Fanfic Gundam Seed / Seed Destiny
L x L
Pairing: Athrun
Zala x Cagalli Yula Athha
Rating: SFW
Timeline: Before Gundam Seed Freedom
วันพรุ่งนี้มีกำหนดการเดินทางกลับออร์บ
ในเวลาปกติอัสรันมักมีท่าทีกระฉับกระเฉง เห็นได้ชัดว่าอดทนรอแทบไม่ไหว
ทว่าคราวนี้สีหน้ากลับไม่สู้ดีนักทั้งที่งานดำเนินไปได้ด้วยดี
เมย์รินลอบสังเกตท่าทีอีกฝ่ายมาหลายวัน ยังคงลงความเห็นไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สัญชาตญาณผู้หญิงบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวทำให้ไม่กล้าถามซ่อกแซ่ก
ได้แต่แอบเป็นห่วงอยู่ห่างๆ
หลังตรวจสอบรายงานทิ้งทวนเพื่อความมั่นใจ
เมย์รินไม่พบข้อผิดพลาดร้ายแรงจริงๆ แน่นอนว่าไม่มีเหตุน่าสงสัยหรืออันตรายอันสมควรดำเนินการฉุกเฉิน...เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ
สินะเนี่ย เธอคิดนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคางาริชั่ววูบหนึ่งแล้วหักใจ อีกเดี๋ยวจะได้เจอตัวเป็นๆ
อยู่แล้ว ไม่อยากสร้างความวิตกกังวลให้ท่านผู้แทนผู้มีงานรัดตัว
เหลือเวลาราวแปดชั่วโมงก่อนออกเดินทาง เมย์รินตั้งใจไปนอนสักตื่น
ทว่าอัสรันที่นั่งหน้าเครียดมาครู่ใหญ่เผยสีหน้าของคนตัดสินใจเด็ดขาด ลุกเดินเข้ามาหา
“เมย์ริน ฉันถามอะไรหน่อยสิ”
ไม่ถึงชั่วโมงถัดมา
อัสรันออกจากคาวาเลียร์มาปรากฏตัวบนถนนเศรษฐกิจ
หากให้เจาะจงยิ่งกว่านั้นคือหน้าร้านเครื่องสำอางสำหรับสตรี
ระหว่างทำภารกิจเมื่อไม่กี่วันก่อน
เขาเห็นคู่รักออกเดทกระหนุงกระหนิง แผ่บรรยากาศสีชมพูทำลายสายตา
ภาพติดตาเป็นพิเศษคือจังหวะทาลิปสติกให้แฟนสาว
อัสรันอยากทำแบบนั้นบ้าง
กุมใบหน้าคางาริ มองเธอใกล้ๆ
อย่างเปิดเผย พร้อมทั้งบรรจงทาลิปให้...
แต่คางาริไม่ใช้ลิปสติก
ถึงอย่างนั้นความรู้สึกอยากทำคอยรบกวนจิตใจ
หลังคิดไปคิดมาหลายตลบ อัสรัสคิดว่าถ้าเป็นลิปบาล์มน่าจะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยซื้อเสื้อผ้าไปเป็นของฝากให้คางาริ
ผลคือถูกลอบมองอย่างประนาม
อัสรันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเหล่าเมดถึงกอดคางาริพลางมองตนแบบนั้น
ทว่าพอบอกเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง
ยังไม่ทันเล่าจบก็โดนอิซาคตะคอกว่า...ต่อหน้าคนเยอะแยะแกกลับให้เดรสเขา! ไร้ยางอาย!
ทำไมถึงมีคนกล้าส่งสัญญาณต้องการเปลื้องผ้าต่อหน้าสักขีพยานมากมายขนาดนั้นได้!
อัสรันในตอนนั้นตะโกนสวนว่าตนไม่ได้ให้ด้วยเจตนาแอบแฝงสักหน่อย! ให้เสื้อผ้าคืออยากให้ใส่ต่างหาก
ไอ้หน้าไหนมันคิดอกุศลเรื่องเปลื้องผ้าแล้วแผยแพร่ความคิดหน้าไม่อายแบบนี้กัน!
เอาเป็นว่าถึงจะมีจิตใจไม่บริสุทธิ์ของคนหนุ่มอยู่บ้าง
ทว่าอัสรันเห็นว่าชุดสวยดี อยากเห็นคางาริใส่ เขาตัดใจละทิ้งมโนภาพในหัวไม่ลงจึงซื้อติดมือกลับไป
ไม่รู้และไม่เคยคิดถึงเรื่อง ‘ให้เสื้อผ้า = ต้องการเปลื้องเสื้อผ้า’ เลยจริงๆ อย่างไรก็ดี คางาริไม่ได้ว่าอะไรเขา
ยังลองสวมให้ดูหนหนึ่งเป็นการตอบรับน้ำใจด้วย ตอนนั้นอัสรันถึงกับเห็นภาพหลอน
มีปีกงอกออกมาจากกลางหลังคางาริ เนื้อตัวเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรอง...
พอมีเคสลิปสติกอัสรันเลยต้องคิดเยอะขึ้น
กังวลนั่นนี่จนเริ่มมีอาการย้ำคิดย้ำทำ เขาไม่อยากถูกเข้าใจผิดๆ และมีภาพลักษณ์แย่ๆ
ติดตัว
หลังถามเมย์ริน ได้ยินอีกฝ่ายบอกว่า ‘เอ๋
เรื่องนี้เองเหรอ ฉันคิดว่าไม่เป็นไรนะคะ?’
เขาก็ดิ่งมาที่ร้านขายเครื่องสำอางทันที
ภารกิจส่วนมากเป็นงานอันตราย
ห่างไกลจากสถานที่อันสงบสุขชวนฝัน อัสรันไม่เคยเข้าร้านเครื่องสำอางตามลำพัง
ช่วงไม่กี่วันที่หมกมุ่นอยู่กับลิป เขาอาจนั่งศึกษาข้อมูลมาบ้าง
ทว่าการนั่งคิดนั่งวางแผนกับการลงมือทำเป็นคนละเรื่องกัน
พนักงานสาวท่านหนึ่งออกมาต้อนรับพร้อมเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ
เธอสังเกตท่าทีรวมทั้งการแต่งกายของอัสรันอย่างเป็นมืออาชีพ
หากเป็นคนทั่วไปคงไม่ทันรู้สึกว่าถูกประเมินตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
เวลาให้ใช้มีจำกัด
อัสรันจึงรับความหวังดีอย่างเต็มใจ เขาบอกว่าต้องการลิปบาล์มสำหรับบำรุงริมฝีปาก
จากนั้นถูกพาเดินไปยังมุมหนึ่ง พนักงานถามเพิ่มเติมหลายอย่างเช่นมีแบรนด์โปรดไหม
แพ้อะไรหรือไม่ รวมทั้งมีความต้องการเจาะจงเป็นพิเศษหรือเปล่า
อัสรันตอบกำกวมว่าไม่เคยใช้ รบกวนแนะนำด้วย
จากนั้นเมื่อนึกถึงคางาริตามปกติก็เสริมว่าขอเป็นแบบที่มองออกยากว่าใช้เครื่องสำอาง...เพราะคิดว่าเธอน่าจะขัดเขินหากต้องเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์นั่นเอง
โซนที่ต้องสำรวจถูกจำกัดให้แคบลง
อัสรันมองแท่งลิปเล็กๆ เรียงราย ยังคงไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไร
“มีกลิ่นที่ชอบบ้างไหมคะ?”
“กลิ่น...” ภาพจินตนาการขณะแทะเล็มฝีปากเคลือบลิปบาล์มปรากฏขึ้นมาทันควัน
อัสรันพึมพำใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียงเบาว่า “กลิ่นดอกไม้”
ลิปบาล์มสองสามตัวถูกหยิบออกมา
มีทั้งแบบแท่งและกระปุก พนักงานบอกว่ามีตัวทดลองให้ทดสอบ
แต่อัสรันคิดว่าดมกลิ่นอย่างเดียวน่าจะเพียงพอ
เขาไม่รู้หรอกว่าเนื้อลิปแบบไหนดีหรือไม่ดีอย่างไร
“ในเมื่อไม่เคยใช้มาก่อน
อย่างน้อยถ้าลองจะได้ทราบว่าแพ้หรือเปล่านะคะ”
“...”
อัสรันสะดุดในจังหวะนั้น
ฉุกใจขึ้นมาว่า ปรกติผู้ชายเข้าร้านเครื่องสำอางสำหรับผู้หญิงตามลำพังกันหรือเปล่านะ?
ตามร้านทั่วไปมีมุมเครื่องประทินผิวสำหรับบุรุษ
แต่กรณีร้านขายเครื่องสำอางโดยมากมีการแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าชัดเจน...ซึ่งมักจะเป็นร้านสำหรับผู้หญิง
หากเดินเข้าร้านจำพวกนี้พร้อมผู้หญิงไม่นับว่าแปลกอะไร ทว่ากรณีเดินดุ่มๆ
เข้ามาคนเดียวอาจจะหายากเล็กน้อย
อัสรันมองเงาสะท้อนตัวเองบนกระจก นอกจากเครื่องแต่งกายที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิม
วันนี้เขาใส่ใจดูแลภาพลักษณ์นิดหน่อยเนื่องจากกำลังจะไปเจอคางาริหลังไม่ได้พบกันสักพัก
คิดว่ากริยาตัวเองภูมิฐานเป็นปกติ แต่สมัยเรียนเคยถูกค่อนแคะเหมือนกันว่าดูเหมือนคุณชายน้อยจอมสำรวย...
เขานิ่งเงียบอึดใจก่อนหันไปทางพนักงานซึ่งน่าจะอายุมากกว่าตนประมาณรอบหนึ่ง
กล่าวว่า
“ไม่ได้ใช้เอง ให้แฟนครับ”
คางาริสวมชุดลำลองนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้
หลังเสร็จสิ้นหน้าที่ประจำวันและกลับมาพักผ่อนใช้เวลาส่วนตัวในคฤหาสน์อัสฮา
อัสรันที่วางท่าเคร่งขรึมเอาการเอางานสมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจนถึงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็สลัดหน้ากากสำหรับเข้าสังคมทิ้งเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เขาเคยหอบชุดมาเป็นของฝาก คราวนี้เป็นลิป...
ลิปบาล์มหนึ่งกระปุก
กับลิปสีนู้ดหนึ่งแท่ง
“ทำไมล่ะ?”
คุณเมดเคย นำสารพัดเสื้อผ้าเครื่องประดับรวมทั้งเครื่องสำอางมาวางเรียงรายเหมือนตั้งแผงขายของ
โน้มน้าวอยากเห็นคางาริแต่งเนื้อแต่งตัวสวยๆ เธอปฏิเสธมาตลอดเพราะไม่ใช่รสนิยม
ที่แล้วมาอัสรันไม่เคยเรียกร้องให้คางาริเปลี่ยนแปลงหรือฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
เธอไม่รังเกียจการเป็นอาหารตาให้เขานานๆ ครั้งหรอก แค่อยากรู้ว่าอะไรดลใจ
ทำไมถึงเป็นลิป
อัสรันในชุดลำลองพร้อมเข้านอนยืนไม่ห่างจากคางาริ
อยู่ระหว่างครุ่นคิดถ้อยคำเพื่อตอบคำถาม
“พูดตามตรงเถอะ
ถ้าเป็นเพราะปากฉันแห้งอย่างเดียวคงไม่ซื้อลิปสีมาด้วยใช่ไหมล่ะ” คางาริคร้านจะลงรายละเอียดปลีกย่อย
เช่น...อุตส่าห์รู้อีกนะว่าปากของเธอแห้งแตก เธอใช้สมองมาทั้งวันแล้ว
ตอนนี้ไม่อยากเปลืองแรงในการเล่นเดาใจ
เทียบกับครั้งก่อนที่อัสรันไม่รู้เรื่องรู้ราวให้ชุดคางาริต่อหน้าคนจำนวนมาก
เวลานี้พวกเขาอยู่ตามลำพังในห้องปิดมิดชิด ไม่ต้องกังวลสายตาคนอื่นมากนัก
อัสรันเลิกคิดเยอะ ตัดสินใจเปิดเผยใจจริงอย่างตรงไปตรงมา
“ที่จริง นอกจากเรื่องบำรุงริมฝีปาก ฉันแค่อยากทาให้น่ะ”
“อ้อ ได้สิ ถ้างั้น…”
“ส่วนลิปสี
ที่หยิบติดมือมาด้วยเพราะเกิดอารมณ์ชั่ววูบอยากลองจูบให้เลอะดู”
“...”
บางทีการให้อัสรันพูดทุกอย่างที่คิดก็อันตรายอยู่เหมือนกัน
คางาริคู้ตัวกอดขา ซ่อนใบหน้าร้อนลวกระหว่างเข่า ไม่ได้เป็นคนเอ่ยวาจาเลี่ยนหูกลับเป็นฝ่ายอายแทนเสียอย่างนั้น
อัสรันมองเธอ จากนั้นหลุบมอง ‘ของฝาก’ ดูเหมือนเสียดายนิดๆ
“ไม่ได้…เหรอ?”
“ให้เวลาฉันเตรียมใจก่อนเซ่!”
คางาริเงยหน้าแดงก่ำขึ้นมาสวน
อัสรันยกมุมปากทันที
ดวงตาปรากฏประกายเล็กๆ “แสดงว่าได้สินะ ตอนนี้เลยได้ไหม?”
“...” อยากจะบ้าตาย
ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้นี้สร้างความยุ่งยากใจในบางครั้ง
ก่อนหน้านี้อัสรันระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่สร้างความลำบากใจแก่คางาริ
ปัจจุบันพวกเขานับว่ามีพัฒนาการมากขึ้น
หันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยและหาจุดเหมาะสม
การที่อัสรันแสดงความรู้สึกหรือความต้องการ ไม่เอาแต่เก็บกดนับเป็นเรื่องดี คางาริก็ไม่ได้รังเกียจการสัมผัสร่างกาย
เพียงเขินอายเพราะไม่เคยชินกับการรับมือคำพูดขวานผ่าซากเท่านั้น
ระหว่างรอคางาริ ‘เตรียมใจ’ อัสรันเปิดกระปุกลิปบาล์ม ป้ายติดปลายนิ้วแล้วถูไปมา
เจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าเลือกกระปุกอย่างหนึ่ง ลิปแท่งอย่างหนึ่ง
เป็นเพราะอยากสัมผัสคางาริหลายๆ แบบ
“ยะ
อย่าให้เลอะจนถึงขั้นต้องอาบน้ำใหม่นะ”
คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย
ต่อเมื่อตระหนักได้ว่าคางาริกังวลอะไรก็หลุดหัวเราะ
“ฉันไม่ได้คิดจะจูบต่ำกว่าคอสักหน่อย...อย่างน้อยก็จนถึงเมื่อกี้น่ะนะ”
“จนถึงเมื่อกี้เหรอ ตอนนี้สิ! ตอนนี้ด้วย!”
เพิ่งอาบน้ำไปแท้ๆ
หากต้องอาบน้ำอีกรอบตอนดึกดื่นมืดค่ำ ต่อให้ไม่ได้ทำเรื่องน่าละอาย
คางาริคงไม่กล้าเผชิญหน้าเหล่าเมดในบ้านอยู่ดี อัสรันพูดกลั้วหัวเราะว่า ‘ครับๆ
เข้าใจแล้ว’ ขณะเดินเข้ามาหา
เขาเบี่ยงตัวหลบหมอนอิงที่ตีเข้ามาทีเล่นทีจริง กุมข้อมือซึ่งคล้ายจะบางลงจากครั้งล่าสุดที่ได้พบกันพลางกดนิ้วหัวแม่มือลงบนตำแหน่งชีพจรเบาๆ
“ท่าทางตอนนี้เหมือนกำลังทำเรื่องไม่ดีเลยแฮะ”
ผู้พูดยกเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาเกยบนเบาะรองนั่ง ขังคางาริไว้บนเก้าอี้
แม้อัสรันมือไวบ่อยครั้ง
ความสัมพันธ์ทางร่างกายยังไม่เกินเลยแต่อย่างใด เรียกว่ารู้จักเส้นแบ่งที่เหมาะสมก็ไม่ผิดนัก
ความสามารถในการกะเกณฑ์อันแม่นยำนี้ช่างรับมือลำบาก เขาหยอกล้อคางาริจนศิโรราบ
ทว่าทุกครั้งกลับไม่เคยข้ามเส้นทำเกินกว่าเหตุ รักษาระดับการรุกไล่อยู่ในจุดที่ไม่ทำให้คางาริโกรธหรือกลัว
เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้
คางาริจึงไว้ใจอัสรันมาก
เชื่อมั่นโดยไม่เผื่อใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ล่วงเกินเมื่อเธอไม่พร้อม
ถึงอย่างนั้นก็ยังอันตรายต่อใจเกินไป
คางาริบ่นอุบอิบ “ถ้าไม่ดีก็อย่าทำสิ”
“คางาริ...จูบทีหนึ่งก่อนได้ไหม?”
อัสรันแนบริมฝีปากลงบนเส้นชีพจรบนข้อมือ หลุบดวงตาทอยิ้มลงมองติดจะออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว
คางาริดึงชายเสื้อเบื้องหน้าพร้อมยืดแผ่นหลังและลำคอแทนการตอบรับ
ดวงตาสีเขียวของอัสรันโค้งลงอีกนิด
ตอบรับจุมพิตไร้ชั้นเชิงอย่างระมัดระวัง
กระทั่งดับกระหายได้นิดหน่อยถึงตัดใจผละมากอดสาวน้อยแน่นๆ คางาริซึ่งหายใจติดขัดเล็กน้อยถูจมูกเข้ากับลาดไหล่ของเขา
สองมือกำเสื้อบริเวณสะบักหลัง บอกว่าจะทำอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ
อัสรันจุ๊บหน้าผากเธอทิ้งท้าย จากนั้นก้มตัวลงจนระดับสายตาใกล้เคียงกัน
ปาดเนื้อลิปบาล์มอย่างจดจ่อ
ขั้นตอนการทาลิปลงบนริมฝีปากไม่มีอะไรแปลกใหม่
คางาริเคยทำด้วยตัวเองมาหลายครั้งตอนริมฝีปากลอก และอีกหลายครั้งที่มีคนช่วยแต่งหน้าตอนออกงานสังคม
กระนั้นนิ้วหัวแม่มือที่กดคลึงลงมาในตอนนี้กลับชวนให้กระสับกระส่ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สาเหตุสำคัญย่อมมาจากคนที่กำลังทาลิปให้นี่เอง
“ดูไม่ค่อยต่างจากปกติจริงด้วย” อัสรันออกความเห็น
เพราะไม่มีสีสัน มองตาเปล่าจึงแทบไม่เห็นความแตกต่าง
มีแค่ตัวผู้ใช้อย่างคางาริที่รู้สึกถึงชั้นลิปที่เคลือบริมฝีปากเอาไว้
เธอออกความเห็นว่าทาบางๆ แบบนี้ก็ดี ไม่เหนอะหนะรำคาญ
“เหมือนจะมีกลิ่นหอมๆ...?”
“ฉันไม่ค่อยรู้จักดอกไม้บนโลก
เลยเลือกลิ่นที่ชอบมาจากชั้นวางน่ะ”
คางาริหยิบกระปุกลิปบาล์มจากมืออัสรันมาพิจารณา
เอ่ยยิ้มๆ ว่าจะใช้อย่างดีเลย ขอบคุณนะ
...จากนั้นลิปบนปากก็ถูกใครบางคนจู่โจมเช็ดกินไปจนหมด
เมื่อครู่แค่สัมผัสภายนอกยังแทบแย่
คราวนี้อัสรันถึงขั้นล่วงล้ำเข้ามา เธอรับมือได้ไม่นานก็บ้อท่าหมดสภาพ
“ลืปสีไว้ลองคราวหน้าดีกว่า”
ขณะช่วยเช็ดคราบน้ำลายที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครให้คนบนเก้าอี้
อัสรันตัดสินใจเงียบๆ ว่าถ้าอยากจูบให้เต็มที่ อดเปรี้ยวไว้กินหวานเถอะ
วันนี้สมควรพอก่อน ในเมื่อตั้งใจจะใช้ให้เลอะเทอะผิดวัตถุประสงค์การใช้งาน
สถานการณ์ตอนนี้น่าจะไม่เหมาะเท่าไรนัก
คางาริกำหมัดหลวมๆ
ชกแขนแข็งๆ ไปหนึ่งที “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี!”
กับลิปสี อัสรันประกาศเจตนาล่วงหน้า
ทว่าไม่คิดว่าลิปบาล์มจะเป็นไปกับเขาด้วย คางาริเสียดายของมาก ไหนๆ ก็ใช้แล้ว
เธอตั้งใจทาบำรุงก่อนนอน ตอนนี้เลยต้องทาใหม่อีกรอบ...คราวนี้ทำเอง กันท่าอัสรันด้วยว่าไม่ต้องมาจ้องเลย
“ไม่ใช่ของเล่นซะหน่อย”
“ไม่ใช่ของเล่นน่ะสิ” อัสรันยกขาลงมาจากเก้าอี้
วาดนิ้วไล้กรอบหน้าคางาริทิ้งท้ายด้วนความเสียดายก่อนดึงตัวเองออกมาจากท่วงท่าล่อแหลมชวนให้เข้าใจผิด
เขาสืบเท้าไม่เร่งร้อนไปวางลิปสีซึ่งยังไม่ได้เปิดใช้บนโต๊ะ กล่าวเสริมว่า “ฉันอยากให้ของที่ตัวเองให้อยู่กับคางาริทุกๆ
วันน่ะ ถ้าเธอใช้จะดีใจมากเลย”
จะบอกว่าเป็นความเอาแต่ใจและดื้อดึงเล็กๆ
ก็ได้ อัสรันดีใจที่คางาริพกแหวนติดตัวไม่ห่าง ทว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ หากเป็นไปได้ เขาอยากให้มันปรากฏในจุดสะดุดตาและมองเห็นได้โดยไม่ต้องพยายาม
เสื้อผ้าไม่มีทางใส่ซ้ำๆ ได้ทุกวัน
เครื่องประดับเคยให้ไปแล้วและต้องแอบซ่อนชั่วคราว...เทียบกันแล้ว เครื่องสำอางดูเข้าทีมากเลยไม่ใช่เหรอ?
น้ำเสียงแฝงความเหงาหงอยสะกิดใจคนฟังเบาๆ
คางาริอดทอดเสียงลงไม่ได้ “บอกแล้วไงว่าจะใช้อย่างดีเลย”
อันที่จริงอัสรันเลือกสีที่ไม่ฉูดฉาดเกินไปตรงตามรสนิยมคางาริพอดี
ย่อมใช้เป็นประจำได้ ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้ สีลิปเข้าไหมไม่สำคัญเท่าความรู้สึกอัสรันแล้ว
“จริงสิ อัสรัน”
เรี่ยวแรงที่โดนสูบไปกลับคืนมาบางส่วน
คางาริลุกขึ้นยืน ควานหาอะไรเสียงดังกุกกักตรงโต๊ะเครื่องแป้งครู่หนึ่ง
ไม่นานก็หยิบขวดแก้วความสูงประมาณหนึ่งคืบออกมา ยัดมันใส่มือเจ้าของลิปราวกับแลกของขวัญ
“น้ำหอม”
“น้ำหอม?” อัสรันเลิกคิ้ว กะประมาณน้ำหนักของในมือเล่น
พอถูกบอกให้ลองทดสอบกลิ่นดูถึงพบว่าเป็นกลิ่นสะอาดๆ ชวนให้นึกถึงสายน้ำ
คางาริพยักหน้าหงึกๆ “ปกติฉันไม่ได้ใช้แต่มาน่าเตรียมเผื่อไว้ให้
กลิ่นนี้มีสองขวด อยู่ที่ฉันขวดนึง ให้นายขวดนึง” พูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงัก
เผยสีหน้าซับซ้อนออกมา อัสรันรอฟังอย่างอดทน คางาริถึงได้อ้ำอึ้งพูดต่อเขินๆ “...ใช้คู่กันได้น่ะ
หมายถึงถ้านายชอบกลิ่นนี้พอดี”
“...”
“พูดอะไรหน่อยสิ...”
“อยากจูบจัง”
“...วะ ไว้พรุ่งนี้แทนนะ”
“...!”
พอไม่ปฏิเสธกลับกลายเป็นกดสวิตช์อะไรแปลกๆ
เข้าอีก ต่อให้บอกว่า ‘กัดก็ไม่ได้!’ และรอดพ้นจากการทิ้งรอยไว้บนผิวหนังสำเร็จ
คางาริยังถูกกอดแน่นจนนึกว่าอวัยวะหลอมรวมกับอัสรันไปแล้ว
ท่านผู้แทนออร์บซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาขาดความรักสวยรักงามเริ่มแต่งแต้มใบหน้าของตนอย่างยินยอมพร้อมใจก็ด้วยเหตุนี้เอง
หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ ผบ.อิซาค
จูลแห่งซาฟท์แวะไปติดต่อประสานงานกับเทอร์มินอลด้วยตัวเองใช้โอกาสอันหาได้ยากเล่นหมากรุกกับพันเอกซาล่า
ผลจากการถูกต้อนจนมุมดับโอกาสชนะไปฉิวเฉียดทำให้พาลพาโลโทษว่ากลิ่นน้ำหอมจางๆ จากคู่แข่งรบกวนสมาธิ
แถมจิกกัดเพิ่มเติมว่าทำอะไรไม่เข้ากับตัว...ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีข้อมูลหญิงสาวจำนวนมากถูกส่งถึงคุณนายจูลอย่างลึกลับ
อิซาคได้รับ ‘ความห่วงใย’ และคำชักชวนให้ไปดูตัวจากมารดาถี่ๆ จนไม่เกรนกำเริบและกระดิกกระเดี้ยตัวไม่ได้ไปพักใหญ่
No comments:
Post a Comment