Fanfic Slam Dunk
สามสหายเซย์บ๊ายบาย to ภาพลักษณ์เจ้าโง่
Pairing: No
CP (3Baka as Center)
Rating: SFW
Note:
Time period refers to present (e.g., they have their own mobile phone with
internet)
สมาชิกชมรมบาส ปี 1...ซากุรางิ ฮานามิจิ
สมาชิกชมรมบาส ปี 2...มิยางิ เรียวตะ
สมาชิกชมรมบาส ปี 3...มิสึอิ ฮิซาชิ
เรียกรวมๆ ว่าเจ้าโง่ทั้งสาม
เดิมมีภาพลักษณ์เป็นเด็กมีปัญหา ใช้ความรุนแรงสร้างความเดือดร้อน
แม้ไม่อาจนับเป็นภาพพจน์ดีงาม แต่มันควรจะน่าครั่นคร้ามมากกว่า ‘เจ้าโง่ทั้งสาม’ สิ
ไอ้ชื่อเหมารวมขายขำนี่มันอะไรกัน ทำไมกลายเป็นแบบนี้ได้...วิกฤติ! วิกฤติชัดๆ! ต้องหาทางทำอะไรสักหน่อยแล้ว!
สามหนุ่มนั่งยองหัวชนกันอยู่มุมโรงยิม มองจากมุมไหนก็เหมือนมั่วสุมกระทำการน่าสงสัย
ทว่าความจริงกำลังถกเรื่องการรีอิมเมจอย่างเคร่งเครียด
“บางทีท่าโพสมันอาจจะตกยุคก็ได้ เดี๋ยวนี้ไอดอลชอบทำท่าแบบ...อะไรนะ
มินิฮาร์ท หรือไม่ก็ทำมือเป็นรูปหัวใจเทือกๆ นั้น เรามาลองคิดท่าใหม่กันดีกว่าไหม?”
“ว่าไงนะเรียวจิน แกมีปัญหากับไอเดียของอัจฉริยะงั้นเรอะ?”
“หรือจะเป็นเพราะหน้าตา? ไม่อย่างนั้นทำไมรุคาว่าที่สอบตกบานเบอะเหมือนกันถึงไม่ถูกเหมารวม
อ้อ แต่ฉันหน้าตาดีนะ”
“คุณมิสึอิถอดฟันปลอมดูดิ เป็นตัวโจ๊กยิ่งกว่าพวกเราอีก ไม่เชื่อก็ลองเลย
ลองดู๊”
“ใช่ๆ ฟันก็ไม่มี อย่าปากดีไปหน่อยเลยมิตจี้”
“ตูเป็นรุ่นพี่พวกเอ็งนะเฟ้ย!”
ช่วงแรกคนรอบข้างรู้สึกสงสัยว่าทั้งสามรวมหัวคุยเรื่องอะไร
คิดจะก่อวีรกรรมแผลงๆ หรือไม่ พอเลียบๆ เคียงๆ แอบเดินผ่านแล้วเงี่ยหูฟัง
ได้ยินเนื้อหาวาระอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา
คนขี้กังวลทั้งหลายพากันรู้สึกว่าไม่น่าเป็นห่วงให้เสียเปล่าเลย...เอาเถอะ
ก็เป็นเจ้าโง่ทั่งสามนี่นะ
วันนี้ขณะอบอุ่นร่างกาย ทั้งสามยังรวมหัวกันหารือเหมือนเคย
เพราะประชุมเพลิงมาร่วมสัปดาห์แต่ไม่มีความคืบหน้า ถึงแสดงออกราวกับไม่ใส่ใจ
ที่จริงแต่ละคนแอบกอดความกังวลเอาไว้นิดหน่อย อุตส่าห์ตั้งใจกันขนาดนี้
หากจบลงที่คว้าน้ำเหลวก็แสดงว่าไม่มีปัญญาคิดอะไรดีๆ ออกมาเลยน่ะสิ
มิยิ่งตอกย้ำว่าเป็นเจ้าโง่รึไง?
“ฉันได้ยินพวกในห้องพูดเรื่องโรงพยาบาลร้างตรงชานเมือง
ว่ากันว่ามีคนได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้คร่ำครวญ วันถัดมาคนที่ได้ยินจะดวงตก
เจ็บตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล” มิสึอิ ฮิซาชิกดเสียงเคร่งขรึม
วางมาดจริงจังเหลือประมาณ…เฉพาะน้ำเสียงนะ “พอมีคนไปลองดีตาม
ปรากฏว่าไม่ได้มาแต่เสียง ได้เจอเงาตะคุ่มๆ
เป็นโบนัส...จากนั้นก็ดวงตกอีหรอบเดียวกัน”
เรื่องเล่าทั้งหลายมักมีจุดใส่สีตีไข่เพื่อเพิ่มอรรถรสในการพูดคุย
ทว่าไม่มีใครในที่นี้คำนึงถึงจุดนั้น
รวมทั้งไม่คิดหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างด้วย
ซากุรางิก็เป็นคนหนึ่งที่ฟังเข้าหูแบบไม่ได้จริงจังอะไร
ขณะกำลังกดแผ่นหลังให้พี่ใหญ่ เขาถามต่อว่า ‘แล้วไงอะ?’ ซื่อๆ หลังฟังจบ
รุ่นพี่ที่โดนพละกำลังมหาศาลของรุ่นน้องตัวยักษ์กดทับจนหวิดจูบฝุ่นร้องจ๊ากออกมา
มาดเท่ๆ ที่เก๊กอยู่หายวับ
หลังด่าเจ้าคนไม่รู้จักออมแรงไปคำหนึ่งค่อยเข้าเรื่องด้วยการรวบรัดสั้นๆ ว่า
“ถ้าพวกเราไปที่นั่นแล้วไม่เป็นอะไรก็น่าจะกู้ภาพลักษณ์ได้!”
มิสึอิเคยคลุกคลีกับกลุ่มเด็กเกเรที่ยึดถือหน้าตามาช่วงใหญ่
รับอิทธิพลเรื่องมุมมองการกอบกู้ภาพลักษณ์มาในลักษณะที่แตกต่างจากนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ
เล็กน้อย
มิยางิเป็นตัวแทนนักเรียนมัธยมปลายผู้รู้สึกว่าไอเดียนี้มีตรงไหนไม่ถูกต้อง
เขาเลิกคิ้ว สีหน้าพิลึก “เหอ? ล่าท้าผี? ผมว่ามันไม่ได้ทำให้ดูเป็นผู้เป็นคนไปมากกว่าเจ้าโง่ทั้งสามนา...”
“แม้แต่ผีสางก็ไม่อาจกล้ำกรายอัจฉริยะงั้นรึ
เข้าท่าใช้ได้เลยนี่หว่ามิตจี้” แต่ซากุรางิกลับโน้มเอียงไปในทางเห็นด้วย
เจ้าตัวกางนิ้วโป้งกับชี้รองใต้คาง กระหยิ่มยิ้มย่องทันตาเห็น
“ในขณะที่คนอื่นกลัวขี้หดตดหาย จะได้รู้กันไปเลยว่ามีแค่พวกเราที่แข็งแกร่งที่สุด
ทีนี้เจ้าพวกสามัญชนจะได้เจียมเนื้อเจียมตัวกันซะที”
“เฮ้ย ไม่เอาน่าฮานามิจิ ฉันว่ามันจะดูโง่กว่าเดิมต่างหาก”
มิยางิโบกมือพั่บๆ ยืนยันเจตนารมณ์ไม่เห็นด้วยดังเดิม
ใจจริงมิสึอิไม่ได้อยากไปนัก
เขาเพียงต้องการนำบางอย่างมาเสนอเพื่อปลอบตัวเองว่าการรวมหัวนี้มีความหมาย
มีความคืบหน้าที่จับต้องได้ ตัวเองไม่ได้ละเล่นไร้สาระ กระนั้น พอเห็นมิยางิดูแหยง
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กล้าขึ้นมา ถ้าเขาเข้าร่วมก็แสดงว่ากล้าหาญกว่ามิยางิสิ?
“ป๊อดรึไงมิยางิ หึๆๆๆ”
“จะไปกลัวอะไร้ เรียวจิน”
คนป๊อด & กลัวกำหมัด “...”
เพราะเป็นพวกยุขึ้นง่าย ไหนจะเฮละโลตามกันไม่มีใครปรามใคร สุดท้ายแก๊ง 3
หน่อตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไปล่าท้าผีกันเหอะ
“ถ้าถึงเวลานัดแล้วแกยังไม่มาจะถือว่าแกเปิดตูดเผ่นนะ ฮานามิจิ”
มิยางิคาดโทษคุณชายสายเสมอไว้ล่วงหน้า ดวงตาโชนแสงดังชิ้ง
พอตกลงใจได้แล้วว่าจะวัดกันสักตั้ง
เขาก็จะทุ่มเทจิตวิญญาณแสดงให้ไอพวกไก่อ่อนเห็นว่าคนจริงเป็นแบบไหน
น้องเล็กของกลุ่มเสยผมสั้นเตียนซึ่งเป็นความเคยชินตั้งแต่สมัยยังผมยาว
ซากุรางิยกมุมปาก เลิกคิ้วท้าทาย “ดูซะก่อนว่ากำลังพูดกับใคร
อัจฉริยะซากุรางิไม่เคยหนีว่ะ”
มิสึอิยกมือซ้ายขวา ฟาดแผ่นหลังรุ่นน้องสองคนดังป้าบ “ดี ตกลงตามนี้”
เจอกันสามทุ่มวันอาทิตย์หน้าป้ายรถเมล์ XX นะไอพวกกะโปก
ตำแหน่งไกด์นำทางทัวร์ท้าทายสิ่งลี้ลับประจำวันได้แก่มิสึอิ
ฮิซาชิผู้เผยแพร่เรื่องเล่า
เจ้าตัวไปสอบถามเพื่อนร่วมชั้นที่นำเรื่องผีมาเล่าให้ฟังพร้อมจดแผนที่เตรียมพร้อมมาเสร็จสรรพ
ตอนที่ถามหาสถานที่ตั้งโรงพยาบาลยังเผลอโม้ไปไม่น้อยว่าคอยดูให้ดีเหอะ ผีเผออะไร มิสึอิ
ฮิซาชิจะพิชิตแล้วกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ หึ!
“เป็นคนเปิดตี้แต่มานั่งหน้าซีดเนี่ยนะ? ถ้ากลัวก็กลับบ้านไปเถอะฮะ”
มิยางิเหล่มองรุ่นพี่ที่นั่งประสานมือท่าทางอ่อนระโหยแล้วไหวไหล่
มือควงไฟฉายเล่นแก้เซ็ง เพราะคิดว่าเจ้าโง่คนหนึ่งน่าจะลืม นอกจากของตัวเอง
ยังพกมาสำรองอีกหนึ่งอันด้วย
มิสึอิไหนเลยจะยอมโดนลูบคม หันไปแยกเขี้ยวใส่เจ้าเด็กปากดี
“แค่หนาวต่างหากเล่า กลางคืนอากาศเย็นนี่หว่า”
ซากุรางิ ฮานามิจิยังคงมาสายตามเคย คราวนี้มีพัฒนาการหน่อยเพราะสายแค่ 5
นาที ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่รอดพ้นจากการโดนเหล่ารุ่นพี่จวก
คนสายฟังแล้วบ่นอุบอิบว่าเจอคนมาหาเรื่องต่างหากเล่า
ไม่ได้อยากเสียเวลาไปกับพวกตาไม่ถึงสักหน่อย
บ่นไปก็เดินเตะก้อนหินริมทางตามท้ายรุ่นพี่สองคนต้อยๆ
แม้ฟังเหมือนคำอ้าง ทว่าซากุรางิถูกหาเรื่องเพราะรูปร่างหน้าตาบ่อยๆ
อีกทั้งชื่อเสียงเรียงนามจากสมัยม.ต้นยังเลื่องลือไม่น้อย
มิยางิกับมิสึอิซึ่งเชื่อครึ่งไม่ไม่เชื่อครึ่งบ่นพอเป็นพิธีก็เดินหน้าตามกำหนดการเดิม
อย่างไรก็ตาม...
ฟุ่บ!
“เห็นมั้ยล่ะ ไม่ได้โกหกสักหน่อย”
พวกเขาสามคนเดินตามแผนที่ลัดเลาะไปโรงพยาบาลร้างอยู่ดีๆ
ด้านหลังกลับมีคนพุ่งเข้าใส่
โชคดีที่คนเดินรั้งท้ายคือซากุรางิซึ่งมีประสบการณ์ต่อยตีอย่างโชกโชนและมีปฏิกริยาตอบสนองราวกับสัตว์ป่าห่มหนังมนุษย์
เพียงขยับตัวครึ่งก้าวก็คว้าหมัดที่พุ่งเข้าใส่ได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ตอนที่มิสึอิกับมิยางิได้ยินเสียงจากด้านหลังแล้วหมุนคอกลับมาดู
พวกเขาเห็นรุ่นน้องผมแดงตัวสูงโย่งคว้าหมัดลอบกัดโดยไม่ต้องหันไปมองด้วยซ้ำ
ถึงขั้นที่มืออีกข้างยังซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงขายาว
“...”
ไม่ได้เปิดใช้ซะนานแต่โหมดนักเลงก็ยังทรงพลังอยู่แฮะไอ้หมอนี่
นอกจากชายแปลกหน้าที่เริ่มร้องโอดโอยเพราะถูกบีบมือยังมีคนตามหลังมาอีก 2
คน เท่ากับทั้งสองฝ่ายมีจำนวน 3 ต่อ 3 พอดี
ซากุรางิเตะหน่วยกล้าตายคนแรกทิ้งแบบส่งๆ
แล้วหมุนหัวไหล่หันไปเผชิญหน้า “มิตจี้หนาวไม่ใช่เหรอ อุ่นร่างกายหน่อยมั้ย?”
ได้ยินด้วยเรอะ...มิสึอิที่แม้ตอนนี้ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่นิดๆ
ไม่มีทางตอบรับแต่โดยดี “พวกเรามีเรื่องไม่ได้นะเว้ย”
“กลบเกลื่อนดีๆ ก็ใช้ได้แล้ว”
ซากุรางิตัดสินใจง่ายๆ ว่าเดี๋ยวจัดการเองคนเดียวแล้วกัน
ดูทรงแล้วกระจอกมาก เขาคนเดียวรับมือได้สบาย มิยางิมองซ้ายขวาไม่เห็นคน
แม้จะกังวลเรื่องกล้องวงจรปิดนิดๆ แต่สุดท้ายก็โบกมือบอกให้ทำตามใจชอบเถอะ
“จะดีเรอะ?” มิสึอิขมวดคิ้ว
มิยางิคร้านจะคิดมาก “กล้องก็เห็นว่าพวกเราโดนหาเรื่อง
ถ้ามีอะไรขึ้นมาจริงๆ ค่อยอ้างว่าป้องกันตัวแล้วกัน”
จากนั้นตะเบ็งเสียงบอกไอ้น้องรักว่าทำให้เหมือนป้องกันตัวหน่อยนะเฟ้ย
อย่าซี้ซั้วแกว่งมือแกว่งเท้าทุบก่อนเป็นอันขาด ให้จู่โจมสวนกลับเท่านั้น
ซากุรางิก็ตะโกนตอบรับว่า ‘โอ้’ อย่างว่าง่าย เล่นเอามิสึอิปวดหัวตุ้บ
เคราะห์ดีสถานการณ์ไม่เลวร้าย
เห็นซากุรางิขยับตัวไม่กี่กระบวนอันธพาลแปลกหน้าก็รู้ตัวแล้วว่าไม่ใช่คู่มือ
พากันถอยทัพฝุ่นตลบ พวกเขาทั้งสามจึงไม่มีส่วนใดบุบสลาย
“เหงื่อยังไม่ทันออกแท้ๆ” ซากุรางิเตะฝุ่น “ช่างเหอะ ไปกันต่อดีกว่า
มิตจี้นำดิ๊”
“...” มิสึอิอยากกลับบ้านแล้ว
โรงพยาบาลร้างไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้างห่างไกล มีถนนตัดผ่านไม่ห่างจากโรงพยาบาลมากนัก การเดินทางจึงไม่ลำบาก
ตามถนนสายรองไปทางซอยเล็กไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงที่หมายแล้ว
มิสึอิมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวสถานที่ไม่มากนัก
เท่าที่ทราบดูเหมือนการก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ก็ถูกพับโครงการกะทันหัน
กระนั้นโครงสร้างพื้นฐานเท่าที่เห็นออกมาสมบูรณ์หมดแล้ว
เป็นอาคารที่ใช้หลบแดดหลบฝนได้ อย่างไรก็ตาม การทำนุบำรุงอาคารที่ถูกออกแบบเพื่อใช้งานเฉพาะทางไปใช้งานอย่างอื่นน่าจะเป็นงานหนัก
อนาคตอาคารแห่งนี้อาจถูกทุบทำลายเพื่อนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์
“ไม่แขวนป้ายห้ามบุกรุกหรือห้ามบุคคลภายนอกเข้าหน่อยเหรอเนี่ย”
มิยางิสำรวจทางหนีทีไล่ “ไม่กั้นพื้นที่เลยด้วยซ้ำ”
ลงกลอนพอเป็นพิธียังไม่มีให้เห็น ทำอย่างกับเป็นที่สาธารณะอย่างนี้
คนเข้านอกออกในสะดวกโยธิน หากมีของมีมูลค่าป่านนี้น่าจะถูกยกออกไปเรียบ
ดีไม่ดีข้างในอาจเป็นที่อยู่ของโฮมเลสก็ได้
พอคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีอันตรายจากมนุษย์
มิยางิเริ่มไม่อยากเข้าไปมากกว่าเดิม เขาไม่รู้ว่าผีสางทำอะไรได้บ้าง
แต่ถ้าโดนมนุษย์ด้วยกันทุบตี อันนี้เจ็บแน่นอน
ไฟทางส่องแสงสลัวราง ไลน์ผู้อาวุโสจึงเปิดไฟฉายช่วยการมองเห็น
พวกเขาทั้งสามเหยียบพื้นดินแตกระแหงที่แม้แต่วัชพืชยังไม่งอกงามจนมาหยุดในระยะห่างจากอาคารราว
50 เมตร ไม่ไกลออกไปมีต้นไม้ใหญ่ บนพื้นมีเศษขยะประปราย
อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่มีใครมาทิ้งขยะเปียกสร้างมลภาวะทางกลิ่น
“โอเค ถึงที่หมายแล้วก็เข้าไปกันเถอะ” ซากุรางิไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน
จุดรวมสายตาอยู่ที่กรอบประตูเปลือยทางเข้าอาคารอย่างเดียว
มิยางิคว้าไหล่เจ้าคนใจร้อน อยากดึงสติสักหน่อย “ฮานามิจิ ฉันว่า...”
โบร๋วววววววว
มิยางิ เรียวตะหยุดกึก มิสึอิ
ฮิซาชิก็คว้าไหล่อีกด้านของซากุรางิดังหมับเช่นกัน
…บรรยากาศวิเวกวังเวงกะทันหัน...
จะมีเพียงซากุรางิคนเดียวที่สอดนิ้วแคะหูบ่นพึมว่ามีหมาอยู่แถวนี้ด้วยเหรอ
จากนั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย ถามมิยางิว่ามีเรื่องอะไร
การมีคนไม่เกรงกลัวอะไรเลยอยู่ด้วยช่วยบรรเทาความกลัวลงได้มาก
ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่ทั้งสองก็ยังเก็บความวิตกกังวลไว้ในใจไม่มิด
ที่ไม่หลุดปากพูดอะไรออกไปเป็นเพราะศักดิ์ศรีค้ำคอล้วนๆ
จะด้วยศักดิ์ศรีในฐานะคนแก่กว่าก็ดี
หรือจะเป็นศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ผู้กล้าหาญเปี่ยมสติปัญญาก็ด้วย
อย่างน้อยถ้าจะกลับก่อนก็ต้องให้คนอื่นเป็นคนออกปาก ไม่ยอมพูดเองหรอกเฟ้ย!
มิสึอิกับมิยางิลอบส่งสายตาท้าทายกันลับหลังน้องเล็ก...ตัวสั่นงั่กๆ เชียว
ถ้ากลัวนักก็พูดออกมาเล้ยว่าอยากกลับบ้านน่ะ! พูดเลยเซ่!
ยื้อยุดสงครามประสาทไร้เสียงกันอยู่พักใหญ่
รุ่นพี่ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายก็ไม่ได้แยกย้ายกลับบ้าน
“ว่าแต่ต้องพิสูจน์ยังไงอะ? มาถึงที่แล้วต้องทำอะไรต่อเหรอ?” ถามมิยางิแล้วไม่มีคำตอบอะไรกลับมา ซากุรางิหันไปหาพี่ใหญ่แทน
มิสึอิตอบเนือยๆ อย่างท้อแท้ “ต้องมีหลักฐานให้คนอื่นเห็นด้วยสิ
งั้นถ่ายคลิปเป็นไง?”
“อ้อ งั้น...ต้องถ่ายอะไรบ้าง?”
“...”
ข้อสรุปจากการหารือเร็วๆ
คือหลังเดินเข้าไปด้านในแล้วต้องเดินเลียบระเบียงทางเดินไปจนสุดทางฝั่งซ้าย
แล้วเดินย้อนกลับไปจนถึงสุดทางฝั่งขวา จากนั้นให้ขึ้นไปถึงชั้น 2
และใช้เวลาอยู่บนชั้น 2 นานอย่างน้อย 3 ที โดยจะยืนอยู่เฉยๆ
หน้าบันไดโดยไม่ขยับตัวก็ได้ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็ให้เดินออกมา...จบ
“ใครทำไม่สำเร็จก็ให้ทำใหม่” มิยางิเหล่ไปทางบุคคลหนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจง แอบถากถางอยู่ในใจว่าล้มเหลวแน่
มิสึอิก็เหล่ไปทางหนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจงเช่นกัน “ดี
ต้องทำใหม่จนกว่าจะสำเร็จ”
ซากุรางิเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่กดดันแม้แต่น้อย “ได้ งั้นเข้าไปทีละคน
รอจนคนก่อนหน้าออกมา คนถัดไปค่อยเข้าไปใช่มั้ย?”
ใจจริงซากุรางิอยากให้เข้าไปพร้อมๆ กันเพื่อประหยัดเวลา
แต่ในเมื่อต้องการความท้าทาย เข้าไปทีละคนยังไงก็ตื่นเต้นกว่า
หลังเดินสำรวจรอบโรงพยาบาลขนาดเล็กคร่าวๆ หนึ่งรอบ
ทั้งสามไม่เห็นร่องรอยการอยู่อาศัยจึงคิดไว้ก่อนว่าไม่มีโฮมเลสหรือคนน่าสงสัยจริงๆ
บางทีชื่อเสียงที่นี่อาจจะเลื่องลือจนไม่มีใครอยากเสี่ยง
ลำดับการทดสอบความกล้าตัดสินด้วยการเป่ายิงฉุบ มิยางิ เรียวตะ
เริ่มเป็นคนแรก ตามด้วยมิสึอิ ฮิซาชิ และปิดท้ายด้วย ซากุรางิ ฮานามิจิ
“จะว่าไป ถ้าไอคนก่อนหน้าชักช้าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่?”
คำถามของซากุรางิไม่ได้มีนัยแอบแฝงอะไรเป็นพิเศษ ในฐานะคนสุดท้าย
เพียงอยากแน่ใจว่าตัวเองจะเริ่มได้เมื่อไหร่เท่านั้น ทว่ามิสึอิมองเห็นคำว่า ‘ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น’ ในมโนสำนึกอย่างไม่อาจห้าม
เขารีบบอกตัวเองว่าไม่มีคนที่เข้าไปแล้วไม่ได้ออกมาซะหน่อย
อย่างมากก็ดวงตกจนเข้าโรงพยาบาลเฉยๆ อย่าหวาดเซ่!
มิยางิมองความกว้างของอาคาร เอ่ยอย่างลังเล “ห้านาที?”
“นานไปมั้ย?!” มิสึอิตอบสนองไวมาก
“แต่ต้องไปใช้เวลาบนชั้น 2 ตั้ง 3 นาทีไม่ใช่เหรอ?”
“กับแค่เดินไปกลับชั้นล่าง นาทีเดียวก็เหลือเฟือ!”
“โอเค งั้น 4 นาที”
“ดีล”
ในเมื่อได้ผลประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย
มิสึอิกับมิยางิตอบโต้กันฉับไวไม่กี่วินาทีก็ได้ข้อสรุป
ซากุรางิยังหาวไม่ทันสุดปอดด้วยซ้ำ
นาฬิกาแสดงเวลาดึกดื่นขึ้นทุกที เพราะรู้สึกว่ายิ่งดึกยิ่งไม่ปลอดภัย
ทั้งสามจึงเตรียมพร้อมอย่างรวดเร็ว ซากุรางิเห็นมิสึอิหน้าตาอิดโรย
คิดเอาเองว่าคงหนาวมากจึงยกเสื้อตัวนอกให้อีกฝ่ายยืมสวมเพิ่มความอบอุ่น
ตอนแรกมิสึอิจะปฏิเสธ
ต่อเมื่อสัมผัสถูกอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นจนเกือบร้อนของเจ้าคนที่ใส่เสื้อยืดบางจ๋อย
เขาก็เลิกห่วงศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้แล้วรับเสื้อมาสวมพร้อมรูดซิปถึงคออย่างไม่ลังเล
ซากุรางิซึ่งยืมไฟฉายปากกามาจากมิยางิเช่นกันเปิดๆ ปิดๆ เล่นอย่างมือบอน
“เอ้า เริ่มกันเลยมั้ย?”
คนอ่อนไหวรับไม่ได้เมื่อมีไฟกะพริบก่อกวนอยู่ใกล้ๆ มิยางิว้ากใส่ “อย่าเล่นไฟสิเว้ย!”
อีกนาทีให้หลัง มิยางิ
เรียวตะมองดูหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งตั้งเป็นรูปสาวในดวงใจเรียกขวัญ เปิดโหมดถ่ายวิดีโอ
จากนั้นคล้องสายโทรศัพท์ห้อยไว้ที่คอแล้วสับสวิตช์เปิดไฟฉายในมือตัวเอง...เอาเว้ย! เป็นไงเป็นกัน!
หลังเจ้าหนุ่มผมดัดถูกความมืดในอาคารกลืนหายไป
มิสึอิซึ่งนั่งชันเข่าเบียดไหล่รุ่นน้องตัวโตลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
เปิดปากชวนคุยทำลายความเงียบ “ซากุรางิ”
“หือ?” ซากุรางิกำลังนั่งขัดสมาธิ
เท้าแขนไปด้านหลัง กำลังสอดส่ายสายตา
“รู้หรือเปล่าว่าเรื่องผีที่นี่เล่ากันมาว่ายังไง?”
“ไม่รู้หรอก!”
ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง มิสึอิจับเสื้อแน่น หัวเราะแกนๆ พลางเอ่ยต่อว่า
“นักศึกษามหาวิทยาลัยถูกรุมกระทืบในคืนเดือนดับ เขาโซซัดโซเซขอความช่วยเหลือ
แต่เพราะเป็นทางเปลี่ยวเลยไม่เจอใครที่พอจะช่วยเหลือได้
สุดท้ายก็สิ้นใจทั้งอย่างนั้นและถูกพบร่างในวันถัดมา”
“อย่างนี้นี่เอง!”
“ซากุรางิ
อันที่จริง...ฉันว่าฉันได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้คร่ำครวญว่าเจ็บว่ะ...”
“บังเอิญจริง ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน กำลังหาอยู่เลยว่าใครมันมาร้องไห้ดึกๆ
ดื่นๆ รบกวนชาวบ้าน”
“...”
วินาทีนั้น มิสึอิ ฮิซาชิที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ย้ายสารร่างตัวเองไปขี่คอ
ซากุรางิ ฮานามิจิ สะบัดให้ตายมือเหนียวหนึบก็เกาะติดทนทาน
ไม่ปล่อยที่พึ่งสุดท้ายไปเด็ดขาด
อีกด้านหนึ่ง มิยางิ
เรียวตะอาศัยผลลัพธ์จากการฝึกฝนร่างกายเพื่อเป็นพอยท์การ์ดมือฉมังสำรวจชั้นหนึ่งของอาคารด้วยความเร็วสูงสุดแล้วพุ่งขึ้นไปถึงชั้นสองภายในเวลาไม่กี่วินาที
เพราะเตรียมสายคล้องโทรศัพท์มาด้วย แม้มือหนึ่งของเขาจับไฟฉาย
ยังเหลือมืออีกข้างเป็นอิสระให้อุ่นใจ
มิยางิยืนห่างจากบันไดก้าวเดียว พร้อมพุ่งทะยานในพริบตาที่เจออะไรไม่ชอบมาพากล
เมื่อหลุบตามองหน้าจอโทรศัพท์ พบว่ายังเหลือเวลาอีกนาทีครึ่ง
ช้าจังเว้ย...
หนุ่มผมดัดไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง
สองตามองเพียงตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ วินาที เขาเพ่งกระแสจิตเร่งเวลาท่าเดียว
กระทืบเท้ายิกๆ ราวกับกำลังเหยียบคันเร่งให้เวลาเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
ทันใดนั้นเอง หูแว่วเสียงสวบสาบดั่งคนเดินลากเท้าเข้ามาใกล้
เสียงกระซิบแหบต่ำเจือลมหายครืดคราดดังก้องในโสตประสาทระยะเผาขน
พร้อมกับสัมผัสคล้ายมีคนใช้มือเหนอะหนะวางแปะลงบนบ่าจากด้านหลัง
“ช่วย...ด้วย...”
มิยางิ เรียวตะ ว่าที่พอยท์การ์ดมือหนึ่งแห่งคานางาวะจากโรงเรียนโชโฮคุ
ใส่เกียร์เผ่นด้วยปฏิกริยาตอบสนอง 0.01 วินาที
และสร้างประวัติศาสตร์วิ่งระยะสั้นด้วยความเร็วสูงสุดตลอดช่วงอายุ 17 ปี
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องก้องไปมาในอาคารอันวันเวง
คนด้านนอกได้ยินเสียงนั้นถนัดหูและมีปฏิกริยาตอบสนองอย่างซื่อตรง
คนหนึ่งล็อกคอรุ่นน้องเหมือนให้ตายก็ไม่มีวันปล่อย
ส่วนอีกคนหวิดขาดอากาศหายใจตายเพราะถูกรัดคอแน่นเกินไป
ซากุรางิพยายามแงะแขนมิสึอิเพื่อให้หายใจหายคอคล่อง
เขาเพิ่งพึมพำว่าเสียงเรียวจินเหรอ
เจ้าของเสียงก็วิ่งแหกโค้งออกมาด้วยความเร็วระดับพาไปแข่งวิ่งระดับจังหวัดได้สบาย
เจ้าหนุ่มหัวแดงที่มีโคอาล่าตัวยักษ์เกาะอยู่ก่อนแล้วถึงกับล้มตึงเมื่อรุ่นพี่ปี 2
พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงสุด
มิสึอิซึ่งรัดแขนรอบคอรัดขารอบเอวซากุรางิพลอยหัวฟาดตามไปด้วย...สภาพน่าเวทนาเกินทน
สถานการณ์ชุลมุนมากเพราะมิยางิกำเสื้อซากุรางิกับมิสึอิแน่นเป็นนัย ‘พวกเอ็งอย่าคิดหนีไปจากตูนะเฟ้ย’ ถึงอย่างนั้นคำพูดทั้งน้ำหูน้ำตาไหลกลับฟังไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
“#$%^&*()_+!!”
“)*&%@$^)&!$^&())_%$#@&())_8%7$#^*(!!!!!!!!!!!!!”
“ก็แล้วทำไมมิตจี้ถึงพูดภาษาต่างดาวไปด้วยเล่า!”
สองคนพากันดึงทึ้งตัวซากุรางิจนนึกว่าจะโดนเปลื้องผ้าทำอนาจารในที่สาธารณะ
อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ต้องจับโขกหัวไปคนละทีถึงมีสติขึ้นมาบ้าง
กระนั้น แม้มีสติมากพอจะกลับมาพูดภาษาชาวโลก พี่ใหญ่ยังคงเกาะหลังซากุรางิ
ยึดมั่นในหลักการเท้าไม่แตะพื้น หน้าตงหน้าตาของรุ่นพี่อะไรไม่สนอีกแล้ว
เขาชี้ไปทางมิยางิอย่างดุดัน “แก๊ มิยางิ อย่าเข้ามาใกล้นะเว้ย! รอยนิ้วมือบนเสื้อนั่น แกโดนสาปมาใช่มั้ย!”
“...?” คิ้วโก่งโค้งเลิกขึ้นเล็กๆ
ต่อเมื่อย่อยสารที่ได้ฟังจนกระจ่างแจ้ง
ดวงตาเสมองตามทิศทางของปลายนิ้วและเห็นรอยเปื้อนสีแดงคล้ำเป็นแนวนิ้วทั้งห้า...
มิยางิ เรียวตะถอดเสื้อเขวี้ยงทิ้งด้วยความเร็วแสง
อ่อนไหวกันเหลือเกิ๊น...ซากุรางิทำหน้าเมื่อย “ป๊อดอะไรกันนักหนาเนี่ย
แค่มีคนดักแกล้งเห็นๆ ไม่งั้นจะได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นเหรอ”
“...”
เพราะยังได้ยินเสียงร้องครวญเป็นพักๆ จริงตามคำกล่าวของซากุรางิ
มิสึอิจับเจ้าคนที่ประสาทแข็งที่สุดในกลุ่มแน่นกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน
มิยางิที่เมื่อครู่ไม่ได้ตั้งใจฟัง พอรวมสมาธิให้ดี เขาได้ยินเสียงติดๆ ดับๆ
เหมือนคนกำลังร้องไห้แล้วเช่นกัน ใบหน้าจึงเผือดสีลงทันตาเห็น…เชี่ย แม่ง
ลมกลางคืนหนาวขึ้นอย่างประหลาด
มิยางิผู้ไม่อาจทนเปลือยท่อนบนได้อีกต่อไปลงมือยื้อยุดลอกเปลือกแย่งเสื้อคลุมจากมิสึอิมาสวมจนได้
เขาขนาดตัวเล็กกว่าซากุรางิราวสองไซส์จึงเหมือนลูกชายยืมเสื้อพ่อมาใส่ ยืมมิสึอิเหมือนยืมพี่มาใส่ เอาเข้าจริงจะแบบไหนก็อนาถ แต่อย่างน้อยมีเสื้อให้ใส่ยังดีกว่าไม่มี
เขาไม่คิดจะใส่เสื้อเปื้อนรอยปริศนานั่นหรอก ต้องเผาทิ้ง เผาทิ้งเท่านั้น
“งั้น คิวต่อไปที่ต้องไปถ่ายคลิปกลับมาก็มิตจี้”
MVP แห่งสนามบาสไม่นึกอยากเป็น MVP แห่งอาคารร้าง
มิสึอิแยกเขี้ยว “จิตใจแกหลงเหลือความเป็นคนอยู่มั้ยซากุรางิ! แกคิดจะให้รุ่นพี่...เฮ้ย เดี๋ยว! อ๊ากกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!”
“ไปดีมาดีนะ มิตจี้!”
รุ่นน้องสุดโหดเดินสวบๆ ไปหน้าทางเข้า เหยียดแขนยาวๆ ไปคว้าคนบนหลัง
โยนโครมเข้าไปเหมือนขว้างเครื่องบินกระดาษ จบทุกกระบวนการภายในสามวินาที มิยางิซึ่งยืนรออยู่ด้านหลังขนลุกซู่....โชคดีที่เป่ายิงฉุบชนะได้เข้าไปเป็นคนแรก
ไอ้เด็กนี่มันน่ากลัวจริงๆ อย่างน้อยก็ให้เตรียมใจก่อนไม่ได้เหรอ?
“ว่าแต่มาดูกันเถอะว่าเรียวจินถ่ายอะไรมาได้บ้าง” ซากุรางิเดินฉับๆ
มาตรงหน้ามิยางิอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้ายิ้มแย้มไร้เดียงสาขัดกับพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมสุดขีดเมื่อครู่
มิยางิไม่อาจละสายตาจากอาคารเก่าโทรม เหงื่อแตกพลั่กจนหนาวสั่น “เฮ้
เสียงโหยหวนคุณมิสึอิเงียบไปแล้วแน่ะ ไหวมั้ยนั่น?”
“กับแค่เดินในที่มืดเอง...ไม่ดิ ไฟฉายก็มี โธ่เอ๊ย ไม่เห็นมีอะไรเลย”
มิยางิ “...”
อย่างไรก็ตาม เสียงร้องยาวๆ ครั้งเดียวตอนถูกโยนเข้าไป
พอเงียบลงแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก กระทั่งเสียงร้องไห้ปริศนาดังกระซิกๆ
ก็เงียบลงตามไปด้วย เหมือนโยนหินลงแม่น้ำยังไงยังงั้น มิยางิสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรง
ถึงเขาจะเคยหมั่นไส้มิสึอิและต่อยตีกันจนสะบักสะบอม
ในเมื่อตอนนี้เป็นทีมเดียวกันก็ควรสมัครสมานสามัคคี
อีกอย่างจิตมโนธรรมในฐานะมนุษย์ปุถุชนมันเจ็บแปล๊บๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“ฮานามิจิ ฉันว่าไปดูลาดเลาสักนิดดีกว่ามั้ง”
มิยางิค่อยๆ อธิบายให้เด็กโข่งหัวทึบฟังอย่างใจเย็น หากไม่มีอะไรก็ดีไป
แต่ถ้าทางมิสึอิมีเรื่องขึ้นมาอย่างน้อยจะได้ไหวตัวช่วยเหลือทัน
“งั้นไม่รอ 4 นาทีแต่ฉันเข้าไปเลยแล้วกัน”
ได้ฟังความเห็นจากมิยางิ ซากุรางิไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากเริ่มเร็วขึ้นก็ดี
จะได้รีบกลับไปนอน กระนั้นพอขยับตัว มิยางิกลับรั้งเขาเอาไว้
“จะให้ฉันยืนรอคนเดียวเรอะ?!”
“อยากมาด้วยกันอีกรอบ?” คำถามสวนกลับกระแทกใจอย่างแรง
มิยางิปวดหัวแปล๊บ ปวดฟันจี๊ด ปวดบิดในท้อง...ไม่อะ ไม่อยากเข้าไปอีกรอบแล้วว่ะ
ทว่าซากุรางิโบกมือไปมาขัดเสียก่อน “ต้องแฟร์ๆ
กับทุกคนด้วยการให้ฉันเข้าไปคนเดียวสิ”
“...” ถูกพูดใส่ขนาดนี้ มิยางิยังทักท้วงอะไรได้อีกหรือ?
“เดี๋ยวฉันมา”
ตบไหล่รุ่นพี่ที่ตัวเล็กกว่าตนสองแปะแล้วทัดไฟฉายปากกาไว้กับหู
มือขวาถือโทรศัพท์
ซากุรางิ ฮานามิจิออกเดินเข้าไปในอาคารร้างอย่างผึ่งผาย
มิสึอิ ฮิซาชิซึ่งถูกรุ่นน้องชั่วบังคับโยนตัวเข้ามานอนแบ็บอยู่ตรงทางเข้า
ซากุรางิมองผ่านไม่สำเร็จ ตอนนี้จึงนั่งยองใช้นิ้วแหย่ๆ จิ้มๆ อยู่สองสามที
ปรากฏว่าไม่มีปฏิกริยาตอบสนองเลย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นอีกต่างหาก
คิดว่าน่าจะเป็นลมล้มพับไปเรียบร้อย
พาออกไปให้เรียวจินเฝ้าก่อนดีไหมนะ? หรือจะปล่อยทิ้งไว้ตรงนี้แล้วค่อยมาพาตัวออกไปตอนกลับดี?
ใจซากุรางิโอนเอนไปในทางที่อาจมีคนดักทำร้ายหรือวางแผนลอบกัดอยู่ในอาคาร
พวกเขาสามคนเดินสำรวจคร่าวๆ ไปรอบหนึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงการเดินดูภายนอก
หากผู้ประสงค์ร้ายรู้จักสถานที่ดีก็มีความเป็นไปได้ที่จะหลบซ่อนรอดักตีหัวอยู่ด้านใน
ปล่อยมิสึอิไว้คนเดียวย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ไหนจะสัตว์อันตรายในที่รกร้างอีก
ใช่ว่าจะเจองูได้แค่ตามพื้นที่รกชัฏนี่นา
แม้เป็นภาระไปหน่อย แต่สุดท้ายซากุรางิตัดสินใจหิ้วพี่คนโตขึ้นหลัง กระเตงรุ่นพี่ตัวสูงเดินไปด้วยกันตั้งแต่ตอนสำรวจชั้นหนึ่งไปจนถึงตอนปีนบันไดขึ้นชั้นสอง
เมื่อใช้มือหนึ่งคอยจับมิสึอิ อีกข้างถือโทรศัพท์คอยอัดวิดีโอ
ออกจะทุลักทุเลไม่น้อยเลย
ซากุรางิหยุดยืนบนพื้นปูนเปลือยบริเวณชั้นสองของอาคาร
ดวงตามองเวลาที่บันทึกวิดีไปแล้ว ในใจทดเลขว่าต้องยุรยาตรลงไปสมทบกับมิยางิตอนไหน
จากนั้นถือโอกาสนี้เดินเตร่ไปมา
ใช้โอกาสอันยากจะเวียนมาอีกครั้งให้คุ้มค่าด้วยการเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย
บริเวณที่แสงลำเล็กจากไฟฉายสาดออกไปมองเห็นเพียงความชำรุดทรุดโทรม
โครงสร้างอะไรที่งัดแงะออกไปขายทำเงินได้ก็ถูกรื้อออกไปหมดแล้ว
ข้าวของแทบไม่มีจนเกือบจะเป็นอาคารโล่งๆ
รายทางมีแต่ฝุ่นผงกับเศษขยะชิ้นน้อยใหญ่ที่ถูกพัดปลิวมาจากภายนอก...เหลือแต่เศษซากซึ่งไม่เหลือเค้าว่าเกือบจะได้กลายเป็นโรงพยาบาล
ท่ามกลางความเงียบงัน
เสียงร้องไห้แผ่วหวิวดังขึ้น...เบามากเหมือนต้นเสียงอยู่ไกลแสนไกล
แต่ซากุรางิได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใกล้เข้ามา
เขาที่ได้ยินเสียงนี้ตั้งแต่อยู่ข้างนอกรู้สึกไม่ชอบมาพากลและตั้งท่าพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทันที
โดยปกติแล้ว ซากุรางิมีปฏิกริยาตอบสนองไวมาตลอด
ประวัติการทะเลาะวิวาทที่ยาวเป็นหางว่าวบ่มเพาะเขามาเช่นนั้น
แม้จะทำให้ช่วงแรกเป็นอุปสรรคขัดขวางการเล่นบาสเพราะทำให้ฟาวล์บ่อย
แต่ในเวลาแบบนี้ มันเป็นทักษะการเอาตัวรอดที่จำเป็น
เพียงแต่ซากุรางิมีมิสึอิอยู่บนหลัง และรุ่นพี่ยังคงไม่ได้สติ
ดวงตาหลุบมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ วิดีโอถูกอัดมานาน 4.49
นาที...ซากุรางิปัดเวลาที่ใช้อยู่ด้านล่างเป็นตัวเลขกลมๆ ที่ 4 นาทีถ้วน
เท่ากับยังทำภารกิจอยู่บนชั้น 2 ให้ครบ 3 นาทีไม่ลุล่วง
ลมเย็นสายหนึ่งรดลงบนหลังคอ
“...เจ็บจัง...เลย...ช่วยดะ…”
“บอกว่าหนวกหูไงเฟ้ย! เจ็บนักก็ไปหาหมอ
อย่าเดินเตร่มาเรียกตีนเซ่ไอ้เซ่อเอ๊ย!”
เด็กหนุ่มผมแดงพลิกตัว 180 องศาในเสี้ยววินาที
ต่อให้มือสองข้างไม่ว่าง แต่ซากุรางิ
ฮานามิจิยังมีขาอีกสองข้างให้ใช้งาน...ช่วงขาของเด็กหนุ่มที่สูงทะลุ 189
เซนติเมตรนั้นยาวมาก ระยะโจมตีหวังผลจึงมากตามไปด้วย เขาหวดขาขวาออกไปเต็มเหนี่ยว
ใส่แรงเท่าที่สภาพในปัจจุบันจะเอื้ออำนวย แม้ไม่รุนแรงเท่าตอนตัวเปล่า แต่อย่างน้อยๆ
ก็ต้องล้มทรุด
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมีเพียงเสียงอากาศสั่นสะเทือนเป็นเสียงแหลมสูงกับเสียงเห่าหอนของสุนัข
ไม่มีเสียงอุทานด้วยความเจ็บปวด กระทั่งเสียงร้องห่มร้องไห้ก็เงียบหายไปด้วย
เสียงจากไหนวะเนี่ย...?!
ซากุรางินิ่วหน้าให้เสียงปวดหูยาวๆ เสียงนั้น
เคราะห์ดีว่าไม่มีกระจกหน้าต่าง ไม่เช่นนั้นสภาพการณ์น่าจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
ซากุรางิเตะผ่าหมากอย่างโหดเหี้ยม
รู้สึกได้ว่าชายกางเกงเหนอะหนะด้วยของเหลวหนืดๆ จะบอกว่าเตะไม่โดน
เขาไม่มีทางเชื่อ สัมผัสจากขาบ่งบอกว่าเข้าเป้าอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งอย่างนั้น
น่าแปลกที่ไม่มีทั้งเสียงโอดโอยหรือเสียงกลั้นลมหายใจด้วยความเจ็บปวด
จะว่าไปไอ้คนที่เข้ามาหาเรื่องก่อนมาถึงนี้เหมือนจะใส่ชุดสีอื่น
แสดงว่ามาจากคนละกลุ่ม?
พอขยับเข้าไปใกล้ ซากุรางิมีอันต้องสงสัยมากกว่าเดิม
เขามองเห็นโครงร่างอย่างมนุษย์ คะเนว่าน่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นเพศชาย
ทว่าเนื้อตัวที่มองเห็นเลอะเทอะเปรอะเปรื้อนทั้งฝุ่นดินและคราบเลือดเกรอะกรัง
เมื่ออยู่ใต้แสงจากไฟฉายยิ่งทำให้สยดสยองเป็นพิเศษ แต่ประเด็นคือ
มองเห็นแค่คาง
ตั้งแต่ปากขึ้นไปราวกับถูกยางลบลบจนกลืนหายไปกับความมืด
ซากุรางินึกอยากขยี้ตาว่าเป็นอะไรไปแล้ว ไฟก็สว่างโร่
ทำไมถึงมองหน้าไอ้คนที่โดนอัจฉริยะเตะแล้วยังไม่ร้องสักแอะไม่เห็นล่ะ?
“นี่แก...”
♫♪
เสียงเรียกเข้าดังขัดจังหวะเสียก่อน เป็นสายจากมิยางิ
เรียวตะที่รออยู่ด้านนอก เมื่อกดรับสาย น้องเล็กเจอรุ่นพี่รัวยับว่าทำไมช้านัก
ทำอะไรอยู่ ออกมาได้แล้ว! เสียงอันทรงพลังของพอยท์การ์ดประจำโชโฮคุไม่เพียงทำให้ลำโพงโทรศัพท์สั่นสะเทือน
ยังปลุกมิสึอิให้ตื่นอีกด้วย
จากนั้นซากุรางิที่กำลังตอบว่าเดี๋ยวลงไปแล้วๆ
ก็ถูกรุ่นพี่ที่ตกใจสุดขีดรัดคอ
“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!”
มิสึอิ
ฮิซาชิที่ลืมตาปุ๊บแหกปากใส่รูหูซากุรางิปั๊บออกแรงเขย่าร่างใหญ่โตปานยักษ์ปักหลั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย
ปากพร่ำบอกให้วิ่ง วิ่งสิ วิ่งโว้ย ยืนบื้อหาอะไรอยู่ไอ้หอกหักเอ๊ย! ...แต่ก็ไม่ได้ลงไปวิ่งเองแต่อย่างใด
“ฮะ ฮะ ฮานา ฮานามิจิ เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมคุณมิสึอิ...”
เพราะได้ยินเพียงเสียง
มิยางิจึงตื่นตูมตามมิสึอิไปด้วย
ซากุรางิถูกระเบิดเสียงโจมตีในระยะประชิดทีเผลอขี้หูเต้นระบำไปหมด
แถมยังถูกหยิกจนเนื้อเขียว
ได้แต่ปล่อยคู่อริไม่ทราบหน้าตาทิ้งไว้แล้วอุ้มพี่ใหญ่ลงไปด้านล่าง
เขาต้องเร่งฝีเท้าไปจนถึงขั้นวิ่งเหยาะๆ เพราะเดินได้ไม่เร็วทันใจคนบนหลัง ปัดโธ่
มีแรงแล้วก็ไม่ลงมาเดินเองเล่า!
“กำลังลงไป มิตจี้เป็นบ้าไปแล้ว! โอ๊ย
หยุดทึ้งหัวซะทีเซ่!”
เมื่อออกมาสมทบกันก็พบว่ามิยางิ
เรียวตะกำลังเปิดเพลงร็อกออกลำโพงโทรศัพท์ราวกับจะอาศัยเสียงดนตรีอันดุดันเป็นสหาย
แม้รวมตัวกันครบองค์ประชุมแล้วก็ยังไม่ได้ปิดเพลง แค่หรี่เสียงลง
“คุณมิสึอิไหวมั้ยเนี่ย”
“ออก ออกไปจากตรงนี้ก่อน...”
ทั้งโดนบังคับโยนใส่อาคารร้างมืดๆ ต่อมายังโดนโจมตีทางจิตใจอย่างรุนแรงด้วยทิวทัศน์สยองชวัญ
สีหน้ามิสึอิแย่มาก เกือบจะอ้วกอาหารเย็นออกมาอยู่แล้ว
เขาถึงกับคิดอย่างล่องลอยว่าตูเป็นคนเสนอเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาทำไมกันฟะ...
“แล้วแกจะไปเก็บเสื้อฉันมาทำไมเล่า!”
“ถ้าจะทิ้งก็ห้ามทิ้งไม่เป็นที่สิ” ซากุรางิซึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่ที่พื้นร้อง ‘หือ?’ ก่อนหันมาตอบรับอย่างขึงขัง
ร่างสูงใหญ่ก้มตัวเก็บเสื้อที่ถูกโยนทิ้งส่งๆ
ขึ้นมาโดยที่ยังหอบหิ้วผู้ชายตัวโตไว้บนหลัง เจ้าตัวบอกว่าเคยแบกคนอื่นบ่อยๆ
ซ้ำยังอวดอ้างว่าตนบึกบึนแข็งแรงมาก กับแค่มิสึอิคนเดียว โฮ้ย สบ๊าย!
มิสึอิจึงไม่ลงจากหลัง บอกให้แบกต่อไปซะ
ด้วยพละกำลังที่เหือดแห้งไปหมด หากอยากออกจากสถานที่ชวนขนหัวลุกนี้
พึ่งพากำลังขาของซากุรางิได้ผลกว่าเป็นไหนๆ อีกทั้งรับประกันได้ด้วยว่าจะไม่มีปรากฏการณ์แข้งขาพันกันจนล้มคว่ำแล้วถูกทิ้งไว้กลางทาง...ไม่สิ
แบกอยู่ก็โดนโยนทิ้งได้นี่นา เอาเป็นว่า ช่างมันเถอะ
“ว่าแต่...” มิยางิลอบลดสายตามองต่ำ
กางเกงของซากุรางิเลอะเป็นรอยด่างดวง
ทว่าเนื้อผ้าเป็นสีเข้มจึงเห็นไม่ชัดเท่าเสื้อยืดของมิยางิ ใจคนมองสงสัยที่มาที่ไปของรอยเลอะดังกล่าวมาก
ทว่าชั่งใจนานเกินไปจนพลาดโอกาสเหมาะๆ ในการถามอย่างเป็นธรรมชาติไปในที่สุด
“รีบออกไปกันได้แล้ว เร็วเหอะน่า”
มิสึอิจับหูสองข้างของรุ่นน้องประหนึ่งแฮนด์รถจักรยาน
พละกำลังของซากุรางิ ฮานามิจิดีสมคำคุย ส่วนมิยางิได้พักชาร์จแบตระหว่างรอมิสึอิกับซากุรางิเข้าไปด้านในอาคารร้าง
คนหนุ่มผู้มีกำลังวังชาใช้เวลาเดินเท้าไม่ถึง 10
นาทีก็กลับเข้าสู่ย่านธุรกิจที่แสงไฟส่องสว่างไสว
ถึงแม้จะโดนเจ้าน้องเล็กเล่นงานเสียจนขวัญหาย
แต่อีกฝ่ายก็ช่วยแบกตลอดทางและไม่ทิ้งมิสึอิไว้ตามลำพัง ฉะนั้น
เมื่อมีเสียงบ่นหิวพร้อมเสียงท้องร้องจากคนหัวแดง
มิสึอิจึงควักกระเป๋าเลี้ยงราเมงมื้อดึก มิยางิพลอยได้อานิสงค์ไปด้วย
“สั่งได้คนละชามนะเว้ย ชามเดียว เข้าใจมั้ย?”
ร้านอาหารที่เปิดจนดึกดื่นขนาดนี้มีไม่มาก แต่ซากุรางิคล้ายจะโปรดปรานราเมงเป็นทุนจึงค่อนข้างพอใจ
ระหว่างรออาหาร เด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคน ผมดำ ผมแดง
ผมดัด...สุมกันเปิดดูคลิปที่ถ่ายมา
มิสึอิออกตัวขอเป็นผู้เสียสละ...หูฟังซ้ายขวาแบ่งกันไปคนละข้างได้เลย
ไม่ต้องห่วงฉัน
คลิปแรกประเดิมด้วยมิยางิ เรียวตะ...กล้องสั่นสะเทือนหนักมาก
ทิวทัศน์ไหลผ่านอย่างรวดเร็ว
“ฉันจับให้มันอยู่นิ่งๆ แล้วนา” มิยางิรีบออกตัว
มิสึอินั่งดูแต่วิดีโอ ไม่ได้ยินเสียงประกอบใดๆ
ทั้งสิ้นเพราะทิ้งสิทธิ์ในการฟังเสียงไป เขายิ้มเย้ย “วิ่งเร็วนี่มีประโยชน์จริงๆ”
คนวิ่งเร็วไม่ยอมถูกเล่นงานฝ่ายเดียว
สวนกลับโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ว่า “ดีกว่าคนที่น็อกคาที่
ไม่มีปัญญาแม้แต่จะเดินแล้วกัน”
“ว่าไงนะ!”
“เฮ้ย ฮานามิจิ ลดเสียงหน่อยซิ”
มิยางิทำเป็นไม่รับรู้อาการพิโรธของรุ่นพี่ หันไปเร่งเจ้าคนตรงกลางยิกๆ
เมื่อนึกถึงเสียงกรีดร้องกับแรงอัดกระแทกตรงลิ้นปี่
ซากุรางิปรับลดเสียงตามคำบัญชาอย่างว่าง่าย
เพราะช่วงที่มิยางิสำรวจชั้นหนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตอนขึ้นบันไดมุ่งสู่ชั้นสองถึงได้รู้สึกว่าจังหวะเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
จวบจนภาพถูกแช่ค้าง
ซากุรางิที่พอถึงชั้นสองก็เดินไปนู่นมานี่ถามพาซื่อด้วยไม่มีความคิดว่าคนอื่นจะยืนอยู่เฉยๆ
จนกล้องจับภาพนิ่ง “ทำไมคลิปไม่เล่น?”
ฉันแค่ยืนอยู่กับที่ต่างหาก...แต่เพราะรู้สึกเสียหน้านิดๆ
มิยางิไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงซัดเจ้าคนไม่ละเอียดอ่อนหนึ่งตุ้บ
ซากุรางิไม่นำพา ขยับปากงุบงิบต่อไป “เสียงอะไรน่ะ? เสียงคนเดินเหรอ เมื่อกี้ลดเสียงซะไม่ได้ยินอะไรเลย”
มิยางิยังจำได้ว่าตัวเองแหกปากเสียงดังขนาดไหน
ทว่าซากุรางิที่ลืมไปแล้วมือไวเหลือหลาย กดปุ่มเพิ่มเสียงอย่างดุเดือด
เขาพะวงอยู่กับการปรับระดับเสียงจนไม่ทันสังเกตการเปลี่ยนแปลงของคลิปวิดีโอรวมทั้งมิยางิที่สลัดสายหูฟังทิ้งอย่างรู้งาน
ภาพในหน้าจอที่หยุดนิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อมิยางิเอี้ยวตัว
ทันทีที่มองเห็นเงาตะคุ่มเป็นโครงร่างมนุษย์
ซากุรางิซึ่งเป็นคนเดียวที่สวมหัวฟังสบถดังลั่นพร้อมดีดหูฟังทิ้งเหมือนมันเป็นวัตถุอันตราย
มิสึอิมองหน้าจอตาไม่กระพริบ มือหนึ่งจับปลายจมูก
อีกมือจับรุ่นน้องหัวแดงอย่างต้องการที่พึ่ง รู้สึกว่าตนเพิ่งจะเห็นอะไรคล้ายๆ
กันเมื่อไม่นานมานี้
“มิยางิ รอยมือบนเสื้อนั่น หรือว่า...”
คนถูกเรียกหุบปากแน่นเป็นหอยกาบ “...”
ภาพในจอเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
ด้วยข้อจำกัดด้านแสงสว่างทำให้มองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
มีแต่ทิวทัศน์มืดทึมกับแสงจากไฟฉายที่สว่างวูบวาบเป็นระยะเนื่องจากคนถือมือไม่นิ่ง
จนกระทั่งออกมาด้านนอก พอเห็นมิสึอิกับซากุรางิในกรอบจอสั่นๆ มิสึอิซึ่งนั่งดูอยู่ก็เหยียดนิ้วไปกดหยุด
“...”
รุ่นพี่สองคนสบถยาวในใจ
ราเมงสามชามทยอยวางเรียงตรงหน้า กลิ่นหอมลอยตามควันฉุยกระทบจมูก
ทว่านอกจากเจ้าหนุ่มผมแดงคนตรงกลาง คนที่เหลือดูไม่ค่อยอยากอาหารนัก
“กินก่อนเถอะ...” มิยางินึกถึงเสียงโหยหวนของรุ่นพี่
รู้สึกจิตใจยังรับไม่ไหวหากต้องเปิดคลิปดูต่อเนื่อง
อย่างน้อยขอพักหายใจหายคอสักนิดเถอะ
มิสึอิกินไม่ค่อยลงจึงคีบหมูชาชูในชามตัวเองแบ่งให้คนข้างๆ
แน่นอนว่าซากุรางิเขมือบหมดทั้งชามภายในเวลาไม่ถึงสามนาที เห็นอีกฝ่ายเจริญอาหารดีแถมยังแง็บๆ
อยากกินอีก
พี่ใหญ่ตัดใจสั่งเกี๊ยวซ่าเพิ่มให้เด็กวัยกำลังโตไปกินแก้เหงาปาก...มันก็ยังกินลงอีกนะ
เชื่อเขาเลย
เพราะเสียงห้ามปรามจากรุ่นพี่ไม่ให้เปิดคลิประหว่างยังกินไม่เสร็จ
รอจนมิสึอิกับมิยางิฝืนกินหมดชาม ซากุรางิค่อยหยิบโทรศัพท์ของตนออกมา
“มิตจี้ไม่ได้ถ่าย งั้นถัดไปก็เปิดของอัจฉริยะซากุรางิ!”
เจ้าของคลิปไม่ขอใช้หูฟัง สาเหตุหลักคือเกะกะ
“มิตจี้กับเรียวจินแบ่งกันคนละข้างแล้วกัน”
ซากุรางินั่งยุกยิกรอเถ้าแก่ทอดเกี๊ยวซ่า กลิ่นหอมจนท้องหิว
เขาคะเนในใจว่าน่าจะได้กินระหว่างนั่งดูคลิปวิดีโอฝีมือตัวเองแน่ๆ
รุ่นพี่สองคนเหลือความทะนงเล็กๆ ว่าตนไม่แพ้อีกฝ่าย
ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธน้ำใจได้และรับหูฟังไปใส่คนละข้าง
อันที่จริงการนั่งแบ่งหูฟังโดยมีซากุรางิขวางอยู่ตรงกลางไม่ค่อยสะดวกนัก
ทว่าไม่มีใครอยากให้รุ่นน้องผู้แข็งแกร่งเกินคาดนั่งห่างตัว
(ไม่บอกเจ้าตัวให้มันได้ใจหรอก)
แม้แสงจากปากกาไฟฉายจะเป็นวงค่อนข้างแคบ
แต่ไฟฉายที่มิยางิยกให้ซากุรางิยืมส่องแสงสว่างจ้า ผนวกกับซากุรางิตัวสูง
เมื่อเสียบหูไว้จึงเป็นการให้แสงจากมุมสูง เจ้าตัวก็ไม่ได้รีบเดินรีบวิ่ง
ภาพจึงออกมาค่อนข้างชัดเจน...ชัดจนมิสึอิรับไม่ได้เมื่อเห็นสารรูปตัวเองนอนหมดสภาพบนพื้นทรุดโทรม
เนื่องจากถูกน็อคเอาท์ตั้งแต่แรก
มิสึอิเพิ่งมีโอกาสได้เห็นตอนซากุรางิเข้ามาปลุกตนก็คราวนี้
หนอย ไอ้เจ้าซากุรางิ โยนคนเข้าไปได้ไงวะ!
“หวาย...”
“มีปัญหารึไงวะมิยางิ?!”
“...” ยังไม่ทันแซวเลยเหอะ
ตัวก่อเรื่องอย่างซากุรางิ ฮานามิจิ
แม้จะนั่งตรงกลางถูกรุ่นพี่ขนาบซ้ายขวาและอยู่ในมุมที่ดูหน้าจอโทรศัพท์สะดวกที่สุด
เจ้าตัวกลับนั่งน้ำลายย้อย ในหัวสนแค่เมื่อไหร่จะได้กินเกี๊ยวซ่า
ไม่ละสายตาจากเถ้าแก่ร้านราเมงสักชั่วขณะจิต
“ดูจากสภาพคุณตอนลงมา...เจอเหมือนผมเหรอคุณมิสึอิ?” ซากุรางิในคลิปวิดีโอค่อนข้างจะลอยชาย เมื่อไปไม่ถึงชั้นสองเสียที
มิยางิที่อดทนรอไม่ไหวถามหาสปอยจากพยานในที่เกิดเหตุ
มิสึอิขนลุกพรึ่บเมื่อหวนระลึกถึงเงาร่างติดตา
เขาส่ายหัวพึ่บพั่บสลัดความรู้สึกแปลกๆ ทิ้งไป จากนั้นลูบแขนขึ้นลง
“จะว่าเห็นก็...เห็นมั้ง รอดูดิ”
เพราะได้สติกลางทาง มิสึอิ
ฮิซาชิอยากรู้อยากเห็นเหมือนกันว่าซากุรางิจะแสดงปฏิกริยาอย่างไรยามแรกพบกับเจ้านั่น...
“บอกว่าหนวกหูไงเฟ้ย! เจ็บนักก็ไปหาหมอ
อย่าเดินเตร่มาเรียกตีนเซ่ไอ้เซ่อเอ๊ย!”
มันเตะว่ะเฮ้ย! มันเตะเลยเว้ยเฮ้ย!
มิยางิเข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่ารอยเปื้อนบนกางเกงของซากุรางิมีที่มาจากไหน
สองหนุ่มมองน้องเล็กผู้นั่งตรงกลางด้วยสายตาซับซ้อน
อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรต่ออีกฝ่ายกันแน่
“แฮ่ๆ เยี่ยมเลยเถ้าแก่จ๋า มีแถมด้วยอ๊ะเปล่า~ อย่าขี้ตืดหน่อยเลยน่า~”
“...”
เจ้าก้อนโมจิที่ยิ้มเผล่ไถเกี๊ยวซ่าหน้าด้านๆ คนนี้เพิ่งจะเตะ...
ขะ แข็งแกร่ง...!
ซากุรางิงับเกี๊ยวซ่าทั้งตัวเข้าไปในคำเดียว มันร้อนไปหน่อยเลยคายออกมาคีบไว้ครึ่งตัวแล้วเคี้ยวหงุบๆ
ต่ออย่างมีความสุข
ลืมเรื่องการไปทดสอบความกล้าหรือกอบกู้ภาพลักษณ์เจ้าโง่โดยสิ้นเชิง
เหล่ารุ่นพี่ดึงสายตากลับมาพลางกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
เมื่อดูคลิปจนจบแล้วพบว่ามิสึอิไม่ได้ดีไปกว่าตนนัก มิยางิเบาใจลงไม่น้อย
ถึงอย่างนั้น...
“คุณมิสึอิไม่โดนอะไรเลยนี่หว่า”
มิยางิโดนจับไหล่
ส่วนซากุรางิเตะเต็มข้อ...เฉพาะมิสึอิเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัย เว้นระยะห่าง
งดการสัมผัส จะมีก็แต่แผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ ตอนโดนซากุรางิโยนเข้าไปในอาคารเท่านั้น
“อย่าคิดเล็กคิดน้อยไปหน่อยเลยน่า
นี่ก็ถือว่าพวกเราทำภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้วไม่ใช่หรือไง”
มิสึอิไม่ยอมตกเป็นเป้ารับกระสุน ไม่เพียงเบี่ยงประเด็น ยังหาแนวร่วมด้วย
“ว่างั้นมั้ยซากุรางิ”
“เออๆ อื้อๆ”
“...”
เอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน
ไม่ได้ฟังที่พูดด้วยซ้ำนั่นน่ะ...มิยางิที่เท้าคางมองอยู่ก่อนถอนหายใจยาว
พวกเขา ณ ตอนนี้พอจะนับได้ได้ว่าประสบความสำเร็จมาครึ่งทางแล้ว...มั้ง? ที่เหลือคือรอดูว่าคืนนี้ พรุ่งนี้ และวันถัดๆ ไปจะดวงตกกะทันหัน เจ็บตัว
ป่วยไข้ใดๆ หรือไม่
สามหนุ่มบอกลากันตอนใกล้ๆ เที่ยงคืน เฝ้ารออนาคตอันใกล้ด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ
“อ้าว มิยางิก็ไม่สบายเหมือนกันเหรอ?” โคงุเระขยับแว่นตาทรงกลมมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ
โรงยิมวันถัดมา มิยางิ เรียวตะปรากฏกายในเวลาชมรมด้วยสภาพพันผ้าพันคอหนาๆ
รอบคอ มีเสื้อคลุมทับชุดกักคุรันเพิ่มอีกหนึ่งชั้น
โหนกแก้มและปลายจมูกเด็กหนุ่มแดงเรื่อ ดวงตาฉ่ำน้ำ ท่าทางน่าเป็นห่วงเอาเรื่อง
แต่เพราะได้รับโอกาสหายากอย่างการที่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งคอยดูแลเอาใจใส่ทั้งวัน
ไม่ว่ายังไงมิยางิก็ไม่ยอมลากลับบ้านไปพักผ่อน ไม่มีทาง!
“หลุดแล้ว เดี๋ยวก็อาการทรุดหรอก”
“อายะจัง ❤”
ผู้จัดการชมรมช่วยพันผ้าพันคอให้ใหม่ จากนั้นใช้มือสวยๆ
คู่เดิมวัดอุณหภูมิร่างกายคนป่วย อายาโกะร้องอืม แสดงความเห็นว่า
“วันนี้งดซ้อมไปก่อนจะดีกว่าหรือเปล่า”
“ฝึกชู้ตลูกน่าจะไหวนะ” การเจ็บป่วยไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์
ทว่ามิยางิชอบใจสถานการณ์ปัจจุบันไม่น้อย
ดังนั้นเขาจึงอยากทำกิจกรรมชมรมแทนที่จะรีบกลับ...อา มือของอายะจังเย็นสบายจังเยยย ❤
อายาโกะหันเหสายตาไปทางโคงุเระ เพราะจับคีย์เวิร์ดสำคัญได้จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นอกจากเรียวตะ มีคนอื่นป่วยอีกเหรอคะ?”
“มิสึอิเป็นไข้อ่อนๆ น่ะ ดูเหมือนเมื่อคืนจะนอนไม่ค่อยหลับด้วย”
“ก็เมื่อคืนอากาศมันเย็นนี่หว่า!”
มีเสียงโพล่งขัดประโยคของหนุ่มแว่นประจำชมรมก่อนเจ้าตัวพูดจบเสียอีก
สีหน้าของชู้ตติ้งการ์ดคนเก่งหม่นหมอง ขอบตาคล้ำ
ท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกว่าปกติ
หนำซ้ำยังไม่มีคนมาคอยดูแลอย่างอ่อนโยนถึงในโรงเรียนอย่างมิยางิอีกต่างหาก...อะไร? โนริโอะที่พุ่งเข้าใส่ตั้งแต่เช้าไม่นับเฟ้ย!
“คนบ้าก็ไม่สบายได้สินะ”
ประโยคเดียวจากอาคางิซึ่งเข็นลูกบาสออกมากระแทกใจอย่างจัง
มิยางิกับมิสึอิประสานเสียงสวนกลับทันทีว่าไม่ได้บ้าซะหน่อย!
เมื่อคืนไปทำอะไรเอาไว้ ผู้ก่อเหตุรู้ดีแก่ใจ
ระหว่างเปลี่ยนชุดในห้องล็อกเกอร์ มิสึอิกับมิยางิพูดคุยเสียงเบา
“คิดว่าซากุรางิจะเป็นไง?”
“หมอนั่นเตะผีเข้าไปเต็มๆ ควรจะสาหัสสุดในหมู่พวกเราสิ”
“แต่ไอ้หมอนั่นมันก็ประสาทแข็งสุดในหมู่พวกเราเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
คำตอบถูกเปิดเผยหลังจากนั้นไม่นาน ซากุรางิ ฮานามิจิเดินกร่างเข้ามา
มือขวาจับสายสะพายกระเป๋าพาดบ่า สีหน้าสดชื่นแจ่มใส
พอเห็นรุ่นพี่ที่เคารพรักร่างกายไม่สมบูรณ์เต็มร้อย
รุ่นน้องที่แสนดีก็เปิดปากหัวเราะทับถมก่อนเป็นอันดับแรก
“โดนลมหน่อยเดียวก็พากันป่วยแล้วเรอะ อ่อนแอนัก!”
‘คนอ่อนแอ’ ประเคนฝ่าเท้าตอบแทนความห่วงใยคนละทีด้วยความซาบซึ้ง
ต่อให้มิสึอิยืนยันว่าไม่สบายเพราะอากาศเย็น
ซ้ำยังชี้ให้เห็นว่ามิยางิถอดเสื้ออยู่ช่วงหนึ่ง
การที่พวกเขาทั้งสองต้องมาสูดจมูกฟืดฟาดและสมองเบลอมันเป็นเพราะไม่รักษาร่างกายให้ดีทั้งนั้น! ทว่าเอาเข้าจริง
ต่างฝ่ายต่างก็แอบมีข้อสงสัยเล็กๆ ในใจอยู่ดีว่า...จะใช่ไหมวะ อาจจะใช่ก็ได้ว่ะ
สรุปแล้ว
ก็ไม่อาจเอาไปอวดอ้างกับใครได้ว่าการท้าทายความกล้าสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
พี่ใหญ่สองคนพับเหตุการณ์ดังกล่าวเก็บไว้ในซอกหลืบหัวใจ ไม่อยากหยิบยกมานึกถึงอีก
ส่วนน้องเล็กของกลุ่ม หลังได้กินราเมงกับเกี๊ยวซ่าก็เลิกสนใจกิจกรรมระทึกขวัญโดยสิ้นเชิงและจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะ ‘คืนหนึ่งที่มิตจี้พาไปเลี้ยงของกิน’
ด้วยเหตุนี้
แม้หลังจากวันนั้นจะไม่มีใครได้ยินเสียงคร่ำครวญโหยไห้จากโรงพยาบาลร้างและไม่มีใครดวงตกจากการไปเยือนเพื่อลองของอีก
ทั้งสามก็ไม่รับรู้
Talk
ความจริงแล้วแค่อยากเห็นฮานามิจิตะบันหน้าผีค่ะ
มีความรู้สึกว่านายคนนี้
ไม่ว่าจะผีสางนางไม้มนุษย์ต่างดาวภูตผีปิศาจยมทูตมาจากไหนพ่อก็ต่อยร่วงได้หมดแหละ
No comments:
Post a Comment