Fanfic Gundam Seed / Seed
Destiny
Destiny plan
Pairing: Athrun Zala x Cagalli Yula Athha (ft.
KiraLacus)
Rating: SFW
AU:
High School
[Athrun’s POV]
การคลุมถุงชนเพื่ออำนาจและผลประโยชน์พบเห็นเกร่อในละครน้ำเน่า
ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องปั้นแต่งหรือล้าหลังเสียทีเดียว
ปัจจุบันการจับคู่แต่งงานเพื่อต่อเงินหรือสั่งสมอำนาจยังคงพบเห็นได้ทั่วไป
อย่างน้อยอัสรัน ซาล่าก็มีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่ง
แต่ละวันอัสรันหมกมุ่นอยู่กับการเรียนและประดิษฐ์ของจุกจิกต่างงานอดิเรก
เขาไม่มีแฟน ไม่มีความเห็นเรื่องการแต่งงาน อีกอย่างลักส์ก็เป็นคนดี
ในเมื่อไม่มีเหตุให้โต้แย้งจึงยินดีไหลตามน้ำเพื่อประโยชน์ของครอบครัว
ลักส์
ไคลน์ผู้เป็นคู่หมั้นของอัสรันชอบร้องเพลง
เมื่อประมาณปีก่อนเธออัพโหลดคลิปเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ต
ด้วยสุ้มเสียงไพเราะกับหน้าตาสะสวย ตอนนี้กลายเป็นคนดังคนหนึ่งในโลกออนไลน์
อัสรันไม่ได้สนใจฟังเพลงนัก แต่ก่อนถึงวันนัดพบคู่หมั้นแต่ละครั้งจะเปิดดูข่าวคราวของเธอสักหน่อย
การที่ลักส์เป็นคนดังทำให้พอหาหัวข้อสนทนามาคุยกันได้ นับเป็นเรื่องดี ส่วนเรื่องที่ไม่ดีคงเป็นเรื่องที่เพื่อนของอัสรันเป็นแฟนคลับเธอ
พอรู้ว่าอัสรันเป็นคู่หมั้นของไอดอลขวัญใจจึงพาลหาเรื่องทะเลาะอยู่บ่อยๆ
วันนี้ตอนกลับจากโรงเรียน อิซาคคล้ายสัมผัสได้ว่าอัสรันจะไปเดทจึงแขวะเข้ายกหนึ่ง
อาจดูแก่แดดสำหรับเด็กนักเรียนไปบ้างแต่ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านจัดแจงนัดหมายพวกเขาให้มาพบกันเพื่อสร้างความสนิทสนมอยู่สม่ำเสมอ
อย่างน้อยต้องได้กินข้าวด้วยกันสองเดือนครั้ง
คนขับรถบ้านซาล่ารับคุณชายน้อยไปส่งถึงร้านอาหารบริเวณชานเมืองก่อนเวลา
คราวนี้ไม่ได้เป็นร้านหรูหราเกินวัยเช่นครั้งก่อน บรรยากาศดูดีทีเดียว พอคิดว่ารสชาติอาหารอาจจะถูกปาก
สภาพอารมณ์อัสรันพลอยดีขึ้นไปด้วย เขาเข้าไปรอด้านใน ตรวจสอบรายละเอียดโต๊ะที่จองไว้ล่วงหน้า
ร้านอาหารแห่งนี้มีการจัดห้องสำหรับรับรองแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
เดิมอัสรันควรรับประทานมื้อเย็นในห้องด้านในเช่นกัน ทว่าเขาอาลัยอาวรณ์บรรยากาศด้านนอกอย่างมาก
ความต้องการนั่งรับลมชมวิวสวนยามค่ำทำให้ขอย้ายโต๊ะ
ลักส์ผู้อยู่ระหว่างเดินทางไม่มีความเห็นเป็นอื่น บอกให้จัดการตามใจชอบได้เลย ด้วยเหตุนี้อัสรันจึงไปนั่งรอคู่หมั้นยังโต๊ะแถวนอกติดระเบียงร้าน
รับเพียงเครื่องดื่มจากพนักงานหนึ่งแก้ว เปิดกระเป๋าสะพายหยิบสมุดกับดินสอขึ้นมาสเกตแบบหุ่นไขลานฆ่าเวลาอย่างสบายอกสบายใจ
“คิระ
ทางนี้ๆ”
คิระ...?
เพิ่งลงขีดได้ไม่กี่เส้นพลันถูกชื่อคุ้นหูกวนสมาธิเข้าเสียก่อน
อัสรันยกสายตาขึ้นจากกระดาษสีขาว มองเห็นคนสองคนเดินมาทางโต๊ะฝั่งระเบียงตัวอื่น
คนเดินนำหน้าแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง ผมสีทองประบ่า มีหมวกเบเร่ต์วางบนศีรษะ
กำลังกอดแขนลากอีกคนที่ดูเหลาะแหละไม่สู้คน คนหลังนี้เองที่อัสรันรู้จักดี
เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์...ใช่คิระ ยามาโตะจริงๆ เสียด้วย
ไม่รู้ทำไมถึงเกิดความรู้สึกว่าจะถูกเห็นไม่ได้
อัสรันยกสมุดบังใบหน้า ดวงตาสีเขียวเหนือขอบสมุดจับจ้องผู้มาใหม่ทั้งสอง
พวกเขาไม่ได้เลือกโต๊ะติดรั้วแต่ขยับเข้ามาด้านในแถวหนึ่ง
นั่งห่างจากโต๊ะของอัสรันออกไปเล็กน้อย คิระที่บอกว่า ‘ไม่ได้ เดี๋ยวเธอทำหมวกหล่นลงไปอีก’ ดึงเก้าอี้หันหลังให้อัสรันพอดี ด้วยตำแหน่งการจัดวางโต๊ะกับมุมการนั่ง
อัสรันมองเห็นที่นั่งฝั่งตรงข้ามคิระได้ชัดแจ๋ว...ผู้หญิงแฮะ
แม้ตอนนี้เรียนคนละห้องแต่อัสรันคลุกคลีกับคิระอยู่ตลอด
รู้หน้าค่าตาแวดวงเพื่อนของอีกฝ่ายดี เพิ่งช้ำใจเรื่องผู้หญิงมาแท้ๆ
คงไม่ใช่แฟนคนใหม่หรอกมั้ง?
ขณะกำลังสังเกตการณ์
แขกของตัวเองมาถึงแล้วเช่นเดียวกัน ลักส์สวมกระโปรงตัวยาวสีหวาน
เอียงคอมองคู่หมั้นที่แปลงกายเป็นนักสืบราวกับสัตว์ตัวน้อย “อัสรัน?”
เจ้าของชื่อได้สติ
รีบดึงสายตากลับมาแล้วทักทายเธอ ตอนเรียกพนักงานเพื่อให้ทยอยเสิร์ฟอาหาร ลักส์ไม่ได้นั่งลงในทันที
เธอขยับเท้าเปลี่ยนมุมยืนเล็กน้อย พยายามองว่าอัสรันกำลังจับจ้องอะไรด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่แล้วก็มีอันต้องยืนนิ่งครู่ใหญ่ รอจนอัสรันเรียกชื่อเบาๆ
สองสามครั้งถึงได้อุทานว่า ‘ตายจริง’
ก่อนรวบกระโปรงนั่งยังที่ของตน
“คิระ! เจ้านี่อร่อยนะ!”
“ไม่ต้องตักมาให้แล้ว กินไม่ไหว...”
“นายต้องกินให้เยอะๆ
หน่อย ผอมเกินไปแล้ว”
บทสนทนาลอยตามลมมาให้ได้ยินขาดๆ
หายๆ สาวผมทองที่ดูคล้ายเด็กผู้ชายเปี่ยมล้นด้วยพลัง พูดจาเสียงดังฟังชัด
ในขณะที่คิระพูดจาเสียงเบาอยู่แล้ว เวลานี้ด้วยเกรงจะรบกวนลูกค้าคนอื่นจึงยิ่งลดเสียงลงไปอีกจนใครบางคนกางหูแอบฟังก็ฟังไม่ถนัด
บุคลิกทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บรรยากาศกลับปรองดองสนิทสนมยิ่งกว่าคู่หมั้นบางคู่เสียอีก
“เป็นคนรู้จักของอัสรันเหรอคะ?”
นอกจากอัสรันที่เจริญอาหารขึ้นอย่างน่าประหลาดหลังเห็นคนแปลกหน้ากินหน้าตั้งจนต้องเหลือบตามองเพิ่มความอยากอาหารอยู่เรื่อยๆ
ลักส์เองก็มักจะหันไปทางโต๊ะเดียวกัน เธอย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
อัสรันเสจิบน้ำแก้เก้อ
นึกอายเล็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าไม่มีสมาธิในการดูแลคู่หมั้น
เขาตอบติดกระอักกระอ่วนว่าเป็นเพื่อนน่ะ
“น่าเสียดายจัง
คราวหน้าน่าจะชวนมานั่งทานด้วยกันนะคะ อาจจะครึกครื้นขึ้นอีกหน่อย”
การเรียกคนอื่นมานั่งด้วยตอนเดทออกจะเป็นความคิดที่แปลกพิลึกอยู่สักหน่อย
ทว่าอัสรันกับลักส์ไม่ได้มีความรู้สึกเกินเลยต่อกัน ต่อให้มันแปลกก็เข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงเสนอขึ้นมาแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ...
“ผมรู้จักหมอนั่นแต่ไม่รู้ว่าคนที่มาด้วยเป็นใคร
ถ้าเป็นแฟน ไปรบกวนเวลาส่วนตัวคงไม่ดี”
ลักส์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนร้อง
‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่ง
ประกายในดวงตาคล้ายจะหม่นลง
“เป็นน้องชายก็หัดฟังพี่สาวพูดบ้างสิ....!”
ลักส์
“...”
อัสรัน
“...”
ตรงข้ามกับลักส์ที่สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย
อัสรันเต็มไปด้วยความสับสน พี่สาว? ไหนนายบอกว่าเป็นลูกคนเดียวไง?
เนื่องจากไม่ได้พักในหอพักนักเรียนอย่างคิระ
หลังกลับจากทานมื้อเย็น อัสรันไม่อาจปรี่เข้าใส่เพื่อนเพื่อถามไถ่ต่อหน้า
เขานั่งคิดนอนคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี ใจอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นแค่อายุมากกว่าเลยเรียกตัวเองเป็นพี่สาว
หรือแท้จริงแล้วคิระมีพี่น้องลับๆ กันแน่
จากนิสัยใจคออันซื่อตรงของเพื่อนสนิท
อัสรันคิดว่าความเป็นไปได้อย่างแรกมีโอกาสถูกต้องมากกว่า
คิระไม่น่าโกหกว่าเป็นลูกคนเดียว แต่การจะยืนยันสมมติฐานได้นั้นต้องถามจากเจ้าตัว
อัสรันยังคิดไม่ออกว่าจะถามยังไงถึงดูเป็นธรรมชาติ แม้ได้พบโดยบังเอิญที่ร้านอาหาร
ทว่าการเข้าไปถามซ่อกแซ่กเพิ่มเติมก็เหมือนประกาศตัวว่าแอบฟังเรื่องคนอื่น...ความร้ายแรงต่างจากการพบโดยบังเอิญคนละเรื่อง
นอกจากนี้
สมมติว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ ขึ้นมาล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมคิระต้องโกหก?
อัสรันค้างคาใจและอยากรู้คำตอบเอามากๆ
เขาล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ปลดล็อก จากนั้นล็อกใหม่...ซ้ำไปซ้ำมาจนปวดโคนนิ้ว สุดท้ายเลยได้ลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปเรียนตอนเช้าในสภาพอิดโรย
เบ้าตาหมองคล้ำจากการนอนไม่พอ
เรื่องไร้สาระพรรค์นี้กลับเอาแต่คิดวนเวียนจนได้นอนเอาตีสาม
แถมคิดตั้งนานยังไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันใดอีกต่างหาก ถือได้ว่าเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์โดยแท้
กระทั่งตัวอัสรันยังอยากชกตัวเองสักหมัด
ระหว่างเดินเท้าผ่านประตูหน้าเพื่อไปอาคารเรียนพบเห็นเด็กนักเรียนประปราย
ส่วนมากเป็นสมาชิกชมรมกีฬาที่มาฝึกซ้อม อันที่จริงด้วยกฏระเบียบของบ้าน
อัสรันมีครูฝึกพิเศษสอนศิลปะป้องกันตัว
ซ้ำยังมีตารางออกกำลังกายเป็นกิจจะลักษณะเช่นกัน
แต่วันนี้เขาโดดวิ่งกับเมนูออกกำลังกายอื่นๆ รอบเช้า ตั้งใจชดเชยตอนเย็นทีเดียว
อัสรันซึมซับลมเย็นกับอากาศอันปลอดโปร่ง
หนีบกระเป๋าเลาะริมสนามบอล เลียบผ่านสนามเบสบอลอันคึกคัก
“...”
ข้างสนามเบสบอลนอกรั้วตาข่ายมองเห็นหัวทุยๆ
สีทอง ร่างนั้นสวมชุดวอร์มตัวโคร่งหมอบตัวอยู่บนจักรยาน
ทั้งที่มองเห็นเพียงด้านหลัง สัมผัสที่หกกลับมั่นใจ
คนเมื่อวาน
ฝีเท้าอัสรันชะลอลง
ใช้เวลาเสี้ยววินาทีในการตัดสินใจว่าต้องดูหน้าเพื่อยืนยันให้ได้
โชคเข้าข้างเขาไม่น้อย จังหวะที่ระยะห่างเป้าหมายเหลือเพียงสองช่วงแขน
สมาชิกชมรมเบสบอลขว้างลูกหักเลี้ยวกระแทกตาข่ายอย่างแรงพอดี
คนบนจักรยานที่กำลังสะลึมสะลือตกใจกับลูกที่พุ่งเข้าใส่ตัวกะทันหัน
ร้องกรี๊ดเสียงดังก่อนเสียการทรงตัว
อัสรันประคองหลังทันก่อนเจ้าหล่อนล้มกระแทกพื้น
“อ๊ะ
ขะ ขอบใจนะ”
“...”
ใช่จริงด้วย
ใบหน้าที่เงยมองขึ้นมาจากบริเวณอกเป็นใบหน้าเดียวกับเมื่อวาน
อัสรันมองแวบเดียว แน่ใจแล้วก็รีบย้ายสายตารวมทั้งดันไหล่เธอออกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มระยะห่าง
ด้วยหกล้มตอนนั่งคร่อมจักรยาน
สารรูปสาวน้อยผมทองในตอนนี้จึงอเนจอนาถอย่างมาก อัสรันค่อยๆ ยกตัวเธอขึ้น รอจนยืนด้วยตัวเองมั่นคงดีแล้วอีกฝ่ายค่อยแกะขาออกจากก้านจานจักรยานอย่างเก้ๆ
กังๆ
สมาชิกชมรมเบสบอลวิ่งเข้ามาใกล้
ขอโทษขอโพยยกใหญ่จากอีกฟากของตาข่าย
ไม่คาดคิดว่ามีรั้วรอบขอบชิดเพิ่มความปลอดภัยยังอุตส่าห์เกิดอุบัติเหตุได้ในรูปแบบอื่น
สาวน้อยโบกมือเหมือนไล่แมลงวันบอกว่า “ไม่เป็นไรๆ ฉันตกใจเกินเองแหละ”
การปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกชมรมเบสบอลค่อนข้างเป็นกันเอง
คาดว่ารู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว ขณะช่วยจับแฮนด์จักรยาน
อัสรันถามว่าอยากไปห้องพยาบาลหน่อยไหม ทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธ เธอย่อตัวนั่งลง
ม้วนขากางเกงขึ้นข้างหนึ่ง
ปลีน่องที่เผยออกมาเป็นขาของคนออกกำลังกายและไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ
“ป่านนี้ห้องพยาบาลยังไม่เปิดหรอก
ฉันไม่เป็นไรด้วย”
ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องราวกับอวดอ้างว่าตนแข็งแรงดีหนักหนาดูเหมือนเด็กที่ถูกตามใจจนเหลิงอยู่นิดหน่อย
อัสรันเกือบหลุดหัวเราะคิกแต่ยกมือขึ้นบังริมฝีปากและแสร้งไอกลบเกลื่อนทัน
“เธอเป็นสมาชิกชมรมเบสบอลเหรอ?”
เพราะยังอยากสนทนาต่ออีกหน่อย
อัสรันอาสาช่วยสาวน้อยนำจักรยานไปยังลานจอด ชวนคุยพลางเข็นจักรยานพลาง เขาแปลกใจเมื่อพบว่าเธอเรียนโรงเรียนเดียวกัน
คิระเป็นนักเรียนชั้นปีสูงสุดแท้ๆ ทำไมถึงบอกว่าตนเองเป็นพี่สาวนะ?
“เรียกคางาริก็ได้”
“งั้นคางาริ
เธอเป็นสมาชิกชมรมเบสบอลเหรอ?”
คำตอบคือใช่…คางาริสังกัดทีมหญิง
สถานะปัจจุบันนั่งเป็นตัวสำรองสืบเนื่องจากอาการบาดเจ็บบริเวณไหล่ซ้าย
วันนี้มาเกาะรั้วดูคนอื่นซ้อมเพราะพักหลายวันจนเบื่อหน่ายแล้ว
อัสรันทวนความจำเล็กน้อย
อดหยอกล้อไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เธอนั่งหลับในหรอกเหรอ?”
ไม่อย่างนั้นจะคอพับคออ่อนคาแฮนด์จักรยานแล้วตกใจถึงขั้นล้มหงายได้ยังไง?
คางาริย่นคิ้ว
ทำปากยื่นพลางว่าท่าทางดูเรียบร้อยแท้ๆ นายนี่กวนโอ๊ยเอาเรื่องเลยนะ
จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลมากนัก
เผลอเดี๋ยวเดียวคนทั้งคู่ก็มาถึงลานจอดจักรยานแล้ว
อัสรันไม่มีข้ออ้างอื่นให้อยู่ต่อทั้งยังไม่สมควรสร้างความอึดอัดใจต่อเด็กผู้หญิงที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรก
เขาจำต้องกล่าวลาและผละไปทางอื่น
“เรื่องจักรยาน
ขอบใจนะ!”
ภาพคางาริโบกมือหย็อยๆ
ส่งอย่างร่าเริงกลางแสงแดดยามเช้าทำให้คนมีคู่หมั้นเป็นตัวเป็นตนอย่างอัสรันอดคาดหวังอย่างไม่ถูกไม่ควรไม่ได้...ถ้าไม่ใช่แฟนของคิระคงดี
ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยจริงๆ
แต่ถ้าคางาริไม่ได้เป็นแฟนใครก็คงดี
เขาคิดอย่างนั้น
โรงเรียนขนาดใหญ่มีคนมากมาย
เป็นเรื่องธรรมดาหากจำหน้าคนไม่ได้ ทว่าสำหรับอัสรัน คางาริสะดุดตาอยู่ไม่น้อย
เขาแปลกใจที่ไม่เคยเห็นเธอเลยจนถึงเมื่อไม่นานมานี้
ไม่แน่ว่าอาจเป็นนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่
วันนี้มีเรียนวิชาเลือกพร้อมคิระตอนบ่าย
อัสรันที่ข่มความสงสัยไว้เต็มท้องนับจากเมื่อวานตั้งใจถือโอกาสนี้ลองตีเนียนถามดู
นิโคลขาดเรียนพอดี กลุ่มสามคนในคาบจะเหลือเพียงตนกับคิระสองคน
จังหวะเหมาะอย่างยิ่ง
ก่อนอื่นอัสรันเปิดประเด็นว่าบังเอิญเห็นคิระไปเดท
เย้าว่าเป็นแฟนคนใหม่เหรอ
ครั้นไม่ยอมรับคำปฏิเสธของคิระที่พยายามอธิบายจนหน้าดำหน้าแดงหลายครั้งเข้า
พ่อหนุ่มรักสงบก็กัดฟันยอมแพ้
“ถ้าเป็นอัสรันคงไม่เป็นไร
แต่เรื่องนี้อย่าเอาไปบอกคนอื่นนะ...”
คางาริเป็นพี่น้องฝาแฝดน่ะ...คิระกระซิบกระซาบบอกความลับเสียงเบา
รายละเอียดหยาบๆ
ที่มารับรู้ภายหลังคือพวกเขาทั้งสองถูกแยกกันเลี้ยง
หลังกลายเป็นเด็กกำพร้าบิดามารดา คิระได้ลุงกับป้ารับดูแล
ส่วนตระกูลอัสฮาที่มีบุตรไม่ได้ขอรับคางาริไป สองบ้านติดต่อกันมาโดยตลอดทำให้พี่น้องสนิทสนมกันดี
แค่ฉากหน้ากลายเป็นคนอื่นคนไกลเท่านั้น
อันที่จริงคางาริบอกว่าอยากเรียนโรงเรียนเดียวกับคิระบ้างจึงขอร้องพ่ออยู่พักใหญ่ถึงได้ย้ายโรงเรียนมาที่นี่ตอนชั้นปีสุดท้าย
ครอบครัวยามาโตะเป็นคนธรรมดา
ทว่าอัสฮาทำธุรกิจพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้รัฐบาล มีศัตรูอยู่ไม่น้อย
เข้าใจได้ว่าทำไมไม่ต้องการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลทั่วไป
ครอบครัวของอัสรันเกี่ยวพันทั้งทหารและการเมือง
ตัวเขาเองก็ถูกพ่อเคี่ยวเข็ญมามากจากการแขวนชื่อ ‘ซาล่า’ ไว้กับตัว โดนลักพาตัวตอนเด็กครั้งหนึ่ง
จากนั้นมาถึงถูกบังคับให้เรียนศิลปะป้องกันตัวจนเอียน
ความในถูกนำออกโดยพลการ
คิระจึงพาอัสรันไปแนะนำกับคางาริเป็นเรื่องเป็นราว
ยอมรับผิดแต่โดยดีว่าเผลอพูดไปแล้ว คางาริตกใจไม่น้อยตอนเห็นอัสรัน
และตกใจยิ่งกว่าเมื่อพบว่าเขาสนิทกับคิระมากพอจะได้รับความไว้วางใจขั้นนี้
อย่างไรก็ดี อาการตกใจของคางาริไม่ใช่การตกใจในความหมายทางลบ
เธอไม่ได้มีความประทับใจแย่ๆ ต่ออัสรัน ทั้งยังเชื่อสายตาคิระพอสมควร ไปๆ มาๆ
เลยพลอยคบหาอัสรันไปด้วย และอาจเพราะเขารู้ความลับของเธอ ความสนิทใจถึงได้พุ่งพรวดอย่างก้าวกระโดด
ปกติแล้วคางาริจะมีคนขับรถรับส่งไปเรียนเหมือนอัสรัน
แต่นานๆ ทีเธอจะดื้อรั้นใช้จักรยานเพราะอยากลงแรงออกกำลังกาย อัสรันเคยเห็นเข้าครั้งหนึ่งจึงลงจากรถของที่บ้านไปซ้อนท้าย
คางาริตกใจในตอนแรก ไม่รอให้เธอเปิดปาก
อัสรันรีบออกตัวตัดหน้าว่าถ้าปั่นไม่ไหวตนจะเป็นฝ่ายปั่นเอง
คางาริเลิกตั้งคำถามทันที ฮึดฮัดพูดว่าอย่ามาดูถูกกันนะ
นานวันเข้าอัสรันเคยชินกับตัวตนคางาริจนเผอเรอไปหน่อย
ต่อให้ซ้อนจักรยานมาถึงโรงเรียนได้โดยไม่ถูกตำรวจจราจรเรียก ทว่าอิซาค
จูลเห็นเหตุการณ์แล้วเดือดเป็นไฟ
“มีคู่หมั้นอยู่แล้วยังลอยหน้าลอยตาใกล้ชิดคนอื่นอีกเรอะ!”
คางาริเพิ่งเคยได้ยินเรื่องคู่หมั้นของอัสรันเป็นครั้งแรกพลอยฟ้าพลอยฝนถูกตำหนิไปด้วยจนทำหน้าไม่ถูก
พอเธอที่นั่งบนอานด้านหน้าเหลียวหลังกลับมา อัสรันรู้สึกเหมือนศีรษะถูกทุบอย่างแรง
เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดละอ่อนและยากต่อการอธิบายให้คนนอกฟัง
อัสรันกับลักส์คบหากันผ่านความเห็นชอบของผู้ใหญ่โดยมีหมุดหมายในใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นคู่ครองในอนาคต
แม้พยามยามจวบจนปัจจุบันก็ยังคงปลุกความรู้สึกรักใคร่ขึ้นมาไม่สำเร็จ
ทว่าเป้าประสงค์ของการหมั้นหมายยังคงอยู่ สมควรซื่อสัตย์ต่อกัน
ด้วยเหตุนี้หากอัสรันใกล้ชิดคางาริอย่างบริสุทธิ์ใจคงไม่อาจนับได้ว่ากระทำเรื่องไม่เหมาะสม
ปัญหาคืออัสรันนั้น...
“อัสรันเชื่อในรักแรกพบไหมคะ?”
เพราะอยู่ในช่วงสอบปลายภาค
วันนี้การพบปะลักส์ตามกิจวัตรจึงเป็นการนัดหมายอันเรียบง่ายอย่างการ ‘เที่ยวบ้าน’
เจ้าบ้านจดโน้ตท่าท่างเดียวกับที่นั่งหน้าโต๊ะเมื่อวาน
แค่ย้ายสถานที่จากห้องนอนมาเป็นห้องรับแขกเพื่อให้เกียรติคู่หมั้น
แขกของเขานั่งชิดขาอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลออกไป
มือเรียวยาวพลิกอัลบั้มรูปด้วยใบหน้าเปื้อนยื้ม
อัสรันเหลือบตามองเธอเล็กน้อย
ไม่ว่าในหัวกำลังคิดอะไร ริมฝีปากแนบสนิทเหมือนทากาว ไม่พูดไม่จาและบันทึกใจความสำคัญจากตำราเรียนต่อไป
เมื่อไม่ได้รับคำตอบ
ลักส์หันมามองตัวบุคคลแทนรูปถ่าย ดวงตาโค้งขึ้นอีกเล็กน้อย
“จะไม่พูดอะไรสักหน่อยเหรอคะ?”
“...”
ถูกจี้ขนาดนี้ไม่วางมือคงไม่ได้
อัสรันรีดขอบโพสอิทสีเหลืองอ่อน วางปากกาทับลงบนนั้น
ในหัวเรียงลำดับสิ่งที่อยากพูด ที่สุดก็เอ่ยถามออกมาเรื่องหนึ่ง
“จำคิระได้หรือเปล่า...คิระ ยามาโตะ”
เท่าที่อัสรันทราบ
ลักส์เคยพบคิระที่ร้านอาหารครั้งนั้นพร้อมตนเพียงครั้งเดียว
ไม่เคยคุยกันแม้ครึ่งคำ ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้ลืมไปแล้วก็ไม่แปลกสักนิด คำถามนี้ออกจะโผล่มาแบบไร้ต้นสายปลายเหตุพอสมควร
ทว่าอะไรบางอย่างที่อธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้เขาตัดสินใจถามออกมา
ลักส์เกลี่ยปลายนิ้วลงบนรูปหนึ่งในอัลบั้มรูปของอัสรัน
มุมปากยกยิ้มอ่อนโยน “จำได้ค่ะ”
ฟังแล้วอัสรันยิ้มบ้าง
“ผมกับคิระคุยว่าหลังสอบจะไปเที่ยวเล่นพักผ่อนสักหน่อย...ยังมีพี่สาวหมอนั่นอีกคน
ลักส์น่ะ สนใจจะไปด้วยกันหรือเปล่า?”
ดวงตาสองคู่ประสานกัน
เกิดเสียงแกรกกรากปั่นฟันเฟืองในมโนสำนึก
เมื่อปะติดปะต่อได้ระดับหนึ่ง
ลักส์ทอดเสียงนุ่มนวลถามเพื่อยืนยันเพิ่มเติม
“พี่สาวที่ว่า...ใช่คุณคางาริที่คุณเคยพูดถึงหรือเปล่าคะ?”
อัสรันจำไม่ได้ว่าเคยพูดถึงคางาริตั้งแต่เมื่อไร
แววตาของเขาวูบไหวไปหนึ่งจังหวะ หากเสียงตอบรับยังคงหนักแน่นชัดเจน “ใช่”
คนฟังพอใจแล้ว
รอยยิ้มพลอยกระจ่างขึ้นหนึ่งระดับ “อย่างนี้นี่เอง ด้วยความยินดีค่ะ
รบกวนให้ฉันไปด้วยคนนะคะ”
นับจากวินาทีนั้น
การร่วมแรงร่วมใจบางอย่างซึ่งไม่มีแม้แต่การตกลงลมปากก็เริ่มต้นขึ้น
[Cagalli’s POV]
การสอบจบลงไปแล้ว
แก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นคางาริ ยูระ
อัสฮาจึงโยนความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสอบทิ้งไปจากสมอง
ขอดีใจกับการฟื้นตัวของร่างกายแทน
โค้ชบอกว่าเธอสามารถเข้าร่วมการซ้อมตามปกติและคัดตัวลงแข่งได้แล้ว
ในฐานะที่เป็นนักเรียนใหม่
คางาริไม่ได้ผูกพันธ์กับสมาชิกขมรมเท่าคนอื่นๆ
นอกจากนี้คือไม่มีความฝันอันยิ่งใหญ่อย่างการพิชิตระดับประเทศหรือเป็นนักกีฬาอาชีพ
เธอชอบการออกกำลังกายกับกีฬา เลือกเล่นเบสบอลเพราะเป็นหนึ่งในกีฬาโปรด
คางาริที่มีภาระหน้าที่ของครอบครัวอยู่แล้วอาจไม่มีฝันยิ่งใหญ่เท่าคนอื่นในชมรม ทว่าเธอมีใจสู้ไม่น้อยไปกว่ากันแน่นอน
คนเราลงมือทำอะไรล้วนต้องการผลลัพธ์อันดีตอบแทนความพยายาม ในกรณีคางาริ ได้ลงสนามแข่งจริงสักครั้งก็พึงพอใจแล้ว
อารมณ์เบิกบานหลังปลดเปลื้องภาระการสอบกับสภาพร่างกายคงอยู่ได้ไม่นาน
พอกินมื้อเย็นเสร็จ คางาริมีอันต้องเงื่องหงอยอีกรอบ กอดขาขดตัวเป็นก้อนกลม
คิระผู้อยู่กินมื้อเย็นที่บ้านอัสฮาและยังไม่ได้กลับกำลังพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
พิมพ์อะไรสักอย่างที่คางาริไม่เข้าใจ
เมื่อเห็นฝาแฝดนั่งพาดคางบนหัวเข่าสองข้างซุกมุมโซฟาอีกด้าน เขาเอ่ยถามอย่างอ่อนโยนว่าคิดอะไรอยู่เหรอ
คางาริฝังใบหน้าครึ่งล่างซ่อนหลังเข่า
จับปลายผมของตนงึมงำเสียงค่อยว่า “คู่หมั้นที่อัสรันจะพามาอวดเป็นดาราสินะ”
พรุ่งนี้นัดกับอัสรันไว้ว่าจะไปปิคนิคริมน้ำตก
คิระจำได้ แต่เขาจำได้แค่อัสรันจะพาใครสักคนมาด้วย
เพิ่งมานึกได้ตอนคางาริพูดนี้เองว่าคนคนนั้นเป็นคู่หมั้น การเคลื่อนไหวของนิ้วทั้งสิบหยุดชะงัก
พอจับเค้าลางได้ถึงต้นตอการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของคางาริแล้ว
การพาคู่หมั้นหรือแฟนมาทำความรู้จักกับเพื่อนสนิทไม่แปลกอะไร
คิระยังเคยแนะนำแฟนคนก่อนหน้าให้อัสรันรู้จัก ในครั้งนี้อัสรันคงทำเหมือนกันกับตน
อาจจะยุ่งยากกว่านิดหน่อยตรงคู่หมั้นของอัสรันเป็นคนดัง
ไปไหนมาไหนต้องระวังสายตาคนรอบข้างและความปลอดภัยเป็นพิเศษ
“ถึงเป็นคนดังก็ยังเป็นคนทั่วไปคนหนึ่ง
ต้องมีเวลาที่ใช้ชีวิตอย่างคนปกติบ้าง ไม่ต้องกังวลเรื่องยิบย่อยไปหรอกคางาริ อีกอย่างพวกเราไม่ได้ไปกลางเมืองหรือที่ที่มีคนเยอะนี่นา”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นซะหน่อย...!”
คิระมองสาวน้อยที่ทุบหมอนอิงปั้กๆ
อย่างงุนงง ชั่งใจว่าควรพูดปลอบสักคำดีหรือไม่
เกรงว่าใช้คำพูดไม่ดีจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงน่ะสิ ก่อนอื่นจึงลดระดับเสียงและปรับโทนให้อ่อนลงอีกหน่อย
ถามเธอว่าเป็นอะไรไป
“ไม่รู้!”
“…”
วันนั้นคิระ
ยามาโตะกลับบ้านไปโดยไม่แน่ใจจนท้ายที่สุดว่าคางาริทั้งซึมทั้งฉุนเฉียวด้วยเหตุอันใด
อย่าว่าแต่คิระเลย
กระทั่งคางาริเองยังไม่เข้าใจนักว่าทำไมสภาพอารมณ์ตัวเองถึงได้สับสนปรวนแปร
ทั้งเศร้าทั้งหงุดหงิดที่จะได้เจอคู่หมั้นของอัสรัน เธอหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน
ก่อนออกจากบ้านยังใช้เวลายืนหน้าตู้เสื้อผ้านานสองนานแม้สุดท้ายเลือกสวมชุดทะมัดทะแมงเหมือนเดิม
“จะไปเองเหรอ?”
ก่อนออกจากบ้าน
ท่านประธานใหญ่บริษัทวิจัยพัฒนาอาวุธผู้เข้มงวด อุซึมิ นารา อัสฮา
ถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเป็นครั้งที่สาม คางาริร้อง ‘อื้ม’
พลางผูกเชือกรองเท้าสนีกเกอร์ เสริมเป็นครั้งที่สามเช่นกันว่าพ่อรีบไปทำงานเถอะ
“เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ
เขาใช้รถสาธารณะไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะทั้งนั้น พวกคิระบอกว่าจะรออยู่ที่สถานี
ตกลงกันไว้แล้วจะมาเปลี่ยนตามใจได้ยังไง”
แต่ไหนๆ
ก็เป็นทางผ่าน ขอติดรถสักนิดนะ…
คางาริกระโจนขึ้นรถพ่อที่มุ่งหน้าไปยังบริษัทเพื่อลงสถานีโดยสารรถประจำทาง
ตอนที่เธอสะพายกระเป๋าย่ามไปถึงจุดนัดหมายพบว่าสองหนุ่มมาถึงก่อนแล้ว
อัสรันที่กำลังนั่งเช็คเส้นทางเป็นฝ่ายหันมาเห็นก่อน เขาลุกขึ้นยืน
ดวงตาสีเขียวเผยความประหลาดใจ
“คางาริ
เอ่อ วันนี้....”
“คางาริ
มัดผมมาเหรอ น่ารักดีนะ”
“...”
คิระซึ่งกำลังนั่งเหม่อมองฝูงชน
แม้สังเกตเห็นคางาริหลังเพื่อนคนข้างๆ ขยับตัว แต่ปากขยับไวกว่ามาก
ถ้อยคำให้กำลังใจพี่สาวฝาแฝดก็จริงใจยิ่ง คนถูกชมลูบผมแกละต่ำสองข้างเขินๆ
สีหน้าสดใสขึ้นนิดหนึ่ง แต่ดูมั่นใจขึ้นเป็นกอง
“งะ
งั้นเหรอ ขอบใจนะ…!”
อัสรัน
“...”
ลักส์ตามมาถึงหลังคางาริไม่นาน
เทียบกับคางาริที่ใส่เอี๊ยมกางเกงขายาวจนมองผาดๆ กลมกลืนไปกับเด็กผู้ชาย
สาวน้อยแสนสวยเปล่งประกายจนตาพร่า ต่อให้สวมชุดกระโปรงเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด
ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูกับกริยาการเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนชวนมองไปหมด
เธอถือกล่องหวายขนาดใหญ่ด้วยมือสองข้าง ยิ้มบอกว่าตนทำอาหารมานิดหน่อย
หวังว่าจะถูกปากทุกคน
คางาริมองลักส์แล้วก้มมองตัวเอง
พรูลมหายใจยาวอย่างชื่นชมแฝงความรู้สึกศิโรราบ “คู่หมั้นของอัสรันนี่ยอดไปเลยนะ”
ผู้ถูกพาดพิงคิ้วกระตุก
มองกระหม่อมสีทองๆ จากมุมสูงด้วยสีหน้าเหมือนกำลังอยากพูดอะไรแต่พูดไม่ออก
ยิ่งเห็นคางาริทำท่าจะถองศอกใส่ตนแต่เปลี่ยนใจเก็บไม้เก็บมือแล้วสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำ
“ไปช่วยเธอถือของสิ
ท่าทางจะหนัก”
อัสรันเลือกกลืนถ้อยคำต่อล้อต่อเถียงในปากลงท้อง
ประสานสายตากับลักส์อย่างรวดเร็ว...เป็นพริบตาสั้นๆ
ที่ไม่มีใครสังเกตทันนอกจากเจ้าตัว จากนั้นโบ้ยไปให้คนอื่นหน้าตาเฉย
“คิระ
ช่วยหน่อยสิ”
“เอ๊ะ?”
อยู่ๆ
ถูกโยนงานให้ คนถูกเรียกเผยสีหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงกับการแสดงออกของเพื่อนสนิท
อย่างไรก็ตาม คิระยินดีช่วยเหลือจึงรับกล่องหวายจากลักส์มาถืออย่างไม่เกี่ยงงอน คิดเองเออเองว่าตนยืนใกล้ลักส์ที่สุดถึงถูกไหว้วานแน่ๆ
เป็นคางาริเสียอีกที่ไม่พอใจ
หัวคิ้วของเธอขยับเข้าหากัน ขึงตาใส่อัสรันเคืองๆ “คิระอ่อนแอจะตาย
ทำไมต้องใช้หมอนั่นเล่า”
“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดจะถือของหนักแค่นี้ไม่ไหวนะ...”
คำว่าอ่อนแอแสลงหูเหลือเกิน
คิระรู้สึกถูกปรักปรำ ทว่าไม่มีใครสนใจการประท้วงเล็กๆ อันไร้กำลังของเขา
การเดินทางไปปิคนิคพักผ่อนหลังสอบเสร็จราบรื่นดี
ไม่มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างทาง สภาพอากาศก็ดีมาก
สามารถหย่อนใจฆ่าเวลาคลายความตึงเครียดได้อย่างน่าประทับใจ
มีแค่พฤติกรรมของเพื่อนร่วมทางที่แปลกมาก
คางาริรู้สึกว่าอัสรันกับลักส์แปลกสุดๆ
คู่หมั้นไม่ใช่ว่าเหมือนแฟนหรอกเหรอ?
อย่างตอนมื้อกลางวัน
พอปูเสื่อเตรียมนั่ง คางาริตั้งใจจะนั่งข้างคิระ ให้หนุ่มหล่อสาวสวยคู่สร้างคู่สมนั่งเคียงกัน
ผลกลายเป็นว่าอัสรันกับลักส์ชิงพื้นที่บนเสื่อตัดหน้าพวกเธอพี่น้องเสียก่อน
แถมนั่งเป็นมุมทแยงอีกต่างหาก กลายเป็นว่าคางาริต้องนั่งข้างอัสรัน
หันหน้าเข้าหาลักส์ ไหนจะคำพูดคำจาแปลกพิลึกของสองคนนั้นอีก...
“มีแต่ของโปรดนายไม่ใช่เหรอ
ลักส์ตั้งใจทำมา กินเยอะๆ หน่อยสิคิระ”
ถึงจะจริงที่มีแต่ของโปรดคิระจนไม่น่าเชื่อว่าบังเอิญ
แต่ลักส์ไม่รู้จักคิระ ไม่มีทางตั้งใจทำอาหารตามความชอบคิระแน่นอน
ทำไมอัสรันพูดเหมือนเป็นพ่อสื่อเลยล่ะ?
“เชือกรัดผมคุณคางาริน่ารักจังเลยค่ะ
จะว่าไปก็เหมือนสีตาของอัสรันนะคะ”
ใครเขาจะไปสังเกตว่าเชือกรัดผมสีอะไร
ถ้าจะทักจริงๆ
ก็ควรทักรองเท้าสนีกเกอร์ที่เหมือนคิระเปี๊ยบเพราะซื้อมาตอนจัดโปรโมชันมากกว่าหรือเปล่า
อันนี้สิบังเอิญของจริงเพราะไม่ได้นัดกันมา
ตอนคางาริสลัดรองเท้าพับขากางเกงไปเล่นน้ำ
อัสรันก็มานั่งแช่ตีขาอยู่ใกล้ๆ
ทิ้งคู่หมั้นตัวเองนั่งทอดหุ่ยหลบร่มอยู่กับคิระสองต่อสองเฉยเลย...เป็นเรื่องปกติของคู่รักที่ไม่หึงหวงและไว้วางใจในตัวกันและกันเหรอ?
“อัสรัน
นายไม่อยู่กับลักส์จะดีเหรอ?” คางาริเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่
เพื่อระบายความกระวนกระวายออกไปจึงยกเท้าเดินเข้าไปถาม
อัสรันยังมีแก่ใจดีดน้ำใส่เธอ
กล่าวสบายๆ ทั้งรอยยิ้มว่า “ลักส์ไม่น่าห่วงหรอก
คางาริต่างหากที่อาจจะลื่นล้มเอาได้”
“ไม่ใช่แบบนั้น
นายไม่ควรให้ลักส์อยู่กับคิระตามลำพังต่างหาก โธ่เอ๊ย...ไม่สิ ก่อนอื่น
ต่อให้ฉันล้มแล้วมันจะทำไม แค่ลุกขึ้นมาก็จบแล้ว
นายเป็นจอมเวทที่หยุดเวลาก่อนฉันล้มหัวฟาดได้หรือไง จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ต่างกันนี่”
“ดูพูดเข้าซิ”
อัสรันหรี่ตา เพราะใช้น้ำที่ช้อนขึ้นมาในอุ้งมือหมดแล้ว ไหนๆ ก็เอื้อมถึงตัวเลยเปลี่ยนมาดีดหน้าผากเบาๆ
แทน
ด้วยเป็นนักเรียนใหม่
คางาริไม่มีเพื่อนที่สนิทสนมในโรงเรียนมากนัก แม้ไม่ถึงกับหัวเดียวกระเทียมลีบ
แต่คนในห้องมีกลุ่มของตัวเองที่คบหากันมาหลายปีอยู่ก่อนแล้ว
นักเรียนใหม่แทรกเข้าไปได้ยาก อัสรันซึ่งจับพลัดจับผลูได้คุยกันบ่อยๆ
ผ่านคิระจึงนับว่าเป็นคนใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่ง
การสกินชิประดับนี้ก่อนหน้าไม่นับเป็นอะไร
กระทั่งรู้ว่าอัสรันมีคู่หมั้นถึงระมัดระวังหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัว
พออัสรันไม่ใส่ใจเรื่องการเว้นระยะห่าง
คางาริที่ขาดประสบการณ์เรื่องรักใคร่ชักสับสนว่าตนควรทำอย่างไรแน่
มันไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ? หรืออัสรันเป็นคนต่ำทรามที่ละเลยคู่หมั้นของตัวเอง?
สีหน้าของคางาริเปลี่ยนแปลงไปมา
ในเมื่อคิดเอาเองไม่ได้คำตอบ เธอตัดสินใจหย่อนก้นนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ข้างๆ อัสรัน
ตัดสินใจเล่นลูกตรง
“นายมีคู่หมั้นอยู่แล้ว
ไม่ใช่ว่าควรเว้นระยะห่างจากฉันมากกว่านี้เหรอ?”
ไตร่ตรองอยู่อึดใจหนึ่ง
อัสรันปรับสีหน้าจากขมวดคิ้วคร่ำเคร่งมาเป็นสบายดีไม่ทุกข์ร้อน เอ่ยชัดเจนว่า
“พวกเราหมั้นกันเพราะผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามเท่านั้น”
จากนั้นยังเสริมเพิ่มว่าการหมั้นหมายเป็นไปเพราะผลประโยชน์
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับความรู้สึก
จะคิดว่าเป็นการคบหาในลักษณะพึ่งพาใช้ประโยชน์จากกันก็ได้
อัสรันเพิ่มเติมถึงอนาคตอีกว่าหากไม่มีประโยชน์ต่อกันเมื่อไร
มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการถอนหมั้น สถานะตอนนี้ไม่ได้มั่นคงอะไรขนาดนั้นหรอก
เธอปฏิบัติกับฉันตามธรรมชาติเถอะ
ไม่จำเป็นต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น อัสรันสรุป
คางาริก้มหน้าแตะปลายคาง
คิดตามคำพูดคนข้างๆ
“การหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์...”
“ใช่”
“ต่อให้ไม่รักชอบก็หมั้นหมายได้
จบเรื่องแล้วค่อยถอนหมั้นทีหลังก็ได้...”
“ใช่!”
“แสดงว่าฉันควรหมั้นกับยูน่าเหมือนกันเหรอ?”
“เธอพูดถึงใครขึ้นมากะทันหันเนี่ย...! ไม่ใช่!!”
เพราะอัสรันขึ้นเสียงไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลักส์กับคิระตกใจจนหันมามอง พวกเธอรีบโบกมือพั่บๆ ยืนยันว่าไม่มีอะไร รอจนคนหันกลับไปแล้ว
อัสรันที่หน้าเครียดขึ้นมาอีกรอบรีบถามทันทีว่ามันอะไรกัน
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสัพเพเหระทั่วไป
อัสรันยังเป็นผู้มีประสบการณ์หมั้นหมายการเมืองโดยตรง
สามารถแสดงความคิดเห็นที่น่าเชื่อถือได้ คางาริไม่เห็นความจำเป็นในการยักท่าเล่นตัวจึงเปิดปากเล่าให้ฟัง
เท้าความก่อนว่าพ่อของคางาริอย่างอุซึมิไม่หาประโยชน์อันใดจากลูกสาว
เป็นคุณพ่อคนหนึ่งที่ปรารถนาให้ลูกได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามต้องการ
นอกจากเรียนรู้เรื่องของที่บ้านตามความเหมาะสม เขาแทบไม่บังคับฝืนใจอะไรคางาริเลย การหมั้นหมายเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใหญ่เป็นเรื่องไกลตัวคางาริมาโดยตลอด
แต่พ่อของเธอไม่สนใจใช่ว่าคนอื่นจะไม่สนตาม
แน่นอนว่ามีคนบางกลุ่มเข้ามาหยั่งเชิงท่าทีคางาริลับหลังอุซึมิ
รวมทั้งหว่านคำหวานหลอกล่อเกลี้ยกล่อมให้สนใจการเกี่ยวดองตระกูลอื่นๆ อยู่ประปราย…เหตุผลอาจเพราะเห็นเธอเป็นลูกสาวคนเดียว
น่าจะหัวอ่อนควบคุมง่าย
หรืออาจจะพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยประกอบอื่นอย่างจริงใจก็ได้
ในบรรดาคนใจกล้าจำนวนนับนิ้วได้ที่เข้าหา
ตระกูลเซรันของยูน่าทำประโยชน์ให้ตระกูลอัสฮาได้มาก
เจ้าตัวยูน่าเองก็แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าเต็มใจแต่งงานกับเธอ
ก่อนหน้านี้คางาริไม่แยแสพวกเขา
กระทั่งได้ยินเรื่องของอัสรันถึงได้เปิดมุมมองความคิดใหม่
ในเมื่อการถอนหมั้นทีหลังไม่ยุ่งยากอะไร
บางทีการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันชั่วระยะเวลาหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็ได้…?
“เธอคิดแบบนั้นไม่ได้นะ”
สีหน้าของอัสรันเปลี่ยนสีไปมาเป็นไฟจราจร
เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามพูดลอดไรฟันว่าต้องดูเป็นรายกรณีเพราะคนที่ต้องแต่งงานจริงและใช้ชีวิตคู่แบบแกนๆ
ทั้งแบบนั้นมีอยู่จริง ถึงขั้นยกตัวอย่างว่า ต่อให้ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ยังมีคนที่แอบมีชู้รัก
นับประสาอะไรกับการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักล่ะ
“ฉันไม่ได้อยากแต่งงานกับยูน่าสักหน่อย
นายบอกเองนี่ว่าตกลงถอนหมั้นกันทีหลังได้”
“…” อัสรันปวดศีรษะลามมาถึงรากฟัน เขาข่มใจให้เย็น ฝืนยกมุมปากทำใจดีสู้เสือ
ค่อยๆ ชี้แจงว่า “ฉันหมายถึงถ้าเวลาผ่านไปแล้วเขาไม่ยอมถอนหมั้นเธอก็ต้องแต่งงาน
คางาริ เธออยากเสี่ยงเหรอ?
สถานการณ์ทางบ้านของเธอไม่มีใครบังคับให้ต้องเสี่ยงขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ?
ฉันว่าเธอวางเรื่องนี้ลงก่อนดีกว่าไหม?”
ถ้อยคำโน้มน้าวได้ผลพอสมควร
คางาริคล้อยตาม เธอแกว่งขาตีผิวน้ำราวกับอยู่ไม่สุข “เอาเถอะ
ฟังนายพูดแล้วฉันแค่คิดขึ้นมาบ้างเฉยๆ
เอาไว้มีเรื่องมีราวจริงจังขึ้นมาค่อยว่ากันดีกว่า”
ความประทับใจต่อการพบลักส์
ไคลน์ครั้งแรกค่อนข้างรุนแรง
เห็นเธอคนนั้นข้างอัสรันพลันเกิดแรงกระตุ้นไร้ชื่อให้คางาริอยากทำอะไรสักอย่าง
พวกเขาดูเหมาะสมกันเหลือเกิน
หากความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสองคนยังดีต่อไปเรื่อยๆ
ในอนาคตอาจได้เป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของทั้งคู่ก็ได้ แม้อัสรันบอกว่าอนาคตไม่แน่นอน
รวมทั้งพูดเรื่องการถอนหมั้นออกมาง่ายดาย
แต่การเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์มีความซับซ้อน คางาริไม่คิดว่าการหมั้นหมายของอัสรันกับลักส์จะถูกยกเลิกง่ายดายปานนั้น
นอกจากนี้ต่อให้ตัดเรื่องผลประโยชน์ออกไป
ต่างฝ่ายต่างก็ดูเป็นคู่สมรสที่ดีของกันและกัน ไม่มีเหตุผลให้ต้องจบความสัมพันธ์เลย
ความคิดเรื่อยเปื่อยพานให้เศร้าขึ้นมาแปลกๆ
คางาริไม่ชอบทำตัวอมทุกข์
แต่ความทุกข์นี้ไม่รู้เกิดจากอะไรจึงหาต้นตอมาจัดการไม่ได้ เธอตีหน้าแปะๆ
ปรับอารมณ์ อุตส่าห์ออกมาเที่ยวเล่น สมควรทำเรื่องสนุกๆ มากกว่าสิ
ครั้นหย่อนตัวลงน้ำอีกรอบ
เพิ่งจะเดินได้สองก้าว อัสรันที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความอยู่ๆ ก็หันมาโพล่งถาม
“เพราะหมอนั่นบอกว่าชอบเธอถึงได้หวั่นไหวเรื่องหมั้นขึ้นมางั้นเหรอ?”
“…?”
จริงอยู่ว่านับจากเกิดมาจนถึงทุกวันนี้
คนนอกเพียงคนเดียวที่บอกว่าชอบคางาริมีเพียงยูน่า โรมา เซรัน ทว่าคางาริไม่มีเพื่อนที่สนิทสนมมากพอจะเปิดใจปรึกษาเรื่องส่วนตัว
โดยเฉพาะกับเรื่องที่ชวนให้ขัดเขินอย่างเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ยิ่งเรื่องมีคนมาสารภาพรักนี้
คางาริเคยเล่าให้ฟังเพียงมาน่ากับคิซากะที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง และคิระ...น่าจะมีแค่ 3 คนเท่านั้น
เมื่อกี้เล่าให้อัสรันฟังด้วยเหรอ?
จากระดับความสนิทสนมในปัจจุบัน
ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเผลอหลุดปากออกไป
ทว่าในเมื่ออัสรันรู้แสดงว่าเธอคงลืมตัวจริงๆ คางาริตกใจชั่วประเดี๋ยวประด๋าว
เมื่อยอมรับความจริงแล้วก็นั่งยองๆ วักน้ำเล่น ตอบรับตามตรงว่าถูกต้อง
เป็นอย่างนั้นแหละ
เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้นใกล้ตัว
เงาดำพาดลงจากด้านข้าง อัสรันที่ควรจะนั่งอยู่บนโขดหินริมน้ำกลับมายืนแทบชิด
เขาค้อมเอวลงครึ่งตัว วางมือสองข้างลงบนเข่า
ทอดสายตาลงมองคางาริที่นั่งอยู่ใต้เงาตัวเอง
“คางาริ
กับเรื่องใหญ่ในชีวิตจะมาตัดสินใจส่งๆ
แค่เพราะหวั่นไหวไปกับการถูกสารภาพรักครั้งแรกไม่ได้หรอกนะ”
คางาริไม่รู้มาก่อนว่าอัสรันเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นขนาดนี้
เป็นโฉมหน้าที่คาดไม่ถึงและมาในเวลาไม่ถูกไม่ควร เธอชักหงุดหงิด
ไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องถูกอีกฝ่ายวางท่าอบรมด้วย
“เขาก็แค่บอกว่าชอบฉันเอง
มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ พวกเราไม่ใช่เด็กสามขวบนะ
นายอาจจะไม่รู้จักแต่หมอนั่นแก่กว่าฉันไม่กี่ปี
ไม่ใช่ตาเฒ่าหัวงูหลอกเด็กนักเรียนสักหน่อย
อีกอย่างฉันไม่เคยได้ยินว่ายูน่ามีแฟนหรือเป็นคนมีพันธะ ถ้ายูน่าแต่งงานแล้ว มีแฟน
มีคู่หมั้น หรืออะไรก็ช่างแล้วมีหน้ามาบอกชอบคนอื่น....แบบนั้นฉันคงตะบันหน้าสักหมัดแล้วด่าให้
ไม่เก็บเอามาพิจารณาหรอก”
อัสรัน
“...”
ระหว่างทางขากลับ
ขณะที่แฝดคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันผล็อยหลับ ชายหญิงอีกคู่ที่นั่งถัดมากำลังสนทนาเสียงเบาเพื่อไม่ให้รบกวนพวกเขา
เสียงที่ดังขึ้นมาก่อนเป็นเสียงนุ่มนวลของสาวน้อย
“เวลาเป็นสิ่งมีค่า
เราไม่ควรรีรอปล่อยให้สูญเปล่านะคะ”
ดวงตาของเธอยังคงชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่านั่งเรียบร้อยสำรวม ยากจะคาดเดาว่าคำพูดไร้หัวท้ายหมายถึงอะไร
พบเจออะไรมาถึงได้ยกคำพูดราวกับต้องการถกปรัชญาชีวิตขึ้นมาเป็นหัวข้อ
อย่างไรก็ตาม
หนุ่มน้อยคนด้านข้างกลับไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเป็นพิเศษราวกับเข้าใจนัยยะแอบแฝงในถ้อยคำดังกล่าวชัดเจน
เขากดคางเล็กน้อย ผมสีเข้มยาวคลอเคลียข้างแก้ม “พอดีเลย
ทางนี้เองก็คิดว่าควรเร่งมือเหมือนกัน”
พันธมิตรลับคู่หนึ่ง...ดูเหมือนจะแน่นแฟ้นขึ้นเงียบๆ