Fanfic Daiya no A
กำแพงเลขแปด
[Afterwards : 01]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating : SFW
ซาวามุระ เอย์จุนลืมตาขึ้นรับแสงแรกของวัน สิ่งแรกที่เห็นคือห้องนอนอันคุ้นเคย
เขาเป็นคนตื่นเช้า มักจะลุกมาออกกำลังกายตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น สิ่งที่ทำมานานปีในฐานะนักกีฬาฝังกลไกให้ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ถ้าสุขภาพไม่มีปัญหาเอย์จุนจะตื่นเช้าเสมอ ที่วันนี้ตื่นสายกว่าปกตินิดหน่อยก็เพราะร่างกายค่อนข้างอ่อนล้า
ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มผู้กระตือรือร้นก็ไม่เสียเวลานอนนิ่งอ้อยอิ่งอยู่กับเตียง เอย์จุนไม่ใช่คนตื่นยาก พอรู้สึกตัวสติสัมปชัญญะก็สดชื่นแจ่มใส เขาเตรียมลุกไปอาบน้ำ กลับพบว่าร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างใจเพราะมีอ้อมแขนกอดรัดจากด้านหลัง
ด้วยไม่อยากปลุกคนหลับในวันหยุดจึงตั้งใจจะปลดแขนข้างนั้นออกอย่างเบามือ ปรากฏว่าพอขยับตัวของเหลวอุ่นๆ กลับไหลเรื่อยออกมาเลอะซอกขา ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำเมื่อตระหนักถึงสภาพน่าอายของตัวเอง...จะว่าไปเมื่อคืนเขาก็สลบไปก่อน มิน่าตอนนี้ถึงไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้น
เขาข่มความอาย พยายามทำเป็นไม่สนใจอะไรอุ่นๆ ที่ยังคงไหลออกมาจากจุดที่ไม่สมควรมีสารคัดหลั่ง ทว่าลุกขึ้นนั่งได้แล้วกลับไม่อาจผละไปอาบน้ำได้
“ซาวามุระซัง...”
เสียงงัวเงียดังมาจากด้านหลังพร้อมแขนที่เอื้อมมารัดบั้นเอว
คนรักเขยิบตัวเข้ามาทั้งที่ยังสะลึมสะลือ กอดเอวเอย์จุนไว้แน่นในสภาพยังนอนแบ็บอยู่กับเตียง
เมื่อก่อนมิยูกิเป็นคนตื่นเช้า แต่พอเป็นคนทำงานเต็มตัวกลับกลายเป็นคนตื่นยาก...พอเข้างานสาย แถมบางคราวยังต้องทำโปรเจกต์จนดึกดื่น ไปๆ มาๆ ก็เป็นพวกตื่นเช้าไม่ค่อยได้
เอย์จุนปลดมือข้างนั้นออกอีกครั้ง “ฉันจะไปอาบน้ำ...”
ระหว่างคนมีสติเต็มร้อยกับคนมีสติอยู่หนึ่งในสิบ เรี่ยวแรงที่แสดงออกมาได้ย่อมแตกต่างกันมาก เอย์จุนสามารถดึงแขนของคนรักไปวางบนเตียงสำเร็จโดยไม่ต้องเปลืองแรง ชายหนุ่มพยายามกลั้นไม่ให้อะไรในตัวไหลออกมามากกว่านี้ขณะรีบเดินไปหยิบผ้าขนหนูเตรียมเข้าห้องน้ำ
มิยูกิซึ่งนอนคว่ำอยู่บนเตียงค่อยๆ ลืมตามองร่างกายเปลือยเปล่าของคนรัก ใจจริงไม่อยากตื่นเลย...แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ อุตส่าห์รู้สึกตัวแล้ว...
“...ให้ผมอาบให้เถอะ เดี๋ยวจะล้างให้เองครับ”
เอย์จุนตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงคนที่น่าจะกำลังหลับอุตุ ชายหนุ่มหันขวับมาทางเตียงนอน พูดเสียงดังด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “ฉันทำเองได้ นายนอนไปเถอะน่า!”
“แต่คุณไม่ชอบล้วงออกมาเองนี่นา...”
มิยูกิหาวหวอดขณะปีนลงจากเตียงอย่างสะลึมสะลือ ตั้งใจไปโถมกอดใส่เอย์จุนเพื่อใช้ร่างอีกฝ่ายช่วยพยุงตัวแต่ผ้าผืนใหญ่กลับลอยปะทะหน้าอย่างจัง
“อย่าเดินโทงๆ แบบนั้นเซ่!”
“...ไม่เห็นต้องอายเลยนี่ครับ”
คนอ่อนวัยกว่าพูดงึมงำขณะมองเอย์จุนตาละห้อยเมื่อเห็นเขารีบผูกปมผ้าขนหนูที่เอวเพื่อปกปิดร่างเปลือย ถึงจะเป็นคนรักกันมาหลายปีแล้วแต่เอย์จุนไม่ชอบเดินล่อนจ้อนไปไหนมาไหนไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้ามิยูกิหรืออยู่คนเดียว แม้ห้องน้ำอยู่ในห้องนอน เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง แต่จะให้เดินเปลือยจากเตียงเข้าห้องน้ำก็ทำใจไม่ได้
เอย์จุนรีบวิ่งตึกๆ เข้าห้องน้ำเพราะอยากรีบทำความสะอาดร่างกาย นอกจากนี้ส่วนที่ปล่อยให้ออกมาจากบั้นท้ายยังไหลตามเรียวขาจนจะหยดลงพื้นอยู่รอมร่อ...เป็นแบบนั้นน่าอายเกินไป รับไม่ไหว
มิยูกิพอจะรู้ว่าคนรักคิดอะไรอยู่ถึงได้รีบร้อนปานนั้น เขาได้แต่สะบัดผ้าเช็ดตัวเดินตามเข้าไปโดยที่ยังลืมตาเพียงครึ่งเดียว
...ใช่ว่าจะไม่เคยทำเลอะเทอะซะหน่อยแท้ๆ
ทั้งสองคนตกลงคบกันตั้งแต่มิยูกิอายุสิบสี่ เอย์จุนเคยลังเลหลายครั้งว่าทำตัวไม่เหมาะหรือเปล่า ยังไงจิตสำนึกก็คัดค้านการคบหาฉันท์คนรักกับเด็กม.ต้น ทว่าเวลายกเรื่องนี้มาพูดมิยูกิจะทำหน้าเงื่องหงอยและเริ่มพูดจาตัดพ้อ...บอกว่าที่จริงเอย์จุนก็แค่ไม่รักตนใช่ไหม เจอแบบนั้นเข้าไปเอย์จุนมีหรือจะพูดเรื่องทบทวนความสัมพันธ์ต่อได้ เขารีบขอโทษขอโพยแล้วบอกว่าตัวเองรักมิยูกิจริงๆ ต้องให้พร่ำพูดรวมทั้งกอดแน่นๆ พักใหญ่มิยูกิถึงยอมเชื่อ สุดท้ายไม่ว่าจะนึกตะขิดตะขวงความสัมพันธ์ของตนเองกับเด็กน้อยข้างบ้านกี่ครั้งก็จบลงด้วยการพะเน้าพะนอเอาใจคนเด็กกว่าเสียทุกครั้ง หลังๆ มาเอย์จุนจึงเลิกคิดมากและคบหาอีกฝ่ายยืดยาวมาจนปัจจุบัน
ตอนนี้มิยูกิอายุยี่สิบสี่ มีงานทำเป็นหลักแหล่งแล้ว
อันที่จริงดูจากความชอบในการวาดรูปเอย์จุนนึกว่าอีกฝ่ายจะเลือกเรียนพวกศิลปกรรมแต่มิยูกิบอกเอย์จุนตั้งแต่ตอนอายุสิบหกว่าจะไม่ทำอะไรแบบนั้น เจ้าตัวบอกว่าถ้าเรียนศิลปกรรมมีโอกาสได้ประกอบอาชีพอิสระสูง เขาอยากทำงานประจำ ไม่อยากทำงานอิสระ
การได้งานอิสระอาจจะดีเพราะควบคุมเรื่องเวลาการทำงานได้ การอยู่ร่วมกับนักกีฬามืออาชีพอย่างเอย์จุนทำงานอิสระอาจจะดีกว่า...จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น
แต่ว่า
นักกีฬามีอายุการทำงานไม่นานนัก มิยูกิอยากจะเป็นที่พึ่งของเอย์จุนเมื่อล้างมือลาวงการ ยังไงก็อยากหาเลี้ยงเอย์จุนให้มีชีวิตสุขสบายให้ได้ จากจุดนั้น ถ้าต้องไปเริ่มจากศูนย์ด้วยการประกอบอาชีพอิสระมันไม่มีความมั่นคง ด้วยเหตุนี้มิยูกิจึงเลือกเรียนออกแบบ ปัจจุบันเป็นมัณฑนากรทำงานอินทีเรียดีไซน์อยู่ที่บริษัทของเพื่อน...โชคดีมากที่เพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจใหญ่จึงมีเส้นสายได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ
มิยูกิเป็นเด็กมีความคิดมานานแล้ว แต่คิดเยอะขนาดนี้ คนแก่กว่าที่ชอบทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างเอย์จุนรู้สึกอายตงิดๆ
อันที่จริงมิยูกิมีความประพฤติและผลการเรียนดีเยี่ยม จะเรียนต่อสายวิทย์หรือสอบรับราชการก็น่าจะไหว กระนั้น ความชอบเรื่องขีดๆ เขียนๆ ทำให้เจ้าตัวเลือกเส้นทางที่สนองทั้งความชอบและความต้องการของตัวเอง...ความยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองรักทำให้คิดว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่มิยูกิก็ยังเป็นมิยูกิคนเดิมที่ตนรู้จักจริงๆ
ส่วนเอย์จุน
เขาได้เป็นนักกีฬามืออาชีพอย่างที่หวัง หลังเรียนจบทักษะการขว้างก็ดีขึ้นทำให้มีชื่อเสียงในวงการมากขึ้นตาม เมื่อก่อนเป็นได้แค่คนนอกสายตา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันที่ได้ยินเสียงเชียร์จากอัฒจันทร์อย่างกึกก้องล้นหลาม...ปลื้มใจน้ำตาแทบไหลแน่ะ
ถึงอย่างนั้นไม่รู้ทำไม่ถึงโดนเชิญไปออกรายการทีวี เป็นพรีเซนเตอร์ หรือถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารบ่อยๆ พวกเพื่อนๆ กับโค้ชบอกว่าเป็นงานก็จริง แต่เขาไม่ค่อยเห็นใครในทีมโดนเรียกไปแต่งตัวแบบนั้นให้คนมาถ่ายรูปเหมือนตัวเองเลย...เอย์จุนไม่ได้อยากไปสู้แสงแฟลชสักหน่อย โค้ชดันบอกให้รับเสียนี่
จะปฏิเสธบ้างก็ได้ แต่ต้องปรากฏตัวตามหน้าสื่อเข้าไว้ ตอนสัมภาษณ์ก็พูดจาดีๆ บลั๊ฟคู่แข่งด้วยล่ะ
...ว่ามาอย่างงั้นก่อนเสริมท้ายว่า
ต่อให้ไปโชว์หล่อก็ต้องซ้อมอย่าให้ขาดนะเฟ้ย...
ถึงไม่อยากทำ โดนสั่งมาแบบนี้จะทำไงได้ เอย์จุนได้แต่เลือกบางงานจากที่มีคนเสนอมา ไม่สิ...อันที่จริงมิยูกิเลือกให้ทั้งหมด
คนรักเคยพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่าไม่อยากให้เอย์จุนปรากฏตัวตามสื่อสาธารณะมาก เป็นนักกีฬาทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย...ดูจะไม่พอใจสุดๆ โดยเฉพาะข้อเสนอให้ถ่ายแฟชั่นฤดูร้อน ตอนมีคนโทรมาแทบจะหักโทรศัพท์บ้านออกเป็นสองส่วน น่าเสียดายว่าไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ไม่สามารถยับยั้งความต้องการของโค้ชได้ ถึงไม่ต้องถ่ายพวกแฟชั่นฤดูร้อนก็ยังต้องถ่ายอย่างอื่นแทนอยู่ดี
และเอาเข้าจริง รายได้จากการไปยืนๆ นั่งๆ ให้ถ่ายรูปกับออกรายการทีวีจัดว่าเยอะมากทีเดียว...เยอะจนคิดว่าแทบไม่ได้เหนื่อยอะไรแท้ๆ ให้เงินมาขนาดนี้จะดีเหรอ ยิ่งตอนนี้ประกาศตัวลาวงการมืออาชีพมาเป็นผู้ช่วยโค้ชประจำโรงเรียนมัธยมปลาย คนมาชักชวนให้ทำงานประเภทนี้ยิ่งเยอะขึ้น...เฉพาะงานพรีเซนเตอร์ก็มีคนมาเสนอให้ทำร่วมห้าเจ้าเข้าไปแล้ว
เขาเป็นนักกีฬาแท้ๆ
อันที่จริงถ้าไม่บาดเจ็บจนขยับปลายนิ้วไม่คล่องเท่าเก่าก็อยากจะเป็นนักกีฬาต่อไปอีกพักใหญ่ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม สถิติในฐานะพิชเชอร์ที่สร้างไว้ในวงการมืออาชีพนับว่ายอดเยี่ยมทีเดียว โบกมือลาวงการตอนยังยิ่งใหญ่ก็เท่ดีเหมือนกัน...เอย์จุนได้แต่ปลอบใจตัวเองอย่างนั้นทั้งที่ออกจากวงการตอนอายุสามสิบสองจัดว่าเร็วเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ
ช่วงนี้ได้แต่นั่งทำใจอยู่กับบ้านรอวันเข้าไปช่วยทีมในฐานะผู้ช่วยโค้ช
บ้านหลังนี้เขาซื้อหลังจากทำงานเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เป็นบ้านสองชั้นบริเวณชานเมือง เพราะคงต้องอาศัยอยู่ในโตเกียวอีกนานจึงตัดสินใจซื้อบ้าน ครอบครัวที่นากาโนะก็ไม่คัดค้านและบอกให้จัดการตามใจชอบ เอย์จุนจึงตัดสินใจเลือกที่พักที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและมีราคาไม่เกินงบประมาณ
ตอนหาทำเลเหมาะๆ ได้ก็เอาไปปรึกษามิยูกิ คนรักคำนวณตัวเลขราคาให้ บอกว่าถ้าต้องดาวน์สูงขนาดนี้รวมกับดอกเบี้ยตามจำนวนงวดเท่านี้ จ่ายให้หมดรวดเดียวเลยจะดีกว่า...ปัจจุบันเอย์จุนจึงไม่มีภาระบ้านให้ต้องคอยนั่งผ่อน
หลังซื้อบ้านเขาก็ชักชวนแกมบังคับให้มิยูกิกับพ่อมาอยู่ด้วยกัน ตอนแรกมิยูกิไม่เห็นด้วย อาจเพราะศักดิ์ศรีลูกผู้ชายหรืออะไรเอย์จุนไม่รู้ แต่พอบอกว่าอยากอยู่กับมิยูกิให้มากขึ้น อีกอย่างอยู่ด้วยกันก็ดูสมเป็นครอบครัวเดียวกันมากกว่า...มิยูกิเลยอ่อนลง กระนั้นก็บอกว่าค่าสาธารณูปโภคตนจะเป็นคนจ่าย ให้มาอยู่ฟรีกินฟรีแบบนี้ตนรับไม่ไหว เอย์จุนได้แต่ต่อรองให้มิยูกิรับผิดชอบเฉพาะค่าน้ำค่าไฟ ค่ากินอยู่กองกลางหารครึ่ง...ใช้เวลาทุ่มเถียงสองชั่วโมงเอย์จุนถึงต่อรองสำเร็จ
…บางทีอาจเพราะตามใจมิยูกิมาตลอด พอเป็นฝ่ายออกปากร้องขออะไรเลยมีน้ำหนัก รู้จักกันมาก็หลายปีเอย์จุนพอรู้ว่ามิยูกิเด็ดขาดกับตัวเองแค่ไหน หากเป็นปกติคงไม่อ่อนข้อให้ง่ายขนาดนี้
ทางครอบครัวของเอย์จุนกับมิยูกิก็ทราบความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนดีและไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด อันที่จริงแม่ของเอย์จุนชอบมิยูกิมากๆ ด้วยซ้ำ...
เป็นเด็กดี หน้าตาดี แถมยังเอาการเอางาน งานบ้านงานเรือนก็ไม่มีบกพร่อง...เฮ้อ มาชอบเอย์จังเนี่ยปาฏิหาริย์ชัดๆ เอย์จังไม่ได้วางยาประหลาดๆ ใส่มิยูกิคุงใช่ไหมจ๊ะ?
...เป็นคุณแม่ที่โหดร้ายกับลูกชายตัวเองมาก
เขาไม่รู้คุณไสยสักหน่อย
แต่เอาเป็นว่า...ถ้าไม่นับเรื่องเสียดายอนาคตนักกีฬา เอย์จุนมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มากทีเดียว
“จะเริ่มไปเป็นโค้ชต้นเดือนหน้าสินะครับ”
หลังอาบน้ำเสร็จเอย์จุนก็ออกไปวิ่งและกลับมาอาบน้ำล้างเหงื่อไคลอีกครั้งค่อยลงมากินข้าว มิยูกิอาศัยเวลาที่เขาออกไปข้างนอกซักผ้าปูที่นอนและประกอบอาหาร พอเอย์จุนอาบน้ำหนที่สองของวันเสร็จ มานั่งรออีกไม่นานก็ได้ทานของอร่อยสมใจ
พวกเขาทานอาหารพร้อมหน้ากันสามคนในมื้อเช้าเป็นประจำทุกวันหลังเอย์จุนถอนตัวจากวงการมืออาชีพ จะมีก็แต่มื้อเย็นที่นั่งกินกับมิยูกิแค่สองคนเพราะพ่อของมิยูกิยังไม่เกษียณตัวเอง...ตอนนี้ก็ยังกลับบ้านค่ำมืดเหมือนเมื่อก่อน
“เริ่มงานวันที่หนึ่งน่ะ ว่าไปแล้วก็นึกถึงสมัยเรียนมัธยมตงิดๆ”
ด้วยประสบการณ์ของเอย์จุนจะให้เป็นโค้ชลีกมืออาชีพก็ตึงมือไปหน่อยเพราะประสบการณ์ที่สั่งสมเอาไว้ไม่มากพอ ทว่าผลงานที่ผ่านมาสอบผ่านในฐานะโค้ชระดับมัธยมปลายสบาย...อยู่ที่ว่าจะสอนดีหรือเปล่านี่แหละ
เอย์จุนรับหน้าที่โค้ชที่ดูแลพิชเชอร์โดยเฉพาะ แม้สไตล์การเล่นจะเป็นสายเทคนิคที่พึ่งพาความสามารถทางร่างกายของตัวเองเป็นหลักแต่เขาก็รู้หลักการการขว้างไม่น้อยเพราะได้รับการสั่งสอนจากรุ่นพี่มากความสามารถมาตลอด
ตอนนี้ทาคิกาวะ คริส ยูก็ยังโลดแล่นเป็นแคชเชอร์ดาวเด่นในวงการมืออาชีพ...เป็นอัจฉริยะยากจะหาใครเปรียบประจำยุค ที่เอย์จุนมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ต้องเป็นอิทธิพลจากความศักดิ์สิทธิ์ เอ้ย ความยอดเยี่ยมของผู้ชายคนนี้แน่นอน!
ได้อยู่ทีมเดียวกันในลีกมืออาชีพ สวรรค์เมตตาแท้ๆ...
แม้เขาจะกำลังผันตัวไปเป็นโค้ช ทว่าจะตามเชียร์รุ่นพี่และอาจารย์คนนี้ต่อไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่นั่นแหละ!
ลูกศิษย์ผู้ถวายความเคารพให้อาจารย์สุดตัวคิดในใจอย่างฮึกเหิม
ทั้งสามคนใช้เวลากินอาหารร่วมกันเสร็จเรียบร้อยพ่อของมิยูกิก็โบกมือลาขอตัวไปทำงาน ในบ้านเหลือมิยูกิกับเอย์จุนสองคน
“ฉันว่านายน่าจะเข้าออฟฟิศบ้างนา”
พอกลับเข้ามาด้านในหลังส่งคุณพ่อของบ้านแล้วเห็นคนรักหอบแบบร่างลงมาจากชั้นสอง เอย์จุนซึ่งกำลังนอนกลิ้งเกลือกทำตัวสโลว์ไลฟ์อยู่บนโซฟาก็ออกปากพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงแกมวิตกกังวล
“ไม่เข้าบริษัทแบบนี้ไม่โดนไล่ออกหรือไง อยู่ติดบ้านมาหลายวันแล้วเนี่ย”
มิยูกิวางกระดาษลงบนโต๊ะซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งในห้องรับแขกไม่ไกลจากจุดที่เอย์จุนนอนอยู่ การเอาโต๊ะสำหรับนั่งทำงานมาตั้งไว้ใกล้ๆ ก็เพื่อให้นั่งดูโทรทัศน์ไปทำงานไปได้ ถึงตอนขีดๆ เขียนๆ ตาจะจับจ้องอยู่ที่กระดาษทว่ามันก็ต้องมีอารมณ์อยากพักผ่อนบ้าง อีกอย่างนั่งตรงนี้ยังได้ยินเสียงจากทีวีชัดกว่าไปนั่งหลบมุม เวลามีคนอื่นอยู่ในบ้านด้วยก็จะรู้สึกเหมือนได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น
ชายหนุ่มตรึงกระดาษแล้ววางเครื่องเขียน
“ไม่เป็นไรครับ หน้าที่อย่างพวกผมทางบริษัทให้ความสำคัญที่ชิ้นงาน บางทีนั่งออกแบบที่บริษัทมันก็ไม่มีแรงบันดาลใจเลยอนุญาตให้ออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกได้...จะบอกว่าไม่บังคับให้เข้าบริษัทก็ไม่ผิดครับ สำคัญคือทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ” มิยูกิเอ่ยยิ้มๆ “ขนาดเครื่องแบบยังไม่บังคับกะเกณฑ์กันเลย ขอแค่ไม่ลำลองเกินไปอย่างชุดนอน กางเกงขาสั้น หรือรองเท้าแตะ...ก็เป็นอันใช้ได้”
“โฮ่...”
“เพียงแต่ถ้าหาที่สงบๆ ไม่ได้ไปนั่งทำในห้องที่บริษัทก็เหมาะน่ะครับ อีกอย่างที่นั่นมีพวกเครื่องดื่มกับขนมให้ทั้งวัน ยังไงก็มีคนไปขลุกอยู่เยอะล่ะ”
เอย์จุนไม่ค่อยรู้ระบบที่ทำงานของมิยูกิเท่าไหร่ เดิมทีกลางวันก็ไม่อยู่ติดบ้านอยู่แล้วเลยไม่รู้ว่าปกติอีกฝ่ายใช้เวลาทำงานที่ไหน เขารู้เพียงบางครั้งคนรักจะหิ้วงานมานั่งทำโต้รุ่ง...สภาพอย่างกับซอมบี้เพิ่งออกมาจากหลุม ดังนั้นแม้จะพูดเหมือนบริษัทปล่อยให้ทำตัวตามสบายแต่งานที่ทำคงไม่ง่ายแน่ๆ
“แล้วงานคราวนี้เป็นไงมั่งเหรอ” อดีตนักกีฬามืออาชีพถามต่อตามประสาคนปากอยู่ไม่สุข พอไม่มีอะไรทำก็จ้อเอาๆ กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังรบกวนการทำงานก็พูดจบประโยคเสียแล้ว...ได้แต่ปิดปากอย่างสูญเปล่า
มิยูกิเห็นเอย์จุนนอนคว่ำหน้าคอตกก็รู้ได้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่ เขาระบายยิ้มน้อยๆ
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเอาแบบไปให้ลูกค้าดูแล้วล่ะ เหลือปรับแก้อีกนิดหน่อยก็เรียบร้อย ยังอีกนานกว่าจะถึงกำหนดด้วยซ้ำ”
เอย์จุนเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งใจ สีหน้าผ่อนคลายลงทันที “ดีจัง~”
“...เลิกยั่วผมได้แล้วครับ เดี๋ยวก็ปล้ำซะหรอก” คนเพิ่งทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้วางดินสอก่อนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เอย์จุนซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอิงแทบจะลุกขึ้นนั่งแล้วปาหมอนใส่ เขาถลึงตาหน้าแดงก่ำ “ฉันอยู่ของฉันเฉยๆ พูดบ้าอะไรแต่เช้าเนี่ย...! ทำงานไปเลย...!”
“...จริงๆ ทำหน้าแดงแบบนั้นก็ยั่วนะครับ” เสียงพึมพำในลำคอแฝงการถอนหายใจ
เพราะได้ยินไม่ถนัดจึงหลับหูหลับตาปล่อยผ่าน เอย์จุนตัดสินใจเลิกกวนสมาธิชายหนุ่มอีกคนซึ่งดูท่าจะกล้าทำอย่างที่พูดขอเพียงตนพยักหน้า เขาเดินอุ้มหมอนไปเปิดสวิทช์ทีวีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ตอนนี้มิยูกิตัวใหญ่กว่าเอย์จุน น้ำหนักอาจพอกันแต่เขาไม่ได้มีรูปร่างกำยำล่ำสัน มองภายนอกจึงโดนคนรักข่มสนิทจนอยากร้องไห้ ไม่เพียงรูปร่างที่แพ้ไม่เป็นไม่ท่า ต่อให้เรี่ยวแรงมากกว่า แข็งแรงกว่า ทว่าตราบใดที่เอาชนะการออดอ้อนของอีกฝ่ายไม่ได้ก็เลิกหวังจะผลักมิยูกิออกให้พ้นตัวเวลาอยู่บนเตียงได้เลย
เขาเอาชนะมิยูกิไม่ได้สักอย่าง
คิดแล้วก็อยากจะหลั่งน้ำตาด้วยความสังเวชตัวเอง
แม้มิยูกิจะเป็นเด็กดีมากและทำตัวน่ารักมาตลอด ทว่าบางครั้งเอย์จุนก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีพิกลที่ต่อกร ‘เด็ก’ ไม่ได้ เขาเคยพยายามใจแข็งแล้ว...แต่แน่นอนว่าไม่เคยสำเร็จเสียทุกครั้ง เวลามิยูกิมุดผ้าห่มแล้วเรียกร้องนู่นนี่ก็ด้วย...ต่อให้ตอนแรกไม่เต็มใจสุดท้ายเจ้าตัวก็มีสารพัดวิธีมาทำให้เอย์จุนยอมทำตาม และไม่รู้เพราะอะดรีนาลินกระตุ้นหรืออย่างไร ทั้งที่ปกติร่างกายเอย์จุนแข็งแรงกว่า เฉพาะเวลา ‘แบบนั้น’ ที่มิยูกิไม่เคยหมดแรงก่อน...นี่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องที่เอย์จุนหาคำตอบไม่ได้
เขาได้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องของความต่างระหว่างอายุ
ต่อให้วันๆ เหนื่อยล้ากับการฝึกซ้อมมากกว่าคนนั่งโต๊ะอย่างมิยูกิ ทว่ามันคงไม่ใช่เรื่อง ‘ไม่ใช้แรงเลยมีแรงเหลือ’ ...มันไม่สมเหตุสมผลพอกับเด็กเรียนที่นั่งโต๊ะท่องตำราอย่างเดียวสามารถต่อยตีเอาชนะนักกีฬาตัวจริงประจำโรงเรียนสำเร็จนั่นแหละ
ขณะนั่งง่วงเหงาหาวนอนดูสารคดีสัตว์โลก ประมาณสิบโมงกว่าๆ มีเสียงออดดังมาจากหน้าประตู
เอย์จุนดีดตัวจากโซฟาพลางชะเง้อตัวมองหน้าบ้าน
“เซลขายของหรือเปล่าหว่า”
มิยูกิแกว่งไม้บรรทัดขณะพยายามหรี่ตาเพ่งประตูรั้ว เขาเห็นแค่เงาตะคุ่มๆ ผ่านเลนส์แว่นแต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้มีคนเดียว “...ไม่น่าใช่นะครับ”
เจ้าของบ้านรีบเดินออกไปสวมรองเท้าเพื่อดูแขก
“ช้าเฟ้ย!”
“สปิตซ์* เซมไป...!” (*Note เป็นชื่อพันธุ์หมาค่ะ...)
แค่โผล่หน้าออกไปเสียงก้าวร้าวก็สวนรูหูอย่างไม่ปราณี เอย์จุนแทบจะถลึงตาโตเมื่อพบว่าแขกกลายเป็นบุคคลที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะโผล่มาหาถึงบ้าน
อิซาชิกิ จุนเป็นรุ่นพี่ร่วมทีม กิตติศัพท์เลื่องลือถึงความดุอย่างกับหมาบ้า เจ้าตัวชอบแหกปากโวยวาย ไม่ใช่แค่เสียงดัง...อาการเหมือนเห่ากรรโชก ซ้ำยังชอบถลึงตาดุๆ ข่มขู่คนอื่นและมีพฤติกรรมชอบใช้งานหรือกลั่นแกล้งรุ่นน้อง ฟังดูเหมือนแย่ แต่เจ้าตัวเป็นคนดีทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงได้สมญานามจากคนรอบข้างที่มอบให้ด้วยความยำเกรงปนเอ็นดูว่า ‘สปิตซ์’
ข้างๆ ชายหนุ่มคือสาวสวยผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยน...ชื่อของเธอคือ ทาคาโกะ มายืนเข้าคู่กันอย่างนี้มองยังไงก็นางฟ้ากับหมาบ้า แต่เธอคือภรรยาผู้เพียบพร้อมของอิซาชิกิจริงๆ
“รบกวนหน่อยนะจ๊ะ”
วิธีทักทายต่างกันลิบฝั่งคุณสามี
เอย์จุนเชิญทั้งคู่เข้าบ้าน...อันที่จริงควรบอกว่าสามคน เพราะลูกสาววัยกำลังหัดเดินของทั้งคู่ก็อยู่ด้วย ชายหนุ่มได้แต่แปลกใจว่ารุ่นพี่มีธุระอะไรกันแน่
มิยูกิซึ่งเมื่อครู่ยังนั่งทำงานบัดนี้หายเข้าหลังบ้านไปเอาชามารับแขก...ไม่มีบกพร่องเหมือนเคย เจ้าตัววางงานลงชั่วคราวและมานั่งร่วมวงสนทนาด้วย...แม้จะแค่นั่งฟังยิ้มๆ โดยไม่คิดพูดอะไรก็ตาม
“หมอนี่ใคร?”
...แต่คุณสปิตซ์เซมไปกลับจ้องคนใส่แว่นเขม็งแล้วถามเจ้าของบ้านโดยไม่มีอ้อมค้อม
เอย์จุนร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาคำหนึ่งแล้วตอบกลับง่ายๆ “แฟนไงครับ นี่แหละมิยูกิ...”
“...”
“เอ๊ะ...มีอะไรเหรอครับ?”
เพราะรุ่นพี่สายเถื่อนเบิกตาเผยอริมฝีปากเหมือนตกใจเอย์จุนเลยเอียงคอมองงงๆ อันที่จริงไม่เพียงอิซาชิกิ...ทาคาโกะยังชะงักไปด้วยใบหน้าแดงเรื่อกับความตรงไปตรงมาจนเข้าขั้นบ้าของคนอ่อนวัยกว่า จะมีก็แต่มิยูกิคนเดียวที่หลุดยิ้ม
ฟังจากที่เอย์จุนพูดก็พอรู้ว่าไม่ได้ปิดบังเรื่องที่มีแฟน แถมยังประกาศชื่อแซ่ให้รู้ชัดๆ...มิยูกิดีใจจนคุมสีหน้าไม่อยู่ไปชั่วขณะ นี่ถ้าไม่เกรงใจแขกก็อยากจับมากอดแน่นๆ แล้วหอมแก้มสักฟอดอยู่หรอก
“...ไม่นึกว่าจะเป็นผู้ชายน่ะ” กว่าจะหาเสียงตัวเองเจออิซาชิกิใช้เวลาไปเกือบนาที ชายหนุ่มหันไปหรี่ตามองมิยูกิอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง “ถ้าไม่บอกคงไม่มีวันเชื่อ ท่าทางไม่เข้ากับแกสักนิด”
โดนวิจารณ์ไม่ไว้หน้า มิยูกิลอบขมวดคิ้ว ให้คะแนนความประทับใจอีกฝ่ายติดลบ ทว่าเอย์จุนกลับยังทำตัวตามสบายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มพูดด้วยกริยาขึงขังเต็มที่
“พูดเหมือนแม่ผมเลย...บอกไว้ก่อน ผมไม่ได้เล่นคุณไสยนะ!”
ทาคาโกะได้แต่ยิ้มฝืดส่วนอิซาชิกิโบกมือไปมา ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงแล้ว “ช่างเหอะ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
“โอ้!”
“แกชอบเด็กใช่ไหม”
พรูด
คนโดนถามสำลักน้ำชาจนเสื้อเปียกไปทั้งแถบ
คนหัวไวอย่างมิยูกิตวัดสายตามองหนูน้อยซึ่งกำลังนั่งหลับอุตุเคียงข้างมารดา...นึกในใจว่าคงแค่คิดไปเองใช่ไหม ทว่าเอย์จุนกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำพูดเมื่อสักครู่ตรงข้ามกับมิยูกิอย่างสิ้นเชิง
“ผมไม่ได้ชอบมิยูกิเพราะมิยูกิเป็นเด็กสักหน่อย!”
“...ไม่ได้หมายถึงชอบในความหมายนั้นเฟ้ย” อิซาชิกิแยกเขี้ยวพลางบ่นงึมงำว่าถ้าชอบเด็กในความหมายนั้นตนไม่ยกเทพธิดาตัวน้อยผู้น่ารักให้ดูแลแน่
คนมีแฟนเด็กค่อยมีทีท่าอ่อนลงทั้งยังนึกเขินที่ปล่อยไก่หมดเล้า แม้ตอนนี้มิยูกิจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวทว่าความต่างเรื่องอายุยังรบกวนจิตใจอยู่เนืองๆ...โดนกระตุ้นเข้าหน่อยอาการก็ออก เอย์จุนทำเป็นไม่ได้ยินคำถามรุ่นพี่ที่ว่าพวกแกสองคนอายุห่างกันขนาดนั้นเลยเรอะ...เขากระแอมแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ถามกลับว่ามีอะไรกันแน่
อิซาชิกิ จุนเดาะลิ้นอย่างขัดใจเมื่อคู่สนทนาเลี่ยงคำถาม กระนั้นเขาเองก็ไม่มีเวลาให้โอ้เอ้มากนักจึงพูดใจความสำคัญอย่างรวบรัด
“ฉันกับทาคาโกะมีธุระ ฝากดูแลคาโยะสักสองสามวันที”
“...”
เสียงลมกรีดอากาศหวีดหวิว
ท่ามกลางวันเวลาอันสงบสุข อยู่ๆ ก็มีลมพายุมาเคาะประตูบ้านทักทาย
รุ่นพี่ต้องเดินทางไปทำงานที่ฮ่องกง คุณศรีภรรยาที่แสนดีอย่างทาคาโกะจึงต้องตามไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ทว่าเมื่อดูตารางกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันแล้วคู่สามีภรรยาอิซาชิกิก็เห็นพ้องต้องกันว่าคงดูแลลูกสาวตัวน้อยไม่ไหว...ถ้าพาไปด้วยจะเป็นภาระแน่ๆ ดังนั้นต้องฝากให้ใครสักคนดูแล
ตัวเลือกแรกคือครอบครัวของฝ่ายชายและหญิง
เริ่มจากฝ่ายชาย...เหล่าพี่สาวของอิซาชิกิพร้อมใจกันคลอดลูกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนนี้กำลังหัวฟูกับการดูแลเด็กอ่อน แม้คาโยะจะรู้ความแล้วแต่ก็ยังรบกวนกันเกินไป อิซาชิกิเห็นสภาพพี่ๆ แล้วขอร้องไม่ออก ตัวเลือกนี้ถูกตัดทิ้งเป็นอย่างแรก
มาถึงครอบครัวของฝ่ายหญิง...ทางคุณตาคุณยายเห่อหลานยินดีต้อนรับเต็มที่ บอกจะหนีไปเที่ยวสักสามปีก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวจะขุนหลานสาวตัวน้อยให้อยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุขเอง! ดูๆ ไปแล้วไม่น่ามีเหตุขัดข้อง แต่ทางบ้านกำลังต่อเติมห้องที่ชั้นหนึ่ง มลภาวะทางเสียง ฝุ่นควัน ความปลอดภัย...ไม่เหมาะต่อเด็กเล็กอย่างแรง ตัวเลือกนี้จึงถูกข้ามไปก่อน
สองสามีภรรยาคิดว่าน่าจะลองถามเพื่อนๆ ดูว่ารบกวนใครได้บ้าง ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ค่อยฝากตายายดูแล อิซาชิกิหัวเราะแล้วบอกว่าเพื่อนตนหลายคนอยากมีลูกและอยากเลี้ยงเด็ก เดี๋ยวก็หาคนได้ แต่พอเริ่มไล่ทีละราย ปรากฏว่าคนแรกมาถึงก็จอดแบบไม่ต้องแจว
โคมินาโตะ เรียวสุเกะ...เพื่อนร่วมทีม หนุ่มร่างเล็กยินดีรับฝากหนูน้อยคาโยะไปดูแล ทางครอบครัวก็เห็นดีเห็นงามเพราะอยากอุ้มเด็ก ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะให้ช่วยดูสักสามวัน...พอส่งตัวให้เพื่อนเท่านั้นแหละ แม่หนูเขื่อนแตก เกาะแม่ไม่คิดชีวิต ยิ่งเรียวสุเกะเข้าใกล้ยิ่งร้องลั่นทั้งที่เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ลงเอยแบบนี้ตัวเลือกบ้านโคมินาโตะจึงปิ๋วไป
อิซาชิกิรุดหน้าต่อไปหาเพื่อนสนิทอีกราย...ยูกิ เท็ตสึยะ หนุ่มหน้าเข้มชูนิ้วโป้งให้ด้วยสีหน้าจริงจัง บอกว่าเชื่อมือได้เลย ตอนแรกคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะคาโยะก็ไม่ได้กลัวคุณอาคนนี้เหมือนคุณอาอีกคน...อะไรๆ น่าจะไปได้สวย กลายเป็นว่าพอยูกิเล่น ‘ซู้ง สูง’ แล้วโยนลูกสาวตัวเองลอยสามเมตร อิซาชิกิก็รีบอุ้มลูกหนีไปบ้านอื่นทันที
คุณพ่อหน้าหนวดท้อแท้มาก คราวนี้จะไปหามาสุโกะ โทโอรุต่อแต่นึกได้ว่าผ่านบ้านเอย์จุนก่อนจึงแวะมาหา...ตัวเองเคยเห็นรุ่นน้องงี่เง่าอยู่กับเด็กมาหลายครั้ง ท่าทางเข้ากันได้ดี เด็กไม่กลัว ไม่รู้เพราะเอย์จุนยิ้มแย้มแจ่มใสหรืออายุสมองเท่าเด็กเลยเข้ากันได้ง่ายกันแน่
ตอนนี้จึงมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในบ้านรุ่นน้องคนดังกล่าว
ตอนได้ฟังเรื่องราว แม้จะขุ่นใจจนทำปากยื่นตอนรุ่นพี่พาดพิงเรื่องอายุสมอง ทว่าเอย์จุนซึ่งเห็นใจความลำบากของอีกฝ่ายตกปากรับคำว่าจะดูแลลูกสาวสุดสวาทให้ เขาคิดว่าไหนๆ ตนก็ว่างงาน มีเด็กมาเล่นเป็นเพื่อนแก้เหงาก็ดีเหมือนกัน ได้ช่วยคนอื่นด้วย...มีแต่ได้ไม่มีเสียจึงไม่อิดออด
ทาคาโกะยิ้มให้แล้วบอกว่าช่วยได้มาก เธอกลับรถไปเอาข้าวของส่วนตัวเท่าที่จำเป็นของคาโยะมาให้ก่อนบอกว่าฝากด้วยนะจ๊ะอย่างอ่อนหวาน...จากนั้นสองสามีภรรยาซึ่งยังมีเรื่องต้องทำอีกก็ออกจากบ้านซาวามุระไป
มิยูกิมองคนรักซึ่งกำลังนั่งบนพื้นโดยมีหนูน้อยผมเปียนั่งตัก เอย์จุนเปลี่ยนเสื้อเปียกๆ (จากการพ่นชา) เป็นเสื้อตัวใหม่แล้ว ตอนนี้กำลังนั่งเล่นเกมทอยเต๋ากับเด็กอย่างสนุกสนาน
เพราะมีพฤติกรรมบางอย่างผิดไปจากคนวัยเดียวกัน เอย์จุนจึงมีของเหมาะๆ สำหรับใช้รับมือเด็กหลายอย่าง อันที่จริงนอกจากเกมทอยเต๋ายังมีอย่างอื่นอยู่อีก เช่น เกมเศรษฐี อูโน่...แต่มันไม่เหมาะกับวัยของคาโยะจัง ที่ขนเอามาเล่นจึงมีลูกเต๋ากับกระดานพับ รูบิคคิวบ์ ตุ๊กตา และของเล่นที่แถมมาจากขนมมันฝรั่งทอด
มิยูกิเคยบ่นว่ามันทำให้บ้านรกทว่าเอย์จุนตัดใจทิ้งไม่ลง เพิ่งจะเห็นประโยชน์ก็ตอนนี้นี่แหละ
“เอ้า คาโยะจัง ถอยหลังสองช่องนะ”
เอย์จุนจับมือคุณหนูผมเปียขยับตัวเดินถอยหลังทีละช่องๆ สีหน้าชายหนุ่มสดใสอย่างมาก เด็กน้อยที่ไม่ค่อยพูดอะไรเองก็ทำตาเป็นประกาย ดูจะเข้ากันได้ดีกับคุณอาแปลกหน้าจนน่ากังวลว่าเข้ากับคนง่ายขนาดนี้จะเดินตามโจรลักพาตัวเข้าสักวันหรือเปล่า
มิยูกิมองคนทั้งคู่แล้วพึมพำเสียงเบา “...เมื่อก่อนมีแต่ผมที่ได้นั่งตักคุณแท้ๆ”
“เรื่องตั้งแต่สมัยไหนแล้ว ตอนนี้นายตัวโตจะตาย” เอย์จุนหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงความริษยาออกมานิดๆ ของชายหนุ่มตัวโต เขาหันสายตามาทางกระดานก่อนโยนลูกเต๋าอีกครั้ง คาโยะจ้องวัตถุทรงเรขาคณิตที่กำลังกลิ้งกลุกๆ เขม็ง...น่ารักน่าชังเป็นอย่างยิ่ง “แล้วนี่จะออกไปข้างนอกเหรอ”
เพราะมิยูกิถือม้วนกระดาษและกำลังสวมนาฬิกาข้อมือ เอย์จุนจึงคิดว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะออกไปข้างนอก คนถูกถามพยักหน้านิดๆ
“แก้เสร็จแล้วน่ะครับ เลยนัดลูกค้าจะเอาไปให้ดู”
“งั้นเหรอ” เอย์จุนจับตัวเดินสีเหลืองเดินหน้าไปสามช่อง ขณะก้มหน้าลงปากก็ถามเด็กน้อยบนตัก “คาโยะจัง อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าเอ่ย”
หนูน้อยแหงนหน้าคอตั้งบ่า ดวงตาแป๋วๆ มองเห็นนัยน์ตาสีอำพันกลมโตและสีหน้าแจ่มใสอ่อนโยน เธอพูดเสียงดังฟังชัด “ซาตอเบอรี่!”
“ดีล่ะ สตรอเบอรี่เนอะ!” ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยีขณะดึงแก้มเด็กหญิง “มิยูกิ ฝากซื้อให้ทีนะ!”
“...”
“มิยูกี่~~”
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เอย์จุนเงยหน้าไปมองพลางเรียกเสียงยานคาง ทว่าพอเห็นแว่นตาอีกฝ่ายฝ้าขึ้นจนมองไม่เห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลสีหน้าก็พลันแข็งค้าง เหงื่อเย็นๆ เริ่มไหลเมื่อสัมผัสได้ว่าลางร้ายกำลังก่อตัว ชายหนุ่มคิดหาคำพูด...อยากจะพูดอะไรสักอย่าง จังหวะที่กำลังกระวนกระวายเพราะคิดหาคำดีๆ ไม่ออก ใบหน้าได้รูปของมิยูกิพลันเงยขึ้นนิดๆ จากมุมนี้ค่อยกลับมาเห็นดวงตาของอีกฝ่ายได้ชัดเจนอีกครั้ง...แต่ประกายในดวงตาคู่ดังกล่าวกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
คนมองแทบจะกรีดร้องด้วยความเสียวสันหลัง
เขาแน่ใจว่าไม่ได้ไปทำอะไรขัดใจแท้ๆ...!
เอย์จุนซึ่งรับมือมิยูกิเวลาแบบนี้ไม่ไหวรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วสั่นริก
“คุณนี่รักเด็กจังนะครับ...” ใบหน้าน่าสะพรึงกลัวคลี่ยิ้มหวานหยด กระนั้นไอพิษขุ่นมัวรอบกายกลับขัดแย้งกับรอยยิ้มดังกล่าวโดยสิ้นเชิง...กระทั่งเสียงอันนุ่มนวลยังฟังเย็นเยียบอย่างไม่อยากจะเชื่อหู “แต่ถ้าคิดจะแต่งงานมีลูกล่ะก็...”
“ไม่แต่งหรอก!” เอย์จุนรีบร้อนยืนยันเสียงหนัก พอใบหน้าประดับยิ้มเอียงทำองศานิดๆ เหมือนไม่ได้ยิน คนต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งก็รีบปั้นหน้าขึงขังพูดต่อทั้งที่เหงื่อออกจนเหนียวเหนอะ “ยังไงฉันก็รักมิยูกิที่สุด จะไปคิดเรื่องแต่งงานมีลูกกับคนอื่นได้ไง!”
“เห...?”
“ถ้าต้องแต่งก็แต่งกับนายอยู่แล้ว! ระหว่างลูกที่มองไม่เห็นตัวตนกับนาย ยังไงนายก็ดีกว่า!”
“แปลว่าจริงๆ ก็อยากมีสินะ...”
คราวนี้รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าหล่อเหลาที่ดำมืดไปแล้วครึ่งหนึ่ง เอย์จุนแทบจะแหกปากร้องด้วยความขวัญผวา “อย่าพูดแบบนั้นเซ่! ถึงจะชอบเด็กก็ไม่ได้หมายความว่าอยากมีลูกสักหน่อย อีกอย่างลูกไม่ได้เป็นเด็กตลอดไปนะ สักวันเดี๋ยวก็โต อย่าคิดมากเรื่องแบบนี้ได้มั้ยหา ฉันจะร้องไห้แล้วนะเฟ้ย!"
ได้ยินแบบนั้นประกายค่อยกลับสู่ดวงตา มิยูกิรับคำเสียงเบา “ผมเชื่อครับ แต่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี...เรื่องลูกเป็นเรื่องที่ต่อให้พยายามแค่ไหนผมก็ให้คุณไม่ได้”
เป็นผู้ชายด้วยกันก็ทำใจรับสภาพไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่ได้อุ้มลูกหลาน แม้จะรู้สึกผิดต่อพ่อแม่อยู่บ้างเพราะทั้งเอย์จุนและมิยูกิต่างก็เป็นลูกคนเดียว แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ใจกว้างกว่าที่คิด พ่อของเอย์จุนบอกว่าคนสมัยนี้ต่อให้แต่งงานบางทีก็ตัดสินใจไม่มีลูกเพราะไม่มีความพร้อม ดังนั้นจงเลือกความสุขของตัวเองก่อนเถอะ
เอย์จุนลูบหัวคาโยะที่มองผู้ใหญ่โต้ฝีปากกันด้วยสีหน้างุนงงอย่างอ่อนโยน “ฉันเลือกนายโดยที่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว...ไม่ว่ายังไงก็อยากใช้ชีวิตกับคนที่ตัวเองรัก แค่นั้นที่สำคัญ ฉันมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ดี เรื่องลูกมันช่วยไม่ได้ ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไรหรอก”
มิยูกิเป็นคนใจเย็นและควบคุมอารมณ์เก่งทำให้จัดการคนรอบข้างและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ดี สีหน้าน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้จะมีก็แต่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่ได้เห็น...เอย์จุนเคยเจอมาแล้วหลายครั้ง ประสบการณ์บอกว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง
หากมิยูกิแสดงอาการแบบนี้เมื่อไหร่ถ้าไม่อยากซวยให้เอาน้ำเย็นลูบเข้าไว้...ต่อให้ปกติตามใจอยู่แล้วก็ต้องตามใจเป็นพิเศษ ตอนนี้ก็เลือกจะเอาความจริงใจเข้าชน
สิ่งที่พูดออกมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่คิดอยู่ในหัวจริงๆ
ที่แล้วๆ มาเวลาทำหน้าน่ากลัวส่วนใหญ่เป็นตอนมีคนดี๊ด๊าเข้าหาตัวเอง เอย์จุนเพียรบอกว่าเป็นแค่แฟนผลงานน่า อย่าคิดมาก...มิยูกิกลับหันมาจ้องด้วยสายตาเย็นเยือกแล้วพูดว่าเขาคิดน้อยเกินไปแล้ว
ถึงจะรู้ว่ารักกันดียังไงแต่ประเด็นมือที่สามก็สามารถสั่นคลอนมิยูกิได้ง่ายๆ เอย์จุนอยากจะบอกนักว่าตนอายุขึ้นเลขสามแล้ว สำหรับคนอื่นคงเป็นลุงไปเรียบร้อย ฝ่ายที่ควรหึงคือเขาต่างหาก...แต่เพราะมิยูกิคอยหึงหวงตัดหน้าเสียทุกที เอย์จุนเลยไม่มีโอกาสได้แสดงอาการแบบนั้นบ้าง
พอผ่านไปอีกสักสี่ห้าปีเดี๋ยวก็ดีเองแหละมั้ง...
เขาได้แต่รอคอยให้ตัวเองแก่ลงอีกหน่อย คนรักจะได้เลิกคิดมาก
มิยูกิหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเอย์จุนพูดใจจริงด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังปลอบเด็ก รู้สึกว่าตัวเองไม่โตขึ้นจากเมื่อก่อนเลย เอาแต่ใช้อารมณ์ทั้งที่รู้ดีว่าคนตรงหน้ารักตนแค่ไหน เขาคิดได้แค่ว่าเอย์จุนให้ท้ายตัวเองเกินไปจริงๆ ถึงได้เผลอทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้อยู่เรื่อย
กระนั้น
“ต่อให้คุณอยากมีลูกจริงๆ ถ้าไม่ใช่ลูกกับผมผมก็ไม่ยอมรับหรอกครับ”
“ผู้ชายท้องไม่ได้ซะหน่อย” เอย์จุนหัวเราะเมื่อได้ยินถ้อยคำแสนเอาแต่ใจ
มิยูกิไหวไหล่ก่อนพูดทีเล่นทีจริง “ถ้าคุณท้องไม่ได้ก็ห้ามมีลูกครับ ถ้าคิดจะมีลูกกับคนอื่นจะจับขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย”
“อย่าพูดจาน่ากลัวงั้นสิ...”
“งั้นคืนนี้มาลองไหมครับ จะทำให้ซาวามุระซังท้องให้ได้เลย”
“หุบปากไปเลย ผู้ชายไม่มีมดลูก มันท้องไม่ได้เฟ้ย!”
เอย์จุนรีบไล่คนรักให้เอาแบบไปเสนอลูกค้าด้วยใบหน้าแดงก่ำเมื่อบทสนทนาเริ่มพาลงเหว จะอย่างไรก็รู้สึกอายเวลาต้องพูดเรื่องพวกนี้ ทำไมมิยูกิถึงได้กล้านักนะ...
ที่บ้านซาวามุระ จากมีคนอาศัยแค่สามคน วันนี้มีอีกหนึ่งชีวิตเพิ่มขึ้นมา หนูน้อยคาโยะเป็นเด็กน่ารักมาก ไม่ร้องไห้กระจองอแงและเลี้ยงง่าย มีโอกาสเป็นพี่เลี้ยงเด็กครั้งแรกก็ได้เด็กน่ารักๆ แบบนี้มาดูแล เอย์จุนปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนเขาจะรักเด็กจริงๆ นั่นแหละ...น่าเสียดายที่ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกของตัวเอง
ชายหนุ่มพาคาโยะไปอาบน้ำและแต่งตัวที่ห้องน้ำชั้นสอง
เดิมทีบ้านหลังนี้มีสามห้องนอนสองห้องน้ำ ห้องนอนแขกอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ส่วนห้องน้ำมีประจำชั้นบนและล่างอย่างละห้อง คุณพ่อของมิยูกิยึดห้องนอนแขกชั้นล่างไปเป็นห้องตัวเองเพราะขี้เกียจขึ้นลงบันได ปัจจุบันห้องนอนแขกจึงอยู่ชั้นสอง หากแขกที่มาค้างด้วยไม่ใช่เด็กน้อยก็สมควรต้องนอนห้องนั้น แต่เพราะเป็นเด็ก เอย์จุนเลยพามานอนห้องตัวเองกับมิยูกิแทน
อย่างที่บอกไปว่าเดิมทีมีห้องน้ำในบ้านสองห้อง ห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอนเอย์จุนจึงเป็นห้องที่ต่อเติมเข้ามาใหม่เพื่อความสะดวก เขาไม่อยากหอบสังขารอันน่าสังเวชหลังโดนมิยูกิเคี่ยวกรำไปเข้าห้องน้ำด้านนอกจึงกัดฟันใช้งบสร้างห้องน้ำเพิ่มในห้องนอน...บอกตรงๆ ไม่เสียดายเงินเลย
แต่ยังไงห้องน้ำใหญ่ข้างนอกก็ดีกว่าห้องเล็กๆ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ ทั้งตนและมิยูกิต่างก็ใช้ห้องน้ำใหญ่กันทั้งคู่
เอย์จุนอุ้มคาโยะซึ่งตัวหอมฟุ้งลงบันไดมานั่งดูทีวีที่ชั้นล่าง
วันนี้หัวหน้าของมิยูกิชวนออกไปดื่ม มิยูกิจึงโทรมาบอกว่าจะกลับบ้านค่ำ ดูแลเรื่องอาหารการกินกันเอาเองนะ เอย์จุนตอบกลับไปว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีของแช่แข็งอยู่ เดี๋ยวหุงข้าวกินกับของพวกนั้นก็ได้...มื้อเย็นวันนี้จึงจบลงง่ายๆ ไม่ใช่อาหารทำมือรสเลิศฝีมือมิยูกิเหมือนทุกที กระนั้นการได้กินอาหารกับหนูน้อยซึ่งต้องการการดูแลมากกว่าผู้ใหญ่ทำให้มื้อนี้ผ่านไปอย่างน่าประทับใจ
ชายหนุ่มถักเปียไม่เป็นจึงผูกผมแกละให้หนูน้อยที่กำลังดูอนิเมตาแป๋ว จนสองทุ่มครึ่งแม่หนูก็เริ่มง่วง แม้จะเร็วจนน่าตกใจแต่เอย์จุนก็จูงเธอไปนอนทั้งที่ใจจริงอยากนั่งรอคนรักกลับมาก่อน
การมาอยู่แปลกที่แปลกถิ่นสำหรับเด็กเล็กโดยไม่มีคนใกล้ชิดอยู่ด้วยเป็นเรื่องใหญ่ คาโยะไม่ร้องไห้กระจองอแงนับว่าเก่งมากแล้ว จะให้นอนคนเดียวในที่ไม่คุ้นเคยอีกก็ใจไม้ไส้ระกำเกินไป เอย์จุนนอนกอดเด็กน้อย กะว่าพอเธอหลับแล้วจะลงไปรอมิยูกิ...ที่ไหนได้ ดันผล็อยหลับตามเด็กซะนี่
ชายหนุ่มมารู้สึกตัวก็ตอนเตียงนอนฝั่งข้างๆ ยุบลง ครั้นลืมตาจึงพบว่าไฟในห้องดับแล้ว คนที่กำลังทรุดตัวลงข้างๆ คงเป็นคนปิดหลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
เนื่องด้วยคาโยะกำลังนอนหนุนแขนข้างขวา เอย์จุนไม่สามารถพลิกตัวกลับไปเผชิญหน้าคนด้านหลังได้
เขาพูดเสียงกระซิบ “ยินดีต้อนรับกลับ”
แขนหนักๆ พาดลงมาบนเอว ไออุ่นทาบทับแผ่นหลัง มิยูกิกระซิบชิดริมหูว่า “กลับมาแล้วครับ”
เอย์จุนนึกประหลาดใจที่ไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ กับกลิ่นพวกนี้ประสาทเขาไวเป็นพิเศษเพราะเป็นคนไม่ดื่ม งานนี้ไม่ว่ามิยูกิจะซดหรือไม่แต่ถ้าไปนั่งกลางวงเหล้า แม้อาบน้ำแล้วก็น่าจะมีกลิ่นติดตัวจางๆ
เขาอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “ไม่ได้ดื่มมาเหรอ”
“จริงๆ แล้วเป็นเลี้ยงข้าวเย็นน่ะครับ แต่ก็มียกสาเกมาดื่มกันด้วย” มิยูกิพูดท่ามกลางความมืด “คนส่วนใหญ่ในโต๊ะดื่มก็จริงแต่ผมนั่งด้านนอกสุด เพื่อนคนที่นั่งข้างๆ ก็ไม่ได้ดื่มเหมือนกันครับ คงเพราะไม่ได้ตั้งวงเป็นเรื่องเป็นราวเลยไม่มีกลิ่นติดตัว”
คนฟังร้องอ้ออย่างอึดอัดเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าคนรักเบียดตัวเข้าหาเกินกว่าจะนอนกอดตามปกติ มันทำให้เขาใจไม่ดีขึ้นมานิดหน่อยเพราะคืนนี้ไม่ได้นอนกันแค่สองคน
คงไม่หรอกน่า เมื่อวานก็เพิ่งทำไปเอง...
แต่ถึงจะกล่อมตัวเองแบบนั้นมือข้างหนึ่งของคนด้านหลังกลับแทรกผ่านช่องว่างระหว่างคอกับหมอนแล้วสอดมือผ่านคอเสื้อกว้างๆ ลงไปถึงอก อุณหภูมิจากผิวกายที่สัมผัสผิวโดยตรงทำให้ชายหนุ่มโกหกตัวเองต่อไม่ออก...ตุ่มหนังไก่ลุกพรึบทั้งตัว
“คาโยะจังนอนอยู่ด้วยนะ...!”
เอย์จุนกัดฟันพูดตื่นๆ ไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวคาโยะจะได้สติ หากสปิตซ์เซมไปรู้ว่าปล่อยลูกสาวมาเจออะไรแบบนี้มีหวังโดนฆ่าหมกส้วมแน่
คนหนึ่งกำลังกังวลอีกคนกลับต่อต้านด้วยการงับขอบหู มิยูกิใช้มือหนึ่งสัมผัสผะแผ่วบนหน้าอกตึงแน่นไร้ไขมัน อีกข้างเลิกชายเสื้อขึ้นแล้วลูบผ่านเอวคอดก่อนสอดเข้าไปใต้ชั้นในเพื่อแตะต้องส่วนกลางกาย
คนโดนรุกรานสะท้านไปทั้งตัวกับสัมผัสปลุกเร้า ร่างกายที่คุ้นชินกับการได้รับความรักแสดงปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วจนน่าอาย ทว่าความรู้สึกผิดชอบไม่ยอมให้เขาหลงเพริดไปกับสิ่งที่คนรักปรนเปรอให้
“วันนี้...ไม่ได้...”
ทั้งที่เป็นคนมีเหตุผล ไม่รู้ทำไมคนอ่อนวัยกว่ากลับทำตามใจชอบ เอย์จุนมั่นใจว่าเรื่องอยากมีหรือไม่อยากมีลูกคุยกันจบไปแล้ว มิยูกิไม่น่าเกเรกับเรื่องนี้
ชายหนุ่มใช้มือซ้ายข้างที่เป็นอิสระดึงแขนข้างที่กำลังเคล้นคลึงตนเองออกโดยพยายามไม่ให้สะเทือนไปถึงแขนอีกข้าง แน่นอนว่าการใช้มือข้างที่ถนัดงัดแรงกับมิยูกิที่ไม่ถนัดซ้ายตนเองย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ...แทบร้องไห้ด้วยความโล่งใจ
ด้วยไม่เคยต้องอดทนฝืนกลั้นความต้องการทางกาย หากเผลอไผลจนคล้อยตาม...ท้ายที่สุดตนคงโยนจิตสำนึกทิ้งแล้วเป็นฝ่ายเข้าไปกอดมิยูกิด้วยตัวเองแน่
“ถ้านายไม่ยอมนอนดีๆ ฉันจะไปนอนอีกห้อง”
เพราะมือแข็งแรงเลื่อนไปฟอนเฟ้นบั้นท้าย เอย์จุนรู้ได้ทันทีว่าคนรักไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ แน่ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปตัวเองด้วยนั่นแหละที่จะทนไม่ไหว โดนมิยูกิกระตุ้นทีไรสุดท้ายก็จบลงที่การปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ ดังนั้นจะให้มิยูกิมาลูบนู่นคล่ำนี่ต่อไม่ได้เป็นอันขาด!
เขารีบบอกด้วยน้ำเสียงกึ่งข่มขู่ ตั้งใจว่าจะย้ายห้องจริงๆ ด้วยถ้าอีกฝ่ายเล่นไม่เลิก
“...ไม่น่ารับฝากเลย” หนวดปลาหมึกย้ายกลับไปกอดเอวหลวมๆ อย่างจำยอม
“อย่าใจไม้ไส้ระกำนักซี่” เอย์จุนว่าเมื่อได้ยินเสียงเดาะลิ้น เป็นแบบนี้เลยต้องตัดใจพยายามแกะตัวเองออกจากหนูน้อยให้เบามือที่สุด เรียบร้อยแล้วจึงพลิกตัวไปกอดคนรักอย่างเอาใจ “คนกำลังลำบากเราก็ต้องช่วยสิ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ด้วยนะ”
พอกลุ่มผมสีน้ำตาลซุกเข้ากับลาดไหล่และปลายคาง คนไร้เมตตาค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย มิยูกิดึงเอย์จุนมากอดแน่นๆ ก่ายขาพันกับอีกฝ่ายให้ร่างกายแนบชิดทุกส่วน “ผมกำลังลำบากนี่ไง...”
“...เมื่อวานก็เพิ่งทำไปเองนะ” ไม่ว่าเปล่ายังตบหลังด้วยความหมั่นเขี้ยวไปที
มิยูกิควานหาใบหน้าเอย์จุนในความมืดแล้วจูบไล่ไปเรื่อยจนกระทั่งเจอริมฝีปากนุ่มนิ่ม คนอ่อนวัยกว่างับริมฝีปากล่างไปทีก่อนเอ่ยเสียงแผ่วหวิวเหมือนกำลังน้อยใจ “อย่าว่าแต่ผมยังหนุ่มแน่นเลย เมื่อวานก็ไม่ได้เล่นงานคุณหนักหนาสักหน่อย”
“เดี๋ยวเถอะ” เอย์จุนเอ็ดขณะดันใบหน้าอีกฝ่ายออกไป เวลาที่ผ่านมาทำให้เขารู้จักควบคุมเสียง ไม่งั้นคงมีว้ากลั่นบ้านไปแล้ว “ยังไงก็ไม่ได้ มีเด็กนอนอยู่ด้วย”
มิยูกิเสนอทางเลือกอันแสนง่ายดายให้โดยไม่เสียเวลาคิด “งั้นให้ไปนอนห้องแขกสิครับ”
“ทำยังงั้นได้ไงเล่า...!”
ระดับเสียงเกือบจะไม่ใช่กระซิบแล้ว คาโยะซึ่งนอนอยู่ข้างๆ คล้ายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงนั้น เธอขยับตัวพลางส่งเสียงในลำคอ เอย์จุนอยากจะหันไปโอ๋ให้นอนสบายๆ แต่ ‘อดีตหนูน้อย’ กลับรัดตนไว้แน่นจนพลิกตัวไม่ได้
“เด็กน่ะ หลับแล้วไม่รู้เรื่องหรอกครับ”
“เลิกพูดอย่างนั้นซะทีเหอะน่า”
“ก็ผมมีแต่เสียประโยชน์นี่นา...”
สุ้มเสียงตัดพ้อทำคนฟังใจอ่อนยวบ สิ่งที่เอย์จุนแพ้ทางคือ ‘การออดอ้อน’ และ ‘เซื่องซึม’ นอกจากไม้แข็งแล้ว มิยูกิซึ่งจับจุดอ่อนคนรักได้อยู่หมัดจะงัดไม้ตายเหล่านี้มาใช้ผสมผสานกันไป การเลือกอาวุธที่มีมารับมือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ถูกขัดเกลาผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน ถึงเวลาปกติคนทำหน้าที่ปรนนิบัติพัดวีจะเป็นคนอ่อนวัยกว่าที่ขยันดูแลเอาใจใส่ ทว่าเวลามีเรื่องต้องตัดสินใจหรือขัดแย้งกัน การที่เอย์จุนไม่เคยชนะมิยูกิสักครั้งก็เป็นเพราะชั้นเชิงพวกนี้
รู้ทั้งรู้ว่าคนรักไม่ใช่เด็กน้อยใสซื่อแต่ความใจอ่อนก็ทำให้ตามอกตามใจมิยูกิไปหมดทุกอย่าง
ความรักบังตาจนมองอะไรไม่เห็น
หนนี้คนที่คอยตามใจจนเป็นนิสัยเองก็ลงอีกหรอบเดิม
“งะ งั้น ถ้าคาโยะจังไม่อยู่ฉันจะ...จะตามใจมิยูกิทุกอย่าง ...แบบนั้นได้หรือเปล่า”
“อีกตั้งหลายวัน...” มิยูกิยังคงพูดเสียงอ่อย...แน่นอนว่าเพื่อเรียกร้องข้อต่อร่องให้ฝั่งตนได้ประโยชน์มากขึ้น
คนหัวช้าไม่มีเอะใจสักนิด
“เอ่อ...นายอยากได้อะไรล่ะ ว่ามาได้เลย ไม่ว่าอะไรถ้าฉันให้ได้ จะให้ทั้งหมด” เพราะไม่อยากเห็นมิยูกิไม่ร่าเริง เอย์จุนรีบเอาใจสุดชีวิต เขาทำเสียงให้ร่าเริงเต็มที “ทนนิดเดียวเอง นี่ก็ยังนอนด้วยกัน เห็นไหม นะ?”
มิยูกิจงใจไม่พูดเรื่องที่เมื่อครู่คนรักยังบอกจะหนีไปนอนอีกห้องให้เสียบรรยากาศ เขาพูดด้วยเสียงที่มีชีวิตชีวาขึ้นนิดหนึ่ง “อะไรก็ได้เหรอครับ”
“อื้อ อะไรก็ได้ ฉันรักมิยูกินะ เพราะงั้น...อะไรก็ได้แหละ!”
ริมฝีปากได้รูปหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยในความมืด มิยูกิไม่ได้พอใจสถานการณ์ในตอนนี้สักเท่าไหร่ กระนั้นคำสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะจากคนรักช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาก
“คุณรับปากแล้วนะ...”
หลังจุมพิตจนอีกฝ่ายลิ้นชาดิก ชายหนุ่มก็นอนกอดคนรักแล้วจมลงสู่ห้วงนิทรา
No comments:
Post a Comment