Friday, 21 June 2019

[Fanfic Daiya no A ; Kousawa] Change - 01

Chapter 1




            ถึงแม้ฟุรุยะ ซาโตรุจะพูดไม่ได้ แต่ร่างกายส่วนอื่นใช้งานได้ปกติดี เมื่อเขย่าแล้วเอย์จุนไม่ยอมตื่น วิธีการปลุกก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงขั้นชกผัวะ...เท่านั้นเอง คนน็อคไม่ถูกเวลาเบิกตาโพลง แก้มแดงเป็นปื้น ครั้นมองหาตัวการแล้วพบใบหน้าไร้ความสำนึกผิด ซาวามุระ เอย์จุนผู้เป็นที่ขนานนามในหมู่เพื่อนฝูงว่ามีจุดเดือดต่ำเตี้ยก็โดดชาร์จเจ้าเพื่อนไม่รักดี เปิดเวทีมวยวัดชมฟรีชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

            ทว่ามวยข้างถนนมีอันต้องหยุดกึกด้วยเสียงบุคคลที่สาม

“สิ้นหวังจริงๆ”

            ฟุรุยะ ซาโตรุรู้สึกตัวมาแล้วสักพักย่อมรู้ว่าไม่ได้อยู่กับเอย์จุนตามลำพัง แต่เอย์จุนที่ลืมตาปุ๊บก็ต่อยตีมีเรื่องปั๊บเพิ่งสำเหนียกได้ว่ามีบุคคลที่สามอยู่ใกล้แค่เอื้อม จากนั่งคร่อมคว้าคอเสื้อซาโตรุเตรียมชก เขารีบเก็บกำปั้นที่ง้างลงแล้วลุกยืนมองมนุษย์ผ้าคลุม

            และพร้อมๆ กันนั้นที่รู้สึกตัวในที่สุด ว่าสถานที่ที่ตนยืนอยู่นี้เป็นที่ไหนก็ไม่รู้

            “...”

            ซาโตรุไม่ได้ลุกขึ้นยืนตาม เพียงยันตัวขึ้นมานั่งขัดสมาธิเท่านั้น สภาพเจ้าตัวยับเยินไม่แพ้เอย์จุน ใบหน้าดึงดูดเพศตรงข้ามแทบจะหมดราคาด้วยฤทธิ์เดชคนอารมณ์ร้อน

            เอย์จุนจ้องคนสวมผ้าคลุมเขม็งหลังมองสำรวจสภาพแวดล้อมจนพอใจ เด็กหนุ่มขยับตัวก้าวหนึ่ง คล้ายมายืนกำบังซาโตรุกลายๆ ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งตีกันจนหน้าแหกยับเยิน

            “เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ที่ไหน?”

            “...”

            ไม่มีใครเอ่ยอะไร ตอนนี้เสียงที่ดังทำลายความเงียบจึงมีเพียงเสียงสายฝนจากด้านนอกที่ชะลอความรุนแรงลงแล้ว

            ความจริงเรื่องที่เอย์จุนอยากถามมีมากมาย ที่นี่ที่ไหน สิ่งก่อสร้างนี่มันอะไร คนแปลกๆ ตรงหน้าคือใคร ตอนนี้กี่โมงแล้ว อพาร์ทเมนต์ล่ะ ไหนจะเงาประหลาดที่รัดซาโตรุอีก

            หากอยู่ในสภาพปกติคงไม่พ้นสาดทุกสิ่งในหัวออกมาเป็นคำพูด การที่เอย์จุนไม่ได้ทำแบบนั้นไม่ใช่เพราะเยือกเย็นหรือระมัดระวังตัวแต่อย่างใด เขาเพียงแต่ช็อกจนทำตัวไม่ถูกเท่านั้น แค่เปล่งเสียงถามได้นิดๆ หน่อยๆ ก็เต็มกลืนแล้ว

บอกตรงๆ สังหรณ์ใจไม่ดีเลย แถมซาโตรุยังไม่ได้เป็นคนแข็งแรงถึกทนนักหนาด้วย สมมติว่าสถานการณ์ตอนนี้อันตรายขึ้นมา คนที่นั่งแหมะไม่สะทกสะท้านอยู่ด้านหลังเอย์จุนตอนนี้น่ะน่าเป็นห่วงที่สุด

            “ทางผมต่างหากที่อยากถามว่าคุณเป็นใคร แต่เอาเถอะ” เสียงทอดถอนใจแว่วออกมาให้ได้ยิน น้ำเสียงคนพูดเรียบเรื่อยและไว้ตัวอยู่ในที สิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนคืออีกฝ่ายเป็นผู้ชาย และเมื่อตัวคนพูดเอื้อมมือไปปลดฮู้ดลง ใบหน้าที่ปรากฏให้เห็นก็ตอกย้ำว่าคาดเดาไว้ไม่ผิด “ผมไม่ใช่ศัตรูหรอกครับ”

            เด็กหนุ่มอ่อนเยาว์กว่าที่คิด อายุอานามน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเอย์จุน...อาจจะเด็กกว่านิดหน่อย ส่วนสูงก็น้อยกว่า เพราะอย่างนั้นตอนแรกสุดถึงได้ไม่มั่นใจว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เขามีผมสีบลอนด์ตาสีฟ้าเหมือนชาวต่างชาติ การแสดงอารมณ์อันน้อยนิดให้กลิ่นอายใกล้เคียงซาโตรุ แต่ความลำเอียงส่วนบุคคลทำให้เอย์จุนมองสองหนุ่มด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน

            “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ามาเต๊ะท่าสิเฟ้ย”

            “คุณเกิดแล้วตายสามรอบยังเด็กกว่าผมเลยครับ”

            “...”

            พอเจอสวนทันควันด้วยเนื้อความชวนอึ้ง เอย์จุนอ้าปากพะงาบๆ ส่วนซาโตรุเริ่มนั่งโอนเอนตาปรือเพราะอากาศดีจนหนังตาหนัก...ช่างเป็นคนไม่สนอะไรเลยจริงๆ

            เอย์จุนก่นด่าอีกฝ่ายในใจ ทว่ายังระแวดระวังคนแปลกหน้าเหมือนสัตว์ป่าบาดเจ็บ

            หนุ่มตาฟ้องนิ่งมองพวกเขานิดหนึ่ง จากนั้นเอ่ยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว“ถ้ายังไงช่วยตามมาก่อนครับ น่าจะมีข้อสงสัยหลายเรื่อง ผมจะตอบให้ฟัง”




            เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าพาซาโตรุกับเอย์จุนมายังห้องอันโอ่โถงห้องหนึ่งและผายมือเชิญนั่งยังชุดรับแขกอย่างเงียบงัน

            ระหว่างทาง เอย์จุนพยายามเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ไปด้วย ตอนนี้เขารู้เพียงตนน่าจะอยู่ในคฤหาสน์หลังโตปานพระราชวัง การตกแต่งดูเรียบง่ายหรูหรา แม้ข้าวของไม่ได้มีมากมาย ทว่าแต่ละชิ้นคงมีราคาลิบลิ่ว อย่างไรก็ตาม ภายในสถานที่อันใหญ่โตกว้างขวางแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีคนอาศัยอยู่เลย

            กระทั่งเสียงสิงสาราสัตว์ยังไม่มี

            เปลี่ยวมาก และอันตรายมาก

            เด็กหนุ่มน่าสงสัยไม่ได้ตัวใหญ่ท่าทางแรงเยอะ ทว่าเอย์จุนอดหวาดระแวงไม่ได้ว่าหากโดนทำร้ายร่างกายหรือเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นมาคงไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือได้ทัน อย่างร้ายที่สุดคือไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ความเงียบอันไม่ปกตินี้มั่นใจได้เลยว่าห่างไกลจากแหล่งชุมชน หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำยังไงดีนะ?

            “เอ้า สรุปมันเกิดอะไรขึ้น จะบอกว่าฝันก็คงไม่ใช่ อย่าบอกนะว่าโดนสะกดจิตให้เห็นตัวเองมาอยู่ในที่แปลกๆ น่ะ “ เอย์จุนเปิดประเด็นอย่างห้าวหาญ

            เบาะนั่งฝั่งตรงข้ามจับจองโดยเด็กหนุ่มผมบลอนด์ แม้ปลดฮู้ดลง แต่ไม่ได้ถอดเสื้อคลุมที่แค่เห็นก็เกะกะ
แทนออกไป เด็กหนุ่มลำดับคำพูดในใจครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็ขยับริมฝีปากเพื่อเปล่งเสียงอธิบาย

            “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้เป็นความจริงครับ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมเป็นคนอัญเชิญจอมมารออกมาเพื่อทำลายล้างโลกใบนี้”

            “...”

            “...”

            เอย์จุนเงียบกริบ

            ซาโตรุก็เงียบกริบ

            ...คนหลังพูดไม่ได้อยู่แล้ว จะเงียบก็ไม่แปลกอะไร แต่จากสายตา...เหมือนกำลังมองเด็กประถมเล่นเลียนแบบการ์ตูนยังไงยังงั้น

            ทว่าผู้อธิบายไม่นำพาต่อแววตาสองคู่ เอ่ยเสียงเรียบต่อไปว่า

            “จากดวงวิญญาณที่สัมผัสได้ ผมอัญเชิญจอมมารที่ไปเกิดในต่างโลกออกมาไม่ผิดตัวแน่นอน แต่ว่า...” ดวงตาสีฟ้าเหลือบขึ้นมอง ยกแขนชี้นิ้วออกไป “แทนที่จะโผล่มาคนเดียวกลับมีใครก็ไม่รู้ติดมาด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมสับสนมากว่าเกิดอะไรผิดพลาดที่ตรงไหน”

            ตัวแถม...หรือก็คือเอย์จุนหน้าเขียวสลับม่วง หลายอารมณ์ตีกันจนได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ส่วนซาโตรุผู้ถูกตราหน้าเป็นจอมมารขมวดคิ้วไม่ชอบใจ ทั้งสองหนุ่มอยากช่วยกันรุมสกรัมเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนัก เสียก็แต่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมามันเพ้อเจ้อเกินไปจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง

            “อย่างที่บอกไป ว่าผมไม่สนว่าจะเชื่อในเรื่องที่ผมพูดหรือเปล่า เป้าหมายก็แค่ทำลายโลกใบนี้ทิ้งซะ พวกคุณไม่มีทางเลือกนักหรอกเพราะนอกจากผมก็ไม่มีใครส่งพวกคุณกลับโลกเดิมได้”

            “ไอ้...!

            ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ ด้วยทนฟังต่อไปไม่ได้ เอย์จุนกำลังจะแหกปากด่าว่าจะตลกก็ให้มันน้อยๆ หน่อยเหอะ!

ทว่าเด็กหนุ่มคนพิลึกเปลี่ยนจากชี้หน้าเอย์จุนเป็นชี้นิ้วขึ้น ปลายนิ้วอยู่ระดับสายตา จากนั้นแจกันขนาดยักษ์ที่มุมห้องพลันเคลื่อนไหวเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นยกปลิว มันขยับอย่างเป็นธรรมชาติมาลอยอยู่เหนือปลายนิ้วของเด็กหนุ่ม

“...!

            เอย์จุนกับซาโตรุช็อกจนเอ๋อไปแล้ว

            “เรื่องที่ผมเป็นพ่อมด จะให้พิสูจน์ดูก็ได้ ผมไม่รู้ว่าโลกเดิมของพวกคุณเป็นยังไง แต่ที่โลกนี้พ่อมดไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ง่ายๆ หรอกนะ แถมผมยังเป็นพ่อมดที่คอยช่วยเหลือจอมมารมาทุกรุ่น จะหาพ่อมดที่เก่งกว่าผมน่ะ....ไม่มีหรอกครับ”

            “....”

            ข้อมูลชวนตะลึงสาดโครมเข้ามาพร้อมกันจนเลือกไม่ถูกว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี

            พ่อมด?

            ช่วยเหลือจอมมารมาทุกรุ่น?

            หรือไอ้ที่บอกว่าตายแล้วเกิดใหม่สามรอบยังเด็กกว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่เรื่องตลก?

            เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้อยากตบหัวตัวเองสักเปรี้ยง รอให้ฟื้นจากสลบ บางทีอาจพบว่าทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน ทว่าซาโตรุที่ดูเหมือนจะอ่านใจได้สะกิดเรียกเอย์จุนดักหน้าไว้ก่อน พอหันไปมองก็โดนตบแก้มเบาๆ ดังเพียะ

            “เฮ้ย...!!” โดนหาเรื่องขนาดนี้ คนโดนตบเดือดขึ้นมา

แต่ซาโตรุยังคงใจเย็น “...”

            “ฮะ? ชื่อ? อ๋อ...เออแฮะ”

            “...”

            “จะว่าไปก็ใช่...อืมๆ เข้าใจแล้ว” ไม่รู้สื่อสารกันอีท่าไหนเพราะเห็นเอย์จุนพยักหน้าหงึกหงักฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม การสนทนาพิลึกดังกล่าวจบลงด้วยการที่เจ้าตัวหันหน้าไปหาเด็กหนุ่มคนประหลาดผู้อ้างตัวเป็นพ่อมด “จะว่าไปก็ยังไม่รู้ชื่อนายเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ขอแนะนำตัวก่อนแล้วกัน ฉันชื่อซาวามุระ เอย์จุน ส่วนหมอนี่ชื่อฟุรุยะ ซาโตรุ ไอ้หนุ่ม นายชื่ออะไรล่ะ?”

            “...”

            ไอ้หนุ่ม หน้าคล้ำจนม่วง เขานิ่งไปอึดใจ จากนั้นยกมือขึ้นนวดขมับ แล้วสบถคำหยาบออกมาคำหนึ่งท่ามกลางสายตาใสซื่อไม่เข้าใจเรื่องราวของเอย์จุนกับซาโตรุ

            “ดูท่าจะต้องอบรมกันยาว...” หนุ่มผมบลอนด์บ่นกับตัวเอง

            เอย์จุนกับซาโตรุมองตากันปริบๆ

            “ฟังนะครับ หลังจากนี้ห้ามทำอะไรสิ้นคิดและต้องปรึกษาผมก่อน ดูท่าโลกที่พวกคุณจากมากับโลกทางนี้จะต่างกันมากกว่าที่คิดไว้ซะแล้ว”

            หลังตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้มงวด เด็กหนุ่มแนะนำตัวว่าชื่อโอคุมุระ โคชู ทว่าหลังเอ่ยชื่อเต็มตนเองออกมาก็มองหน้าอีกสองคนด้วยสายตาที่ราวกับจะฆ่าให้ตายขณะย้ำชัดถ้อยชัดคำว่า ที่โลกนี้ห้ามเรียกชื่อต้นเด็ดขาด

            ปกติแล้วชื่อต้นจะถูกผูกติดกับตัวเจ้าของชื่อ หากทราบชื่อและใบหน้าอาจโดนศัตรูเล่นงานด้วยวิธีการแปลกๆ เอาได้ ในโลกแห่งนี้จึงเรียกกันด้วยชื่อเรียก ไม่ใช่ชื่อจริง แม้เจ้าตัวจะยอมบอกชื่อจริงของตนให้เอย์จุนกับซาโตรุฟัง แต่เหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะเป็นข้ารับใช้ของจอมมาร ดังนั้นเจ้านายจึงมีสิทธิ์ที่จะรู้นามแท้จริง กระนั้น หลังจากนี้โคชูขอให้เรียกตัวเองว่าโอคุมุระเพื่อความเคยชิน

            “การที่จอมมารมาปรากฏตัวยังโลกนี้ อีกไม่นานจะเกิดความปั่นป่วนอย่างแน่นอน คนมากมายจะรุมมาเด็ดหัวคุณให้ได้ พอจะรู้จักผู้กล้าไหมครับ? ไม่ว่าชาติไหนๆ คุณจะถูกผู้กล้าขัดขวางทุกชาติไป การที่ตอนนี้คุณพูดไม่ได้เองก็อาจมีผลมาจากเรื่องนั้น ถ้าให้ผมเดา วิญญาณของคุณคงสึกหรอทำให้การเกิดใหม่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ และการออกเสียงไม่ได้นี้ก็จะเกิดข้อเสียเปรียบหลายอย่างมาก นอกจากจะใช้วาจาสิทธิ์ไม่ได้ ยังไม่อาจเรียกขานมารร้ายใต้อาณัติมาใช้งาน เจ้าผู้กล้านั่น...เฮงซวยจริงๆ” พูดไปก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไป

            เอย์จุนยกมือขัดจังหวะ “ประเดี๋ยวสิ ฉันกับซัตจังเป็นคนธรรมดาแท้ๆ เลยนะ จะเอาอะไรไปสู้กับเขา! จอมมารเรอะ! มีคนมารุมฆ่าเรอะ! ที่จริงนายเรียกพวกเรามาเชือดใช่มั้ยหา!

            โคชูหนวกหูมาก ไม่เข้าใจว่านั่งใกล้กันแค่นี้อีกฝ่ายจะตะโกนให้ได้อะไรขึ้นมา เขาขมวดคิ้วยุ่ง พยายามใจเย็น นึกถึงใจว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังสับสนเพราะมีเรื่องไม่เข้าใจประดังประเดเข้าใส่ในโครมเดียว ไม่อาละวาดออกงิ้วก็ดีถมไปแล้ว ฉะนั้นอย่าไปตอบโต้ด้วยความรุนแรงเลยจะดีกว่า

            “ระดับจอมมารแล้วไม่มีทางจะเป็นคนธรรมดาไปได้หรอกครับ แค่ตอนนี้อาจยังไม่รู้ว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรมากกว่า”

            คาดการณ์ว่าอีกไม่นานปฏิบัติการณ์ล่าจอมมารจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โคชูบอกให้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือเหตุวุ่นวายเอาไว้ให้ดี ชีวิตของพวกเขานับจากนี้จะต่างไปจากที่แล้วมาแน่นอน และเมื่อหน้าที่ของจอมมารสำเร็จลุล่วง ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะกลับโลกเดิมได้เอง

            “...” ซาโตรุทำหน้าย่น

            เอย์จุนทำหน้าที่ล่ามให้ด้วยการถามว่าพวกเขาไม่ได้อยากทำลายล้างโลก เรื่องอะไรต้องทำแบบนั้น ก่อความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวช่องมีอะไรดีตรงไหน

            พ่อมดผู้เย็นชากลับสวนกลับอย่างเยือกเย็น “การทำลายล้างโลกเป็นสิ่งจำเป็นครับ แม้จะถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า แต่การทำลายล้างจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการสร้างใหม่”

            ยกตัวอย่างเช่นบ้านใหม่เอี่ยมอ่อง ผ่านไปยี่สิบปีก็เก่าโกโรโกโส หากต้องการปรับปรุงให้ทันยุคสมัย ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ก็เป็นทางเลือก หรือหากจะเปรียบเทียบกับในโลกของเอย์จุนและซาโตรุ การที่มียุคสมัยของมนุษย์ได้ก็เพราะยุคดึกดำบรรพ์ถูกทำลายและไม่มีสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์อยู่อีก

            หน้าที่ของจอมมารคือการกวาดล้างโลกใบนี้เพื่อนำไปสู่ยุคสมัยและอารยธรรมใหม่

            “การจะทิ้งของเก่าเพื่อไปใช้ของใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกตรงไหนเลยนี่ครับ”

            หรือก็คือ แม้จิตใต้สำนึกจะยอมรับไม่ได้ แต่การทำลายล้างเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกใบนี้ เอย์จุนเข้าใจดีว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต่อรองอะไรได้มากนัก ทว่าขอถามสักหน่อยเถอะ...

            “ว่าแต่พวกเราโผล่มาที่นี่ ไม่ได้ทิ้งร่างเนื้อไว้ที่โลกเดิมใช่ไหม แล้วเวลาเหลื่อมกันแค่ไหนล่ะ”

            “ไม่ทราบหรอกครับ”

            “หา?!! ตลกแล้ว! เกิดตายไปขึ้นมาจะทำยังไงล่ะเฟ้ย!

            “ทำใจ”

            “ไอ้...!

            เอย์จุนโมโหจนหน้ามืด ซาโตรุแตะแขนเพื่อนรักเบาๆ เป็นเชิงปลอบให้ใจเย็นไว้หน่อยเถอะ ออกจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สองหนุ่มมีการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางแตกต่างกันมากทั้งที่เติบโตมาด้วยกัน เขาว่าคนเรามักจะดึงดูดคนที่คล้ายคลึงกันไม่ใช่หรือ?

ทำไมสองคนนี้ถึงคบหากันรอดมาจนป่านนี้ได้หนอ

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ หน้าที่ของผมคือการสนับสนุนจอมมารจนถึงท้ายที่สุด แน่นอนว่าจะช่วยเหลือเต็มที่”

คำรับรองจากพ่อมดไม่ได้ช่วยให้สีหน้าคนฟังดีขึ้นเลย ซาโตรุครุ่นคิดนิดแล้วพยายามถามว่าในเมื่อเป็นจอมมารก็ควรมีลูกน้องมากมายไม่ใช่หรือ แล้วนี่ไปไหนกันหมด ลำพังมีกันแค่นี้คงไม่ทำให้โลกล่มสลายได้หรอกมั้ง ดีไม่ดีโดนรุมกระทืบตายตั้งแต่เจอก๊กผู้กล้าก๊กแรกเสียด้วยซ้ำ

เมื่อโคชูเข้าใจความกังวลของจอมมาร (?) เขาร้อง อืม ออกมาคำหนึ่ง สีหน้าสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง

“ในเรื่องนี้ ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า จอมมาร ไม่ใช่ตัวตนง่อยๆ ที่เจอมนุษย์เล่นงานแล้วจะเสียท่าได้ง่ายๆ หรอกนะครับ แค่การมีตัวตนของจอมมารก็ทำให้เกิดภัยพิบัติได้แล้ว พลังที่มีนั้น ต่อให้ตอนนี้พูดไม่ได้ก็มั่นใจได้ว่ายังแข็งแกร่งแน่นอน ส่วนเรื่องผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ...ในเมื่อจอมมารปรากฏตัวแล้ว เดี๋ยวพวกเขาก็จะถูกคุณดึงดูดเองนั่นแหละ หากลืมตาตื่นในฐานะพรรคพวกร่วมทำลายล้างโลกเมื่อไหร่ก็จะมาสมทบแน่ๆ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ”

สิ่งที่ควรสนใจตอนนี้คือการปรับตัวให้เข้ากับโลกใบนี้ต่างหาก

 จากประสบการณ์ช่วยเหลือจอมมารมานักต่อนัก โคชูรู้ดีว่าทางฝั่งผู้กล้ามีพ่อมดผู้เก่งกาจคอยช่วยเหลือเช่นกัน คนคนนั้นจะทราบถึงตัวตนจอมมารแน่นอน จากนั้นจะควานหาตัวผู้กล้าเพื่อมากำจัดเหมือนชาติก่อนๆ

เพื่อให้จอมมารคนนี้ซึ่งเคยชินกับโลกอันสงบสุขสามารถรับมือการจู่โจมสารพัดได้ เห็นทีต้องเปิดอบรมหลักสูตรการเอาตัวรอดฉบับรวบรัดเสียแล้วสิ




คฤหาสน์ที่พวกเขาทั้งสามใช้ซุกหัวนอนอยู่นี้ แม้ไร้สิ่งมีชีวิตอื่น แต่ด้วยความสามารถอันล้ำเลิศของพ่อมดคนเก่ง ความเป็นอยู่ของเอย์จุนกับซาโตรุจึงดีเยี่ยม ห่างไกลชุมชนแค่ไหนก็มีอาหารการกินพรักพร้อม ไม่ว่าโคชูจะสรรหามาด้วยวิธีไหน แต่ตอนนี้มีให้กินก็ดีมากแล้ว

ว่ากันตามตรง ต่อให้บอกว่ามีจิตวิญญาณของจอมมาร เป็นจอมมารกลับชาติมาเกิด หรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าในช่วงเวลาที่พยายามค้นหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวนี้ ซาโตรุไม่พบความผิดแปลกใดๆ ในร่างกายเลย มันสั่นคลอนความมั่นใจได้มาก ถึงอย่างนั้น โคชูยังยืนกรานว่าซาโตรุคือจอมมารไม่ผิดแน่ เขาจำดวงวิญญาณได้ นอกจากนี้หากไม่ใช่จอมมารคงอัญเชิญมายังโลกนี้ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม พอเอย์จุนถามว่าแล้วทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี่ทั้งที่ไม่ใช่จอมมาร โคชูก็เผยสีหน้ากลัดกลุ้มออกมาให้เห็น...ดูท่าจะไม่ทราบคำตอบเช่นเดียวกัน

สามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเอย์จุนกับซาโตรุยังจับเข่าคุยกันด้วยความสงสัยว่าพวกเขาจะทำลายล้างโลกกันอีท่าไหน แต่ไปๆ มาๆ ก็คร้านจะหาคำตอบกันแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้ฟังที่โคชูพูดไปก่อนแล้วกัน กังวลเรื่องจะได้กลับบ้านหรือเปล่าก็พอ

“เฮ้”

ช่วงสายของวันที่สาม ขณะที่เอย์จุนกำลังพยายามทำตัวให้คุ้นชินกับการกวัดแกว่งอาวุธซึ่งต้องใช้ปกป้องตัวเองต่อจากนี้ในลานกว้างหลังคฤหาสน์ โคชูโผล่มาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ตามเคย

เอย์จุนทิ้งแขนลงข้างลำตัวโดยที่ยังถือดาบยาว เขาปรับลมหายใจ จากนั้นตอบกลับไปอย่างมีน้ำโห “เรียกให้มันดีๆ หน่อยสิ เจ้าเด็กหมาป่านี่ !ซา-วา-มุ-ระ ยูโน้วววว ซา-วา-มุ-ระ!

“...”

สายตาของโคชูเหมือนกำลังมองคนโง่ไม่มีผิด ดวงตาสีฟ้าเสออกจากใบหน้าเอย์จุน ไม่ใส่ใจแม้อีกฝ่ายเต้นเร่าเพราะโมโหที่ถูกเมิน

“จอมมาร ทางฝั่งมนุษย์เคลื่อนไหวแล้วครับ”

“...?”

ฟุรุยะ ซาโตรุ เด็กหนุ่มพลังงานต่ำผู้ไม่สนใจฝึกฝนศิลปะการป้องกันตัวอย่างเด็กหนุ่มอีกคน ขณะนี้กำลังนั่งฝันกลางวัน เมื่อตระหนักว่าพ่อมดผมบลอนด์มีธุระกับตน สติค่อยกลับเข้าร่าง สีหน้าเนือยๆ พลันแสดงความฉงนออกมาบางเบา

โคชูเอ่ยต่อ “ตอนนี้มีประกาศคัดเลือกผู้กล้าเพื่อมอบดาบศักดิ์สิทธิ์ครับ”

สำหรับจอมมาร ต่อให้ไม่มีความทรงจำของอดีตชาติ แต่เมื่อได้ยินคำว่าดาบศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่นึกถึงว่าคำดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อตน...และตามคาด มันเป็นดาบที่เอาไว้ใช้แทงทะลุหัวใจของจอมมาร จากปากคำของโคชู ซาโตรุในชาติก่อนๆ ก็ตายด้วยดาบเล่มนี้นี่แหละ

“แบบนี้ก็ตายโหงน่ะเซ่!

แทนที่จะได้ทำลายล้างโลกแล้วรีบกลับโลกเดิม ดูท่าจะมีความเป็นไปได้สูงว่าจะโดนผู้กล้ากะซวกตายอยู่ที่โลกนี้ก่อน ขนาดเอย์จุนไม่ใช่จอมมารยังเครียดจนลมจะจับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซาโตรุที่ตอนนี้วิญญาณแทบออกจากร่าง




เอย์จุน ซาโตรุ และโคชูเดินทางลงจากเขามายังหมู่บ้านด้านล่าง

เชื้อพระวงศ์อาณาจักรเซย์โดเป็นผู้ดูแลรักษาดาบศักดิ์สิทธิ์มารุ่นต่อรุ่น ตามตำนานถึงกับเล่าขานว่ามันเกิดจากเลือดเนื้อของคนในตระกูลนี้ ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้นสุดจะรู้

คนที่จะแห่ไปปราบจอมมารน่ะมีไม่น้อยแน่ๆ แต่คนที่จะได้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์มีได้แค่คนเดียว โคชูบอกว่าไปดูการแข่งขันเพื่อหาผู้เหมาะสมในการได้รับดาบไปจะเป็นผลดีต่อพวกตน อย่างที่ว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ผู้เข้าร่วมศึกชิงดาบนี้เป็นศัตรูในอนาคตทั้งนั้น นอกจากนี้ หากสบโอกาส อาจขโมยเอาดาบมาไว้เองแล้วทำลายทิ้งได้ก็ได้

ตัวเอย์จุนนั้น ตอนนี้ก็ยังคงไม่เห็นด้วยหมดใจเรื่องการทำลายล้างโลก แต่เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตต่อของซาโตรุ เขาสนับสนุนความคิดในการทำลายดาบศักดิ์สิทธิ์เต็มที่จึงตั้งใจว่าจะเข้าร่วมการประลองดังกล่าวด้วย

จะสู้ไหวหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เคลื่อนไหวทำอะไรเลยก็จะไม่ได้อะไรกลับมาแน่ๆ

“....”

“ซัตจังถามว่าพ่อมดของฝั่งนั้นเป็นเหมือนนายหรือเปล่า”

ก่อนจะถึงตัวเมือง คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจซาโตรุ แม้โคชูบอกว่าเก่งกาจที่สุดและอยู่มายาวนาน ทว่าจอมมารในชาติก่อนๆ ก็ถูกผู้กล้าปราบไม่ใช่หรือ บางทีกุนซือของฝั่งผู้กล้าอาจเก่งกว่าก็ได้สิ

“เหมือนผมเหรอครับ? หมายความว่ายังไง?” พอเข้าใจว่าหมายถึงเรื่องอายุขัยและความสามารถ หนุ่มน้อยซึ่งมีอายุเป็นปริศนาโคลงศีรษะ “ปกติแล้วจะใครก็แยกเผ่าพันธุ์จากการมองไม่ออกหรอกนะครับ ฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่พ่อมดของทางผู้กล้าจะไม่ใช่มนุษย์และมีอายุยืนยาวอย่างผม...แต่ก็นั่นแหละ พ่อมดอันดับหนึ่งในแผ่นดินนี้คือผมแน่นอนครับ”

“อีแบบนี้ชักเชื่อไม่ได้แฮะ” เอย์จุนอุบอิบ

“...” ซาโตรุพยักหน้าเป็นลูกคู่

หากมันเกิดจากความมั่นใจส่วนบุคคลโดยละเลยข้อเท็จจริงไปก็อาจจะมีปัญหาในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

            “นี่ สีหน้าทุเรศนั่นมันอะไรครับ อย่างน้อยพ่อมดที่คอยช่วยผู้กล้าในครั้งก่อนๆ ก็หน้าไม่ซ้ำสักคนนะ”

            บางทีอาจกระทบถึงศักดิ์ศรีของโคชู น้ำเสียงถึงได้ขุ่นขึ้งขึ้นมาอีกคำรบ ออร่าประหลาดก็พวยพุ่งออกมาจากร่างจนคนยืนใกล้ๆ สะดุ้งเฮือก

แม้ใบหน้าของเขาจะดูอ่อนเยาว์เหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหก แต่น้ำเสียงเย็นชาแก่เกินภาพลักษณ์อย่างมาก...ก็นะ เป็นตาเฒ่าในคราบหนุ่มหน้าละอ่อนนี่นา ต่อให้ไม่อยากยอมรับ แต่พอถูกมองด้วยสายตาน่ากลัว เอย์จุนแอบผวาอีกฝ่ายอยู่หน่อยๆ

            ต่อให้มีผู้ช่วยเป็นพ่อมด แต่โคชูไม่ได้ตามใจนายเหนือหัวแต่อย่างใด ความจริงพวกเขาสามารถลงจากคฤหาสน์บนเขาได้โดยไม่เปลืองแรง หากแต่อนาคตยังต้องเจอเรื่องลำบากอีกมาก โคชูบอกขืนแค่นี้ยังรับไม่ได้ก็กัดลิ้นตายไปซะเถอะ พวกเขาจึงต้องเดินเท้าลงมา

            ลำพังเอย์จุนน่ะไม่เท่าไหร่เพราะออกกำลังกายมิได้ขาด นอกจากเล่นเคนโด้ สมัยก่อนยังเคยอยู่ชมรมกรีฑาและได้ไปแข่งระดับจังหวัดมาแล้วด้วย

            “ซัตจัง...”

            ช่างตรงกันข้ามกับซาโตรุโดยสิ้นเชิง

            รายนี้แทบไม่ขยับตัวจนนึกว่าเป็นรูปปั้นหิน เผลอแป๊บๆ เป็นหลับปุ๋ย

            ตอนนี้จึงโดนสะโหลสะเหลเหงื่อโซม ผิวที่ขาวจัดอยู่แล้ว ตอนนี้ซีดขาวจนเหมือนไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

...ลองโคชูไม่ยืนกราน ใครเล่าจะไปเชื่อลง

            แม้จะมองด้วยสายตาเป็นห่วงแต่ขาใครขามัน เอย์จุนไม่ได้แสนดีขนาดจะยินยอมแบกผู้ชายที่ตัวสูงกว่าตนลงเขาแน่นอน ต่อให้เดินไม่ไหวก็ไม่แบกเฟ้ย! ถึงเวลานั้นพักเอาก็แล้วกัน!

            ด้วยเหตุนี้ สามหนุ่ม (โคชูย้ำว่าตัวเองยังหนุ่ม) ที่ลงเขาเมื่อช่วงเที่ยงวันจึงลงมาถึงด้านล่างเอาตอนเย็นย่ำ แน่นอนว่าความเหนื่อยล้ามาพร้อมความหิว โชคดีไปอย่าง แม้โผล่มาในโลกที่ไม่รู้จัก แต่มีคนพร้อมสนับสนุน ถึงไม่รู้ว่าโคชูเอาเงินทองมาจากไหนตั้งมากมาย...เป็นเงินจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทว่าตอนนี้เอย์จุนกับซาโตรุหิวเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องยิบย่อยและหอบสังขารเข้าร้านอาหารโดยไม่รีรอ

            “เอ้า จะไปไหนล่ะน่ะ”

            พอนั่งจุมปุ๊กยังโต๊ะและเตรียมสั่งอาหาร โอคุมุระ โคชูกลับไม่ยอมนั่งลงด้วย เขาให้เหตุผลว่าจะไปดูความเคลื่อนไหวในเมืองสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงอะไรตรงไหน เอาการเอางานชนิดน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

            “...” ซาโตรุดึงชายเสื้อคลุมโคชูเป็นเชิงคัดค้าน

            เอย์จุนรับหน้าที่พูดต่อ “นั่งลงเลย เจ้ามือจะลุกหนีได้ไงหา อีกอย่างฉันกับซัตจังอ่านเมนูไม่ออกสักหน่อย”

            “...” พยักหน้าหงึกๆ

            โคชูจนคำพูด

            อาหารการกินของที่นี่ แม้ต่างจากโลกเดิม แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ตอนเดินผ่านร้านรวงก็เห็นผลไม้หรือผักปลาหน้าตาไม่คุ้นอยู่บ้าง ถึงไม่ใช่พวกเห็นแก่กิน แต่อุตส่าห์มีโอกาสได้ลิ้มลองของแปลกอย่างหาได้ยาก ทั้งเอย์จุนและซาโตรุตั้งใจจะลองชิมหลายๆ อย่างเป็นประสบการณ์ มื้อนี้จึงสมบูรณ์พูนสุขเพราะสั่งได้แบบไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีก

            ตอนนั่งรอให้สองหนุ่มวัยกำลังโตจัดการอาหาร โคชูซึ่งไม่แตะต้องอะไรสักอย่างนอกจากเครื่องดื่มพลิกอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ ประกาศแข่งขันเพื่อหาผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์เองก็กางเด่นหราอยู่ในนั้น

            ครั้งสุดท้ายที่จอมมารปรากฏตัวและถูกปราบลงอาจจะผ่านมาเนิ่นนาน หากหลักฐานการมีตัวตนยังถูกเล่าขานมาจนทุกวันนี้จึงมีคนให้ความสนใจไม่น้อย กระทั่งในบทความยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมแย่งชิงดาบศักดิ์สิทธิ์หลักพันถึงหมื่น ซึ่งจากทั้งหมดนี้จะมีการวัดคุณสมบัติคร่าวๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

            ก่อนหน้านี้เอย์จุนประกาศชัด...จะเข้าร่วม

            ส่วนท่านจอมมารผู้ยิ่งใหญ่...เพียงแต่ชูมือส่งกำลังใจเพื่อนรักว่า สู้ๆ นะ

            “อา...”

            “ครับ?”

            จู่ๆ ซาโตรุเงยหน้าแล้วงึมงำอะไรสักอย่าง โคชูเผลอขานเสียงฉงนก่อนจะนึกได้ว่าอีกฝ่ายอธิบายให้ตนเข้าใจไม่ได้อยู่ดีว่าต้องการสื่ออะไร

            การสื่อสารกันไม่ได้นี้เป็นปัญหามาก อันที่จริงแม้พูดไม่ได้แต่ถ้าอ่านเขียนได้ก็ยังพอไปวัดไปวา นี่ดันมาจากโลกอื่น พอเห็นตัวหนังสือของโลกนี้ก็ได้แต่มองตาปริบๆ โคชูแสนอ่อนใจ...ดูท่าต้องหาวิธีพูดคุยกับท่านจอมมารให้ได้โดยเร็วเสียแล้ว อาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้เลยก็ได้ จะให้คุยผ่านเอย์จุนตลอดคงไม่ไหวหรอก

            เรียกว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์แท้ๆ ที่เอย์จุนโดนหนีบมายังโลกนี้ด้วย

            “อ๊ะ แก๊! จานนั้นฉันเป็นคนเลือกมานะเฟ้ย! ขิ้นสุดท้ายต้องให้ฉันกินเซ่! ตัวเองสั่งของมาแล้วรสชาติไม่ถูกปากเลยมาแย่งชาวบ้านกินแบบนี้ มันใช้ได้เรอะ!

นึกถึงปุ๊บโหวกเหวกปั๊บ เอย์จุนร้องลั่นว่า อย่าเมินนะ แล้วเขย่าคอซาโตรุซึ่งยังคงตีหน้าซื่อไม่รู้ไม่ชี้แต่ปากเคี้ยวไม่หยุดด้วยสีหน้าคับแค้นใจจนแทบหลั่งน้ำตา โคชูได้แต่ตัดปัญหาด้วยการเรียกพนักงานในร้านมาสั่งอาหารเพิ่ม ยังไงก็เป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้วที่ต้องปรนนิบัติรับใช้ท่านจอมมาร

            สองคนนี้ปรับตัวได้ดีเหลือเชื่อ ช่วยแบ่งเบาภาระให้โคชูไม่น้อยเลย

            หลังออกมาจากร้านอาหารในสภาพอิ่มหมีพีมัน พุงป่อง หน้าอิ่มเอิบ โคชูซึ่งนั่งวางแผนเงียบๆ ระบุกำหนดการถัดไปว่าต้องไปหาที่พัก ส่วนเรื่องหาข้อมูลเพิ่มเติมรอวันพรุ่งนี้ก็ไม่สาย เนื่องจากอ่านประกาศมาบ้างแล้ว ทราบมาว่ากระบวนการคัดเลือกกินเวลายาวนาน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน โคชูจึงไม่อยากกดดันสองหนุ่มจากต่างโลกมากเกินไป ปล่อยให้ได้ทำตัวสบายๆ หน่อยจะดีกว่า

            พ่อมดหน้าตายเลือกพักโรงแรมราคาแพงในเมือง เลือกห้องแพงที่สุดสามห้องโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ซาโตรุคัดค้าน ดูเหมือนว่าความบกพร่องทางการพูดของเขาจะทำให้ไม่ควรอยู่คนเดียว ท้ายที่สุดจึงเปลี่ยนแผนเป็นจองสองห้องโดยโคชูได้อยู่ห้องเดี่ยว

            “ฉันจะออกไปเดินเล่นรับลมสักหน่อยนะ”

            ตอนมาถึงหน้าห้องพักซึ่งอยู่ข้างกัน เอย์จุนบอกกล่าวซาโตรุซึ่งทำท่าอยากเข้าไปนอนเต็มแก่กับโคชูผู้ยังคงไม่แสดงสีหน้าใดๆ เป็นพิเศษ

            “เดินเล่นหรือครับ?”

            “อะไร! อย่าบอกนะว่าไม่ได้น่ะ! กักขังหน่วงเหนี่ยวชัดๆ!

            “กรุณาหุบปากด้วยครับ ถึงคุณจะตะโกนเสียงดังโดยไม่รู้สึกอะไรแต่ผมอายเป็นและไม่อยากให้คนที่พักห้องใกล้ๆ เปิดประตูออกมาด่าหรอกนะ”

            วาจาเชือดเฉือนยังผลให้พ่อหนุ่มผู้มีจิตใจบอบบางหน้าคล้ำ แม้ทราบแก่ใจว่าโคชูอายุอานามเป็นบรรพบุรุษตนได้ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น กระนั้น สิ่งที่ดวงตาสองข้างมองเห็นคือหนุ่มน้อยหน้าอ่อนที่ตัวเล็กกว่าตน จะอย่างไรก็อดรู้สึกว่าเจอเด็กปีนเกลียวไม่ได้

            ทำไมถึงได้มีหน้าตาแบบนี้กันเล่า!

            เอย์จุนไม่ได้คลั่งระบบอาวุโส แต่บางทีมันก็แสบๆ คันๆ เวลาโดนเด็กด่า

            เมื่อต่อว่าจนคู่กรณีเงียบปาก...อันที่จริงควรบอกว่าเงียบไปเพราะตั้งรับไม่ทัน โคชูทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นควานหาอะไรบางอย่างออกมา เป็นต่างหูหน้าตาเรียบๆ หนึ่งข้างให้เอย์จุน อีกข้างให้ซาโตรุ อธิบายว่าหากมีเรื่องอะไรตนจะได้ทราบ

            จากประสบการณ์การดูหนังและละคร เอย์จุนคิดว่ามันต้องเป็นอะไรคล้ายๆ GPS ซึ่งพอถาม โคชูอธิบายว่าตนมีวิธีการตามหาตัวซาโตรุ ต่างหูนี้มีไว้เพื่อส่งสัญญาณบอกตัวโคชูว่าผู้สวมใส่ตกอยู่ในสภาพแบบไหน หากบาดเจ็บใกล้ตาย จะเปลี่ยนสีทำให้ตนรับรู้ได้

            มันมีไว้เพื่อบอกว่าผู้สวมใส่สบายดีหรือไม่เท่านั้น ไม่มีความสามารถในการระบุตำแหน่งแต่อย่างใด

            “นายรู้ว่าซัตจังอยู่ไหนงั้นเหรอ? ไม่ต้องติดเครื่องมืออะไรไว้เลย?”

            “ตัวตนของท่านจอมมารไม่ได้หายากสำหรับพ่อมดใต้อาณัติที่รับใช้มาหลายชาติหรอกครับ”

            จะว่าไปก็คงจริง บางทีอาจมีกระบวนการบางอย่างที่ดูแฟนตาซีๆ อย่างเคยดื่มเลือด อะไรทำนองนั้น ถึงได้มีประสาทสัมผัสชนิดพิเศษ

            แต่ว่า...

            “แล้วฉันล่ะ?”

            “ทำไมครับ”

            “คือ...ไม่คิดจะสนใจกันเลยจริงดิ?”

            หากเป็นแบบนี้ก็แสดงว่าหากต่างหูส่งสัญญาณเตือนว่าเอย์จุนกับซาโตรุอยู่ในสภาพร่อแร่ใกล้ตายจริง โคชูซึ่งหาจอมมารเจอได้ด้วยวิธีการอะไรสักอย่างจะเข้าไปช่วยเหลือซาโตรุได้ แต่ในกรณีของเอย์จุนก็แค่รู้ตัวว่า อ้อ จะตายแล้วสินะ’ ทว่าเพราะระบุตำแหน่งไม่ได้จึงไปช่วยไม่ได้

            ไร้หัวใจสุดๆ

            และเจ้าตัวก็ดันถามกลับหน้าตาเฉย “คุณมีประโยชน์อะไรล่ะครับ?”

            “...!

เลือดร้อนๆ พุ่งปรี๊ดขึ้นศีรษะ เอย์จุนตาขวาง เตรียมอาละวาดระบายความโกรธเกรี้ยว

            น่าเสียดาย อีกฝ่ายไม่ยอมต่อล้อต่อเถียง โคชูยัดเงินใส่มือเอย์จุนจำนวนหนึ่งแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องพักของตนอย่างรวดเร็ว...ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เอย์จุนจึงไม่ทันด่าเช็ดให้สมใจอยาก ได้แต่จดบัญชีหนังหมาไว้ในใจ คอยดูเถอะ เดี๋ยวพ่อจะจับมาอบรมมารยาทให้ดู ไอ้เด็กผี!

            แต่ถึงจะตั้งมั่นเสียดิบดียังไง ซาวามุระ เอย์จุนผู้ไม่เคยจดจำเรื่องเล็กน้อยได้นานก็ลืมหมดภายในไม่กี่นาทีถัดมา

            หลังกำชับญาติสนิทให้ดูแลตัวเองดีๆ แล้วมองส่งอีกฝ่ายหายตัวเข้าไปหลังบานประตู เอย์จุนออกมาเดินโต๋เต๋รับลมที่นอกโรงแรม

            สิ่งก่อสร้างต่างจากโลกเดิมอยู่บ้าง แต่ก็มีการใช้อิฐหินปูนทรายเป็นส่วนประกอบแทบทั้งนั้น ถนนทางเดินก็มีการปูอย่างดีขึ้นกับสถานที่ ราดยางมะตอยหรือคอนกรีตบ้าง เป็นพื้นดินธรรมดาบ้าง บางทีอาจเพราะอยู่ในเมืองหลวง สิ่งแวดล้อมจึงดูดีสวยงามไปหมด อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจำพวกโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์น่าจะไม่มี มันทำเอาคนที่เล่นเกมเป็นงานอดิเรกอย่างเขาห่อเหี่ยวใจขึ้นมา

            ตั้งใจว่าจะแค่สำรวจสภาพแวดล้อมใหม่และเดินย่อยมื้อเย็น ทว่ากลิ่นอาหารจากร้านรวงข้างทางทำเอาน้ำลายเอ่อเต็มปาก เมื่อครู่เพิ่งทานอาหารมื้อหลักไป ย่อยยังไม่ทันหมด ไม่น่าหิวเร็วขนาดนี้ แต่พอเห็นอาหารหน้าตาแปลกๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายกลับทำเอาอยากควักกระเป๋าเงินขึ้นมาครามครัน

            ทีนี้...

            เงินที่โคชูให้มามันมากน้อยแค่ไหนล่ะเนี่ย

            อย่าว่าแต่บ้านนอกเข้ากรุง หลุดมาต่างโลกด้วยซ้ำ ตั้งแต่มาโผล่โลกนี้ยังไม่เคยใช้จ่ายอะไรด้วยตัวเองเลย...โคชูจัดการให้หมดทุกอย่าง ดังนั้นเมื่อกี้เสียค่าอาหารกับค่าที่พักไปเท่าไหร่นั้น ไม่มีข้อมูลนำมาเปรียบเทียบมูลค่าเงินที่มี

            แม้จะหนักใจแต่อยู่เฉยก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เอย์จุนตัดสินใจเดินไปยังแผงขายผลไม้ที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวอมหวาน มองเจ้าสิ่งหน้าตาเหมือนแอปเปิลแต่มีสีเหมือนองุ่นสักพักก็ถามพ่อค้าว่ามันคืออะไร ราคาเท่าไหร่

            พ่อค้าตัดแบ่งให้ชิมอย่างใจดี คงเพราะเดาได้ว่าเป็นคนต่างเมือง

            “โอ๊ะ...”

            หากถามเอย์จุน เขาไม่ได้ชอบเท่าไหร่ แต่จากรสชาติที่ซึมซับผ่านลิ้น ดูท่ามันน่าจะต้องรสนิยมซาโตรุ เขาเลยตัดสินใจซื้อไปฝากเพื่อนรัก ทว่าตอนยื่นเงินเพื่อจ่ายค่าผลไม้ที่ยังไม่ทันได้ถามชื่อกลับมีมือหยาบกร้านคว้าข้อมือตนเอาไว้เสียก่อน

            “เห็นเป็นนักท่องเที่ยวเลยโก่งราคาแบบนี้ไม่ดีนะลุง~

            เสียงนี้เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยิน เพราะคนพูดพูดกลั้วหัวเราะ ฟังยียวนอยู่ในที ใครฟังเลยพลอยยุบยิบในใจอย่างประหลาด คล้ายๆ ว่ากำลังโดนปั่นหัวพิกล

เอย์จุนเองยังนิ่วหน้า รู้สึกราวกับสวิตช์หงุดหงิดโดนเสียงนั้นเปิดเข้าให้ แต่เพราะเจ้าของเสียงท่าจะมาดี ถึงได้สงบใจสลัดความรู้สึกไม่ดีทิ้งไป

            “ฤดูนี้มันก็ต้องขึ้นราคามาบ้างสิ...!

            “แต่ดีดขึ้นมาตั้งสองเท่าตัวมันก็เกินป๊าย แบบนี้ชื่อเสียงเมืองได้ป่นปี้หมดสิครับ มาหลอกนักท่องเที่ยวตาดำๆ แบบนี้ไม่ดีเลยน้า”

             สองคนโต้คารมกันได้นิดหน่อยลุงพ่อค้าก็ยอมถอยให้ สุดท้ายเอย์จุนจึงจ่ายค่าผลไม้ไปในราคาที่เหมือนจะเป็นราคาตลาด

            เขารีบขอบคุณพี่ชายใส่แว่นหน้าหล่อ อีกฝ่ายโบกมือเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

            “ว่าแต่นาย อยากเป็นผู้กล้ากับเขาด้วยหรือไง”

            “เอ๊ะ?” จู่ๆ โดนถามไปถึงเรื่องอื่น ด้วยยังตามไม่ทัน เอย์จุนหลุดเสียงโง่ๆ ออกไป

            คนฟังหัวเราะขำ “ผู้กล้าน่ะผู้กล้า ตอนนี้ทั้งเมืองมีแต่คนแห่เข้ามาเพราะอยากเป็นผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นนี่นา นายเองก็มาจากที่อื่นไม่ใช่เหรอ? หรือไม่ได้มาร่วมแข่งขัน?”

            พอถึงบางอ้อ มิตรสหายฝ่ายจอมมารอย่างเอย์จุนได้แต่ยิ้มเฝื่อน ตอบอ้อมแอ้มไปว่า “ก็กะว่าจะเข้าร่วมหรอกนะ แต่คนเยอะชะมัดเลย พี่ชายเองก็เข้าร่วมด้วยหรือเปล่า”

            “แน่นอนสิ”

            “ไม่เหมาะกับภาพพจน์ผู้กล้าเลยแฮะ”

            “...เรื่องแบบนี้ไม่ควรพูดกับคนที่เพิ่งเคยเจอกันไม่ถึงชั่วโมงมั้ง” ต่อให้พูดเหมือนบ่นแต่สีหน้าไม่ได้บอกว่าขุ่นเคืองอะไร

พ่อหนุ่มใส่แว่นคนนี้เอาแต่ยิ้มหัว ตาเป็นประกายริก บอกตรงๆ จะยังไงเอย์จุนก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างดูกวนโอ๊ยอะไรอย่างนี้ เล่นเอาอยากชกหน้าหล่อๆ ให้เสียราคาสักหมัดสองหมัด

            “ฉันไม่ได้อยากเป็นผู้กล้าหรอก”

            “อ้าว ไหนพี่ชายบอกว่า...”

            “ฉันชื่อมิยูกิ”

            “ไหนมิยูกิบอกว่าจะเข้าร่วมไง” เอย์จุนทำเป็นไม่ได้ยินตอนมิยูกิบ่นพึมว่า เรียกชื่อห้วนๆ เลยเรอะ แล้วถามต่อจนจบประโยค

            ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อดีอย่างหนึ่งของเอย์จุนสำแดงเดชอย่างน่าชื่นชม....นั่นคือการปรับตัวเข้าหาคนแปลกหน้า

            เขาคุยกับมิยูกิอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

            ความใจกล้าและไม่เกรงกลัวฟ้าดินระดับไม่ธรรมดาไม่เพียงทำให้ยอมรับการข้ามมายังต่างโลกได้โดยไม่เสียสติ แต่ตอนนี้ก็กำลังหามิตรสหายเผื่อขอความช่วยเหลือในยามคับขัน ถึงแม้เอย์จุนจะไม่ได้คิดลึกซึ้งถึงผลประโยชน์ของการผูกมิตร ทว่านิสัยดังกล่าวนี่แหละที่ทำให้มีเพื่อนฝูงมากมาย

            “ถ้าได้เป็นผู้กล้าล่ะก็ จะได้รับการสนับสนุนเยอะแยะเลยนะ อย่างเช่น...เงินทอง อะไรประมาณนั้น”

            “...”

            “หน้าแบบนั้นมันอะไรฟะ มีอะไรก็พูดออกมาสิ พูดออกมาเลย ทำเพื่อเงินมันผิดตรงไหนหา คนเป็นหนี้ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมากมายหรอกนะ ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบหาเงินไปส่งกันทั้งนั้น แถมนี่ไม่ใช่แค่จะล้างหนี้เก่าให้ ยังให้เงินสำหรับ....”

            “เดี๋ยวๆ พอก่อน...นายทำลายภาพพจน์ผู้ผดุงคุณธรรมของผู้กล้าป่นปี้หมดแล้ว ใจไม่บริสุทธิ์อย่างนี้จะมีคนยกย่องสรรเสริญได้ไงหา!” เอย์จุนทนฟังไม่ได้แม้อยู่ข้างจอมาร

            “ฉันไม่ได้อยากให้คนมาสรรเสริญ อยากได้เงินต่างหาก” มิยูกิตอบด้วยสีหน้าจริงจัง แว่นตาเป็นประกายปิ๊ง

            “แต่สารรูปนายไม่เหมือนพวกจอมยุทธบู๊ลิ้มอะไรเลยนะ” เอย์จุนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไว้หน้าต่อไป

            ถึงไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ลองมาโดนดูถูกหน้าซื่อๆ อย่างนี้ แม้ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม ข้างขมับกลับปรากฏเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา “ไอ้เด็กนี่มันห้าวจังว่ะเฮ้ย”

            “แต่เอาน่า ยังไงก็มีลุ้นแหละ ฮ่าๆๆๆ!” พูดไปก็ตบไหล่ตีซี้ไปด้วย

            เข้าตำราตบหัวแล้วลูบหลังขนานแท้

            กระนั้น เอย์จุนไม่ได้โกหก

            อาจจะเข้าหูบ้างผ่านหูบ้าง แต่ในกรณีเรื่องดาบศักดิ์สิทธิ์กับผู้กล้านั้น โคชูเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้...คนที่ปราบจอมมารคือผู้กล้า และผู้กล้าคือคนที่ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงดาบวิเศษเล่มนี้เท่านั้นที่จะเฉือนสะบั้นวิญญาณจอมมาออกจากกายหยาบได้

            แต่ว่า

            ผู้ครอบครองดาบไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด

            หรือก็คือ หากวัดความสามารถกันเพียวๆ ตัวผู้กล้าอาจไม่มีความสามารถเพียงพอต่อการสู้รบปรบมือกับจอมมารเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงผู้ครอบครองดาบและใช้งานดาบได้เท่านั้น ในอดีตก็เคยมีกรณีที่จอมมารถูกพรรคพวกของผู้กล้าเล่นงานจนเพลี่ยงพล้ำ หลังจากนั้นผู้กล้าค่อยมาหยิบชิ้นปลามันเผด็จศึกด้วยการสะบั้นดาบ มิยูกิที่ไม่ได้ตัวใหญ่โตอะไรจึงมีสิทธิ์เป็นผู้มีคุณสมบัติและถูกเลือก

            ไม่รู้ทางมนุษย์ทราบหรือไม่ว่าผู้ครอบครองดาบไม่จำเป็นต้องบู๊เก่งอะไรเลย แต่มาจัดงานประลองเพื่อเลือกคนอย่างนี้เองก็นับเป็นประโยชน์ต่อทางฝั่งจอมมารอย่างพวกเขาที่จะแทรกซึมเข้าไปล่ะนะ

            ดาบคัดเลือกคนยังไงไม่ทราบ ทว่าอย่างน้อยเอย์จุนก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกเลือกอยู่ หรือหากไม่ถูกเลือก ไม่แน่อาจสบโอกาสทำลายหรือขโมยดาบนั้นมาได้ รอจนพวกเขาทำหน้าที่ลุล่วงแล้วกลับโลกเดิม ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างเรียบร้อยหมดจด

            “จะว่าไปยังไม่ได้ถามชื่อนายเลย” มิยูกิทักขึ้นมา

            “อ้อ ฉัน...” เกือบพลั้งปากพูดชื่อเต็ม เอย์จุนประหวัดถึงคำเตือนของโคชู กลืนถ้อยคำที่พุ่งมาถึงคอลงไปแล้วเอ่ยขึ้นใหม่ว่า “ซาวามุระ!

            “โอ้! ยินดีที่ได้รู้จักนะซาวามุระ!

            และนี่คือการพบกันครั้งแรกของพวกเขา











Talk

หมวกแว่นหลบไป! น้องโคจะเดิน!
บางคนชอบชื่อมุระมุระมากกว่า ไอ้เราก็เรียกโคซาวะจนชินแล้ว แต่เห็นส่วนใหญ่ก็เรียกโคซาวะกันนะคะ คงไม่ต้องเปลี่ยนชื่อเนอะ 
เอาล่ะ เรื่องนี้มาสายแฟนตาซีเต็มสูบค่ะ (ก็เห็นๆ กันอยู่ 5555)
เนื่องด้วยพอเจอฟุรุยังเรียกเอย์จุนแล้วใจเหลว เรื่องนี้เราอาจจะอวยฟุรุยังหนักหน่อยก็เป็นได้ ( - w - ) v
ปล.เรื่องสั้นยังไม่เสร็จค่ะ แงงงงง

1 comment:

  1. สนุกอ่ะ โคชูปากคอเราะร้ายเสมอต้นเสมอไป เราเรียกโคซาวะอ่ะ มิยูกิมาแล้วววว
    สู้ๆนะไรท์ :)

    ReplyDelete