Fanfic
Naruto
เรื่องราวของชิกามารุ
Pairing :
Shikamaru x Temari
Rating : SFW
เพราะเกิดในครอบครัวนินจาจึงต้องเป็นนินจา
ทั้งที่ในความเป็นจริง นารา
ชิกามารุแค่ต้องการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายอย่างคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เขาเริ่มถูกใช้งานเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่สมัยท่านโฮคาเงะรุ่นที่ห้ายังดำรงตำแหน่ง
คนอื่นอาจรู้สึกภูมิใจเมื่อตนเป็นที่คาดหวัง
ทว่าสำหรับชิกามารุมันเป็นเพียงภาระซึ่งคอยฉุดรั้งให้หนีห่างจากชีวิตไร้แก่นสาร
เขายอมเป็นคนโง่งมที่ได้อยู่สงบๆ
ดีกว่าเป็นอัจฉริยะที่ต้องทำงานหัวปั่น
...แต่คนเราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้
ปากบ่นยังไงก็โดนมอบหมายภารกิจให้อยู่ดี...บ่นไปก็เท่านั้น
คิดแล้วเซ็ง
ตระกูลนารามีบทบาทสำคัญต่อหมู่บ้าน
พ่อของชิกามารุก็เป็นมันสมองที่สามารถหวังพึ่งได้
คนที่ไม่ใกล้ชิดสนิทสนมจะพลอยคาดหวังในตัวเขาตามก็ไม่แปลก อย่างไรก็ตาม
ด้วยนิสัยทำอะไรตามใจชอบสุดขีดและมีความขี้แพ้อยู่เต็มเปี่ยม
พอเริ่มรู้จักว่าชิกามารุแท้จริงเป็นคนยังไง สุดท้ายใครที่เคยคาดหวังในตัวเขาก็เห็นเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
และมันควรจะเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ...
กระทั่งซาสึเกะออกจากหมู่บ้าน
รุ่นที่ห้าออกคำสั่งให้ไปตามตัวกลับมา
สมาชิกทีมเฉพาะกิจมีจำนวนห้าคนอันประกอบไปด้วยตัวชิกามารุเอง นารุโตะ โจจิ เนจิ
และ คิบะ....เวลามันกระชั้นเลยหาคนได้เท่านี้ นอกจากจำนวนจะน้อย
ยังโดนโยนตำแหน่งหอบัญชาการให้
ตอนนั้นชิกามารุมีใจจะทำแม้ไม่ได้สนิทสนมกับเด็กตระกูลอุจิวะก็เพราะอีกฝ่ายเป็นคนในหมู่บ้าน...สำหรับเขามันเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด
ชิกามารุไม่ใช่นารุโตะ
ไม่ได้มีแรงปรารถนาในการดึงอีกฝ่ายกลับมาด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ใจอย่างคำว่ามิตรภาพ...แน่ล่ะว่าพวกเขาเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน
แต่ชิกามารุไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างมากเป็นพิเศษมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะรู้สึกตื่นตระหนก
หากไม่ได้ทุรนทุราย
สุดท้ายภารกิจคราวนั้นจบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว...ขนาดมีกองหนุนก็ยังไม่สำเร็จ
เขารู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่ก็ทำใจได้อย่างรวดเร็ว
...นั่นเป็นทางที่ซาสึเกะเลือกเอง
จะเห็นด้วยหรือไม่ชีวิตตัวเองย่อมต้องเลือกทางเดินเอาเอง
ชิกามารุจะไม่สอดปากวิพากษ์วิจารณ์โดยยึดความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง
เขาหวังว่าหลังจากนั้นจะได้เป็นนินจาเรียบๆ
ง่ายๆ ไปตามเรื่อง ทว่าภารกิจกลับวิ่งเข้าหาไม่หยุดหย่อน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
และแล้ววันคืนอันสงบสุขก็โดนทำลายลงด้วยน้ำมือของแสงอุษา
ครูอาสึมะตาย
สงครามนินจาครั้งใหญ่อุบัติ
ชิกามารุเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ในตอนนั้น
อยากปกป้องชีวิตอันแสนปกติสุขของคนทั่วไป...และตัดสินใจจะสนับสนุนให้นารุโตะได้เป็นโฮคาเงะ
ศักยภาพแต่กำเนิดไม่ใช่สิ่งที่ชดเชยได้ด้วยการพยายามและอดทนเพียงอย่างเดียว
แม้นารุโตะจะมีใจขยันทำงาน
แต่เด็กงี่เง่าในอดีตไม่มีทางเป็นอัจฉริยะได้ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ
เพียงเพราะได้รับหัวโขนซึ่งมีชื่อว่า ‘โฮคาเงะ’
ขนาดรุ่นก่อนๆ
ที่มีความสามารถรอบด้านยังแทบจะตายคากองเอกสารให้ได้ แล้วอุซึมากิ
นารุโตะผู้ซึ่งมีสภาพเยี่ยงเด็กหลังห้องมาก่อนจะเป็นเช่นไร?
คำตอบช่างแสนง่ายดาย...
วีรบุรุษในสงครามไม่ใช่ราชาผู้ปราดเปรื่อง
ความสามารถในการสู้รบไม่มีผลต่อความสามารถในการจัดการกองเอกสาร
...ถึงอย่างนั้นความรับผิดชอบอดทนในหน้าที่ทำให้ตำหนิไม่ออก
และเดิมทีคำตำหนิก็ไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นแต่อย่างใด
ชิกามารุได้แต่เอาใจช่วยเพื่อนเก่าแก่ควบตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งกำลังขึ้นอืดคาโต๊ะประจำตำแหน่ง
ก็เล่นวุ่นแต่กับงานจนลูกชายก่อเรื่องเรียกร้องความสนใจไม่เว้นแต่ละวันนี่นะ...
ในฐานะที่ครอบครัวสันติปรองดอง
ชิกามารุได้แต่เห็นใจและเอาใจช่วยเงียบๆ งานที่ตนพอช่วยได้ก็พยายามแบ่งเบาภาระให้
อะไรๆ อาจไม่ลื่นไหลเท่าที่อยากให้เป็น ทว่าเจ้าเพื่อนคนนี้ก็เป็นโฮคาเงะที่ดี
บ้านเมืองน่าอยู่และพัฒนาไปมากก็เพราะอดีตคนไม่เอาอ่าวคนนี้
ที่เขาต้องทำงานหนักก็เพราะแผนการพัฒนาหมู่บ้านของเจ้าคนตรงหน้า
ไม่รู้คนอื่นจะคิดยังไง แต่หากไปถามชิกามารุเมื่อครั้งเยาว์วัย
เด็กชายในตอนนั้นคงไม่คิดว่าในอนาคตตัวเองจะต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อนคนหมู่มากเป็นแน่
“วันนี้กลับบ้านซะหน่อยดีกว่ามั้ง”
ความแสบสันต์ของลูกชายคนเดียวของโฮคาเงะใครๆ
ก็รู้กัน ฮินาตะเป็นผู้หญิงเรียบร้อยอ่อนหวาน
ไม่มีทางเสียล่ะที่จะกำราบลูกชายแบบนั้นได้อยู่มือ
ต่อให้เท่าที่เห็นโบรูโตะจะมีปัญหาแต่กับพ่อ...อันที่จริงควรพูดว่าให้ความสำคัญกับแม่และน้องสาวมาก
แต่ก็ดูเหมือนจะเชื่อฟังแม่ด้วยการทำตัวเป็น ‘เด็กดี’ และหยุดสร้างปัญหาไม่ได้
ถึงจะเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากพ่อผู้ยุ่งแสนยุ่งก็เถอะ...
เทียบกันแล้วทางลูกชายเขาน่ารักกว่าจม...
แม้จะรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในอดีตมายืนอยู่ต่อหน้าเมื่อเห็นลูกชาย
ทว่าถ้าชิกาไดมีพฤติกรรมอย่างโบรูโตะจริงคงได้โดนแม่ผู้เข้มงวดสั่งสอนจนคางเหลือง
ไม่ได้ก่อเรื่องก่อราวจนน่าไล่พ่อไปอบรมรมสักสามยกหรอก...แน่สิ
เทมาริไม่เหมือนฮินาตะซะหน่อย
ชายหนุ่มผู้มีรอยคล้ำใต้ตาเงยหน้าจากบะหมี่ถ้วย
สูดเส้นเข้าปากเสียงดัง พอเคี้ยวๆ กลืนลงคอค่อยตอบเสียงระโหย
“...ก็อยากกลับหรอก”
ดวงตาสีฟ้ามองตั้งเอกสารเหมือนเห็นของแสลง
เข้าช่วงสิ้นปีแล้วก็จะเป็นแบบนี้...พากันประดังประเดเข้ามาเหมือนสึนามิ
ในฐานะผู้นำของหมู่บ้านจะทิ้งงานกลับไปเสวยสุขที่บ้านก็กระดากใจ
ชิกามารุมองปึกกระดาษสีขาวขณะลูบเครา
ในหัวคำนวณงานที่ต้องทำในวันนี้และวันถัดๆ ไป หลังคำนวณหยาบๆ
เห็นว่าพอจะมีทางรอดให้โฮคาเงะคนปัจจุบัน
ร่างสูงสมส่วนเดินไปหน้าโต๊ะแล้วถือวิสาสะแบ่งข้าวของบนนั้นออกมาหนึ่งกอง
“ฉันช่วยแล้วกัน”
ต่อให้ตัดสันดานเก่าไม่ขาดทำให้ไม่กระตือรือร้นเท่าผู้มีพลังสถิตร่างตรงหน้า
ทว่าชิกามารุไม่ใช่คนประเภทกองงานไว้เหนื่อยทีเดียวในตอนท้าย
ขณะที่คนอื่นกำลังหัวปั่น เขาดูจะใช้ชีวิตได้สบายใจกว่าชาวบ้าน
ไม่เพียงขยันกำจัดงานรายวัน แต่ดูเหมือนจะใช้เวลาคิดและทำน้อยกว่าคนอื่น
เห็นแก่ชีวิตครอบครัวเพื่อน
เรื่องเท่านี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ขืนยังปล่อยให้นารุโตะผจญรายงานกองโตต่อไป
สิ้นปีนี้เจ้าตัวอาจไม่ได้กลับไปฉลองที่บ้านก็ได้
โฮคาเงะสองรุ่นก่อนไม่มีครอบครัวให้พะวักพะวนแต่โฮคาเงะคนปัจจุบันไม่ใช่
แถมลูกชายลูกสาวก็อยู่ในช่วงกำลังเติบโต ความรักความเอาใจใส่จากพ่อบังเกิดเกล้าเป็นเรื่องสำคัญ
แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ชิกามารุที่กลับบ้านสม่ำเสมอเห็นเพื่อนหัวฟูทำงานแล้วรู้สึกเจ็บมโนธรรมขึ้นมานิดหน่อย
เอาเถอะ
ถือว่าช่วยสงเคราะห์...
ยังไงก็หนุนหลังหมอนี่มาเป็นโฮคาเงะเอง
อุตส่าห์ช่วยผลักช่วยดันมาขนาดนี้แล้วก็ต้องร่วมหัวจมท้ายกันให้ถึงที่สุดล่ะ
ด้วยเหตุนี้ ชิกามารุจึงนั่งจมกองเอกสารแทนที่จะได้กลับบ้าน
เซ็งชะมัด...
การแบ่งเบาภาระโฮคาเงะเป็นหน้าที่อันสมควรแต่ใครจะคิดว่าดันมีงานจิปาฐะให้วิ่งวุ่นแหกโค้งเข้ามาหาตัวเองอย่างจังในจังหวะเดียวกัน
แม้ชิกามารุจะจัดอยู่ในกลุ่มบุคลากรระดับสูง
น่าจะเป็นคนชี้นิ้วสั่งมากกว่าลงภาคสนาม
ทว่าเรื่องบางเรื่องปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบแล้ววางใจไม่ลง
ต้องคอยสอดส่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหายากจะแก้ในภายหลัง แล้วไหนจะรายงานกองโตต้องตรวจสอบอีก
แถมยังต้องตามนารุโตะไปดูความเรียบร้อยของศูนย์รวมข้อมูลที่เพิ่งจัดตั้ง...
ชิกามารุหอบสังขารกลับบ้านด้วยดวงตาที่ปรือเปิดเพียงครึ่ง
สองสามวันที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันมากทีเดียว
“ไง”
คนที่ยืนเท้าเอวทักทายเขาด้วยสีหน้าคล้ายสงสารแกมสังเวชตรงประตูทางเข้าบ้านคือเทมาริ
ตั้งแต่แต่งงานกันแล้วมาปักหลักที่โคโนฮะ
เธอผันตัวเองเป็นแม่บ้านเต็มตัว คิดๆ ไปแล้วก็เสียดายความสามารถ เทมาริเพียบพร้อมไม่ว่าจะบุ๋นจะบู๊
การจับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นการสูญเสียบุคลากรชั้นดี กระนั้น ในฐานะที่เธอเป็นบุคคลสำคัญของสึนะงาคุเระ
จะให้มีบทบาทสำคัญในโคโนฮะก็ไม่สมควร...ปัญหาเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องยุ่งยาก
แม้ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุขดีแต่ตัดไฟแต่ต้นลมจะดีกว่า
“ต้องรีบออกไปอีกหรือเปล่า?”
เธอถามด้วยน้ำเสียงซึ่งไร้ความอ่อนหวานโดยสิ้นเชิง
ถึงอย่างนั้นแค่ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงก็ทำให้ชิกามารุรู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาก
“วันนี้อยู่บ้าน”
หญิงสาวไหวไหล่นิดๆ
เมื่อได้ยินคำตอบ “ฉันจะไปเตรียมน้ำให้อาบ รอแป๊บนึง”
สิ้นเสียง
ร่างสะโอดสะองในชุดสีครามเข้มก็หมุนตัวไปอีกทาง ชิกามารุถอดรองเท้าแล้วเดินเนือยๆ
เข้าบ้าน ระหว่างจะเดินกลับห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
เขาเห็นลูกชายกำลังนั่งเล่นเกมผ่านช่องว่างระหว่างประตูกรุกระดาษ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ชิกาไดหันมาทักทายสั้นๆ
ก่อนหันไปเล่นเกมต่อ ชิกามารุนึกสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวดีไม่ออกไปฝึกวิชาหรือ
เขาเหมือนได้ยินซาอิพูดผ่านหูว่าอิโนะจะเคี่ยวเข็ญบรรดาลูกๆ ไม่ให้หย่อนยาน
ถ้าจำไม่ผิดช่วงเวลานัดรวมพลมันช่วงนี้ เจ้าเด็กนี่หาเรื่องโดดร่มหรือไง...?
นิ่งคิดเล็กน้อยแล้วก็ต้องถอนใจ
เอาเถอะ...ถ้าเป็นเขาก็คงขอบายเหมือนกัน
ในเมื่อตัวเองคิดอย่างนี้จะให้ไปไล่เรียงลูกก็กระไร
ชิกามารุเดินเลยผ่านไปแล้วใช้เวลาแช่น้ำอยู่ครู่ใหญ่
พอกลับออกมา ภรรยาผู้เพียบพร้อมก็เตรียมอาหารการกินไว้เรียบร้อย เขานั่งยังเก้าอี้ประจำของตัวเองโดยไม่รอให้เทมาริต้องออกปาก
‘เชิญ’ พอหย่อนก้นลงไปปุ๊บ ถ้วยข้าวสวยก็วางลงตรงหน้า
“...”
มือหยิบถ้วยใบนั้นขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนเทมาริย้ายมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ อยู่ที่เก้าอี้ตัวข้างๆ
เธอพูดโดยที่ดวงตายังจ้องมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ
“จะนอนหรือเปล่า
ฟูกตากอยู่ จะได้ไปเอาให้”
เนื่องด้วยเลยเวลาอาหารเช้าไปนานแล้ว
ชิกามารุจึงนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว เขากลืนซุปอุ่นๆ ลงท้องแล้วพยักหน้า
“ฝากด้วยล่ะ”
กระไออุ่นอวลยากอธิบายแผ่ซ่านอยู่ภายในร่างกายอย่างเงียบเชียบ
...เพิ่งจะเห็นความสำคัญของครอบครัวก็ต่อเมื่อได้แต่งงานแล้ว
เมื่อก่อนยังเคยถามพ่อว่าทำไมมาแต่งงานกับแม่ได้ แม่ขี้บ่นจะตาย คิดดีแล้วเหรอ
ตอนนั้นพ่อหัวเราะแปลกๆ แล้วแก้ตัวเรื่อยเปื่อยว่าแม่ก็น่ารักนะ
มาตอนนี้ถึงเข้าใจความรู้สึกพ่อ
เทมาริเป็นคนจู้จี้และดุดัน
ต่างจากสเปกที่วาดหวังไกลลิบ...เขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดาๆ แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่อง
มาตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรได้อย่างที่เคยคิด
ทว่าเขามีความสุขมาก
การมีคนรอรับหลังกลับมาเหนื่อยๆ
ทำให้มีแรงใจในการก้าวเดินต่อไป รู้ดีว่าการดึงเทมาริมาอยู่ข้างๆ เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างมาก
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบอยู่เฉย เป็นคนเอาการเอางานและเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย...แตกต่างจากชิกามารุมากไม่ว่าจะในแง่นิสัยใจคอหรือบุคลิก
ทว่าก็เธอก็ยังยอมทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ
ของตัวเองมาอยู่ข้างเขา
หญิงสาวไม่ใช่คนขี้อาย
และยิ่งไม่ใช่คนรักที่จะมาพูดจาหวานๆ เสนาะหู
บุคลิกภายนอกจัดว่าเป็นผู้หญิงประเภทแข็งกร้าว
การจะหวังให้มาฉอเลาะเอาใจนั้น...ฝันเอาง่ายกว่า
คุณสมบัติภรรยาในอุดมคติอย่าหวังจากเธอคนนี้ในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ใช่ช้างเท้าหลังมาตั้งแต่แรก
ชิกามารุคิดว่าเทมาริไม่ได้เป็นช้างเท้าหน้าแต่เป็นควาญช้าง...
อย่างไรก็ตาม
เขาไม่ได้ต้องการภรรยาที่เอาอกเอาใจเก่ง และความจริงใจของเทมาริก็ไม่ได้สัมผัสยากเย็น
การยอมเสียสละอะไรตั้งมากมายและความเอาใจใส่ที่ได้รับตลอดหลายปีมานี้สำคัญกว่าวาจาหวานหูเป็นไหนๆ
นอกจากนี้ เทมาริที่เขารักก็คือเทมาริที่เป็นแบบนี้
รักเธอแบบที่เธอเป็น
บางครั้งอาจจุกจิกจนน่าเบื่อไปบ้าง
แต่ก็นั่นแหละ...เอาเถอะ เขารับได้
...ไม่ได้ถึงขนาดทนฟังไม่ไหวซะหน่อย
บอกตัวเองอย่างนั้นระหว่างถามเองตอบเองไม่รู้กี่หนในระยะเวลาการใช้ชีวิตคู่ที่ผ่านมา
หากสักวันชิกาไดถามคำถามคล้ายๆ ตัวเองเมื่อครั้งเยาว์วัย
ชิกามารุก็คงไม่พ้นเจริญรอยตามพ่อ
‘แม่เขาก็น่ารักนะ’
เจ้าลูกชายอาจสงสัยว่าแม่น่ารักตรงไหน...ไม่สิ
คงสงสัยเลยแหละ แต่เขาหนังหน้าบางเกินจะเอ่ยเป็นคำพูด
กรณีอย่างนี้เดี๋ยวโตขึ้นก็รู้เอง ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากหรอก
ชายหนุ่มนึกอายขึ้นมานิดๆ
ขณะคิดเรื่องไร้สาระแล้วหันไปเห็นหน้าสวยๆ ของภรรยา
เทมาริอายุมากกว่าชิกามารุแต่ยังสาวสะพรั่ง
พูดได้เต็มปากว่าเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม
เทียบกันแล้วเป็นชิกามารุเสียอีกที่ดูแก่ขึ้นจมในช่วงหลายปีให้หลัง...ถึงขั้นมีคนทักว่าดูแก่กว่าเทมาริด้วยซ้ำ
บางทีอาจเป็นเพราะเคราที่ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความอาวุโส...เขาปลอบตัวเองเช่นนั้นด้วยกลัวว่าถ้าโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงแล้วยังดูมีอายุอยู่อีกจะไม่มีข้ออ้างในการเข้าข้างตัวเอง
มันช่วยไม่ได้เมื่อต้องทำงานตัวเป็นเกลียว
มีเรื่องให้คิดมากริ้วรอยบนใบหน้าจะมากตามก็ไม่แปลกเสียหน่อย...
ระหว่างเก็บล้างจานชาม
เทมาริไปเตรียมฟูกนอนให้ อาจเพราะรู้ดีว่าเขากำลังต้องการการพักผ่อน
หญิงสาวจึงไม่ได้ซักถามอะไรมากความ ตอนเดินสวนกันตรงทางเดิน
ชิกามารุซึ่งกำลังตรงไปพักเอาแรงชะงักปลายเท้าหยุดอยู่กับที่
“เฮ้”
เทมาริที่เดินเลยไปในทิศทางตรงข้ามหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองด้วยสายตาตั้งคำถาม
ชิกามารุเกาแก้ม
“เธอ...จะไปไหนหรือเปล่า”
“ก็ไม่นี่”
“เหรอ...”
“ไปนอนไป”
“...”
เสียงไล่ฟังดุๆ
ในที ชิกามารุลูบหลังคอก่อนเดินเนือยๆ กลับห้องแล้วมุดตัวเข้าไปในฟูกซึ่งยังอุ่นอยู่เล็กน้อย
ฤดูใบไม้ร่วงแดดไม่ดีเท่าฤดูร้อน แถมนี่ยังใกล้เข้าหน้าหนาว
เอาเข้าจริงอากาศเริ่มเย็นขึ้นแล้วด้วย แต่การเอาฟูกไปตากก็ช่วยขจัดกลิ่นอับได้
ยังไงก็ดีกว่าพับกองเป็นซากไว้ในตู้
ชายหนุ่มพลิกตัวไปมาแม้ความง่วงรุมเร้า
เพราะเมื่อคืนโต้รุ่งเพื่อให้วันนี้มีเวลาว่างเขาจึงไม่ได้นอนสักงีบ
การไม่นอนสักคืนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรอก แต่เขาไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว...ตอนเป็นจูนินยังหาเรื่องงีบได้แท้ๆ
มาตอนนี้เวลาทำตัวสโลว์ไลฟ์หดหายไปอื้อ
นี่ถ้าไม่ใช่เลือกทางเดินนี้ด้วยตัวเองคงมีหงุดหงิดกันบ้าง
ตั้งแต่ชิกาไดเกิดมา
ชิกามารุลดคำพูดจำพวก ‘ตูละเบื่อ’ ‘ตูละหน่าย’ ‘เซ็งชะมัด’ และอื่นๆ ลงไปผิดหูผิดตา
ในเมื่อเป็นพ่อคนแล้วก็ควรจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จะให้ทำตัวเหมือนสมัยเด็กๆ
คงไม่สมควรนัก
ชิกามารุหลับตาอีกห้าวินาทีแล้วตัดสินใจเลิกผ้าห่ม
ถ่างตาลุกออกจากฟูก พอดีเจอลูกชายกำลังจะออกไปข้างนอก ชิกามารุเปรยเหมือนถาม
“ภารกิจเรอะ?”
แววตาซึ่งฉายความเบื่อหน่ายอยู่เนืองนิตย์ประสานกลับมา
ใบหน้าอ่อนเยาว์พยักหงึก...ช่วงแรกๆ ไม่คุ้นเอาเสียเลยที่เห็นดวงตาเรียวยาวทรงอัลมอนด์แบบเดียวกับเทมาริดูเหมือนปลาตาย
เธอคนนั้นมีแววตาที่หนักแน่นมั่นคง เป็นแววตาอันเจิดจ้าผิดกับแววตาคู่ตรงหน้า
ชิกามารุอาศัยเวลาพักใหญ่กว่าจะชินและสำเหนียกได้ว่าเชื้อฝั่งตัวเองนี่แรงชะมัด
“แม่ล่ะ”
“อยู่ตรงระเบียงบ้านน่ะ”
ชิกาไดตอบสั้นๆ
ชิกามารุร้อง ‘อ้อ’ ออกมาหนึ่งคำ
ลูกชายขยับรองเท้ากระแทกพื้นเบาๆ
สองสามทีก่อนผงกศีรษะให้ “ไปล่ะครับ”
หลังบอก ‘ไปดีมาดีนะ’ แล้วโบกมือให้นิดหนึ่ง
ชิกามารุเดินไปทางระเบียงบ้าน
เห็นร่างอันคุ้นตานั่งไขว่ห้างรับอากาศฤดูใบไม้ร่วงสบายอารมณ์ เทมาริเบนสายตากลับมาเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนอื่นนอกจากตน
เธอถามตรงไปตรงมาโดยที่ยังใช้มือสองข้างค้ำน้ำหนักตัวเองบนระเบียงไม้
“ไม่ง่วงแล้วหรือไง”
ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นซึ่งเย็นขึ้นเล็กน้อยเพราะลมจากภายนอก
ชิกามารุหยุดยืนด้านข้างเยื้องไปทางข้างหลังภรรยา รู้สึกคอไม่ค่อยโล่งพิกล เขากลืนน้ำลายนิดหนึ่งแล้วค่อยตอบ
“ฉันไม่กลับบ้านตั้งสามวัน
ไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ”
“...?”
ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กๆ “ก็ไม่ได้นานเป็นอาทิตย์นี่”
“...”
เคยต้องออกจากหมู่บ้านเป็นอาทิตย์ๆ
เทียบกันแล้วสามวันไม่แปลกจริงๆ นั่นแหละ
ถึงอย่างนั้นชิกามารุก็อยู่ติดบ้านตลอด...
เทมาริผุดยิ้มขันๆ
เธอลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษฝุ่นที่ปลิวมาติดเสื้อผ้า ปลายนิ้วขาวผ่องแตะแขนสามีเบาๆ
พอชิกามารุไม่ขยับก็คว้าแขนแล้วลากกลับทิศทางเดิมที่เพิ่งเดินมา หญิงสาวแทบจะโยนอีกฝ่ายลงไปบนฟูกเมื่อถึงห้อง
คนโดนกระทำรุนแรงไม่ทันได้บ่นกระปอดกระแปดผ้าห่มก็คลุมตัวมาถึงคาง
“หลับซะ
ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน”
“ร้อน”
ชิกามารุมองผ้าห่ม ไม่ยอมหลับตาเสียที
ร่างในชุดสีเข้มเลิกคิ้ว
จากนั้นจึงหยั่งเชิง “นึกว่าหนาวซะอีกนะ”
ใบหน้าคมสันเบือนไปอีกทางนิดหนึ่ง
ทนสบตาต่อไม่ได้ “ก็อาจจะมั้ง...”
หากเป็นปกติเห็นจะได้พูดว่า
‘จะเอายังไงกันแน่’
ทว่าพอเห็นริ้วสีแดงอ่อนจางที่โหนกแก้มของคนง่วง
เทมาริรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายแค่ทำเป็นยักท่าเท่านั้น หญิงสาวคิดอะไรอึดใจ จากนั้นเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวเข้าไปข้างใต้
คนนอนอยู่ก่อนกระพริบตาปริบ ทว่าไม่ได้พูดอะไร
เรือนผมสีทองสัมผัสต้นคอและปลายคางชวนให้จั๊กจี้
เรียวแขนวางทับหน้าท้อง
“อุ่นขึ้นบ้างหรือยัง”
เทมาริพูดโดยที่ยังซบหน้าลงกับอก
ชิกามารุดึงมือขวาออกจากใต้ศีรษะแล้วแกะยางรัดผมของภรรยาโยนไปทิศทางหนึ่งส่งๆ
เรียบร้อยค่อยใช้แขนข้างเดียวกันโอบร่างที่เบียดชิด “ไม่ได้บอกว่าหนาวซะหน่อย”
“นายนี่นะ”
เธอเอ็ดไม่จริงจังนัก “...อยากให้อ้อนเหรอ?”
“ก็เปล่า”
ชิกามารุไม่ได้โกหก
เขาไม่ได้คิดอยากให้เทมาริมาอ้อนจริงๆ ส่วนทำไมถึงนึกอยากสัมผัสใกล้ชิดขึ้นมา...เขาไม่สามารถตอบได้
“หรือว่านายอยากอ้อน?”
เทมาริถามใหม่ขณะยังแนบแก้มอยู่กับแผ่นอก
คนฟังคิดหนัก
ไม่ว่ายังไงก็ไม่ทราบคำตอบ แต่บางที...
“คงงั้นมั้ง...”
“ฮึ...”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ
รู้สึกได้ว่าน้ำหนักที่กดทับอกและเอวมากขึ้น
ความอบอุ่นส่งผ่านเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดฤดูหนาว
เทมาริไม่ได้ชวนคุยอะไรอีก ดูเหมือนจะอยากให้เขาพักผ่อนจริงๆ กระนั้นชิกามารุกลับตาสว่างขึ้นเมื่อได้สนทนาสัพเพเหระ
“เบื่อหรือเปล่า”
เขาถาม
หมัดกึ่งเล่นกึ่งจริงชกตุบเข้าที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง
คนโดนเล่นงานทีเผลอนิ่วหน้า ส่วนคนลงมือประทุษร้ายสามีกลับไม่ตอบคำ
ชิกามารุต้องย้ำใหม่
“ฉันอยากรู้”
เจ้าของผมสีทองผละจากอกมาเท้าคางมองใบหน้าชิกามารุในระยะประชิด
เทมาริถามย้อนด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ถามทำไม”
“...ก็...ไม่ทำไมหรอก”
ถ้าไม่ได้นอนอยู่คงรู้สึกว่ามือไม้เกะกะขึ้นมา
ตอนนี้กำลังโอบอีกฝ่าย ชิกามารุจึงใช้นิ้วสางเส้นผมยาวระดับบ่าสีทองเบาๆ
แก้อาการมือว่าง
เทมาริเดาะลิ้นก่อนซบหน้าลงกับแผ่นอกสามีอีกครั้ง
เพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปีจนลูกชายเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าชิกามารุกำลังหมายถึงอะไร
หญิงสาวพูดเสียงหนักให้ได้ยินชัดๆ
“ฉันไม่เคยเสียใจที่มาแต่งงานกับนายหรอกนะ”
เท่านั้นนิ้วที่กำลังสางผมเพลินๆ
ก็หยุดชะงักเหมือนปิดสวิทช์
ชิกามารุหลุดยิ้มยากจะกลั้น
ตัวรุมๆ เหมือนโดนพิษไข้เล่นงาน...เขาสู้เทมาริไม่ได้จริงๆ แฮะ
“...คิดว่าชิกาไดอยากมีน้องหรือเปล่า”
“ฉันชกนายให้สลบได้นะ”
“...”
โหดชิบเป๋ง
กำปั้นที่ชูออกมาจากผ้าห่มอุดปากชิกามารุได้ชะงัดนัก
เมื่อกลับสู่สภาวะคนทำงานหลังหนีไปพักผ่อนหย่อนใจมาหนึ่งวันชดเชยการทำงานโต้รุ่งต่อเนื่อง
ชิกามารุพบว่าสีหน้าของนารุโตะที่หนีงานไปพร้อมๆ กันดีขึ้นมาก
ดูท่าจะได้กินนอนเป็นเรื่องเป็นราว
อย่างน้อยริ้วรอยใต้ดวงตาก็ดูลดลงกว่าเมื่อสองวันก่อน
ว่าแล้วก็หันไปมองเด็กน้อยอีกสามคนในห้องที่ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ไม่ไกล
สาวน้อยสวมแว่นทายาทตระกูลอุจิวะ
หนุ่มน้อยผิวขาวซีดผู้มีรอยยิ้มแจ่มใส และลูกชายของโฮคาเงะคนปัจจุบัน...คนที่กำลังแยกเขี้ยวเสียงดังใส่หัวหน้าหมู่บ้าน
วันนี้โบรุโตะก็ยังหาเรื่องเหมือนเดิมแฮะ
...พ่อเป็นไงลูกก็เป็นงั้น
เห็นแล้วนึกถึงนารุโตะในอดีตขึ้นมาเลย
ชิกามารุมองพ่อลูกเจ้าปัญหาแล้วระบายยิ้มอ่อนใจ
เห็นสีหน้านารุโตะดีขึ้นก็นึกว่าความสัมพันธ์กับลูกชายจะดีตามแต่ดูท่าจะไม่ใช่
ระหว่างมอบหมายภารกิจ
เพราะโบรุโตะพูดจาวางโตเลยโดนซาราดะเอ็ดไปที
ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีบรรยากาศชวนเครียดเกิดขึ้นเป็นจริงเป็นจัง
เขาเห็นนารุโตะมองแผ่นหลังลูกชายและเพื่อนๆ หายลับไปหลังบานประตูพร้อมโคโนฮะมารุ
จากนั้นโฮคาเงะรุ่นที่เจ็ดก็ถอนหายใจยาว
“เทียบกับนายเมื่อก่อนแล้วดูหวังได้กว่านะ”
ชิกามารุให้กำลังใจ ปรากฏว่าลมหายใจที่พ่นออกมาระลอกสองดันหนักหน่วงกว่ารอบแรก
“ไม่สนทีมเวิร์คแบบนั้นยังไงก็รอดได้ไม่ไกลหรอก...หมอนั่นไม่ฟังกันบ้างเลย
ลูกคนอื่นไม่เห็นเหมือนลูกฉัน ยุคสมัยของพวกเราคร่ำครึไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย”
นารุโตะบ่นเป็นคนแก่ ท่าทางจะทดท้อเอามากๆ
ชิกามารุได้แต่ปลอบไปตามประสา
“เวลาจะขัดเกลาคนให้โตขึ้นเอง”
ไม่ว่าใครต่างก็มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ต่างกันออกไป
โบรุโตะอาจมีเรื่องที่ทำให้นารุโตะไม่ชอบใจ แต่คนอื่นๆ ก็คงจะมีสิ่งที่อยากให้ลูกตัวเองปรับเปลี่ยนแก้ไขกันทั้งนั้น
ในฐานะที่มาค้นพบตัวเองเอาตอนหมาเลียก้นไม่ถึง
ชิกามารุเห็นว่าจะทำตัวออกนอกลู่นอกทางสักเล็กน้อยตอนยังเด็กไม่ใช่ปัญหาใหญ่...ใช่
ถ้าแค่เล็กน้อยนะ
“ดังนั้น
หน้าที่ของพวกเราก็คือปกป้องเด็กๆ พวกนี้และรอดูเขาเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างามไง”
“...เฮ้อ”
“ทีนี้
ท่านโฮคาเงะ...” ชิกามารุไม่คิดจะฟังคำบ่นต่อ เขาส่งงานชิ้นใหม่ให้ชายหนุ่มที่นั่งไหล่ตกอยู่บนเก้าอี้
“ขอด่วน ภายในพรุ่งนี้ล่ะ”
‘ท่านโฮคาเงะ’ ร้องแหงะเหมือนถูกบังคับให้ดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตาประทับในมือหล่นกระแทกโต๊ะเสียงดังป๊อก
ทว่าชิกามารุอ่อนข้อให้ไม่ได้
“งานนี้ต้องตัดสินใจโดยโฮคาเงะ
พยายามเข้าละกัน ถ้าอยากปรึกษาก็เรียกได้ ฉันจะไปดูห้องวิจัยหน่อย”
โบกมือเตรียมลา พอดีได้ยินเสียงหงุงหงิงจากด้านหลังจึงหยุดเท้าแล้วหันเฉพาะส่วนคอกลับไปยังที่นั่งของตัวแทนหมู่บ้าน
นารุโตะซึ่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพราะเห็นงานระลอกใหม่แล้วท้อแท้มองมายังตนด้วยดวงตาสีฟ้าแฝงความริษยาอยู่เบาบาง
“นายนี่ดีจังนะ
ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องที่บ้าน”
การทำงานสำเร็จตามเวลาจนได้กลับบ้านทุกวันเป็นเรื่องน่าอิจฉาสำหรับโฮคาเงะผู้มีงานรัดตัว
ทั้งที่ชิกามารุไม่ได้อู้และรับผิดชอบงานของตนเต็มกำลัง...ไม่มีหนไหนที่ทำส่งๆ
แต่อะไรๆ ก็ไปได้สวย ชีวิตราบรื่นจนอดมองด้วยนัยน์ตาลุกเป็นไฟไม่ได้
คนโดนอิจฉาหัวเราะออกมาทีหนึ่ง
“บ้านนายก็ดีนี่
แค่โบรุโตะดื้อไปนิดๆ หน่อยๆ เอง” ชิกามารุแสดงความเห็นตามตรง แต่ในสายตาคนมอง
ดูยังไงก็รู้สึกว่ากำลังวางท่าอย่างคนอยู่เหนือกว่า “จะพิรี้พิไรบ้างก็ไม่เป็นไร
แต่วันนี้ฉันยุ่ง ขอตัวก่อนก็แล้วกัน”
“วันนี้ตารางนายน่าจะโล่งไม่ใช่หรือไง”
นารุโตะถามขวับอย่างสนเท่ห์ จำได้ว่าบนโต๊ะของชิกามารุมีเอกสารรอจัดการกองบางเฉียบ
แถมที่แง้มๆ ดูยังไม่ใช่งานเร่งรีบด้วย แล้วจะยุ่งได้ยังไง?
ชายหนุ่มผู้มัดผมหางม้าไหวไหล่เล็กน้อย
“เดทน่ะ...”
“หือ?”
“...ว่าจะไปเดทสักหน่อย”
“หา!”
จากฟังไม่ถนัด
พอได้ฟังใหม่ชัดๆ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง ชิกามารุหันหลังให้เพื่อนเพื่อซ่อนสีหน้า
กระแอมเบาๆ ไปทีแล้วเอ่ยขอตัว ไม่คิดจะรั้งรอให้ตัวเองตกเป็นหัวข้อในการแซวเล่น
ประตูปิดดังปัง
ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดเฉลียวลูบใบหน้า
เขาแค่ไม่อยากให้เทมาริเซ็งเกินไปเลยอยากใช้เวลาตามประสาสามีภรรยาบ้างเท่านั้นเอง...
สมัยยังหนุ่มสาว
เพราะระยะทางอันห่างไกลและความที่ไม่ใช่คนโรแมนติกทั้งคู่
ชิกามารุและเทมาริจึงคบกันเหมือนคู่รักเรียบง่าย ไร้สีสันและความหวือหวา
หากนั่นก็เป็นผลมาจากบุคลิกของพวกเขา ว่าง่ายๆ คือพอใจกับรูปแบบการคบกันแบบนั้นกันทั้งคู่
นานๆ ทีถึงจะมีอารมณ์อยากทำอะไรอย่างคู่รักทั่วไปเขาบ้าง
ไม่ได้บอกเทมาริไว้ก่อนซะด้วย
ไม่รู้จะทำหน้ายังไง...
ถ้าดีใจก็ดีสิ
ชายหนุ่มยิ้มเขินออกมานิดๆ
ขณะนึกถึงสีหน้ายามดีใจของภรรยาคนสวย ชิกามารุมองเวลา
จากนั้นรีบรุดไปดูงานต่อไปด้วยแรงกระตุ้นจากอนาคตอันใกล้ล้วนๆ
So good
ReplyDelete