Wednesday, 30 November 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] Straight Line Part 1

Fanfic Daiya no A

Straight Line

[Part : 1]




Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun

Rating  : SFW




พอรู้ตัวว่ามีความรัก ซาวามุระ เอย์จุนสารภาพรักทันที

เด็กหนุ่มเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว ไม่เห็นประโยชน์ว่าการยื้อเวลาจะช่วยอะไร ตอนม.ปลายปีสอง เขาเดินเข้าไปหากัปตัน ยืดอกประกาศคำรักอย่างลูกผู้ชายอกสามศอก

ผลของความใจเร็วครั้งนั้นคือโดนปฏิเสธ...แน่นอนที่สุด

แม้จะตกใจในตอนแรกทว่ามิยูกิ คาซึยะก็กลับมายิ้มเรี่ยราดภายในเวลาไม่กี่วินาทีและตอบปฏิเสธอย่างเยือกเย็นสมเป็นตัวเอง เอย์จุนเดาผลลัพธ์ได้แต่แรกจึงไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้เห็น อย่างไรก็ตาม แค่โดนปฏิเสธสักหนไม่ได้ทำให้คนหัวดื้อตัดใจแต่อย่างใด ในเมื่อมิยูกิยังไม่มีแฟน คนที่ชอบก็ดูเหมือนจะไม่มี ทำไมต้องรีบตัดใจกับแค่โดนปฏิเสธสักครั้งสองครั้งด้วย เอย์จุนประกาศชัดว่าตนจะพยายามต่อจนกว่ามิยูกิจะมีคนรักนั่นแหละ เตรียมใจไว้ซะ!
           
กัปตันชมรมเบสบอลโรงเรียนมัธยมปลายเซย์โดเพียงแต่หัวเราะฮ่าๆ เมื่อได้ยินคำประกาศราวกับมันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
           
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นเหมือนที่แล้วๆ มา เซาท์พาวพิชเชอร์แม้จะมีความรักก็ไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับกิจกรรมชมรม ยังคงตั้งใจซ้อมและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าสภาพก่อนและหลังสารภาพรักแทบไม่ต่างกัน วิธีพูดกับรุ่นพี่ที่ตนชอบก็ไม่ได้เคารพนบนอบมากขึ้น เรียกได้ว่าทำตัวเป็นปกติอย่างมาก
           
สิ่งเดียวที่ปฏิบัติต่างจากตอนก่อนรักมิยูกิคือการแสดงออกว่าหลงรักแคชเชอร์คนเก่งอย่างชัดเจน อยู่ๆ นึกอยากบอกรักขึ้นมาก็แหกปากไม่เลือกสถานการณ์และสถานที่ ตอนแรกคนรอบตัวยังทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเพราะรับไม่ค่อยได้กับความสัมพันธ์แนวนี้ของคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ชายทั้งคู่...พอเวลาผ่านไปถึงเริ่มเห็นเป็นเรื่องปกติ
           
เหตุการณ์ทำนองนี้ดำเนินไปเรื่อยจนถึงวันจบการศึกษาของปีสาม วันนั้นเอย์จุนขอคบมิยูกิด้วยสีหน้าจริงจัง พอโดนถามว่าไม่รอให้ตนรักก่อนค่อยขอคบจะดีหรือ เอย์จุนก็ยิ้มกว้าง
         

เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้นายจะไปเรียนที่อื่นแล้ว ถ้าชิงขอคบไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นไงล่ะ!’
           

กระนั้นเด็กหนุ่มก็บอกต่อว่าถ้าเจอคนที่ชอบจริงๆ เมื่อไหร่ให้บอกตนทันที หากเวลานั้นมาถึงจะยอมถอยอย่างลูกผู้ชาย

มิยูกิอดยิ้มด้วยความอ่อนใจไม่ได้ แม้ไม่ได้รักใคร่ด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันแต่มิยูกิเอ็นดูเอย์จุนอยู่มากถึงได้ยอมปล่อยให้ทำอะไรตามใจมาตลอด

ครั้งนี้ก็ใจอ่อนเหมือนที่แล้วๆ มา

ทั้งสองคนจึงเริ่มคบกัน








จบจากเซย์โดมาแล้วสองปี ซาวามุระ เอย์จุนยังคงสิงสถิตอยู่ที่โตเกียว

ตอนเรียนปีสุดท้ายมีการทาบทามมาจากมหาลัยสองสามแห่ง หลังพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบกับไปดูสถานที่จริง สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เลือกเข้าศึกษาต่อยังมหาลัย D เอย์จุนวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส งานนี้จะเอาชนะมหาลัยที่ฟุรุยะเรียนอยู่ให้ได้

...ดันกลายเป็นเรียนที่เดียวกันซะอย่างนั้น

ทั้งเอย์จุนและฟุรุยะมีความเห็นว่าอยากอยู่หอพักนอกมหาลัยเหมือนกันเลยกอดคอกันไปหาห้องแล้วหารกันออกค่าใช้จ่าย เอย์จุนอยากลองทำงานพิเศษ ส่วนฟุรุยะอยากอยู่ห้องแอร์ หอพักสำหรับนักกีฬาไม่ตรงตามเงื่อนไขถึงได้พากันมาอยู่ข้างนอก แม้จะยังเป็นคู่แข่งที่จิกกัดกันตลอดแต่ก็สนิทกันมากขึ้นกว่าสมัยเรียน ม.ปลายชนิดเทียบกันไม่ได้

คู่แข่งตัวเอ้เลยกลายเป็นรูมเมท...อยู่ด้วยกันสองคนมาสองปีแล้ว น่าเศร้าใจแท้

วันนี้วันอาทิตย์

เพื่อนร่วมงานที่ร้านขายดอกไม้มาขอแลกเวรเอย์จุนจึงว่าง เขากะจะไปรบกวนมิยูกิจึงส่งข้อความบอกฟุรุยะว่าไม่ต้องซื้อข้าวเผื่อ จากนั้นส่งข้อความอีกฉบับไปบอกคนที่ตนจะไปรบกวนว่าเตรียมข้าวเผื่อให้ที

สีหน้ามิยูกิตอนเปิดประตูออกมารับแฝงความเหนื่อยล้ากับนิสัยทำอะไรตามใจตัวเองสุดขีดของเอย์จุน

“อย่างน้อยก็น่าจะบอกตั้งแต่เช้านะ...”

อดีตกัปตันเซย์โดบอกว่าตนเพิ่งกลับมาจากไปซื้อของสดเพิ่ม ดังนั้นจึงยังไม่ได้เริ่มทำอาหาร ให้นั่งรอไปก่อน เอย์จุนพยักหน้ารับหงึกๆ แล้วหยิบถ้วยกับตะเกียบของตัวเองออกมาวาง จากนั้นไปนั่งดูคลิปการเล่นของซานาดะ ชุนเปย์รอ ราวสี่สิบห้านาทีมิยูกิถึงเรียกไปกินข้าว

เจ้าบ้านมองคนเจริญอาหารซึ่งก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

“นายนี่สุดยอดเลยนะ...”

“อื๋อ? อ๋ายอึ๋งอะไออ๋อ?”

“ช่างเหอะ กินไปซะ”

เอย์จุนเลิกคิ้วนิดๆ จากนั้นจึงไหวไหล่อย่างคร้านจะใส่ใจแล้วกินข้าวต่อตามที่ฝ่ายตรงข้ามบอก

พวกเขาสองคนตอนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน มีแค่ความสัมพันธ์เก่าๆ ที่ยึดโยงอยู่เท่านั้น เมื่อปีก่อน มิยูกิบอกว่ามีคนมาสารภาพรัก และตนชอบคนคนนั้นจึงขอยุติความสัมพันธ์ฉันคนรักกับเขา

เอย์จุนรักษาคำพูดอย่างดี

แม้บ่นว่าเสียดายที่มิยูกิจะมีคนรักแต่ไม่รั้งมิยูกิไว้เลย ทั้งยังอวยพรขอให้รักกับหญิงสาวที่ตนไม่เคยเห็นหน้าไปนานๆ

ตอนนี้มิยูกิโสดแล้ว

เพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ทว่าเอย์จุนที่ยังรักมั่นต่อมิยูกิไม่ได้ทำเรื่องฝืนใจคนใส่แว่นด้วยการขอกลับมาคบกันใหม่ เด็กหนุ่มคิดว่ารุ่นพี่ต้องการเวลาทำใจ แค่เขาได้อยู่ใกล้ชิดอย่างนี้เป็นบางครั้งบางคราวก็มีความสุขแล้ว แม้จะอยากให้มิยูกิรักตน แต่ไม่อยากให้เป็นรักจากการบีบบังคับ

อยากให้รักด้วยความรู้สึกแท้จริงจากใจ

ช่วงเวลาก่อนนี้ที่คบกัน เอย์จุนสัมผัสความรักจากมิยูกิไม่ได้ การเอาคำว่าคนรักมาพันธนาการทั้งที่ไม่มีความรู้สึกพิเศษเป็นเรื่องสูญเปล่า เขาไม่อยากทำแบบเดิมจึงไม่ไล่ต้อน เมื่อรู้ว่ามิยูกิกลับมาโสดอีกครั้งก็บอกแค่ตนยังรักมิยูกิเหมือนเดิม ถ้าเป็นไปได้ขอแวะไปเที่ยวเล่นที่บ้านบ้างได้ไหม มิยูกิไม่ได้ปฏิเสธ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเป็นอะไรที่บรรยายยากอย่างที่เห็น

“ถ้าจะมาบ่อยขนาดนี้ จะทิ้งชามข้าวหรือแปรงสีฟันเอาไว้ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ”

มิยูกิพูดทีเล่นทีจริงขณะมองคนรักเก่า

เอย์จุนโฉบมาค้างห้องของตนบ่อยมาก ได้ยินมาว่าไปรบกวนคนอื่นบ่อยเหมือนกัน แทบทุกอาทิตย์ต้องมีไปค้างกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ไม่รู้จะเรียกว่าขี้เหงาหรืออยู่ไม่สุขดี แต่ที่แน่ๆ คือในจำนวนคนทุกคนที่ตัวปัญหาชอบไปเยี่ยมเยียน มิยูกิโดนรบกวนมากที่สุด ที่พูดมาเลยไม่ได้เป็นคำสัพยอก

ทว่าได้ยินแล้วเอย์จุนกลับค้อนให้วงหนึ่ง เด็กหนุ่มกลืนอาหารลงคอก่อนแจงสี่เบี้ย “ไม่เอาอะ ไม่อยากซื้อของเพิ่ม เปลืองตังค์”

ฟังดูมีเหตุผลไม่สมเป็นบากะมุระยังไงไม่รู้

ขณะที่มิยูกิปั้นหน้าไม่ถูก เอย์จุนทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกก่อนเอ่ยออกมา

“ไม่ต้องห่วงๆ ไม่ได้หมายความว่าฉันเบื่อนายแล้วหรอกนะ ฉันรักนายเหมือนเดิมแหละ เอ้า ข้าวเย็นแล้ว กินเร็วเข้า กินข้าวตอนร้อนๆ นี่แหละอร่อยที่สุด” ว่าไปใช้ตะเกียบชี้จานกับข้าวไป คำบอกรักปนกับคำพูดในชีวิตประจำวันจนไม่มีความโรแมนติกเหลืออยู่เลย

ไร้ความละเอียดอ่อนสุดๆ

มิยูกิเท้าคางมองสีหน้าแจ่มใสของรุ่นน้องต่างมหาลัย ตะเกียบวางนิ่งอยู่กับที่ “นายยังชอบฉัน?”

“อ้อออกไอแอ๊วอี้” ไส้กรอกล่วงผ่านลำคอเรียบร้อย เสียงพูดอู้อี้ค่อยกลับมาฟังรู้เรื่อง “อะไรกัน นี่นายไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอ เสียใจชะมัด อ๊ะ...ข้าวหมด เติมหน่อย”

ถึงรู้มานานแล้วว่างี่เง่า แต่แบบนี้มันน่าแคลงใจมั้ยล่ะคนแก่กว่าคิดในใจขณะลุกไปเติมข้าวให้ คำพูดของคุราโมจิดังขึ้นในสมอง ใช้เวลาลังเลชั่วอึดใจก็ถามออกไปอย่างอดไม่ได้ “...ได้ยินว่านายไปเดท ก็เลยนึกว่ามีแฟนแล้ว”

เอย์จุนรับชามข้าวมา ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ทำไมอะ ต้องไปเดทกับแฟนเท่านั้นเหรอ ฮารุจจิบอกว่าไม่เป็นแฟนก็ไปเดทได้นี่นา อีกอย่างเด็กคนนั้นแค่ขอให้ไปดูหนังเป็นเพื่อนเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”

“นี่นาย...”

“อ๊า! ฉันจะดูวาไรตี้โชว์ นี่ รีโมทๆ! รีโมททีวีอยู่ไหน!

“...”

...มิยูกิหยิบรีโมทส่งให้

เอย์จุนรีบรับมาเปิดโทรทัศน์ เห็นว่ารายการที่อยากดูฉายแล้วก็รีบจัดการข้าวที่เหลือแล้วยกชามเปล่าไปวางรอล้าง ตัวเองรีบกลับมานั่งเฝ้าหน้าจอด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ซักไซ้ไล่เรียงหรือแซวมิยูกิว่าหึงหรือไง

ไม่พูดอะไรเลย

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่รู้จะเรียกว่าแปลกหรือเปล่า ซาวามุระ เอย์จุนมีระบบความคิดต่างจากคนอื่น อยู่ๆ ก็ชอบทำอะไรที่คนรอบข้างคาดไม่ถึง นอกจากนี้ยังเป็นคนทำอะไรเต็มที่ พลังงานเหลือเฟือ จากการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าชอบมิยูกิ น่าจะกระตือรือร้นกว่านี้เมื่อได้ยินคนที่ชอบถามคำถามที่ดูคล้ายหึงหวง

การที่เอย์จุนไม่ถามเป็นเพราะไม่ใส่ใจเรื่องนั้น

มิยูกิคงไม่รู้และไม่มีวันได้รู้

...ว่าเอย์จุนมีความขัดแย้งในใจ

นั่นคือทั้งอยากถูกรักและไม่อยากถูกรัก ตั้งแต่แรกสิ่งที่เอย์จุนทำคือการโยนความรู้สึกตัวเองใส่ บอกว่ารัก...ว่าอยากคบ คำพูดและการกระทำแสดงออกว่ารักโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามในการตีความ กระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่เคยเรียกร้องความรักกลับคืนแม้แต่ครั้งเดียว ตอนที่คบกันก็ไม่เคยถามสักคำ

...ว่ารักตนไหม เมื่อไหร่จะรัก ตัวเองมีหวังบ้างหรือเปล่า

นับวันความขัดแย้งนั้นเริ่มคลายตัวจนเริ่มเห็นรูปร่างที่แท้จริงของความต้องการในใจตัวเอง เอย์จุนตระหนักได้ในวันที่มิยูกิบอกว่าจะไปคบคนอื่น

แม้รักมิยูกิหมดใจแต่เอย์จุนกลับยิ้มเมื่ออยู่ตามลำพัง

แค่ได้รักมิยูกิก็เพียงพอแล้ว

ความจริงเขาไม่ได้ต้องการให้มิยูกิรักตอบเลย

ถึงยังรัก...

แต่เขาถอดใจไปนานแล้ว




เอย์จุนเดินลั้ลลากลับห้องด้วยสีหน้าแจ่มใส วันนี้ได้เจอมิยูกิที่ไม่ได้เจอมาตั้งอาทิตย์กว่า จิตใจได้รับการเยียวยาจนปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง คิดว่าคงอารมณ์ดีได้จนถึงพรุ่งนี้เช้าเชียวล่ะ

เด็กหนุ่มสะบัดรองเท้าทิ้งลวกๆ ก่อนเดินเข้าไปด้านใน เห็นฟุรุยะกำลังหลับอยู่จึงผ่อนน้ำหนักเท้าแล้วเดินอ้อมขายาวๆ ไปวางกระเป๋าเป้ คนหลับรู้สึกตัวตื่นตอนเขากำลังหยิบปากกามาร์คเกอร์บนตู้เก็บของเพื่อกากบาทลงบนปฏิทินพอดี

“...”

คนพูดน้อยไม่ได้ทักทายอะไร เอย์จุนเลยถามไปเรื่อยว่ามื้อเย็นกินอะไรมา อร่อยไหม...ถามไปก็ถอดเสื้อนอกไป ตั้งใจเตรียมตัวอาบน้ำแล้วมากลิ้งเกลือกเล่นก่อนค่อยนอน

ฟุรุยะมองปฏิทินก่อนเบนสายตาไปยังแผ่นหลังเพื่อน

“ของที่ฝากส่ง อีกอาทิตย์นึงจะถึงนากาโนะ”

ถึงตอบไม่ตรงคำถามทว่าคนฟังเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร มือที่จับชายเสื้อยืดคลายออก เอย์จุนเปลี่ยนใจกลับมานั่งซุกในโต๊ะอุ่นขาฝั่งตรงข้ามคู่ปรับ ต่อให้ยังมีสีหน้าเฉยเมยทว่าดวงตาดุจหินออบซีเดียนแฝงประกายบางอย่างผิดไปจากปกติ

เอย์จุนเห็นแล้วอยากเอื้อมมือไปตบไหล่แล้วพูดอะไรสักคำสองคำแต่รู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นไม่มีประโยชน์

นอกจากนี้ยังรู้ดีเช่นกันว่าตัวเองงี่เง่า

ฟุรุยะคงไม่อยากฟังคำพูดงี่เง่าๆ ของคนงี่เง่าหรอก

ฉะนั้น ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า




“เอย์จุนคุงมีคนมาสารภาพรักตั้งเยอะ น่าจะตัดใจจากมิยูกิเซมไปแล้วลองคบคนอื่นดูนะ”

ฮารุอิจิเปิดฉากพูดแบบนี้โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถึงตอนนี้จะเรียนกันคนละที่แต่หนุ่มน้อยร่างเล็กคนนี้ก็ยังไปมาหาสู่กับเอย์จุนสม่ำเสมอ มีเรื่องอะไรคนปากมากเล่าให้ฟังตลอด เรื่องที่ถูกสารภาพรักก็เหมือนกัน ถึงจะไม่ได้บอกทุกครั้งแต่ก็เล่าให้ฟังหลายครั้ง ฮารุอิจิจึงทราบว่าตั้งแต่ขึ้นมหาลัยเพื่อนสนิทเนื้อหอมขึ้นมาก

เอย์จุนเองก็เป็นคนมีความรัก แม้จะปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาสารภาพรักอย่างชัดเจน แต่เด็กหนุ่มก็อ่อนโยนกับสาวๆ เหล่านั้นมาก อย่างเรื่องไปเดทครั้งก่อนก็เหมือนกัน...เพราะสาวเจ้าบอกว่าอย่างน้อยก็อยากจะได้ใกล้ชิดคนที่หลงรักสักครั้งเอย์จุนจึงตกลง ขณะเดียวกันก็บอกว่าไปเป็นเพื่อนน่ะได้ แต่คงรับรักไม่ไหวนะด้วยสีหน้าร่าเริง

เอย์จุนเองก็อยากอยู่ใกล้ๆ มิยูกิ การที่มิยูกิยินยอมให้ป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวทำให้เอย์จุนมีความสุขมาก หากถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาคงทำใจแทบไม่ได้ เขาเห็นหญิงสาวที่หลงรักตนซ้อนทับกับตนเองถึงได้ใจอ่อนให้พวกเธออยู่ตลอด

เด็กหนุ่มยิ้มให้เพื่อนสนิทที่แสดงอาการเป็นห่วง “ไม่เป็นไรๆ ตอนนี้ฉันชอบมิยูกิ จะให้ซี้ซั้วคบกับคนอื่นก็เสียมารยาทกับคนคนนั้นแย่สิ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”

“ผมหมายถึงให้ลองตัดใจต่างหาก” ฮารุอิจิถอนหายใจ “รอมิยูกิเซมไปมาตั้งสี่ปี่แล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังไม่ใช่เหรอ คนเราจมอยู่กับคนคนเดียวตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะเอย์จุนคุง”

ฮารุอิจิไม่ได้เรียนที่เดียวกับมิยูกิ แทบไม่ได้คุยกับมิยูกิเลย กระนั้นเห็นเพื่อนยังตั้งตาคอยก็พอรู้ว่ารักยังไม่สมหวัง...และคงไม่มีวี่แววด้วย เอย์จุนแสดงอาการทุกอย่างผ่านสีหน้า ถ้ามีหวังขึ้นมาย่อมต้องดี๊ด๊าจนสังเกตได้ การทำตัวเหมือนปกติแสดงว่าความสัมพันธ์ไม่คืบหน้า

“ฟังนะฮารุอิจิคุง ข้ากระผมซาวามุระ เอย์จุนนั้นยึดคติผู้ชายสมควรรักมั่นต่อคนคนเดียวตลอดชีวิต!

ปากช่างจำนรรจาจ้อน้ำไหลไฟดับ ฮารุอิจิเห็นเพื่อนอยากพูดก็ปล่อยให้พูดยาว ไหนๆ ก็ไม่ค่อยได้เจอกันเลยอยากตามใจซะหน่อย

อันที่จริงหนุ่มน้อยร่างเล็กอยากสัมผัสบรรยากาศผ่อนคลายเก่าๆ ต่ออีกสักพัก ทว่าดวงตาเฉียบคมสังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเมียงมองมาทางพวกตนอย่างผิดสังเกต

มือเล็กยกขึ้นเป็นการปรามเพื่อนหมายรอดูท่าทีของหญิงสาวแปลกหน้า พอเอย์จุนเก็บกิริยาไปนั่งกระพริบตาปริบ เธอคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเองโดยไม่ต้องทำอะไร ด้วยสีหน้าท่าทาง ฮารุอิจิไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้าย เขาปล่อยให้คนแปลกหน้ามายืนข้างโต๊ะตัวเองอย่างสงบ

“ขอโทษนะคะ” เสียงเจ้าหล่อนใสกังวาน

เอย์จุนเงยหน้ามอง จากนั้นใบหน้าพลันแดงวาบ...

สวยชะมัด

หญิงสาวผมยาวตรงสีดำ ใบหน้าสะสวย กริยาชวนมอง จริตกำลังพอดี...ไม่มากและไม่น้อยเกินไป...ค่อนข้างจะหาได้ยากสำหรับเอย์จุนที่เจอแต่สาวเปรี้ยวไม่ก็ห้าวไปเลย คนที่มีรูปลักษณ์และนิสัยเช่นนี้เพิ่งจะเคยเห็น กล่าวได้ว่าความประทับใจบังเกิดโดยไม่ต้องพยายามสร้าง

ยิ่งพี่สาวแสนสวยส่งยิ้มให้ หนุ่มน้อยผู้ไม่ประสาก็แทบจะละลายมันตรงนั้น

“เธอคือ ซาวามุระ เอย์จุน?”

“...คร้าบ”

เด็กหนุ่มขานเสียงอ่อนเสียงหวาน ไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมมีคนมาถามชื่อตน จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่มุ่นหัวคิ้ว ฮารุอิจิมีความเห็นว่าเธอดูไม่เหมือนแฟนๆ ที่ตามการแข่งกีฬา คำถามคือเธอคนนี้มาข้องเกี่ยวกับเอย์จุนด้วยเรื่องอะไร

เพราะห่างกันไปจึงมีช่องว่างที่ถมไม่เต็ม ฮารุอิจิไม่รู้ว่าช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเอย์จุนไปทำอะไรมาบ้าง อาจเคยเกี่ยวข้องกับคนคนนี้โดยที่ตนไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงปิดปากเงียบรอดูสถานการณ์

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ด้วยพี่สาวยิ้มให้อย่างมีอัธยาศัย เอย์จุนเสนอตัวถามเองอย่างกระตือรือร้นเผื่ออีกฝ่ายมีเรื่องขอให้ช่วย ปรากฏร่างบอบบางตรงหน้าเพียงคลี่ยิ้มบาง

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เคยได้ยินชื่อเธอจากเขาบ่อยๆ เลยสงสัยว่าเป็นคนยังไงก็เท่านั้นเอง”

“...?”

“ฉันพอใจแล้วล่ะ ไม่รบกวนแล้ว เชิญตามสบายนะ”

รอยยิ้มงดงามถูกส่งทิ้งท้าย และแล้วเทพธิดาก็เดินจากไป

เอย์จุนโบกมือหย็อยให้คนแปลกหน้าแม้รู้ว่าเธอมองไม่เห็น ปากก็พูดกับเพื่อนเหมือนอยากขอเสียงสนับสนุน “สวยจังเลยน้า ว่างั้นมั้ย ฮารุจจิ”

“ฮะๆ...” หนุ่มน้อยผมชมพูหัวเราะตามน้ำไปอย่างนั้น แม้คาใจกับการปรากฏตัวปุบปับหากคิดมากไปก็ไม่ใช่เรื่องในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ได้มีเจตนาคุกคาม ดวงตาคู่โตละจากแผ่นหลังที่ค่อยๆ เล็กลง เบือนไปยังนาฬิกา หลังคำนวณในใจครู่หนึ่ง ฮารุอิจิดึงเรื่องคุยไปทางอื่น “นั่งอีกสักพักแล้วกลับกันเถอะ พี่ชายกำลังจะกลับ เขาลืมกุญแจ เพราะงั้นคงต้องกลับหอก่อนเขาจะมาถึงนะ”

“ได้!

วันนี้เอย์จุนที่หอบกระเป๋าสะพายใบใหญ่เพราะจะไปรบกวนพี่น้องโคมินาโตะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันโดยไม่มีความเห็นเป็นอื่น




ตอนสองหนุ่มมาถึงห้องพักก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว แม้รูปร่างจะเล็กและมีใบหน้าชวนมองแต่เอย์จุนรู้ดีว่าชายคนนี้เป็นอสุรกายในคราบเทวดา

โคมินาโตะ เรียวสุเกะมองน้องชายร่วมสายเลือดและรุ่นน้องเจ้าปัญหา รอยยิ้มบนริมฝีปากคล้ายจะหยักมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ได้ข่าวว่านายอยู่ไม่สุข มาสุโกะเพิ่งบอกว่านายไปกวนเขาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน”

เอย์จุนหัวเราะแหะๆ ไม่ปฏิเสธในเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว ส่วนฮารุอิจิรีบไขกุญแจห้องเพราะเกรงพี่ชายจะยืนนานจนเมื่อย และถ้าเมื่อยก็อาจจะแผลงฤทธิ์เอาอีก ตอนที่พากันเดินเข้าห้อง ไม่รู้เป็นเพราะรอนานจนอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า ลิ้นของเรียวสุเกะยังคงพ่นพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

“แทนที่จะมาตอแยคนอื่น ไปยุ่งกับมิยูกิให้ยอมรับรักซะทีไม่ดีกว่าเหรอ”

...แต่หนังด้านๆ ของเอย์จุนมีความหนาเกินกว่าพลังทำลายล้างจะกล้ำกายได้

“คนเขาเพิ่งอกเดาะจากการโดนสาวทิ้งมา ไม่ควรไปเร่งรัดมั้งครับ”

“ได้ยินมาว่ามิยูกิเป็นฝ่ายบอกเลิกนะ ฝ่ายหญิงสวยมากซะด้วย” เรียวสุเกะยังคงยั่วยุ

หนุ่มน้อยยิ้มซื่อ “แต่เลิกเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ฮารุอิจิกับเรียวสุเกะลอบมองหน้ากัน น้ำคำบ่ายเบี่ยงที่ได้ยินประกาศความโจ่งแจ้ง...เอย์จุนจะไม่ตื๊อมากไปกว่าที่เป็น บางทีการที่มิยูกิหนีไปมีแฟนใหม่หนนี้อาจทำให้คนบ้าที่เอาแต่วิ่งเป็นเส้นตรงอย่างเดียวถอดใจสำเร็จแล้วก็ได้

แม้พฤติกรรมของเอย์จุนยังคงแสดงชัดว่ารักหลงรุ่นพี่เฉกเช่นเดิม กระนั้นอะไรบางอย่างกลับแตกต่างจากคนที่กำลังมีความรักคนอื่นๆ เขาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ไม่เคยกดดันหรือเรียกร้องอะไร ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ยิ่งมองเห็นชัด เอย์จุนทำตัวเหมือนพอใจกับแค่การรักข้างเดียวเท่านั้น เรื่องจะขอคบคงไม่มีเป็นครั้งที่สอง เหมือนพอพยายามแล้วผลลัพธ์ล้มเหลวก็ไม่คิดเดินย้อนทางเดิม

“ถ้ามิยูกิคิดจะรักผมบ้างคงรักไปแล้ว ตอนนี้ผมก็ไปกวนหมอนั่นอยู่ไม่ใช่น้อย...ทำมากกว่านี้คงไม่ไหวหรอกครับ”

“เอย์จุนคุง...”

ฮารุอิจิมองแผ่นหลังเพื่อน อยากถามเหลือเกินว่าเป็นแบบนี้ทำไมยังไม่คิดตัดใจอีก ทำไมไม่หันไปหาคนอื่นสักที มีคนอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้เอย์จุนมีความสุข ทำไมต้องเป็นมิยูกิ คาซึยะด้วย ทั้งที่คิดว่ารุ่นพี่ไม่มีทางหันมารักแล้วจะดันทุรังต่อไปทำไม

เพราะเป็นเพื่อนสนิท ฮารุอิจิคล้ายจะสัมผัสความรู้สึกย่ำแย่ของคนตรงหน้าได้ มันทำให้เขาพลอยเศร้าตาม พร้อมกันนั้นก็เจ็บใจที่ช่วยเหลือเอย์จุนไม่ได้เลย

เรียวสุเกะตบหลังน้องชายผู้อ่อนโยนเบาๆ

ตอนนั้นเองที่ผู้มาเยือนแหวกม่านดังฟึ่บ

เอย์จุนทาบมือกับบานกระจก เพราะอากาศภายนอกเริ่มเย็น พอพ่นลมหายใจเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองพลันขุ่นมัวเพราะฝ้าขึ้น ดวงตาสีอำพันมองทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างกลางท้องฟ้าสีม่วงดำ กลีบปากแย้มออกเป็นรอยยิ้มขณะพึมพำให้สองคนด้านหลังได้ยิน

“...ฝนตกจริงๆ ด้วยเนอะ”







Talk

เรื่องนี้ยาวไม่เกินสี่พาร์ทค่ะ อารมณ์ต่างจากเรื่องอื่นๆ นิดหน่อย ไม่รู้เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องกับการใช้ภาษาหรือเปล่า...





1 comment:

  1. คนที่พอใจกับการแอบรักข้างเดียว ไม่ได้อยากรับความรักตอบ ไม่ได้เรียกร้องเนี่ย... ไม่เจ็บจริงๆ เหรอเอย์จุนคุง ; - ;

    อุ้หุ้ววว สงสารน้อง โง้ยยยย แต่น้องเก่งมากเลย พยายามมากเลย

    แต่... มิยูกิเซมไปเป็นฝ่ายบอกเลิก เป็นสัญญาณอะไรบางอย่างรึเปล่านะ ?

    ReplyDelete