Fanfic Naruto
แต่งงาน...?
Pairing : Shikamaru x Temari
Rating : SFW
สองปีให้หลังนับจากจบสงคราม
บ้านเมืองกลับมาสงบสุข แต่ละคนดำเนินชีวิตตามครรลอง
นอกจากวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นตามอายุกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ดูๆ ไปแล้วก็ไม่มีอะไรต่างจากเมื่อตอนก่อนสงครามมากนัก
อ้อ...
ยกเว้นนารุโตะที่แต่งงานทิ้งเพื่อนฝูงไปก่อน
ชิกามารุนั่งคิดเรื่อยเปื่อยขณะนั่งในร้านเนื้อย่างคิว
เพราะหนังท้องตึง กินต่อไม่ไหว ตอนนี้เลยนั่งรอให้เพื่อนซี้หุ่นตุ้ยนุ้ยคนข้างๆ
โซ้ยจนกว่าจะพอใจ
สมาชิกทีมสิบไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว
มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบทำให้เวลาว่างไม่ค่อยตรงกัน
เมื่อมีเวลาจึงมักจะนัดรวมพล
และเวลาเหล่านั้นก็เป็นช่วงเวลาอันแสนสำคัญสำหรับชิกามารุ
เขาเคยได้ยินมาว่าคนแก่ชอบคิดถึงเรื่องเก่าๆ
ทว่าชิกามารุที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบกลับหวนนึกถึงเรื่องในอดีตบ่อยมาก...นึกถึงสมัยที่ตนยังเอาแต่บ่นรำคาญไม่ขาดปาก
สมัยที่พ่อและครูอาสึมะยังไม่ตาย...
อิโนะซึ่งคีบเนื้อเข้าปากไปเพียงสามชิ้นด้วยเหตุผลว่ากำลังไดเอทชวนคุยขึ้นมาเมื่อเห็นเพื่อนนั่งหง่าว
“ฉันเองก็อยากเป็นเจ้าสาวแสนสวยบ้างจัง”
...หัวข้อสนทนายังคงเป็นเรื่องรักๆ
ตามความชอบของเจ้าตัว มาพูดเรื่องเป็นเจ้าสาวเอาในเวลาแบบนี้
คิดยังไงก็ได้คำตอบแต่ว่าน่าจะเป็นอิทธิพลจากการชิงสละโสดของฮินาตะ
ชิกามารุเท้าคางมองออกไปนอกร้าน
ปากพ่นถ้อยคำในสมองออกมาสั้นๆ
“กับซาอิน่ะเหรอ”
นึกถึงสีหน้ายิ้มแย้มแบบเดียวตลอดศกของอดีตราก...ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจจินตนาการภาพซาอิแต่งงานกับใครสักคนได้
อันที่จริงคนแบบนั้นมาคบหากับอิโนะได้ก็เป็นเรื่องน่าตกใจมากแล้ว จริงอยู่ว่า ‘ความกลวงเปล่า’ ของซาอิถูกถมจนเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาก กระนั้นเด็กหนุ่มผิวซีดเซียวก็ยังดูเป็นคนหยั่งยากเหมือนเดิม
อิโนะหน้าบึ้งเมื่อจับกระแสเสียงเนือยจัดบ่งความรำคาญได้
“ทำหน้ายังงั้นหมายความว่ายังไงยะ
การแต่งงานคือความฝันของผู้หญิงทุกคนนะจะบอกให้”
“อ้อเหรอ” ขิกามารุตอบขอไปที
เขาไม่สนใจการแต่งงาน...จริงๆ
ควรบอกว่าไม่อยากแต่งงาน แต่ไหนแต่ไรมาก็เห็นการแต่งงานเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ
สาเหตุสำคัญคือเขารำคาญผู้หญิง...มีแต่ทัศนคติแง่ลบกับผู้หญิง
แล้วจะให้แต่งงานสร้างครอบครัวได้ยังไง
หากถามว่าอยากแต่งงานไหม
ตอบได้คำเดียวว่าไม่อยาก...ทนรับสภาพแบบพ่อไม่ไหวแน่ เพียงแต่ถ้าต้องแต่งจริงๆ ก็อยากแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดาแล้วใช้ชีวิตธรรมดา
ผลาญเวลาเล่นไปวันๆ
เคยคิดแบบนั้น
ทว่าตัวเขาในตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน...
“งั้นเทมาริซังล่ะ? นายไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหรือไง?”
อิโนะจี้ตรงจุด
...ใช่แล้ว เพราะเทมาริไงล่ะ
อย่างน้อยชิกามารุตอนนี้ก็รักคนอื่นแล้ว...เป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวเองยังตกใจ
เขาไม่คิดว่าตนจะมีความรู้สึกแบบนี้ให้ใครสักคนได้
แถมผู้หญิงคนดังกล่าวยังเป็นผู้หญิงที่ต่างจากผู้หญิงในอุดมคติไกลโข
เทมาริไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าผู้หญิงธรรมดาเลย...ไม่เลยสักนิด
ขนาดในบรรดานินจาด้วยกันยังนับเป็นนินจามากความสามารถ
จะบอกว่าเป็นผู้ใช้ลมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนินจายังได้
หรือถ้าไม่ใช่ที่หนึ่งก็ต้องเป็นที่สองล่ะ
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดไกลไปถึงขั้นแต่งงานอยู่ดี
บางทีเทมาริก็คงไม่คิดเหมือนกัน
ไม่รู้อ่านความคิดเขาออกหรืออย่างไร
อิโนะซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามยกแขนขึ้นกอดอก ดวงตาสีน้ำทะเลข้างหนึ่งจ้องชิกามารุเขม็ง
“นี่นายคบเล่นๆ เหรอ”
“แล้วอยู่ๆ มาเปิดประเด็นซักฟอกฉันทำไมล่ะเนี่ย
ไม่เกี่ยวกับเธอซะหน่อย”
แม้ไม่ชอบใจนิดๆ ที่อิโนะใช้คำว่า ‘คบเล่นๆ’ ทว่าตอนนี้เรื่องที่ชิกามารุสนใจคือนั่งกินเนื้อย่างกันอยู่ดีๆ ทำไมมาตั้งท่าตบตีกันเพราะเรื่องแต่งงานได้
นอกจากนี้ไม่ว่าเขาจะครองตัวเป็นโสดหรือแต่งงานอิโนะก็ไม่เกี่ยวจริงๆ
เธอสามารถห่วงใยหรือวิตกกังวลได้ในฐานะเพื่อน
แต่การมาก้าวก่ายการดำเนินชีวิตมันเป็นอีกประเด็น
อิโนะหน้าบูดหนักกว่าเก่า จากนั้นกระแทกเสียงใส่เหมือนต้องการระบายอารมณ์
“อย่างนายมีแฟนได้ก็ปาฏิหาริย์แล้วย่ะ ทำเป็นหยิ่งไปเถอะ บางทีเทมาริซังอาจจะไม่เอาคนอย่างนายก็ได้
เป็นฉันก็ไม่อยากแต่งงานกับผู้ชายที่อายุน้อยกว่าตัวเองหรอก แบร่”
คิ้วเรียวๆ เหนือดวงตาเฉยชากระตุกทีหนึ่ง
คำพูดของอิโนะแทงใจดังฉึก
ความคิดไพล่ย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ซึ่งผ่านมาไม่นานนักอย่างอดไม่ได้
ตอนไปหาของขวัญแต่งงานรวมทั้งมองหาที่ฮันนีมูนให้พวกนารุโตะ
เขาไปกับเทมาริสองคน ตอนนั้นเทมาริเข้าใจเจตนาเขาผิด
นึกว่าชิกามารุคิดจะแต่งงานแล้วมองหาที่ฮันนีมูนของตัวเองในอนาคต เธอแสดงอาการขัดเขินมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาและพยายามบอกว่าตัวเองไม่พร้อม...พอรู้ตัวทีหลังว่าเข้าใจผิดก็โกรธจนหน้าแดง
จริงๆ
ชิกามารุไม่ได้สนใจเรื่องแต่งงานอยู่แล้ว...มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่จริงจังกับเทมาริ
เพียงแต่การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ เป็นจุดหักเหสำคัญของชีวิต และไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของความรักด้วย
ยกตัวอย่างเช่นการโง่งมรักใครสักคน คิดว่าคนนี้แหละเนื้อคู่
จะแต่งงานให้ได้...ปรากฏว่าแต่งงานแล้วเข้ากันไม่ได้ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันหายเกลี้ยง
แบบนั้นอย่าแต่งเลยดีกว่า
นอกจากนี้ยังมีกรณีนิสัยเปลี่ยนหลังแต่งงาน สมัยคบกันก็ดีๆ
อยู่หรอก แต่พอแต่งงานดันกลายเป็นอีกคนเสียฉิบ...
ให้มารับการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น
ชิกามารุไม่อยากเสี่ยง
ความสัมพันธ์ของเขาและเทมาริในตอนนี้ราบรื่นดี
หากไปเปลี่ยนแปลงอะไรเข้า ไม่แน่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดีเสมอไป ชิกามารุไม่ได้คิดว่าตนเองขี้ขลาด
เพียงแต่อยากเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม
คำพูดของอิโนะยังรบกวนจิตใจอยู่เนืองๆ
วันนั้นทั้งวันจึงสลัดเสียงเจื้อยแจ้วของเพื่อนร่วมกลุ่มไม่หลุด
‘บางทีเทมาริซังอาจจะไม่เอาคนอย่างนายก็ได้’
ขณะกลับมานอนกลิ้งอยู่กับฟูกเพื่อหลับพักผ่อน เขาลองทบทวนเรื่องของเทมาริอย่างจริงจัง
เท่าที่รู้จักกันมา เทมาริไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่ชอบปั่นหัวผู้ชายเล่น คำว่า ‘ไม่พร้อม’ ของเธออาจมีความหมายเหมือนกับ ‘ไม่พร้อม’ ของชิกามารุ
ถึงอย่างนั้นพอลองใคร่ครวญสถานะของอีกฝ่ายให้ดี
ชิกามารุอดเป็นกังวลไม่ได้
นอกจากเป็นนินจาหัวกะทิของหมู่บ้าน เทมาริยังเป็นลูกสาวของอดีตคาเสะคาเงะและเป็นพี่สาวของคาเสะคาเงะรุ่นปัจจุบัน
กล่าวได้เต็มปากว่าเป็นบุคคลสำคัญ มีสถานะพิเศษ ฉะนั้น...
แต่งการเมือง
คำนี้ผุดในหัวอย่างไม่อาจเลี่ยง
ด้วยวัยอย่างพวกเขาจะถูกคนรอบข้างกดดันให้แต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
และแม้ชิกามารุจะเคยนิยามเทมาริว่าเป็นยัยสาวโหด
แต่เจ้าหล่อนเป็นคนรักครอบครัวและคิดคำนึงถึงน้องชายอย่างมาก
ลองบอกว่าเป็นการทำเพื่อน้องชาย
ไม่แน่แม่นั่นอาจพยักหน้ารับเมื่อเกิดเหตุการณ์คลุมถุงชนขึ้นมาจริงๆ
หัวคิ้วขยับชนกันอย่างห้ามไม่อยู่
…น่ารำคาญชะมัด
ทั้งที่เวลานอนเป็นเวลาพักผ่อนที่ดีที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่ชิกามารุรอคอยมากที่สุดของวัน
กระนั้นเขากลับหลับไม่สนิทตลอดคืน
เนื่องด้วยเป็นตัวแทนหมู่บ้านที่สมาพันธ์
ชิกามารุจึงได้พบปะเทมาริที่เป็นตัวแทนจากสึนะงาคุเระตลอดในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ว่ากันตามตรง ในบรรดาทุกคนทั้งหมด
เขาสนิทกับเจ้าหล่อนมากที่สุดจนความสัมพันธ์พัฒนาเลยเถิดเกินคำว่าเพื่อนพ้อง
กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เจอกันตลอดเวลา
เดิมทีอยู่คนละหมู่บ้าน
แถมงานนอกเหนือจากส่วนของสมาพันธ์ยังมีให้รับผิดชอบ ต่อให้ไปสมาคมก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เจอกันทุกครั้ง
เอาเข้าจริงเรื่องที่คุยกันส่วนมากก็มีแต่เรื่องงาน...คงเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่น่าเบื่อสิ้นดีสำหรับคนอื่น
ชิกามารุเกาท้ายทอยอย่างหน่ายเซ็งขณะคัดแยกภารกิจสำหรับนินจาแต่ละแคว้น
ถ้าเขาไม่อยากแต่งสุดท้ายเทมาริก็ต้องแต่งกับคนอื่นสินะ...
สงครามจบไปแล้ว
แต่ละหมู่บ้านอยู่ในช่วงกำลังฟื้นฟูและรวมตัวเป็นพันธมิตรกันมากขึ้น
อีกหนทางหนึ่งในการสร้างสายใยอันดีคือการแต่งงานระหว่างบุคคลสำคัญ
ในโคโนฮะไม่มีใครคิดอยากจับโฮคาเงะคนปัจจุบันแต่งงาน ทว่าหมู่บ้านอื่นไม่ใช่
ชิกามารุเคยได้ยินคนอื่นๆ
ในสึนะงาคุเระพึมพำถึงข่าวลือว่าคนเฒ่าคนแก่ผู้มีบทบาทในการดูแลหมู่บ้านอยากให้กาอาระแต่งงาน...
ขนาดคาเสะคาเงะยังถูกคาดหวัง แล้วคนใกล้ชิดล่ะ?
ชิกามารุวางปากกาแล้วยกเอกสารย้ายไปไว้ในกอง ‘อ่านแล้ว’ จากนั้นอ้าปากหาวกว้างจนน้ำตาซึม เรียบร้อยค่อยลุกจากเก้าอี้เพื่อไปหาอะไรเทใส่ท้องซึ่งเริ่มส่งเสียงประท้วง
ตอนเดินออกจากเคหาสน์คาเงะ บังเอิญได้เจอเพื่อนนินจาร่วมรุ่นพอดี
“งาย ชิกามารุ!”
เด็กหนุ่มผมสีทอง ข้างแก้มทั้งสองมีรอยขีดสามเส้น
นารุโตะโบกไม้โบกมือทักทายอย่างร่าเริงอยู่ข้างๆ ซากุระ ดูเหมือนจะช่วยเพื่อนร่วมกลุ่มหอบหิ้วตำราแพทย์
“ฮั่นแน่ จะออกไปส่งเทมาริใช่มั้ยล่ะ!”
เทมาริ?
ชิกามารุซึ่งจะออกไปหาข้าวกินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่ออันแสนจะคุ้นหู
หากวิเคราะห์ตามคำพูดเจ้าเพื่อนบ้าก็เท่ากับว่าเทมาริอยู่ในโคโนฮะ
และคำว่าจะกลับก็หมายถึงเธอคงมาอยู่ที่นี่นานแล้วและได้เวลากลับทะเลทราย
อย่างไรก็ตาม ชิกามารุส่งจดหมายโต้ตอบกับหญิงสาวอยู่สม่ำเสมอ
หากเธอมาโคโนฮะก็น่าจะบอกเขาก่อน
ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลเลยที่เธอมาปรากฏตัวที่นี่แล้วเขาไม่รู้
“แต่ยืนเฉยอย่างนี้คงไม่ใช่มั้ง”
ซากุระเอียงคอขณะค้าน “งั้นนายจะไปไหนล่ะเนี่ย”
ฉันต่างหากที่อยากถามว่าชื่อเทมาริโผล่มาได้ยังไง...
สงสัยก็สงสัยแต่ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดที่มีติดตัวบังคับปากให้หุบสนิท
ชั่วดียังไงตัวเองก็เป็นคนรักของแม่สาวทะเลทราย หากถามก็เท่ากับไม่รู้ว่าหญิงสาวมาโคโนฮะ
ชิกามารุเทียบเวลาในใจ หากเทมาริอยู่ที่นี่และกำลังกลับจริง
เวลาให้โอ้เอ้คงไม่เหลืออยู่แล้ว เพื่อยืนยันให้แน่ใจ เขาอยากไปเช็คดูสักหน่อย
“ไปกินข้าว”
เด็กหนุ่มตอบห้วนก่อนสาวเท้าเร็วๆ ตีจาก
เมื่อพ้นสายตาเพื่อนร่วมรุ่นก็ดีดตัวพุ่งไปทางประตูหน้าหมู่บ้าน
หากยังไม่ทันถึงก็พบเป้าหมายเข้าที่หน้าเคหาสน์คาเงะเข้าเสียก่อน
หญิงสาวผมสีบลอนด์ผู้แบกพัดขนาดยักษ์ที่กลางหลัง เธอยืนรวมกับผู้ชายสองคน
กำลังสนทนาด้วยสีหน้าซึ่งไม่สู้ดีนัก
อยู่จริงๆ ด้วย
ชิกามารุตกใจ หากพอปลายเท้าสัมผัสพื้น
หญิงสาวผู้มีประสาทสัมผัสเฉียบแหลมก็เงยหน้าชิงทักเขาขึ้นมาก่อน
ดวงตาเรียวยาวสีเขียวครามฉายความประหลาดใจ
“นาย...ไม่ได้กำลังทำงานอยู่รึไง”
“เธอนั่นแหละ...” ...อุตส่าห์มาถึงโคโนฮะทำไมไม่บอกสักคำ
ความคิดประหวัดไปถึงคำพูดของเพื่อนสาวสมัยเด็ก...‘บางทีเทมาริซังอาจจะไม่เอาคนอย่างนายก็ได้’...ต่อให้จิตสำนึกฝั่งเหตุผลบอกว่าการไม่บอกน่าจะมีสาเหตุ อย่างเช่นมีภาระเร่งด่วน
ไม่มีเวลาส่งจดหมายมาบอกก่อนเพราะถ้าจะส่งตัวก็มาถึงที่หมายแล้ว จะส่งไปทำไม...อะไรทำนองนี้
ทว่าการที่มาถึงแล้วไม่บอกนี่สิ
หรือเธอจะเบื่อเขาแล้วจริงๆ...
คนที่พร่ำบนแต่คำว่าน่าเบื่อน่ารำคาญจนเป็นนิสัยเริ่มเกิดความรู้สึกไม่อยากถูกเบื่อขึ้นมาเป็นครั้งแรก
อันที่จริงตอนเจอกันครั้งสุดท้ายเทมาริก็ดูปกติและไม่มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษ
เขาไม่ควรคิดมาก ทว่าหลังใคร่ครวญเรื่องสถานะเจ้าหล่อนเป็นจริงเป็นจัง
ความคิดมากมายก็ไม่อาจหลุดจากหัวได้โดยง่าย
เทมาริมองเขาด้วยดวงตาซึ่งแฝงความเสียใจเล็กๆ
หลังมองทิศทางของประตูหมู่บ้าน
“เอาเถอะ ได้เห็นนายก็ดีแล้ว
เอาไว้จะส่งจดหมายมาทีหลัง” เธอว่าพลางยิ้มออกมาจางๆ
“ถึงจะน่าเสียดายแต่คงต้องลากันตรงนี้”
ชิกามารุมีเรื่องมากมายอยากคุยกับเธอแต่สีหน้าท่าทางเทมาริแสดงชัดว่ามีเรื่องเร่งด่วน
เด็กหนุ่มชั่งใจความปรารถนาส่วนตัวกับความมีเหตุผล
เมื่อหากึ่งกลางของสองทางได้จึงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแสร้งทำเป็นเยือกเย็น
“ไปส่งไหม?”
ปรากฏว่าเทมาริซึ่งกำลังหมุนตัวเตรียมเดินจากไปหันมาหัวเราะให้
เธอพูดติดตลก “ขืนเดินทอดหุ่ยไปกับนายมีหวังเสียเวลาโดยใช่เหตุ”
กล่าวจบจึงบอกลาแล้วยิ้มให้อีกครั้ง...วิธียิ้มแบบเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
ชิกามารุมองแผ่นหลังคนรักที่จากไปนานแล้วอยู่ครู่ใหญ่
เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตอนแรกตั้งใจออกมาหาอะไรใส่ท้อง
เมื่อนึกได้จึงหันหลังกลับเพื่อทำตามเป้าหมายเดิมแต่ดูเหมือนความหิวจะปลิวหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
วันเดียวกับที่เทมาริออกจากโคโนฮะเพื่อกลับทะเลทราย
เพราะเอาแต่หงุดหงิดงุ่นง่าน
ว่าที่ผู้นำตระกูลนาราตัดสินใจเขียนจดหมายหนึ่งฉบับให้คนรัก
รู้ดีว่าต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะถึงมือผู้รับและได้จดหมายตอบ
แต่ถ้าไม่ทำอะไรตัวเองก็อยู่ไม่สุข อย่างน้อยการได้ลงมือทำอะไรบ้างช่วยให้จิตใจสงบลง
เนื้อความในจดหมายที่ส่งไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
ปกติชิกามารุจะเขียนเล่าเรื่องชีวิตประจำวันและบ่นเรื่อยเปื่อย
จดหมายคราวนี้ก็เช่นกัน...แค่เพิ่มข้อความคล้ายตัดพ้อต่อว่าที่เทมาริมาโคโนฮะและคิดจะกลับโดยไม่บอกกล่าวเข้าไปนิดหน่อย
เขาใช้เวลาในการคิดก่อนเขียนนานมากเมื่อเทียบเวลาตามปกติ
กระนั้น
ขนาดคิดแล้วคิดอีกยังต้องโยนกระดาษทิ้งแล้วเขียนใหม่อีกสามครั้งถึงได้พอใจในสิ่งที่ปรากฏบนกระดาษ
เด็กหนุ่มรับไม่ได้ที่ตัวเองทำตัวเหมือนสาวน้อยแสนงอน
จดหมายที่ส่งไปจึงคัดกรองแล้วว่าไม่มีเนื้อหาทำลายศักดิ์ศรีตัวเองพรรค์นั้น
ผ่านไปเจ็ดวันยังไม่มีจดหมายตอบกลับจากคุโนะอิจิผู้ห่างไกล...ไม่เป็นไร
บางทีหนนี้อาจใช้เวลาขนส่งของนานผิดปกติก็ได้
ผ่านไปสิบวันยังไม่มีจดหมายตอบกลับจากคุโนะอิจิผู้ห่างไกล...ไม่เป็นไร
บางทีอาจยุ่งจนไม่มีเวลาตอบทันที
ผ่านไปสิบหกวันยังไม่มีจดหมายตอบกลับจากคุโนะอิจิผู้ห่างไกล...ไม่เป็นไร
บางทีอาจต้องไปทำภารกิจต่างหมู่บ้าน
ผ่านไปยี่สิบวัน...
ผ่านไปสามสิบวัน...
“ชิกามารุ หน้านายไม่ไหวแล้วนะ”
โจจิพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง
ชิกามารุไม่ใช่คนขยันยิ้มอยู่แล้ว พอทำหน้าบึ้งตาขวางเลยยิ่งดูเข้าถึงยาก
เจ้าตัวก็ไม่ใช่ไม่รู้...รู้จนอยากอาเจียนเลยล่ะว่าตัวเองอารมณ์ไม่ดีขนาดไหน
การรอคอยโดยไม่มีเป้าหมายเป็นอะไรที่แย่มาก ผนวกกับมีเรื่องรบกวนจิตใจอยู่ก่อนสีหน้าจึงแย่จนกู่ไม่กลับ
ตอนนี้คนที่จะเข้ามาทักทายพูดด้วยมีแต่คนที่คบหากันสนิทสนม สำหรับคนรู้จักผิวเผินนั้น
ดูเหมือนไม่มีกระทั่งความคิดจะส่งเสียงทัก
คนใกล้ชิดต่างรู้ดี แม้ขี้รำคาญขนาดไหน
หากสิ่งที่ทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนได้ขนาดนี้มีอยู่ไม่กี่เรื่อง
หนึ่งคืองาน
สองคือคนใกล้ชิด
ทึกทักเอาเองจากการไม่มีภารกิจน่าปวดหัว ต้นตอที่ทำให้ชิกามารุทำหน้าเหมือนมีคนติดหนี้หลายล้านย่อมต้องมาจากคนใกล้ชิด
และคนใกล้ชิดคนนั้นก็น่าจะเป็น...
“โดนทิ้งจริงๆ แล้วหรือไง”
อิโนะจีบปากจีบคอหัวเราะโฮะๆ
ต่อให้เป็นสุภาพบุรุษเต็มเปี่ยมแต่ตอนนี้ชักอยากให้คาถาเงารัดคอกับยัยคนที่เอาแต่หัวเราะถากถางตรงหน้าขึ้นมาตงิดๆ...
ชิกามารุเท้าคางด้วยมือข้างถนัด
อีกข้างจัดการฉกเนื้อบนตะแกรงเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ ราวจะระบายอารมณ์
ดูท่าคงสัมผัสออร่า ‘’รมณ์บ่จอย’
ได้อย่างชัดแจ้ง โจจิซึ่งไม่ยอมผ่อนปรนให้ในเรื่องของกินถึงไม่ตำหนิเพื่อนสนิทฐานคีบเนื้อที่ตนย่างเอาไว้
“แล้วเหตุผลล่ะ มีคนใหม่หรือนายน่าเบื่อ?”
“อิโนะ พอน่า”
เมื่อเห็นเพื่อนยังเอาเพื่อนอีกคนมาเล่นอย่างสนุกสนานไม่หยุด
โจจิปรามอย่างอ่อนใจในฐานะคนกลาง
คนโดนดุหน้าง้ำ “อะไรยะ
ทีตานั่นเอาแต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับไม่เห็นว่าอะไรมั่ง!
ผู้ชายนี่เอาแต่เข้าข้างกันแล้วหาว่าผู้หญิงงี่เง่าล่ะสิ!”
“ไม่ได้ถึงพูดเรื่องนั้นสักหน่อย...”
โจจิอ่อนใจเหลือคณา
ทางด้านชิกามารุนั้น ตั้งแต่เข้ามานั่งในร้านก็ยังสงวนปากสงวนคำไม่พูดอะไร
นับว่าผิดวิสัยเพราะคนนั่งโจ้ต้องเป็นโจจิ ทว่าวันนี้เขากินเยอะนำหน้ามือวางอันดับหนึ่งไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ
จะใครก็คงไม่นึกว่าคนอย่างชิกามารุก็มีปัญหาเรื่องความรักจนทำเอาเขวไปได้เหมือนกัน
นี่ถ้าไม่ใช่เจ้าตัวเสียศูนย์ขนาดหนักโจจิก็อยากแซวอยู่หรอก
หนุ่มร่างท้วมนึกในใจ...วันนี้บรรยากาศไม่ดีเลย
“แหม เอาเถอะ ฉันน่ะเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยและใจกว้าง”
อิโนะกลับลำทั้งที่เพิ่งทำกระฟัดกระเฟียด เธอควานมือหาอะไรพักหนึ่ง
ไม่นานจึงหยิบบางอย่างออกมาส่งให้เพื่อน “เจอคุณป้าเมื่อเช้า
เขาฝากมาให้...เพราะดูเหมือนนายจะรอร้อรอจนนั่งไม่ติดที่น่ะนะ”
สิ่งนั้นคือซองสีขาวทรงเหลี่ยม
ชิกามารุหน้าเปลี่ยนสีทันควัน
พอคาดเดาอะไรได้ก็รีบฉกของจากมือเพื่อน เกือบจะแกะซองตรงนั้นด้วยความใจร้อนอยู่แล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงอิโนะหัวเราะหุหุมีเลศนัย
ครั้นเห็นเขานิ่งไป รอยยิ้มงามหยดย้อยคลี่ออกบนใบหน้ารูปไข่
“ไม่เปิดอ่านเลยเหรอ จดหมายจากเทมาริซังน่ะ~”
“นี่ส่วนของฉัน กลับก่อนล่ะ”
มือล้วงเงินวางลงบนโต๊ะก่อนรีบจรลีหนีออกจากที่นั่งเพราะไม่อาจทนสายตาล้อเลียนต่อได้
ครั้นพ้นสายตาคนชอบแซว ชิกามารุทิ้งมาด ฉีกซองจดหมายดังแควก
‘ฉันจะไปโคโนฮะพอดี
ไว้คุยกันตอนนั้นดีกว่ามั้ง
เทมาริ’
แผ่นกระดาษพับเรียบร้อยมีข้อความห้วนสั้นเพียงสองบรรทัด
แค่เนี้ย...?
ชิกามารุที่รอจดหมายฉบับนี้มาร่วมเดือนถึงกับทำหน้าไม่ถูก...หมายความว่าเขาต้องรอเจ้าหล่อนมาปรากฏตัวอีกครั้งงั้นสินะ
ยังต้องรอต่อสินะ?
เด็กหนุ่มเคยรู้สึกไม่พอใจระยะทางอันห่างไกลระหว่างสึนะกับโคโนฮะมาหลายครั้ง
แต่เพิ่งจะเคยไม่ชอบจนเข้าขั้นเกลียดก็หนนี้ ใช่จะไม่รู้ว่าปกติเทมาริเป็นฝ่ายมาหาเพราะตัวเองแทบไม่มีภารกิจให้ออกนอกหมู่บ้าน
คนที่อยู่เฉยๆ ไม่มีสิทธิ์บ่น...แต่บางคราวเขาก็อยากจะหายตัวไปโผล่ที่สึนะเหมือนกัน
น่าเสียดาย ชิกามารุเป็นบุคลากรแนวหลังจำพวกนั่งโต๊ะวางแผน
เขาได้รับงานให้อยู่ติดที่มาสักพักแล้ว ลงมือปฏิบัติภารกิจภาคสนามด้วยตัวเองครั้งล่าสุดก็ตอนซาอิหายตัวไป
จดหมายในมือทำเอาความกระตือรือร้นที่อุตส่าห์โผล่พรวดขึ้นมาดิ่งลงฮวบฮาบ
ชิกามารุแทบจะเดินลากเท้ากลับบ้านอยู่รอมร่อ
“กลับมาแล้วครับ”
โยชินะผู้เป็นมารดาเยี่ยมหน้าออกมามองพลางเอ็ด
“ช้าจริง ปล่อยให้แขกมารอตั้งนาน!”
เขาคร้านจะต่อปากต่อคำกับแม่จึงไม่นำพาและเดินไปยังส่วนที่ใช้รับรองแขกขณะคิดในใจว่าใครจะมาหาเอาเย็นย่ำป่านนี้
จากนั้น นารา ชิกามารุแทบสำลักอากาศเมื่อเห็นร่างคนที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสง่างาม
“เฮ้ย...!”
เทมาริผินหน้ากลับมามองเมื่อได้ยินเสียงอุทานไม่เหลือมาดของว่าที่เจ้าบ้าน
เธอถลึงตาเล็กน้อยเมื่อเห็นชัดๆ ว่าคนที่รอกลับมาแล้ว
“ฉันไม่ใช่ผีนะยะ”
ชิกามารุไม่ได้มองท่าทางดังกล่าว
เขาชะโงกตัวไปอีกทาง
พอพบว่าแม่หลีกทางอย่างรู้งานค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอก...จะอย่างไรก็ไม่อยากเสียมาดให้แม่เห็น
เขาบ่นผู้หญิงมาเยอะ ถ้าต้องมีสภาพอย่างพ่อให้แม่เห็นแล้วรู้สึกขายขี้หน้าแปลกๆ
หรือก็คือ...ชิกามารุมีลางสังหรณ์ว่าอาจจะได้หลุดมาดในอนาคตอันใกล้
...เพราะผู้หญิงตรงหน้า
ใครจะไปคิดว่าตัวมาถึงเร็วขนาดนี้...
“ไม่นั่งรึ?”
เทมาริบุ้ยใบ้ไปยังที่นั่งว่างข้างตัว เจ้าหล่อนวางตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองยังไงยังงั้น
แม้จะเคยแวะเวียนมาบ้านตระกูลนาราบ้าง
แต่เพราะไม่มีเวลามานั่งสบายๆ การมานั่งแช่อยู่ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ...ต่อให้มีเวลาพวกเขาก็จะไปนั่งคุยสัพเพเหระกันที่อื่นมากกว่า
การที่เธอไม่เกร็งเลยไม่รู้จะบอกว่าเป็นเรื่องดีหรือแย่กันแน่
ชิกามารุนั่งตามคำเชิญแม้จะเป็นฝ่ายเจ้าบ้าน
ตามองดังโงะบนโต๊ะ นึกในใจว่าแม่รู้ได้ยังไงว่าเทมาริชอบอะไร
ผู้หญิงนี่น่ากลัวชะมัด
“เอาล่ะ ฉันว่านายมีเรื่องอยากคุยกับฉันนะ
ไอ้อารมณ์แบบสาวน้อยขี้งอนนั่นมันอะไรกันฮึ พ่อขี้แย”
“อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น”
คนขี้แยหน้าแดงวาบ ผ่านมาตั้งไม่รู้กี่ปี ทำไมยังงัดเอาชื่อพรรค์นั้นออกมาใช้อีก
ชิกามารุมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้แย เคยพลาดพลั้งเสียน้ำตาก็ไม่กี่หน
แต่แม่นี่กลับจำซะแม่นราวกับเขาเอะอะเป็นร้องไห้ยังไงยังงั้น
...ทำเหมือนเขาเป็นเด็กอยู่ได้
ต่อให้รู้เต็มอกว่าตัวเองอายุเท่ากาอาระที่เป็นน้องชายของเทมาริ
แต่สำหรับชิกามารุ เขาเป็นคนรัก ไม่ใช่น้องชาย
ย่อมไม่ต้องการถูกมองด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูของพี่สาว
“ปกตินายไม่น่าจะงอนเรื่องที่ฉันคิดจะมาก็มา ไปก็ไปนี่...ถึงปกติฉันจะบอกก่อนเวลามาโคโนฮะก็เถอะ”
เทมาริเริ่มพูดก่อนเมื่อชิกามารุเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ยอมเปิดประเด็นเสียที
กิริยานั่งกินขนมอย่างใจเย็นพลางพูดพลางแสนขัดตาคนที่ตอนนี้ทำตัวเอื่อยเฉื่อยไม่ออกยิ่งนัก
“มีเรื่องอะไรกวนใจหรือไง”
คำว่า ‘ไม่มี’
เกือบจะหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ โชคดีที่หุบปากกลืนคำนั้นลงคอทันท่วงที
เทมาริอ่านชิกามารุออก
และไม่สบอารมณ์อย่างแรงเวลาเขาปิดบังเรื่องที่ทำให้คิดมากหรือทุกข์ใจ
ฝ่ายชายเผลอกำมือแน่นด้วยอึดอัดใจ รสชาติของหมัดที่เคยอัดปลิวเมื่อไม่นานมานี้ยังฝังแน่นอยู่ในแก้ม
แต่ที่ฝังลึกยิ่งกว่านั้นคือภาพหางตาเปียกชื้นของเจ้าหล่อน
หากปฏิเสธว่า ‘ไม่มี’
ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอย่างไม่ต้องสงสัย
ชิกามารุกัดฟันต่อสู้กับศักดิ์ศรีภายในตัว
“นายไม่ได้มีเรื่องจะพูดหรือไง”
เรียวคิ้วเหนือดวงตาสีเขียวครามขยับเข้าหากันเล็กน้อย มือเรียวสวยวางไม้เปล่าลงบนจาน
จากนั้นยกชาที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาดื่มล้างคอ รอจนกระทั่งกลืนชาก้นแก้วหมด ชิกามารุก็ยังขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งไม่เลิก
หญิงสาวพ่นลมหายใจยาว “ฉันไม่ได้ว่างหรอกนะ ถ้าไม่มีธุระอะไรงั้นขอตัว”
“อะไรนะ...!” คนเงียบเงยหน้าพรวด
เจอเสียงตัวเองโดยไม่ต้องหา
เทมาริไหวไหล่ “ดูไม่รู้เรอะ ฉันกำลังกลับสึนะ
โคโนฮะเป็นทางผ่านเลยแวะมาได้ไงยะ”
“...!”
“เป็นผู้ชายให้ผู้หญิงมานั่งรอตั้งชั่วโมงครึ่ง
สุดท้ายก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไร เสียเวลาชะมัด”
“เดี๋ยวๆๆ!”
เพราะหญิงสาวผมทองเริ่มเปิดปากบ่น
ชิกามารุที่ทำความเข้าใจเหตุการณ์ไม่ทันจึงต้องขัดกระแสและถามเรื่องที่ค้างคาใจก่อน
“แล้วจดหมายของฉัน...ไม่สิ ตอนที่ออกจากโคโนฮะเมื่อเดือนก่อน
ไม่ใช่ว่าเธอกลับสึนะหรอกเหรอ...”
“หา...?”
“...ที่ออกจาโคโนฮะครั้งที่แล้วเธอไม่ได้กลับสึนะเหรอ
งั้นทำไมต้องรีบขนาดนั้นด้วย”
...รีบขนาดไม่ให้ฉันเดินไปส่ง
ชิกามารุไม่ได้ยินเสียง ‘หา’ เล็กๆ ที่ดังขึ้น
และย่อมไม่ทันสังเกตเห็นเส้นเลือดที่ปูดเป็นริ้วบริเวณข้างขมับและข้อมือของหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม
กว่าจะรู้ตัวว่าสถานการณ์เลวร้าย เทมาริก็เกิดอาการ ‘องค์ลง’ เรียบร้อย
“เพราะกาอาระอาการไม่ค่อยดีน่ะสิ!” หญิงสาวแทบจะตบโต๊ะเมื่อชิกามารุลงน้ำหนักเสียงเกินธรรมดา
พอดวงตาสีน้ำตาลมองมาอย่างตั้งข้อสงสัยเหมือนตามไม่ทัน
คราวนี้คนรักครอบครัวแทบจะแผดเสียงใส่ “กาอาระป่วยเชียวนะ!
หมอนั่นป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว ไม่สิ เคยป่วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
แถมอยู่ๆ ไข้ขึ้นเกือบสี่สิบองศา ถึงจะมียาสำหรับรักษาคาเสะคาเงะอยู่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายทันทีสักหน่อย! หมอที่สึนะก็ไม่เหมือนที่โคโนฮะด้วย ระบบรักษาต่างกันมากเพราะทรัพยากรในพื้นที่ต่างกันเกินไป
ไม่ใช่แค่นั้น กาอาระยังเอาแต่จะลุกมาทำงานอยู่นั่น เดิมทีฉันก็ไม่ได้อยากออกมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนคาเงะอยู่แล้ว
พอมาโคโนฮะเลยต้องรีบกลับไงล่ะ!
เกิดกาอาระเป็นอะไรไปขึ้นมาจะทำยังไง!”
“อะ...เอ้อ...”
ระหว่างรุกไล่ นิ้วชี้ของเทมาริพุ่งมาจิ้มหว่างคิ้วจนเกือบจะแทงทะลุ
กระนั้นชิกามารุรู้สึกว่าไม่ควรขัดกระแสอารมณ์ของคนรักในตอนนี้
“แล้วมันอะไรกันยะ ขนาดออกจากโคโนฮะแล้วกลับไปอีกรอบกาอาระก็ยังไม่หายดี
ฉันก็รู้หรอกนะว่าตั้งแต่ได้เป็นคาเงะกาอาระชอบฝืนตัวเองน่ะ
แต่ทีมแพทย์จะห่วยแตกเกินไปแล้ว ทำไมถึงดูแลคาเสะคาเงะไม่ได้!
แถมที่น่าโมโหกว่านั้น หน้าที่คุ้มครองกาอาระเป็นของฉัน ฉันที่ไม่ควรห่างจากเขาดันต้องไปตกลงการเจรจาต่างแคว้นในฐานะตัวแทนคาเงะต่อ! ตาบ้าแถวนี้ก็มางอนอะไรไร้สาระ! นี่ถ้าไม่ใช่ได้ข่าวมาว่ากาอาระหายดีแล้วฉันก็อยากชกนายสักหมัดด้วยซ้ำ!”
“...ใจเย็นก่อน”
ชิกามารุรีบรินชายื่นให้เมื่อเทมาริพูดไม่หยุดจนหายใจไม่ทัน
เธอหอบแฮ่ก
พอเห็นเขายื่นชาให้ใหม่ก็ยกดื่มพรวดแบบไม่สนมารยาทเพื่อแก้อาการคอแห้งจากการพูดใส่อารมณ์ต่อเนื่อง
สรุปคือ...
กาอาระป่วย > เทมาริต้องออกมาทำภารกิจที่โคโนฮะ
(เลยรีบกลับเพราะเป็นห่วงน้องชาย) > กลับสึนะ >
ต้องไปทำภารกิจอื่นต่ออีก >
ขากลับผ่านโคโนฮะเลยแวะมาที่นี่
ดูเหมือนตอนนี้จะอยากกลับไปดูน้องชายที่หายแล้วให้เห็นกับตาถึงได้บอกว่าจะกลับถ้าชิกามารุไม่มีเรื่องอะไร
“ดีขึ้นบ้างรึยัง?” เด็กหนุ่มผู้ไม่ชมชอบการเผชิญหน้ากับ
‘สตรีพิโรธ’ พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หากเป็นกรณีปกติคงทำเมินไปแล้ว
แต่กรณีนี้มันเมินไม่ได้นี่สิ...
ดวงตาครบคู่เห็นคนรักกระแทกตัวนั่งอย่างฮึดฮัด
เธอรักน้องชายมากแค่ไหนทำไมเขาจะไม่รู้
กาอาระในอดีตคือปิศาจร้ายที่พร้อมสังหารคนรอบตัว
ทั้งอย่างนั้นเทมาริก็ยังรักคนที่ในอดีตสามารถฆ่าตนเองได้อย่างไม่ลังเลจากใจ
ความทุ่มเททั้งมวล นอกจากเพื่อหมู่บ้านยังเพื่อน้องชายผู้ครองตำแหน่งคาเสะคาเงะคนปัจจุบัน
เธอเป็นบ้าได้เพราะน้องชาย
และดูเหมือนอาการน้อยใจนิดๆ หน่อยๆ
ของเขาจะกระแทกอารมณ์คุณเธออย่างจัง
ชิกามารุพลันสำนึกได้ในตอนนั้นว่าถ้าอยากอยู่กับเทมาริอย่างสงบ
บางทีก็ต้องทิ้งมาดไร้สาระไปบ้าง เจ้าหล่อนดูจะไม่พิสมัยกับการรับมือนิสัยเอาแต่ใจแบบเด็กๆ
เขาควรเปิดอกคุยตรงๆ ไม่ใช่ทำงอนแล้วไม่พูดอะไรรอเธอมาง้อ...
ถึงไม่อยากยอมรับแต่ดูเหมือนการกระทำของตนจะเป็นไปในทางนั้น
คิดว่าไม่อยากถูกมองเป็นเด็ก
แต่ขืนทำตัวไม่รู้จักโตเห็นทีจะโทษเทมาริไม่ได้ที่ไม่มองตนเป็นผู้ใหญ่ ชิกามารุถอนหายใจพลางลูบท้ายทอยอย่างอึดอัด
“อิโนะ...บอกว่าเธอจะทิ้งฉัน...”
สตรีแสนสง่าที่นั่งกอดอกนับหนึ่งถึงสิบชะงักงันไปชั่วอึดใจ
สมองทำงานเร็วรี่ และแล้วคนหัวดีก็พอจะเข้าใจอะไรได้รางๆ
“คิดว่าฉันละเลยไม่ติดต่อเพราะเบื่อนายหรือไง?”
“...”
คนคิดมากไม่ตอบคำ ได้แต่เหลือบมองทางอื่นไปตามประสา
ให้ตายก็ไม่ยอมรับเป็นคำพูดว่าเทมาริพูดถูก...แค่นี้ก็อับอายจนไม่อาจบรรยาย ชิกามารุพร่ำบ่นนิสัยของผู้หญิงมาตลอด
แน่นอนว่าเรื่องคิดเองเออเองก็อยู่ในสารบบอคติที่ใส่พานถวายให้เหล่าสตรี
การมีอาการแบบนี้เองจึงสร้างความอับอายให้อย่างยิ่งยวด จึงไม่อาจสบตาคนรักตรงๆ ได้
เทมาริผุดยิ้มออกมานิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าดังกล่าว
เธอดูใจเย็นลงมากทีเดียว
“งี่เง่าชะมัด
ถ้าฉันคิดจะตัดนายทิ้งคงไม่ปฏิเสธเรื่องดูตัวหรอกย่ะ”
ริ้วสีแดงที่พาดผ่านโหนกแก้มจางลงจนเกือบจะซีดขาว
ชิกามารุเบิกตาโต “ดูตะ...”
“ไม่ได้ไป ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น”
“...”
นึกอยากชกตัวเองฐานไม่รู้จักคุมสีหน้าแต่ขืนชกจริงคงตลกพิลึก
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจตั้งสติ ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ให้ออกอาการโล่งอกเกินเหตุ
เทมาริก็ดีเหลือแสน...ไม่พูดอะไรหักหน้าเขาในเวลาแบบนี้
ชิกามารุกลั้นใจทวนความคิดที่แล่นพล่าน มันวิ่งวนในสมองมาสักพักใหญ่แล้ว
อันที่จริงเขาได้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่หลายวันก่อน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปในเวลานี้หรือไม่
เด็กหนุ่มลังเลอึดใจหนึ่ง หลังตรองไปมาเสร็จหลายตลบ
เขาเอ่ยเรียกคนรัก
“เทมาริ”
“อะไร”
“ถ้า...เป็นฉันล่ะ...”
“จะพูดอะไรก็พูดให้มันชัดๆ” เธอว่าหนักแน่น แม้ใจเย็นลงแล้วแต่ก่อนหน้านี้ที่อารมณ์ปะทุ
เพลิงอารมณ์ยังไม่มอดโดยสิ้นเชิง เห็นชิกามารุยึกยักไม่เป็นอย่างเคยจึงขัดใจ “จะเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต
การกระทำต้องชัดเจน ให้มันขึงขังหน่อยสิ”
“...เวลาส่วนตัวไม่ใช่เวลางานซะหน่อย”
ชิกามารุอุบอิบ แก้ตัวในใจว่าเวลาปฏิบัติหน้าที่ตนไม่เป็นแบบนี้หรอกน่า
เหตุผลนี้เทมาริยกให้ได้
เวลาส่วนตัวขืนเอาแต่เคร่งเครียดมีหวังประสาทกิน เสียงแข็งๆ
ฮึกเหิมจึงอ่อนลงหนึ่งระดับ
“งั้นนายจะพูดอะไร”
“เธอรีบอีกรึไง”
สุ้มเสียงคล้ายน้อยใจจนคนฟังนึกอยากดึงแก้ม...ดูเอาเถอะ
ตาคนนี้
เทมาริชอบเห็นชิกามารุด้านที่คนอื่นไม่ได้เห็นเป็นที่สุด
แน่นอนว่าอาการแบบเด็กๆ นี้ไม่ได้ขัดตาเธอแม้แต่นิดเดียว
ขอแค่ไม่มากเกินไปและแสดงออกถูกจังหวะ หญิงสาวจะนึกอยากกอดคนตรงหน้าแน่นๆ ขึ้นมา
“ถ้าคนดูตัวเป็นฉัน...เธอจะไปดูตัวหรือเปล่า”
“...”
“...”
“นี่กำลังขอแต่งงาน?”
“...อืม”
“ไม่มีวิธีพูดที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง”
“เข้าใจตรงกันก็พอแล้วนี่ ผู้หญิงนี่น่ารำคาญชะมัด”
ชิกามารุเลี่ยงไปบ่นแก้กระดาก รู้ตัวว่ากำลังเหยียบเส้นแบ่งศักดิ์ศรีกับความปรารถนาจากส่วนลึกเต็มเท้า
หากโดนรุกเร้ามากไปกว่านี้ บางทีอาจเลือกหนีความจริงและทำเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ทำเรื่องน่าอายใดทั้งสิ้น
เขาคงหน้าบางกว่าที่ตัวเองคิด มาแค่นี้ก็ทนเดินหน้าต่อไม่ได้แล้ว
เทมาริสัมผัสได้ว่าชิกามารุยืนอยู่ริมหน้าผาแล้ว
ขืนรุกไล่ต่อคงตายกันไปข้าง หญิงสาวถอนหายใจออกมา หากมุมปากกลับหยักขึ้นน้อยๆ
“อยากให้ฉันตอบว่ายังไงล่ะ”
“...เรื่องของตัวเองก็คิดเองซะสิ”
“ปากอย่างนี้ทำเอาอยากเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่อยากไปเลย”
“...!”
คนหัวไวอย่างชิกามารุถอดความออกอย่างรวดเร็ว...เขาถามว่าถ้าคนดูตัวเป็นเขา
จะไปดูตัวหรือเปล่า ในเมื่อบอกไปแล้วว่าเป็นการขอแต่งงาน ถ้าตอบว่า ‘ไป’ ก็หมายความว่า ‘ตกลง’ ดังนั้น
ที่เทมาริบอกว่าอยากเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่ไปก็หมายความว่าคำตอบจริงๆ คือ ‘ไป’ นั่นเอง
“...หลังจากนี้ เรื่องปากเปราะน่ะ ถ้าเพลาๆ
ลงได้ก็ดี แล้วก็นอกจากเรื่องงานแล้ว
หวังว่าจะตรงไปตรงมาในการใช้ชีวิตประจำวันได้มากขึ้นหน่อยนะ”
...ถ้าไม่พูดต่อจะดีมากเลย
อาจเพราะต่างฝ่ายต่างเก้อเขินจากการเพิ่งตกลงกันในเรื่องสำคัญของชีวิตถึงได้พากันเงียบเมื่อสมองทำงานหนักจนคิดเรื่องมาสนทนาต่อไม่ออก
วันนั้นขณะเดินออกไปส่งเทมาริถึงประตูหมู่บ้าน
นอกจากคำลาสั้นๆ ทั้งสองจำไม่ได้เลยว่าคุยอะไรกันอีก
ต่อให้เป็นการขอแต่งงานแบบพิลึกพิลั่นแต่ก็เป็นการขอแต่งงานอยู่ดี
ชิกามารุไม่เสียใจทีหลังเลย แม้จะมีเพลียบ้างกับความดุดันเข้มงวดของอีกฝ่าย หากเขาก็เข้าใจดีว่าไม่มีทางที่ใครคนหนึ่งจะพอใจทุกสิ่งทุกอย่างของอีกคนได้
เอาเป็นว่าครอบครัวของเขาก็สุขสันต์ดี
“ทำไมพ่อมาซื้อดอกไม้ล่ะ”
ลูกชายในวัยกำลังปีกกล้าขาแข็งเอ่ยถามตอนพบกันระหว่างทาง
อิโนะซึ่งเป็นคนจัดช่อดอกไม้ให้ปิดปากหัวเราะล้อเลียนแต่ไม่ได้พูดแซว
ชิกามารุพยายามบังคับหน้าตัวเองไม่ให้แดงจนเห็นได้ชัด
ทว่าจะทำได้ไหมนั้นไม่สามารถตอบได้ เขาตอบเลี่ยงๆ ไป “พอแต่งงานแล้วก็ต้องหัดจำวันสำคัญเอาไว้บ้าง”
“ยุ่งยากตายชัก”
“โตแล้วก็รู้เองน่ะแหละ”
คนโตแล้วและมีลูกเป็นตัวเป็นตนบ่นงึมงำ
นารา
ชิกาไดไหวไหล่ด้วยไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ ก่อนออกไปเล่นกับเพื่อนต่อ
เขาไม่ลืมถ่ายทอดคำพูดจากมารดาให้ชายตรงหน้าฟัง
“แม่บอกว่าวันนี้เตรียมมือเย็นไว้มือใหญ่ด้วยล่ะ”
เด็กชายไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงดูเก้อเขิน กระนั้นก็เอ่ยต่อไป “ถ้ามีงานอะไรแล้วพักไว้ก่อนได้ก็พักไว้ก่อนนะฮะ
แม่บอกแบบนี้ถ้าพ่อไม่มากินข้าวเย็นที่บ้านมีหวังพิโรธแหง”
“รู้แล้วน่า”
ลูกชายตัวดีขอตัวแยกไปอีกทาง ส่วนชิกามารุจ่ายค่าดอกไม้ให้เจ้าของร้านคนกันเองก่อนเดินกลับบ้านด้วยสีหน้ายากจะพบเห็นจนคนรู้จักได้แต่นึกฉงนในใจว่าไปอารมณ์ดีมาจากไหน
การแต่งงานนี่ก็ดีเหมือนกันนะ
Talk
เรามููฟออนจากคู่นี้ไม่ด้ายยยยย แงงงง รักที่สุดเลยค่าาาาาาาาาาา
พึ่งได้มีโอกาสอ่านค่ะ ชอบคู่นี้มากๆ ขอบคุณนะคะไรท์
ReplyDelete