างแก้ม “พอดีเลย ทางนี้เองก็คิดว่าควรเร่งมือเหมือนกัน”

พันธมิตรลับคู่หนึ่ง...ดูเหมือนจะแน่นแฟ้นขึ้นเงียบๆ



Wednesday, 14 February 2024

[Fanfic Slam Dunk ft. Kuroko no Basuke ; RuHana / KiKuro] เงินไม่หนากาชาก็เกลือ

Fanfic Slam Dunk ft. Kuroko no Basuke

เงินไม่หนากาชาก็เกลือ

 

 

Pairing   : Kise Ryota x Kuroko Tetsuya, Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Mentioned Pairing : KenHina (HQ), ReoIsa(BLLK), OkuSawa (DnA)

 

แฟรนไชส์ร้านเบเกอรี่เครือนานามิทำแคมเปญร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศ เมื่อซื้อสินค้าของทางร้านครบทุก 500 เยนได้สิทธิ์สุ่มการ์ดนักกีฬาอาชีพ 1 ใบ

กิจกรรมนี้เดิมทีจัดขึ้นโดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรแต่กระแสตอบรับกลับดีมาก มีข่าวลือว่ายอดขายแฟรนไชส์ นานามิน” ซึ่งมีเมนูหลักเป็นเค้กพุ่งกระฉูด การ์ดที่แจกในเครือนี้เป็นการ์ดนักกีฬาฟุตบอลกับวอลเลย์บอล ทั้งสองเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมก็จริง ทว่าการ์ดผู้เล่นที่กลายเป็นของแรร์ในแวดวงนักสะสมกลับเป็นมืออาชีพหน้าใหม่อย่างฮินาตะ โชโยกับอิซางิ โยอิจิ ข่าวลือจากบางแพลตฟอร์มบอกว่าสองหนุ่มมีแฟนคลับเดนตายเป็นเศรษฐี พร้อมทุ่มเงินเพื่อเก็บการ์ดลายนักกีฬาคนโปรดให้ครบทุกซีเรียลนัมเบอร์

การ์ด 1 ซีรีส์หรือ 1 ลายจะมีซีเรียลนัมเบอร์ตั้งแต่ 000 จนถึง 100 รวมทั้งสิ้น 101 ใบ โดยคนหนึ่งจะออกการ์ดมากที่สุด 3 ซีรีส์รวมเป็น 303 ใบ

ทั้งนี้ แม้ฮินาตะ โชโยจะเป็นหน้าใหม่แต่เคยไปเล่นลีกต่างประเทศ มีฐานแฟนคลับพอสมควร เขาได้ออกการ์ดจำนวน 1 ซีรีส์ ส่วนอิซางิ โยอิจิยังอยู่ระหว่างสะสมชื่อเสียง มีการ์ดออกมาทั้งหมด 3 ซีรีส์

การเก็บการ์ดนักกีฬาคนโปรดให้ครบทุกซีเรียลนัมเบอร์ไม่ใช่แค่ง่ายหรือยากทว่าเกี่ยวพันถึงทุนทรัพย์ คนที่พอจะทำได้มีแต่เศรษฐีเท่านั้นแหละ

การเก็บการ์ดสุ่มอย่างเอิกเกริกถูกจับสังเกตได้อย่างรวเร็ว ข่าวนี้ถูกแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ถึงขั้นว่าก่อเกิดเป็นธุรกิจเล็กๆ เพราะรู้กันดีว่าหากสุ่มได้การ์ด ฮินาตะ โชโยกับอิซางิ โยอิจิ จะนำไปขายต่อได้ราคาสูง

ทางฝั่ง “นานามิน อัลเตอร์” ที่ขายเบเกอรี่กลุ่มขนมปังอบสงบสุขกว่ามาก แทนที่จะบอกว่ากีฬาบาสเกตบอลกับเบสบอลไม่ได้รับความนิยมเท่าฟุตบอลกับวอลเลย์บอล มิสู้บอกว่าทุนทรัพย์ของแฟนคลับไม่หนาเท่าเศรษฐีของอีกฝั่งจะเหมาะสมกว่า

“ได้ยินว่าพวกการ์ดแรร์จะเป็นลายผู้เล่นอาชีพที่ดังๆ ทั้งนั้นนี่นา ในเน็ตมีคนจับได้คุโรโกจจิตั้งเยอะแยะ แล้วทำไม...”

คิเสะ เรียวตะวนเวียนเข้าร้านนานามิน อัลเตอร์ทุกวันต่อเนื่องถึง 1 สัปดาห์แล้ว ยอดซื้อแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสิทธิ์ในการสุ่มการ์ด นายแบบอย่างเขาต้องรักษารูปร่างหน้าตา ทานแป้งมากเกินไปไม่ได้ ขนมปังที่ซื้อไปล้วนตกเป็นภาระคนรอบข้าง และภาระที่ว่าก็ค่อยๆ หนักหนาขึ้นเพราะยังจับไม่ได้การ์ดที่ต้องการเสียที

ตามข้อมูลที่ทางร้านประกาศออกมา การ์ดลายคุโรโกะ เท็ตสึยะมีจำนวน 3 ซีรีส์ ก่อนเริ่มแคมเปญ คิเสะวางแผนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเก็บครบ 3 ลายง่ายมาก เขาไม่เพียงจะเก็บให้ครบทุกลาย แต่ละลายยังจะเก็บซีเรียลนัมเบอร์ที่ลงท้ายด้วยเลข 7 ให้ได้ใบหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ทว่าตอนนี้เขายังสุ่มการ์ดลายคุโรโกะ เท็ตสึยะไม่ได้สักใบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใบที่ลงท้ายด้วย 7

ผลประกอบการสุ่ม 4 ครั้งในวันนี้หลังฉีกซองพลาสติกสีดำ...ไอคาวะ คาซึฮิโกะ I ซีเรียลนัมเบอร์ 016 / อาเบะ ทาคายะ I ซีเรียลนัมเบอร์ 088 /  อาคางิ ทาเคโนริ III ซีเรียลนัมเบอร์ 067 / โคมินาโตะ ฮารุอิจิ II ซีเรียลนัมเบอร์ 099

...โคตรเกลือ

ให้ไปแลกกับคนอื่น ซื้อต่อ หรือประมูล...คิเสะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ราวกับว่าตนมีความรักไม่เพียงพอ หรือไม่ก็ไม่ได้รับความรักความโปรดปรานทั้งจากโชคชะตาและตัวคุโรโกะเอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มหน้ามืดแล้ว น่าจะเป็นความรู้สึกอยากเอาชนะรูปแบบหนึ่ง สุ่มไม่ได้สักทีงั้นเหรอ? สวยเซ่! จะเอามาให้ได้เลย!!

ถึงแม้แฟรนไชส์นานามิจะเป็นสปอนเซอร์สมาคมจนได้ทำแคมเปญพิเศษ แต่ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่โตอะไร มีสาขาอยู่แค่ในเมืองหลวง เป็น “นานามิน” 2 สาขา และ “นานามิน อัลเตอร์” 3 สาขา รวมกับที่ฝากคนอื่นสุ่มให้ คิเสะใช้บริการนานามิน อัลเตอร์มาแล้วครบทุกแห่ง น่าเสียดายที่ดวงไม่ดีนัก ไม่ได้การ์ดลายคุโรโกะ เท็ตสึยะสักใบอยู่ดี

“จืดจางจนการ์ดหายสาบสูญไปเองหรือเปล่านะ...”

              ขณะรำพึงรำพันอย่างเศร้าสร้อย มีเสียงฉีกซองดังจากทางซ้ายมือ การ์ดที่อยู่ในมือหนุ่มผมดำตัวยักษ์มีสีฟ้าสดใส

              คุโรโกะ เท็ตสึยะ I ซีเรียลนัมเบอร์ 007

              คิเสะ เรียวตะผู้คิดว่าการสุ่มได้ด้วยตัวเองถึงจะนับเป็นการแสดงความรัก “

              ซีรีส์ I เป็นซีรีส์เดียวที่คุโรโกะ เท็ตสึยะเผยรอยยิ้มออกมาจางๆ จึงเป็นลายที่คิเสะอยากได้มากที่สุด หนำซ้ำยังเป็นซีเรียลนัมเบอร์ 007 ซึ่งเป็นเบอร์เสื้อเก่าของตนสมัยยังเล่นบาสเกตบอลเมื่อครั้งอยู่มัธยมปลาย

              หรือก็คือ เป็นการ์ดที่อยากได้มากที่สุด

              “การ์ดใบนั้น ผมขอได้หรือเปล่าฮะ ตั้งราคามาได้เลย…!

              ความดันทุรังถูกกิเลสบดขยี้ภายในวินาทีเดียว ชายผู้เข้าตาจนโยนศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้ทิ้งไปอย่างไม่เสียดมเสียดาย

เพราะสีหน้าท่าทางของคิเสะซื่อตรงมาก เก็บซ่อนความกระวนกระวายอยากได้ไว้ไม่มิด หนุ่มผมดำดวงเฮงซึ่งประหลาดใจในแวบแรกพลันเข้าใจสถานการณ์ในทันที

              ...รวมทั้งอำนาจต่อรองในมือที่ได้มากะทันหันด้วย

              ดวงตาเรียวยาวหลุบมองการ์ดนักกีฬาบาสเกตบอลมืออาชีพที่ตนไม่ได้สนใจสักนิดแวบหนึ่ง เขาคิดสะระตะอยู่ในหัว จากนั้นเบนสายตากลับไปยังชายแปลกหน้าผมสีทอง  เอ่ยออกมาเนือยๆ ว่า

              “ถ้าเอาการ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิมาแลกน่ะนะ”

             

              ลำพังส่วนสูงและหน้าตาเปี่ยมออร่าคนเด่นดังก็เป็นจุดสนใจมากพออยู่แล้ว เมื่อคนสองคนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาอยู่ด้วยกันยิ่งกลายเป็นจุดสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตั้งโต๊ะเจรจาได้อย่างสงบ คิเสะที่ยังมีเวลาเหลือก่อนเริ่มงานถ่ายแบบจึงเลือกโต๊ะกลมเล็กๆ โต๊ะหนึ่งสำหรับบริการทานในร้านบริเวณไม่สะดุดตามานั่งจับเข่าคุย

              คู่กรณีที่มีสภาพเหมือนพร้อมหลับฟุบตลอดเวลานี้เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับแฟนบาสเกตบอล ไม่ต้องแนะนำตัวคิเสะก็ทราบชื่ออีกฝ่าย

              รุคาว่า คาเอเดะเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ และเป็นหนึ่งในคอลเลคชันสะสมของนานามิน อัลเตอร์ในกลุ่มการ์ดแรร์ ผู้เล่นยอดนิยมจะถูกพิมพ์การ์ดออกมาจำนวนซีรีส์น้อย เทียร์ลิสสูงสุดจะมีการ์ดออกมาเพียงซีรีส์เดียว ซึ่งรุคาว่า คาเอเดะเป็นบุคคลในกลุ่มนั้น

              ไม่คาดว่าคนคนนั้นจะมาซื้อขนมปังเพื่อสุ่มการ์ดกับเขาด้วย

              คิเสะไม่สนใจผู้เล่นซากุรางิเป็นพิเศษ อยู่นอกสายตาขนาดที่ว่าได้การ์ดอีกฝ่ายมาหรือยังก็จำไม่ได้ ทว่าเขาติดนิสัยชอบโพสโซเชียลมีเดียและเคยโพสรูปการ์ดทุกใบที่ตนเคยสุ่มได้เอาไว้ ใช้โอกาสนี้นำมาตรวจสอบได้ว่าตนจะค้าขายสำเร็จลุล่วงไหม

              อันที่จริงต่อให้ตนไม่มีการ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิในครอบครอง คิเสะก็จะหามาให้ได้เพื่อแลกกับคุโรโกะ เท็ตสึยะ I ซีเรียลนัมเบอร์ 007

              “อ๊ะ มีแฮะ!

              รูปที่ถูกถ่ายไว้เป็นการ์ดหลายใบวางซ้อนทับกัน พอจะมองเห็นว่าเป็นการ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิ แต่มองเห็นซีเรียลนัมเบอร์ไม่ชัดเจน คิเสะรีบยื่นโทรศัพท์ไปให้รุคาว่าซึ่งนั่งหน้าตายคุมเชิงอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างดี๊ด๊า บอกว่านี่ไงๆ ผมมีใบนี้ แลกกับผมได้สินะ?

              รุคาว่านั่งกอดอก ขยับเฉพาะลูกตาลงมองหน้าจอ

              การ์ดที่มองเห็นเพียงครึ่งใบเป็นชายในชุดแจคเกตทีมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์ II

              “ฉันมีลายเจ้าโง่นั่นของซีรีส์ II 10 ใบแล้ว ถ้าไม่ใช่ซีเรียลนัมเบอร์เลขหลักเดียวไม่แลก”

              คิเสะ “

              รุคาว่าหมุนข้อมือดูหน้าปัดนาฬิกาแวบหนึ่ง เห็นว่าดีลแลกเปลี่ยนล่มก็ไม่คิดเสียเวลาอยู่ต่อ ดันเก้าอี้ลุกขึ้นยืนอย่างไร้เยื่อใย คิเสะตะครุบอีกฝ่ายแทบไม่ทัน

              “เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนฮะ!” ไหนบอกว่าการ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิก็พอไง เปลี่ยนเงื่อนไขกลางทางนี่นา! คิเสะอยากจะร้องไห้ “ผมอยากได้ใบนั้นจริงๆ น้า แลกกับผมทีเท้อออ”

              “ปล่อย”

              “เสนอราคามาได้เลยฮะ...!

              คนหน้าตาดีร้องไห้น้ำตาหยดเผาะๆ ออกจะชวนให้เห็นอกเห็นใจ ทว่าพนักงานร้านหนุ่มน้อยไม่มีจิตใจเอื้ออารีของคนเป็นแม่ สิ่งที่มองเห็นคือลูกค้าชายผมดำกำลังถูกลูกค้าชายผมทองเกาะติดเหมือนบังคับขายตรง...สร้างความวุ่นวายอยู่เห็นๆ

              “คุณลูกค้า รบกวนไม่สร้างความลำบากใจให้คนอื่นนะครับ”

              โชคดีที่ในร้านมีคนไม่มากและไม่มีใครนึกคึกอัดคลิปโพสประจานพ่อหนุ่มคนดังในสารรูปดูไม่จืด รุคาว่าน่ะไม่เท่าไหร่แต่ภาพลักษณ์ของคิเสะคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่น้อย เจ้าตัวสูดน้ำมูกดังฟืด นึกเจ็บใจว่าอย่างน้อยถ้าเป็นซีเรียลนัมเบอร์อื่นคงไม่ทำให้ขาดสติขนาดนี้หรอก

              หลังสองหนุ่มถูกจับแยกด้วยพลังช้างสารของพนักงานร้าน คิเสะนั่งคอตกอย่างหดหู่ ด้านรุคาว่าเก็บสัมภาระจุกจิกบนโต๊ะ เตรียมตัวออกไปทำธุระของตนต่อตามกำหนดการเดิม

              อย่างไรก็ตาม เพิ่งขยับได้เพียงก้าวเดียว พลันมีเสียงของคนไม่ยอมตัดใจดังขึ้นมาอีกครั้ง

              “ขอโอกาสผมครั้งสุดท้ายได้หรือเปล่า?”

              โอกาสครั้งสุดท้ายของคิเสะคือเขาคิดจะสุ่มการ์ดวัดดวงอีกสักยกก่อนรุคาว่ากลับ อยากขอเวลาอีกสักนิดเท่านั้น...ได้การ์ดคุโรโกะก็ดี หรือถ้าได้การ์ดซากุรางิเพื่อนำไปแลกก็ยังคงดีอยู่เช่นกัน ทางพนักงานร้านไม่ขัดข้องหากได้ยอดขายเพิ่มจึงช่วยอำนวยความสะดวกรวมทั้งคิดเงินให้อย่างรวดเร็ว

              รุคาว่า คาเอเดะกอดอกรออยู่ข้างเคาน์เตอร์ เขาไม่พูดอะไร แต่ในใจคิดว่าการเข้าโซนไม่ช่วยให้ดวงดีขึ้นหรอกนะ

              สายตาของพนักงานที่ติดป้ายบนอกว่า อิตาโดริ ทอดมองคิเสะ แฝงความเห็นใจแกมสงสาร

              ผลของการสุ่มการ์ด 2 ครั้งคือ...

ซากุรางิ ฮานามิจิ II ซีเรียลนัมเบอร์ 066ส่วนอีกใบ ซาวามุระ เอย์จุน I ซีเรียลนัมเบอร์ 020

              “...”

              คิเสะ เรียวตะกุมหัวกรีดร้องในโหมดปิดเสียง มีกองภูเขาขนมปังย่อมๆ (ที่ตัวเองกินแทบไม่ได้) เป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก นอกเหนือไปจากสายตาเวทนาสงสาร รีแอคชันใหญ่โตนี้ยังดึงดูดความสนใจจากลูกค้าอีกคนที่เพิ่งชำระเงินเสร็จ หนุ่มน้อยผมทองตาฟ้าราวกับคนต่างชาติคาดเดาความเป็นไปได้หนึ่งออกมา

              “อยากได้ลายอื่นเหรอครับ?”

              แสงแห่งความหวังที่สาดส่องลงมาไม่ใช่ของปลอม แม้หนุ่มแปลกหน้าจะดูเข้าหายากไม่ต่างจากรุคาว่าแต่คุยง่ายกว่ากันเยอะ หลังแกะซองของตัวเองแล้วพบว่าได้ ซากุรางิ ฮานามิจิ III ซีเรียลนัมเบอร์ 011 ก็บอกว่าตนยินดีแลกกับการ์ดซาวามุระของคิเสะ

              “คุณรุคาว่า ถ้าเป็นการ์ดใบนี้ จะแลกกับการ์ดคุโรโกจจิ เอ้ย...การ์ดผู้เล่นคุโรโกะของคุณได้ไหมครับ?”

              “...”

              ไม่ว่าใครล้วนจับได้การ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิ รุคาว่า คาเอเดะที่ครอบครองการ์ดลายซากุรางิ ฮานามิจิทุกใบด้วยการซื้อต่อและเทรดแลกหน้าดำเป็นก้นหม้อ แน่นอนว่าแม้ตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง คราวนี้เขายินดีแลกการ์ดซีรีส์ III ซีเรียลนัมเบอร์ 011 แล้ว

             

 

              [Extra I : KiKuro]

              วันหยุดสำหรับพักผ่อนร่างกายถูกใช้ไปกับการอ่านหนังสือที่ซื้อมาตุนไว้ คุโรโกะ เท็ตสึยะนั่งพลิกหน้ากระดาษอ่านหนังสือเงียบๆ บนเก้าอี้หวายข้างระเบียงมาได้ราวชั่วโมงครึ่งก่อนถูกรบกวนด้วยเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ เนื่องจากปิดเสียงแจ้งเตือนจากผู้ติดต่อยกเว้นเพียงคนใกล้ชิดไม่กี่คนที่ไม่ควรพลาดธุระสำคัญ คุโรโกะจึงสงสัยว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า ทว่ายื่นมือออกไปยังไม่ทันแตะเครื่อง เสียงแจ้งเตือนก็ดังรัวต่อเนื่องปานกระสุนปืนกล

              “....”

              ใบหน้าของแฟนหนุ่มที่ติดงานวันนี้และร้องห่มร้องไห้กอดตนว่า ทำไมถึงว่างไม่ตรงกันล่ะผุดขึ้นมาในมโนสำนึก คิเสะไม่จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ควรพลาดธุระสำคัญ แต่ได้รับข้อยกเว้นเป็นพิเศษ

              คุโรโกะนิ่งไปเล็กน้อย ยังไม่เห็นว่าเป็นแจ้งเตือนจากใคร กลับเทใจไปแล้วเกินครึ่งว่าคงจะเป็นคนนั้นแหละ...ไม่ควรยกเว้นให้หรือเปล่านะ?

              เมื่อมองหน้าจอล็อก ตัวหนังสือที่ส่องสว่างกระแทกตามีแต่แจ้งเตือนโพสใหม่บนสื่อโซเชียลมีเดียของคิเสะ เรียวตะกับข้อความจากอีกฝ่ายที่ยังไม่ได้อ่านผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

              คุโรโกะเปิดโหมดห้ามรบกวนอย่างเย็นชา

              ทว่ายังตั้งค่าไม่เสร็จ คราวนี้มาเป็นเสียงเรียกเข้า

              หนุ่มผมฟ้าไม่จำเป็นต้องลังเลเลย

            ตัดสาย

              โทรมาใหม่เหรอ...ตัดสายอีก

              เป็นอย่างนี้อยู่ 4 ครั้งถึงได้ยอมแพ้

“ครับ คิเสะคุง ถ้าจะโทรมารบกวน ผมบล็อกนะครับ”

              ในเมื่อมีโพสใหม่บนโซเชียลมีเดีย คาดว่าน่าจะกำลังเห่ออยากอวดอะไรสักอย่างอยู่เป็นแน่ คุโรโกะพอจะเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของคิเสะ แต่วันนี้เป็นหยุดพักผ่อนและตนกำลังซึมซับบรรยากาศในการอ่านหนังสือได้ที่ เขาไม่อยากทำลายบรรยากาศนั้น

              เสียงกระเง้ากระงอดไม่สมขนาดตัวผู้พูดดังออกมาจากเครื่อง

            “คุโรโกจจิใจร้าย!

              คนใจร้ายคลึงหว่างคิ้ว “ทราบแล้วครับ ผมวางสายเลยนะ”

            “เดี๊ยววววววววววว”

            สรุปคือคิเสะแวะไปร้านขนมปังที่สุ่มแจกกการ์ดลายคุโรโกะมาแล้วพักใหญ่ ไม่ได้หวังสูงอะไรมากมาย แค่อยากได้ลายแฟนหนุ่มผู้น่ารักกลับมาบ้างดันแห้วแล้วแห้วอีกจนท้อ วันนี้ในที่สุดก็ได้การ์ดใบที่ต้องการมาเสียที แถมเลขประจำการ์ดยังเป็นเลขที่อยากได้ด้วย ปลาบปลื้มเป็นที่สุด

              ในฐานะคนที่ไม่อินกับอะไรแบบนี้ คุโรโกะไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมคิเสะถึงดีใจขนาดนั้น เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ เมื่อถูกกระตุ้นความทรงจำค่อยนึกออกว่าตนได้รับการ์ดลายตัวเองที่เป็นรุ่นพี่เศษมาอยู่เหมือนกัน...ถ้าคิเสะอยากได้นักไว้จะลองหาดู

              “....ถึงผมกินขนมปังพวกนี้แทบไม่ได้ก็ให้คนอื่นได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย มีคนช่วยกินตั้งเยอะแยะ จะว่าไปผมล้มเลิกความตั้งใจในการพึ่งดวงแล้วล่ะ จากนี้ถ้ายังสุ่มไม่ได้การ์ดคุโรโกจจิอีกจะหาแลกแต่โดยดี...”

              ในช่วงที่คุโรโกะเหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อย คิเสะพล่ามน้ำไหลไฟดับไม่หยุดพัก หูได้ยินเสียงพูดเจื้อยแจ้วต่อเนื่องมาห้านาทีแล้ว ใจหนึ่งอยากถามว่ายังต้องไปถ่ายแบบต่อไม่ใช่เหรอ แต่เมื่อใคร่ครวญให้ดี รีบตัดบทจะดีกว่า

              ดังนั้นคุโรโกะ เท็ตสึยะจึงเปิดกล้อง ยกมือขึ้นมาชูสองนิ้ว กดแชะ...แล้วก็ส่ง ไม่สิ ยังไม่ส่งดีกว่า คุโรโกะไม่ฟังเสียงจากสปีกเกอร์ วาดหัวใจใส่รูปไปหนึ่งดวงแล้วกดส่ง เสร็จเรียบร้อยค่อยหันมาสนใจแฟนหนุ่มผู้กระตือรือร้น

              “โอ๊ะๆ ส่งอะไรมาเหรอคุโร....”

              “ของแรร์สำหรับคิเสะคุงคนเดียวไงครับ”

              ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง คุโรโกะกะเวลาในใจ ก่อนใครบางคนจะดีดดิ้น เขาชิงพูดตัดหน้าว่า

              “ตั้งใจทำงานนะครับ แล้วเจอกันตอนค่ำ”

              “เอ๋...อ๋อ อื้อ!” คิเสะถูกชักจูงให้เตรียมวางสายด้วยคำว่า แล้วเจอกันตอนค่ำ อย่างง่ายดาย “ผมจะพยายามนะ! จุ๊บๆ หน่อย!

              “...”

              ใบหน้าสงบเยือกเย็นของคุโรโกะเริ่มปริแตก เขาข่มความอายส่งเสียงจูบไปเบาๆ จากนั้นรีบตัดสาย ตั้งค่าโทรศัพท์เป็นโหมดห้ามรบกวน ปิดท้ายด้วยโยนทิ้งให้ห่างๆ สายตา

              รอจนอุณหภูมิบนหน้าลดลง คุโรโกะ เท็ตสึยะผู้วางแผนดิบดีไม่ให้มีใครรบกวนจนถึงช่วงหัวค่ำปลุกใจให้ฮึกเหิม...ตั้งปณิธานว่าอย่างน้อยต้องอ่านเล่มนี้จบ แล้วค่อยๆ พลิกหน้าหนังสืออีกครั้ง

             

              [Extra II : RuHana]

              ซากุรางิ ฮานามิจิเลือกใช้วันหยุดพักผ่อนในการออกมาเปิดหูเปิดตา ชีวิตแต่ละวันหมดไปกับการซ้อม การแข่ง การเดินทาง เขาไม่ได้เดินเตร่ดูความเปลี่ยนแปลงในเมืองสักพักแล้ว เห็นร้านรวงเปิดใหม่มากมาย ซอฟครีมร้านเมื่อครู่อร่อยดี โดนัทร้านก่อนหน้านั้นติดหวานไปหน่อย...ว่าแล้วชักกระหายน้ำแฮะ

              “ทำไมล่ะ ฉันได้ยินมาว่าโคซึเมะ เคนมะก็ทำเหมือนกัน ไม่เห็นโดนใครว่าเลย”

              ในร้านสะดวกซื้อมีผู้ชายผมม่วงยืนอยู่หน้าโซนสิ่งพิมพ์ หนีบโทรศัพท์ด้วยไหล่พลางไล่นิ้วเลือกนิตยสารธุรกิจ ระหว่างที่ซากุรางิลังเลว่าจะซื้อคาราอาเกะหรือแซนวิชดี อีกฝ่ายเอ่ยติดหัวเราะพลางหยิบนิตยสารขึ้นมาทีเดียว 3 เล่มว่า

              “อยากได้ก็ต้องเอามาให้ได้สิ ฉันไม่เดือดร้อนเรื่องเงินสักหน่อย...อะไรกัน โดนเพื่อนในทีมล้อเลยอายเหรอ สามีนายรวยขนาดนี้มีอะไรต้องอายหือ?”

              แค่จะมาหาอะไรกินทำไมต้องมาฟังคนจีบกันด้วยนะ...เสียงหนุ่มผมม่วงเลี่ยนหูเกินไป ก่อนอ้วกเอาของกินเล่นทั้งหลายออกมาหมดท้อง ซากุรางิตัดสินใจถอยหนีจากสถานการณ์ชวนแหวะด้วยการซื้อทั้งคาราอาเกะและแซนวิช เขายังไม่ลืมว่าตัวเองกระหายน้ำจึงหยิบ Dr Pepper มา 1 กระป๋องและน้ำแร่อีก 1 ขวด

              เพื่อให้ดับกระหายได้คุ้มค่าที่สุด ซากุรางิคิดอย่างชาญฉลาดว่าต้องกินจนกระหายน้ำยิ่งขึ้น ซื้อมาทั้งคาราอาเกะและแซนวิชไม่มากเกินไปหรอก อีกสิบนาทีจะถึงเวลานัดกับเพื่อนฝูง เติมท้องให้อิ่มไว้ก่อนเป็นดี

              ตอนกำลังเลื่อนหาชื่อมิโตะ โยเฮเพื่อนรักเพื่อส่งข้อความว่าใกล้ถึงแล้ว ซากุรางินั่งอยู่ในร่มจึงไม่ทันสังเกตเห็นเงาคนที่โผล่มายืนซ้อนด้านหลัง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าก็จริง แต่นึกว่าเป็นคนเดินผ่านไปมา จังหวะถูกดันคางให้เงยขึ้นแล้วเห็นใบหน้าคุ้นตาก้มลงมางับริมฝีปากอย่างเคืองๆ จึงตกใจอย่างยิ่ง

              “ทำไมแกมาอยู่แถวนี้ได้หา?”

              หลังใบหน้าถูกปล่อย ซากุรางิรีบพลิกตัวกลับไปมองชายด้านหลัง เห็นรุคาว่า คาเอเดะยืนจังก้าหน้านิ่งสนิท เจ้าตัวเปิดแอพคู่รักให้ดูเป็นการตอบคำถามว่าตามมาจากตำแหน่งในแอพยังไงล่ะ

               “วันหยุดครั้งก่อนก็ไม่นึกถึงแฟน”

              ยังไม่ทันทำอะไรรุคาว่าเป็นฝ่ายเปิดการโจมตีก่อน ไม่เพียงนั่งเก้าอี้ตัวด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ กระทั่งการหยิบจับเครื่องดื่มที่คนอื่นดื่มไปแล้วขึ้นมาก็เป็นธรรมชาติพอกัน อย่างไรก็ตาม ปากยังไม่ทันแตะปากขวดหลังศีรษะก็ถูกชกเข้าให้

              ซากุรางิไม่ยอมรับบทคนผิด หรือที่จริงควรแก้ให้ถูกต้องว่าเขาถูกเสมอ “พูดบ้าบออะไร อยู่บ้านเดียวกันจะมาตัวติดกันอีกทำไมฟะ ฉันไปเจอพวกโยเฮสิเหมาะสมที่สุด”

              “อยู่บ้านเดียวกันแล้วกลางวันห้ามอยู่ด้วยกันหรือไง”

              “อยู่กับแกก็มีแต่นอนกับนอน ไม่นอนความหมายนึงก็นอนอีกความหมายนึง! ฉันไม่ยอมเสียวันหยุดไปโง่ๆ อีกแล้วเฟ้ย!

              “แกโง่อยู่แล้วต่างหาก”

              ด้วยอาการไข้หวัดอ่อนๆ รุคาว่าถูกต้นสังกัดสั่งให้หยุดพักและถูกถอดจากรายชื่อผู้เล่นตัวจริงในการแข่งวันนี้ ทว่าไม่เพียงไม่ยอมพักตามคำสั่งยังเตร่ออกมาต่อปากต่อคำสร้างความหงุดหงิดแก่คนร่วมบ้าน

รุคาว่ายามไข้ขึ้นดื้อดึงเป็นพิเศษ ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยซากุรางิไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนสนิท จากเดิมเป็นพวกพูดไม่ฟังอยู่แล้ว พอไข้ขึ้นยิ่งไม่ฟังไปกันใหญ่ ต่อให้ภายนอกแทบไม่ปรากฏอาการผิดปกติถึงขั้นกลมกลืนกับคนทั่วไปได้สบายแต่ซากุรางิรู้ดีว่ายิ่งไม่พักรุคาว่าจะยิ่งอาการหนัก หากตากแดดตากลมต่ออีกสักสองชั่วโมงคืนนี้น่าจะได้พล่ามเพ้อเจ้อแล้วน็อกไปเองแน่ๆ

              “ชั่วช้ามาก คิดจะมาแพร่เชื้อใส่อัจฉริยะ ดีที่ไม่เปื้อนน้ำลาย” ซากุรางิถูปากไปมา แต่แล้วจู่ๆ ก็ถูกบีบแก้มจนปากจู๋ คนประสาทตอบสนองไวแทบจะล็อกศีรษะรุคาว่าที่พุ่งเข้ามาไม่ทัน เกร็งแขนดันใบหน้าหล่อเหลาจนเส้นเลือดปูด “หยุดๆๆ อย่าเข้ามานะเว้ย! เออๆ ไม่ไปหาพวกโยเฮแล้วก็ได้!

ด้วยเหตุนี้ซากุรางิจึงจำใจต้องเบี้ยวนัดเพื่อน ส่วนข้อความตอบกลับของเจ้าพวกนั้น...ไม่อยากอ่านให้เสียสายตาจริงๆ

              การสัมผัสผิวหนังโดยตรงทำให้ตระหนักได้ว่าอุณหภูมิร่างกายรุคาว่าสูงอยู่บ้าง ก่อน (จำใจ) ตรงกลับบ้าน ซากุรางิแวะเข้าร้านสะดวกซื้ออีกครั้งเพื่อเตรียมข้าวของจำเป็น

              รุคาว่าหลุบตามองถุงใส่ข้าวของที่ซากุรางิซื้อมาให้ตน อยู่ๆ ก็ส่งเสียงหึราวกับจักรพรรดิที่พอใจการปรนนิบัติรับใช้

ใจจริงซากุรางิไม่อยากตบตีคนป่วย กลัวอาการทรุดลงแล้วจะเป็นตนที่เดือดร้อนกว่าเดิม กระนั้นด้วยอารามหมั่นไส้ อดไม่ได้ต้องเตะน่องจักรพรรดิเก๊ไม่หนักไม่เบาไปทีหนึ่ง

              อาจเพราะวงจรความคิดทำงานอยู่แบบแกนๆ รุคาว่าไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างทุกที กลับป่ายมือซ้ายไปมาหาอะไรสักอย่างแล้วหย่อนลงใส่กระเป๋าเสื้อแจคเกตของซากุรางิ

              มือขวาของซากุรางิถือถุงจากร้านสะดวกซื้อ ซ้ายจับมือรุคาว่า แต่เพราะสะบัดมือคนไม่หลุดจึงต้องใช้แขนข้างที่หิ้วถุงนั่นแหละเอื้อมมาดูว่าได้รับขยะอะไรมาอีก

              “การ์ดเหรอ?”

              ซากุรางิ ฮานามิจิ III ซีเรียลนัมเบอร์ 011

              รุคาว่าผงกศีรษะทีหนึ่ง “เพิ่งได้มา ฉันให้”

              ไม่อยากได้โว้ย...!

พอจะรู้ว่ามีแคมเปญร่วมกับร้านขนมปังที่แจกการ์ดลายตัวเอง มิโตะ โยเฮเคยไปซื้อสนุกๆ และเอามาอวด รวมทั้งเล่านู่นนี่ให้ฟังนิดหน่อยว่าในหมู่คนเก็บสะสม การ์ซากุรางิจัดอยู่ในกลุ่มหาง่าย ที่แรร์คือรุคาว่า ตอนนั้นซากุรางิของขึ้นจนไปซื้อขนมเพื่อสุ่มการ์ดบ้าง ได้สิทธิ์ครั้งเดียวดันสุ่มได้การ์ดตัวเองจริงๆ เสียด้วย...สุ่มออกง่ายจนน่าโมโห ยิ่งเพื่อนฝูงหัวเราะก๊ากซ้ำเติมไม่ไว้หน้ายิ่งอับอายเข้าไปอีก

อย่างไรก็อยู่ด้วยกัน พอเห็นอยู่หรอกว่าดูเหมือนรุคาว่าจะแอบเก็บสะสมการ์ดอะไรสักอย่างอย่างสนุกสนาน ไม่รู้มีแค่การ์ดจากแคมเปญนี้หรือยังมีอย่างอื่นอยู่อีก เทียบกับซากุรางิซึ่งไม่สนใจการ์ดลายตัวเองใบนี้...ถึงขั้นแสลงตากับความสุ่มออกง่ายเสียราคาอัจฉริยะ เขาตั้งใจจะนำมันไปคืนเจ้าของทีหลัง ส่วนทำไมต้องไว้ทีหลังเพราะตอนนี้คุยไปน่าจะเหนื่อยเปล่าน่ะสิ

“เอาคางออกไป”

“ไม่”

ระหว่างปล่อยให้ผู้ชายตัวโตๆ เดินประกบในสภาพพาดคางไว้บนบ่าให้อับอายขายขี้หน้าประชาชี กับทุบตีสักยกจนกว่าจะยอมเดินด้วยตัวเอง...ซากุรางิเลือกอย่างหลัง แขนขาวๆ ของรุคาว่าเลยได้รอยช้ำมาประดับสองรอย


 

 

 Talk

เราจะมาพูดเรื่องเกลือกาชาในวันวาเลนไทน์ทำไม...