Fanfic Gundam Seed /
Seed Destiny
Miriallia's
counterattack
Pairing: Athrun Zala x Cagalli
Yula Athha (feat. DiaMiri)
Rating: SFW
Timeline: After Gundam Seed
Freedom
“ฉันไม่เห็นด้วย”
แม้นิ้วมือยังพรมแป้นเสียงดังต็อกแต็กเสมือนไม่มีอะไรผิดปกติทว่าสถานการณ์ภายในห้องทำงานผู้แทนอัสฮาเริ่มคุกรุ่น
ระหว่างนั่งร่างเอกสาร ไซพยายามหดตัวซุกมุมโต๊ะอย่างแนบเนียน
ตัวเล็กลงได้เท่าไรก็เท่านั้น กลัวลูกหลงพลาดเป้ากระเด็นกระดอนมาทำตนบาดเจ็บ
มิริอาเรียยืนจังก้าหน้าโต๊ะทำงานเจ้านายอย่างใจกล้า คิ้วขยับเข้าหากัน
ส่วนคางารินั่งประสานมือวางบนโต๊ะ ใบหน้าปรากฏความยุ่งยากใจ
เมื่อเหลือเพียงคนกันเอง
มารยาทตามสถานะทางสังคมถูกพักเอาไว้ก่อน
“มิริอาเรีย...”
“เร็วเกินไปที่คิดจะแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นนะคางาริ”
เจ้าของชื่อเอ่ยขัด ไม่เปิดช่องให้ทักท้วงใดๆ มิริอาเรียเท้าเอวข้างหนึ่ง
กล่าวอย่างเข้มงวด “การแต่งงานด้วยความรักเป็นเรื่องดี
แต่มันเร็วเกินไป...เร็วเกินไปมากๆ มิหนำซ้ำเธอน่ะ....!”
มิริอาเรียทุบโต๊ะดังปึง ดวงตามีเปลวไฟขุมหนึ่งลุกโชน
“ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างหญิงสาว ในขณะที่ตานั่นตะลอนไปทั่ว
มันเสียเปรียบเกินไปแล้ว! กล้าดียังไงถึงคิดจะมาผูกมัดกันโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้รู้จักโลกภายนอกน่ะหา!”
“มิริอาเรีย ใจเย็นก่อน...”
คางาริแนบแผ่นหลังติดพนักเก้าอี้พลางยกสองมือระดับไหล่เป็นเชิงยกธงขาว
ตกใจใบหน้าที่พุ่งเข้าใส่จนเผลอถอยกรูด
มิริอาเรียโน้มกายท่อนบนไปด้านหน้า รุกไล่ดุเดือด
“คนที่มีประสบการณ์ความรักต่ำเตี้ย จะโดนหลอกเอาง่ายๆ นะ!”
ชายเพียงคนเดียวในห้องอย่างไซวางตัวลำบากอย่างยิ่ง เขาคันปากยิบๆ
อยากปรามเพื่อนตัวเองว่าเธอแค่หัวเสียเพราะเห็นดิอัคก้าอยู่กับผู้หญิงไม่ใช่เหรอ
อย่าพาลลากคนอื่นลงน้ำตามลงไปด้วยสิ...ทว่าไซฉลาดพอไม่วิ่งโร่เอาตัวไปกันกระสุนแทนคนอื่น
อย่างน้อยแสร้งลบตัวตนทำงานเงียบๆ อยู่ตรงนี้ตนก็ไม่เดือดร้อน
ลองออกหน้าสิ...พลอยโดนสับเละไปด้วยแหงๆ
‘ตานั่นที่ตะลอนไปทั่ว’ ของมิริอาเรีย
หรืออัศวินแดง อัสรัน ซาล่า คนรักของคางารินั้น ปัจจุบันนับเป็นบุคลากรของออร์บ
ทว่าปฏิบัติการลับในพื้นที่ห่างไกล หาโอกาสเจอหน้าค่าตายากสักหน่อย
อย่างไรก็ตามเมื่ออีกฝ่ายกลับมาจะมีการนัดดื่มในหมู่ผู้ชายด้วยกันอยู่บ้าง
ไซเองก็เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ครั้งล่าสุดที่ไปดื่ม อัสรันเล่าให้ฟังอย่างเบิกบานว่ามีแผนจะแต่งงานแล้ว
ต่อให้ยังไม่มีกำหนดการชัดเจน แต่ก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
แค่นี้ก็ทำให้ดีใจสุดๆ...การแสดงออกของอัสรันเป็นความยินดีจากใจจริง ไซไม่กังขาเลย
อันที่จริงสายข่าวของมิริอาเรียแข็งแกร่งมาก
ไม่รู้เธอมาโยนระเบิดเอาวันนี้เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินข่าวจริงๆ
หรือคิดว่าเป็นช่าวลือไม่มีมูลจนไม่ใส่ใจกันแน่...หรือไม่ก็เพราะเพิ่งโมโหดิอัคก้าวันนี้
ก่อนหน้านี้เลยไม่หยิบยกคนอื่นมาพาลใส่
ระหว่างลอบจับตามองสถานการณ์ของสองสาว
ไซชั่งใจว่าควรเป็นพรายกระซิบลอบส่งข่าวให้อัสรันเตรียมตัวรับมือเรื่องยุ่งยากแต่เนิ่นๆ
ดีหรือไม่ ไซไม่อาจนับได้ว่าสนิทสนมกับอัสรัน แต่ในฐานะสหายผู้ชายด้วยกัน
เขานึกเห็นใจหากอยู่ดีๆ เจ้าตัวจะต้องมาซวยโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
อย่างน้อยรู้ล่วงหน้าก็เตรียมการตั้งรับได้โดยไม่ตื่นตระหนก
“ลองดูนี่ก่อนสิ”
เพราะงานเร่งด่วนส่วนของวันนี้จัดการเสร็จเรียบร้อยไปเกือบหมดจนมีเวลาให้พักหายใจหายคอ
มิริอาเรียยังคงโน้มน้าวคางาริต่อไป เธอฉายภาพบนหน้าจอขนาดใหญ่…คางาริที่เมื่อครู่ยังแก้ต่างเสียงค่อยว่า ‘ฉันเป็นคนเลือกเมย์รินไปทำงานด้วยเอง’
‘อัสรันไม่เคยออกนอกลู่นอกทางนะ’ มาบัดนี้ใบหน้ามืดครึ้ม
ด้านไซสำลักกาแฟจนหน้าเขียว
ร้ายกาจจริงๆ ก่อนลั่นกลองรบ
ที่แท้มิริอาเรียก็เตรียมการพร้อมสรรพมาก่อนแล้ว...
หน้าจอแสดงภาพถ่ายจากต่างเวลาและสถานที่
ทว่าหนุ่มรูปงามที่มีหญิงสาวมากหน้าหลายตาเบียดกระแซะเป็นอัสรัน
ซาล่าทุกรูปไม่ผิดแน่
ไม่ว่าอย่างไรการเห็นคนรักมีคนอื่นสัมผัสแนบชิดแฝงนัยยะทางเพศก็เป็นของแสลงตาวันยังค่ำ
ในบรรดารูปที่ถูกจัดเรียงสะเปะสะปะบนหน้าจอ คางาริมองมีอา แคมป์เบลในชุดกึ่งเปลือย
กับเจ้าหล่อนตอนใช้หน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มบดเบียดแขนอัสรันนานกว่ารูปอื่นเล็กน้อย
จากนั้นหลุบตามองเรือนร่างตัวเองอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ใครสังเกต
ก่อนเบือนหน้าแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง
ไม่รู้ว่ามิริอาเรียใช้เส้นสายแบบไหนหารูปพวกนี้มา
แต่เล่นมีรูปคนกันเองอย่างเมย์รินที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจของเทอร์มินอลร่วมกับอัสรันซุกซบดั่งสาวน้อยต้องการการปลอบโยน
ถึงจะเป็นรูปเก่าสมัยเมย์รินยังไม่ทำงานกับออร์บ....ไซคิดว่ามิริอาเรียโหดร้ายไม่น้อยเลย
“พูดตามตรงนะคางาริ
เธอยังไม่มีโอกาสทำความรู้จักผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นในเชิงชู้สาวเลย
ทำไมถึงรีบปักใจขนาดนั้น บางทีถ้าได้ออกไปเปิดหูเปิดตาใกล้ชิดคนอื่นบ้าง
อาจจะมีคนที่ทำให้หวั่นไหวมากกว่าเขาก็ได้
ฉันเข้าใจที่เธอบอกว่าอัสรันวางตัวดีมาตลอด แล้วก็เข้าใจด้วยว่าเขาปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติถึงหักหาญน้ำใจผลักไสคนเข้าหาอย่างรุนแรงไม่ได้
แต่มีเหตุการณ์แบบนี้ไม่หยุดหย่อน คางาริเหนื่อยใช่ไหมล่ะ?”
“...”
ก่อนหน้านี้จะมากจะน้อยคางาริยังยืนหยัดต่อต้านบ้าง
ทว่านาทีนี้เธอนิ่งเงียบและครุ่นคิดตามอย่างจริงจัง
มิริอาเรียรีบตีเหล็กตอนยังร้อน
“ฉันไม่ได้บอกให้เลิกกันหรืออะไรสักหน่อย
แค่ให้ออกไปเปิดหูเปิดตาพบคนมากขึ้นจะได้มั่นใจเท่านั้นเอง
ถ้าสมมติรีบแต่งงานกันทั้งแบบนี้ เกิดมานึกเสียดายทีหลังกับความใจเร็วจะว่ายังไง?
นอกจากอัสรัน คางาริไม่เคยพิจารณาคนอื่นในฐานะคนรักเลยใช่ไหม?
ถ้าเกิดคนที่ใช่จริงๆ ไม่ใช่อัสรันล่ะ?”
ตรงนี้เริ่มอันตรายแล้ว ไซคิดว่าตนควรมีส่วนร่วมและปรามเพื่อนสักหน่อย
เกรงว่าจะเกิดการยุยงให้คู่รักแตกแยก ไซไม่ได้สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ
ของคนอื่นเชิงลึก
กระนั้นยังจำได้ว่าคิระเคยพูดถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ที่ชะลอลงไปช่วงหนึ่งด้วยปัจจัยหลายๆ
อย่าง กว่าจะกลับมาแน่นแฟ้นถึงขั้นคำนึงถึงการแต่งงานได้ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย
เขาไม่อยากให้มันถูกรบกวนจนมีรอยร้าว
ผลคือมิริอาเรียปรายดวงตาคมกริบมาให้
“คางาริไม่เคยมานั่งหึงหวงเขา
มีแต่เข้าอกเข้าใจทุกอย่าง
พอผู้ชายต้องเป็นฝ่ายทำความเข้าใจบ้างมันอดทนไม่ได้ขนาดนั้นเลยว่างั้น? ถ้าเป็นรักแท้จะกลัวอะไร? พังง่ายขนาดนั้นก็แสดงว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เปราะบางและต้องเหนื่อยกับการประคับประคองไม่ใช่เหรอ?”
“...”
ตัวแทนคนมีประสบการณ์ถูกคู่หมั้นทอดทิ้งเพราะเจอคนใหม่เถียงไม่ทัน
ไซเจอมากับตัว...คนที่เคยคิดว่ารักกันแท้จริงมีความสุขเพราะคนอื่นมากกว่า...
ก่อนมิริอาเรียจะแผลงฤทธิ์โจมตีแบบสุ่มไม่แยกแยะมิตรศัตรู
คางาริคลึงข้างขมับพลางรีบยุติความขัดแย้งด้วยการเอ่ยประนีประนอม
ถามว่ามิริอาเรียอยากจะทำอะไรล่ะ ถ้าให้ไปนัดบอดคงตอบรับไม่ได้หรอกนะ
ไม่ว่าจะพูดยังไง ความสัมพันธ์กับอัสรันตอนนี้ก็เป็นของจริง ซ้ำยังจริงจังด้วย
“งั้นถ้าแค่ไปดื่มและเรียกโฮสมานั่งเป็นเพื่อนน่าจะได้ใช่ไหม?”
“ฮะ?”
“มะรืนนี้เราต้องไปประเทศ A นี่ ฉันพอจะรู้จักร้านดีๆ
อยู่...อย่าทำหน้าแบบนั้นน่า คนประเทศอื่นจำหน้าคางาริไม่ได้หรอก
หรือต่อให้นึกคุ้นขึ้นมาก็คงไม่คิดว่าจะเป็นผู้แทนของออร์บอยู่ดี
ไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงไป
ส่วนเรื่องความปลอดภัยยังไงการ์ดของเราก็ทำหน้าที่ได้ไม่บกพร่องไม่ใช่เหรอ?”
ไซแอบคิดในใจว่าเธอแค่อยากไปชัดๆ
สบโอกาสหาเรื่องก่อกวนคนอื่นเพราะไม่สบอารมณ์เฉยๆ ต่างหาก
อนึ่ง
มิริอาเรียย่อมไม่มีเจตนาร้าย คางาริเป็นพี่น้องของคิระที่เป็นเพื่อนของพวกเขา
ทุกวันนี้ก็คบหากันทั้งในฐานะเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน
เพียงแต่ความเป็นห่วงและการแสดงออกของเธอค่อนข้างจะหนักหน่วงและชวนปวดหัวเอาเรื่อง...
กำหนดการของคางาริจึงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่างด้วยประการฉะนี้
หลังแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อน
เรื่องของคางาริกับมิริอาเรียยังกวนใจอยู่เนืองๆ
เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นประเด็นอ่อนไหว
ลงท้ายไซไม่กล้านำเรื่องนี้ไปคุยกับอัสรันที่ไม่ได้สนิทกัน ทว่าคิระเป็นอีกกรณี
“ไม่เป็นไรหรอก”
น้องชายจำเป็นเย็นใจอย่างยิ่งยวด
คิระระบายยิ้มน้อยๆ จากอีกฟากของหน้าจอ
เอ่ยอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่นว่าคางาริไม่ควรปิดกั้นตัวเอง
ตนคาดหวังอนาคตอันดีของอัสรันกับคางาริก็จริงแต่ความสุขเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องเลือกเอง
ก่อนหน้านี้อารมณ์ไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงของอัสรันสร้างความเจ็บปวดให้คางาริไม่น้อย ในช่วงเวลาที่ยากลำบากกลับต้องเป็นศัตรูกับคนรัก
คิระเห็นกับตาว่าคางาริหม่นหมองลงไปขนาดไหน ถึงขั้นทำให้เธอตัดสินใจพักความสัมพันธ์เพราะไม่พร้อมกับการก้าวไปข้างหน้าหากก็ไม่อยากให้ทุกอย่างดิ่งลงเหว
ตอนเจอกันครั้งแรกอีกฝ่ายเหมือนเด็กที่ยังไม่เติบโตเต็มที่
สภาพแวดล้อมกลับผลักให้ต้องลงสนามการเมืองเสียแล้ว
ช่วงเวลาสำหรับการใช้ชีวิตอย่างสดใสมีชีวิตชีวาของคนหนุ่มสาวถูกพรากจากไปในพริบตา
อย่าว่าแต่พอกพูนประสบการณ์ด้านความรักเลย คางาริไม่ทันออกเดทสักครั้งก็ถูกอัสรันจับไว้เสียแน่น
ในจุดนี้คิระเห็นพ้องกับมิริอาเรียว่าหากได้รู้จัก ‘ผู้ชาย’ มากอีกนิดจะเป็นผลดีกว่า
สงครามทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและการสูญเสีย
บางสิ่งสัมผัสได้เฉพาะในช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงไม่ล่วงเกินใคร
คิระสนับสนุนให้คางาริได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
นอกจากงานทั่วไปตามได้รับมอบหมาย
แท้จริงเทอร์มินอลยังมีงานลับๆ อีกอย่างนั่นคือการเฝ้าระวังผู้แทนแห่งออร์บ คางาริ
ยูระ อัสฮา
ในฐานะบุคคลสำคัญ
การเข้มงวดด้านความปลอดภัยถือเป็นเรืองปรกติมาก
และแม้ข้างตัวจะมีการคุ้มกันแน่นหนาอยู่แล้ว
ทว่าป้องกันเพิ่มเติมเผื่อไว้อีกชั้นไม่เสียหายตรงไหน
อย่างไรก็ตาม
การสอดส่องจากทางเทอร์มินอลไม่อาจพูดได้เต็มปากว่ากระทำโดยบริสุทธิ์ใจ
เมื่อชั่งน้ำหนักดูดีๆ
จะบอกว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเรื่องส่วนตัวของพันเอกซาล่ามากกว่าหน้าที่การงานก็ได้
เก็บข้อมูลแวดล้อมผู้แทนอัสฮาเพื่อตรวจสอบเหตุผิดปกติน่ะแล้วไปเถอะ
นี่เห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็นชีวิตประจำวันของคนรักมากกว่าน่ะสิ
“ห้ามติดตั้งกล้องกับเครื่องจับสัญญาณเพิ่มเติมโดยไม่บอกฉันนะ”
จากสีหน้าละเหี่ยใจตอนให้คำอนุญาต
เมย์รินคิดว่าคางาริรู้เจตนาแอบแฝงเป็นอย่างดี
ยังอุตส่าห์ยอมอีกแน่ะ...ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อได้รับความยินยอม จะทำอะไรๆ
ก็ง่ายดาย หากอุปกรณ์ตรงไหนทำงานผิดปกติ
เพียงส่งเรื่องไปก็สามารถสับเปลี่ยนซ่อมแซมได้อย่างว่องไว
ที่แล้วมาคางาริวุ่นวายแต่กับหน้าที่การงานของประเทศ
อัสรันเพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายรวมทั้งสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เมย์รินไม่เคยต้องประสบปัญหาในการอัพเดทความเคลื่อนไหวของคางาริเลย
แต่แล้วคุณมิริอาเรียก็มาบอกว่าจะพาคุณคางาริไปหาหนุ่มโฮส
ตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วย
แถมสาเหตุที่ต้องการพาท่านผู้แทนที่มีโลกใบน้อยเพียงประเทศของตนไปเปิดหูเปิดตา
เมย์รินยังมีเอี่ยวอีกต่างหาก
...สถานการณ์อย่างนี้
จะรายงานหัวหน้ายังไงดีล่ะ? เมย์รินลำบากใจจนอยากแกล้งตายให้รู้แล้วรู้รอด
นอกเหนือจากความปลอดภัย
สิ่งที่อัสรันเป็นห่วงเกี่ยวกับคางาริที่สุดคือเรื่องนี้ จะด้วยนิสัยส่วนบุคคลก็ดี
หรือเพราะมีคนพยายามเข้าหาคางาริโดยมีจุดประสงค์เพื่อการแต่งงานจำนวนมากก็ดี
เอาเป็นว่า เป็นกับระเบิดที่ทำให้หน้าเปลี่ยนสีง่ายๆ หากไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเอง
เมย์รินยังพอทำใจดีสู้เสือบอกตามตรงได้
ทว่าตนดันเป็นหนึ่งในตะกอนสร้างความขุ่นใจจนคางาริอยากไปเจอคนใหม่ๆ นี่สิ...
การตรวจสอบเสียงไม่ได้ทำเป็นประจำทุกวัน
เฉพาะเวลาที่มีคีย์เวิร์ดอันตรายตามการตั้งค่าเท่านั้นที่จะมีการแจ้งเตือนให้พวกเธอรู้ตัว
ลองสถานการณ์ที่เห็นผ่านภาพเคลื่อนไหวปกติดี
โดยทั่วไปเมย์รินจะคอยเจียดเวลาจากตารางงานอันแน่นขนัดมาเช็คเสียงเร็วๆ
ประมาณสัปดาห์ละหน
ตัวแทนของออร์บเดินทางไปประเทศ A ตั้งแต่เมื่อวาน
เมย์รินมองวันที่กับเวลาบนหน้าปัดดิจิตอล
ประเมินในใจว่าการประชุมวาระสำคัญของตัวแทนประเทศน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว
ป่านนี้บาร์สักแห่งอาจจะกำลังต้อนรับผู้นำออร์บผู้ไม่ประสีประสาอยู่ก็ได้...
ครืด
ประตูอัตโนมัติเลื่อนออกด้านข้าง
ชายที่เดินเข้ามาแม้เคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงดีแต่เสื้อผ้ายับย่นเล็กน้อย
เสื้อคลุมกันลมตัวยาวพาดไว้บนแขนข้างหนึ่งลวกๆ อัสรันเพิ่งตื่นจากการพักงีบสั้นๆ
โผล่มาจังหวะเหมาะราวกับฟ้าดินเป็นใจ
“แว่นของฉันอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”
ดูเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก
เมย์รินลอบกลืนน้ำลาย
ต่อสู้กับตัวเองสิบกระบวนท่าขณะบอกว่าไม่เห็นแว่นตาของอีกฝ่าย
ในเมื่อช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี
ฉะนั้นรีบบอกก่อนน่าจะดีกว่ากระมัง? วินาทีที่ตัดสินใจได้
อัสรันซึ่งไม่เจอของที่ตามหากำลังหมุนตัวกลับพอดี เมย์รินลนลานเรียกเขา
“คุณอัสรัน คือว่า....! คุณคางาริ...!”
“คางาริ?”
อาจเพราะน้ำเสียงแฝงความกระวนกระวาย
อัสรันที่เมื่อครู่ยังหันหลังเตรียมออกจากห้องจึงหันกลับมาทันที
สีหน้าคร่ำเคร่งขึ้น ปฏิกริยาของเขาทำเอาเมย์รินใจฝ่อ ถ้อยคำต่างๆ
กลิ้งกลุกกลักอยู่ในคอ
“จริงๆ
ก็...ไม่ใช่เรื่องใหญ่...? พอดีว่า
คุณคางาริเขา...”
ติ๊ด
ผลจากการโอ้เอ้ชักช้าทำให้เกิดการรบกวนระลอกแรก
อัสรันตัดสายเรียกเข้าหมายเลขส่วนตัวอย่างไม่ไยดี รอฟังเมย์รินพูดต่ออย่างอดทน
ถึงอย่างนั้นถ้าเธอยังพูดไม่รู้เรื่องอีก ภายใน 1 นาทีนี้คงได้มีเรื่องแน่ๆ
“คุณคางาริ....”
“....”
“เอ่อ...”
สุ้มเสียงของอัสรันเข้มขึ้น หัวคิ้วขยับเข้าหากัน “ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ
ทำไมต้องอึกอัก เมย์ริน ตั้งสติแล้วพูดให้รู้เรื่องได้ไหม”
จะให้พูดว่าท่านผู้แทนอาจจะกำลังโอบหนุ่มโฮสซ้ายขวาออกมาง่ายๆ
ได้ยังไงล่ะค้า…
เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง
เมย์รินซึ่งความกล้าเหือดหายทำไม้ทำมือบอกให้อัสรันรีบตอบรับ แม้จะไม่ได้ดั่งใจนัก
แต่อัสรันประเมินสถานการณ์จากท่าทีของเมย์รินแล้วลงความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
จะให้เวลาเธอสักหน่อยแล้วกัน
“ว่าไงดิอัคก้า”
แม้ไม่ได้เปิดโหมดขยายเสียง เสียงของซาฟท์ชุดดำยังดังมากจนเมย์รินตกใจ
“อัสรัน...!!”
เจ้าของชื่อนึกว่าเพื่อนตั้งใจถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ไม่คาดว่าจะได้รับการทักทายอันดุเดือด
อัสรันตกใจเล็กน้อย “เป็นอะไรไปดิอัคก้า ทำไมถึง...”
“ปัดโธ่เว้ย
นายจะปล่อยให้คนของตัวเองไปนั่งดื่มกับโฮสหรืออะไรฉันไม่สนใจหรอกนะ! แต่มิริอาเรียเข้าใจผิดแล้วเมินฉันอยู่นะเฟ้ย! คิดว่าฉันรู้สึกยังไงที่ติดต่อไปเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้
แล้วระหว่างที่แก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ก็มาพบว่าแฟนนั่งดื่มดี๊ด๊าอยู่กับผู้ชายเป็นฝูงน่ะ! บอกมาว่าพวกนั้นอยู่ที่ไหน นายรู้ใช่ไหมล่ะ!”
อัสรัน “...”
เมย์รินหลบดวงตาเย็นชาสีเขียวโดยสัญชาตญาณ
ไหวพริบเพื่อการเอาชีวิตรอดสั่งให้แข้งขาอ่อนปวกเปียกพาร่างกลับไปนั่งจุมปุ๊กบนเก้าอี้และเริ่มตรวจสอบเครือข่ายเพื่อดึงภาพจากกล้องวงจรปิดในเขตเมืองที่จัดประชุมตัวแทนนานาประเทศ
เธอไม่ห่วงเรื่องหาไม่เจอ ห่วงแต่จะใช้เวลาหานานเกินไปจนคนใกล้ตัวบางคนองค์ลงเสียก่อน...
ดิอัคก้าส่งรูปมาให้เพื่อระบายว่า ‘นี่ไง! เห็นไหม!’ อัสรันจึงส่งรูปนั้นต่อให้เมย์รินอีกทอดเพื่อตีกรอบสถานที่เป้าหมายให้แคบลง
แม้ติดต่อมิริอาเรียไม่ได้ ทว่าดิอัคก้ารู้จักคนรอบตัวของมิริอาเรีย
รูปนี้เขาได้รับมาจากไซ คาดว่ามิริอาเรียส่งภาพบรรยากาศให้เพื่อนๆ
ดูว่าตนเองทำอะไรอยู่ที่ไหน ในรูปแสดงภาพบาร์มีระดับแห่งหนึ่ง
แสงไฟไม่มืดสลัวเกินไป เหล่าโฮสชายที่นั่งปะปนกับกลุ่มหญิงสาวก็ไม่ได้แต่งตัววาบหวิว
ออกจะเป็นชายรูปงามสไตล์สุภาพบุรุษเจ้าเสน่ห์เสียมากกว่า
หากใช้มาตรฐานความงามของเมย์รินแล้ว
หน้าตาของคนกลุ่มนี้ไม่น่าดึงดูดเท่าดิอัคก้าหรืออัสรัน อย่างไรก็ตาม
เสน่ห์ไม่ได้ขึ้นกับหน้าตา และคางาริกับมิริอาเรียก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับหน้าตาด้วย
ดวงตาของเมย์รินตกลงบนจุดหนึ่งบนรูป เครียดจนชักปวดท้อง
นอกจากมิริอาเรียกับคางาริ ในรูปยังมีสุภาพสตรีอีกสองสามคน
เป็นคนของออร์บที่ออกไปสังสรรค์ด้วยกันตามประสาเพื่อนหญิง
โฮสที่นั่งปะปนคุยเล่นบริการพวกเธอมีจำนวนมากกว่าประมาณคนหรือสองคน
ทว่าคนหนึ่งในนั้นดูโดดเด่นออกมาเป็นพิเศษ เขายังเป็นคนที่นั่งข้างคางาริ
ที่บอกว่าเด่นนั้นเป็นเพราะเทียบกับคนอื่นหน้าตาของเขาธรรมดามาก
ร่างกายก็หนาใหญ่ แม้แต่ภาพนิ่งยังมองออกว่าเงอะงะตื่นคนเหมือนมือใหม่
การที่คางาริเลือกคนที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนคนรักตัวจริงสักนิดไว้ใกล้ตัวเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะ?
“ยังอีกเหรอ เมย์ ริน ?”
“...”
โอย ยาหมดหรือยังน้อ…
แม้มีงานพบปะกินดื่มเพื่อเข้าสังคมบ้างแต่คางาริได้กินเหล้าไม่บ่อยนัก
เธอยังไม่ดื่มคลายเครียดอีกด้วย
การตั้งใจออกมาดื่มเพื่อผ่อนคลายกล่าวได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก
เพิ่งได้พบโฮสตัวเป็นๆ ครั้งแรกเช่นกัน
อันที่จริงเธอค่อนข้างประทับใจทีเดียว
ส่วนหนึ่งอาจเพราะมิริอาเรียเลือกร้านได้ต้องรสนิยม
ต่อให้กลิ่นแอลกอฮอล์กับน้ำหอมจะกวนจมูกในช่วงแรก ทว่านั่งสักระยะก็เริ่มชิน
เท่าที่เห็นไม่มีสารเสพติดกับยาสูบต่างๆ บรรยากาศในร้านดีใช้ได้เลย
สาวๆ ที่มาด้วยกันกระซิบกระซาบบอกว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
เลือกคนที่ถูกชะตาดูสิ อย่างน้อยที่สุดลองเลือกที่รูปร่างหน้าตาถูกใจก็ได้
วันนี้มาเพื่อพักผ่อนสนุกสนานนี่นา
คางาริสะดุดตาชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าพอดี
เขาต่างจากโฮสรอบๆ ตรงที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่
การวางมือไม้เก้กังเสมือนวางตัวไม่ถูกจนอยากให้กำลังใจ
นอกจากนี้ดวงตาสีเขียวที่มองเห็นผ่านแสงไฟในร้านยังสวยดีอีกต่างหาก เธอไม่สันทัดการเที่ยวเล่นลักษณะนี้ พอล็อกคนได้แล้วก็เลือกทันที
ตอนที่อีกฝ่ายแนะนำตัวว่าชื่ออเล็กซ์ คางาริถึงกับหลุดหัวเราะพรืด
ในฐานะที่เป็นคนใหญ่คนโตที่สุด แม้ไม่รู้เรตค่าใช้จ่าย คางาริยังบอกอย่างใจป้ำว่าจะเป็นเจ้ามือเอง เชิญทุกคนตามสบายได้เลย
เพราะไม่รู้จักเครื่องดื่มประเภทต่างๆ มากนัก
อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง
คางาริที่สนใจอยากลองอะไรแปลกใหม่จึงยกโอกาสให้โฮสของตนได้ขายของ
อเล็กซ์เป็นมือใหม่อย่างเห็นได้ชัด ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานด้านข้าง
ครั้นคางาริถามเขาว่าปกติทำงานยังไงเนี่ย
อีกฝ่ายลูบท้ายทอยอย่างเขินอายบอกว่าตนมาจากต่างจังหวัด
เพิ่งเข้ามาทำงานได้สัปดาห์เดียว ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีลูกค้าคนไหนใสนใจเลย
เพิ่งจะมีคางารินี่แหละ
อเล็กซ์ชวนคุยไม่เก่งนัก พลอยทำให้คางาริรู้สึกอยากให้กำลังใจพิกล
ระหว่างนั่งดื่มพลางพูดคุยเรื่อยเปื่อย เป็นคางาริเสียอีกที่ถามโน่นนี่ซ่อกแซ่ก
“เพราะทำไร่ทำสวนตลอดถึงมีกล้ามเนื้อแบบนี้สินะ”
“เมื่อฤดูกาลก่อนต้องขุดรางน้ำในไร่กับบ่อเก็บน้ำกันยกใหญ่เลยครับ”
“น้ำใช้ไม่เพียงพองั้นเหรอ?”
“...” มิริอาเรียที่นั่งอยู่ไม่ไกลกำลังบ่นเรื่องดิอัคก้าให้โฮสหนุ่มฟัง
เธอได้ยินบทสนทนาจากทางคางาริตลอดเวลาจนเริ่มสับสนว่าผู้แทนประเทศกำลังหาข้อมูลเรื่องปัญหาภัยแล้งกับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศพันธมิตรอยู่หรือไง?
โฮสแต่ละคนสุภาพเอาใจใส่และไหวพริบดีมาก
พวกเขารู้จักการสังเกตสีหน้าท่าทางและรับรู้ได้ว่าลูกค้าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร
อเล็กซ์อาจจะอ่อนเชิงตรงจุดนั้นหน่อย ทว่าก็คอยสังเกตและดูแลคางาริเป็นอย่างดี
คางาริซึ่งสมองเริ่มทำงานช้าลงนึกทึ่งว่าเขารู้ได้ไงว่าเธอกำลังอยากได้ผ้าเย็นกับน้ำเปล่า?
“ให้ตายสิ ไปถึงหูพวกนั้นได้ยังไงนะ”
อีกด้านมิริอาเรียขมวดคิ้วบ่นพึมพลางกดโทรศัพท์บล็อกอัสรัน
อาจเพราะตั้งใจมาเพื่อเมาโดยเฉพาะ ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปบรรดาสาวๆ ก็หมดสภาพ
มิริอาเรียซึ่งยังสติดีที่สุดโยนสายเรียกเข้าเมื่อสักครู่ทิ้งจากวงจรสมอง
คิดว่าน่าจะได้เวลากลับกันเสียที เธอสะกิดคางาริเป็นคนแรก
แต่ท่านผู้แทนคนสำคัญของออร์บแยกใบหน้าคนไม่ออกเสียแล้ว จังหวะที่จับแขนมิริอาเรียเพื่อผลักไส
คางาริออกความเห็นที่ไม่มีใครร้องขอ
“ผอมแห้ง นุ่มนิ่ม ไม่ชอบ!”
“...”
ผู้หญิงที่ไม่ได้เล่นกล้ามจะไปมีเนื้อแน่นๆ ได้ยังไงกันล่ะ
มิริอาเรียพ่นลมหายใจออกจมูกดังหึ ลำดับความสำคัญใหม่...เรียกสติคนอื่นๆ ก่อน
ส่วนยัยคนที่เมาแอ๋คนนี้รออุ้มกลับไปทีเดียวเลยดีกว่า
เทียบกับเวลาทำงานที่เฉียบขาดดุดัน
คางาริที่ใบหน้าแดงระเรื่อหัวเราะเสียงเล็กเสียงน้อยดูผิดไปเป็นคนละคน
เธอย้ายสายตาจากมิริอาเรียไปยังอเล็กซ์
เถิบเข้าไปนั่งชิดเขาก่อนจับต้นแขนอีกฝ่ายอย่างชื่นชม
“ทางนี้ ชอบ!”
เกิดเสียงแก้วแตกดังเพล้ง
มาช้าหรือมาเร็วไม่สู้มาถูกจังหวะ อัสรันยืนช็อกอยู่ตรงนั้น
อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ที่คาดว่าใช้ระบุตำแหน่งขนาดหนึ่งกำปั้นร่วงใส่แก้วน้ำจนแตก
บัดนี้มันนอนแน่นิ่งหยุดทำงานอยู่บนโต๊ะ
“คะ คางาริ...”
ดิอัคก้าสืบเท้าเร็วๆ ตามมาจากด้านหลัง
ไม่สนใจเพื่อนผู้เผยสีหน้าเหมือนโลกถล่ม บอกว่า ‘อย่าเกะกะน่า’ แล้วกระแทกไหล่ให้เปิดทางก่อนพุ่งไปหามิริอาเรียทันที คนอื่นๆ
เริ่มมองเห็นอัสรันแล้ว ทว่าสาวน้อยผมทองตัวต้นเรื่องยังคงหันแผ่นหลังให้ดังเดิม
อัสรันยกขาข้ามโต๊ะก้าวไปด้านใน
ถลึงมองพ่อหนุ่มหุ่นล่ำทีหนึ่งขณะงัดนิ้วคางาริออกจากต้นแขนหนั่นแน่นทีละนิ้ว
“ใคร เนี่ย?”
เคราะห์ดีที่คางาริไม่ได้ดึงดันจะเกาะติดคนแปลกหน้าต่อจนใครบางคนทนไม่ได้
กระนั้นเพราะเธออยู่ในสภาพแยกแยะใบหน้าไม่ออก
ต่อให้มองตรงมายังอัสรันก็ไม่รับรู้ว่าเขาเป็นใคร
แม้พยายามควบคุมอารมณ์ อัสรันยังคงรู้สึกแย่มาก
อย่างน้อยเขาอยากให้ตนเป็นข้อยกเว้น จำคนอื่นไม่ได้เขาไม่สนใจหรอก ควรจำเขาได้สิ!
ขณะพยายามดึงตัวคางาริขึ้นมาเพื่อบังคับพาตัวกลับ
มือของเธอแตะลงบนไหล่อัสรัน คางาริจับเอาไว้ คลำหัวไหล่กับแขนผ่านเสื้อตัวนอก
จากนั้นยู่หน้า
“ไม่ชอบ!”
อัสรัน “...!”
“ชอบ (กล้าม) อเล็กซ์...มากกว่า…”
“...”
ไอเย็นยะเยือกขุมหนึ่งแผ่ปกคลุม
สาวๆ จากออร์บท่านอื่นสร่างเมาทันควัน
นอกจากมิริอาเรียที่ยังวุ่นวายอยู่กับดิอัคก้า
คนที่เหลือพยายามรีดเร้นสมองเพื่อคิดคำนวณและตัดสินใจ สัญชาตญาณบอกว่าสถานการณ์ ณ
ปัจจุบันไม่สู้ดี “เอ่อ พันเอก...”
ไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่เสียนาน
คนที่ประจำการอยู่ออร์บแม้รู้จักพันเอกซาล่า ส่วนมากไม่ได้สนิทสนมกับเขา
ถึงขั้นที่หลายคนไม่เคยแม้แต่สบโอกาสทักทาย
ในที่นี้คนที่น่าจะเป็นตัวแทนคลี่คลายความอึดอัดได้มากที่สุดคือมิริอาเรีย
ทว่ารายนั้นยังคงสลัดทหารซาฟท์ชุดดำนายหนึ่งไม่หลุด ปากตะโกนว่า
“ซีนล้มทับเหมาะเหม็งพรรค์นั้นมีแต่ในละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละ เห็นฉันโง่นักเหรอ!”
สาวๆ
ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังโฮสของทางร้าน
เชื่อมั่นว่าพวกเขาที่พบเจอแขกมากมายหลายรูปแบบต้องมีวิธีการรับมือดีๆ อนิจจา
เพราะพวกเขาพบเจอคนมามากมายนี้เองที่ทำให้ตัวไม่ถูก ในโลกตอนนี้
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเนเชอรัลกับโคออดิเนเตอร์จะดีขึ้นมาก ทว่าในประเทศนอกจากออร์บ
โคออดิเนเตอร์ยังไม่ได้พบเห็นง่ายขนาดนั้น
เหล่าโฮสมองออกว่าอัสรันกับดิอัคก้าเป็นโคออดิเนเตอร์
ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าขยับตัวทำอะไรซี้ซั้ว
“คางาริ ฉันเอง
กลับกันเถอะ”
อัสรันส่งสัญญาณเรียกการ์ดที่แฝงตัวอยู่รอบๆ
ให้เข้ามาเคลียร์พื้นที่ พยายามไม่มองตาสีเขียวของนาย ‘อเล็กซ์’ ให้ยิ่งขุ่นเคืองใจ
หลังออกแรงยื้อยุดเล็กน้อยถึงช้อนตัวคางาริขึ้นมาอุ้มแนบอกได้สำเร็จ
ในใจของเขาเกิดความขัดแย้งเล็กน้อย....ใจหนึ่งสงสัยว่าคางาริรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนอุ้มตัวเองอยู่
หากไม่รู้ การยินยอมให้คนอื่นมาอุ้มง่ายๆ
อย่างนี้มันน่าหงุดหงิดและน่าเป็นห่วงเอามากๆ...ในขณะที่อีกใจซึ่งมีความคิดเข้าข้างตัวเองปนอยู่หลายส่วนบอกว่าจงดีใจเสียเถอะ
เพราะรู้ว่าเป็นอัสรัน ซาล่าถึงไม่ดิ้นรนขัดขืนไงล่ะ
ว่าแต่ โฮสงั้นเหรอ...?
เขามั่นใจว่าคางาริไม่มีทางนึกสนใจเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาด้วยตัวเองแน่
ต่อให้มองดูที่นี่จะเรียบร้อยดี ยังไงก็อดหงุดหงิดไม่ได้
คิดแล้วแอบถ่ายน้ำหนักลงไปบนแขนข้างถนัด
ใช้อีกมือลอบเช็ดเครื่องสำอางบนใบหน้าคนรัก
ผลคือโดนเจ้าหล่อนสะบัดมือด้วยความรำคาญดังเพียะ ลองไม่ใช่หลังจากนั้นอิงแอบซุกเข้าหาดั่งต้องการพึ่งพิงแล้วหลับตาพริ้มอย่างน่ารักน่าชัง
อัสรันคงทดบัญชีรอชำระเพิ่มอีกหนึ่งกระทง
“ผมกลับพร้อมท่านผู้แทนด้วยครับ”
การ์ดใกล้ชิดหรือการ์ดระดับสูง
มากน้อยต้องมีคนรู้เรื่องอัสรันบ้าง ต่อให้มีคนสับสนจำนวนมากแล้วอย่างไร
มีคนที่มีอำนาจตัดสินใจในสถานการณ์นี้คุยรู้เรื่องสักคนก็เพียงพอแล้ว
อัสรันเดินตามหลังคนนำทางเพื่อกลับโรงแรม
หลังพาตัวเองกับคางาริขึ้นไปนั่งเบาะหลังก็ประสานงานผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ
เพื่อจัดการเรื่องยิบย่อยในส่วนของวันนี้และวันพรุ่งนี้
ผลจากความอ่อนเพลียควรทำให้คางาริตื่นนอนสายกว่าปกติ
ทว่าไม่รู้นาฬิกาชีวิตทำงานดีเกินไปหรืออัดอัดจนนอนต่อไม่ได้ถึงรู้สึกตัวตั้งแต่ฟ้ายังสว่าง
ความรู้สึกอึดอัดนี้เหมือนเคยสัมผัสมาก่อน
สมองของคนเพิ่งตื่นยังไม่ทันทำงานเต็มที่ นึกไม่ออกว่าเคยสัมผัสตั้งแต่เมื่อใด ครั้นเอียงศีรษะหนักอึ้งไปด้านข้างแล้วเห็นใบหน้าคุ้นตา
คางาริก็...
3...
2...
1...
“ว้ากกกกกก! อื้อๆๆ!”
อัสรันยกแขนที่พาดเอวกระทบคุณภาพการนอนของคนอื่นขึ้นอย่างคล่องแคล่ว
เอื้อมมือไปปิดปากพลางส่งเสียง ‘ชี่’ ดุว่าอย่าโวยวายแต่เช้าสิ
กระบวนการทั้งหมดนี้กระทำโดยไม่ได้ลืมตาตั้งแต่ต้นจนจบ
ดวงตาเบิกโพลงของคางาริค่อยๆ
กลับสู่สภาพปกติ พอร่างกายผ่อนคลายลงแรงกดเหนือริมฝีปากก็ผ่อนลงตาม
ถึงอย่างนั้นอัสรันยังไม่เอาแขนออกไป ขาก็ยังก่ายอยู่บนตัว
เป็นสัญญาณว่าไม่ยอมลุกนั่นเอง
คางาริซึ่งตื่นเต็มตาแล้วถอนหายใจอย่างมึนเบลอเฮือกหนึ่ง จากนั้นผลักๆ ดันๆ
มือใหญ่ๆ ออกจากใบหน้า
เธอพยายามทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นถึงเกิดสถานการณ์ในปัจจุบันได้
จำได้แค่ว่านั่งดื่มอยู่กับพวกมิริอาเรีย
หมอนี่โผล่มาจากไหนเนี่ย?
ระหว่างลำดับความคิด
คางาริแอบยืดคอเพื่อดูเวลา
พบว่ายังมีเวลาให้โอ้เอ้อีกนิดหน่อยก่อนไปทานมื้อเช้าและทำกำหนดการแรกของวัน
อย่างไรก็ตาม พอสะกิดปลุกอัสรัน
อีกฝ่ายปรือตาครึ่งนึงมองเวลาแล้วรั้งเธอเข้าหาตัวแน่นกว่าเดิม
พูดงึมงำว่าตัวเองเพิ่งได้นอนสองชั่วโมงเอง
“นายนอนต่อเถอะ
ฉันต้องประชุมย่อยตอนสาย”
“ฉันเลื่อนกำหนดการทั้งหมดไปช่วงบ่ายแล้ว”
คางาริอึ้งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะร้อง ‘หา?’ ตกใจจนดีดตัวผึงขึ้นมาจากเตียง
ผลจากการขยับตัวกะทันหันทำเอาหน้ามืดไปวูบหนึ่ง
อัสรันที่ยังเกี่ยวอยู่บนตัวกดเธอลงบนฟูกอีกรอบ
คราวนี้นอนคว่ำทับเอาไว้ไม่ยอมให้ลุกซี้ซั้วอีก
ถึงแม้อัสรันสามารถดูแลคางาริได้
แต่เมื่อคืนมีคนรับใช้ของอัสฮาเข้ามาปรนนิบัติแทนทุกอย่าง
ใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าปกติ
นอกจากอาบน้ำคงมีขั้นตอนบำรุงผิวพรรณเพื่อไม่ให้ตื่นนอนในสภาพโทรมๆ ไปพบแขก
ก่อนนอนยังนำอะไรสักอย่างมาให้คางาริดื่ม คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยแก้แฮงก์
เมื่อคืนระหว่างรอคางาริ
อัสรันเคลียร์งานที่ตนโยนทิ้งไว้เพื่อดอดมาประเทศ A ไปพลางๆ
คนที่ใกล้ชิดพอจะเข้ามาปรนนิบัติเรื่องส่วนตัวให้คางาริได้ย่อมรับรู้สถานะของอัสรันดี
อีกทั้งคางาริยังให้สิทธิพิเศษเขาแล้ว
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลให้ถูกไล่ไปนอนห้องอื่น
ลอยหน้าลอยตาอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างผ่าเผย อย่างไรก็ตาม
กว่าอัสรันจะจัดการเรื่องสัพเพเหระพร้อมพักผ่อนก็ล่วงเลยจนเกือบฟ้าสาง
ที่บอกว่าเพิ่งได้นอนสองชั่วโมงนั้นไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
“ไอ้เจ้าบ้านี่
เลื่อนกำหนดการกะทันหันตามใจชอบได้ยังไง” คางาริโอด ปวดหัวจี๊ดๆ “ลุกสิ มันหนักนะ”
อัสรันยอมลืมตาอย่างเสียไม่ได้
ย้ายมานอนด้านข้างก็จริงทว่าโอบคางาริขึ้นมาเกยบนร่างตัวเองครึ่งตัวแทน
เขาหาวทีหนึ่งพลางเอ่ยเนือยๆ “ไม่เป็นไรหรอก
เป็นวาระประชุมภายในของออร์บแถมไม่ใช่หัวข้อเร่งด่วน
ไม่กระทบความน่าเชื่อถือจากภายนอก ให้เธอที่อาจจะอาการไม่ดีเพราะเหล้าได้พักเพิ่มอีกหน่อยน่าจะดีกว่า”
แม้เป็นจริงตามอัสรันว่า
คางาริกลับนึกหมั่นไส้ “บอกว่าให้ฉัน ‘พัก’ เหรอ?”
ว่าแล้วก็บิดเนื้อบนหลังมือที่ขยับไปเรื่อยหนึ่งที
อัสรันยอมสำรวมมือไม้เมื่อถูกเตือน
มิวายแนะอย่างใจดีเป็นการตอบแทนว่า
“ถ้าไม่ให้คางาริพักจะเป็นยังไงน่าจะยังจำได้ล่ะมั้ง ตอนนี้ฉันไม่ได้ล้าหรอกนะ
อยากให้ทวนความจำไหม?”
“...”
คุยกับคนไร้ยางอายที่แข็งแรงกว่าตนไปไม่มีอะไรดีหรอก
เรื่องที่ทำไปแล้วคือทำไปแล้ว
คางาริอยากนอนขี้เกียจอยู่เหมือนกันจึงไม่บ่นหยุมหยิมเรื่องเลื่อนภารกิจรอบเช้าต่อ
อุตส่าห์ได้ใช้เวลากับอัสรันหลังไม่ได้เจอหน้ากันมาพักใหญ่...ไม่สิ
เดี๋ยวก่อน...ยังไม่รู้เลยว่าอัสรันมาได้ยังไง และจะกลับเมื่อไหร่ จังหวะเตรียมถาม
อัสรันชิงเปิดเกมรุกก่อนครึ่งจังหวะ
“เมื่อคืน
คางาริไปเที่ยวไม่บอกฉันไม่พอ ยังบอกว่าชอบโฮสของที่ร้าน แต่ไม่ชอบฉันด้วย”
“...”
พูดจริงหรือโกหกเนี่ย?
“ไม่เชื่อเหรอ?" อัสรันยกหางเสียงถามทันควันราวกับอ่านใจได้
"อยากดูคลิปไหม?”
“มีด้วยเหรอ?!”
“ไม่มีหรอก แค่แหย่เล่นน่ะ”
คนเล่นไม่รู้เรื่องถูกสำเร็จโทษด้วยการทุบหน้าท้องไปหนึ่งที
สาเหตุที่อัสรันใช้เวลานานกว่าจะได้นอนเป็นเรื่องเป็นราว
นอกจากงานหลวง เขายังใช้เวลาไปกับการสืบสาวต้นสายปลายเหตุของการหนีเที่ยวเมื่อคืน
ปล่อยความสงสัยค้างคาไว้รังแต่จะปวดหัวปวดท้องนอนหลับไม่สนิท
ด้วยเหตุนี้จึงซักไซ้ไล่เรียงมาหมดแล้วว่าสถานการณ์ชวนหงุดหงิดดังกล่าวเกิดมาจากอะไร
รวมทั้งยังใช้ลูกไม้นิดหน่อยตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางร้านเพื่อยืนยันด้วยตาตัวเองเร็วๆ
มาแล้วรอบหนึ่ง บทสนทนาของมิริอาเรีย ไซ
กับคางาริในห้องทำงานเองก็เร่งความเร็วฟังแล้วเช่นกัน
อัสรันยังไม่หงายไพ่ในมือ
อยากรู้ว่าคางาริจะแสดงออกอย่างไร
ละอายใจเรื่องหนึ่ง
ส่วนหึงหวงเป็นอีกเรื่อง
เพราะเคยอบรมอัสรันกับปากว่ามีอะไรอย่าเก็บไปคิดเองเออเองคนเดียว
ให้พูดสิ่งในใจออกมา ดังนั้นแม้นึกย้อนไปจะพานให้อารมณ์เสีย
ทว่าคางาริยังคงเปิดอกบอกเล่าตามความเป็นจริงอย่างเถรตรง อย่างไรก็ตาม
“บอกตามตรง
ฉันรู้สึกเสียเปรียบน่ะ”
เพิ่งนอนนิ่งๆ
อย่างว่าง่ายได้ครู่เดียว คางาริพลันลุกฟุ่บไปนั่งเก้าอี้ด้านข้าง
ความจริงอัสรันตอบสนองทัน
ทว่าเขาไม่อยากให้คางาริโมโหเกินไปถึงยอมให้ความร่วมมือปล่อยตัวชั่วคราว
“...ฉัน
หลังจากนั้นมาก็พยายามหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้จริงๆ”
ชนักติดหลังเรื่องผู้หญิงจะตามหลอกหลอนไปถึงเมื่อไรกันนะ
อัสรันปวดอก อยากแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากพูดถึงใครในทางที่อาจเกิดความเข้าใจที่ไม่ดี
คางาริชันเข่าขึ้นบนเก้าอี้ข้างหนึ่ง
พาดคางไว้บนนั้นขณะทอดสายตามองอย่างเคืองๆ
การตอบรับเมื่อเห็นแฟนหนุ่มตัวหดลงคือ...
“ชิ”
อัสรันที่โดนเดาะลิ้นใส่
“...”
จากท่าทีของอัสรัน
คางาริรับรู้ได้เองว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังประมาณหนึ่งเป็นทุนเดิม
แค่อยากฟังชัดๆ จากปากเธอเท่านั้นว่าทำไมต้องหาเรื่องหนีเที่ยว
ในใจเป็นอย่างไรต่างฝ่ายต่างรู้ดี
และเพราะรู้ว่าคางาริไม่ได้มีใจเป็นอื่น
เพียงอยากไปสัมผัสประสบการณ์ที่ตนไม่มีโอกาสพบเจอมาก่อน อัสรันแม้ไม่ชอบใจ
หากก็ปิดกั้นไม่ได้
สำหรับคนใจคอคับแคบอย่างอัสรัน
เท่านี้ก็แทบกระอักเลือดออกมาแล้ว ต่อให้คางาริไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง
การจัดการความรู้สึกยังคงทำได้ยากอยู่ดี
ส่วนหนึ่งคงเพราะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและอัสรันมารู้เรื่องเอาตอนจบถึงยอมรับได้อย่างรวดเร็ว
หากรู้แต่แรก
ไม่แน่อาจผูกคางาริไว้ข้างเอวจะได้ไม่โผล่ไปในสถานที่ที่จะทำให้ความดันพุ่งปรี๊ด
ความรู้สึกหูอื้อตาลายตอนได้ยินคางาริบอกว่าชอบคนอื่นมันแย่มาก
ไม่ขอพบเจอเป็นหนที่สอง...ต่อให้มานั่งกรอบันทึกเสียงฟังทีหลังแล้วเข้าใจว่าคางาริหมายถึงกล้ามเนื้อ
อัสรันก็แสลงหูอยู่ดี
คางาริคิดว่าอัสรันโอเวอร์ไปหน่อย
“ฉันยังไม่ได้ตื่นนอนมาเจอผู้ชายคนอื่นนอนเปลือยอยู่ข้างๆ ด้วยซ้ำ”
“อย่าพูดว่าผู้ชายคนอื่นสิ...”
“ทีนายล่ะ?”
“ขอโทษ”
...มากกว่านี้ฉันทนฟังไม่ได้แล้ว อัสรันยกธงขาวด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
ส่งสัญญาณฉุกเฉินให้วิ่งออกจากหัวข้อสนทนาอันตรายโดยไว
คางาริแค่นเสียงทีหนึ่ง
“บางทีถึงเข้าใจเหตุผลของนาย แต่มันยอมรับไม่ได้น่ะ”
“ขอโทษนะ...”
คนทั้งคนแทบจะกลายเป็นแผ่นเสียงตกร่อง
คางาริชักเห็นใจจึงยอมรามือ
อัสรันสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จากท่าทีเธอได้
มองเวลาแล้วเห็นว่ายังเอ้อระเหยลอยชายได้อีกหน่อยจึงตบปุๆ ลงด้านข้างเป็นเชิงเรียก
“ฉันรู้สึกไม่ดี
มาปลอบหน่อยสิ”
“เหหหหห?”
“คางาริรู้สึกไม่ดี
มาให้ฉันปลอบหน่อยสิ”
ไอ้หมอนี่...
ปากพูดอย่างนั้น
เอาเข้าจริงพออุ้มคางาริขึ้นมานั่งกอดจนโล่งใจขึ้น
อัสรันกลับเอาแต่บ่นเป็นตาแก่...จะทำอะไรให้ปรึกษาก่อนบ้างล่ะ
หากตั้งใจไปที่อโคจรจริงๆ ให้เรียกตนไปด้วยบ้างล่ะ คางาริขี้เกียจฟังเขา
ในหัวคิดว่ามิริอาเรียชวนไปส่องคนอื่น พาแฟนตัวจริงไปด้วยยังจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้อีกหรือไง?
เธอตบหลังคนคิดมากเบาๆ
ปลอบไปตามเรื่องว่าแค่ไปเที่ยวเล่นเท่านั้น ไม่ได้กำลังพิจารณาหาแฟนใหม่สักหน่อย
ต่อให้คิดว่าเสียเปรียบและไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง ถือว่าเธอยอมให้แล้วกัน
ในเมื่อคิดถึงการแต่งงานอย่างจริงจังแล้ว อย่างไรเสียก็ไม่มีตาไปมองคนอื่นหรอก
ไม่ต้องกังวล
“แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบเมื่อคืนอีก
ฉันก็คงอดรีบไปหาไม่ได้อยู่ดี”
“ไม่ลดราวาศอกเลยแฮะ”
สายตาที่มองมาค่อนข้างจริงจัง
คางาริจึงวางมือทาบลงบนตาคู่นั้นพลางออกแรงดันให้หงายไปด้านหลังนิดๆ
ด้วยความหมั่นไส้
อัสรันโอนอ่อนตาม สิ้นแรงเฉื่อยก็รีบกลับมาคลอเคลียใหม่
ให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่เห็นกับตาฉันจะคิดมากน่ะ”
พอออกจากพื้นที่ส่วนตัวต้องระมัดระวังการแสดงออกมากขึ้น
คางาริกับอัสรันใช้เวลาตามประสาคู่รักร่วมกันสักพัก
รอจนใครบางคนตอดนู่นเล็มนี่จนพอใจถึงยุรยาตรออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อไปทำภารกิจของตัวเองต่อ
มื้อสายของทั้งคู่ที่ทานร่วมกันในห้องอาหารของโรงแรมดูเหมือนเป็นการร่วมโต๊ะของเพื่อนร่วมงานอย่างสมบูรณ์แบบ
“แล้วจะติดต่อมาใหม่นะครับ”
งานของเทอร์มินอลยังรออยู่
อัสรันที่ขามาประเทศ A ติดสอยห้อยตามยานบินของดิอัคก้า
บัดนี้ทางออร์บช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางขากลับเรียบร้อยแล้ว
เขาทำความเคารพตามระเบียบอย่างที่ควรทำก่อนจากไปอย่างผ่าเผยผิดกับขามาลิบลับ
Extra
ระหว่างเดินทางกลับเทอร์มินอล
อัสรันได้รับสายจากดิอัคก้าอีกครั้ง เนื่องจากเป็นยานหนึ่งที่นั่งไม่มีบุคคลภายนอก
อัสรันจึงตอบรับคำเชิญสนทนาเสียงของเพื่อนเก่าเพื่อนแก่
ดิอัคก้า :
ขอบใจที่บอกที่อยู่เมื่อคืนนะ
ถ้ามีเรื่องอะไรให้ฉันช่วยคราวหน้าก็ไม่ต้องเกรงใจล่ะ
อัสรัน : อืม
ดิอัคก้า : เฮ้อ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง
เล่นเอาแทบแย่แน่ะ แต่ในที่สุดมิลลี่ก็ยอมปลดบล็อกฉัน...!
อัสรัน : อ้อ
ดิอัคก้า : หึงดุจังเลยน้า~ แหม ที่แท้ฉันก็ได้รับความรักขนาดนี้ ~
อัสรัน : อืม
ดิอัคก้า :
เมื่อกี้เธอยังหอมแก้มฉันแล้วบอกให้เดินทางกลับดีๆ ด้วย
ท่าทางตอนทำเป็นเย็นชาทั้งที่หน้าแดงช่างน่า...!
อัสรัน :
ฉันได้นอนกอดคางาริทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าได้จู๋จี๋อีกพักใหญ่
แถมคางาริยังช่วยฉันอาบน้ำแต่งตัวด้วย นอกจากนี้...
ดิอัคก้า : อัสรัน
อัสรัน : อะไร
ดิอัคก้า : ไอ้เวร
อัสรัน : (¬‿¬)
Talk
อย่ามาขิงให้ฮีฟัง ฮีสู้ ฮีไม่ยอม 55555555555
ส่วนเสนเสที่โดนปาดแล้วปาดอีก รอไปก่อนนะ ตานี่เขาเป็นเมนสิบกว่าปีเลยน่ะ ของขลัง...
No comments:
Post a Comment