Wednesday, 27 March 2024

[Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny ; AsuCaga] L x L

Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny

L x L

 

 

Pairing: Athrun Zala x Cagalli Yula Athha

Rating:   SFW

Timeline: Before Gundam Seed Freedom         

 

วันพรุ่งนี้มีกำหนดการเดินทางกลับออร์บ ในเวลาปกติอัสรันมักมีท่าทีกระฉับกระเฉง เห็นได้ชัดว่าอดทนรอแทบไม่ไหว ทว่าคราวนี้สีหน้ากลับไม่สู้ดีนักทั้งที่งานดำเนินไปได้ด้วยดี เมย์รินลอบสังเกตท่าทีอีกฝ่ายมาหลายวัน ยังคงลงความเห็นไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สัญชาตญาณผู้หญิงบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวทำให้ไม่กล้าถามซ่อกแซ่ก ได้แต่แอบเป็นห่วงอยู่ห่างๆ

หลังตรวจสอบรายงานทิ้งทวนเพื่อความมั่นใจ เมย์รินไม่พบข้อผิดพลาดร้ายแรงจริงๆ แน่นอนว่าไม่มีเหตุน่าสงสัยหรืออันตรายอันสมควรดำเนินการฉุกเฉิน...เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ สินะเนี่ย เธอคิดนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคางาริชั่ววูบหนึ่งแล้วหักใจ อีกเดี๋ยวจะได้เจอตัวเป็นๆ อยู่แล้ว ไม่อยากสร้างความวิตกกังวลให้ท่านผู้แทนผู้มีงานรัดตัว

เหลือเวลาราวแปดชั่วโมงก่อนออกเดินทาง เมย์รินตั้งใจไปนอนสักตื่น ทว่าอัสรันที่นั่งหน้าเครียดมาครู่ใหญ่เผยสีหน้าของคนตัดสินใจเด็ดขาด ลุกเดินเข้ามาหา

“เมย์ริน ฉันถามอะไรหน่อยสิ”

 

ไม่ถึงชั่วโมงถัดมา อัสรันออกจากคาวาเลียร์มาปรากฏตัวบนถนนเศรษฐกิจ หากให้เจาะจงยิ่งกว่านั้นคือหน้าร้านเครื่องสำอางสำหรับสตรี

ระหว่างทำภารกิจเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาเห็นคู่รักออกเดทกระหนุงกระหนิง แผ่บรรยากาศสีชมพูทำลายสายตา ภาพติดตาเป็นพิเศษคือจังหวะทาลิปสติกให้แฟนสาว

อัสรันอยากทำแบบนั้นบ้าง

กุมใบหน้าคางาริ มองเธอใกล้ๆ อย่างเปิดเผย พร้อมทั้งบรรจงทาลิปให้...

แต่คางาริไม่ใช้ลิปสติก

ถึงอย่างนั้นความรู้สึกอยากทำคอยรบกวนจิตใจ หลังคิดไปคิดมาหลายตลบ อัสรัสคิดว่าถ้าเป็นลิปบาล์มน่าจะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยซื้อเสื้อผ้าไปเป็นของฝากให้คางาริ ผลคือถูกลอบมองอย่างประนาม อัสรันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเหล่าเมดถึงกอดคางาริพลางมองตนแบบนั้น ทว่าพอบอกเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ยังไม่ทันเล่าจบก็โดนอิซาคตะคอกว่า...ต่อหน้าคนเยอะแยะแกกลับให้เดรสเขา! ไร้ยางอาย! ทำไมถึงมีคนกล้าส่งสัญญาณต้องการเปลื้องผ้าต่อหน้าสักขีพยานมากมายขนาดนั้นได้!

อัสรันในตอนนั้นตะโกนสวนว่าตนไม่ได้ให้ด้วยเจตนาแอบแฝงสักหน่อย! ให้เสื้อผ้าคืออยากให้ใส่ต่างหาก ไอ้หน้าไหนมันคิดอกุศลเรื่องเปลื้องผ้าแล้วแผยแพร่ความคิดหน้าไม่อายแบบนี้กัน!

เอาเป็นว่าถึงจะมีจิตใจไม่บริสุทธิ์ของคนหนุ่มอยู่บ้าง ทว่าอัสรันเห็นว่าชุดสวยดี อยากเห็นคางาริใส่ เขาตัดใจละทิ้งมโนภาพในหัวไม่ลงจึงซื้อติดมือกลับไป ไม่รู้และไม่เคยคิดถึงเรื่อง ให้เสื้อผ้า = ต้องการเปลื้องเสื้อผ้า เลยจริงๆ อย่างไรก็ดี คางาริไม่ได้ว่าอะไรเขา ยังลองสวมให้ดูหนหนึ่งเป็นการตอบรับน้ำใจด้วย ตอนนั้นอัสรันถึงกับเห็นภาพหลอน มีปีกงอกออกมาจากกลางหลังคางาริ เนื้อตัวเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรอง...

พอมีเคสลิปสติกอัสรันเลยต้องคิดเยอะขึ้น กังวลนั่นนี่จนเริ่มมีอาการย้ำคิดย้ำทำ เขาไม่อยากถูกเข้าใจผิดๆ และมีภาพลักษณ์แย่ๆ ติดตัว

หลังถามเมย์ริน ได้ยินอีกฝ่ายบอกว่า เอ๋ เรื่องนี้เองเหรอ ฉันคิดว่าไม่เป็นไรนะคะ? เขาก็ดิ่งมาที่ร้านขายเครื่องสำอางทันที

ภารกิจส่วนมากเป็นงานอันตราย ห่างไกลจากสถานที่อันสงบสุขชวนฝัน อัสรันไม่เคยเข้าร้านเครื่องสำอางตามลำพัง ช่วงไม่กี่วันที่หมกมุ่นอยู่กับลิป เขาอาจนั่งศึกษาข้อมูลมาบ้าง ทว่าการนั่งคิดนั่งวางแผนกับการลงมือทำเป็นคนละเรื่องกัน

พนักงานสาวท่านหนึ่งออกมาต้อนรับพร้อมเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ เธอสังเกตท่าทีรวมทั้งการแต่งกายของอัสรันอย่างเป็นมืออาชีพ หากเป็นคนทั่วไปคงไม่ทันรู้สึกว่าถูกประเมินตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

เวลาให้ใช้มีจำกัด อัสรันจึงรับความหวังดีอย่างเต็มใจ เขาบอกว่าต้องการลิปบาล์มสำหรับบำรุงริมฝีปาก จากนั้นถูกพาเดินไปยังมุมหนึ่ง พนักงานถามเพิ่มเติมหลายอย่างเช่นมีแบรนด์โปรดไหม แพ้อะไรหรือไม่ รวมทั้งมีความต้องการเจาะจงเป็นพิเศษหรือเปล่า อัสรันตอบกำกวมว่าไม่เคยใช้ รบกวนแนะนำด้วย จากนั้นเมื่อนึกถึงคางาริตามปกติก็เสริมว่าขอเป็นแบบที่มองออกยากว่าใช้เครื่องสำอาง...เพราะคิดว่าเธอน่าจะขัดเขินหากต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นั่นเอง

โซนที่ต้องสำรวจถูกจำกัดให้แคบลง อัสรันมองแท่งลิปเล็กๆ เรียงราย ยังคงไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไร

“มีกลิ่นที่ชอบบ้างไหมคะ?”

“กลิ่น...” ภาพจินตนาการขณะแทะเล็มฝีปากเคลือบลิปบาล์มปรากฏขึ้นมาทันควัน อัสรันพึมพำใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียงเบาว่า “กลิ่นดอกไม้”

ลิปบาล์มสองสามตัวถูกหยิบออกมา มีทั้งแบบแท่งและกระปุก พนักงานบอกว่ามีตัวทดลองให้ทดสอบ แต่อัสรันคิดว่าดมกลิ่นอย่างเดียวน่าจะเพียงพอ เขาไม่รู้หรอกว่าเนื้อลิปแบบไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร

“ในเมื่อไม่เคยใช้มาก่อน อย่างน้อยถ้าลองจะได้ทราบว่าแพ้หรือเปล่านะคะ”

“...”

อัสรันสะดุดในจังหวะนั้น ฉุกใจขึ้นมาว่า ปรกติผู้ชายเข้าร้านเครื่องสำอางสำหรับผู้หญิงตามลำพังกันหรือเปล่านะ?

ตามร้านทั่วไปมีมุมเครื่องประทินผิวสำหรับบุรุษ แต่กรณีร้านขายเครื่องสำอางโดยมากมีการแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าชัดเจน...ซึ่งมักจะเป็นร้านสำหรับผู้หญิง หากเดินเข้าร้านจำพวกนี้พร้อมผู้หญิงไม่นับว่าแปลกอะไร ทว่ากรณีเดินดุ่มๆ เข้ามาคนเดียวอาจจะหายากเล็กน้อย

อัสรันมองเงาสะท้อนตัวเองบนกระจก นอกจากเครื่องแต่งกายที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิม วันนี้เขาใส่ใจดูแลภาพลักษณ์นิดหน่อยเนื่องจากกำลังจะไปเจอคางาริหลังไม่ได้พบกันสักพัก คิดว่ากริยาตัวเองภูมิฐานเป็นปกติ แต่สมัยเรียนเคยถูกค่อนแคะเหมือนกันว่าดูเหมือนคุณชายน้อยจอมสำรวย...

เขานิ่งเงียบอึดใจก่อนหันไปทางพนักงานซึ่งน่าจะอายุมากกว่าตนประมาณรอบหนึ่ง กล่าวว่า

“ไม่ได้ใช้เอง ให้แฟนครับ”

 

คางาริสวมชุดลำลองนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้

หลังเสร็จสิ้นหน้าที่ประจำวันและกลับมาพักผ่อนใช้เวลาส่วนตัวในคฤหาสน์อัสฮา อัสรันที่วางท่าเคร่งขรึมเอาการเอางานสมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจนถึงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็สลัดหน้ากากสำหรับเข้าสังคมทิ้งเช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาเคยหอบชุดมาเป็นของฝาก คราวนี้เป็นลิป...

ลิปบาล์มหนึ่งกระปุก กับลิปสีนู้ดหนึ่งแท่ง

“ทำไมล่ะ?”

คุณเมดเคย นำสารพัดเสื้อผ้าเครื่องประดับรวมทั้งเครื่องสำอางมาวางเรียงรายเหมือนตั้งแผงขายของ โน้มน้าวอยากเห็นคางาริแต่งเนื้อแต่งตัวสวยๆ เธอปฏิเสธมาตลอดเพราะไม่ใช่รสนิยม ที่แล้วมาอัสรันไม่เคยเรียกร้องให้คางาริเปลี่ยนแปลงหรือฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เธอไม่รังเกียจการเป็นอาหารตาให้เขานานๆ ครั้งหรอก แค่อยากรู้ว่าอะไรดลใจ ทำไมถึงเป็นลิป

อัสรันในชุดลำลองพร้อมเข้านอนยืนไม่ห่างจากคางาริ อยู่ระหว่างครุ่นคิดถ้อยคำเพื่อตอบคำถาม

“พูดตามตรงเถอะ ถ้าเป็นเพราะปากฉันแห้งอย่างเดียวคงไม่ซื้อลิปสีมาด้วยใช่ไหมล่ะ” คางาริคร้านจะลงรายละเอียดปลีกย่อย เช่น...อุตส่าห์รู้อีกนะว่าปากของเธอแห้งแตก เธอใช้สมองมาทั้งวันแล้ว ตอนนี้ไม่อยากเปลืองแรงในการเล่นเดาใจ

เทียบกับครั้งก่อนที่อัสรันไม่รู้เรื่องรู้ราวให้ชุดคางาริต่อหน้าคนจำนวนมาก เวลานี้พวกเขาอยู่ตามลำพังในห้องปิดมิดชิด ไม่ต้องกังวลสายตาคนอื่นมากนัก อัสรันเลิกคิดเยอะ ตัดสินใจเปิดเผยใจจริงอย่างตรงไปตรงมา

“ที่จริง นอกจากเรื่องบำรุงริมฝีปาก ฉันแค่อยากทาให้น่ะ”

“อ้อ ได้สิ ถ้างั้น…”

“ส่วนลิปสี ที่หยิบติดมือมาด้วยเพราะเกิดอารมณ์ชั่ววูบอยากลองจูบให้เลอะดู”

“...”

บางทีการให้อัสรันพูดทุกอย่างที่คิดก็อันตรายอยู่เหมือนกัน คางาริคู้ตัวกอดขา ซ่อนใบหน้าร้อนลวกระหว่างเข่า ไม่ได้เป็นคนเอ่ยวาจาเลี่ยนหูกลับเป็นฝ่ายอายแทนเสียอย่างนั้น

อัสรันมองเธอ จากนั้นหลุบมอง ของฝาก ดูเหมือนเสียดายนิดๆ

“ไม่ได้เหรอ?”

“ให้เวลาฉันเตรียมใจก่อนเซ่!” คางาริเงยหน้าแดงก่ำขึ้นมาสวน

อัสรันยกมุมปากทันที ดวงตาปรากฏประกายเล็กๆ “แสดงว่าได้สินะ ตอนนี้เลยได้ไหม?”

“...” อยากจะบ้าตาย

ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้นี้สร้างความยุ่งยากใจในบางครั้ง ก่อนหน้านี้อัสรันระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่สร้างความลำบากใจแก่คางาริ ปัจจุบันพวกเขานับว่ามีพัฒนาการมากขึ้น หันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยและหาจุดเหมาะสม การที่อัสรันแสดงความรู้สึกหรือความต้องการ ไม่เอาแต่เก็บกดนับเป็นเรื่องดี คางาริก็ไม่ได้รังเกียจการสัมผัสร่างกาย เพียงเขินอายเพราะไม่เคยชินกับการรับมือคำพูดขวานผ่าซากเท่านั้น

ระหว่างรอคางาริ เตรียมใจ อัสรันเปิดกระปุกลิปบาล์ม ป้ายติดปลายนิ้วแล้วถูไปมา เจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าเลือกกระปุกอย่างหนึ่ง ลิปแท่งอย่างหนึ่ง เป็นเพราะอยากสัมผัสคางาริหลายๆ แบบ

“ยะ อย่าให้เลอะจนถึงขั้นต้องอาบน้ำใหม่นะ”

คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย ต่อเมื่อตระหนักได้ว่าคางาริกังวลอะไรก็หลุดหัวเราะ “ฉันไม่ได้คิดจะจูบต่ำกว่าคอสักหน่อย...อย่างน้อยก็จนถึงเมื่อกี้น่ะนะ”

“จนถึงเมื่อกี้เหรอ  ตอนนี้สิ! ตอนนี้ด้วย!

เพิ่งอาบน้ำไปแท้ๆ หากต้องอาบน้ำอีกรอบตอนดึกดื่นมืดค่ำ ต่อให้ไม่ได้ทำเรื่องน่าละอาย คางาริคงไม่กล้าเผชิญหน้าเหล่าเมดในบ้านอยู่ดี อัสรันพูดกลั้วหัวเราะว่า ครับๆ เข้าใจแล้ว ขณะเดินเข้ามาหา เขาเบี่ยงตัวหลบหมอนอิงที่ตีเข้ามาทีเล่นทีจริง กุมข้อมือซึ่งคล้ายจะบางลงจากครั้งล่าสุดที่ได้พบกันพลางกดนิ้วหัวแม่มือลงบนตำแหน่งชีพจรเบาๆ

“ท่าทางตอนนี้เหมือนกำลังทำเรื่องไม่ดีเลยแฮะ” ผู้พูดยกเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาเกยบนเบาะรองนั่ง ขังคางาริไว้บนเก้าอี้

แม้อัสรันมือไวบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ทางร่างกายยังไม่เกินเลยแต่อย่างใด เรียกว่ารู้จักเส้นแบ่งที่เหมาะสมก็ไม่ผิดนัก ความสามารถในการกะเกณฑ์อันแม่นยำนี้ช่างรับมือลำบาก เขาหยอกล้อคางาริจนศิโรราบ ทว่าทุกครั้งกลับไม่เคยข้ามเส้นทำเกินกว่าเหตุ รักษาระดับการรุกไล่อยู่ในจุดที่ไม่ทำให้คางาริโกรธหรือกลัว

เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ คางาริจึงไว้ใจอัสรันมาก เชื่อมั่นโดยไม่เผื่อใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ล่วงเกินเมื่อเธอไม่พร้อม

ถึงอย่างนั้นก็ยังอันตรายต่อใจเกินไป

คางาริบ่นอุบอิบ “ถ้าไม่ดีก็อย่าทำสิ”

“คางาริ...จูบทีหนึ่งก่อนได้ไหม?” อัสรันแนบริมฝีปากลงบนเส้นชีพจรบนข้อมือ หลุบดวงตาทอยิ้มลงมองติดจะออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว

คางาริดึงชายเสื้อเบื้องหน้าพร้อมยืดแผ่นหลังและลำคอแทนการตอบรับ

ดวงตาสีเขียวของอัสรันโค้งลงอีกนิด ตอบรับจุมพิตไร้ชั้นเชิงอย่างระมัดระวัง กระทั่งดับกระหายได้นิดหน่อยถึงตัดใจผละมากอดสาวน้อยแน่นๆ คางาริซึ่งหายใจติดขัดเล็กน้อยถูจมูกเข้ากับลาดไหล่ของเขา สองมือกำเสื้อบริเวณสะบักหลัง บอกว่าจะทำอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ

              อัสรันจุ๊บหน้าผากเธอทิ้งท้าย จากนั้นก้มตัวลงจนระดับสายตาใกล้เคียงกัน ปาดเนื้อลิปบาล์มอย่างจดจ่อ

              ขั้นตอนการทาลิปลงบนริมฝีปากไม่มีอะไรแปลกใหม่ คางาริเคยทำด้วยตัวเองมาหลายครั้งตอนริมฝีปากลอก และอีกหลายครั้งที่มีคนช่วยแต่งหน้าตอนออกงานสังคม กระนั้นนิ้วหัวแม่มือที่กดคลึงลงมาในตอนนี้กลับชวนให้กระสับกระส่ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สาเหตุสำคัญย่อมมาจากคนที่กำลังทาลิปให้นี่เอง

              “ดูไม่ค่อยต่างจากปกติจริงด้วย” อัสรันออกความเห็น

              เพราะไม่มีสีสัน มองตาเปล่าจึงแทบไม่เห็นความแตกต่าง มีแค่ตัวผู้ใช้อย่างคางาริที่รู้สึกถึงชั้นลิปที่เคลือบริมฝีปากเอาไว้ เธอออกความเห็นว่าทาบางๆ แบบนี้ก็ดี ไม่เหนอะหนะรำคาญ

“เหมือนจะมีกลิ่นหอมๆ...?”

              “ฉันไม่ค่อยรู้จักดอกไม้บนโลก เลยเลือกลิ่นที่ชอบมาจากชั้นวางน่ะ”

              คางาริหยิบกระปุกลิปบาล์มจากมืออัสรันมาพิจารณา เอ่ยยิ้มๆ ว่าจะใช้อย่างดีเลย ขอบคุณนะ

...จากนั้นลิปบนปากก็ถูกใครบางคนจู่โจมเช็ดกินไปจนหมด

เมื่อครู่แค่สัมผัสภายนอกยังแทบแย่ คราวนี้อัสรันถึงขั้นล่วงล้ำเข้ามา เธอรับมือได้ไม่นานก็บ้อท่าหมดสภาพ

              “ลืปสีไว้ลองคราวหน้าดีกว่า”

              ขณะช่วยเช็ดคราบน้ำลายที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครให้คนบนเก้าอี้ อัสรันตัดสินใจเงียบๆ ว่าถ้าอยากจูบให้เต็มที่ อดเปรี้ยวไว้กินหวานเถอะ วันนี้สมควรพอก่อน ในเมื่อตั้งใจจะใช้ให้เลอะเทอะผิดวัตถุประสงค์การใช้งาน สถานการณ์ตอนนี้น่าจะไม่เหมาะเท่าไรนัก

              คางาริกำหมัดหลวมๆ ชกแขนแข็งๆ ไปหนึ่งที “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี!

              กับลิปสี อัสรันประกาศเจตนาล่วงหน้า ทว่าไม่คิดว่าลิปบาล์มจะเป็นไปกับเขาด้วย คางาริเสียดายของมาก ไหนๆ ก็ใช้แล้ว เธอตั้งใจทาบำรุงก่อนนอน ตอนนี้เลยต้องทาใหม่อีกรอบ...คราวนี้ทำเอง กันท่าอัสรันด้วยว่าไม่ต้องมาจ้องเลย

“ไม่ใช่ของเล่นซะหน่อย”

“ไม่ใช่ของเล่นน่ะสิ” อัสรันยกขาลงมาจากเก้าอี้ วาดนิ้วไล้กรอบหน้าคางาริทิ้งท้ายด้วนความเสียดายก่อนดึงตัวเองออกมาจากท่วงท่าล่อแหลมชวนให้เข้าใจผิด เขาสืบเท้าไม่เร่งร้อนไปวางลิปสีซึ่งยังไม่ได้เปิดใช้บนโต๊ะ กล่าวเสริมว่า “ฉันอยากให้ของที่ตัวเองให้อยู่กับคางาริทุกๆ วันน่ะ ถ้าเธอใช้จะดีใจมากเลย”

จะบอกว่าเป็นความเอาแต่ใจและดื้อดึงเล็กๆ ก็ได้ อัสรันดีใจที่คางาริพกแหวนติดตัวไม่ห่าง ทว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ หากเป็นไปได้ เขาอยากให้มันปรากฏในจุดสะดุดตาและมองเห็นได้โดยไม่ต้องพยายาม

เสื้อผ้าไม่มีทางใส่ซ้ำๆ ได้ทุกวัน เครื่องประดับเคยให้ไปแล้วและต้องแอบซ่อนชั่วคราว...เทียบกันแล้ว เครื่องสำอางดูเข้าทีมากเลยไม่ใช่เหรอ?

น้ำเสียงแฝงความเหงาหงอยสะกิดใจคนฟังเบาๆ คางาริอดทอดเสียงลงไม่ได้ “บอกแล้วไงว่าจะใช้อย่างดีเลย”

อันที่จริงอัสรันเลือกสีที่ไม่ฉูดฉาดเกินไปตรงตามรสนิยมคางาริพอดี ย่อมใช้เป็นประจำได้ ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้ สีลิปเข้าไหมไม่สำคัญเท่าความรู้สึกอัสรันแล้ว

“จริงสิ อัสรัน”

เรี่ยวแรงที่โดนสูบไปกลับคืนมาบางส่วน คางาริลุกขึ้นยืน ควานหาอะไรเสียงดังกุกกักตรงโต๊ะเครื่องแป้งครู่หนึ่ง ไม่นานก็หยิบขวดแก้วความสูงประมาณหนึ่งคืบออกมา ยัดมันใส่มือเจ้าของลิปราวกับแลกของขวัญ

“น้ำหอม”

“น้ำหอม?” อัสรันเลิกคิ้ว กะประมาณน้ำหนักของในมือเล่น พอถูกบอกให้ลองทดสอบกลิ่นดูถึงพบว่าเป็นกลิ่นสะอาดๆ ชวนให้นึกถึงสายน้ำ

คางาริพยักหน้าหงึกๆ “ปกติฉันไม่ได้ใช้แต่มาน่าเตรียมเผื่อไว้ให้ กลิ่นนี้มีสองขวด อยู่ที่ฉันขวดนึง ให้นายขวดนึง” พูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงัก เผยสีหน้าซับซ้อนออกมา อัสรันรอฟังอย่างอดทน คางาริถึงได้อ้ำอึ้งพูดต่อเขินๆ “...ใช้คู่กันได้น่ะ หมายถึงถ้านายชอบกลิ่นนี้พอดี”

“...”

“พูดอะไรหน่อยสิ...”

“อยากจูบจัง”

“...วะ ไว้พรุ่งนี้แทนนะ”

“...!

พอไม่ปฏิเสธกลับกลายเป็นกดสวิตช์อะไรแปลกๆ เข้าอีก ต่อให้บอกว่า กัดก็ไม่ได้!’ และรอดพ้นจากการทิ้งรอยไว้บนผิวหนังสำเร็จ คางาริยังถูกกอดแน่นจนนึกว่าอวัยวะหลอมรวมกับอัสรันไปแล้ว

             

              ท่านผู้แทนออร์บซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาขาดความรักสวยรักงามเริ่มแต่งแต้มใบหน้าของตนอย่างยินยอมพร้อมใจก็ด้วยเหตุนี้เอง

หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ ผบ.อิซาค จูลแห่งซาฟท์แวะไปติดต่อประสานงานกับเทอร์มินอลด้วยตัวเองใช้โอกาสอันหาได้ยากเล่นหมากรุกกับพันเอกซาล่า ผลจากการถูกต้อนจนมุมดับโอกาสชนะไปฉิวเฉียดทำให้พาลพาโลโทษว่ากลิ่นน้ำหอมจางๆ จากคู่แข่งรบกวนสมาธิ แถมจิกกัดเพิ่มเติมว่าทำอะไรไม่เข้ากับตัว...ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีข้อมูลหญิงสาวจำนวนมากถูกส่งถึงคุณนายจูลอย่างลึกลับ อิซาคได้รับ ความห่วงใย และคำชักชวนให้ไปดูตัวจากมารดาถี่ๆ จนไม่เกรนกำเริบและกระดิกกระเดี้ยตัวไม่ได้ไปพักใหญ่




Wednesday, 20 March 2024

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu] สัญญาแลกเปลี่ยน Epilogue

 Fanfic Jujutsu Kaisen

สัญญาแลกเปลี่ยน

Epilogue

 

 

Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji

CW         : Coercion, Violence, Obsession, Death, Manipulate

 

 

สถานที่ที่มนุษย์จำนวนมากนำชีวิตไปโยนทิ้งคือสงคราม 

นายเหนือหัวเกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากเพื่อช่วงชิงดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ด้วยพื้นฐานร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนวัยเดียวกันทำให้อิตาโดริ ยูจิมีชีวิตรอดนานกว่าพรรคพวกที่เข้าร่วมกองทัพพร้อมๆ กัน ถึงขั้นสะสมผลงานได้พอสมควรจนถูกเลื่อนขั้นขึ้นเป็นทหารระดับกลางตั้งแต่อายุยังน้อย

ทว่ายศฐาบรรดาศักดิ์ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนักเมื่อแต่ละวันต้องเข่นฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เหมือนเดิม เขาไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการถอนตัวออกมาอยู่ในจุดปลอดภัยแต่อย่างใด

อันที่จริงจุดประสงค์ของการต่อสู้คืออะไร ยูจิในตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงตุ๊กตาที่ทำตามคำสั่ง เบื้องบนบอกให้ฆ่าก็ฆ่า บอกให้สู้ก็สู้ จุดจบของเรื่องพรรค์นี้อยู่ที่ไหนเขาไม่รู้เลย คิดอยู่ตลอดว่าอาจต้องสู้จนตัวตายกระมัง...

เพราะไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร ยูจิที่กลัวตายจึงกัดฟันสู้เพื่อมีชีวิตรอดไปวันๆ สิ่งที่พอจะเยียวยาจิตใจให้มีแรงสู้วันพรุ่งนี้คือ หัวหน้า ซึ่งเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลหน้าตาหล่อเหลา 

ท่ามกลางการใช้ชีวิตสมบุกสมบัน หัวหน้า ที่คลุกฝุ่นดินอาบทะเลเลือดกลับยังคงไว้ซึ่งความทะนงตนและสง่างาม ยูจิเคยได้ยินปากหอยปากปูสนทนาเป็นกับแกล้มระหว่างมื้ออาหารบอกว่า 'หัวหน้า เป็นคุณชายน้อย มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดนายเหนือหัว ถึงขั้นว่าไม่ใช่ญาติจากไหนแต่เป็นบุตรนอกสมรส ด้วยเหตุนี้ถึงวางตัวสูงส่งไม่เห็นหัวใครและไม่เกลือกกลั้วกับชาวบ้านร้านช่องผู้แร้นแค้น

ประสบการณ์ปฏิสัมพันธ์จากผู้ใต้บังคับบัญชาสายตรงอย่างยูจิ นอกจากเรื่องพื้นเพที่ยืนยันไม่ได้ ในส่วนของนิสัยใจคอเขาไม่มีคำแก้ต่างให้ หัวหน้า ทั้งสิ้น ที่พอช่วยพูดแทนได้คือแม้นิสัยใจคอจะรับมือยากสักเล็กน้อย ความสามารถของ หัวหน้าก็เป็นของจริง ยูจิหลงใหลในตัวอีกฝ่ายผู้ไม่ถูกสภาพแวดล้อมสั่นคลอนและยืดอกเป็นตัวของตัวเองอย่างจองหอง ชายคนนั้นเปล่งประกายเช่นเดียวกับเส้นผมสีขาวโพลน

ตลอดเวลานับจากความรักงอกเงย ยูจิระมัดระวังตัวโดยตลอด เก็บความรู้สึกซุกซ่อนไว้ในใจ จดจ่อกับการสู้รบ ใช้ความรักความหลงใหลเล็กๆ นี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว ด้วยรู้นิสัยใจคอ หัวหน้า ดี เขาตระหนักได้โดยไม่ต้องให้ใครพร่ำสอนว่าอีกฝ่ายไม่มีทางยินดีต่อความรู้สึกนี้ ที่แล้วมาไม่ว่าหญิงชายคนใดมอบไมตรีให้ล้วนถูกเหยียบย่ำอย่างไม่เกรงใจ จะด้วยในใจมีเพียงรองหัวหน้าก็ดี...หรือเป็นเพราะพื้นนิสัยของตัว หัวหน้าเองก็ตาม อีกฝ่ายไม่เลือกปฏิบัติ แหวะอกทุบทำลายใจทุกคนอย่างเท่าเทียม 

คิดว่าปิดบังได้ดีแล้ว ไม่รู้ว่า หัวหน้า รับรู้ความรู้สึกยูจิได้อย่างไร...อาจเพราะเขาโง่เซ่อปิดบังอะไรไม่เป็น สุดท้ายถึงต้องมานั่งชอกช้ำระกำใจจากการถูกกระทบกระเทียบค่อนแคะ

โง่เง่า อ่อนแอ อัปลักษณ์ ไม่เจียมตัว...ยูจิยอมรับพิษร้ายทั้งหมดที่ หัวหน้า พ่นออกมา คงเพราะในบรรดาทุกคนที่ถูกจับได้ว่ามีใจคิดเกินเลยต่อ หัวหน้า ยูจินับว่าใกล้ตัวมากที่สุด ดังนั้นจึงถูกทิ่มแทงหนักหนาสาหัสกว่าคนอื่นๆ เขาทำได้เพียงอดทนเพราะไม่อาจหนีจากสนามรบ หัวหน้า เองก็ไม่อาจไล่ตะเพิดคนตามใจชอบ กำลังพลเพิ่มได้ 1 ชีวิตก็ควรเพิ่ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยูจิที่มีความสามารถเกินกว่าเบี้ยใช้แล้วทิ้ง

สถานการณ์ของสงครามไม่อาจนับได้ว่าดี สภาพจิตใจของยูจิไม่ได้มั่นคงแข็งแรงเป็นทุน เมื่อถูกกัดกร่อนจากพรรคพวกประกอบกับความพลุ่งพล่านในวัยหนุ่มทำให้สีหน้าแววตาหม่นหมองขึ้นเรื่อยๆ หลายครั้งที่เหวี่ยงแขนออกไปทั้งที่ตามองไม่เห็นศัตรู เคลื่อนไหวร่างกายอาศัยเพียงสัญชาตญาณ รอดตายกลับมาได้แต่ละทีก็ทึ่งในปาฏิหาริย์ที เวลาแบบนี้คนที่แสดงความเป็นห่วงออกมามากที่สุดและเข้ามาพูดคุยด้วยกลับเป็นรองหัวหน้า...อีกฝ่ายเป็นคนดี ยูจิเคารพนับถือเขา ขณะเดียวกันก็อดสูทุกครั้งที่ประจันหน้ากัน

รองหัวหน้าถือเพศบรรพชิต ไม่มัวเมาในโลกีย์ มีจิตใจเมตตากรุณา ทว่าทักษะการฆ่าฟันกลับสูงส่ง อีกฝ่ายเคยกล่าวยิ้มๆ ว่าถูกปลิดชีพในคราวเดียวจะได้จากไปโดยไม่ทรมาน เป็นบุคคลชั้นยอดผู้เพียบพร้อมอย่างแท้จริง คนในใจ หัวหน้า ดีเลิศปานนี้พาให้ย้อนมองตัวเองแล้วหดหู่

อย่างไรก็ดี ในช่วงโค้งสุดท้ายที่กำลังรบทั้งสองฝ่ายชักร่อยหรอหนัก ความเหลื่อมล้ำพลันปรากฏออกมา ฝั่งยูจิเริ่มเสียเปรียบ อยู่ในจุดที่อย่างดีคือประกาศถอยทัพทันท่วงที อย่างแย่คือถูกขุดรากถอนโคนและจับไปเป็นเชลย

แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ยอมถอย ทำให้ความเสียหายรังแต่จะลุกลามเป็นวงกว้าง

แพ้ แพ้แล้ว

ดีชั่วอย่างไรก็คลุกคลีในสนามรบมาแล้วพักใหญ่ ทหารทุกนายล้วนมองผลลัพธ์ของศึกนี้ออก ทว่าพวกเขามีเพียงกาย ไร้ซึ่งอำนาจ ได้แต่ก่นด่าหลั่งน้ำตาเนื่องจากเบื้องบนไม่เห็นคุณค่าชีวิตของพวกเขา หากรีบถอยอย่างน้อยคงพอถนอมชีวิตได้บ้าง แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับพูดถึงหน้าตาและศักดิ์ศรี ให้ตอบแทนแผ่นดินเกิด ให้สู้จนตัวตาย

ยูจิซึ่งเป็นเด็กกำพร้าและใช้ชีวิตข้างถนนคิดให้ตายอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าแผ่นดินที่ไม่เคยมอบอะไรให้ตนมีดีอะไรถึงคิดจะมาแย่งชิงแม้แต่ชีวิตดวงน้อยๆ ของเขาไป? คู่ควรแล้วเหรอ? แต่จะสู้ก็ตาย หนีทัพก็คงถูกไล่ล่าจนตาย ยูจิผู้เหนื่อยล้าจึงเลือกประหยัดแรงด้วยการไม่หนี

ท่ามกลางความสิ้นหวัง กลิ่นเลือดและเนื้อเหม็นไหม้ตลบอบอวล ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติบังเกิดขึ้นกับพวกเขา...

ไออัปมงคลสีดำสนิท ดาบ และตาชั่ง

ผู้ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าและก่อให้เกิดปาฏิหาริย์นี้ขึ้นมาคือ หัวหน้า เขาโอบร่างเพื่อนสนิทที่ลมหายใจรวยรินไว้แนบอก ดวงตาทอประกายแข็งกร้าว แม้ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง กลับแสดงออกเพียงความเคียดแค้นกระหายเลือด ไม่คิดยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว

เมื่อถูกถามถึงความปรารถนา สิ่งที่ หัวหน้า ประกาศออกไปคือชัยชนะในสงครามและชีวิตของชายในอ้อมแขน

แต่คำตอบเป็นนามธรรมมากเกินไป กลุ่มก้อนสีดำไม่อาจตอบรับอย่างถูกต้อง การยื้อชีวิตนึกภาพตามได้ง่าย แต่การชนะในสงครามหนนี้ สิ่งที่ต้องการให้บังเกิดเพื่อไปสู่ผลลัพธ์นั้นคืออะไรกันแน่...?

1 ชีวิตแลก 1 ชีวิต

คนตายไม่อาจหวนคืน ส่วนการแลก 1 คนเป็นต้องใช้ 1 คนเป็นมาจ่าย

เปลี่ยนคนเป็นให้ตาย ใช้ 1 ชีวิต เปลี่ยนคนใกล้ตายให้หวนคืนก็ต้องใช้ 1 ชีวิต...รองหัวหน้าที่กำลังจะตาย หากต้องการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติต้องใช้ 1 ชีวิตมาแลกเปลี่ยน หัวหน้ายังตายไม่ได้จึงตัดสินใจประนีประนอมด้วยการยื้อลมหายใจ ประคองอาการไม่ให้ทรุดลงเพื่อพากลับไปรักษา

สิ่งตอบแทนคือมือ 1 ข้าง

ภาวะสงครามเช่นนี้ มือ 1 ข้างของชายที่แข็งแกร่งที่สุดมีมูลค่ามหาศาล

ยูจิอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้โดนเหยียดหยามสารพัดเขาก็ยังหักใจไม่ลง ไม่อาจทำใจเห็นชายที่ตนมอบใจให้ต้องเป็นผู้เสียสละ...ถึงได้อาสาใช้ตัวเอง 

อย่างไรเสียเขาก็ติดค้างรองหัวหน้า รวมทั้งปรารถนาจะต่อลมหายใจให้อีกฝ่าย ระหว่างรบราติดพันเขาถูกตัดนิ้วมือซ้ายไปแล้ว ในเมื่อไม่ใช่มือที่สมบูรณ์ ทิ้งมันไปเพื่อช่วยคนคนหนึ่งไม่ถือว่าแพงเลย

เมื่อยูจิเลือกสละมือซ้ายที่ไม่สมประกอบ เขาจึงสูญเสียร่างกายนับจากปลายนิ้วไปถึงข้อศอก เคราะห์ดีว่าอีกฝ่ายต้องการอวัยวะ ไม่ได้ต้องการชีวิต กระบวนการจึงไม่สร้างความเจ็บปวด และไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ในพริบตายูจิหลงเหลือเพียงต้นแขนราวกับพิการแต่กำเนิด

สัญญาแลกเปลี่ยนสำเร็จไปแล้วอย่างหนึ่งภายใต้การจับจ้องของ หัวหน้า อาจเพราะเข้าใจกระบวนการมากขึ้น คำขอที่เป็นนามธรรมจึงถูกปรับปรุงให้มองเห็นรูปร่างชัดเจน

การยึดดินแดนที่ง่ายดายคือการยึดดินแดนที่ไร้ผู้ปกครอง

หัวหน้า ถามว่า หากต้องการกำจัดพลเมืองทั้งหมดของแดนศัตรู ราคาที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถจ่ายได้คืออะไร?

ดินแดนเล็กๆ เมื่อรวมกับกองทัพที่สูญเสียไพร่พลส่วนมากไปแล้ว ปัจจุบันเหลือประชาชนอยู่ 21,471 คน ค่าตอบแทนที่มนุษย์คนหนึ่งต้องจ่ายหนักอึ้งเหลือคณานับ แต่หากลดความต้องการ นับเฉพาะผู้มีอำนาจในการขับเคลื่อนหรือชนชั้นผู้นำ จะปัดจำนวนเป็นตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 1,200 คนการยอมละทิ้งความเป็นมนุษย์และใช้อิสรภาพมาจ่ายยังพอเจรจาได้

ยูจิในตอนนั้นยังไร้เดียงสาอยู่มาก รู้จักเล่ห์เหลี่ยมและความบิดเบี้ยวของมนุษย์น้อยเกินไป ถึงขั้นพูดได้เต็มปากว่าไม่ประสีประสาขาดประสบการณ์ชีวิต เขาถูก หัวหน้า ที่เล็งเห็นความโง่เขลาจากการเอาตัวเข้าแลกแทนตัวเองอย่างไร้หัวคิดเมื่อสักครู่มาใช้ประโยชน์ นำ ความรัก มาวางบังหน้า ล่อหลอกจูงจมูกให้เดินสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน

 

 

อันที่จริงในเมื่อเสียแขนไปแลกกกับการช่วยชีวิตคน การนำแขนกลับคืนมาได้เมื่ออยู่ในอารามสงฆ์ซ่อนมารชวนให้คิดว่าการแลกเปลี่ยนก่อนหน้าเป็นการประกอบการที่มีแต่ผลได้ รู้อย่างนี้แลกอวัยอวะอื่นไปด้วยเยอะๆ เสียก็ดี...

เนื่องจากได้คบหากับฮิกุรุมะหลังทิ้งความเป็นมนุษย์ไป ยูจิเคยถามอีกฝ่ายเรื่องนี้...ช่องโหว่นี่จะทำให้ฮิกุรุมะเสียเปรียบนะ อะไรที่เสียไปแล้วไม่ควรนำกลับมาได้ง่ายๆ สิ กลับกลายเป็นว่าชายคนนั้นไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

ความเที่ยงธรรม ความเหมาะสม มูลค่าของสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งหมดอยู่ที่ความพึงพอใจของฮิกุรุมะ เขาตั้งเงื่อนไขว่าน้ำหนักตาชั่งทั้งสองข้างต้องเท่ากัน ทว่าในความเป็นจริงต่อให้ไม่เท่าก็ไม่มีผลแต่อย่างใด ฮิกุรุมะที่เป็นผู้ตั้งกฏสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้ตามใจชอบอยู่แล้ว หากเขาอยากมอบอะไรสักอย่างให้โดยไม่มีของตอบแทน ใครก็ห้ามเขาไม่ได้ หรือหากเขาต้องการรีดนาทาเร้น คู่เจรจาก็จำต้องรับสภาพอยู่ดี

“ในกรณีของฉัน จะถือว่าไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมก็ได้เหมือนกัน”

โกะโจ ซาโตรุช้อนตัวยูจิขึ้นมาอิงแอบอยู่บนตัก เล่าพลางจุมพิตใบหน้าผู้ฟังที่นั่งตัวแข็งทื่อพลาง แทนที่จะเรียกว่าติดคน คลับคล้ายอาการหวาดระแวงเนื่องจากถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังมานานเกินไปมากกว่า ยูจิไม่คุ้นเคยกับการสัมผัสแตะต้องอันคล้ายคลึงการแสดงความรักเช่นนี้

“เทพบางจำพวกไม่มีวันสูญสลายไป จะมีก็แต่การส่งมอบให้ผู้อื่นรับช่วงต่อเท่านั้น”

เมื่อฮิกุรุมะยินดีปลดเปลื้องตนเองและโกะโจยินดีรับช่วงต่อ ทันทีที่โกะโจลงมือสังหาร เขาจะรับมอบทุกสิ่งทุกอย่างจากฮิกุรุมะและกลายเป็นตัวตนผู้เป็นนิรันดร์ การตัดสินใจแบกรับนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะยินยอมพร้อมใจอย่างน้อยๆ หากวงจรความคิดยังทำงานตามปกติและไม่ชั่วช้าสามานย์จนเกินไปก็คงไม่รับ

ถ้าไม่ต้องการชีวิตนิรันดร์แล้วใครจะมารับไม้ต่อล่ะ?

คนที่เต็มใจคงจะมีแต่เด็กเล็กหรือผู้มีความบกพร่องทางความคิด หลอกคนพวกนั้นน่ะเป็นไปได้ยูจิจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเหลือคนสติดีๆ สักกี่คนที่ยินดีรับเผือกร้อนไหม้มือชิ้นนี้ การที่โกะโจยินยอม ไม่อยากคิดเลยว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจไม่ปกติจนใคร่ครวญได้ไม่รอบคอบ หรือวางแผนผลักภาระหลอกใช้เด็กๆ ไร้เดียงสาหลังเสวยสุขกับพลังอำนาจของเทพจนสาแก่ใจกันแน่

ในฐานะที่เคยเป็นผู้เสียหาย อิตาโดริ ยูจิคลื่นเหียนขึ้นมา โกะโจรั้งเขาเข้ามาชิด เกยคางลงบนกระหม่อมพลางลูบหลังปลอบประโลม ร่างกายของยูจิหยุดเจริญเติบโตเท่ากับเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอก โกะโจในตอนนี้จึงดูแก่กว่า และมีรูปร่างใหญ่โตกว่า

“คิดจะทำอะไรกันแน่ ซาโตรุคุง”

ฮิกุรุมะมีความเที่ยงธรรมในแบบของตัวเอง

โกะโจ ซาโตรุไม่ใช่ฮิกุรุมะ ฮิโรมิ

จากประสบการณ์มีชีวิตมาอย่างยาวนาน ยูจิเข้าใจความเย้ายวนของการได้รับอิสระเป็นอย่างดี ฮิกุรุมะน่าจะเบื่อหน่ายมากถึงได้หาอะไรทำฆ่าเวลาอย่างการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ การได้หลุดพ้นจากชีวิตนิรันดร์เสียทีคงเป็นสิ่งที่เฝ้ารอคอยมาโดยตลอด อีกฝ่ายใช้คำว่า แสดงความยินดี ตอนยูจิกำลังจะสิ้นอายุขัย การจากไปนี้จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องดีต่อฮิกุรุมะ ยูจิถึงไม่รู้สึกเศร้า

ที่น่าเศร้าคือในเมื่อฮิกุรุมะไม่อยู่แล้ว การแลกเปลี่ยนของยูจิจะเป็นอย่างไรต่อไปต่างหาก

“อยู่กับฉันไง ฉันแค่อยากอยู่กับยูจิเหมือนคู่รักปกติน่ะ” โกะโจตอบพร้อมรอยยิ้ม เสมือนได้ยินคำถามในใจ

หัวคิ้วผู้ฟังขยับเข้าหากัน เปี่ยมไปด้วยความเคร่งเครียดและวิตกกังวล คู่รัก? คู่รักเนี่ยนะ? ยูจิเม้มปากแล้วค่อยๆ คลาย พยายามแสดงความต้องการของตนออกมา “ฉัน...ไม่อยากอยู่ ไม่อยากดำรงอยู่อีกต่อไป จะชีวิตแบบไหนหรือในฐานะอะไรก็ช่าง...อยากเป็นอิสระ”

“...” ไม่มีเสียงใดขานตอบในทันที มือที่ลูบไล้เส้นผมและแผ่นหลังขึ้นลงอย่างปลอบประโลมเพิ่มน้ำหนักเล็กน้อย หลายอึดใจกว่าโกะโจจะเอ่ยออกมาว่า “ฉันไม่อยากปล่อยยูจิไปนี่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้”

ช่วงเวลาที่ยูจิหลับไปไม่รู้ว่าโกะโจผ่านอะไรมาบ้าง ต้องทำอะไรลงไปบ้างเพื่อจูงใจฮิกุรุมะจนอีกฝ่ายยอมรับเป็นผู้สืบทอด ยูจิมีความทรงจำต่อ หัวหน้า ไม่ดีนัก ในทางกลับกัน เขาเอ็นดูเด็กชายหัวรั้นโกะโจ ซาโตรุอยู่ไม่น้อย ตอนแรกอาจเห็นภาพคนสองคนซ้อนทับกันจริง แต่ภายหลังยูจิแบ่งแยกคนทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเด็กน้อยในวันวานเริ่มทำให้รู้สึกไม่ดีจนพานนึกถึง หัวหน้า ขึ้นมา

“ซาโตรุคุง ฉันอยู่มานานเกินพอแล้วล่ะ”

โกะโจยังคงโอบกอดยูจิเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไรเป็นนาน

นับจากนั้นโกะโจมาอาศัยในอารามสงฆ์ซ่อนมาร ยกตัวเองเป็นเจ้าบ้านคนที่สองอย่างใจกล้าหน้าทน เขามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ตามใจชอบ ทว่าแม้ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามากะทันหัน กลับไม่ได้สอดมือเข้ามาทำอะไรสถานที่ของยูจิ

สำหรับยูจิที่ต้องการเวลาในการปรับตัว นับว่าช่วยได้มาก

การมีใครสักคนเสนอตัวอยากเป็นคนรักมาอาศัยด้วยปุบปับ ต่อให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนคุ้นเคย ทว่าคนคุ้นเคยในวันวานเป็นเด็กน้อย ต่อให้เป็นยูจิผู้เคยชินกับการเห็นเด็กเล็กกลายเป็นคนชราในระยะเวลาอันสั้นจนค่านิยมมนุษย์หายสาบสูญไป เขาก็ยังต้องการเวลา

ซึ่งในความเป็นจริง นอกจากยูจิแล้ว โกะโจต้องการเวลาเช่นกัน ยูจิสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ บางทีมันอาจเป็นสิ่งกำหนดชีวิตของพวกเขานับจากนี้

“ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ มาก่อนเลย แค่อยากเจอยูจิน่ะ”

โกะโจบอกไว้แบบนั้น

เร่งรัดไปอาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันดี ยูจิใช้ชีวิตมานานแล้ว ใช่จะรอเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้ โกะโจผ่านโลกมาน้อยกว่าเขามาก ยูจิเห็นควรว่าอีกฝ่ายควรไตร่ตรองให้ดี

ระหว่างรอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ยูจิใช้เวลาไปตามที่เคยใช้ มองดูความเป็นไปของโลก ช่วยเหลือคน ช่วยเหลือสัตว์ ทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ไปตามประสา ส่วนโกะโจที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต ยูจิปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในลักษณะกึ่งโอนอ่อนกึ่งผลักไส ไม่ได้ผลีผลามตอบรับความรักอันท่วมท้น หากก็ไม่หักหาญน้ำใจ 

ความหวังในการหลุดพ้นอยู่เพียงเอื้อม หลีกเลี่ยงการผูกสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นจะดีกว่า ฝ่ายที่ต้องอยู่ต่อนั่นแหละที่จะเจ็บปวด

ผ่านไประยะหนึ่ง โกะโจเริ่มตกผลึก เขานำความคิดของตนมาหารือกับยูจิ

“ฉันยังอยากมีชีวิตต่อ อย่างน้อยก็อีกสักพัก วันหนึ่งค่อยตามหาใครสักคนเพื่อรับช่วงพลังนี้ไป ถ้าเป็นไปได้...ถ้าเป็นไปได้ ฉัน....ฉันอยากให้ยูจิอยู่ด้วย สักระยะหนึ่งก็ยังดี”

แม้ไม่ใช่มนุษย์ แต่โกะโจเพิ่งเป็นมนุษย์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ใช้ชีวิตมาได้ราวยี่สิบปีเท่านั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกิน

ยูจิเหนื่อยหน่ายกับชีวิตนิรันดร์ กระนั้นจิตใจเปี่ยมเมตตากับสายสัมพันธ์เก่าก่อนทำให้ตัดสินใจประนีประนอมจนได้ เขามองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยโกะโจก็ยินดีทำความปรารถนาในการจบชีวิตให้เป็นจริง ตนเพียงต้องอยู่ช่วยอีกฝ่ายปรับตัวระยะสั้นๆ เท่านั้น อย่างไรเสียการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์เป็นสิ่งอื่นจำเป็นต้องมีพลังใจอันแข็งแกร่ง นอกจากนี้มีผู้มีประสบการณ์คอยชี้แนะว่าควรทำอย่างไรในอนาคตย่อมเป็นการดีกว่าคลำทางสะเปะสะปะอย่างโดดเดี่ยว

ช่วงอายุที่ผ่านมายูจิแทบไม่คบค้ากับใคร ทว่ายังพอมีมิตรสหายอยู่บ้าง พาโกะโจไปทำความรู้จักพวกเขาเพื่อไม่ให้ชีวิตอันยืนยาวโดดเดี่ยวเกินไปก็ดีเหมือนกัน

“งั้นระหว่างเรา พอจะเริ่มต้นใหม่กันได้ไหม?”

เมื่อได้รับการเห็นชอบ โกะโจร้องขอเพิ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยูจิไม่แน่ใจนักว่าโกะโจหมายถึงอะไร ครั้นเอ่ยถามเพื่อขอความชัดเจน ชายหนุ่มผมสีขาวตบอกบอกอย่างแน่วแน่ว่าอยากมีความสัมพันธ์แบบคนรักไงล่ะ

 เป็นคำขอที่สนองตอบยากในหลายๆ เรื่อง...ไหนจะอายุขัยที่เหลือจำกัดของยูจิ ยังมีประสบการณ์ความรักแย่ๆ ในอดีตอีก นี่ยังไม่นับว่า ประสบการณ์ความรักแย่ๆ ยังมีหน้าตาเหมือนกับโกะโจ ซาโตรุเปี๊ยบ

ยูจินั่งยองลงเบื้องหน้าโกะโจ เด็กน้อยในชุดสตรีเปลี่ยนไปมากจริงๆ ถึงอย่างนั้นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อความสุขประเดี๋ยวประด๋าวแล้วมาเจ็บช้ำนานๆ มันได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย...

“ซาโตรุคุง ฉันว่า...”

อ้าว?

เมื่อกี้คิดอะไรอยู่นะ?

“ว่าอะไรเหรอยูจิ”

มือของโกะโจกุมมือของยูจิหลวมๆ ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ยูจิมองหน้าตาไร้พิษภัยตรงหน้า พยายามรื้อความทรงจำอีกครั้งอ้อ ดูเหมือนเขาจะคิดว่าตนคงอยู่ในความทรงจำของโกะโจไม่นานนัก อีกฝ่ายจะลืมเลือนเขาได้และมีชีวิตต่อไปอย่างดี ฉะนั้น ทำให้โกะโจในตอนนี้มีความสุขคงไม่เป็นไร

ตอนที่ความคิดไหลไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกที ปากขยับพูดว่าฉันจะลองพยายามดูไปเรียบร้อย

ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายวาววับ โกะโจที่ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากเหมือนย้อนกลับสู่สมัยก่อน แสดงความดื้อรั้นเอาแต่ใจอันซื่อตรงออกมาให้เห็น เขาเขย่ามือยูจิขึ้นลงอย่างกระตือรือร้น พักหนึ่งถึงหรี่ตาเขม้นมอง กดดันกันสุดฤทธิ์

“จริงๆ นะ พูดแล้วห้ามคืนคำนะ ต้องให้โอกาสฉันจริงๆ ด้วย”

ยูจิตามน้ำเพื่อรักษาความสงบสุขในปัจจุบัน หลีกเลี่ยงการปะทะคารมไม่จบสิ้น บอกว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว มาเริ่มกันใหม่เถอะ

โกะโจผลิยิ้มดั่งดอกไม้บานเมื่อได้สดับฟังคำรับรองชัดถ้อยชัดคำ เจ้าตัวโถมกายเข้าใส่ จมยูจิเข้าไปในอ้อมอกตน

“ดีใจจัง”

เบื้องหน้าถูกแผงอกบดบังจนมองอะไรไม่เห็น ยูจิยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรตอบสนองอย่างไร วินาทีนั้นหลังศีรษะถูกบางอย่างเคาะเบาๆ

สติสัมปชัญญะหลุดลอยในจังหวะนี้เอง

 

 

ตอนรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มผมขาวรูปงามชะโงกตัวมองลงมาจากด้านบน รอประสานสายตาได้สองสามวินาที แน่ใจว่ายูจิรู้สึกตัวแล้ว อีกฝ่ายกดศีรษะลงมา จูบบนริมฝีปากเบาๆ

“อรุณสวัสดิ์ ที่รัก”

 “...” ยูจิที่นอนราบขนานพื้นยังคงคิดตามไม่ทัน

หูได้ยินเสียงถามไถ่อย่างอ่อนโยนว่า ลุกไหวหรือเปล่า จากนั้นถูกประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างนิ่มนวลเอาใจใส่ ระดับสายตาที่สูงขึ้นทำให้มองเห็นรอบด้านเป็นมุมกว้างมากขึ้น ตำแหน่งเสา คาน เครื่องใช้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ บอกให้รู้ว่าที่นี่คืออารามสงฆ์ซ่อนมาร...มีบางจุดดูไม่คุ้นตา แต่เป็นอารามสงฆ์ซ่อนมารที่ใช้ชีวิตอยู่มานานปีอย่างไม่ต้องสงสัย

ยูจิยกมือคลึงข้างขมับ ในหัวเหมือนมีม่านหมอกเลือนรางชวนให้ใจไม่สงบ นับจากสูญสิ้นการเป็นมนุษย์ เขาจำไม่ได้ว่าเคยไม่สบายกายแบบนี้ด้วย

“ยูจิ ไม่สบายตรงไหนเหรอ?”

ส่วนชายคนนี้...

ชื่อหนึ่งพาดผ่านกะทันหัน ยูจิเปล่งเสียงเรียกชื่อนั้นออกมา “ซาโตรุคุง”

แต่ความจำนอกเหนือจากนี้ขาดแหว่งไม่ปะติดปะต่อ ไม่ว่าจะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์หรือตัวตนในปัจจุบันต่างผสมปนเปจนยุ่งเหยิง ยูจิขุดคุ้ยเจอใบหน้าของโกะโจ ซาโตรุในความทรงจำ มันค่อนข้างพร่ามัวและมีเพียงหยิบมือ อันที่จริงยูจิหลงเหลือความทรงจำอยู่น้อยมาก

“ขอโทษที พอดีนึกอะไรไม่ค่อยออกน่ะ”

สัญชาตญาณส่วนลึกบอกว่าอารามแห่งนี้ไม่เปิดรับ คนนอก การที่โกะโจอยู่ตรงนี้แสดงว่าเป็นคนใกล้ชิดหรือได้รับความไว้วางใจ นอกจากนี้อาจเพราะคำเรียก ที่รัก หรือการสัมผัสแนบชิดสะท้อนความสัมพันธ์ออกมาโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบาย ยูจิถึงเชื่อใจอีกฝ่ายโดยไร้เงื่อนไข บอกกล่าวสภาพร่างกายของตนอย่างตรงไปตรงมา

หางตาหางคิ้วของโกะโจลู่ตกลงเล็กน้อย โอบกอดยูจิพลางรำพึงรำพันว่าน่าสงสารเหลือเกิน

เพื่อความมั่นใจ ยูจิเปรยถามเรื่องของตัวเองกับที่มาของอาการผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ โกะโจเล่าให้ฟังว่าพวกเขาครองคู่กันมาหลายปีดีดัก ผูกสัญญาต่อหน้าฟ้าดินจะรักใคร่กลมเกลียวจนกว่าความตายพรากจาก ระหว่างใช้เวลาพักผ่อนตามประสาคู่สามี ประเหมาะเคราะห์ร้ายไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับภูตผีประจำท้องถิ่นนิดหน่อย ยูจิพลาดท่าถูกทำร้ายจึงสลบไสลไปพักหนึ่ง เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นแบบนี้

ยูจิรับสารพลางค่อยๆ ย่อยข้อมูล ปล่อยให้อีกฝ่ายลูบใบหน้าสลับกับพรมจูบไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเองที่เกิดความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง

“ซาโตรุคุงแข็งแกร่งใช่ไหม?”

“แน่นอนสิ!

“มีวิธีเอาความจำกลับมาหรือเปล่า?”

"..." รอยยิ้มของโกะโจค้างไป เสียงทื่อขึ้นนิดหนึ่ง “ทำไม่ได้ จะไปทำ...ไม่สิ ต้องทำได้สินะ ทำได้แน่นอน ยูจิอยากได้ความจำคืนเหรอ?”

การมีความทรงจำย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว ยูจิคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะคิดแบบนี้ ทว่าท่าทีของโกะโจทำให้เกิดความลังเล เรื่องที่ลืมไปแล้วยูจิย่อมไม่ตระหนักถึงความสำคัญและไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาเป็นห่วงแค่โกะโจกำลังลำบากใจมากกว่า สมมติเจ้าตัวสามารถนำความทรงจำกลับคืนมาให้ยูจิได้แต่ต้องเหนื่อยยากตรากตรำ ยูจิคิดว่าตนไม่ได้ต้องการความทรงจำขนาดนั้น

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”

“ใช่ ไม่เป็นไรหรอก” โกะโจรีบกระชับอ้อมแขน ลูบหลังยูจิขึ้นลง กระซิบเสียงอ่อนหวานว่า “คนบางจำพวก ความจำบางอย่างน่ะ ลืมไปดีกว่า เรื่องที่ผ่านมาแล้วฉันจะเล่าให้ฟังเอง พวกเรามาสร้างความทรงจำใหม่เยอะๆ ทดแทนกันเถอะนะ”

เสี้ยนหนามเล็กๆ ตำยุบยิบอยู่ในใจ ยูจิคิดว่ามันไม่สลักสำคัญจึงบ่งทิ้งตัดรำคาญ

ในเมื่อซาโตรุคุงพูดแบบนั้น เรื่องที่ลืมไปแล้วปล่อยให้ลืมไปเถอะ








Friday, 15 March 2024

[Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny ; AsuCaga] Miriallia's counterattack

 Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny

 Miriallia's counterattack

 

 

Pairing: Athrun Zala x Cagalli Yula Athha (feat. DiaMiri)

Rating:   SFW

Timeline: After Gundam Seed Freedom         

 

              “ฉันไม่เห็นด้วย”

              แม้นิ้วมือยังพรมแป้นเสียงดังต็อกแต็กเสมือนไม่มีอะไรผิดปกติทว่าสถานการณ์ภายในห้องทำงานผู้แทนอัสฮาเริ่มคุกรุ่น ระหว่างนั่งร่างเอกสาร ไซพยายามหดตัวซุกมุมโต๊ะอย่างแนบเนียน ตัวเล็กลงได้เท่าไรก็เท่านั้น กลัวลูกหลงพลาดเป้ากระเด็นกระดอนมาทำตนบาดเจ็บ

              มิริอาเรียยืนจังก้าหน้าโต๊ะทำงานเจ้านายอย่างใจกล้า คิ้วขยับเข้าหากัน ส่วนคางารินั่งประสานมือวางบนโต๊ะ ใบหน้าปรากฏความยุ่งยากใจ 

              เมื่อเหลือเพียงคนกันเอง มารยาทตามสถานะทางสังคมถูกพักเอาไว้ก่อน

              “มิริอาเรีย...”

              “เร็วเกินไปที่คิดจะแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นนะคางาริ” เจ้าของชื่อเอ่ยขัด ไม่เปิดช่องให้ทักท้วงใดๆ มิริอาเรียเท้าเอวข้างหนึ่ง กล่าวอย่างเข้มงวด “การแต่งงานด้วยความรักเป็นเรื่องดี แต่มันเร็วเกินไป...เร็วเกินไปมากๆ มิหนำซ้ำเธอน่ะ....!” มิริอาเรียทุบโต๊ะดังปึง ดวงตามีเปลวไฟขุมหนึ่งลุกโชน “ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างหญิงสาว ในขณะที่ตานั่นตะลอนไปทั่ว มันเสียเปรียบเกินไปแล้วกล้าดียังไงถึงคิดจะมาผูกมัดกันโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้รู้จักโลกภายนอกน่ะหา!

              “มิริอาเรีย ใจเย็นก่อน...” คางาริแนบแผ่นหลังติดพนักเก้าอี้พลางยกสองมือระดับไหล่เป็นเชิงยกธงขาว ตกใจใบหน้าที่พุ่งเข้าใส่จนเผลอถอยกรูด

              มิริอาเรียโน้มกายท่อนบนไปด้านหน้า รุกไล่ดุเดือด “คนที่มีประสบการณ์ความรักต่ำเตี้ย จะโดนหลอกเอาง่ายๆ นะ!

              ชายเพียงคนเดียวในห้องอย่างไซวางตัวลำบากอย่างยิ่ง เขาคันปากยิบๆ อยากปรามเพื่อนตัวเองว่าเธอแค่หัวเสียเพราะเห็นดิอัคก้าอยู่กับผู้หญิงไม่ใช่เหรอ อย่าพาลลากคนอื่นลงน้ำตามลงไปด้วยสิ...ทว่าไซฉลาดพอไม่วิ่งโร่เอาตัวไปกันกระสุนแทนคนอื่น อย่างน้อยแสร้งลบตัวตนทำงานเงียบๆ อยู่ตรงนี้ตนก็ไม่เดือดร้อน ลองออกหน้าสิ...พลอยโดนสับเละไปด้วยแหงๆ

              ‘ตานั่นที่ตะลอนไปทั่ว’ ของมิริอาเรีย หรืออัศวินแดง อัสรัน ซาล่า คนรักของคางารินั้น ปัจจุบันนับเป็นบุคลากรของออร์บ ทว่าปฏิบัติการลับในพื้นที่ห่างไกล หาโอกาสเจอหน้าค่าตายากสักหน่อย อย่างไรก็ตามเมื่ออีกฝ่ายกลับมาจะมีการนัดดื่มในหมู่ผู้ชายด้วยกันอยู่บ้าง ไซเองก็เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ครั้งล่าสุดที่ไปดื่ม อัสรันเล่าให้ฟังอย่างเบิกบานว่ามีแผนจะแต่งงานแล้ว ต่อให้ยังไม่มีกำหนดการชัดเจน แต่ก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง แค่นี้ก็ทำให้ดีใจสุดๆ...การแสดงออกของอัสรันเป็นความยินดีจากใจจริง ไซไม่กังขาเลย

              อันที่จริงสายข่าวของมิริอาเรียแข็งแกร่งมาก ไม่รู้เธอมาโยนระเบิดเอาวันนี้เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินข่าวจริงๆ หรือคิดว่าเป็นช่าวลือไม่มีมูลจนไม่ใส่ใจกันแน่...หรือไม่ก็เพราะเพิ่งโมโหดิอัคก้าวันนี้ ก่อนหน้านี้เลยไม่หยิบยกคนอื่นมาพาลใส่

              ระหว่างลอบจับตามองสถานการณ์ของสองสาว ไซชั่งใจว่าควรเป็นพรายกระซิบลอบส่งข่าวให้อัสรันเตรียมตัวรับมือเรื่องยุ่งยากแต่เนิ่นๆ ดีหรือไม่ ไซไม่อาจนับได้ว่าสนิทสนมกับอัสรัน แต่ในฐานะสหายผู้ชายด้วยกัน เขานึกเห็นใจหากอยู่ดีๆ เจ้าตัวจะต้องมาซวยโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อย่างน้อยรู้ล่วงหน้าก็เตรียมการตั้งรับได้โดยไม่ตื่นตระหนก

              “ลองดูนี่ก่อนสิ”

                เพราะงานเร่งด่วนส่วนของวันนี้จัดการเสร็จเรียบร้อยไปเกือบหมดจนมีเวลาให้พักหายใจหายคอ มิริอาเรียยังคงโน้มน้าวคางาริต่อไป เธอฉายภาพบนหน้าจอขนาดใหญ่คางาริที่เมื่อครู่ยังแก้ต่างเสียงค่อยว่า ‘ฉันเป็นคนเลือกเมย์รินไปทำงานด้วยเอง’ ‘อัสรันไม่เคยออกนอกลู่นอกทางนะ’ มาบัดนี้ใบหน้ามืดครึ้ม ด้านไซสำลักกาแฟจนหน้าเขียว

              ร้ายกาจจริงๆ ก่อนลั่นกลองรบ ที่แท้มิริอาเรียก็เตรียมการพร้อมสรรพมาก่อนแล้ว...

              หน้าจอแสดงภาพถ่ายจากต่างเวลาและสถานที่ ทว่าหนุ่มรูปงามที่มีหญิงสาวมากหน้าหลายตาเบียดกระแซะเป็นอัสรัน ซาล่าทุกรูปไม่ผิดแน่

ไม่ว่าอย่างไรการเห็นคนรักมีคนอื่นสัมผัสแนบชิดแฝงนัยยะทางเพศก็เป็นของแสลงตาวันยังค่ำ ในบรรดารูปที่ถูกจัดเรียงสะเปะสะปะบนหน้าจอ คางาริมองมีอา แคมป์เบลในชุดกึ่งเปลือย กับเจ้าหล่อนตอนใช้หน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มบดเบียดแขนอัสรันนานกว่ารูปอื่นเล็กน้อย จากนั้นหลุบตามองเรือนร่างตัวเองอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ใครสังเกต ก่อนเบือนหน้าแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง

              ไม่รู้ว่ามิริอาเรียใช้เส้นสายแบบไหนหารูปพวกนี้มา แต่เล่นมีรูปคนกันเองอย่างเมย์รินที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจของเทอร์มินอลร่วมกับอัสรันซุกซบดั่งสาวน้อยต้องการการปลอบโยน ถึงจะเป็นรูปเก่าสมัยเมย์รินยังไม่ทำงานกับออร์บ....ไซคิดว่ามิริอาเรียโหดร้ายไม่น้อยเลย

              “พูดตามตรงนะคางาริ เธอยังไม่มีโอกาสทำความรู้จักผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นในเชิงชู้สาวเลย ทำไมถึงรีบปักใจขนาดนั้น บางทีถ้าได้ออกไปเปิดหูเปิดตาใกล้ชิดคนอื่นบ้าง อาจจะมีคนที่ทำให้หวั่นไหวมากกว่าเขาก็ได้ ฉันเข้าใจที่เธอบอกว่าอัสรันวางตัวดีมาตลอด แล้วก็เข้าใจด้วยว่าเขาปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติถึงหักหาญน้ำใจผลักไสคนเข้าหาอย่างรุนแรงไม่ได้ แต่มีเหตุการณ์แบบนี้ไม่หยุดหย่อน คางาริเหนื่อยใช่ไหมล่ะ?”

              “...”

              ก่อนหน้านี้จะมากจะน้อยคางาริยังยืนหยัดต่อต้านบ้าง ทว่านาทีนี้เธอนิ่งเงียบและครุ่นคิดตามอย่างจริงจัง มิริอาเรียรีบตีเหล็กตอนยังร้อน

              “ฉันไม่ได้บอกให้เลิกกันหรืออะไรสักหน่อย แค่ให้ออกไปเปิดหูเปิดตาพบคนมากขึ้นจะได้มั่นใจเท่านั้นเอง ถ้าสมมติรีบแต่งงานกันทั้งแบบนี้ เกิดมานึกเสียดายทีหลังกับความใจเร็วจะว่ายังไง? นอกจากอัสรัน คางาริไม่เคยพิจารณาคนอื่นในฐานะคนรักเลยใช่ไหม? ถ้าเกิดคนที่ใช่จริงๆ ไม่ใช่อัสรันล่ะ?”

               ตรงนี้เริ่มอันตรายแล้ว ไซคิดว่าตนควรมีส่วนร่วมและปรามเพื่อนสักหน่อย เกรงว่าจะเกิดการยุยงให้คู่รักแตกแยก ไซไม่ได้สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนอื่นเชิงลึก กระนั้นยังจำได้ว่าคิระเคยพูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ที่ชะลอลงไปช่วงหนึ่งด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง กว่าจะกลับมาแน่นแฟ้นถึงขั้นคำนึงถึงการแต่งงานได้ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย เขาไม่อยากให้มันถูกรบกวนจนมีรอยร้าว

ผลคือมิริอาเรียปรายดวงตาคมกริบมาให้

“คางาริไม่เคยมานั่งหึงหวงเขา มีแต่เข้าอกเข้าใจทุกอย่าง พอผู้ชายต้องเป็นฝ่ายทำความเข้าใจบ้างมันอดทนไม่ได้ขนาดนั้นเลยว่างั้นถ้าเป็นรักแท้จะกลัวอะไร? พังง่ายขนาดนั้นก็แสดงว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบางและต้องเหนื่อยกับการประคับประคองไม่ใช่เหรอ?”

“...”

ตัวแทนคนมีประสบการณ์ถูกคู่หมั้นทอดทิ้งเพราะเจอคนใหม่เถียงไม่ทัน ไซเจอมากับตัว...คนที่เคยคิดว่ารักกันแท้จริงมีความสุขเพราะคนอื่นมากกว่า...

ก่อนมิริอาเรียจะแผลงฤทธิ์โจมตีแบบสุ่มไม่แยกแยะมิตรศัตรู คางาริคลึงข้างขมับพลางรีบยุติความขัดแย้งด้วยการเอ่ยประนีประนอม ถามว่ามิริอาเรียอยากจะทำอะไรล่ะ ถ้าให้ไปนัดบอดคงตอบรับไม่ได้หรอกนะ ไม่ว่าจะพูดยังไง ความสัมพันธ์กับอัสรันตอนนี้ก็เป็นของจริง ซ้ำยังจริงจังด้วย

“งั้นถ้าแค่ไปดื่มและเรียกโฮสมานั่งเป็นเพื่อนน่าจะได้ใช่ไหม?”

“ฮะ?”

“มะรืนนี้เราต้องไปประเทศ A นี่ ฉันพอจะรู้จักร้านดีๆ อยู่...อย่าทำหน้าแบบนั้นน่า คนประเทศอื่นจำหน้าคางาริไม่ได้หรอก หรือต่อให้นึกคุ้นขึ้นมาก็คงไม่คิดว่าจะเป็นผู้แทนของออร์บอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงไป ส่วนเรื่องความปลอดภัยยังไงการ์ดของเราก็ทำหน้าที่ได้ไม่บกพร่องไม่ใช่เหรอ?”

ไซแอบคิดในใจว่าเธอแค่อยากไปชัดๆ สบโอกาสหาเรื่องก่อกวนคนอื่นเพราะไม่สบอารมณ์เฉยๆ ต่างหาก

อนึ่ง มิริอาเรียย่อมไม่มีเจตนาร้าย คางาริเป็นพี่น้องของคิระที่เป็นเพื่อนของพวกเขา ทุกวันนี้ก็คบหากันทั้งในฐานะเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน เพียงแต่ความเป็นห่วงและการแสดงออกของเธอค่อนข้างจะหนักหน่วงและชวนปวดหัวเอาเรื่อง...

กำหนดการของคางาริจึงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่างด้วยประการฉะนี้

หลังแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อน เรื่องของคางาริกับมิริอาเรียยังกวนใจอยู่เนืองๆ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นประเด็นอ่อนไหว ลงท้ายไซไม่กล้านำเรื่องนี้ไปคุยกับอัสรันที่ไม่ได้สนิทกัน ทว่าคิระเป็นอีกกรณี

“ไม่เป็นไรหรอก”

น้องชายจำเป็นเย็นใจอย่างยิ่งยวด คิระระบายยิ้มน้อยๆ จากอีกฟากของหน้าจอ เอ่ยอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่นว่าคางาริไม่ควรปิดกั้นตัวเอง ตนคาดหวังอนาคตอันดีของอัสรันกับคางาริก็จริงแต่ความสุขเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องเลือกเอง ก่อนหน้านี้อารมณ์ไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงของอัสรันสร้างความเจ็บปวดให้คางาริไม่น้อย ในช่วงเวลาที่ยากลำบากกลับต้องเป็นศัตรูกับคนรัก คิระเห็นกับตาว่าคางาริหม่นหมองลงไปขนาดไหน ถึงขั้นทำให้เธอตัดสินใจพักความสัมพันธ์เพราะไม่พร้อมกับการก้าวไปข้างหน้าหากก็ไม่อยากให้ทุกอย่างดิ่งลงเหว

 ตอนเจอกันครั้งแรกอีกฝ่ายเหมือนเด็กที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ สภาพแวดล้อมกลับผลักให้ต้องลงสนามการเมืองเสียแล้ว ช่วงเวลาสำหรับการใช้ชีวิตอย่างสดใสมีชีวิตชีวาของคนหนุ่มสาวถูกพรากจากไปในพริบตา อย่าว่าแต่พอกพูนประสบการณ์ด้านความรักเลย คางาริไม่ทันออกเดทสักครั้งก็ถูกอัสรันจับไว้เสียแน่น ในจุดนี้คิระเห็นพ้องกับมิริอาเรียว่าหากได้รู้จัก ‘ผู้ชาย’ มากอีกนิดจะเป็นผลดีกว่า

สงครามทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและการสูญเสีย บางสิ่งสัมผัสได้เฉพาะในช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงไม่ล่วงเกินใคร คิระสนับสนุนให้คางาริได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

 

นอกจากงานทั่วไปตามได้รับมอบหมาย แท้จริงเทอร์มินอลยังมีงานลับๆ อีกอย่างนั่นคือการเฝ้าระวังผู้แทนแห่งออร์บ คางาริ ยูระ อัสฮา

ในฐานะบุคคลสำคัญ การเข้มงวดด้านความปลอดภัยถือเป็นเรืองปรกติมาก และแม้ข้างตัวจะมีการคุ้มกันแน่นหนาอยู่แล้ว ทว่าป้องกันเพิ่มเติมเผื่อไว้อีกชั้นไม่เสียหายตรงไหน

อย่างไรก็ตาม การสอดส่องจากทางเทอร์มินอลไม่อาจพูดได้เต็มปากว่ากระทำโดยบริสุทธิ์ใจ เมื่อชั่งน้ำหนักดูดีๆ จะบอกว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเรื่องส่วนตัวของพันเอกซาล่ามากกว่าหน้าที่การงานก็ได้

เก็บข้อมูลแวดล้อมผู้แทนอัสฮาเพื่อตรวจสอบเหตุผิดปกติน่ะแล้วไปเถอะ นี่เห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็นชีวิตประจำวันของคนรักมากกว่าน่ะสิ

“ห้ามติดตั้งกล้องกับเครื่องจับสัญญาณเพิ่มเติมโดยไม่บอกฉันนะ”

จากสีหน้าละเหี่ยใจตอนให้คำอนุญาต เมย์รินคิดว่าคางาริรู้เจตนาแอบแฝงเป็นอย่างดี ยังอุตส่าห์ยอมอีกแน่ะ...ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อได้รับความยินยอม จะทำอะไรๆ ก็ง่ายดาย หากอุปกรณ์ตรงไหนทำงานผิดปกติ เพียงส่งเรื่องไปก็สามารถสับเปลี่ยนซ่อมแซมได้อย่างว่องไว

ที่แล้วมาคางาริวุ่นวายแต่กับหน้าที่การงานของประเทศ อัสรันเพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายรวมทั้งสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เมย์รินไม่เคยต้องประสบปัญหาในการอัพเดทความเคลื่อนไหวของคางาริเลย

แต่แล้วคุณมิริอาเรียก็มาบอกว่าจะพาคุณคางาริไปหาหนุ่มโฮส

ตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วย

แถมสาเหตุที่ต้องการพาท่านผู้แทนที่มีโลกใบน้อยเพียงประเทศของตนไปเปิดหูเปิดตา เมย์รินยังมีเอี่ยวอีกต่างหาก

...สถานการณ์อย่างนี้ จะรายงานหัวหน้ายังไงดีล่ะ? เมย์รินลำบากใจจนอยากแกล้งตายให้รู้แล้วรู้รอด

นอกเหนือจากความปลอดภัย สิ่งที่อัสรันเป็นห่วงเกี่ยวกับคางาริที่สุดคือเรื่องนี้ จะด้วยนิสัยส่วนบุคคลก็ดี หรือเพราะมีคนพยายามเข้าหาคางาริโดยมีจุดประสงค์เพื่อการแต่งงานจำนวนมากก็ดี เอาเป็นว่า เป็นกับระเบิดที่ทำให้หน้าเปลี่ยนสีง่ายๆ หากไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเอง เมย์รินยังพอทำใจดีสู้เสือบอกตามตรงได้ ทว่าตนดันเป็นหนึ่งในตะกอนสร้างความขุ่นใจจนคางาริอยากไปเจอคนใหม่ๆ นี่สิ...

การตรวจสอบเสียงไม่ได้ทำเป็นประจำทุกวัน เฉพาะเวลาที่มีคีย์เวิร์ดอันตรายตามการตั้งค่าเท่านั้นที่จะมีการแจ้งเตือนให้พวกเธอรู้ตัว ลองสถานการณ์ที่เห็นผ่านภาพเคลื่อนไหวปกติดี โดยทั่วไปเมย์รินจะคอยเจียดเวลาจากตารางงานอันแน่นขนัดมาเช็คเสียงเร็วๆ ประมาณสัปดาห์ละหน

ตัวแทนของออร์บเดินทางไปประเทศ A ตั้งแต่เมื่อวาน เมย์รินมองวันที่กับเวลาบนหน้าปัดดิจิตอล ประเมินในใจว่าการประชุมวาระสำคัญของตัวแทนประเทศน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว ป่านนี้บาร์สักแห่งอาจจะกำลังต้อนรับผู้นำออร์บผู้ไม่ประสีประสาอยู่ก็ได้...

ครืด

ประตูอัตโนมัติเลื่อนออกด้านข้าง ชายที่เดินเข้ามาแม้เคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงดีแต่เสื้อผ้ายับย่นเล็กน้อย เสื้อคลุมกันลมตัวยาวพาดไว้บนแขนข้างหนึ่งลวกๆ อัสรันเพิ่งตื่นจากการพักงีบสั้นๆ โผล่มาจังหวะเหมาะราวกับฟ้าดินเป็นใจ

“แว่นของฉันอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”

ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก

เมย์รินลอบกลืนน้ำลาย ต่อสู้กับตัวเองสิบกระบวนท่าขณะบอกว่าไม่เห็นแว่นตาของอีกฝ่าย

ในเมื่อช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี ฉะนั้นรีบบอกก่อนน่าจะดีกว่ากระมัง? วินาทีที่ตัดสินใจได้ อัสรันซึ่งไม่เจอของที่ตามหากำลังหมุนตัวกลับพอดี เมย์รินลนลานเรียกเขา

“คุณอัสรัน คือว่า....คุณคางาริ...!

“คางาริ?”

อาจเพราะน้ำเสียงแฝงความกระวนกระวาย อัสรันที่เมื่อครู่ยังหันหลังเตรียมออกจากห้องจึงหันกลับมาทันที สีหน้าคร่ำเคร่งขึ้น ปฏิกริยาของเขาทำเอาเมย์รินใจฝ่อ ถ้อยคำต่างๆ กลิ้งกลุกกลักอยู่ในคอ

“จริงๆ ก็...ไม่ใช่เรื่องใหญ่...? พอดีว่า คุณคางาริเขา...”

ติ๊ด

ผลจากการโอ้เอ้ชักช้าทำให้เกิดการรบกวนระลอกแรก อัสรันตัดสายเรียกเข้าหมายเลขส่วนตัวอย่างไม่ไยดี รอฟังเมย์รินพูดต่ออย่างอดทน ถึงอย่างนั้นถ้าเธอยังพูดไม่รู้เรื่องอีก ภายใน 1 นาทีนี้คงได้มีเรื่องแน่ๆ

“คุณคางาริ....”

“....”

“เอ่อ...”

สุ้มเสียงของอัสรันเข้มขึ้น หัวคิ้วขยับเข้าหากัน “ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ ทำไมต้องอึกอัก เมย์ริน ตั้งสติแล้วพูดให้รู้เรื่องได้ไหม”

              จะให้พูดว่าท่านผู้แทนอาจจะกำลังโอบหนุ่มโฮสซ้ายขวาออกมาง่ายๆ ได้ยังไงล่ะค้า

              เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง เมย์รินซึ่งความกล้าเหือดหายทำไม้ทำมือบอกให้อัสรันรีบตอบรับ แม้จะไม่ได้ดั่งใจนัก แต่อัสรันประเมินสถานการณ์จากท่าทีของเมย์รินแล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จะให้เวลาเธอสักหน่อยแล้วกัน

              “ว่าไงดิอัคก้า”

              แม้ไม่ได้เปิดโหมดขยายเสียง เสียงของซาฟท์ชุดดำยังดังมากจนเมย์รินตกใจ

            “อัสรัน...!!

            เจ้าของชื่อนึกว่าเพื่อนตั้งใจถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ไม่คาดว่าจะได้รับการทักทายอันดุเดือด อัสรันตกใจเล็กน้อย “เป็นอะไรไปดิอัคก้า ทำไมถึง...”

            “ปัดโธ่เว้ย นายจะปล่อยให้คนของตัวเองไปนั่งดื่มกับโฮสหรืออะไรฉันไม่สนใจหรอกนะแต่มิริอาเรียเข้าใจผิดแล้วเมินฉันอยู่นะเฟ้ยคิดว่าฉันรู้สึกยังไงที่ติดต่อไปเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้ แล้วระหว่างที่แก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ก็มาพบว่าแฟนนั่งดื่มดี๊ด๊าอยู่กับผู้ชายเป็นฝูงน่ะบอกมาว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน นายรู้ใช่ไหมล่ะ!

              อัสรัน “...”

              เมย์รินหลบดวงตาเย็นชาสีเขียวโดยสัญชาตญาณ ไหวพริบเพื่อการเอาชีวิตรอดสั่งให้แข้งขาอ่อนปวกเปียกพาร่างกลับไปนั่งจุมปุ๊กบนเก้าอี้และเริ่มตรวจสอบเครือข่ายเพื่อดึงภาพจากกล้องวงจรปิดในเขตเมืองที่จัดประชุมตัวแทนนานาประเทศ เธอไม่ห่วงเรื่องหาไม่เจอ ห่วงแต่จะใช้เวลาหานานเกินไปจนคนใกล้ตัวบางคนองค์ลงเสียก่อน...

              ดิอัคก้าส่งรูปมาให้เพื่อระบายว่า ‘นี่ไงเห็นไหม!’ อัสรันจึงส่งรูปนั้นต่อให้เมย์รินอีกทอดเพื่อตีกรอบสถานที่เป้าหมายให้แคบลง

              แม้ติดต่อมิริอาเรียไม่ได้ ทว่าดิอัคก้ารู้จักคนรอบตัวของมิริอาเรีย รูปนี้เขาได้รับมาจากไซ คาดว่ามิริอาเรียส่งภาพบรรยากาศให้เพื่อนๆ ดูว่าตนเองทำอะไรอยู่ที่ไหน ในรูปแสดงภาพบาร์มีระดับแห่งหนึ่ง แสงไฟไม่มืดสลัวเกินไป เหล่าโฮสชายที่นั่งปะปนกับกลุ่มหญิงสาวก็ไม่ได้แต่งตัววาบหวิว ออกจะเป็นชายรูปงามสไตล์สุภาพบุรุษเจ้าเสน่ห์เสียมากกว่า หากใช้มาตรฐานความงามของเมย์รินแล้ว หน้าตาของคนกลุ่มนี้ไม่น่าดึงดูดเท่าดิอัคก้าหรืออัสรัน อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ไม่ได้ขึ้นกับหน้าตา และคางาริกับมิริอาเรียก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับหน้าตาด้วย

              ดวงตาของเมย์รินตกลงบนจุดหนึ่งบนรูป เครียดจนชักปวดท้อง

              นอกจากมิริอาเรียกับคางาริ ในรูปยังมีสุภาพสตรีอีกสองสามคน เป็นคนของออร์บที่ออกไปสังสรรค์ด้วยกันตามประสาเพื่อนหญิง โฮสที่นั่งปะปนคุยเล่นบริการพวกเธอมีจำนวนมากกว่าประมาณคนหรือสองคน ทว่าคนหนึ่งในนั้นดูโดดเด่นออกมาเป็นพิเศษ เขายังเป็นคนที่นั่งข้างคางาริ

              ที่บอกว่าเด่นนั้นเป็นเพราะเทียบกับคนอื่นหน้าตาของเขาธรรมดามาก ร่างกายก็หนาใหญ่ แม้แต่ภาพนิ่งยังมองออกว่าเงอะงะตื่นคนเหมือนมือใหม่

              การที่คางาริเลือกคนที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนคนรักตัวจริงสักนิดไว้ใกล้ตัวเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะ?

              “ยังอีกเหรอ เมย์ ริน ?

              “...”

โอย ยาหมดหรือยังน้อ

             

              แม้มีงานพบปะกินดื่มเพื่อเข้าสังคมบ้างแต่คางาริได้กินเหล้าไม่บ่อยนัก เธอยังไม่ดื่มคลายเครียดอีกด้วย การตั้งใจออกมาดื่มเพื่อผ่อนคลายกล่าวได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพิ่งได้พบโฮสตัวเป็นๆ ครั้งแรกเช่นกัน

              อันที่จริงเธอค่อนข้างประทับใจทีเดียว

              ส่วนหนึ่งอาจเพราะมิริอาเรียเลือกร้านได้ต้องรสนิยม ต่อให้กลิ่นแอลกอฮอล์กับน้ำหอมจะกวนจมูกในช่วงแรก ทว่านั่งสักระยะก็เริ่มชิน เท่าที่เห็นไม่มีสารเสพติดกับยาสูบต่างๆ บรรยากาศในร้านดีใช้ได้เลย

              สาวๆ ที่มาด้วยกันกระซิบกระซาบบอกว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลือกคนที่ถูกชะตาดูสิ อย่างน้อยที่สุดลองเลือกที่รูปร่างหน้าตาถูกใจก็ได้ วันนี้มาเพื่อพักผ่อนสนุกสนานนี่นา 

              คางาริสะดุดตาชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าพอดี เขาต่างจากโฮสรอบๆ ตรงที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่ การวางมือไม้เก้กังเสมือนวางตัวไม่ถูกจนอยากให้กำลังใจ นอกจากนี้ดวงตาสีเขียวที่มองเห็นผ่านแสงไฟในร้านยังสวยดีอีกต่างหาก เธอไม่สันทัดการเที่ยวเล่นลักษณะนี้ พอล็อกคนได้แล้วก็เลือกทันที ตอนที่อีกฝ่ายแนะนำตัวว่าชื่ออเล็กซ์ คางาริถึงกับหลุดหัวเราะพรืด

              ในฐานะที่เป็นคนใหญ่คนโตที่สุด แม้ไม่รู้เรตค่าใช้จ่าย คางาริยังบอกอย่างใจป้ำว่าจะเป็นเจ้ามือเอง เชิญทุกคนตามสบายได้เลย

              เพราะไม่รู้จักเครื่องดื่มประเภทต่างๆ มากนัก อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง คางาริที่สนใจอยากลองอะไรแปลกใหม่จึงยกโอกาสให้โฮสของตนได้ขายของ อเล็กซ์เป็นมือใหม่อย่างเห็นได้ชัด ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานด้านข้าง ครั้นคางาริถามเขาว่าปกติทำงานยังไงเนี่ย อีกฝ่ายลูบท้ายทอยอย่างเขินอายบอกว่าตนมาจากต่างจังหวัด เพิ่งเข้ามาทำงานได้สัปดาห์เดียว ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีลูกค้าคนไหนใสนใจเลย เพิ่งจะมีคางารินี่แหละ

              อเล็กซ์ชวนคุยไม่เก่งนัก พลอยทำให้คางาริรู้สึกอยากให้กำลังใจพิกล ระหว่างนั่งดื่มพลางพูดคุยเรื่อยเปื่อย เป็นคางาริเสียอีกที่ถามโน่นนี่ซ่อกแซ่ก

              “เพราะทำไร่ทำสวนตลอดถึงมีกล้ามเนื้อแบบนี้สินะ”

              “เมื่อฤดูกาลก่อนต้องขุดรางน้ำในไร่กับบ่อเก็บน้ำกันยกใหญ่เลยครับ”

              “น้ำใช้ไม่เพียงพองั้นเหรอ?”

              “...” มิริอาเรียที่นั่งอยู่ไม่ไกลกำลังบ่นเรื่องดิอัคก้าให้โฮสหนุ่มฟัง เธอได้ยินบทสนทนาจากทางคางาริตลอดเวลาจนเริ่มสับสนว่าผู้แทนประเทศกำลังหาข้อมูลเรื่องปัญหาภัยแล้งกับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศพันธมิตรอยู่หรือไง?

              โฮสแต่ละคนสุภาพเอาใจใส่และไหวพริบดีมาก พวกเขารู้จักการสังเกตสีหน้าท่าทางและรับรู้ได้ว่าลูกค้าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร อเล็กซ์อาจจะอ่อนเชิงตรงจุดนั้นหน่อย ทว่าก็คอยสังเกตและดูแลคางาริเป็นอย่างดี คางาริซึ่งสมองเริ่มทำงานช้าลงนึกทึ่งว่าเขารู้ได้ไงว่าเธอกำลังอยากได้ผ้าเย็นกับน้ำเปล่า?

              “ให้ตายสิ ไปถึงหูพวกนั้นได้ยังไงนะ” อีกด้านมิริอาเรียขมวดคิ้วบ่นพึมพลางกดโทรศัพท์บล็อกอัสรัน

              อาจเพราะตั้งใจมาเพื่อเมาโดยเฉพาะ ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปบรรดาสาวๆ ก็หมดสภาพ มิริอาเรียซึ่งยังสติดีที่สุดโยนสายเรียกเข้าเมื่อสักครู่ทิ้งจากวงจรสมอง คิดว่าน่าจะได้เวลากลับกันเสียที เธอสะกิดคางาริเป็นคนแรก แต่ท่านผู้แทนคนสำคัญของออร์บแยกใบหน้าคนไม่ออกเสียแล้ว จังหวะที่จับแขนมิริอาเรียเพื่อผลักไส คางาริออกความเห็นที่ไม่มีใครร้องขอ

              “ผอมแห้ง นุ่มนิ่ม ไม่ชอบ!

              “...”

              ผู้หญิงที่ไม่ได้เล่นกล้ามจะไปมีเนื้อแน่นๆ ได้ยังไงกันล่ะ มิริอาเรียพ่นลมหายใจออกจมูกดังหึ ลำดับความสำคัญใหม่...เรียกสติคนอื่นๆ ก่อน ส่วนยัยคนที่เมาแอ๋คนนี้รออุ้มกลับไปทีเดียวเลยดีกว่า

              เทียบกับเวลาทำงานที่เฉียบขาดดุดัน คางาริที่ใบหน้าแดงระเรื่อหัวเราะเสียงเล็กเสียงน้อยดูผิดไปเป็นคนละคน เธอย้ายสายตาจากมิริอาเรียไปยังอเล็กซ์ เถิบเข้าไปนั่งชิดเขาก่อนจับต้นแขนอีกฝ่ายอย่างชื่นชม

              “ทางนี้ ชอบ!

              เกิดเสียงแก้วแตกดังเพล้ง

              มาช้าหรือมาเร็วไม่สู้มาถูกจังหวะ อัสรันยืนช็อกอยู่ตรงนั้น อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ที่คาดว่าใช้ระบุตำแหน่งขนาดหนึ่งกำปั้นร่วงใส่แก้วน้ำจนแตก บัดนี้มันนอนแน่นิ่งหยุดทำงานอยู่บนโต๊ะ

              “คะ คางาริ...”

              ดิอัคก้าสืบเท้าเร็วๆ ตามมาจากด้านหลัง ไม่สนใจเพื่อนผู้เผยสีหน้าเหมือนโลกถล่ม บอกว่า ‘อย่าเกะกะน่า’ แล้วกระแทกไหล่ให้เปิดทางก่อนพุ่งไปหามิริอาเรียทันที คนอื่นๆ เริ่มมองเห็นอัสรันแล้ว ทว่าสาวน้อยผมทองตัวต้นเรื่องยังคงหันแผ่นหลังให้ดังเดิม อัสรันยกขาข้ามโต๊ะก้าวไปด้านใน ถลึงมองพ่อหนุ่มหุ่นล่ำทีหนึ่งขณะงัดนิ้วคางาริออกจากต้นแขนหนั่นแน่นทีละนิ้ว

              “ใคร เนี่ย?”

              เคราะห์ดีที่คางาริไม่ได้ดึงดันจะเกาะติดคนแปลกหน้าต่อจนใครบางคนทนไม่ได้ กระนั้นเพราะเธออยู่ในสภาพแยกแยะใบหน้าไม่ออก ต่อให้มองตรงมายังอัสรันก็ไม่รับรู้ว่าเขาเป็นใคร

              แม้พยายามควบคุมอารมณ์ อัสรันยังคงรู้สึกแย่มาก อย่างน้อยเขาอยากให้ตนเป็นข้อยกเว้น จำคนอื่นไม่ได้เขาไม่สนใจหรอก ควรจำเขาได้สิ

              ขณะพยายามดึงตัวคางาริขึ้นมาเพื่อบังคับพาตัวกลับ มือของเธอแตะลงบนไหล่อัสรัน คางาริจับเอาไว้ คลำหัวไหล่กับแขนผ่านเสื้อตัวนอก จากนั้นยู่หน้า

              “ไม่ชอบ!”

              อัสรัน “...!

              “ชอบ (กล้าม) อเล็กซ์...มากกว่า

              “...”

              ไอเย็นยะเยือกขุมหนึ่งแผ่ปกคลุม

              สาวๆ จากออร์บท่านอื่นสร่างเมาทันควัน นอกจากมิริอาเรียที่ยังวุ่นวายอยู่กับดิอัคก้า คนที่เหลือพยายามรีดเร้นสมองเพื่อคิดคำนวณและตัดสินใจ สัญชาตญาณบอกว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบันไม่สู้ดี “เอ่อ พันเอก...”

              ไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่เสียนาน คนที่ประจำการอยู่ออร์บแม้รู้จักพันเอกซาล่า ส่วนมากไม่ได้สนิทสนมกับเขา ถึงขั้นที่หลายคนไม่เคยแม้แต่สบโอกาสทักทาย ในที่นี้คนที่น่าจะเป็นตัวแทนคลี่คลายความอึดอัดได้มากที่สุดคือมิริอาเรีย ทว่ารายนั้นยังคงสลัดทหารซาฟท์ชุดดำนายหนึ่งไม่หลุด ปากตะโกนว่า “ซีนล้มทับเหมาะเหม็งพรรค์นั้นมีแต่ในละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละ เห็นฉันโง่นักเหรอ!

สาวๆ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังโฮสของทางร้าน เชื่อมั่นว่าพวกเขาที่พบเจอแขกมากมายหลายรูปแบบต้องมีวิธีการรับมือดีๆ อนิจจา เพราะพวกเขาพบเจอคนมามากมายนี้เองที่ทำให้ตัวไม่ถูก ในโลกตอนนี้ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเนเชอรัลกับโคออดิเนเตอร์จะดีขึ้นมาก ทว่าในประเทศนอกจากออร์บ โคออดิเนเตอร์ยังไม่ได้พบเห็นง่ายขนาดนั้น เหล่าโฮสมองออกว่าอัสรันกับดิอัคก้าเป็นโคออดิเนเตอร์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าขยับตัวทำอะไรซี้ซั้ว

“คางาริ ฉันเอง กลับกันเถอะ”

อัสรันส่งสัญญาณเรียกการ์ดที่แฝงตัวอยู่รอบๆ ให้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ พยายามไม่มองตาสีเขียวของนาย ‘อเล็กซ์’ ให้ยิ่งขุ่นเคืองใจ หลังออกแรงยื้อยุดเล็กน้อยถึงช้อนตัวคางาริขึ้นมาอุ้มแนบอกได้สำเร็จ

ในใจของเขาเกิดความขัดแย้งเล็กน้อย....ใจหนึ่งสงสัยว่าคางาริรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนอุ้มตัวเองอยู่ หากไม่รู้ การยินยอมให้คนอื่นมาอุ้มง่ายๆ อย่างนี้มันน่าหงุดหงิดและน่าเป็นห่วงเอามากๆ...ในขณะที่อีกใจซึ่งมีความคิดเข้าข้างตัวเองปนอยู่หลายส่วนบอกว่าจงดีใจเสียเถอะ เพราะรู้ว่าเป็นอัสรัน ซาล่าถึงไม่ดิ้นรนขัดขืนไงล่ะ

ว่าแต่ โฮสงั้นเหรอ...?

เขามั่นใจว่าคางาริไม่มีทางนึกสนใจเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาด้วยตัวเองแน่ ต่อให้มองดูที่นี่จะเรียบร้อยดี ยังไงก็อดหงุดหงิดไม่ได้ คิดแล้วแอบถ่ายน้ำหนักลงไปบนแขนข้างถนัด ใช้อีกมือลอบเช็ดเครื่องสำอางบนใบหน้าคนรัก ผลคือโดนเจ้าหล่อนสะบัดมือด้วยความรำคาญดังเพียะ ลองไม่ใช่หลังจากนั้นอิงแอบซุกเข้าหาดั่งต้องการพึ่งพิงแล้วหลับตาพริ้มอย่างน่ารักน่าชัง อัสรันคงทดบัญชีรอชำระเพิ่มอีกหนึ่งกระทง

“ผมกลับพร้อมท่านผู้แทนด้วยครับ”

การ์ดใกล้ชิดหรือการ์ดระดับสูง มากน้อยต้องมีคนรู้เรื่องอัสรันบ้าง ต่อให้มีคนสับสนจำนวนมากแล้วอย่างไร มีคนที่มีอำนาจตัดสินใจในสถานการณ์นี้คุยรู้เรื่องสักคนก็เพียงพอแล้ว 

อัสรันเดินตามหลังคนนำทางเพื่อกลับโรงแรม หลังพาตัวเองกับคางาริขึ้นไปนั่งเบาะหลังก็ประสานงานผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ เพื่อจัดการเรื่องยิบย่อยในส่วนของวันนี้และวันพรุ่งนี้

 

ผลจากความอ่อนเพลียควรทำให้คางาริตื่นนอนสายกว่าปกติ ทว่าไม่รู้นาฬิกาชีวิตทำงานดีเกินไปหรืออัดอัดจนนอนต่อไม่ได้ถึงรู้สึกตัวตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง ความรู้สึกอึดอัดนี้เหมือนเคยสัมผัสมาก่อน สมองของคนเพิ่งตื่นยังไม่ทันทำงานเต็มที่ นึกไม่ออกว่าเคยสัมผัสตั้งแต่เมื่อใด ครั้นเอียงศีรษะหนักอึ้งไปด้านข้างแล้วเห็นใบหน้าคุ้นตา คางาริก็...

3...

2...

1...

“ว้ากกกกกกอื้อๆๆ!

อัสรันยกแขนที่พาดเอวกระทบคุณภาพการนอนของคนอื่นขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เอื้อมมือไปปิดปากพลางส่งเสียง ‘ชี่’ ดุว่าอย่าโวยวายแต่เช้าสิ กระบวนการทั้งหมดนี้กระทำโดยไม่ได้ลืมตาตั้งแต่ต้นจนจบ

ดวงตาเบิกโพลงของคางาริค่อยๆ กลับสู่สภาพปกติ พอร่างกายผ่อนคลายลงแรงกดเหนือริมฝีปากก็ผ่อนลงตาม ถึงอย่างนั้นอัสรันยังไม่เอาแขนออกไป ขาก็ยังก่ายอยู่บนตัว เป็นสัญญาณว่าไม่ยอมลุกนั่นเอง คางาริซึ่งตื่นเต็มตาแล้วถอนหายใจอย่างมึนเบลอเฮือกหนึ่ง จากนั้นผลักๆ ดันๆ มือใหญ่ๆ ออกจากใบหน้า เธอพยายามทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นถึงเกิดสถานการณ์ในปัจจุบันได้

จำได้แค่ว่านั่งดื่มอยู่กับพวกมิริอาเรีย

หมอนี่โผล่มาจากไหนเนี่ย?

ระหว่างลำดับความคิด คางาริแอบยืดคอเพื่อดูเวลา พบว่ายังมีเวลาให้โอ้เอ้อีกนิดหน่อยก่อนไปทานมื้อเช้าและทำกำหนดการแรกของวัน อย่างไรก็ตาม พอสะกิดปลุกอัสรัน อีกฝ่ายปรือตาครึ่งนึงมองเวลาแล้วรั้งเธอเข้าหาตัวแน่นกว่าเดิม พูดงึมงำว่าตัวเองเพิ่งได้นอนสองชั่วโมงเอง

“นายนอนต่อเถอะ ฉันต้องประชุมย่อยตอนสาย”

“ฉันเลื่อนกำหนดการทั้งหมดไปช่วงบ่ายแล้ว”

คางาริอึ้งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะร้อง ‘หา?’ ตกใจจนดีดตัวผึงขึ้นมาจากเตียง ผลจากการขยับตัวกะทันหันทำเอาหน้ามืดไปวูบหนึ่ง อัสรันที่ยังเกี่ยวอยู่บนตัวกดเธอลงบนฟูกอีกรอบ คราวนี้นอนคว่ำทับเอาไว้ไม่ยอมให้ลุกซี้ซั้วอีก

ถึงแม้อัสรันสามารถดูแลคางาริได้ แต่เมื่อคืนมีคนรับใช้ของอัสฮาเข้ามาปรนนิบัติแทนทุกอย่าง ใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าปกติ นอกจากอาบน้ำคงมีขั้นตอนบำรุงผิวพรรณเพื่อไม่ให้ตื่นนอนในสภาพโทรมๆ ไปพบแขก ก่อนนอนยังนำอะไรสักอย่างมาให้คางาริดื่ม คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยแก้แฮงก์

เมื่อคืนระหว่างรอคางาริ อัสรันเคลียร์งานที่ตนโยนทิ้งไว้เพื่อดอดมาประเทศ A ไปพลางๆ คนที่ใกล้ชิดพอจะเข้ามาปรนนิบัติเรื่องส่วนตัวให้คางาริได้ย่อมรับรู้สถานะของอัสรันดี อีกทั้งคางาริยังให้สิทธิพิเศษเขาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้ถูกไล่ไปนอนห้องอื่น ลอยหน้าลอยตาอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างผ่าเผย อย่างไรก็ตาม กว่าอัสรันจะจัดการเรื่องสัพเพเหระพร้อมพักผ่อนก็ล่วงเลยจนเกือบฟ้าสาง ที่บอกว่าเพิ่งได้นอนสองชั่วโมงนั้นไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

“ไอ้เจ้าบ้านี่ เลื่อนกำหนดการกะทันหันตามใจชอบได้ยังไง” คางาริโอด ปวดหัวจี๊ดๆ “ลุกสิ มันหนักนะ”

อัสรันยอมลืมตาอย่างเสียไม่ได้ ย้ายมานอนด้านข้างก็จริงทว่าโอบคางาริขึ้นมาเกยบนร่างตัวเองครึ่งตัวแทน เขาหาวทีหนึ่งพลางเอ่ยเนือยๆ “ไม่เป็นไรหรอก เป็นวาระประชุมภายในของออร์บแถมไม่ใช่หัวข้อเร่งด่วน ไม่กระทบความน่าเชื่อถือจากภายนอก ให้เธอที่อาจจะอาการไม่ดีเพราะเหล้าได้พักเพิ่มอีกหน่อยน่าจะดีกว่า”

แม้เป็นจริงตามอัสรันว่า คางาริกลับนึกหมั่นไส้ “บอกว่าให้ฉัน ‘พัก’ เหรอ?”

 ว่าแล้วก็บิดเนื้อบนหลังมือที่ขยับไปเรื่อยหนึ่งที

อัสรันยอมสำรวมมือไม้เมื่อถูกเตือน มิวายแนะอย่างใจดีเป็นการตอบแทนว่า “ถ้าไม่ให้คางาริพักจะเป็นยังไงน่าจะยังจำได้ล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันไม่ได้ล้าหรอกนะ อยากให้ทวนความจำไหม?”

“...”

คุยกับคนไร้ยางอายที่แข็งแรงกว่าตนไปไม่มีอะไรดีหรอก

เรื่องที่ทำไปแล้วคือทำไปแล้ว คางาริอยากนอนขี้เกียจอยู่เหมือนกันจึงไม่บ่นหยุมหยิมเรื่องเลื่อนภารกิจรอบเช้าต่อ อุตส่าห์ได้ใช้เวลากับอัสรันหลังไม่ได้เจอหน้ากันมาพักใหญ่...ไม่สิ เดี๋ยวก่อน...ยังไม่รู้เลยว่าอัสรันมาได้ยังไง และจะกลับเมื่อไหร่ จังหวะเตรียมถาม อัสรันชิงเปิดเกมรุกก่อนครึ่งจังหวะ

“เมื่อคืน คางาริไปเที่ยวไม่บอกฉันไม่พอ ยังบอกว่าชอบโฮสของที่ร้าน แต่ไม่ชอบฉันด้วย”

“...”

พูดจริงหรือโกหกเนี่ย?

“ไม่เชื่อเหรอ?" อัสรันยกหางเสียงถามทันควันราวกับอ่านใจได้ "อยากดูคลิปไหม?”

“มีด้วยเหรอ?!

“ไม่มีหรอก แค่แหย่เล่นน่ะ”

คนเล่นไม่รู้เรื่องถูกสำเร็จโทษด้วยการทุบหน้าท้องไปหนึ่งที

สาเหตุที่อัสรันใช้เวลานานกว่าจะได้นอนเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากงานหลวง เขายังใช้เวลาไปกับการสืบสาวต้นสายปลายเหตุของการหนีเที่ยวเมื่อคืน

ปล่อยความสงสัยค้างคาไว้รังแต่จะปวดหัวปวดท้องนอนหลับไม่สนิท ด้วยเหตุนี้จึงซักไซ้ไล่เรียงมาหมดแล้วว่าสถานการณ์ชวนหงุดหงิดดังกล่าวเกิดมาจากอะไร รวมทั้งยังใช้ลูกไม้นิดหน่อยตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางร้านเพื่อยืนยันด้วยตาตัวเองเร็วๆ มาแล้วรอบหนึ่ง บทสนทนาของมิริอาเรีย ไซ กับคางาริในห้องทำงานเองก็เร่งความเร็วฟังแล้วเช่นกัน

อัสรันยังไม่หงายไพ่ในมือ อยากรู้ว่าคางาริจะแสดงออกอย่างไร

ละอายใจเรื่องหนึ่ง ส่วนหึงหวงเป็นอีกเรื่อง

เพราะเคยอบรมอัสรันกับปากว่ามีอะไรอย่าเก็บไปคิดเองเออเองคนเดียว ให้พูดสิ่งในใจออกมา ดังนั้นแม้นึกย้อนไปจะพานให้อารมณ์เสีย ทว่าคางาริยังคงเปิดอกบอกเล่าตามความเป็นจริงอย่างเถรตรง อย่างไรก็ตาม

“บอกตามตรง ฉันรู้สึกเสียเปรียบน่ะ”

เพิ่งนอนนิ่งๆ อย่างว่าง่ายได้ครู่เดียว คางาริพลันลุกฟุ่บไปนั่งเก้าอี้ด้านข้าง ความจริงอัสรันตอบสนองทัน ทว่าเขาไม่อยากให้คางาริโมโหเกินไปถึงยอมให้ความร่วมมือปล่อยตัวชั่วคราว

“...ฉัน หลังจากนั้นมาก็พยายามหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้จริงๆ”

ชนักติดหลังเรื่องผู้หญิงจะตามหลอกหลอนไปถึงเมื่อไรกันนะ อัสรันปวดอก อยากแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากพูดถึงใครในทางที่อาจเกิดความเข้าใจที่ไม่ดี

คางาริชันเข่าขึ้นบนเก้าอี้ข้างหนึ่ง พาดคางไว้บนนั้นขณะทอดสายตามองอย่างเคืองๆ การตอบรับเมื่อเห็นแฟนหนุ่มตัวหดลงคือ...

“ชิ”

อัสรันที่โดนเดาะลิ้นใส่ “...”

จากท่าทีของอัสรัน คางาริรับรู้ได้เองว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังประมาณหนึ่งเป็นทุนเดิม แค่อยากฟังชัดๆ จากปากเธอเท่านั้นว่าทำไมต้องหาเรื่องหนีเที่ยว

ในใจเป็นอย่างไรต่างฝ่ายต่างรู้ดี และเพราะรู้ว่าคางาริไม่ได้มีใจเป็นอื่น เพียงอยากไปสัมผัสประสบการณ์ที่ตนไม่มีโอกาสพบเจอมาก่อน อัสรันแม้ไม่ชอบใจ หากก็ปิดกั้นไม่ได้

สำหรับคนใจคอคับแคบอย่างอัสรัน เท่านี้ก็แทบกระอักเลือดออกมาแล้ว ต่อให้คางาริไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง การจัดการความรู้สึกยังคงทำได้ยากอยู่ดี ส่วนหนึ่งคงเพราะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและอัสรันมารู้เรื่องเอาตอนจบถึงยอมรับได้อย่างรวดเร็ว

หากรู้แต่แรก ไม่แน่อาจผูกคางาริไว้ข้างเอวจะได้ไม่โผล่ไปในสถานที่ที่จะทำให้ความดันพุ่งปรี๊ด

ความรู้สึกหูอื้อตาลายตอนได้ยินคางาริบอกว่าชอบคนอื่นมันแย่มาก ไม่ขอพบเจอเป็นหนที่สอง...ต่อให้มานั่งกรอบันทึกเสียงฟังทีหลังแล้วเข้าใจว่าคางาริหมายถึงกล้ามเนื้อ อัสรันก็แสลงหูอยู่ดี

คางาริคิดว่าอัสรันโอเวอร์ไปหน่อย “ฉันยังไม่ได้ตื่นนอนมาเจอผู้ชายคนอื่นนอนเปลือยอยู่ข้างๆ ด้วยซ้ำ”

“อย่าพูดว่าผู้ชายคนอื่นสิ...”

“ทีนายล่ะ?”

“ขอโทษ” ...มากกว่านี้ฉันทนฟังไม่ได้แล้ว อัสรันยกธงขาวด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ ส่งสัญญาณฉุกเฉินให้วิ่งออกจากหัวข้อสนทนาอันตรายโดยไว

คางาริแค่นเสียงทีหนึ่ง “บางทีถึงเข้าใจเหตุผลของนาย แต่มันยอมรับไม่ได้น่ะ”

“ขอโทษนะ...”

คนทั้งคนแทบจะกลายเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คางาริชักเห็นใจจึงยอมรามือ

อัสรันสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จากท่าทีเธอได้ มองเวลาแล้วเห็นว่ายังเอ้อระเหยลอยชายได้อีกหน่อยจึงตบปุๆ ลงด้านข้างเป็นเชิงเรียก

“ฉันรู้สึกไม่ดี มาปลอบหน่อยสิ”

“เหหหหห?”

“คางาริรู้สึกไม่ดี มาให้ฉันปลอบหน่อยสิ”

ไอ้หมอนี่...

ปากพูดอย่างนั้น เอาเข้าจริงพออุ้มคางาริขึ้นมานั่งกอดจนโล่งใจขึ้น อัสรันกลับเอาแต่บ่นเป็นตาแก่...จะทำอะไรให้ปรึกษาก่อนบ้างล่ะ หากตั้งใจไปที่อโคจรจริงๆ ให้เรียกตนไปด้วยบ้างล่ะ คางาริขี้เกียจฟังเขา ในหัวคิดว่ามิริอาเรียชวนไปส่องคนอื่น พาแฟนตัวจริงไปด้วยยังจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้อีกหรือไง?

เธอตบหลังคนคิดมากเบาๆ ปลอบไปตามเรื่องว่าแค่ไปเที่ยวเล่นเท่านั้น ไม่ได้กำลังพิจารณาหาแฟนใหม่สักหน่อย ต่อให้คิดว่าเสียเปรียบและไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง ถือว่าเธอยอมให้แล้วกัน ในเมื่อคิดถึงการแต่งงานอย่างจริงจังแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีตาไปมองคนอื่นหรอก ไม่ต้องกังวล

“แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบเมื่อคืนอีก ฉันก็คงอดรีบไปหาไม่ได้อยู่ดี”

“ไม่ลดราวาศอกเลยแฮะ”

สายตาที่มองมาค่อนข้างจริงจัง คางาริจึงวางมือทาบลงบนตาคู่นั้นพลางออกแรงดันให้หงายไปด้านหลังนิดๆ ด้วยความหมั่นไส้

อัสรันโอนอ่อนตาม สิ้นแรงเฉื่อยก็รีบกลับมาคลอเคลียใหม่ ให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่เห็นกับตาฉันจะคิดมากน่ะ”

พอออกจากพื้นที่ส่วนตัวต้องระมัดระวังการแสดงออกมากขึ้น คางาริกับอัสรันใช้เวลาตามประสาคู่รักร่วมกันสักพัก รอจนใครบางคนตอดนู่นเล็มนี่จนพอใจถึงยุรยาตรออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อไปทำภารกิจของตัวเองต่อ มื้อสายของทั้งคู่ที่ทานร่วมกันในห้องอาหารของโรงแรมดูเหมือนเป็นการร่วมโต๊ะของเพื่อนร่วมงานอย่างสมบูรณ์แบบ

“แล้วจะติดต่อมาใหม่นะครับ”

งานของเทอร์มินอลยังรออยู่ อัสรันที่ขามาประเทศ A ติดสอยห้อยตามยานบินของดิอัคก้า บัดนี้ทางออร์บช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางขากลับเรียบร้อยแล้ว เขาทำความเคารพตามระเบียบอย่างที่ควรทำก่อนจากไปอย่างผ่าเผยผิดกับขามาลิบลับ

 



Extra

ระหว่างเดินทางกลับเทอร์มินอล อัสรันได้รับสายจากดิอัคก้าอีกครั้ง เนื่องจากเป็นยานหนึ่งที่นั่งไม่มีบุคคลภายนอก อัสรันจึงตอบรับคำเชิญสนทนาเสียงของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่

ดิอัคก้า : ขอบใจที่บอกที่อยู่เมื่อคืนนะ ถ้ามีเรื่องอะไรให้ฉันช่วยคราวหน้าก็ไม่ต้องเกรงใจล่ะ

อัสรัน : อืม

ดิอัคก้า : เฮ้อ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง เล่นเอาแทบแย่แน่ะ แต่ในที่สุดมิลลี่ก็ยอมปลดบล็อกฉัน...!

อัสรัน : อ้อ

ดิอัคก้า : หึงดุจังเลยน้า~ แหม ที่แท้ฉันก็ได้รับความรักขนาดนี้ ~

อัสรัน : อืม

ดิอัคก้า : เมื่อกี้เธอยังหอมแก้มฉันแล้วบอกให้เดินทางกลับดีๆ ด้วย ท่าทางตอนทำเป็นเย็นชาทั้งที่หน้าแดงช่างน่า...!

อัสรัน : ฉันได้นอนกอดคางาริทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าได้จู๋จี๋อีกพักใหญ่ แถมคางาริยังช่วยฉันอาบน้ำแต่งตัวด้วย นอกจากนี้...

ดิอัคก้า : อัสรัน

อัสรัน : อะไร

ดิอัคก้า : ไอ้เวร

อัสรัน : (¬¬)

 

 



Talk

อย่ามาขิงให้ฮีฟัง ฮีสู้ ฮีไม่ยอม 55555555555

ส่วนเสนเสที่โดนปาดแล้วปาดอีก รอไปก่อนนะ ตานี่เขาเป็นเมนสิบกว่าปีเลยน่ะ ของขลัง...