Tuesday, 2 May 2023

[Fanfic Slam Dunk ; Yohana/RuHana] Sink

Fanfic Slam Dunk

Sink


 

Pairing: Mito Yohei x Sakuragi Hanamichi, Rukawa Kaede x Sakuragi Hanamichi

Rating:   SFW

Tag:       Supernatural, Angst, Depressed, Open ending

Timeline: After Main Story (Manga)

 

ลูกบาสเกตบอลวาดตัวเป็นเส้นโค้งกลางอากาศก่อนทิ้งตัวตกลงเมื่อลอยถึงจุดสูงสุด จากนั้นหล่นกระทบบริเวณขอบห่วงแล้วถูกดีดกระเด็นลงมากลิ้งหลุนๆ บนพื้น

ซากุรางิ ฮานามิจิร้อง ว้า ด้วยความเสียดาย ต่อให้ยืนชู้ตโดยไม่มีคนคอยสกัด เปอร์เซ็นต์การชู้ตลงห่วงยังตกลงจนรู้สึกได้

ตลอดหลายเดือนของการพักฟื้น ซากุรางิห่างหายจากการฝึกซ้อมโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงเพื่อนฝูงที่เปลี่ยนไปจนเหมือนคนแปลกหน้า ตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปจากหลายเดือนก่อนไม่ต่างกัน พอได้จับลูกบาสอีกครั้งถึงเข้าใจ...ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะเรียกฟอร์มที่สู้อดทนฝึกฝนอย่างยากลำบากกลับมาได้

หลังออกจากโรงพยาบาล เขานำสัมภาระจำนวนน้อยนิดไปเก็บที่บ้านแล้วรอบหนึ่ง แต่เพราะฟุ้งซ่านเกินไปจึงมาฟื้นคืนความหลังในสนามโรงเรียน ทีแรกคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานจึงมาทั้งชุดเสื้อยืดกางเกงยีน พอเครื่องติดและเปลี่ยนแผนจะอยู่ยาวรอเข้าเรียนเช้าวันถัดไป ซากุรางิพลันนึกเจ็บใจที่ไม่ได้เตรียมชุดไม่ว่าจะเป็นยูนิฟอร์มสำหรับเล่นบาสหรือชุดนักเรียนมาเปลี่ยน

เขาเก็บลูกบาสขึ้นมาประคองปลงๆ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนคลายร่างกาย พยายามนึกถึงการจัดวางท่วงท่าและปริมาณแรงที่เคยใช้ในอดีต...คราวนี้ลูกหล่นฟุ่บกลางห่วงดังใจหวัง

เสียงตึงตังจากการเลี้ยงลูกดังก้องกังวานอยู่ค่อนคืน

บาสเกตบอลเนี่ย ดีจัง


 

สมาชิกชมรมบาสที่มาถึงโรงยิมเป็นคนแรกคือมิสึอิ ฮิซาชิ

ด้วยความต้องการรับผิดชอบทีมที่ขาดเสาหลักสำคัญอย่างอาคางิ ทาเคโนริและความทะเยอทะยานอยากสร้างผลงานเพื่อจดหมายเชิญเข้ามหาลัย...ชูตการ์ดปี 3 จึงขยันขันแข็งอย่างมาก วันนี้ในขณะที่มาซ้อมเช้าตามเคย กลับพบว่าโรงยิมที่ควรจะว่างเปล่ามีคนอนแผ่หราอยู่หนึ่งคน

ผมแดงแจ๋เตะตาขนาดนี้จะเป็นใครไปได้

“ซากุรางิเหรอ?! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!

เจ้าของชื่อสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเพราะถูกก่อกวน

รุ่นน้องที่หายตัวไปพักฟื้นเสียนานกลับมาโดยไม่บอกไม่กล่าว มิสึอิทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น นั่งยองจับหน้าจับแขน ลูบหลังแล้วถามว่ายังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หมอนัดอีกทีตอนไหน ระหว่างถามมือยังคลำไปทั่วราวกับเห็นของแปลกหายาก เมื่อเห็นว่าโดนลูบจนใกล้สึกหรอเต็มที เด็กหนุ่มในวัยอ่อนไหวกระโดดหนีมือปลาหมึกไปฉวยลูกบาสมาเลี้ยงเร็วๆ โชว์ สำทับเพิ่มด้วยว่าสบายดี สบายดีมาก สบายดีอย่างที่เห็นนี่แหละ เลี้ยงลูกได้เร็วกว่ามิตจี้อีก สมศักดิ์ศรีอัจฉริยะใช่มั้ยล่ะ

มิสึอิสวนขวับว่าอัจฉริยะบ้าบออะไร

เลยโดนทัณฑ์สวรรค์...ถูกรุ่นน้องไถเงินให้ควักกระเป๋าเลี้ยงข้าวฐานดูหมิ่นอัจฉริยะ

ทั้งที่ห้ามปรามไม่ให้สั่งเพิ่มได้หลายจานยังเล่นเอาเหลือแต่เศษเหรียญติดก้นกระเป๋าแต่เช้า

มิสึอิที่กำลังย้อนกลับไปเข้าเรียนคาบแรกพร้อมกระเป๋าสตางค์เบาโหวง ถามซากุรางิก่อนจากว่าวันนี้จะมาเรียนหรือทำกิจกรรมชมรมหรือเปล่า คู่สนทนาซึ่งอิ่มแปล้จากการตบทรัพย์ชาวบ้านตอบอย่างองอาจว่าจะหนีเรียน แต่ยังไปซ้อมบาสอยู่ มิสึอินึกถึงประวัติสอบตก 7 วิชาของอีกฝ่ายแล้วได้แต่ภาวนาขอให้สอบคราวนี้รอดมาได้นะ...

ข่าวลือเรื่องซากุรางิออกจากโรงพยาบาลแพร่สะพัดในโรงเรียนโดยมีต้นตอจากมิสึอิ ส่วนชายผู้ตกเป็นที่พูดถึงอยู่ระหว่างทำความสะอาดบ้าน

เนื่องจากไม่ได้อยู่เสียนานบ้านจึงมีฝุ่นจับอยู่ทั่ว เมื่อคืนซากุรางินำสัมภาระจากโรงพยาบาลมาทิ้งไว้แล้วรี่ออกไปซ้อมบาส มาตอนนี้ได้เวลาม้วนแขนเสื้อจัดการลอกคราบทำความสะอาดเสียใหม่ ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนคล้อยบ่ายเช็ดถูห้องเล็กๆอย่างละเอียดลออ เมื่อพอใจแล้วถึงฉวยลูกบาสพาออกไปวิ่งในสนามกีฬาในที่ร่มสาธารณะ

เดิมเขาตั้งใจไปปรากฏตัวเท่ๆ รอการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของพวกสามัญชนคนธรรมดาที่โรงเรียน ทว่าเพราะไม่มีนาฬิกาถึงได้คำนวณเวลาผิดมหันต์ กว่าจะฝึกซ้อมตามลำพังเสร็จแล้วไปถึงโรงเรียนก็ปาเข้าไปช่วงหัวค่ำ

ภายในโรงยิมที่เปิดไฟสว่างโร่เหลือเพียงรุคาว่า คาเอเดะคนเดียว

ซากุรางิไม่ได้ส่งเสียงรบกวนและไม่ได้จากไป เขาเดินเข้าไปเงียบๆ มองดูคู่ปรับคนสำคัญเพื่อลักวิชา เทียบกับตนที่ร่างกายฝืดทื่อลง รุคาว่าเคลื่อนไหวได้เฉียบคมกว่าในความทรงจำเสียอีก

กว่ารุกกี้คนดังแห่งคานางาวะจะสังเกตเห็นว่าไม่ได้มีเพียงตัวเองที่ยึดสนามก็หลังจากยัดลูกลงห่วงแล้วหันกลับมาเห็นสีแดงอันแปลกแยกโดดเด่นตรงขอบสายตา

“...”

“...”

คนเงียบไม่ปริปากเหมือนเคย แต่คนช่างจ้อกลับเงียบนี่แหละที่ทำให้บรรยากาศอึดอัดอย่างประหลาด ใบหน้าซึ่งเรียบเฉยอยู่เป็นนิตย์ของรุคาว่าสะท้อนความประหลาดใจระคนสับสนออกมาบางเบา ถึงอย่างนั้นก็ยังสงวนวาจาเพราะไม่รู้ว่าควรพูดอะไร

พวกเขายึดแป้นคนละฝั่ง ต่างคนต่างซ้อมส่วนของตัวเอง

นอกจากเสียงรองเท้าเสียดสีพื้นกับเสียงลูกบาสก็ไม่มีเสียงอื่น

ภายใต้ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน ความจริงรุคาว่าใจลอยอยู่หลายครั้ง ต่อให้เลี้ยงลูกและวางใส่ห่วงได้อย่างชำนิชำนาญ แต่นั่นเป็นเพราะร่างกายเคลื่อนไหวตามความเคยชินจากการกระทำซ้ำซาก หากโยนใครสักคนไปเล่นสกัดตอนนี้อาจโดนฉกลูกอย่างง่ายดายจนไม่น่าเชื่อ

รุคาว่ารู้ตัวดีว่าตนอยู่ในสภาพเครื่องรวน เขายกคอเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อ ผ่อนลมหายใจให้ช้าลงพลางบอกตัวเองให้มีสมาธิ ตอนนั้นเองมีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็เห็นภาพที่เคยเห็นมาก่อน

“เฮ้ย รุคาว่า”

นอกจากผมที่ยาวกว่าในอดีตเล็กน้อย ซากุรางิซึ่งถือลูกบาสชี้ชวนให้เล่นตัวต่อตัวแทบไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม

สิ่งที่ต่างคือรุคาว่าไม่ได้ปฏิเสธ

เขาตอบรับคำชวนในทันที

 


แก๊งซากุรางิปรากฏกายในฐานะผู้ชมขาประจำอีกครั้งหลังการกลับมาของซากุรางิ ฮานามิจิ กลุ่มเด็กหนุ่มสี่คนยังเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้น พวกเขาหายตัวไปพักหนึ่งเพราะเพื่อนรักติดภารกิจรักษาตัว แต่เมื่อคนกลับมาก็พร้อมใจกันกลับมาโห่แซวข้างสนามราวกับเป็นหน้าที่พึงปฏิบัติ เนื่องจากซากุรางิว่างเว้นจากโรงเรียนและชมรมไปนาน ทั้งสี่หนุ่มจึงให้ความสำคัญกับการกลับมาอย่างเต็มตัววันแรกของเพื่อนมาก

...มันต้องก่อเรื่องแน่ๆ

ซึ่งเหล่าผู้มองการณ์ไกลที่กลัวพลาดเหตุการณ์สำคัญก็ได้เป็นสักขีพยานบทอาละวาดครั้งแรกของเพื่อนรักผมแดงสมใจหมาย

“ทำไมอะป๋า!

พุงพลุ้ยของโค้ชอันไซกระเพื่อมไหวด้วยน้ำมือเด็กเปรต พอจะอ้าปากพูดก็ถูกเขย่าเหนียง เดือดร้อนมิสึอิกับมิยางิต้องไปลากคอตัวปัญหาออกมา

ต้นตอเพลิงพิโรธเป็นไปตามความคาดหมาย

ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันลีกฤดูหนาว

“เพิ่งหายมาหมาดๆ จะให้โหมพังร่างกายได้ไง” ตัวแทนองครักษ์พิทักษ์อ.อันไซควบตำแหน่งอดีตนักกีฬาผู้บาดเจ็บอย่างมิสึอิเปิดฉากสั่งสอนคนแรก เมื่อตัดผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างโค้ช เขาน่าจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของซากุรางิมากที่สุด คนที่เหลือมอบหมายหน้าที่ให้พี่ใหญ่ประจำชมรมและถอยฉากออกมาสังเกตการณ์จากด้านข้าง รอจังหวะเหมาะสมเข้าไปสนับสนุนรุ่นพี่

ซากุรางิแต่ไหนแต่ไรไม่เคยรับฟังแต่โดยดี การบาดเจ็บไม่ทำให้หายซ่าแม้แต่น้อย

“ฉันหายดีแล้ว คิดจะสกัดดาวรุ่งงั้นเรอะ ทีมนี้ไม่มีกอริก็เหลือแต่อัจฉริยะที่จะแบกทีมได้แล้วเฟ้ย!

เป็นความจริงที่การขาดอาคางิและซากุรางิพร้อมกันสร้างปัญหาใหญ่แก่ทีม กำลังรบของโชโฮคุไม่ได้มีเหลือเฟือให้เลือกใช้ได้มาตั้งแต่ต้น ไม่อย่างนั้นสมัยซากุรางิเป็นมือใหม่คงไม่มีโอกาสได้ลงสนามจริงจนถูกฟาวล์เอาท์แหลกลาญ ในเวลานี้ผู้เล่นหลักที่หายไปจากสนามดันเป็นสองคนผู้รั้งตำแหน่งป้องกัน ขาดพวกเขาเท่ากับปราการด่านสุดท้ายหายวับไปกับตา แม้มิสึอิผู้มีเซนส์ดีเยี่ยมจะเล่นป้องกันเป็นเซ็นเตอร์ได้ ทว่าในการฝ่าฟันการแข่งระดับประเทศก็ยังไม่เพียงพอต่อการอุดรอยรั่ว

อนึ่ง ซากุรางิที่เพิ่งกลับมาจากการรักษาตัวไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับมือใหม่หัดเล่นบาส ในตอนนั้นโค้ชเลือกเขาลงสนามนอกจากเพื่อสะสมประสบการณ์ยังเพราะมีความเชื่อมั่นว่าสามารถเป็นกำลังแก่ทีมได้ อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เมื่อเปรียบเทียบผลได้เสียในระยะยาว แม้ขาดคนจนน่าสงสาร ทั้งโค้ชและกัปตันคนปัจจุบันอย่างมิยางิล้วนลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ควรผลีผลามใช้งานซากุรางิ...หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องรอจนมั่นใจในการฟื้นตัวของร่างกายอีกฝ่ายมากกว่านี้ก่อน ต่อให้ได้รับเสื้อ โอกาสลงสนามจริงถือว่าค่อนข้างริบหรี่

เท่ากับว่า เสียงประท้วงของซากุรางิไม่เป็นผล อยู่ในสถานะหมากสำรองและโดนเก็บเข้ากรุชั่วคราว

“มีไฟเป็นเรื่องดี แต่อย่ามุใช้ร่างกายเกินขอบเขตล่ะ” มิยางิกำมือเป็นกำปั้นเคาะกระหม่อมสีแดงเบาๆ

เจ้าตัวดีก้มหน้าบ่นงึมงำ “ไม่มีอัจฉริยะอยู่ในทีมสักคนมีหวังตกรอบทันทีแหง...”

ดูมันพูดเข้า...

กัปตันหมาดๆ ระเห็จเจ้าเด็กปากไม่เป็นมงคลไปเส้นขอบสนาม ไล่ไปซ้อมเลี้ยงลูกเรียกเซนส์และห้ามย่างกรายเข้าสนาม โหดเหี้ยมไร้ปรานีเป็นที่สุด

เหล่าเพื่อนชั่วได้ทีหัวเราะทับถม “ดูไม่จืดเล้ยยย!

ผลลัพธ์การแหย่รังแตนคือโดนโขกหัวหงายเก๋ง

อายาโกะที่ช่วยคุมการฝึกปรี่เข้ามาห้ามปรามตัวปัญหาซึ่งกำลังกระทำการโยนเพื่อนไม่รักดีออกจากโรงยิมปานโยนกระสอบ เห็นแก่หน้าเธอ ซากุรางิยอมรามือปล่อยแขกเข้ามานั่งเชียร์อีกครั้ง กระนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่ได้รับการปฏิบัติแปลกแยกออกไป

มิโตะ โยเฮเงยหน้ามองร่างใหญ่ยักษ์ซึ่งปักหลักยืนขวางตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าทำมีเพียงตนที่โดนกีดกันให้อยู่ด้านนอก

“โยเฮ” ซากุรางิกอดอก เรียกชื่อเพื่อนแล้วเงียบไปพักใหญ่เหมือนไม่ได้คิดมาก่อนว่ากำลังจะพูดอะไร รอจนสรรหาถ้อยคำออกมาได้ถึงเอ่ยประโยคถัดมา “ไม่ไปทำงานพิเศษเหรอ?”

ในใจอายาโกะ โอคุสึ ทาคามิยะ และโนมะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกัน

ไล่แขก...?

แต่ทำไมถึงเป็นมิโตะ โยเฮนั้น...ต่อให้ส่งสายตาถามกันก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ และคนที่งุนงงที่สุดก็คือคนที่กำลังทำหน้าเหลอหลาอยู่ด้านนอกนั่นแหละ

“ฉัน? วันนี้ไม่ติดงานอะไรสักหน่อย”

ซากุรางิเอียงคอ แววตาเปลี่ยนแปลงไปมา มิโตะซึ่งเป็นพยาธิในท้องอีกฝ่ายมาแรมปีไม่ทำให้ผิดหวัง ปะเหลาะอย่างใจเย็นตามด้วยเยินยออีกสองสามคำ เท่านี้สีหน้าคนฟังก็คลายลงในบัดดล เชิดคางยืดอกอนุญาตให้เข้ามาดูอัจฉริยะแสดงศักยภาพได้ พอใจกับคำหวานไม่น้อย

ทาคามิยะลอบกระซิบหลังซากุรางิแล่นไปซ้อมตรงขอบสนาม ถามว่า “มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?”

มิโตะทำหน้ายุ่ง “อาจจะแค่เป็นห่วงมั้ง”

...ไม่ได้เจอกันตั้งนาน จะมีอะไรได้

พวกเขาทั้งกลุ่มเพิ่งได้เจอซากุรางิวันนี้ในโรงเรียน ค่อนข้างตกใจกันด้วยซ้ำเพราะเพื่อนไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่เนื่องจากเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้วจึงไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยและพากันแสดงความยินดีที่หายดีอย่างเดียว

จนกระทั่ง

“พรุ่งนี้ฉันจะออกไปวิ่งแต่เช้าแล้วมาโรงเรียนเลย ไม่ต้องรอมาพร้อมกันก็ได้นะ”

มิโตะ โยเฮ “...”

นี่มัน...เหมือนมีอะไรบางอย่างแปลกๆ

โดยมากมิโตะมักมาโรงเรียนพร้อมซากุรางิ เว้นแต่มีใครสักคนสายหรือติดธุระ หากถึงเวลาสมควรแล้วแต่คนหนึ่งยังมาไม่ถึงจุดที่เจอกันเป็นประจำ อีกคนจะมุ่งตรงไปโรงเรียนโดยไม่รอ แม้การบอกล่วงหน้าไม่นับว่าแปลก แต่เพราะเพิ่งถูกไล่ไปทำงานพิเศษมาหยกๆ มิโตะย่อมสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

กระนั้นเขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มอันสมบูรณ์แบบ จากนั้นตอบรับอย่างว่าง่ายว่าเข้าใจแล้ว


 

ด้วยการป้องกันบางจ๋อย การเอาชนะในแต่ละศึกของโชโฮคุในลีกฤดูหนาวจึงหืดขึ้นคอ ซากุรางิ ฮานามิจิอาละวาดอยู่ตรงที่นั่งตัวสำรองทุกแมตช์ที่โผล่หน้าไป จะลงไปเล่นเองให้ได้ หายดีแล้วแท้ๆ ปล่อยอัจฉริยะไปนำทีมซะทีสิ!

นอกจากหัวเราะ โฮะๆๆ โค้ชอันไซยังคงไม่พูดอะไรเป็นพิเศษ ยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่าซากุรางิสมควร รอ ก่อน

“อย่าเหม่อสิเจ้าโง่”

“อ๊ะ”

เมื่อสติรับรู้กลับมา เห็นเงาดำวูบผ่านด้านข้าง รุคาว่าซึ่งเป็นคู่ซ้อมตัวต่อตัวกระโดดขึ้นไปทำเลย์อัพได้หนึ่งลูก อายาโกะซึ่งดูการซ้อมอยู่ไม่ไกลยกมือขวาป้องปาก ตะโกนบอกว่าขาตายแน่ะ เอาใหม่ๆ

ซากุรางิกำมือแล้วแบหลายครั้ง บิดข้อต่อไปมา ครั้นตรวจสอบความพร้อมร่างกายเรียบร้อยก็ร้องบอกรุคาว่าให้เอาใหม่อีกรอบ น้อมรับความเผอเรอของตนโดยดุษณี

นับจากกลับมาจับลูกบาสอีกครั้ง ซากุรางิฝึกซ้อมชดเชยช่วงเวลาที่ห่างหายไปอย่างมานะพากเพียร เขาเรียกเซนส์คืนมาได้อย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันใจ ช่วงที่ตัวเองหยุดคนอื่นยังเดินหน้าไปเรื่อย ช่องว่างที่ต้องตามให้ทันห่างไกลอยู่มาก

ต่อให้ส่วนหนึ่งซากุรางิหมกมุ่นจากความชอบ แต่ร่างกายของมนุษย์มีข้อจำกัด เขาไม่สามารถใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการขลุกอยู่กับลูกบาสได้

นอกจากช่วยดูการซ้อมให้ อายาโกะคอยดูแลเรื่องสภาพจิตใจของเขาไปด้วย เป็นห่วงว่าจะคิดมากหรือท้อแท้

ซากุรางิคนปัจจุบันดูนิ่งขึ้นจากตอนแข่งอินเตอไฮนิดหน่อย อายาโกะต่างจากฮารุโกะที่มองโลกในแง่ดีและคอยเชียร์อย่างร่าเริง เธอไม่แน่ใจว่าการแสดงออกที่เยือกเย็นขึ้นนี้เป็นเพราะสภาพจิตใจน่าเป็นห่วงหรือเพราะเด็กน้อยโตแต่ตัวเริ่มเติบโตมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกันแน่

...ขอให้เป็นเพราะอย่างหลังก็แล้วกัน

เพื่อความแน่ใจ เธอพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่แวะเวียนมาหาซากุรางิเป็นประจำ ต้องการรู้ว่านอกเวลาชมรมเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้มีมิโตะ โยเฮอยู่คนเดียว ไม่รู้คนอื่นหายไปไหน แต่มีคนให้ถามคนหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่มี

“เอ ฮานามิจิน่ะเหรอฮะ...”

มิโตะลูบคางครุ่นคิดก่อนตอบว่าไม่มีอะไรผิดปกติหรอก แค่ช่วงนี้ซากุรางิยุ่งอยู่กับบาสเกตบอลมากกว่าเพื่อน ไม่ค่อยได้ใช้เวลาด้วยกันเท่าไรนัก ซ้ำยังปรารภว่ารู้สึกเหมือนถูกหนีหน้า

ได้ยินแบบนี้อายาโกะคลายความกังวลลงมาก เธอหัวเราะ “อะไรกัน ก็ยังดีไม่ใช่เหรอ แสดงว่าซากุรางิ ฮานามิจิมองอะไรกว้างขึ้นแล้วรู้จักเอาใจใส่นี่นา”

“เฮ้อออ ทำไมถึงคิดแบบนั้นได้ล่ะครับ”

อายาโกะตบไหล่ซึ่งอยู่สูงกว่าไหล่ตนไม่กี่มากน้อยดังป้าบ “ก็เขาบอกเองว่าไม่อยากกวนเธอ อยากให้เธอไปใช้เวลากับแฟนอย่างสบายใจ”

“เอ๊ะ?”

อายาโกะชะงัก “หืม?”

จู่ๆ มิโตะ โยเฮที่เมื่อครู่แสร้งถอนหายใจยาวด้วยท่าทีขี้เล่นก็หันขวับมามองตาอายาโกะ สีสันบนใบหน้าเจือจางลงไป

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะครับ?”


 

ซากุรางิ ฮานามิจิตื่นนอนก่อนฟ้าสาง...ไม่ได้ตื่นเพราะนาฬิกาปลุก แต่ตื่นเพราะคุณภาพการนอนย่ำแย่ เขาอุ่นมือเย็นๆ ด้วยการบีบนวดให้เลือดไหลเวียน ทุบขาที่ชาเล็กน้อย จากนั้นลุกจากที่นอนเพราะหลับต่อไม่ลง

              ลมหายใจที่พ่นออกมาขณะวิ่งจ๊อกกิ้งเห็นเป็นควันขาว ซากุรางิวิ่งอยู่ครึ่งชั่วโมงก็เริ่มมองหาโทรศัพท์สาธารณะ คิดจะเรียกใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน ก่อนหน้านี้จะเรียกใครเป็นต้องโดนบ่นทุกที เมื่อวานตอนโอคุสึออกมาหายังบ่นใส่ว่าอย่าปลุกแต่เช้าเซ่ คนจะหลับจะนอน! ตอนนี้จึงคิดหนักมากว่าเอายังไงดีหนอ วันนี้เป็นวันเสาร์เสียด้วยสิ

            หือ?

              ช่วงนี้ซากุรางิแวะเวียนมาใช้มีแป้นบาสเก่าๆ ในสนามสาธารณะ แทบทุกเช้า ส่วนใหญ่จะฝึกชู้ตลูกหรืออิมเมจเทรนนิ่งตามลำพัง มีบ้างที่เรียกเพื่อนฝูงมาอยู่เป็นเพื่อน ก่อนหน้านี้เคยบังเอิญเจอรุคาว่าตอนใกล้เตรียมตัวกลับเพื่อเข้าเรียน วันนี้โดนเจ้าจิ้งจอกยึดสถานที่ไปเสียแล้ว ซากุรางิคิดจะเดินดุ่มเข้าไปวิวาทแย่งถิ่นสักยก ในคลองสายตากลับมีสาวน้อยคนหนึ่งโผล่เข้ามาตัดหน้าเสียก่อน เห็นเธอเข้าไปดูรุคาว่าใกล้ๆ และพยายามหาโอกาสชวนคุย ขาของเขาก็ตายสนิท

              ซากุรางิยืนอยู่ตรงนั้นเพียงครู่เดียว

              จิตวิญญาณร้อนเร่าคงถูกลมหนาวพัดมอดจนหมด

              แทนที่จะเข้าไปทำลายบรรยากาศ เขาหมุนตัวกลับในทันทีแทบจะไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจ

              ที่นี่ไม่มีที่สำหรับเขา

 

              แต่จะไปใช้เวลาที่ไหนยังคงเป็นปัญหา

              ซากุรางิมีทุนทรัพย์ไม่มากนัก เขาเกิดแรงกระตุ้นอยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ ดังนั้นจึงเจียดเงินกระโดดขึ้นรถประจำทางสายที่ไม่คุ้นเคย งีบสั้นๆ บนรถ ตั้งใจว่าตื่นตรงไหนลงตรงนั้น แต่เมื่อเวลาจริงมาถึงกลับตื่นตอนรถมาโผล่บนถนนค่อนข้างเปลี่ยวจึงนั่งเลยไปอีกหน่อยและลงตอนเริ่มเห็นกลุ่มก้อนหลังคาบ้านเรือน

              ติดใจตรงเดียวคือหันหลังเห็นภูเขาหันหน้าเห็นทะเล

            ไม่ชอบเลย

              เมื่อเช้าออกจากบ้านโดยหอบหิ้วลูกบาสมาด้วย ซากุรางิยังไม่ได้นำไปเก็บจึงต้องกระเตงไปมา เป็นภาระไม่น้อย เขาอุ้มลูกบาสเดินเลาะถนนไปเรื่อยๆ จนพบร้านชำขนาดเล็ก ซื้อเครื่องดื่มที่ราคาถูกที่สุดแล้วย้ายตัวเองมานังยังตั่งไม้เก่าโทรมหน้าร้าน

              ระหว่างที่นั่งเหม่ออย่างไร้จุดหมาย ซากุรางิถามตัวเองในใจว่าตูกำลังทำอะไรอยู่กันเนี่ย...

              ตอนนั้นเองส้มผลหนึ่งกลิ้งกลุกๆ อย่างเชื่องช้ามาหยุดใกล้รองเท้ากีฬาสีแดงดำ ซากุรางิก้มลงหยิบมันขึ้นมาก่อนมองซ้ายขวา เห็นหญิงชราผมสีดอกเลากำลังนั่งยองเก็บผลไม้ ในอ้อมแขนเธอมีของค่อนข้างมากจึงขยับตัวอย่างงุ่มง่าม ดูเหมือนตอนรับเงินทอนจากร้านค้าจะทำเหรียญตก พอก้มลงไป ของที่ถืออยู่ก็ร่วงลงมาตาม

ซากุรางิที่อยู่ว่างๆ ลุกไปช่วย

เมื่อเก็บของเสร็จ เด็กหนุ่มซึ่งมีด้านใจอ่อนกับคนชรา (ยกเว้นโค้ชทีมคู่แข่ง) ช่วยพยุงร่างอีกฝ่ายให้หยัดกายขึ้นยืนอย่างมั่นคง ขนาดตัวทั้งสองต่างกันมากอยู่แล้ว สันหลังของหญิงชรายังโค้งงอ ระดับสายตาแม้ยืนขึ้นแล้วก็ยังต่ำกว่าอกของซากุรางิ

“ขอบใจจ้ะ”

เธอเงยใบหน้ามอง แม้เปลือกตาหย่อนคล้อยจนมองไม่เห็นดวงตาแต่จากที่ยกมุมปากเล็กน้อยคาดว่าน่าจะกำลังยิ้ม มือผอมๆ ดั่งกิ่งไม้แห้งแบ่งแอปเปิลสวยๆ ให้เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวหลาน ใช้เสียงแหบพร่าเอ่ยว่ายายให้นี่แทนคำขอบคุณ กินซะสิ

              เห็นเธอยืนมองยิ้มๆ ไม่ขยับ ซากุรางิที่ตอนแรกกะจะเก็บแอปเปิลไว้ก่อนจึงดึงชายเสื้อยืดตัวในใต้แจกเกตออกมาเช็ดถูกผลไม้ลวกๆ รอบหนึ่งแล้วกัดกร้วมให้คนชราเห็นว่าตนกินแล้ว

              หญิงชรายังคงยิ้ม

              แล้วเอ่ยว่า

              “เป็นเด็กน้อยใสซื่อที่หาได้ยากเลยนะ”

              ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดมาพอดี ซากุรางิจึงฟังไม่ถนัดนักว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร เขาใช้ฟันกัดแอปเปิลด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ จากนั้นทิ้งแกนลงถังขยะใกล้ๆ ขณะกำลังจะถูมือคลายหนาว หญิงชราเอื้อมมือสองข้างมากุมมือของซากุรางิไว้ก่อน เจตนาอาจเพื่อสร้างความอบอุ่นหรืออย่างอื่น แต่อุณหภูมิร่างกายของเธอต่ำกว่าซากุรางิจนคนโดนจับกะทันหันขนลุกพรึ่บด้วยความหนาว

              “เด็กน้อย” เธอลูบหลังมือซ้ายเต่งตึงของคนหนุ่ม กล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “ระวังตัวด้วยนะจ๊ะ...โดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่รู้ที่มา”

              “เอ๊ะ?”

              คำกล่าวนั้นอาจหมายถึงการรับของจากคนแปลกหน้า

              อาจหมายถึงกับการคุยกับคนแปลกหน้า

              อาจไม่ได้มีนัยแอบแฝงเป็นพิเศษ

              ทว่า

              หญิงชราเอ่ยต่อ “การส่งเสียงตอบรับเพียงหนึ่งครั้งก็นับเป็นการปฏิสัมพันธ์ได้แล้ว และยิ่งมีการปฏิสัมพันธ์มากเท่าไหร่ สายใยจะยิ่งแน่นแฟ้นจนสลัดหลุดได้ยาก...ปิดหูปิดตาตัวเองตอนนี้ยังพอทันนะจ๊ะ”

              “พูดอะไรของยาย...”

              ตอนนั้นเอง ซากุรางินึกถึงเสียงเสียงหนึ่งขึ้นมาได้ เขาชะงักไปทันที คู่สนทนาสูงวัยเห็นดังนั้นก็ยกมุมปากเล็กน้อยจนยากจะสังเกตก่อนตบหลังมือคนหนุ่มเบาๆ ดั่งให้ศีลให้พร

              “จำไว้ว่าห้ามสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองเด็ดขาดนะ”

จนกระทั่งเดินออกมาจากร้านชำแล้วซากุรางิก็ยังคงรู้สึกไม่ดี ใบหน้าเหี่ยวย่นอ่านอารมณ์ไม่ออกเสมือนเส้นใยที่มองไม่เห็นเกาะกุมจิตใจ สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด เขากอดลูกบาสเดินต๊อกๆ ริมถนน รถประจำทางกับรถส่วนบุคคลวิ่งผ่านไปคันแล้วคันเล่า ชายหาดซึ่งอยู่ด้านล่างอีกฟากของถนนเริ่มมองเห็นผู้คนหนาตาขึ้น

              ช่วงทำกายภาพ ซากุรางิเห็นทะเลจนเอียน

            กลับดีกว่า

              ทั้งภูเขาทั้งทะเล...

ไม่อยากเห็นทั้งสองอย่าง

              ซากุรางิข้ามถนนมาเดินฝั่งทะเล ระหว่างสืบเท้าต่อไปเพื่อหาป้ายรถประจำทางขากลับ ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรไปมา สีแดงดึงดูดความสนใจของซากุรางิชั่วขณะหนึ่

เพราะไม่ค่อยเห็นคนย้อมผมสีแดงอย่างตนจึงอดมองดูนานหน่อยไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นยืนเกาะราวกันตก ตัวเตี้ยกว่าซากุรางิเล็กน้อย แขนขายาว กำลังชมทะเลพลางสูบบุหรี่ด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย ท่าทางเกเรเอาเรื่อง เพราะเห็นคนหน้าแก่กว่าอายุจริงมามากจึงตัดสินช่วงอายุไม่ได้

              จะว่าไป ใบหน้านี้มัน...

              รู้สึกได้ว่าถูกจับจ้อง ชายคนนั้นเอี้ยวคอกลับมา พ่นควันสายหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ ดูเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์ว่าทำไมถึงถูกคนไม่รู้จักจับจ้อง

              เห็นใบหน้าขัดเจนอย่างนี้ ซากุรางิที่ถอยห่างเพราะเหม็นกลิ่นบุหรี่เกิดความมั่นใจในทันที

            คนคนนี้นี่แหละ

              ในคืนวันกลับจากโรงพยาบาล ต่อให้มืดไปหน่อยและเห็นตรอกอีกฝั่งถนนจากระยะไกล แต่เพราะช็อคหนักในสิ่งที่บังเอิญพบเจอระหว่างทางกลับบ้าน เขาไม่มีทางจำผิดแน่นอนว่าเพื่อนสนิททำอะไรอยู่กับใคร

              “ซากุรางิ?”

              เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง เจ้าของชื่อหลุดจากการย้อนความทรงจำ เลิกสนใจสิงห์อมควันผมแดงและหันไปมองต้นเสียงทันควัน ซากุรางิพบว่ามีรถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งจอดเทียบทางเท้า กระจกที่นั่งด้านหลังลดต่ำลงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของชายคนหนึ่ง

“ปู่!

เอซแห่งไคนัน มากิ ชินอิจิ

ความสนใจถูกเบี่ยงกลับสู่ปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอย่างง่ายดาย

              “นายมาทำอะไรแถว...”

              “ปู่! ขอติดรถไปด้วยสิ!

              มาดสุขุมเยือกเย็นของมากิพังเสียหายเล็กน้อย แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ มีเด็กหนุ่มตัวใหญ่ยักษ์จากโรงเรียนคู่แข่งกระโดดแปะข้างรถราวกับตุ๊กแกแบบไม่ส่งสัญญาณเตือน หากไม่ตกใจเลยจิตใจคงแข็งแกร่งดั่งหินผา

              งานอดิเรกของมากิคือการเล่นเซิร์ฟบอร์ด วันนี้เป็นอีกวันที่ใช้เวลาพักผ่อนกับงานอดิเรกตามปกติ แค่ขากลับพ่วงเด็กหลงคนหนึ่งเข้าไปด้วยเท่านั้น ซากุรางิกระโจนเข้าไปยึดเบาะหลังอีกฝั่งหลังได้รับการหยิบยื่นน้ำใจ ไม่มีความสงสัยว่ามากิมาทำอะไรหรือคนขับด้านหน้ารถเป็นใคร

              กระจกหน้าต่างด้านหลังเลื่อนขึ้นช้าๆ รถยนต์ผลิตในประเทศออกตัวอย่างนิ่มนวลอีกครั้ง ซากุรางิ ฮานามิจิทิ้งชายหนุ่มผมแดงที่รู้จักเพียงใบหน้าไว้ด้านหลัง

             


              ถึงแม้อาคางิ ฮารุโกะสามารถช่วยดูการฝึกได้ ทว่าตัวตนของเธอส่งผลกระทบต่อสมาธิของซากุรางิอย่างมาก เปรียบเทียบกันแล้วอายาโกะที่เป็นรุ่นพี่มีศักยภาพในการควบคุมตัวปัญหาให้อยู่กับร่องกับรอยมากกว่า ในการแยกฝึกส่วนบุคคลจึงเป็นเธอที่คอยกำกับ

              ในการแข่งวันพรุ่งนี้ ซากุรางิก็ยังไม่ได้ลงเล่นเหมือนเดิม

              เขาตั้งใจซ้อมตามคำบัญชาของกัปตัน แต่สีหน้าแววตาบ่งชัดว่ากำลังเดือดปุดๆ

              บนสนามกำลังแบ่งทีมแข่งย่อย มีซากุรางิถูกแยกตัวอย่างโดดเดี่ยวออกมาซ้อมพื้นฐานอย่างการเลี้ยงลูกไปชู้ต เขาเคยได้ลงสนามเล่นเป็นทีมรวมกับคนอื่น แต่ครั้งหนึ่งเคยถูกกระแทกล้มหงายแล้วคนในทีมพากันตกอกตกใจเกินพอดี ตอนหลังถึงได้ถูกถีบหัวส่งออกมานอกเส้นขาว

กลุ่มเพื่อนสมัยม.ต้นช่วยซ้อมเดี่ยวได้มาก เพียงแต่วันนี้ไม่มีใครโผล่หน้ามาอายาโกะจึงเป็นคนคอยส่งบอลให้ เธอชวนรุ่นน้องคุยพลางๆ

              “ไม่ได้ทะเลาะอะไรกับมิโตะ โยเฮใช่มั้ย?” อายาโกะสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มสี่คนลดจำนวนเหลือเพียงสามคนในช่วงหลัง เธอเคยได้ยินคำบอกเล่าจากซากุรางิว่ามิโตะมีแฟนแต่บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนเหมือนจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยทำให้นึกเป็นห่วง

ไม่ว่าใครต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง แม้เพื่อนๆ ของซากุรางิโผล่มาให้กำลังใจบ่อยๆ แต่ไม่มีทางที่จะอยู่เฝ้าทุกวันตั้งแต่ซากุรางิเริ่มซ้อมจนกระทั่งเลิกซ้อมได้ อย่างไรก็ตาม มิโตะเป็นคนเดียวที่โผล่หน้ามาเสมอ ไม่ว่าจะได้อยู่ดูหรือไม่ เขาจะปรากฏตัวทุกวันที่ซากุรางิมาซ้อม อาจมาส่งหรือยืนดูไม่กี่นาทีแล้วจากไป ทว่าอย่างน้อยจะได้เห็นตัวแน่นอน

วันนี้เป็นครั้งที่สองหรือสามแล้วที่ไม่เห็นกระทั่งเงาของมิโตะ โยเฮ

“เขาคอยช่วยเธอมาตลอด ไปทำอะไรไม่ดีใส่เขาหรือเปล่าฮึ”

              ซากุรางิคว่ำปาก

              แค่ไม่โผล่หน้ามาก็คิดว่าทะเลาะกันยังพอรับได้ แต่เลือกข้างไว้ก่อนว่าใครเป็นคนผิดนี่มันเกินไปหน่อยไหม?

              “เจ้านั่นก็ต้องมีธุระของตัวเองบ้างสิครับ อีกอย่างนะ โยเฮต่างหากที่พึ่งพาอัจฉริยะซากุรางิคนนี้!

              “...”

              ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนของเขาล่ะนั่น...

              “เพราะโยเฮอยากให้พึ่งพาผมถึงได้ปล่อยเลยตามเลยหรอก นี่ คุณอายาโกะ ทำหน้าอย่างนั้นคืออะไร? ไม่เชื่อผมเหรอ?!

              พอข้างสนามเริ่มอาละวาดออกงิ้ว กัปตันหูตาไวพุ่งเข้ามาทุบเข้าให้ ประกาศกร้าวอย่างขึงขังว่า อย่าเถียงอายะจังนะ!’ รอจนสั่งสอนรุ่นน้องไม่รักดีเสร็จก็หายตัวฟุ่บไปซ้อมแข่งต่อ ซากุรางิกุมหัวปูดพึมพำว่าเรียวจินติดเชื้อกอริล่าซะแล้ว มนุษย์ชาติกำลังวิวัฒนาการย้อนกลับสู่วิถีวานร อันตรายๆ

              วันนี้เวลาซ้อมจบลงอย่างรวดเร็วเพราะต้องเก็บแรงไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น มีเพียงคนว่างงานอย่างซากุรางิผู้เป็นตัวสำรองแค่ในนามที่อยู่ต่อจนหัวค่ำ

              น่าแปลกที่รุคาว่าไม่ได้กลับไปอย่างคนอื่น แต่คอยยืนด่าอยู่ใกล้ๆ

              เจ็บใจก็เรื่องหนึ่ง ถึงอย่างนั้นเพราะมีรุคาว่าเป็นแบบเรียน ฟอร์มการเล่นของซากุรางิสวยงามเป็นรูปร่างขึ้นอย่างมาก

              เพื่อระบายความคับแค้นใจในช่วงที่ผ่านมา ซากุรางิออกแรงไม่บันยะบันยัง หลังแข่งตัวต่อตัวกับรุคาว่ายังวิ่งรอบสนามเสียหลายรอบ เหนื่อยและหิวจนหูอื้อตาลาย

ตอนรุคาว่ากลับมาจากล้างหน้า เขาตั้งใจมาหยิบเหรียญเพื่อไปซื้อเครื่องดื่มเย็นที่ตู้กดน้ำ เมื่อเห็นเห็นคนผมแดงๆ แผ่สองสลึงหมดสภาพ อ้าปากกรนเบาๆ เหมือนนอนอยู่บ้าน หลังยืนคิดครู่หนึ่งก็ตกลงใจว่าจะไม่ซื้อมาเผื่อหรอกนะ

...แล้วเดินไปหากระเป๋าของอีกฝ่าย

กะจะคุ้ยหากระเป๋าสตางค์ไปสุ่มซื้ออะไรสักอย่างมาให้แทน

“...”

แต่แค่ถือกระเป๋าสตางค์ใบน้อยไว้ในมือเพื่อชั่งน้ำหนัก รุคาว่าก็ไม่อยากรูดซิปเปิดแล้ว

เขาหย่อนมันกลับคืนกระเป๋านักเรียน จากนั้นจึงเห็นแผ่นสีอ่อนตัดมุม 90 องศาแพลมออกมาจากมุมหนึ่งในกระเป๋า ความสงสัยชั่วแล่นผนวกกับไม่คิดอะไรมากบอกให้ดูสักหน่อย

ดูเหมือนจะเป็น...แผงยา?

“...”

รุคาว่าดันมันกลับเข้าที่เงียบๆ

              เขาซื้อเครื่องดื่มกลับมาสองอย่าง มือซ้ายถือกระป๋องน้ำผลไม้ มือขวาถือขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ รุคาว่านั่งยองข้างใบหน้าไร้พิษภัย ชะโงกมองแล้วเขี่ยขวดน้ำเย็นกับแก้มซ้ายคนหลับ

              ซากุรางิส่งเสียงงึมๆ พลางหันหน้าหนี

              “...”

              ก้นขวดน้ำเย็นย้ายไปจิ้มแก้มขวา

            ขวับ

              เปลี่ยนไปจิ้มหน้าผาก

              คราวนี้เปลือกตาคนหลับยกขึ้น รุคาว่าที่ตกใจจนผงะไปด้านหลังนิดหนึ่งยังนึกไม่ออกว่าควรพูดอะไร ซากุรางิที่ลืมตาเพียงครึ่งและยังสะลึมสะลือกลับเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นจับปลายผมหน้ายาวๆ สีดำ ทำปากยื่นในสภาพรู้สึกตัวครึ่งเดียว

              “ใครจะไป...ชอบเจ้าจิ้งจอกกันเล่า...”

              “...!

              ขวดน้ำตกลงบนพื้นข้างตัวคน

              รูม่านตาสีดำของรุคาว่าขยายกว้าง ภาพสะท้อนในดวงตาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เห็นคนหลับลืมตาพรึ่บ

              “หือ?”

              ซากุรางิที่ตื่นเต็มตามองใบหน้าตกตะลึงซึ่งอยู่ใกล้เกินไปหน่อยอย่างงุนงง เขากระพริบตาสองสามครั้ง ในที่สุดสติก็กลับคืนมา คลายนิ้วที่กำเส้นผมสีดำออกแล้วผลักใบหน้าเกะกะขวางทางทิ้งไป รุคาว่าไม่ได้เกร็งตัวไว้ก่อนจึงล้มก้นจ้ำเบ้า

              เห็นคู่ปรับกำอกเสื้อเสมือนถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ในใจซากุรางิค่อนขอดเป็นอย่างแรก...แค่โดนผลักหน่อยเดียว โอเวอร์ไปได้

              “ลุกเองไม่ไหวเหรอ กระจอกชะมัด”

              “...”

              เงามืดทาบลงมาจากด้านบน ดวงตาสีดำมองเห็นฝ่ามือหยาบด้านหงายมาจ่อตรงหน้า เจ้าของมือยังอุตส่าห์ค้อมหลังลงเล็กน้อยด้วย

รุคาว่าเงยหน้ามองใบหน้าที่ติดจะรำคาญของซากุรางิ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าการส่งมือมาช่วยพยุงเป็นเรื่องแปลกอะไร เรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นไปโดยธรรมชาติอย่างยิ่ง แม้แต่ตอนที่รุคาว่าวางมือลงไปเพื่อเป็นหลักยึดในการลุกขึ้นยืนทั้งที่สามารถยืนด้วยขาตัวเองได้ ซากุรางิก็ไม่ได้เล่นเล่ห์สะบัดทิ้งให้ต้องล้มหงายแต่อย่างใด

              จะว่าไปก็เหมือนไม่ได้ตีฝีปากอย่างรุนแรงมานานแล้ว

              และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ซากุรางิไม่ได้รังเกียจการแตะเนื้อต้องตัวรุคาว่าเหมือนตอนเพิ่งเจอกัน

              “อะไร ให้ฉันแล้วก็คือให้ฉันแล้ว ไม่ซื้อคืนให้นะ” ซากุรางิกอดกระป๋องน้ำผลไม้ซึ่งถูกยื่นมาให้เมื่อสักครู่ ตั้งป้อมหวาดระแวงเนื่องจากคู่กรณีข้างตัวเงียบลงจากที่เดิมก็แทบไม่อ้าปากพูดอยู่แล้ว

              รุคาว่าปรายตามอง “...”

              เป็นสายตาที่คนถูกมองอ่านไม่ออกว่ามันหมายว่าอะไร

              จากนั้น...

              “ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

              สิ่งที่รุคาว่าพ่นออกมาจากปากคือคำชวนแรกที่ไม่เกี่ยวข้องกับบาสเกตบอล


 

              ด้วยเหตุนี้ในวันถัดมา ตอนที่มิยางิ เรียวตะบ่นพึมพำว่าเจ้าฮานามิจิมันไม่ไปดูการแข่งสักหน่อยหรือไง จึงมีเพียงรุคาว่าที่ให้คำตอบได้ว่าจอมก่อเรื่องประจำชมรมลาเรียนไปหาหมอตามนัด

“ทำไมนายถึงรู้ได้ล่ะ?”

สมาชิกชมรมเผยความตกตะลึงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง สับสนในใจว่าแก๊งซากุรางิเองยังยืนงงเพราะไม่รู้เรื่องอยู่ตรงนี้แท้ๆ ทำไมรุคาว่าถึงรู้ดีเรื่องซากุรางิมากกว่าเพื่อนสนิทขึ้นมาได้

อันที่จริงเจ้าตัวบังเอิญพูดออกมาให้ได้ยินระหว่างทานมื้อค่ำด้วยกันเมื่อวานพอดี แต่รุคาว่าคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดจึงทำหูทวนลม

              อีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน หลังเช็คสภาพร่างกายเรียบร้อย ซากุรางินั่งประจันหน้ากับหมอผู้ดูแล สายตาบ่งบอกว่ามีเรื่องอยากพูด หญิงสาวผมสั้นทอยิ้มพลางถามไถ่เพื่อเปิดโอกาสให้ได้บอกเล่าอาการ แต่ว่า...

              “เสียงพวกนั้นน่ารำคาญมากเลยหมอ ถ้าช่วงนี้ไม่ได้กินยานอนหลับก็นอนไม่ได้เลย”

              สิ่งที่ซากุรางิพูดดูจะไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลัง ยิ่งฟังสีหน้าอ่อนโยนของหมอวัยกลางคนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เธอถามอาการเพิ่มเติมอย่างใจเย็น ทว่าหัวคิ้วกลับกดลงมากขึ้นเรื่อยๆ

              “ไม่ได้ยินเฉพาะตอนอยู่กลางคืนตามลำพังด้วยงั้นเหรอ”

              ซากุรางิกอดอกบ่นฮึ่มฮั่มว่าช่วงแรกเป็นแบบนั้นจนไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว แต่ช่วงนี้น่ะ... “กลางคืนหรือกลางวันก็ไม่เกี่ยว ต่อให้อยู่กับคนอื่นก็ยังได้ยินครับ”

              “เธอ...” หมอหมุนปากกาด้วยมือข้างเดียวรอบหนึ่ง สีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนักแม้ยังรักษาน้ำเสียงนุ่มนวลเอาไว้ได้ “ได้ยินเสียงแบบไหนพอจะจำได้ไหม บอกหมอได้หรือเปล่า?”

              กริยามั่นอกมั่นใจของอัจฉริยะท่านหนึ่งสะดุดลงในตอนนี้ สีหน้าขึงขังอ่อนลง หลังลังเลในใจครู่ใหญ่ ซากุรางิกำมือบนตักแน่น เอ่ยว่า “นั่นน่ะ...”


 

              เมื่อออกจากโรงพยาบาล ซากุรางิดูเวลาแล้วลังเลว่าควรไปดูการแข่งหรือไม่ เขาโดนสกัดดาวรุ่งไม่ให้ลงสนาม โผล่ไปมีแต่จะเห็นภาพตำใจ คิดไปคิดมาสุดท้ายเลยเลือกกลับบ้าน ตั้งใจนอนพักผ่อนยาวๆ สักหน่อย

ระหว่างทางเขาเจอเพื่อนเกเรนั่งรวมหัวหน้าร้านปาจิงโกะเหมือนนักเลงปลายแถว เด็กหนุ่มที่หน้าแก่จนเหมือนมนุษย์วัยทำงานเห็นผมสีแดงแสบตาเป็นคนแรกจึงชูมือโบกสลอน “ฮานามิจินี่นา!

ซากุรางิวิ่งเหยาะๆ เข้าไปใกล้ หันขวับซ้ายขวาก่อนถามว่า “อยู่กันสามคน? โยเฮไม่มาด้วยเหรอ?”

              มองหน้าคนถามก็รู้ว่าไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แค่เห็นว่ากลุ่มสี่คนลดลงเหลือสามจึงถามไปตามเรื่องตามราว โอคุสึ โนมะ ทาคามิยะล้วนเข้าใจในตัวเพื่อนผู้สนิทสนมกันมาตั้งแต่ม.ต้นดี

โนมะเว้นที่ว่างตรงม้านั่ง จากนั้นดึงซากุรางิมาประจำที่ พอคนตัวใหญ่ๆ นั่งลงแล้ว เพื่อนคนที่เหลือรุมกระหนาบไม่เหลือช่องว่าง

              “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...นี่ ทะเลาะกันใช่มั้ย ไปทำอะไรโยเฮมาฮึ”

              “ใช่ๆ ทำอะไรโยเฮฮึ”

              “ทำอะไรโยเฮ บอกป๋าซิ”

              เท่านั้นเองซากุรางิสะบัดคนทิ้งแล้วลุกยืน แยกเขี้ยวใส่แง่งๆ แทบจะเห็นขนทั้งตัวชี้ชัน “อะไรๆ ก็โทษแต่ฉัน ฉันไม่ได้ไปทะเลาะอะไรกับโยเฮสักหน่อย!

              “เฮ้ย เดี๋ยว ฮานามิจิ....! พวกเราแค่...!

              เสียงพล่อกดังขึ้นสามครั้ง

              เด็กไม่ดีสามคนนอนแผ่พังพาบ ควันลอยออกมาจากหน้าผาก ส่วนคนลงมือร้องเชอะเดินล้วงกระเป๋าจากไปอย่างแง่งอน พานโกรธเพื่อนซี้ที่มีแต่คนเข้าข้างขึ้นมาด้วย ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบพ่อคนดีขวัญใจมหาชนนั่งชันเข่าอยู่ข้างประตูใต้แผ่นป้ายชื่อ ซากุรางิ สิ่งที่มีให้จึงมีแต่ใบหน้าบูดบึ้ง

              ซากุรางิลากรองเท้าแตะไปหยุดด้านหน้าอีกฝ่าย ถามว่าเป็นอะไร

              มิโตะหัวเราะเบาๆ พลางทวนว่าเป็นอะไรงั้นเหรอ ใบหน้าที่เงยขึ้นมาซีดเซียวเหมือนคนป่วยจนคนมองตกใจ

“ฮานามิจิ นายกำลังทิ้งฉัน”

              ในหูซากุรางิมีเสียงดังวิ้งราวกับกำลังตอบโต้คำประนาม เขาหรี่ตาเพราะรำคาญเสียงนั้น ทว่าสีหน้ามิโตะกลับมืดครึ้มหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวดังกล่าว

              ซากุรางิก้มหน้ากดข้างขมับ เขาพรูลมหายใจยาว กัดฟันบ่นเสียงเบาหวิว “อา...หนวกหูชะมัด”

              แต่ไม่ว่าจะเบาอย่างไร สำหรับมิโตะมันเป็นดั่งค้อนปอนด์ฟาดลงมากลางกระหม่อมอย่างโหดร้าย


 

              นับจากครั้งแรกที่ได้ยินตอนอยู่โรงพยาบาลเวลาก็ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว

              เสียงนรกพวกนั้นแทนที่จะหายไปเมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อม กลับดังกรอกหูถี่ขึ้นทุกที...ทุกที...

              ทั้งจู ทาคามิยะ โอคุสึก็มาคบหากับแกได้เพราะมีโยเฮทั้งนั้น เห็นไหมพวกนั้นห่วงแต่โยเฮ ไม่ใช่เพื่อนของแกซะหน่อย

              หนวกหู

              ยอมรับความจริงเหอะน่าฮานามิจิ ขนาดคนในชมรมบาสที่อยู่กับแกมากกว่ายังเข้าข้างคนอื่นเลย ไม่มีที่ไหนต้องการแกหรอก

              หนวกหู

            ดูนั่นสิ ขนาดโยเฮผู้ใจดียังตัดหางแกปล่อยวัดเลยเห็นไหม เฮ้อ...เดิมทีก็มาทำดีกับแกแค่เพราะสงสารอยู่แล้วนี่นะ

“อา...หนวกหูชะมัด”

ซากุรางิกลั้นใจทนหลายวินาทีกว่าจะเก็บสีหน้าเสร็จเรียบร้อย แต่เมื่อลดมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เขาได้เห็นใบหน้าอันเย็นชาของมิโตะ โยเฮที่ไม่ได้เห็นมาเสียนาน ตัวซากุรางิไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียวว่าเพื่อนซี้เป็นอะไร อีกฝ่ายดูเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง แต่อะไรที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่ ซากุรางิไม่สามารถให้คำตอบได้

ก่อนอื่น เขาต้องจับการสนทนาตรงหน้านี้ให้ได้ก่อน

ซึ่งจะว่าไป...เมื่อกี้โยเฮพูดอะไรนะ?

เมื่อไหร่แกจะหุบปากซะที...ฉันไม่ได้ยินเสียงโยเฮเลยไอ้บ้าเอ๊ย

“นายรังเกียจฉันเหรอ?”

“ฮะ?” คราวนี้ซากุรางิได้ยินเต็มสองหูว่ามิโตะพูดอะไร ทว่าแม้ได้ยิน เขายังคงงุนงงว่าทำไมถึงมีคำว่า รังเกียจ งอกออกมาจากอากาศได้  “ยังไงก็เข้ามานั่งข้างในก่อนเถอะ”

การเคลื่อนไหวของซากุรางิเป็นไปอย่างคล่องแคล่วลื่นไหล นั่นเพราะเขาเป็นอัจฉริยะที่อดทนกับอาการปวดหัวและเสียงบั่นทอนประสาทมายาวนานนับเดือนจนแสดงออกว่า ปกติ ได้อย่างมืออาชีพไงล่ะ

เมื่อเข้ามาด้านในมิโตะคล้ายจะอารมณ์เย็นลงเล็กน้อย หลังสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้ง กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลายลงและปรากฏรอยยิ้มบางๆ “ฮานามิจิ ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

“อื้อ!

“ทำไมนายถึงคิดว่าฉันมีแฟนเหรอ? ที่นายเว้นระยะห่าง ที่นายไม่ติดต่อฉันเลยแม้ว่าฉันจะไม่ไปหานาย...ทั้งหมดเป็นเพราะนายคิดว่าฉันมีแฟนใช่หรือเปล่า?”

คำตอบคือใช่ ซากุรางิยอมรับในใจขณะปลดกระเป๋าสะพายโยนทิ้งส่งๆ ด้านมิโตะก็หาที่นั่งอย่างคุ้นที่คุ้นทาง สร้างเกราะคุ้มกันให้ตัวเองโดยการหุ้มเปลือกนอกประดับยิ้ม รอฟังคำพูดของเจ้าบ้านอย่างใจเย็น

“ฉันเห็นน่ะ”

“เห็น...?”

“อืม คืนวันที่ออกจากโรงพยาบาล...” พอนึกย้อนความทรงจำ ซากุรางิอดเก้อเขินไม่ได้ ถึงขั้นต้องก้มหน้างุด จังหวะลมหายใจขณะเอ่ยประโยคถัดมาสะดุดเล็กน้อย “เห็นนายกับลิงผมแดง เอ้ย หมายถึงผู้ชายผมแดงๆ น่ะ”

เขาไม่เคยต้องรับรู้เรื่องทางเพศอย่างลึกซึ้ง กลับถูกบังคับให้เห็นชีวิตรักของเพื่อนโดยบังเอิญ การเห็นเพื่อนซี้กอดจูบลูบคลำกับผู้ชายแปลกหน้าอย่างเร่าร้อนข้างถนนอย่างกับหลุดออกมาจากหนังมันเกินระดับความสามารถในการรับข้อมูลของซากุรางิมากเกินไป

สำหรับคนที่คิดเรื่องการคบหาเพศตรงข้ามถึงแค่ระดับจับมือ...เขาสะเทือนใจมากจริงๆ หากให้เปรียบเทียบคงเหมือนตั้งใจไปช่วยสโนว์ไวท์ ดันพบความจริงว่าสโนว์ไวท์ไม่ได้หลับอยู่ในป่าแต่ถูกฆ่าตายไปแล้ว ที่เห็นนอนอยู่คือโจรป่าปลอมตัวมา พอเข้าไปติดกับก็พบว่าโจรป่าซึ่งเป็นตาลุงหุ่นหมีไม่ได้มีเพียงดาบกระจอกๆ แต่ยังมีปืนใหญ่และมีกองพลทหารม้า...เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ซากุรางิในระดับนั้น

จิตใจเขาวุ่นวายจนต้องหนีไปซ้อมบาสทั้งคืน

ฝ่ามือของมิโตะถูกกำแน่นจนเลือดซิบ ขณะพยายามเรียบเรียงคำพูดในหัว ซากุรางิเอ่ยต่อไปเหมือนถือโอกาสนี้ระบายความอัดอั้นออกมาในคราวเดียว

“ดูเหมือนนายจะไม่ได้บอกพวกทาคามิยะ ฉันที่ไปบังเอิญเห็นเข้าก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่ถ้ามีแฟน ก็ควรใช้เวลากับแฟน...ไปเดท ไปจู๋จี๋ ไม่ใช่มัวแต่ห่วงเพื่อนจริงไหม?”

อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ชายมิโตะถึงไม่ปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร ซากุรางิจึงยิ่งพูดไม่ได้ เขาบอกอายาโกะได้มากสุดคือ โยเฮมีแฟนเลยต้องไปใช้เวลากับแฟนเพื่อไม่ให้เธอกังวลว่าห่างหายจากเพื่อนฝูงเพราะทะเลาะกัน

ซากุรางิเชื่ออย่างสนิทใจว่าผู้ชายต้องมีความรักกับผู้หญิง ผู้หญิงต้องมีความรักกับผู้ชาย

หากมีผู้ชายที่ชอบผู้ชาย คนคนนั้นก็คงอยากเป็นผู้หญิง

แต่มิโตะ โยเฮเป็นเด็กวัยรุ่นชายทั่วไปซึ่งไม่กระเดียดไปทางหญิงแม้แต่น้อย ชายผมแดงที่บังเอิญได้เจออีกครั้งเมื่อวันก่อนก็เช่นเดียวกัน

“ฉันยังไม่ชิน เลยกำลังค่อยๆ ทำความเข้าใจ ไม่ใช่ว่ารังเกียจเพื่อนตัวเองสักหน่อย”

ซึ่งเมื่อลองคิดว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติแล้ว...

“บางทีฉันเอง...อาจไม่ได้เกลียดรุคาว่าก็ได้”

ซากุรางิพยายามพูดติดตลกให้บรรยากาศดีขึ้น

ให้เรียกว่า ความรัก คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่เรื่องที่มองรุคาว่าต่างไปจากคนอื่น...และมีแนวโน้มไปในทาง ชอบ มากกว่าเกลียด เป็นสิ่งที่เพิ่งได้ประจันหน้าและยอมรับหลังจากพบว่าเพื่อนรักมีแฟนหนุ่ม

“ฮานามิจิ!

รอยยิ้มที่สู้ดึงกลับมาอย่างยากลำบากของมิโตะ โยเฮหายวับไปในพริบตา ซากุรางิผู้พยายามอย่างมากในการสื่อว่าตนไม่ได้ใจแคบและกำลังทำเพื่อเพื่อนมากมายขนาดไหนพลอยทำหน้าไม่ถูกตามไปด้วย ทำไมกลับมาไม่พอใจอีกแล้วล่ะ?

“จะบอกว่าเป็นเพราะฉันทำให้นายสนใจรุคาว่างั้นเหรอ” มิโตะเสยผม สีหน้าคล้ายกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่างสุดความสามารถ กระนั้นด้วยพื้นฐานที่ไม่ใช่คนแสดงอารมณ์อย่างเกรี้ยวกราด แม้มีด้านใจร้อน แต่มิโตะใช่คนที่จะโยนอารมณ์อันรุนแรงใส่คนอื่น ในตอนนี้เองก็กำลังพยายามทำหัวให้เย็นลง “ไม่สิ ก่อนหน้านั้น เฮ้อ...ฉัน...บ้าจริง”

“...”

ซากุรางิไม่เคยชินกับโฉมหน้านี้ของมิโตะเลย

ทำไมถึงโมโหล่ะ?

สำหรับซากุรางิชายผู้อกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเห็นเพื่อนมีแฟนตัดหน้าก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ยินยอมอย่างมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งที่ฉันพยายามแทบตาย ทำไมนายถึงได้รับมาง่ายๆ?

ทว่าเขาผู้คิดถึงแต่ตัวเอง หลังได้อยู่ร่วมกับคนอื่นมากขึ้น เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาขึ้น และมองเห็นความไม่จีรังมากมายตลอดช่วงระยะที่พักฟื้นในโรงพยาบาล ความแข็งกระด้างและดื้อรั้นถูกลดทอนจนอ่อนลง ต่อให้น้อยใจที่เพื่อนสนิทซึ่งตนสามารถเล่าทุกเรื่องให้ฟังได้จะมีความลับปิดบัง ซากุรางิมองโลกในแง่ดีว่าเพื่อนอาจไม่พร้อมเปิดตัวเนื่องจากรสนิยมทางเพศไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ซากุรางิปรับเปลี่ยนความเชื่อของตนใหม่เพื่อมิโตะ ถึงขั้นนำมาย้อนมองดูตัวเอง

แต่ว่า

ทำไมนายต้องโมโหฉันด้วย? เพราะเรื่อง แฟนหนุ่ม งั้นเหรอ?

ซากุรางิชักมีน้ำโหบ้างแล้ว

“ฮานามิจิ ฟังนะ” มิโตะค่อยๆ พูด ดูเหมือนจะมองมา หากจุดรวมสายตากลับเป็นผนังด้านหลังของซากุรางิ “นั่นไม่ใช่แฟนฉัน เราไม่ได้คบกัน”

เกิดเสียงเส้นเลือดถูกขึงตึงดัง ปึ้ดซากุรางิกลืนคำผรุสวาทลงคอไป สิ่งที่เห็นไม่ชวนให้คิดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่หยุดอยู่แค่ระดับกอดจูบอย่างดูดดื่มด้วยซ้ำ “จะบอกว่านายทำแบบนั้นกับคนที่ไม่ใช่แฟนเหรอ?”

คำถามนี้มิโตะไม่ได้ตอบกลับในทันที เขากัดริมฝีปาก กดคางลง ใช้เวลาครู่หนึ่งในการเค้นเสียงทุ้มต่ำออกมา “มันมีความสัมพันธ์ฉาบฉวยที่...”

“...”

“เฮ้อ เอาเถอะ ตั้งแต่นายกลับมาก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ คิดเสียว่าเลิกกันไปแล้วก็ได้” มิโตะเงยหน้าพลางขยี้ผม ท่าทางงุ่นง่าน สายตาเย็นเยือก...เป็นกริยาต่อต้านที่มักจะพุ่งตรงไปทางคนอื่น ซากุรางิเคยถูกมองเหมือนถากถางเช่นนี้แค่ช่วงที่ได้เจอกันแรกๆ เท่านั้น “พูดไปอย่างนายคงบอกว่าฉันสกปรกแน่ๆ บางทีฉันก็โคตรเกลียดความใสซื่อของนายเลยว่ะ ฮานามิจิ”

“ว่าไงนะ...?”

“รุคาว่าเนี่ยนะ...เรื่องที่นายไปโรงพยาบาลก็บอกแต่หมอนั่นด้วยนี่” มิโตะแค่นหัวเราะดังเหอะ “นายไม่เคยเข้าใจความรู้สึกฉันเลย...ไม่เคยเลยจริงๆ”

“...”

เอ้าๆ แม้แต่โยเฮที่ทนคบกับแกเพราะสงสารก็ทนไม่ไหวแล้วแน่ะ

หนวกหู อย่ามาหัวเราะเยาะอัจฉริยะ

อัจฉริยะ? อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อน่า อัจฉริยะที่ไหนไม่มีปัญญาทำอะไรสักอย่างอย่างแก อย่าว่าแต่เรื่องบาสเลย...ดูสิ ไม่มีใครอยู่ข้างแกหรือต้องการแกเหลืออีกแล้ว ขนาดความรู้สึกผิดของโยเฮยังมาถึงขีดจำกัดแล้วเลย

หนวกหู หุบปากซะ

ซากุรางิกำหมัดสองข้าง ตอนที่ประสานสายตากับเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยม.ต้น เห็นความเฉยชาห่างเหิน เขาพลันได้ยินเสียงปลดล็อกดังแกร๊ก

ขั้วอารมณ์ด้านลบเทราดลงมากลางศีรษะ

อารมณ์เดือดพล่านในอกดับมอดในจังหวะนั้น

“ฉันทำให้นายเหนื่อยมากเหรอ”

ใบหน้าคนฟังกระตุกทีหนึ่ง อารมณ์ที่ซากุรางิอ่านไม่ออกวูบผ่านดวงตาสีดำ มิโตะเบนหน้าไปทางอื่น พูดโดยมองพื้นห้องว่า “เออ เหนื่อยสิ โคตรเหนื่อยเลย ต้องมาอยู่กับเด็กไม่รู้จักโตอย่างนายน่ะ”

“งั้นก็พอเถอะ”

เมื่อได้ยินใจจริงของเพื่อน ซากุรางิ ฮานามิจิซึ่งปลงตกและเหนื่อยหน่ายคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เขามองตรงไปยังมิโตะ โยเฮ ไม่มีแววล้อเล่นแอบแฝงในดวงตาอันซื่อตรง

“ในเมื่อนายมาคบกับฉันเพราะสงสาร ฉันขอพูดเลยแล้วกัน...พ่อฉันไม่ได้ตายเพราะนาย ไม่ต้องมาทำดีกับฉันเพื่อชดเชยอีกแล้วล่ะ”

“...!” ปลายนิ้วของมิโตะสั่นจนต้องกุมมือตัวเอง การโจมตีจุดตายกะทันหันทำให้เขาไม่อาจข่มความตกตะลึง โคนลิ้นแข็งเป็นเหตุให้เอ่ยอะไรออกไปไม่ได้

ไม่รอให้มิโตะได้พูด ซากุรางิพ่นสิ่งที่เก็บไว้ในใจและไม่เคยยกออกมาตีแผ่อย่างต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“มันไม่ใช่ความผิดของนาย คนเราไม่รู้อนาคตนี่หว่า ถ้าย้อนเวลากลับไป ฉันก็คงช่วยคนที่กำลังจะโดนนักเลงกระทืบตายเหมือนเดิมนั่นแหละ...ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นนายหรือคนอื่น”

การที่กลุ่มนักเลงย้อนกลับมาแก้แค้นเป็นเพราะซากุรางิเข้าไปชกต่อยกับคนพวกนั้น ไม่ว่าจะทำลงไปเพราะอะไร มีเจตนาดีหรือร้าย แต่การลงมือกระทำเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล ซากุรางิเสียใจกับผลลัพธ์ที่ทำให้สูญเสียพ่อ แต่เขาไม่เคยโทษว่ามันเป็นความผิดของคนอื่น

เพียงแต่ถ้ามิโตะไม่สบายใจและการได้ทำอะไรเพื่อซากุรางิช่วยคลายความวิตกกังวลและทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้...ซากุรางิไม่รังเกียจที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้มิโตะเข้ามาในชีวิต

มิตรภาพของพวกเขาไม่ได้บริสุทธิ์น่าซาบซึ้งมาตั้งแต่แรก

ถือโอกาสนี้ทำให้ปล่อยวางได้ก็ดีเหมือนกัน

“จากนี้นายไม่ต้องฝืนทำอะไรเพื่อฉันทั้งนั้น ไปใช้ชีวิตของตัวเองเถอะ”

เสียงเจือหัวเราะดังขึ้นในทันที จะดีเร้อออ? ไม่ใช่ว่าแกเหลือแต่โยเฮแล้วหรือไง?

“ดีแล้วล่ะ ฉันไม่ต้องการโยเฮหรอก”

 


โชโฮคุพ่ายแพ้

การฝ่าฟันการแข่งขันด้วยการป้องกันอันอ่อนด้อยส่งผลกระทบอย่างมาก ท้ายที่สุดก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันและตกรอบในระดับจังหวัด สมาชิกทีมยอมรับผลอย่างเยือกเย็น แม้แต่มิสึอิ ฮิซาชิซึ่งต้องยุติการแข่งขันระดับชั้นมัธยมปลายในการแข่งนี้ก็เผชิญหน้าความเป็นจริงอันเที่ยงแท้โดยไม่หลบเลี่ยง

“อย่างน้อยฉันก็ทำผลงานได้ดี”

มิสึอิที่ทิ้งการเรียนไปทุ่มเทซ้อมบาสบอกแบบนั้น ดูเหมือนจะโล่งใจที่มีจดหมายจากมหาลัยมาทาบทามเสียที

ทางด้านซากุรางิที่กอดอกทอดถอนใจว่าการขาดอัจฉริยะส่งผลต่อทีมอย่างใหญ่หลวงขนาดนี้เลยสินะ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำสงครามเย็นกับเพื่อนสนิท มิโตะ โยเฮ แม้คนรอบข้างจะเป็นห่วงและอยากให้จับมือคนดีไวๆ แต่ทั้งสองไม่มีใครยอมลดราวาศอก

มิโตะ “ฉันไม่เป็นฝ่ายยอมทุกครั้งไปหรอกนะ ครั้งนี้ถ้าฮานามิจิมาขอโทษ อาจยอมยกโทษให้ก็ได้”

ซากุรางิ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”

สรุปคือต่างฝ่ายต่างทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนจนคนกลางตกที่นั่งลำบาก อาคางิ ฮารุโกะได้รับคำขอร้องทั้งน้ำตาจากเด็กหนุ่มเพื่อนร่วมชั้นสามคนว่าช่วยพูดอะไรกับทางเจ้าหัวแดงดื้อด้านคนนั้นหน่อยเถอะ อย่างไรก็ตาม หลังซากุรางิถามถึงการเล่นของรุคาว่าในการแข่งฤดูหนาวแล้วฮารุโกะออกอาการชื่นชมและเยินยอไม่ขาดปาก ซากุรางิก็เลิกฟังเธอ รุคาว่าซึ่งไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้นพลอยถูกมองเขม่นตามโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปด้วย

การผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ทำให้สมควรยกย่องตัวเองเป็นอัจฉริยะงั้นเหรอ นี่ๆ ฮานามิจิ แกไม่ได้เป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลกด้วยซ้ำ กับอีแค่...

ฉันบอกให้หุบปาก

โอ้โฮ...

ก็ได้ๆ ตอนนี้ดูเหมือนถึงไม่อยากยอมรับแต่ก็คงเริ่มเชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ

ไม่มีใครต้องการแกหรอกน่า

 


              ผลพลอยได้จากการซ้อมหนักคือทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและมีส่วนช่วยในการทำให้หลับสนิท ถึงอย่างนั้นคงเพราะมีเรื่องรบกวนจิตใจมากเกินไป แม้ซากุรางิออกแรงจนอาบเหงื่อต่างน้ำยังตื่นกลางคันเฉลี่ยสองครั้งต่อคืน

            “โคตรเหนื่อยเลย ต้องมาอยู่กับเด็กไม่รู้จักโตอย่างนายน่ะ”

              แต่ฉันสนุกมาก

ซากุรางิยกแขนขึ้นเหนือดวงตาแล้วถูซ้ายขวา คิดในใจว่าแย่ชะมัด ยอมฝันเห็นตัวเองกลายเป็นตัวประหลาดพ่นคำพูดบั่นทอนต่อไปยังดีเสียกว่า

 


              การทะเลาะกับคนซื่อบื้อช่างลำบากยากเย็น ซากุรางิยิ้มเผล่แล้วตั้งท่าเรียกมิโตะหรือพุ่งเข้ามาจะกอดคออยู่หลายครั้ง ต่อเมื่อนึกได้ว่ากำลังทะเลาะกันอยู่ถึงได้รีบเก็บอาการ พอเก็บอาการได้แล้วจะเชิดหน้าหนีแล้วไม่ยอมคุยด้วย ทำให้มิโตะลุ้นเก้อครั้งแล้วครั้งเล่า

นับจากคบหากันมา เวลาทะเลาะกัน พวกเขามักจะคืนดีกันภายในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น ช้าหน่อยก็วันถัดไปอีกที

              คราวนี้ผ่านไปครบสัปดาห์แล้ว

              น้อยครั้งที่ซากุรางิจะเป็นฝ่ายขอโทษหรือขอคืนดี การที่เจ้าคนหัวรั้นวางเฉยและก่อสงครามเย็นต่อจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ ทว่ามิโตะที่มักอ่อนข้อให้เสมอกลับยืนหยัดอย่างหาได้ยาก เพื่อนใกล้ชิดล้วนมองออกว่าเจ้าตัวไม่ได้อยากหมางเมินแบบนี้เลย แต่ไม่รู้ไปทะเลาะกันเรื่องอะไรมิโตะคนนั้นถึงอุตส่าห์สู้อดทนรอให้คู่กรณีเป็นฝ่ายมาง้อ ไม่ว่าจะแย็บถามที่มาที่ไปเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก

              เหตุผลเพราะมันไม่ใช่การทะเลาะด้วยเรื่องสัพเพเหระอย่างในอดีตนั่นเอง

              มิโตะ โยเฮก็มีศักดิ์ศรี

              เขาอาจยอมให้ซากุรางิหลายต่อหลายเรื่องอย่างใจกว้าง แม้ไม่ผิดก็สามารถระบายยิ้มแล้วบอกว่าฉันผิดเอง อย่าโกรธเลยนะ...แต่ถึงขั้นโดนประกาศตัดสัมพันธ์ ต่อให้ใจกว้างขนาดไหนก็กว้างไม่เพียงพอ

ถูกพูดใส่ขนาดนี้ยังต้องเป็นฝ่ายไปง้ออีก มิโตะ โยเฮยังมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่อีกล่ะ?

              ต้องตกเป็นเบี้ยล่างไปทั้งชีวิตหรือไง?

              ตอนเรื่องของพ่อซากุรางิถูกยกขึ้นมา มิโตะปฏิเสธไม่ได้ในทันที จุดเริ่มต้นการเข้าหาซากุรางิเป็นเพราะความรู้สึกผิดจริงและอยากชดเชย ถึงอย่างนั้น มันยังมีเรื่องอื่นอยู่อีกไม่ใช่เหรอ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามีแค่นี้เหรอ

นายมองเห็นแค่นี้เองเหรอ ฮานามิจิ?

เขาโกรธ

              อับอาย

              น้อยใจ

              ในใจมิโตะสะสมเรื่องอยากพูดเพิ่มมากขึ้นทุกวันนับจากวันต้นเรื่อง คิดหลายครั้งว่า ช่างเถอะ ยอมฮานามิจิอีกสักหนก็ไม่เห็นเป็นไร ยิ่งเห็นคนที่มักจะอยู่ข้างตัวเองย้ายไปปักหลักยึดพื้นที่ข้างตัวเพื่อนร่วมชั้นตัวสูงโย่งประจำชมรมบาสคนหนึ่งยิ่งหมดใจดันทุรังและอยากยอมแพ้หลายครั้ง  ถึงอย่างนั้นก็ยังยั้งตัวเองไว้ทันทุกครั้ง

ตอนที่รุคาว่ามาเยือนห้องเรียนวันแรกที่ซากุรางิขาดเรียน แม้เจ้าตัวเพียงหยุดยืนมองหน้าห้อง ไม่ได้ปริปากพูดอะไรกับใคร ทว่าคงไม่พ้นมาดูลาดเลานั่นแหละว่าทำไมคนบ้าที่เขาว่ากันว่าไม่ป่วยถึงได้ขาดเรียน

ซากุรางิหายหน้าหายตาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการแจ้งครูประจำชั้นหรือเพื่อนคนไหน

วันแรกที่ไม่มาเรียนคือวันที่ 3 ของวันที่ทะเลาะกันพอดี

เท่ากับไม่ได้คุยกันมาสัปดาห์นึงแล้ว...

              นายจะไม่ยอมเป็นฝ่ายมาคุยก่อนจริงๆ ใช่ไหม?

              มิโตะไม่เคยคิดตัดสัมพันธ์ ต่อให้เป็นการจินตนาการก็จะเลิกล้มอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาเริ่มนั่งไม่ติดที่ ใจหนึ่งอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีเสี้ยวเล็กๆ ของตนเอาไว้ อีกใจก็กลัวคนซื่อบื้อแถมเอาแน่เอานอนไม่ได้คนหนึ่งจะทิ้งตนไปจริงๆ

              “มันอาจจะไม่สบายหนักก็ได้ วันนี้แวะไปหากันหน่อยไหม” โนมะ จูอิจิโร่เป่ายิ้งฉุบแพ้เพื่อนคนที่เหลือ จำต้องรับหน้าที่หน่วยกล้าตายในการบากหน้ามาพูดชวนมิโตะ โยเฮซึ่งพักหลังแม้แต่ยิ้มการค้าจอมปลอมก็ไม่ยอมยิ้มแล้ว

              มิโตะใช้เวลาตัดสินใจตลอดคาบเรียนช่วงบ่าย

              ก่อนจะพยักหน้ารับคำเชิญชวนตอนเลิกเรียน

 


              รุคาว่า คาเอเดะฝึกซ้อมตามลำพัง

            “พรุ่งนี้นี่แหละ ฉันจะชนะแน่ๆ ล้างคอรอไว้ได้เลย!

              ผ่าน พรุ่งนี้ มาหลายครั้งแล้ว เจ้าโง่ผมแดงยังไม่ยอมโผล่หน้ามาสักที

เคยคิดว่าเผ่นหนีไปซ่อนที่ไหนหรือเปล่า แต่ตามตัวเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จะว่าไปก็แทบไม่รู้เลยว่าปกติเจ้านั่นมักจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ต้องโทษว่าระดับความสนิทสนมต่ำเกินไปทำให้แทบไม่รู้เรื่องของอีกฝ่าย

              เจอกันคราวหน้าลองถามดูดีกว่า


             

              แต่คราวหน้าไม่มาถึง

              เพราะไม่มีใครพบเจอซากุรางิ ฮานามิจิอีก

เด็กหนุ่มคนนั้นหายสาบสูญอย่างเป็นปริศนาราวกับถูกยางลบที่มองไม่เห็นฝืนลบตัวตนออกไปจากโลกใบนี้

 

 

 

 

              Talk

              เรื่องขั้นตอนการรักษาตัวหลังออกจากโรงพยาบาลหาเปเปอร์ที่เข้าท่าและอ่านเข้าใจไม่เจอเลยดำน้ำออกมาอย่างนี้ค่ะ ต้องขออภัยด้วย กรุณาอย่านำไปใช้อ้างอิงนะคะ ถือเสียว่าฮานามิจิหายขาด 100% ไปเลยก็ได้ค่ะ (หร่อนเอาอย่างนี้เลยเหรอ...)

              ส่วนเนื้อเรื่อง จริงๆ ก็เป็นอะไรที่ได้ไอเดียมานานแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ คลำมาได้ขนาดนี้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบแต่เทียบกับสภาพจนตรอกแรกสุดแล้วถือว่าลำดับเรื่องออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ตอนแรกมันมืดแปดด้านจนได้แต่คิดว่าคงต้องล้มกิจการแหงๆ เป็นฟิคที่ทำให้ลำบากในหลายๆ เรื่องจนไม่รู้ว่าควรคร่ำครวญจากอะไรดี

              และอันที่จริงผลสุดท้ายก็ออกมาไม่เป็นที่พอใจเท่าไหร่...ถือว่าลงเป็นประวัติไว้แล้วกันว่าเคยมีช่วงที่แต่งไม่ได้ อยากจะพ่นไฟกลิ้งไปกลิ้งมาขนาดนี้อยู่ด้วย

              เพิ่มเติมเล็กน้อย ธีมแรกสุดที่คิดไว้คือผีลักซ่อน และอยากได้ตอนจบที่ฮานามิจิหายสาบสูญ ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ตรงๆ แต่อยากเฉลยว่าฮานามิจิได้ยินเสียงครั้งแรกและตอบตอนอยู่ที่ตีนเขาตอนไปเดินเล่นค่ะ (ทำให้ไม่ชอบภูเขาไปเลย) ส่วนตัวชี้วัดตอนจบอยู่ที่ตัวฮานามิจิล้วนๆ เช่นกัน ถ้าสูญเสียความเชื่อมั่นและคิดว่าไม่เหลือคนที่ต้องการตัวเองอีกแล้วก็จะ...อืมๆ นั่นแหละ

              เอาล่ะ เนื่องจากปากดีกับพิโยเฮไว้เยอะ แล้วตอนนี้ดันเล่นพี่ไว้หนักพอสมควร (?) ก่อนจะโดนพี่กระทืบ ต้องขอจรลีก่อนเพื่อความปลอดภัยค่ะ...

No comments:

Post a Comment