Wednesday, 20 March 2024

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu] สัญญาแลกเปลี่ยน Epilogue

 Fanfic Jujutsu Kaisen

สัญญาแลกเปลี่ยน

Epilogue

 

 

Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji

CW         : Coercion, Violence, Obsession, Death, Manipulate

 

 

สถานที่ที่มนุษย์จำนวนมากนำชีวิตไปโยนทิ้งคือสงคราม 

นายเหนือหัวเกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากเพื่อช่วงชิงดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ด้วยพื้นฐานร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนวัยเดียวกันทำให้อิตาโดริ ยูจิมีชีวิตรอดนานกว่าพรรคพวกที่เข้าร่วมกองทัพพร้อมๆ กัน ถึงขั้นสะสมผลงานได้พอสมควรจนถูกเลื่อนขั้นขึ้นเป็นทหารระดับกลางตั้งแต่อายุยังน้อย

ทว่ายศฐาบรรดาศักดิ์ไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนักเมื่อแต่ละวันต้องเข่นฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เหมือนเดิม เขาไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการถอนตัวออกมาอยู่ในจุดปลอดภัยแต่อย่างใด

อันที่จริงจุดประสงค์ของการต่อสู้คืออะไร ยูจิในตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงตุ๊กตาที่ทำตามคำสั่ง เบื้องบนบอกให้ฆ่าก็ฆ่า บอกให้สู้ก็สู้ จุดจบของเรื่องพรรค์นี้อยู่ที่ไหนเขาไม่รู้เลย คิดอยู่ตลอดว่าอาจต้องสู้จนตัวตายกระมัง...

เพราะไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร ยูจิที่กลัวตายจึงกัดฟันสู้เพื่อมีชีวิตรอดไปวันๆ สิ่งที่พอจะเยียวยาจิตใจให้มีแรงสู้วันพรุ่งนี้คือ หัวหน้า ซึ่งเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลหน้าตาหล่อเหลา 

ท่ามกลางการใช้ชีวิตสมบุกสมบัน หัวหน้า ที่คลุกฝุ่นดินอาบทะเลเลือดกลับยังคงไว้ซึ่งความทะนงตนและสง่างาม ยูจิเคยได้ยินปากหอยปากปูสนทนาเป็นกับแกล้มระหว่างมื้ออาหารบอกว่า 'หัวหน้า เป็นคุณชายน้อย มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดนายเหนือหัว ถึงขั้นว่าไม่ใช่ญาติจากไหนแต่เป็นบุตรนอกสมรส ด้วยเหตุนี้ถึงวางตัวสูงส่งไม่เห็นหัวใครและไม่เกลือกกลั้วกับชาวบ้านร้านช่องผู้แร้นแค้น

ประสบการณ์ปฏิสัมพันธ์จากผู้ใต้บังคับบัญชาสายตรงอย่างยูจิ นอกจากเรื่องพื้นเพที่ยืนยันไม่ได้ ในส่วนของนิสัยใจคอเขาไม่มีคำแก้ต่างให้ หัวหน้า ทั้งสิ้น ที่พอช่วยพูดแทนได้คือแม้นิสัยใจคอจะรับมือยากสักเล็กน้อย ความสามารถของ หัวหน้าก็เป็นของจริง ยูจิหลงใหลในตัวอีกฝ่ายผู้ไม่ถูกสภาพแวดล้อมสั่นคลอนและยืดอกเป็นตัวของตัวเองอย่างจองหอง ชายคนนั้นเปล่งประกายเช่นเดียวกับเส้นผมสีขาวโพลน

ตลอดเวลานับจากความรักงอกเงย ยูจิระมัดระวังตัวโดยตลอด เก็บความรู้สึกซุกซ่อนไว้ในใจ จดจ่อกับการสู้รบ ใช้ความรักความหลงใหลเล็กๆ นี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว ด้วยรู้นิสัยใจคอ หัวหน้า ดี เขาตระหนักได้โดยไม่ต้องให้ใครพร่ำสอนว่าอีกฝ่ายไม่มีทางยินดีต่อความรู้สึกนี้ ที่แล้วมาไม่ว่าหญิงชายคนใดมอบไมตรีให้ล้วนถูกเหยียบย่ำอย่างไม่เกรงใจ จะด้วยในใจมีเพียงรองหัวหน้าก็ดี...หรือเป็นเพราะพื้นนิสัยของตัว หัวหน้าเองก็ตาม อีกฝ่ายไม่เลือกปฏิบัติ แหวะอกทุบทำลายใจทุกคนอย่างเท่าเทียม 

คิดว่าปิดบังได้ดีแล้ว ไม่รู้ว่า หัวหน้า รับรู้ความรู้สึกยูจิได้อย่างไร...อาจเพราะเขาโง่เซ่อปิดบังอะไรไม่เป็น สุดท้ายถึงต้องมานั่งชอกช้ำระกำใจจากการถูกกระทบกระเทียบค่อนแคะ

โง่เง่า อ่อนแอ อัปลักษณ์ ไม่เจียมตัว...ยูจิยอมรับพิษร้ายทั้งหมดที่ หัวหน้า พ่นออกมา คงเพราะในบรรดาทุกคนที่ถูกจับได้ว่ามีใจคิดเกินเลยต่อ หัวหน้า ยูจินับว่าใกล้ตัวมากที่สุด ดังนั้นจึงถูกทิ่มแทงหนักหนาสาหัสกว่าคนอื่นๆ เขาทำได้เพียงอดทนเพราะไม่อาจหนีจากสนามรบ หัวหน้า เองก็ไม่อาจไล่ตะเพิดคนตามใจชอบ กำลังพลเพิ่มได้ 1 ชีวิตก็ควรเพิ่ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยูจิที่มีความสามารถเกินกว่าเบี้ยใช้แล้วทิ้ง

สถานการณ์ของสงครามไม่อาจนับได้ว่าดี สภาพจิตใจของยูจิไม่ได้มั่นคงแข็งแรงเป็นทุน เมื่อถูกกัดกร่อนจากพรรคพวกประกอบกับความพลุ่งพล่านในวัยหนุ่มทำให้สีหน้าแววตาหม่นหมองขึ้นเรื่อยๆ หลายครั้งที่เหวี่ยงแขนออกไปทั้งที่ตามองไม่เห็นศัตรู เคลื่อนไหวร่างกายอาศัยเพียงสัญชาตญาณ รอดตายกลับมาได้แต่ละทีก็ทึ่งในปาฏิหาริย์ที เวลาแบบนี้คนที่แสดงความเป็นห่วงออกมามากที่สุดและเข้ามาพูดคุยด้วยกลับเป็นรองหัวหน้า...อีกฝ่ายเป็นคนดี ยูจิเคารพนับถือเขา ขณะเดียวกันก็อดสูทุกครั้งที่ประจันหน้ากัน

รองหัวหน้าถือเพศบรรพชิต ไม่มัวเมาในโลกีย์ มีจิตใจเมตตากรุณา ทว่าทักษะการฆ่าฟันกลับสูงส่ง อีกฝ่ายเคยกล่าวยิ้มๆ ว่าถูกปลิดชีพในคราวเดียวจะได้จากไปโดยไม่ทรมาน เป็นบุคคลชั้นยอดผู้เพียบพร้อมอย่างแท้จริง คนในใจ หัวหน้า ดีเลิศปานนี้พาให้ย้อนมองตัวเองแล้วหดหู่

อย่างไรก็ดี ในช่วงโค้งสุดท้ายที่กำลังรบทั้งสองฝ่ายชักร่อยหรอหนัก ความเหลื่อมล้ำพลันปรากฏออกมา ฝั่งยูจิเริ่มเสียเปรียบ อยู่ในจุดที่อย่างดีคือประกาศถอยทัพทันท่วงที อย่างแย่คือถูกขุดรากถอนโคนและจับไปเป็นเชลย

แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ยอมถอย ทำให้ความเสียหายรังแต่จะลุกลามเป็นวงกว้าง

แพ้ แพ้แล้ว

ดีชั่วอย่างไรก็คลุกคลีในสนามรบมาแล้วพักใหญ่ ทหารทุกนายล้วนมองผลลัพธ์ของศึกนี้ออก ทว่าพวกเขามีเพียงกาย ไร้ซึ่งอำนาจ ได้แต่ก่นด่าหลั่งน้ำตาเนื่องจากเบื้องบนไม่เห็นคุณค่าชีวิตของพวกเขา หากรีบถอยอย่างน้อยคงพอถนอมชีวิตได้บ้าง แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับพูดถึงหน้าตาและศักดิ์ศรี ให้ตอบแทนแผ่นดินเกิด ให้สู้จนตัวตาย

ยูจิซึ่งเป็นเด็กกำพร้าและใช้ชีวิตข้างถนนคิดให้ตายอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าแผ่นดินที่ไม่เคยมอบอะไรให้ตนมีดีอะไรถึงคิดจะมาแย่งชิงแม้แต่ชีวิตดวงน้อยๆ ของเขาไป? คู่ควรแล้วเหรอ? แต่จะสู้ก็ตาย หนีทัพก็คงถูกไล่ล่าจนตาย ยูจิผู้เหนื่อยล้าจึงเลือกประหยัดแรงด้วยการไม่หนี

ท่ามกลางความสิ้นหวัง กลิ่นเลือดและเนื้อเหม็นไหม้ตลบอบอวล ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติบังเกิดขึ้นกับพวกเขา...

ไออัปมงคลสีดำสนิท ดาบ และตาชั่ง

ผู้ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าและก่อให้เกิดปาฏิหาริย์นี้ขึ้นมาคือ หัวหน้า เขาโอบร่างเพื่อนสนิทที่ลมหายใจรวยรินไว้แนบอก ดวงตาทอประกายแข็งกร้าว แม้ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง กลับแสดงออกเพียงความเคียดแค้นกระหายเลือด ไม่คิดยอมแพ้แม้แต่นิดเดียว

เมื่อถูกถามถึงความปรารถนา สิ่งที่ หัวหน้า ประกาศออกไปคือชัยชนะในสงครามและชีวิตของชายในอ้อมแขน

แต่คำตอบเป็นนามธรรมมากเกินไป กลุ่มก้อนสีดำไม่อาจตอบรับอย่างถูกต้อง การยื้อชีวิตนึกภาพตามได้ง่าย แต่การชนะในสงครามหนนี้ สิ่งที่ต้องการให้บังเกิดเพื่อไปสู่ผลลัพธ์นั้นคืออะไรกันแน่...?

1 ชีวิตแลก 1 ชีวิต

คนตายไม่อาจหวนคืน ส่วนการแลก 1 คนเป็นต้องใช้ 1 คนเป็นมาจ่าย

เปลี่ยนคนเป็นให้ตาย ใช้ 1 ชีวิต เปลี่ยนคนใกล้ตายให้หวนคืนก็ต้องใช้ 1 ชีวิต...รองหัวหน้าที่กำลังจะตาย หากต้องการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติต้องใช้ 1 ชีวิตมาแลกเปลี่ยน หัวหน้ายังตายไม่ได้จึงตัดสินใจประนีประนอมด้วยการยื้อลมหายใจ ประคองอาการไม่ให้ทรุดลงเพื่อพากลับไปรักษา

สิ่งตอบแทนคือมือ 1 ข้าง

ภาวะสงครามเช่นนี้ มือ 1 ข้างของชายที่แข็งแกร่งที่สุดมีมูลค่ามหาศาล

ยูจิอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้โดนเหยียดหยามสารพัดเขาก็ยังหักใจไม่ลง ไม่อาจทำใจเห็นชายที่ตนมอบใจให้ต้องเป็นผู้เสียสละ...ถึงได้อาสาใช้ตัวเอง 

อย่างไรเสียเขาก็ติดค้างรองหัวหน้า รวมทั้งปรารถนาจะต่อลมหายใจให้อีกฝ่าย ระหว่างรบราติดพันเขาถูกตัดนิ้วมือซ้ายไปแล้ว ในเมื่อไม่ใช่มือที่สมบูรณ์ ทิ้งมันไปเพื่อช่วยคนคนหนึ่งไม่ถือว่าแพงเลย

เมื่อยูจิเลือกสละมือซ้ายที่ไม่สมประกอบ เขาจึงสูญเสียร่างกายนับจากปลายนิ้วไปถึงข้อศอก เคราะห์ดีว่าอีกฝ่ายต้องการอวัยวะ ไม่ได้ต้องการชีวิต กระบวนการจึงไม่สร้างความเจ็บปวด และไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ในพริบตายูจิหลงเหลือเพียงต้นแขนราวกับพิการแต่กำเนิด

สัญญาแลกเปลี่ยนสำเร็จไปแล้วอย่างหนึ่งภายใต้การจับจ้องของ หัวหน้า อาจเพราะเข้าใจกระบวนการมากขึ้น คำขอที่เป็นนามธรรมจึงถูกปรับปรุงให้มองเห็นรูปร่างชัดเจน

การยึดดินแดนที่ง่ายดายคือการยึดดินแดนที่ไร้ผู้ปกครอง

หัวหน้า ถามว่า หากต้องการกำจัดพลเมืองทั้งหมดของแดนศัตรู ราคาที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถจ่ายได้คืออะไร?

ดินแดนเล็กๆ เมื่อรวมกับกองทัพที่สูญเสียไพร่พลส่วนมากไปแล้ว ปัจจุบันเหลือประชาชนอยู่ 21,471 คน ค่าตอบแทนที่มนุษย์คนหนึ่งต้องจ่ายหนักอึ้งเหลือคณานับ แต่หากลดความต้องการ นับเฉพาะผู้มีอำนาจในการขับเคลื่อนหรือชนชั้นผู้นำ จะปัดจำนวนเป็นตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ 1,200 คนการยอมละทิ้งความเป็นมนุษย์และใช้อิสรภาพมาจ่ายยังพอเจรจาได้

ยูจิในตอนนั้นยังไร้เดียงสาอยู่มาก รู้จักเล่ห์เหลี่ยมและความบิดเบี้ยวของมนุษย์น้อยเกินไป ถึงขั้นพูดได้เต็มปากว่าไม่ประสีประสาขาดประสบการณ์ชีวิต เขาถูก หัวหน้า ที่เล็งเห็นความโง่เขลาจากการเอาตัวเข้าแลกแทนตัวเองอย่างไร้หัวคิดเมื่อสักครู่มาใช้ประโยชน์ นำ ความรัก มาวางบังหน้า ล่อหลอกจูงจมูกให้เดินสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน

 

 

อันที่จริงในเมื่อเสียแขนไปแลกกกับการช่วยชีวิตคน การนำแขนกลับคืนมาได้เมื่ออยู่ในอารามสงฆ์ซ่อนมารชวนให้คิดว่าการแลกเปลี่ยนก่อนหน้าเป็นการประกอบการที่มีแต่ผลได้ รู้อย่างนี้แลกอวัยอวะอื่นไปด้วยเยอะๆ เสียก็ดี...

เนื่องจากได้คบหากับฮิกุรุมะหลังทิ้งความเป็นมนุษย์ไป ยูจิเคยถามอีกฝ่ายเรื่องนี้...ช่องโหว่นี่จะทำให้ฮิกุรุมะเสียเปรียบนะ อะไรที่เสียไปแล้วไม่ควรนำกลับมาได้ง่ายๆ สิ กลับกลายเป็นว่าชายคนนั้นไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

ความเที่ยงธรรม ความเหมาะสม มูลค่าของสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งหมดอยู่ที่ความพึงพอใจของฮิกุรุมะ เขาตั้งเงื่อนไขว่าน้ำหนักตาชั่งทั้งสองข้างต้องเท่ากัน ทว่าในความเป็นจริงต่อให้ไม่เท่าก็ไม่มีผลแต่อย่างใด ฮิกุรุมะที่เป็นผู้ตั้งกฏสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้ตามใจชอบอยู่แล้ว หากเขาอยากมอบอะไรสักอย่างให้โดยไม่มีของตอบแทน ใครก็ห้ามเขาไม่ได้ หรือหากเขาต้องการรีดนาทาเร้น คู่เจรจาก็จำต้องรับสภาพอยู่ดี

“ในกรณีของฉัน จะถือว่าไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมก็ได้เหมือนกัน”

โกะโจ ซาโตรุช้อนตัวยูจิขึ้นมาอิงแอบอยู่บนตัก เล่าพลางจุมพิตใบหน้าผู้ฟังที่นั่งตัวแข็งทื่อพลาง แทนที่จะเรียกว่าติดคน คลับคล้ายอาการหวาดระแวงเนื่องจากถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังมานานเกินไปมากกว่า ยูจิไม่คุ้นเคยกับการสัมผัสแตะต้องอันคล้ายคลึงการแสดงความรักเช่นนี้

“เทพบางจำพวกไม่มีวันสูญสลายไป จะมีก็แต่การส่งมอบให้ผู้อื่นรับช่วงต่อเท่านั้น”

เมื่อฮิกุรุมะยินดีปลดเปลื้องตนเองและโกะโจยินดีรับช่วงต่อ ทันทีที่โกะโจลงมือสังหาร เขาจะรับมอบทุกสิ่งทุกอย่างจากฮิกุรุมะและกลายเป็นตัวตนผู้เป็นนิรันดร์ การตัดสินใจแบกรับนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะยินยอมพร้อมใจอย่างน้อยๆ หากวงจรความคิดยังทำงานตามปกติและไม่ชั่วช้าสามานย์จนเกินไปก็คงไม่รับ

ถ้าไม่ต้องการชีวิตนิรันดร์แล้วใครจะมารับไม้ต่อล่ะ?

คนที่เต็มใจคงจะมีแต่เด็กเล็กหรือผู้มีความบกพร่องทางความคิด หลอกคนพวกนั้นน่ะเป็นไปได้ยูจิจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเหลือคนสติดีๆ สักกี่คนที่ยินดีรับเผือกร้อนไหม้มือชิ้นนี้ การที่โกะโจยินยอม ไม่อยากคิดเลยว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจไม่ปกติจนใคร่ครวญได้ไม่รอบคอบ หรือวางแผนผลักภาระหลอกใช้เด็กๆ ไร้เดียงสาหลังเสวยสุขกับพลังอำนาจของเทพจนสาแก่ใจกันแน่

ในฐานะที่เคยเป็นผู้เสียหาย อิตาโดริ ยูจิคลื่นเหียนขึ้นมา โกะโจรั้งเขาเข้ามาชิด เกยคางลงบนกระหม่อมพลางลูบหลังปลอบประโลม ร่างกายของยูจิหยุดเจริญเติบโตเท่ากับเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอก โกะโจในตอนนี้จึงดูแก่กว่า และมีรูปร่างใหญ่โตกว่า

“คิดจะทำอะไรกันแน่ ซาโตรุคุง”

ฮิกุรุมะมีความเที่ยงธรรมในแบบของตัวเอง

โกะโจ ซาโตรุไม่ใช่ฮิกุรุมะ ฮิโรมิ

จากประสบการณ์มีชีวิตมาอย่างยาวนาน ยูจิเข้าใจความเย้ายวนของการได้รับอิสระเป็นอย่างดี ฮิกุรุมะน่าจะเบื่อหน่ายมากถึงได้หาอะไรทำฆ่าเวลาอย่างการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ การได้หลุดพ้นจากชีวิตนิรันดร์เสียทีคงเป็นสิ่งที่เฝ้ารอคอยมาโดยตลอด อีกฝ่ายใช้คำว่า แสดงความยินดี ตอนยูจิกำลังจะสิ้นอายุขัย การจากไปนี้จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องดีต่อฮิกุรุมะ ยูจิถึงไม่รู้สึกเศร้า

ที่น่าเศร้าคือในเมื่อฮิกุรุมะไม่อยู่แล้ว การแลกเปลี่ยนของยูจิจะเป็นอย่างไรต่อไปต่างหาก

“อยู่กับฉันไง ฉันแค่อยากอยู่กับยูจิเหมือนคู่รักปกติน่ะ” โกะโจตอบพร้อมรอยยิ้ม เสมือนได้ยินคำถามในใจ

หัวคิ้วผู้ฟังขยับเข้าหากัน เปี่ยมไปด้วยความเคร่งเครียดและวิตกกังวล คู่รัก? คู่รักเนี่ยนะ? ยูจิเม้มปากแล้วค่อยๆ คลาย พยายามแสดงความต้องการของตนออกมา “ฉัน...ไม่อยากอยู่ ไม่อยากดำรงอยู่อีกต่อไป จะชีวิตแบบไหนหรือในฐานะอะไรก็ช่าง...อยากเป็นอิสระ”

“...” ไม่มีเสียงใดขานตอบในทันที มือที่ลูบไล้เส้นผมและแผ่นหลังขึ้นลงอย่างปลอบประโลมเพิ่มน้ำหนักเล็กน้อย หลายอึดใจกว่าโกะโจจะเอ่ยออกมาว่า “ฉันไม่อยากปล่อยยูจิไปนี่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้”

ช่วงเวลาที่ยูจิหลับไปไม่รู้ว่าโกะโจผ่านอะไรมาบ้าง ต้องทำอะไรลงไปบ้างเพื่อจูงใจฮิกุรุมะจนอีกฝ่ายยอมรับเป็นผู้สืบทอด ยูจิมีความทรงจำต่อ หัวหน้า ไม่ดีนัก ในทางกลับกัน เขาเอ็นดูเด็กชายหัวรั้นโกะโจ ซาโตรุอยู่ไม่น้อย ตอนแรกอาจเห็นภาพคนสองคนซ้อนทับกันจริง แต่ภายหลังยูจิแบ่งแยกคนทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเด็กน้อยในวันวานเริ่มทำให้รู้สึกไม่ดีจนพานนึกถึง หัวหน้า ขึ้นมา

“ซาโตรุคุง ฉันอยู่มานานเกินพอแล้วล่ะ”

โกะโจยังคงโอบกอดยูจิเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไรเป็นนาน

นับจากนั้นโกะโจมาอาศัยในอารามสงฆ์ซ่อนมาร ยกตัวเองเป็นเจ้าบ้านคนที่สองอย่างใจกล้าหน้าทน เขามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ตามใจชอบ ทว่าแม้ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามากะทันหัน กลับไม่ได้สอดมือเข้ามาทำอะไรสถานที่ของยูจิ

สำหรับยูจิที่ต้องการเวลาในการปรับตัว นับว่าช่วยได้มาก

การมีใครสักคนเสนอตัวอยากเป็นคนรักมาอาศัยด้วยปุบปับ ต่อให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนคุ้นเคย ทว่าคนคุ้นเคยในวันวานเป็นเด็กน้อย ต่อให้เป็นยูจิผู้เคยชินกับการเห็นเด็กเล็กกลายเป็นคนชราในระยะเวลาอันสั้นจนค่านิยมมนุษย์หายสาบสูญไป เขาก็ยังต้องการเวลา

ซึ่งในความเป็นจริง นอกจากยูจิแล้ว โกะโจต้องการเวลาเช่นกัน ยูจิสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ บางทีมันอาจเป็นสิ่งกำหนดชีวิตของพวกเขานับจากนี้

“ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ มาก่อนเลย แค่อยากเจอยูจิน่ะ”

โกะโจบอกไว้แบบนั้น

เร่งรัดไปอาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันดี ยูจิใช้ชีวิตมานานแล้ว ใช่จะรอเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้ โกะโจผ่านโลกมาน้อยกว่าเขามาก ยูจิเห็นควรว่าอีกฝ่ายควรไตร่ตรองให้ดี

ระหว่างรอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ยูจิใช้เวลาไปตามที่เคยใช้ มองดูความเป็นไปของโลก ช่วยเหลือคน ช่วยเหลือสัตว์ ทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ไปตามประสา ส่วนโกะโจที่เพิ่มเข้ามาในชีวิต ยูจิปฏิบัติต่ออีกฝ่ายในลักษณะกึ่งโอนอ่อนกึ่งผลักไส ไม่ได้ผลีผลามตอบรับความรักอันท่วมท้น หากก็ไม่หักหาญน้ำใจ 

ความหวังในการหลุดพ้นอยู่เพียงเอื้อม หลีกเลี่ยงการผูกสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นจะดีกว่า ฝ่ายที่ต้องอยู่ต่อนั่นแหละที่จะเจ็บปวด

ผ่านไประยะหนึ่ง โกะโจเริ่มตกผลึก เขานำความคิดของตนมาหารือกับยูจิ

“ฉันยังอยากมีชีวิตต่อ อย่างน้อยก็อีกสักพัก วันหนึ่งค่อยตามหาใครสักคนเพื่อรับช่วงพลังนี้ไป ถ้าเป็นไปได้...ถ้าเป็นไปได้ ฉัน....ฉันอยากให้ยูจิอยู่ด้วย สักระยะหนึ่งก็ยังดี”

แม้ไม่ใช่มนุษย์ แต่โกะโจเพิ่งเป็นมนุษย์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ใช้ชีวิตมาได้ราวยี่สิบปีเท่านั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกิน

ยูจิเหนื่อยหน่ายกับชีวิตนิรันดร์ กระนั้นจิตใจเปี่ยมเมตตากับสายสัมพันธ์เก่าก่อนทำให้ตัดสินใจประนีประนอมจนได้ เขามองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยโกะโจก็ยินดีทำความปรารถนาในการจบชีวิตให้เป็นจริง ตนเพียงต้องอยู่ช่วยอีกฝ่ายปรับตัวระยะสั้นๆ เท่านั้น อย่างไรเสียการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์เป็นสิ่งอื่นจำเป็นต้องมีพลังใจอันแข็งแกร่ง นอกจากนี้มีผู้มีประสบการณ์คอยชี้แนะว่าควรทำอย่างไรในอนาคตย่อมเป็นการดีกว่าคลำทางสะเปะสะปะอย่างโดดเดี่ยว

ช่วงอายุที่ผ่านมายูจิแทบไม่คบค้ากับใคร ทว่ายังพอมีมิตรสหายอยู่บ้าง พาโกะโจไปทำความรู้จักพวกเขาเพื่อไม่ให้ชีวิตอันยืนยาวโดดเดี่ยวเกินไปก็ดีเหมือนกัน

“งั้นระหว่างเรา พอจะเริ่มต้นใหม่กันได้ไหม?”

เมื่อได้รับการเห็นชอบ โกะโจร้องขอเพิ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยูจิไม่แน่ใจนักว่าโกะโจหมายถึงอะไร ครั้นเอ่ยถามเพื่อขอความชัดเจน ชายหนุ่มผมสีขาวตบอกบอกอย่างแน่วแน่ว่าอยากมีความสัมพันธ์แบบคนรักไงล่ะ

 เป็นคำขอที่สนองตอบยากในหลายๆ เรื่อง...ไหนจะอายุขัยที่เหลือจำกัดของยูจิ ยังมีประสบการณ์ความรักแย่ๆ ในอดีตอีก นี่ยังไม่นับว่า ประสบการณ์ความรักแย่ๆ ยังมีหน้าตาเหมือนกับโกะโจ ซาโตรุเปี๊ยบ

ยูจินั่งยองลงเบื้องหน้าโกะโจ เด็กน้อยในชุดสตรีเปลี่ยนไปมากจริงๆ ถึงอย่างนั้นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อความสุขประเดี๋ยวประด๋าวแล้วมาเจ็บช้ำนานๆ มันได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย...

“ซาโตรุคุง ฉันว่า...”

อ้าว?

เมื่อกี้คิดอะไรอยู่นะ?

“ว่าอะไรเหรอยูจิ”

มือของโกะโจกุมมือของยูจิหลวมๆ ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ยูจิมองหน้าตาไร้พิษภัยตรงหน้า พยายามรื้อความทรงจำอีกครั้งอ้อ ดูเหมือนเขาจะคิดว่าตนคงอยู่ในความทรงจำของโกะโจไม่นานนัก อีกฝ่ายจะลืมเลือนเขาได้และมีชีวิตต่อไปอย่างดี ฉะนั้น ทำให้โกะโจในตอนนี้มีความสุขคงไม่เป็นไร

ตอนที่ความคิดไหลไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกที ปากขยับพูดว่าฉันจะลองพยายามดูไปเรียบร้อย

ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกายวาววับ โกะโจที่ดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากเหมือนย้อนกลับสู่สมัยก่อน แสดงความดื้อรั้นเอาแต่ใจอันซื่อตรงออกมาให้เห็น เขาเขย่ามือยูจิขึ้นลงอย่างกระตือรือร้น พักหนึ่งถึงหรี่ตาเขม้นมอง กดดันกันสุดฤทธิ์

“จริงๆ นะ พูดแล้วห้ามคืนคำนะ ต้องให้โอกาสฉันจริงๆ ด้วย”

ยูจิตามน้ำเพื่อรักษาความสงบสุขในปัจจุบัน หลีกเลี่ยงการปะทะคารมไม่จบสิ้น บอกว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว มาเริ่มกันใหม่เถอะ

โกะโจผลิยิ้มดั่งดอกไม้บานเมื่อได้สดับฟังคำรับรองชัดถ้อยชัดคำ เจ้าตัวโถมกายเข้าใส่ จมยูจิเข้าไปในอ้อมอกตน

“ดีใจจัง”

เบื้องหน้าถูกแผงอกบดบังจนมองอะไรไม่เห็น ยูจิยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรตอบสนองอย่างไร วินาทีนั้นหลังศีรษะถูกบางอย่างเคาะเบาๆ

สติสัมปชัญญะหลุดลอยในจังหวะนี้เอง

 

 

ตอนรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มผมขาวรูปงามชะโงกตัวมองลงมาจากด้านบน รอประสานสายตาได้สองสามวินาที แน่ใจว่ายูจิรู้สึกตัวแล้ว อีกฝ่ายกดศีรษะลงมา จูบบนริมฝีปากเบาๆ

“อรุณสวัสดิ์ ที่รัก”

 “...” ยูจิที่นอนราบขนานพื้นยังคงคิดตามไม่ทัน

หูได้ยินเสียงถามไถ่อย่างอ่อนโยนว่า ลุกไหวหรือเปล่า จากนั้นถูกประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างนิ่มนวลเอาใจใส่ ระดับสายตาที่สูงขึ้นทำให้มองเห็นรอบด้านเป็นมุมกว้างมากขึ้น ตำแหน่งเสา คาน เครื่องใช้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ บอกให้รู้ว่าที่นี่คืออารามสงฆ์ซ่อนมาร...มีบางจุดดูไม่คุ้นตา แต่เป็นอารามสงฆ์ซ่อนมารที่ใช้ชีวิตอยู่มานานปีอย่างไม่ต้องสงสัย

ยูจิยกมือคลึงข้างขมับ ในหัวเหมือนมีม่านหมอกเลือนรางชวนให้ใจไม่สงบ นับจากสูญสิ้นการเป็นมนุษย์ เขาจำไม่ได้ว่าเคยไม่สบายกายแบบนี้ด้วย

“ยูจิ ไม่สบายตรงไหนเหรอ?”

ส่วนชายคนนี้...

ชื่อหนึ่งพาดผ่านกะทันหัน ยูจิเปล่งเสียงเรียกชื่อนั้นออกมา “ซาโตรุคุง”

แต่ความจำนอกเหนือจากนี้ขาดแหว่งไม่ปะติดปะต่อ ไม่ว่าจะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์หรือตัวตนในปัจจุบันต่างผสมปนเปจนยุ่งเหยิง ยูจิขุดคุ้ยเจอใบหน้าของโกะโจ ซาโตรุในความทรงจำ มันค่อนข้างพร่ามัวและมีเพียงหยิบมือ อันที่จริงยูจิหลงเหลือความทรงจำอยู่น้อยมาก

“ขอโทษที พอดีนึกอะไรไม่ค่อยออกน่ะ”

สัญชาตญาณส่วนลึกบอกว่าอารามแห่งนี้ไม่เปิดรับ คนนอก การที่โกะโจอยู่ตรงนี้แสดงว่าเป็นคนใกล้ชิดหรือได้รับความไว้วางใจ นอกจากนี้อาจเพราะคำเรียก ที่รัก หรือการสัมผัสแนบชิดสะท้อนความสัมพันธ์ออกมาโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบาย ยูจิถึงเชื่อใจอีกฝ่ายโดยไร้เงื่อนไข บอกกล่าวสภาพร่างกายของตนอย่างตรงไปตรงมา

หางตาหางคิ้วของโกะโจลู่ตกลงเล็กน้อย โอบกอดยูจิพลางรำพึงรำพันว่าน่าสงสารเหลือเกิน

เพื่อความมั่นใจ ยูจิเปรยถามเรื่องของตัวเองกับที่มาของอาการผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ โกะโจเล่าให้ฟังว่าพวกเขาครองคู่กันมาหลายปีดีดัก ผูกสัญญาต่อหน้าฟ้าดินจะรักใคร่กลมเกลียวจนกว่าความตายพรากจาก ระหว่างใช้เวลาพักผ่อนตามประสาคู่สามี ประเหมาะเคราะห์ร้ายไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับภูตผีประจำท้องถิ่นนิดหน่อย ยูจิพลาดท่าถูกทำร้ายจึงสลบไสลไปพักหนึ่ง เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นแบบนี้

ยูจิรับสารพลางค่อยๆ ย่อยข้อมูล ปล่อยให้อีกฝ่ายลูบใบหน้าสลับกับพรมจูบไปเรื่อยๆ ตอนนั้นเองที่เกิดความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง

“ซาโตรุคุงแข็งแกร่งใช่ไหม?”

“แน่นอนสิ!

“มีวิธีเอาความจำกลับมาหรือเปล่า?”

"..." รอยยิ้มของโกะโจค้างไป เสียงทื่อขึ้นนิดหนึ่ง “ทำไม่ได้ จะไปทำ...ไม่สิ ต้องทำได้สินะ ทำได้แน่นอน ยูจิอยากได้ความจำคืนเหรอ?”

การมีความทรงจำย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้ว ยูจิคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะคิดแบบนี้ ทว่าท่าทีของโกะโจทำให้เกิดความลังเล เรื่องที่ลืมไปแล้วยูจิย่อมไม่ตระหนักถึงความสำคัญและไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาเป็นห่วงแค่โกะโจกำลังลำบากใจมากกว่า สมมติเจ้าตัวสามารถนำความทรงจำกลับคืนมาให้ยูจิได้แต่ต้องเหนื่อยยากตรากตรำ ยูจิคิดว่าตนไม่ได้ต้องการความทรงจำขนาดนั้น

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”

“ใช่ ไม่เป็นไรหรอก” โกะโจรีบกระชับอ้อมแขน ลูบหลังยูจิขึ้นลง กระซิบเสียงอ่อนหวานว่า “คนบางจำพวก ความจำบางอย่างน่ะ ลืมไปดีกว่า เรื่องที่ผ่านมาแล้วฉันจะเล่าให้ฟังเอง พวกเรามาสร้างความทรงจำใหม่เยอะๆ ทดแทนกันเถอะนะ”

เสี้ยนหนามเล็กๆ ตำยุบยิบอยู่ในใจ ยูจิคิดว่ามันไม่สลักสำคัญจึงบ่งทิ้งตัดรำคาญ

ในเมื่อซาโตรุคุงพูดแบบนั้น เรื่องที่ลืมไปแล้วปล่อยให้ลืมไปเถอะ








1 comment:

  1. ไอ่โจจจจจ แกนี่มันนนน

    ReplyDelete