Wednesday, 1 March 2023

[Fanfic Slam Dunk ; YoHana] ความฝัน กับ ภาพลวงตา

Fanfic Slam Dunk

ความฝัน กับ ภาพลวงตา

 

Pairing: Mito Yohei x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

 


ความรู้สึกของการแอบรักเพื่อนสนิททั้งขมทั้งหวาน พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ยิ้มหัวเราะให้กันและกัน โอบกอดกันได้โดยไม่ต้องเขินอาย หัวใจของมิโตะ โยเฮถูกอาบรดด้วยน้ำผึ้งยามถูกพึ่งพิงและได้รับความไว้วางใจ แต่เมื่อตระหนักว่าความรู้สึกทั้งหมดได้รับมาจากสถานะ ‘เพื่อนสนิท’ กลิ่นรสอันหอมหวานยามต้องลิ้นก็กลายเป็นฝาดขมยามถูกกลืนลงไปในลำคอ             

นับจากรู้ใจตัวเอง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความโลภโมโทสันตกตะกอนถ่วงจิตใจให้หนักอึ้งมากเท่านั้น

ไม่พอ

              ต้องการมากกว่านี้

              อยากได้รับมากกว่านี้

              ...ทว่าเขาไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้

เปลวเพลิงอันโชติช่วงสีแดงนั้นเปล่งประกายโดดเด่นชวนให้หลงใหล ทว่าหากไม่ประมานตนเอื้อมไปฉวยคว้าก็จะถูกแผดเผา มิโตะไม่เคยกลัวแผลพุพอง สิ่งที่เขากลัวคือการไม่มีโอกาสแม้กระทั่งการได้ยืนมองซากุรางิ ฮานามิจิใกล้ๆ ต่างหาก

คำว่า ‘รัก’ สั้นๆ หนึ่งพยางค์ คำพูดธรรมดาคำเดียวสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝืนประคับประคองมาอย่างยาวนานได้ในชั่วอึดใจ

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ มันเกินกว่าคนอ่อนแออย่างเขาจะแบกรับไหว หากเผอเรอได้ทะลักทลายออกมาบดขยี้ร่างกายนี้แน่นอน ถ้าวันนั้นมาถึงแล้วถูกถอยห่าง...มิโตะไม่มีทางยอมรับได้ ต่อให้เป็นที่หวาดกลัวของคนอื่น ซากุรางิ ฮานามิจิในสายตาเขาคือเด็กหนุ่มผู้ซื่อตรงและสดใสร่าเริง เป็นคนที่อยากปกป้อง อยากกอดไว้แน่นๆ อยากประเคนสิ่งดีๆ ทั้งหลายบนโลกใบนี้วางกองไว้ให้

เป็นคนที่สูญเสียไปไม่ได้

นายแค่หัวเราะร่าใช้ชีวิตตามใจชอบอย่างมีความสุขก็พอแล้ว ความรู้สึกของฉัน ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรอก

เพื่อรักษาความไร้เดียงสานั้น ไม่ว่าอะไรมิโตะก็ทำได้

เคยเชื่อมั่นว่าอดทนได้ทุกสิ่งเพื่อความสุขของคนคนหนึ่ง แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้าย...จิตใจของตนยังคงมีกิเลส และตะกอนความละโมภที่ถ่วงรั้งอยู่ในอกก็เกินขีดจำกัดไปนานแล้ว มิโตะข่มกลั้นมาตลอดเพราะไม่อาจสูญเสียซากุรางิไป เพียงจินตนาการว่าจะถูกมองด้วยสายตาต่อต้าน ถูกตราหน้าเป็นคนทรยศ...

ให้จมดิ่งไปกับความอึดอัดนี้ยังดีเสียกว่า...ดีกว่าถูกผลักไสเป็นไหนๆ

แต่ว่า...การห้ามความกระหายอยากช่างยากเย็น

รัก รัก รัก รัก รัก รักเหลือเกิน รักมาก รัก รัก รัก รัก

ขอเพียงเขาอดทนได้

เป็นเพื่อนไม่ไหวหรอก...

อดทน

อยากเป็นคนรัก...

อดทนเข้าไว้

รักฉันเถอะนะ...

ขอแค่อดทนได้ ทุกอย่างจะดีเอง

 

“ฉันรักนาย ฮานามิจิ”

 

วันหนึ่งในหน้าร้อนที่ละอองฝนโปรยปราย อากาศเย็นชื้น

ขีดจำกัดสุดท้ายของมิโตะ โยเฮสิ้นท่าล้มครืนลงมา

 

 

เพราะฝนด้านนอกไม่ได้ตกหนักจึงไม่ได้ปิดหน้าต่างกันละอองฝน หากตั้งใจเงี่ยหูฟัง ยังสามารถได้ยินเสียงเปาะแปะรางๆ

มันเงียบขนาดนั้น

ภายในห้องของมิโตะมีพัดลมตัวเล็กที่ใช้งานมาหลายปีตัวหนึ่ง มันเป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อที่ซื้อเครื่องใหม่แล้วโละเครื่องเก่าทิ้ง ปกติเวลาเปิดใช้งานจะส่งเสียงดังครืดคราดคล้ายชิ้นส่วนพร้อมกระเด็นหลุด ทว่าวันนี้ผลพวงจากฝนทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง เมื่อไม่ได้เปิดพัดลม เสียงรบกวนทำลายบรรยากาศที่ควรมีจึงไม่มี

ซากุรางิ ฮานามิจิที่ขมักเขม้นนั่งลอกการบ้านเงียบกริบมาสามนาทีเต็มแล้ว

ทั้งที่นั่งขัดสมาธิอยู่อีกด้านของโต๊ะพับ ใกล้จนยืดขาออกไปไม่กี่เซนติเมตรก็แตะผิวหนังได้ ทว่ามิโตะซึ่งประมาทเลือดร้อนระอุของวัยหนุ่ม อย่าว่าแต่แตะเนื้อต้องตัวเลย กระทั่งยกปลายคางมองสีหน้าคู่กรณียังไม่กล้าพอ

กลบเกลื่อน?

ไม่ได้ ไหนๆ ก็ไหนแล้ว...

แต่ถ้าแถตอนนี้ก็น่าจะยังทัน ฮานามิจิอาจไม่ได้ยินหรือคิดว่าฟังผิดก็ได้

           ผลการตัดสินใจหลังเสียงสองขั้วในสมองฟาดฟันกัน...ก่อนอื่นมิโตะเหลือบตามองสีหน้าซากุรางิเป็นลำดับแรก

รูม่านตาขยายกว้างกว่าปกติทอดมาทางตน ปากเผยอออกเล็กน้อย ร่างกายแข็งทื่อ...เป็นสีหน้าตกตะลึงแกมประหลาดใจ

...ได้ยินเต็มหูแน่นอน...

พอดวงตาประสานกัน วิญญาณซากุรางิคล้ายจะกลับเข้าร่าง เกิดการเคลื่อนไหวเก้กังดั่งตุ๊กตาชำรุด “เอ่อ...ฉัน...”

              มิโตะขบริมฝีปาก ก่อนสมองสั่งการ แรงผลักดันอันยากระงับเข้ายึดครองร่างกายอีกครั้ง

              “ฮานามิจิ ฉันรักนาย

              ไม่ใช่รักแบบเพื่อน

              เป็นความรักแบบคนรัก

              ในฐานะผู้ชาย ในฐานะมนุษย์”

              ขอโทษที่คิดเกินเลย...สำหรับคำนี้ มิโตะ โยเฮไม่อาจเอ่ยออกไปได้ ขณะพร่างพรูความในใจ เขาหลุบตามองคางของคนฝั่งตรงข้าม ไม่มีความกล้าพอจะสบตาหรือมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

              กระแสความรู้สึกด้านลบราวกับน้ำลึกฉุดกระชากมิโตะลงไป ยิ่งซากุรางิไร้ปฏิกริยาตอบสนองเท่าไรยิ่งรู้สึกเหมือนคนจมน้ำ

              ตอนนั้นเองที่เกิดเสียงดัง ‘เป๊าะ

              ดินสอไม้ราคาถูกโดนกำลังมืออันแข็งแกร่งหักกลาง

              “โยเฮ”

เพียงเสียงกดข่มอารมณ์เรียกชื่อก็ทำหัวใจของมิโตะดิ่งวูบ เขากำหมัดแน่น...คล้ายจะหายใจไม่ออกกะทันหัน

จบสิ้นแล้ว

ไม่น่าเลย

ขอโทษนะ ขอโทษนะ ขอโทษนะ ฉันรักนาย ขอโทษ ไอ้คนสิ้นคิดเอ๊ย ขอโทษที่รักนาย ยังอยู่ข้างๆ ต่อไปได้ไหมนะ รัก รัก รัก รักนาย ยังไงก็รักอยู่ดี ขอโทษนะ ขอโทษนะฮานามิจิ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษนะ ขอโทษ

“ถ้า...ถ้าใจตรงกันแบบนี้ ก็ถือว่า คะ คะ คะ คบกัน...วัน ระ แรกเลยใช่มั้ย...?”

              “...”

เอ๊ะ?

อะไรนะ?

มิโตะเงยหน้าขวับ สิ่งที่ปรากฏในคลองสายตาผิดจากมโนภาพน่าพรั่นพรึงในใจลิบลับ ซากุรางิ ฮานามิจิไม่ได้เผยสีหน้าผิดหวังหรือโกรธขึ้ง ร่างใหญ่โตนั่งหลังตรง แก้มแดงเถือกจนทั้งศีรษะเหมือนลูกมะเขือเทศ หน้ายิ้มโง่เง่าขณะกำลังใช้สองนิ้วชี้ซ้ายขวาจิ้มกันเป็นท่าทางยามขวยอาย

รู้จักกันมานานปีท่าทีแบบนี้เห็นได้เฉพาะตอนซากุรางิออกอาการเขินสาวที่แอบหลงรัก หรือไม่ก็กำลังฝันกลางวันเรื่อยเปื่อย

ที่แน่ๆ คือเป็นสีหน้าตอนตกอยู่ในห้วงรัก

มิโตะขยี้ตา ความรู้สึกคล้ายกำลังจมน้ำหายไปแล้ว ในอกสั่นสะเทือนด้วยความคาดหวัง แต่นี่มัน...เหมือนฝันไปหน่อยไหมไม่อยากเชื่อว่าจะมีวันที่ซากุรางิทำหน้าแบบนี้เพราะตน เขาฝันอยู่เหรอหรือจะเป็นภาพลวงตา?

              “เฮ้ย โยเฮ ทำไมอยู่ๆ ก็เงียบเล่า” ซากุรางิทำปากยื่นตบโต๊ะแปะๆ ซากดินสอสองส่วนลอยจากโต๊ะพับตามจังหวะตบ เกิดเสียงกลุกๆ ยามตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงแล้วกลิ้งไปมา

                “...”

เมื่อลองทำใจให้เย็นแล้วคิดดู กับแค่ตกใจแล้วหักดินสอเป็นเรื่องธรรมดามากหากคนคนนั้นคือซากุรางิ ฮานามิจิ ต่อให้นั่งเฉยๆ เจ้าหมอนี่ก็ใช้มือข้างเดียวหักดินสอไม้ทิ้งได้ ดังนั้น...เหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่เรี่ยวแรงจากความโกรธชั่วแล่น

               คำว่า ‘ใจตรงกัน’ ดังสะท้อนวิ้งๆ อยู่ในหู

               ตกใจในความหมายนั้นจริงๆ เหรอ...

            หวา...

            ฝนด้านนอกหนาเม็ดขึ้น ทว่ามิโตะได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวดังอื้ออึง เลือดในตัวเดือดพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง ถึงขั้นอุปาทานไปเองว่าตัวรุมๆ ดุจป่วยไข้ เขามองซากุรางิราวกับคนโง่ทึ่ม ยกมือขึ้นปิดปาก...เกรงหัวใจจะกระเด้งกระดอนออกมา

ความรู้สึกดีใจจนตัวลอยคงเป็นเช่นนี้

              “อ๊ะ นี่แก...หรือว่าแค่ล้อฉันเล่น?

“ฮะ...?”

“หน็อย” มะเขือเทศผู้เขินอายกลายร่างเป็นยักษ์แดงนามะฮาเกะกะทันหัน ซากุรางิยกโต๊ะพับที่เกะกะขวางทางออกไป พุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อมิโตะด้วยความเร็วที่คนธรรมดามองตามไม่ทัน ไอความร้อนพวยพุ่งออกมาจากตัวชวนให้นึกถึงรถจักรไอน้ำ “ไอ้บ้าโยเฮกล้าดียังไงมาเล่นสนุกกับจิตใจอันบริสุทธิ์ของหนุ่มน้อยหา?! เห็นความรู้สึกของฉันเป็นของเล่นเรอะ?!

             “เอ๊ะ ไม่ใช่นะ...” ถูกใส่ความเป็นชายชั่วโดยไม่ทันตั้งตัว มิโตะหลุดจากห้วงฝันแสนหวานในบัดดล ขืนตอนนี้ตอบอะไรผิดพลาด อนาคตได้ดับวูบ แสงสว่างแห่งความหวังมอดมิดของจริงแน่ “ฮานามิจิ ใจเย็นก่อน ไม่ใช่แบบนั้น”

                “กะ ก็เงียบไปแบบนี้ แกนะแก....ถึงเป็นเพื่อนมาล้อเล่นแบบนี้ก็เกินไป...!

                “ไม่ได้ล้อเล่น!” มิโตะจับมือที่ขยุ้มคอเสื้อตน รีบตะโกนยับยั้งความคิดเตลิดเปิดเปิงของคนตรงหน้า เขามองดวงตาวาวรื้นของซากุรางิ ยืนยันความรู้สึกตัวเองอย่างร้อนรน “จริงๆ นะ ฉันรักนายจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น...ฉันแค่ตกใจเพราะไม่คิดว่านายจะตอบแบบนั้น เชื่อฉันเถอะฮานามิจิ ฉันรักนาย จะให้พูดกี่รอบก็ได้”

              “งั้น...งั้นก็เป็นแฟนแล้วสินะ?”

            พล่อก!

            “โยเฮชกหน้าตัวเองทำไม!

              ฉันแค่ไม่ชินกับหน้าฮานามิจิตอนเขินในระยะประชิดน่ะ หัวใจจะระเบิดอยู่แล้ว อ่า เจ็บจัง...ไม่ได้ฝันจริงด้วย

              มิโตะฉีกยิ้มปฏิเสธว่า ‘ไม่มีอะไรหรอก’ ก่อนแหงนหน้าคอตั้งบ่า...เมื่อครู่ออกแรงมากไปหน่อยเลือดกำเดาจึงไหลโกรก สภาพน่าอเนจอนาถไม่น้อย

              “ฮานามิจิ” เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด มิโตะตัดสินใจอย่างรอบคอบ วางมือหนึ่งลงบนไหล่องอาจผึ่งผายของซากุรางิ อีกมือยังกุมจมูก “ฉันไม่ได้หนี ไม่ได้หลบ แต่จะออกไปหยุดเลือดกำเดาแป๊บนึง นายรอตรงนี้ เดี๋ยวฉันกลับมา ฉันรักนาย โอเคมั้ย?”

              “ฮะอ้อ อื้อๆ”

              ด้วยเหตุนี้มิโตะจึงสามารถลุกออกไปตั้งสติได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระยะเวลาไม่กี่นาทีแต่อารมณ์เขาเหวี่ยงขึ้นลงมากเกินไป แถมโดนคริติคอลคอมโบชุดใหญ่จากเด็กหนุ่มผมแดงผู้รักถนอมมาตลอด...ความเสียหายสะสมหนักจนหวิดจะระเบิดตัวเองแล้ว

              หลังหายไปเกือบสิบนาที เมื่อกลับมายังห้องอีกครั้ง มิโตะซึ่งม้วนทิชชูสอดรูจมูกอุดเลือดกำเดาไว้ก็ใจเย็นลงจนไม่ต่างจากเวลาปกติ เขามองเลยโต๊ะพับกับกองการบ้านที่ซากุรางิยังลอกไม่เสร็จ สองตามองเห็นแค่มีคนกำลังนั่งขัดสมาธิยุกยิกรอตนอย่างว่าง่าย

              แย่ล่ะ...มิโตะขยับก้อนทิชชู่ จนมั่นใจว่าเลือดกำเดาจะไม่ทะลักออกมาคำรบสองถึงนั่งลง

              “ฮานามิจิ”

              “อื้อ!

              ...กระตือรือร้นมาก

              เพราะเห็นภาพหลอนหางแกว่งพึ่บพั่บกับหูตั้งกระดิกไปมา มิโตะ โยเฮที่จำจำนวนเฉพาะได้แค่ 2 3 5 จึงท่องวนซ้ำๆ อยู่สามเลขเพื่อฉุดกระชากสติสัมปชัญญะให้ยึดติดกับร่างเนื้อ กล่อมตัวเองในใจว่าจะสำลักความสุขออกมาไม่ได้ ต้องอยู่กับมันไปนานๆ สิ

              พอคนผมแดงๆ ห่างตา เขาเกิดความไม่มั่นใจว่ามันเป็นเพียงความเข้าใจผิดหรือเปล่า บางทีซากุรางิอาจไม่ได้ชอบตนก็ได้ ถ้าอย่างนั้นควรทำอย่างไรต่อไปดี ปล่อยให้สับสนต่อไป หรือควรจี้จุดให้ฉุกใจดี?

              แต่ว่า...

            ดูเหมือนจะชอบเขาจริงแฮะ

              “จูบได้มั้ย?”

              สองสามนาทีก่อนมิโตะตกลงใจว่าอย่างน้อยก็ไม่อยากเสียใจภายหลัง หากมันทำให้ซากุรางิได้สติให้ถือว่าเขาได้ในสิ่งที่อาจไม่มีโอกาสไขว่คว้ามาอีกแล้วเก็บไว้เป็นความทรงจำ ในทางตรงกันข้าม สมมติว่าความรู้สึกของซากุรางิเป็นของจริง...นั่นก็หมายความว่าจะได้สัมผัสแบบคนรักจริงๆ

              อย่างไรก็ดี เมื่อเอ่ยถามหยั่งเชิงออกไป ซากุรางิที่เมื่อครู่ยังตาเป็นประกายคว่ำปากทันควัน “ไม่ได้ นั่นน่ะ ต้องรอให้คบกันครบสัก 90 วันก่อนสิ”

              มิโตะยิ้มจนตาปิด ใช้เวลาคิดเพียงสองวินาทีก็ตอบกลับอย่างลื่นไหลว่า “เราคบกันมาเป็นปีๆ ถ้าจะนับก็เกิน 1,000 วันแล้วด้วยซ้ำ”

              ซากุรางิชะงัก “เอ๊ะ?”

              มิโตะยังคงยิ้ม “งั้นก็ไม่เป็นไรใช่ไหมล่ะ”

              “...”

              “เนอะ ฮานามิจิ?”

                “...”

              สุดท้าย แม้มือเหล็กที่ล็อกบ่าตนไว้จะออกแรงมากเกินไปหน่อยจนน่ากลัวว่าจะช้ำในหรือเปล่า ทว่าซากุรางิ ฮานามิจิที่หน้าแดงแจ๋ทำปากจู๋อย่างงุ่มง่ามน่ารักเกินไปจนเรื่องอื่นไม่สลักสำคัญ

              ดีจังที่เป็นความจริง

 

              ความจริง?

ผิดแล้ว...ฝันอยู่ต่างหาก

 

              มิโตะ โยเฮลืมตาพรึ่บ

              “...”

              หูได้ยินเสียงฝนกระหน่ำดั่งฟ้ารั่ว โลกอันสว่างจ้ากลายเป็นดำมืด สิ่งที่มองเห็นผ่านแสงสลัวด้วยแสงไฟจากภายนอกคือเพดานเรียบๆ

            ฝันไป

สำนึกรู้ตัวย้อนกลับมา มิโตะยันร่างกายครึ่งบนนั่งพิงหมอนในห้องนอนอันเงียบเหงา นาฬิกาตั้งโต๊ะข้างหัวนอนแสดงตัวเลขดิจิทัลเรืองแสงสีแดงบอกเวลา ’03.41 AM’ แม้จะเป็นหน้าร้อนที่ฝนตกเหมือนกัน แต่ความเป็นจริงคือเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายผู้ขลาดเขลา และเวลานี้คือช่วงใกล้รุ่ง ไม่ใช่ยามเย็นที่แสงแดดสว่างไสว

              ที่สำคัญในห้องนี้มีเขาเพียงคนเดียว

              เครื่องปรับอากาศถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่ก่อนฝนตก ภายในห้องจึงคล้ายจะเย็นลงไปอีก มิโตะยกมือลูบหน้า ยังพอมีเวลาให้นอนเอาแรงก่อนลุกไปเปิดร้านอีกนิดหน่อยแต่รู้สึกไม่ดีจนหลับไม่ลง

              ทำไมถึงฝันเรื่องสมัยก่อนกันนะ

              แถมยังปรุงแต่งตามใจชอบอีก...

              มิโตะระบายลมหายใจยาวหนึ่งเฮือก พยายามตั้งสติปล่อยวางสีแดงที่ยังติดตาออกไป

                ตอนนั้นเอง...

              “เซอร์พร้ายยยย!

              ประตูห้องถูกเปิดผาง ห้องนอนมืดทึมต้อนรับแสงสว่างกะทันหัน ไฟจากทางเดินสาดส่องเข้ามาเต็มที่ มิโตะซึ่งยังมึนเบลอนิดๆ เพราะเพิ่งตื่นนอนยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงบ่นว่า ‘โยเฮดันตื่นอยู่แฮะ แต่ช่างเถอะ’ จากนั้นสัมผัสเปียกชื้นพลันกดทับลงมาทั้งตัว

              สมองแล่นปรี๊ดเหมือนถูกฉีกยากระตุ้น มิโตะตาสว่าง เหยียดแขนเปิดโคมไฟหัวเตียงดังพรึ่บ

              ...ก้อนขนสีแดงถูไถทิ่มคาง แล้วยังน้ำหนักเกือบ 90 กิโลกรัมของชายหนุ่ม...

              “ฮานามิจิ ทำไมเปียกไปทั้งตัวแบบนี้ล่ะ”

              “ก็ข้างนอกฝนตกอยู่นี่ ฉันวิ่งเข้าบ้านมา ไม่ได้กางร่ม!

                “...”

              พื้นห้องมีน้ำนองเหมือนพรายน้ำมาเยือน แน่นอนว่าเตียงกับตัวมิโตะที่ถูกลูกหมาเปียกน้ำตัวยักษ์โจนเข้าใส่ก็เปียกไปหมดเช่นกัน

              “ฉันอุตส่าห์กลับจากเก็บตัวที่ออสเตรเลียก่อนกำหนดตั้ง 2 วัน ช่วยตกใจให้มากกว่านี้หน่อยสิ ว่าแต่ทำไมถึงนั่งอยู่ล่ะ?” ซากุรางิใช้มือเย็นๆ จับร่างกายตามใจชอบ ราวกับกำลังวัดขนาดและปริมาณเนื้อหนัง “นี่นายผอมลงหรือเปล่าเนี่ย คิดถึงฉันจนตรอมใจเรอะเป็นเถ้าแก่ก็ปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปซี่ คราวหน้านายไปกับฉันเถอะ”

              อากาศในห้องค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว เมื่อถูกความชื้นจากร่างกายเจ้าคนไม่รู้ความเข้าอีก มิโตะเริ่มหนาว จะว่าคนบ้าไม่เป็นหวัดหรืออะไรก็ช่าง ที่แน่ๆ คือซากุรางิโดนฝนมาโดยตรง น่าจะหนาวกว่าตนจนน่าเป็นห่วง

               “นายรีบไปอาบน้ำก่อนดีกว่า เดี๋ยวเป็นหวัด”

มิโตะจับมืออยู่ไม่สุขเอาไว้ ข่มอาการแห้งผากในลำคอยามแตะโดนแหวนบนโคนนิ้วหยาบกร้าน...ด้วยไม่สะดวกเวลาเล่นบาส ปกติซากุรางิจะร้อยสร้อยแล้วคล้องคอ เฉพาะช่วงที่ได้พักผ่อนเป็นระยะเวลานานประมาณหนึ่ง หากครึ้มอกครึ้มใจถึงนำมาสวมนิ้ว

              ซากุรางิถูศีรษะอีกสองสามทีแล้วเงยหน้ามายิ้มแฉ่ง มีคำว่า ‘จุ๊บหน่อยๆ’ แปะบนหน้าผาก พอมิโตะชะโงกหน้าลงไปแตะริมฝีปากเบาๆ หนึ่งที อีกฝ่ายเหมือนทำภารกิจลุล่วง ยอมกระโดดฟึ่บลงไปเหยียบพื้นห้องแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างร่าเริงกระฉับกระเฉง ไม่นาน เพลงสรรเสริญอัจฉริยะคำร้องและทำนองโดยอัจฉริยะท่านหนึ่งก็ดังตามมา

              คนฟังอมยิ้ม ระหว่างจับแหวนบนนิ้วตัวเองเล่น ดวงตาก็กวาดมองรอบๆ ไปด้วย...ชุดเครื่องนอนเปียกเป็นหย่อม พื้นเป็นคราบน้ำ และน่าจะเป็นคราบยาวตั้งแต่ประตูทางเข้าบ้าน นอกห้องนอนยังมองเห็นล้อกระเป๋าเดินทางซึ่งคงจะนอนแอ้งแม้งเกะกะ

ความเงียบเหงาก่อนหน้านี้ถูกพายุสีแดงพัดทำลายโดยไม่ทันตั้งตัว

ฝนภายนอกขาดเม็ดแล้ว

มิโตะก้าวลงจากเตียง ปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเปลี่ยนชุดใหม่ ระหว่างหอบปลอกหมอนผ้าปูที่นอนเตรียมยัดลงเครื่องซักผ้า มิโตะถามคนในห้องน้ำว่าอยากกินอะไรหน่อยมั้ย ครั้นได้คำตอบว่าจะรอกินมื้อเช้าทีเดียว เขาตัดสินใจแทนว่าอุ่นนมให้ดื่มหลังอาบน้ำเสร็จดีกว่า

รอจนกดปุ่มเริ่มทำงานเครื่องซักผ้าแล้วหยิบแก้วออกมาจากเตาไมโครเวฟ เมื่อกลับถึงห้องนอนบนชั้นสอง เห็นแผ่นหลังสีแทนกำลังก้มๆ เงยๆ หยิบชุดนอนพอดี

มิโตะยื่นนมอุ่นให้ ชวนคุยไปพร้อมๆ กัน “เมื่อกี้ฉันฝันด้วย”

              “หือฝันถึงฉันเหรอ” ซากุรางิเปลือยท่อนบน ตัวอุ่นฟุ้ง เขารับแก้วจากมือมิโตะไปดื่มนมอึกๆ คาดเดาคล่องปากตามประสาบุคคลผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ พอได้ยินคำยืนยันว่าใช่ก็หัวเราะร่า เหลิงจนเท้าไม่ติดพื้น “แหงสิ ฉันไม่อยู่ตั้งเดือนก็ต้องคิดถึงฉัน ธรรมดาจะตายวะฮ่าๆๆ!

ทักษะงานบ้านของมิโตะยอดเยี่ยมมาก เขามือเท้าคล่องเป็นทุน ซากุรางิยังไม่ทันโม้จบก็ปูที่นอนใหม่เสร็จเรียบร้อย ว่างพอไปช่วยเจ้าคนโอ้เอ้สวมชุดนอนด้วยซ้ำ “ฝันเรื่องสมัยก่อนตอนฉันสารภาพรักน่ะ”

“อ้อๆ ตัวฉันในตอนนั้นก็เป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมแล้วล่ะนะ ถึงจะไม่เท่าตอนนี้ก็เถอะ” ซากุรางิหวนนึกถึงอดีต กางแขนรับการปรนนิบัติอย่างไม่เคอะเขิน

                มิโตะที่กลัดกระดุมให้จนครบเดินไปหยิบไดร์เป่าผมออกมา ตบที่ว่างแปะๆ เรียกคนมานั่ง จากนั้นเล่าต่อเนิบๆ “ฝันผิดจากความจริงไปไกลเลย”

                ซากุรางิหย่อนก้นลงนั่งขัดสมาธิ ชักสนใจขึ้นมานิดๆ “หือ?”

                “จำได้ไหม วันที่สารภาพรัก ฉันถามนายว่าจูบได้หรือเปล่า” ผมของซากุรางิยังไม่ยาวมาก สัมผัสที่ลอดปลายนิ้วจึงแห้งลงอย่างรวดเร็ว สีสันสีแดงลอยพลิ้วตามแรงลม กลิ่นแชมพูจางๆ กระทบจมูก

“ก็ต้องไม่ได้อยู่แล้วสิ เพราะมันมีขั้นตอนไงล่ะ!

“อือ แต่ในความฝันนายเข้ามาจูบฉันนะ”

ทั้งที่ความเป็นจริงมิโตะโดนโขกหัวจนเห็นดาว

ด้วยเป็นความฝันของมิโตะ ซากุรางิจึงคล้อยตามอย่างอ่อนหวาน แม้ตัวจริงจะโดนหลอกล่อง่ายไม่ต่างกัน ทว่าในบางเรื่องซากุรางิจะหัวแข็งและไม่ผ่อนปรนให้ จูบแรกในความเป็นจริงจึงเกิดขึ้นตอนคบกันได้ 90 วันตามที่เจ้าตัวตั้งเป้าหมายนั่นแหละ

ซากุรางิปีนขึ้นเตียงพร้อมนอนพักผ่อนตอนตีสี่นิดๆ มิโตะกลับร้อง ‘ฮึบ’ แล้วลุกยืนเต็มความสูง แผ่นหลังคนผมแดงจึงดีดตามทันที ผ้าห่มถูกตลบลงมากองอยู่ตรงเอว “ทำไมไม่มานอนล่ะ!

“ใครทำบ้านเปียกไว้ล่ะ” มิโตะผลักหน้าผากทีเดียวซากุรางิก็หงายหลังผลึ่ง เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาเหน็บให้ใหม่ เกลี้ยกล่อมเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม “นายเพิ่งลงเครื่อง นอนชาร์จแบตไปก่อน ฉันจะไปตามเช็ดพื้นแล้วก็รื้อสัมภาระนายด้วย”

“ไว้เก็บกวาดทีหลังก็ได้ เดี๋ยวฉันทำเอง!

ถึงแม้ซากุรางิตีปีกโวยวาย มิโตะก็ไม่อ่อนข้อให้ “งั้นฮานามิจิรอช่วยงานอื่น อันนี้เดี๋ยวฉันจัดการให้ นะ?”

“อะไรกัน” คนบนเตียงทำปากยื่น กำชายผ้าห่มงอนๆ “ไม่เจอโยเฮตั้งนาน ฉันคิดถึงโยเฮนะ ไม่มานอนกอดหน่อยเหรอ”

“...”

สมองหยุดทำงานโดยสมบูรณ์

ถ้าเป็นเวทีมวย มิโตะ โยเฮแพ้น็อคแบบไม่ต้องสืบ จิตวิญญาณอยากกระโจนเข้าไปกอดรัดแล้วตามอกตามใจให้เสียผู้เสียคน เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการกลืนก้อนเลือดลงท้องและบังคับเสียงไม่ให้สั่น ที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับออกไปตามตรง “ให้ฉันลุกไปหาอะไรทำเถอะ นอนกับนายตอนนี้แต่ทำอะไรไม่ได้มีแต่จะทรมานตัวเองเปล่าๆ”

พวกเขาติดต่อกันตลอด แต่นี่เป็นการเจอตัวเป็นๆ ในรอบเดือน มิโตะในวัย 28 ปีเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและสามัญสำนึก ไม่ว่าจะร้อนรุ่มใจอย่างไรย่อมไม่มีทางกระโจนเข้าใส่คนที่อ่อนล้าจากการเดินทางไกลและเพิ่งกลับจากเก็บตัวฝึกซ้อมได้ เขาไม่ได้เป็นคนต่ำทรามขนาดนั้น ขนาดอยากจูบสักฟอดยังเลี่ยงเผื่อไว้ก่อน เกรงจะไปจุดไฟไม่เข้าท่า ฉะนั้นเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างนอนกอดกันน่ะ...เลิกพูดไปเลย

“งั้นทำไหม?” ซากุรางิมองมาตาปริบๆ ไม่สำเหนียกถึงอารมณ์อันวุ่นวายซับซ้อนของคู่ชีวิตแม้แต่น้อย ผมสีแดงเพิ่งแตะหมอนได้ครู่เดียวก็ดีดตัวขึ้นมาใหม่ด้วยกำลังวังชาอันล้นเหลือ “แล้วไม่บอกแต่แรก โธ่เอ๊ย อัจฉริยะซะอย่าง กับแค่นั่งเครื่องบิน ไม่เหนื่อยสักหน่อย”

มิโตะฉุดกระชากลากถูแทบตายกว่าจะนำตัวซากุรางิออกมาจากห้องน้ำแล้วพาขึ้นไปนอนบนเตียงได้

“ฮานามิจิ ฉันคิดถึงนายขนาดนี้ นายก็คิดถึงใจฉันหน่อยเถอะ” ศีลธรรมอันดีของมิโตะร้องคร่ำครวญ ชายหนุ่มบีบมือด้านๆ จากการจับลูกบาสมานานหลายปี โน้มน้าวใจด้วยแรงฮึดเฮือกสุดท้ายก่อนจะพ่ายแพ้ให้จิตใจด้านโสมม “ฉันจะไปเก็บกวาดบ้าน นายพักผ่อนดีๆ เถอะนะ กลับมาก่อนกำหนด 2 วันแสดงว่าจะว่าง 2 วันใช่ไหม? ในเมื่อมีเวลาเหลือเฟือก็ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เล่นกีฬาเป็นอาชีพ ร่างกายต้องถนอมให้ดี...นะ ขอร้องล่ะ”

คงเห็นใจมิโตะที่แทบหลั่งน้ำตาอยู่รอมร่อ ซากุรางิร้องเชอะแล้วยอมกลับไปซุกผ้าห่มนอนพักผ่อนตามคำขอ

จนมิโตะทำความสะอาดเสร็จ ซักผ้าตากผ้า เปิดร้านมอเตอร์ไซค์ ซากุรางิ ฮานามิจิที่ปากบอกไม่เหนื่อยๆ ก็ยังไม่ตื่น...หลับยาวจนกระทั่งบ่ายสองโน่น

เห็นไหมล่ะ...เหนื่อยมากเลยไม่ใช่เหรอ?

เกิดตอนนั้นเขาบ้าจี้ตามน้ำมิแย่ไปกันใหญ่รึไง?

เพื่อนฝูงมักเหน็บแกมเตือนว่ามิโตะให้ท้ายซากุรางิมากเกินเหตุ ยังเสริมอย่างเป็นห่วงอีกว่า...อย่ายอมตกเป็นเบี้ยล่างสิ ไม่ต้องเป็นคนดีนักก็ได้

ทว่ามิโตะพอใจกับชีวิตแบบนี้ และไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็นเบี้ยล่างแต่อย่างใด

เขาชอบเห็นซากุรางิที่ต้องการคนดูแลใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายใต้การดูแลของตน ชอบความรู้สึกตอนได้หนุนหลังและเห็นซากุรางิประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่ชอบ อีกอย่าง...เทียบกับความรู้สึกสิ้นหวังเพราะคิดว่าเจ้าคนที่ชอบแต่ผู้หญิงจะไม่มีวันหันมามองตน การได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปัจจุบันเหมือนเป็นความฝันด้วยซ้ำ

เพราะอยากทำเพื่อคนที่ตนรักถึงได้มีเป้าหมายชีวิตและกลายเป็นมิโตะ โยเฮในทุกวันนี้...ถ้าขาดความรักจากซากุรางิ ฮานามิจิ อาจไม่มี มิโตะ โยเฮ ที่เป็น ‘คนดี’ ในสายตาคนเหล่านั้นก็ได้

              เขาในตอนนี้มีความสุขดีแล้ว

                ดีมากจริงๆ

 


Talk

รุคาว่า : ออกมา *เลี้ยงลูกบาส*

รุคาว่า : เรามีเรื่องต้องคุยกัน *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้น*

รุคาว่า : ที่บอกว่าเป็นรุฮานะเลือดบริสุทธิ์ ที่จริงแล้วมันหมายถึงอะไร *เลี้ยงลูกบาสหนักขึ้นอีก*

รุคาว่า : ออก มา ยัย คน ทรยศ 𝅒_𝅒

 

 

 

No comments:

Post a Comment