Fanfic Daiya no A
Straight Line
[Part : 1]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating :
SFW
พอรู้ตัวว่ามีความรัก ซาวามุระ
เอย์จุนสารภาพรักทันที
เด็กหนุ่มเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว
ไม่เห็นประโยชน์ว่าการยื้อเวลาจะช่วยอะไร ตอนม.ปลายปีสอง เขาเดินเข้าไปหากัปตัน ยืดอกประกาศคำรักอย่างลูกผู้ชายอกสามศอก
ผลของความใจเร็วครั้งนั้นคือโดนปฏิเสธ...แน่นอนที่สุด
แม้จะตกใจในตอนแรกทว่ามิยูกิ คาซึยะก็กลับมายิ้มเรี่ยราดภายในเวลาไม่กี่วินาทีและตอบปฏิเสธอย่างเยือกเย็นสมเป็นตัวเอง
เอย์จุนเดาผลลัพธ์ได้แต่แรกจึงไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้เห็น อย่างไรก็ตาม
แค่โดนปฏิเสธสักหนไม่ได้ทำให้คนหัวดื้อตัดใจแต่อย่างใด ในเมื่อมิยูกิยังไม่มีแฟน
คนที่ชอบก็ดูเหมือนจะไม่มี ทำไมต้องรีบตัดใจกับแค่โดนปฏิเสธสักครั้งสองครั้งด้วย
เอย์จุนประกาศชัดว่าตนจะพยายามต่อจนกว่ามิยูกิจะมีคนรักนั่นแหละ เตรียมใจไว้ซะ!
กัปตันชมรมเบสบอลโรงเรียนมัธยมปลายเซย์โดเพียงแต่หัวเราะฮ่าๆ
เมื่อได้ยินคำประกาศราวกับมันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นเหมือนที่แล้วๆ มา เซาท์พาวพิชเชอร์แม้จะมีความรักก็ไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับกิจกรรมชมรม
ยังคงตั้งใจซ้อมและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ
เรียกได้ว่าสภาพก่อนและหลังสารภาพรักแทบไม่ต่างกัน
วิธีพูดกับรุ่นพี่ที่ตนชอบก็ไม่ได้เคารพนบนอบมากขึ้น เรียกได้ว่าทำตัวเป็นปกติอย่างมาก
สิ่งเดียวที่ปฏิบัติต่างจากตอนก่อนรักมิยูกิคือการแสดงออกว่าหลงรักแคชเชอร์คนเก่งอย่างชัดเจน
อยู่ๆ นึกอยากบอกรักขึ้นมาก็แหกปากไม่เลือกสถานการณ์และสถานที่
ตอนแรกคนรอบตัวยังทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเพราะรับไม่ค่อยได้กับความสัมพันธ์แนวนี้ของคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ชายทั้งคู่...พอเวลาผ่านไปถึงเริ่มเห็นเป็นเรื่องปกติ
เหตุการณ์ทำนองนี้ดำเนินไปเรื่อยจนถึงวันจบการศึกษาของปีสาม
วันนั้นเอย์จุนขอคบมิยูกิด้วยสีหน้าจริงจัง พอโดนถามว่าไม่รอให้ตนรักก่อนค่อยขอคบจะดีหรือ
เอย์จุนก็ยิ้มกว้าง
‘เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้นายจะไปเรียนที่อื่นแล้ว
ถ้าชิงขอคบไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นไงล่ะ!’
กระนั้นเด็กหนุ่มก็บอกต่อว่าถ้าเจอคนที่ชอบจริงๆ
เมื่อไหร่ให้บอกตนทันที หากเวลานั้นมาถึงจะยอมถอยอย่างลูกผู้ชาย
มิยูกิอดยิ้มด้วยความอ่อนใจไม่ได้
แม้ไม่ได้รักใคร่ด้วยความรู้สึกแบบเดียวกันแต่มิยูกิเอ็นดูเอย์จุนอยู่มากถึงได้ยอมปล่อยให้ทำอะไรตามใจมาตลอด
ครั้งนี้ก็ใจอ่อนเหมือนที่แล้วๆ มา
ทั้งสองคนจึงเริ่มคบกัน
จบจากเซย์โดมาแล้วสองปี ซาวามุระ
เอย์จุนยังคงสิงสถิตอยู่ที่โตเกียว
ตอนเรียนปีสุดท้ายมีการทาบทามมาจากมหาลัยสองสามแห่ง
หลังพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบกับไปดูสถานที่จริง
สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เลือกเข้าศึกษาต่อยังมหาลัย D เอย์จุนวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส
งานนี้จะเอาชนะมหาลัยที่ฟุรุยะเรียนอยู่ให้ได้
...ดันกลายเป็นเรียนที่เดียวกันซะอย่างนั้น
ทั้งเอย์จุนและฟุรุยะมีความเห็นว่าอยากอยู่หอพักนอกมหาลัยเหมือนกันเลยกอดคอกันไปหาห้องแล้วหารกันออกค่าใช้จ่าย
เอย์จุนอยากลองทำงานพิเศษ ส่วนฟุรุยะอยากอยู่ห้องแอร์
หอพักสำหรับนักกีฬาไม่ตรงตามเงื่อนไขถึงได้พากันมาอยู่ข้างนอก
แม้จะยังเป็นคู่แข่งที่จิกกัดกันตลอดแต่ก็สนิทกันมากขึ้นกว่าสมัยเรียน
ม.ปลายชนิดเทียบกันไม่ได้
คู่แข่งตัวเอ้เลยกลายเป็นรูมเมท...อยู่ด้วยกันสองคนมาสองปีแล้ว
น่าเศร้าใจแท้
วันนี้วันอาทิตย์
เพื่อนร่วมงานที่ร้านขายดอกไม้มาขอแลกเวรเอย์จุนจึงว่าง
เขากะจะไปรบกวนมิยูกิจึงส่งข้อความบอกฟุรุยะว่าไม่ต้องซื้อข้าวเผื่อ
จากนั้นส่งข้อความอีกฉบับไปบอกคนที่ตนจะไปรบกวนว่าเตรียมข้าวเผื่อให้ที
สีหน้ามิยูกิตอนเปิดประตูออกมารับแฝงความเหนื่อยล้ากับนิสัยทำอะไรตามใจตัวเองสุดขีดของเอย์จุน
“อย่างน้อยก็น่าจะบอกตั้งแต่เช้านะ...”
อดีตกัปตันเซย์โดบอกว่าตนเพิ่งกลับมาจากไปซื้อของสดเพิ่ม
ดังนั้นจึงยังไม่ได้เริ่มทำอาหาร ให้นั่งรอไปก่อน เอย์จุนพยักหน้ารับหงึกๆ
แล้วหยิบถ้วยกับตะเกียบของตัวเองออกมาวาง จากนั้นไปนั่งดูคลิปการเล่นของซานาดะ
ชุนเปย์รอ ราวสี่สิบห้านาทีมิยูกิถึงเรียกไปกินข้าว
เจ้าบ้านมองคนเจริญอาหารซึ่งก้มหน้าก้มตากินข้าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“นายนี่สุดยอดเลยนะ...”
“อื๋อ? อ๋ายอึ๋งอะไออ๋อ?”
“ช่างเหอะ กินไปซะ”
เอย์จุนเลิกคิ้วนิดๆ จากนั้นจึงไหวไหล่อย่างคร้านจะใส่ใจแล้วกินข้าวต่อตามที่ฝ่ายตรงข้ามบอก
พวกเขาสองคนตอนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
มีแค่ความสัมพันธ์เก่าๆ ที่ยึดโยงอยู่เท่านั้น เมื่อปีก่อน มิยูกิบอกว่ามีคนมาสารภาพรัก
และตนชอบคนคนนั้นจึงขอยุติความสัมพันธ์ฉันคนรักกับเขา
เอย์จุนรักษาคำพูดอย่างดี
แม้บ่นว่าเสียดายที่มิยูกิจะมีคนรักแต่ไม่รั้งมิยูกิไว้เลย
ทั้งยังอวยพรขอให้รักกับหญิงสาวที่ตนไม่เคยเห็นหน้าไปนานๆ
ตอนนี้มิยูกิโสดแล้ว
เพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
ทว่าเอย์จุนที่ยังรักมั่นต่อมิยูกิไม่ได้ทำเรื่องฝืนใจคนใส่แว่นด้วยการขอกลับมาคบกันใหม่
เด็กหนุ่มคิดว่ารุ่นพี่ต้องการเวลาทำใจ แค่เขาได้อยู่ใกล้ชิดอย่างนี้เป็นบางครั้งบางคราวก็มีความสุขแล้ว
แม้จะอยากให้มิยูกิรักตน แต่ไม่อยากให้เป็นรักจากการบีบบังคับ
อยากให้รักด้วยความรู้สึกแท้จริงจากใจ
ช่วงเวลาก่อนนี้ที่คบกัน
เอย์จุนสัมผัสความรักจากมิยูกิไม่ได้ การเอาคำว่าคนรักมาพันธนาการทั้งที่ไม่มีความรู้สึกพิเศษเป็นเรื่องสูญเปล่า
เขาไม่อยากทำแบบเดิมจึงไม่ไล่ต้อน
เมื่อรู้ว่ามิยูกิกลับมาโสดอีกครั้งก็บอกแค่ตนยังรักมิยูกิเหมือนเดิม
ถ้าเป็นไปได้ขอแวะไปเที่ยวเล่นที่บ้านบ้างได้ไหม มิยูกิไม่ได้ปฏิเสธ
ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเป็นอะไรที่บรรยายยากอย่างที่เห็น
“ถ้าจะมาบ่อยขนาดนี้
จะทิ้งชามข้าวหรือแปรงสีฟันเอาไว้ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ”
มิยูกิพูดทีเล่นทีจริงขณะมองคนรักเก่า
เอย์จุนโฉบมาค้างห้องของตนบ่อยมาก ได้ยินมาว่าไปรบกวนคนอื่นบ่อยเหมือนกัน
แทบทุกอาทิตย์ต้องมีไปค้างกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง ไม่รู้จะเรียกว่าขี้เหงาหรืออยู่ไม่สุขดี
แต่ที่แน่ๆ คือในจำนวนคนทุกคนที่ตัวปัญหาชอบไปเยี่ยมเยียน มิยูกิโดนรบกวนมากที่สุด
ที่พูดมาเลยไม่ได้เป็นคำสัพยอก
ทว่าได้ยินแล้วเอย์จุนกลับค้อนให้วงหนึ่ง
เด็กหนุ่มกลืนอาหารลงคอก่อนแจงสี่เบี้ย “ไม่เอาอะ ไม่อยากซื้อของเพิ่ม เปลืองตังค์”
ฟังดูมีเหตุผลไม่สมเป็นบากะมุระยังไงไม่รู้
ขณะที่มิยูกิปั้นหน้าไม่ถูก
เอย์จุนทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกก่อนเอ่ยออกมา
“ไม่ต้องห่วงๆ
ไม่ได้หมายความว่าฉันเบื่อนายแล้วหรอกนะ ฉันรักนายเหมือนเดิมแหละ เอ้า
ข้าวเย็นแล้ว กินเร็วเข้า กินข้าวตอนร้อนๆ นี่แหละอร่อยที่สุด”
ว่าไปใช้ตะเกียบชี้จานกับข้าวไป
คำบอกรักปนกับคำพูดในชีวิตประจำวันจนไม่มีความโรแมนติกเหลืออยู่เลย
ไร้ความละเอียดอ่อนสุดๆ
มิยูกิเท้าคางมองสีหน้าแจ่มใสของรุ่นน้องต่างมหาลัย
ตะเกียบวางนิ่งอยู่กับที่ “นายยังชอบฉัน?”
“อ้อออกไอแอ๊วอี้” ไส้กรอกล่วงผ่านลำคอเรียบร้อย
เสียงพูดอู้อี้ค่อยกลับมาฟังรู้เรื่อง “อะไรกัน นี่นายไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอ
เสียใจชะมัด อ๊ะ...ข้าวหมด เติมหน่อย”
ถึงรู้มานานแล้วว่างี่เง่า
แต่แบบนี้มันน่าแคลงใจมั้ยล่ะ…คนแก่กว่าคิดในใจขณะลุกไปเติมข้าวให้ คำพูดของคุราโมจิดังขึ้นในสมอง
ใช้เวลาลังเลชั่วอึดใจก็ถามออกไปอย่างอดไม่ได้ “...ได้ยินว่านายไปเดท
ก็เลยนึกว่ามีแฟนแล้ว”
เอย์จุนรับชามข้าวมา
ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ทำไมอะ ต้องไปเดทกับแฟนเท่านั้นเหรอ ฮารุจจิบอกว่าไม่เป็นแฟนก็ไปเดทได้นี่นา
อีกอย่างเด็กคนนั้นแค่ขอให้ไปดูหนังเป็นเพื่อนเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”
“นี่นาย...”
“อ๊า! ฉันจะดูวาไรตี้โชว์ นี่ รีโมทๆ!
รีโมททีวีอยู่ไหน!”
“...”
...มิยูกิหยิบรีโมทส่งให้
เอย์จุนรีบรับมาเปิดโทรทัศน์ เห็นว่ารายการที่อยากดูฉายแล้วก็รีบจัดการข้าวที่เหลือแล้วยกชามเปล่าไปวางรอล้าง
ตัวเองรีบกลับมานั่งเฝ้าหน้าจอด้วยดวงตาเป็นประกาย
ไม่ซักไซ้ไล่เรียงหรือแซวมิยูกิว่าหึงหรือไง
ไม่พูดอะไรเลย
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่รู้จะเรียกว่าแปลกหรือเปล่า
ซาวามุระ เอย์จุนมีระบบความคิดต่างจากคนอื่น อยู่ๆ
ก็ชอบทำอะไรที่คนรอบข้างคาดไม่ถึง นอกจากนี้ยังเป็นคนทำอะไรเต็มที่
พลังงานเหลือเฟือ จากการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าชอบมิยูกิ
น่าจะกระตือรือร้นกว่านี้เมื่อได้ยินคนที่ชอบถามคำถามที่ดูคล้ายหึงหวง
การที่เอย์จุนไม่ถามเป็นเพราะไม่ใส่ใจเรื่องนั้น
มิยูกิคงไม่รู้และไม่มีวันได้รู้
...ว่าเอย์จุนมีความขัดแย้งในใจ
นั่นคือทั้งอยากถูกรักและไม่อยากถูกรัก
ตั้งแต่แรกสิ่งที่เอย์จุนทำคือการโยนความรู้สึกตัวเองใส่ บอกว่ารัก...ว่าอยากคบ
คำพูดและการกระทำแสดงออกว่ารักโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามในการตีความ
กระนั้นเด็กหนุ่มกลับไม่เคยเรียกร้องความรักกลับคืนแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนที่คบกันก็ไม่เคยถามสักคำ
...ว่ารักตนไหม เมื่อไหร่จะรัก
ตัวเองมีหวังบ้างหรือเปล่า
นับวันความขัดแย้งนั้นเริ่มคลายตัวจนเริ่มเห็นรูปร่างที่แท้จริงของความต้องการในใจตัวเอง
เอย์จุนตระหนักได้ในวันที่มิยูกิบอกว่าจะไปคบคนอื่น
แม้รักมิยูกิหมดใจแต่เอย์จุนกลับยิ้มเมื่ออยู่ตามลำพัง
แค่ได้รักมิยูกิก็เพียงพอแล้ว
ความจริงเขาไม่ได้ต้องการให้มิยูกิรักตอบเลย
ถึงยังรัก...
แต่เขาถอดใจไปนานแล้ว
เอย์จุนเดินลั้ลลากลับห้องด้วยสีหน้าแจ่มใส
วันนี้ได้เจอมิยูกิที่ไม่ได้เจอมาตั้งอาทิตย์กว่า
จิตใจได้รับการเยียวยาจนปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง
คิดว่าคงอารมณ์ดีได้จนถึงพรุ่งนี้เช้าเชียวล่ะ
เด็กหนุ่มสะบัดรองเท้าทิ้งลวกๆ ก่อนเดินเข้าไปด้านใน
เห็นฟุรุยะกำลังหลับอยู่จึงผ่อนน้ำหนักเท้าแล้วเดินอ้อมขายาวๆ ไปวางกระเป๋าเป้
คนหลับรู้สึกตัวตื่นตอนเขากำลังหยิบปากกามาร์คเกอร์บนตู้เก็บของเพื่อกากบาทลงบนปฏิทินพอดี
“...”
คนพูดน้อยไม่ได้ทักทายอะไร
เอย์จุนเลยถามไปเรื่อยว่ามื้อเย็นกินอะไรมา อร่อยไหม...ถามไปก็ถอดเสื้อนอกไป ตั้งใจเตรียมตัวอาบน้ำแล้วมากลิ้งเกลือกเล่นก่อนค่อยนอน
ฟุรุยะมองปฏิทินก่อนเบนสายตาไปยังแผ่นหลังเพื่อน
“ของที่ฝากส่ง อีกอาทิตย์นึงจะถึงนากาโนะ”
ถึงตอบไม่ตรงคำถามทว่าคนฟังเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
มือที่จับชายเสื้อยืดคลายออก เอย์จุนเปลี่ยนใจกลับมานั่งซุกในโต๊ะอุ่นขาฝั่งตรงข้ามคู่ปรับ
ต่อให้ยังมีสีหน้าเฉยเมยทว่าดวงตาดุจหินออบซีเดียนแฝงประกายบางอย่างผิดไปจากปกติ
เอย์จุนเห็นแล้วอยากเอื้อมมือไปตบไหล่แล้วพูดอะไรสักคำสองคำแต่รู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นไม่มีประโยชน์
นอกจากนี้ยังรู้ดีเช่นกันว่าตัวเองงี่เง่า
ฟุรุยะคงไม่อยากฟังคำพูดงี่เง่าๆ
ของคนงี่เง่าหรอก
ฉะนั้น ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า
“เอย์จุนคุงมีคนมาสารภาพรักตั้งเยอะ
น่าจะตัดใจจากมิยูกิเซมไปแล้วลองคบคนอื่นดูนะ”
ฮารุอิจิเปิดฉากพูดแบบนี้โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถึงตอนนี้จะเรียนกันคนละที่แต่หนุ่มน้อยร่างเล็กคนนี้ก็ยังไปมาหาสู่กับเอย์จุนสม่ำเสมอ
มีเรื่องอะไรคนปากมากเล่าให้ฟังตลอด เรื่องที่ถูกสารภาพรักก็เหมือนกัน
ถึงจะไม่ได้บอกทุกครั้งแต่ก็เล่าให้ฟังหลายครั้ง
ฮารุอิจิจึงทราบว่าตั้งแต่ขึ้นมหาลัยเพื่อนสนิทเนื้อหอมขึ้นมาก
เอย์จุนเองก็เป็นคนมีความรัก
แม้จะปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาสารภาพรักอย่างชัดเจน แต่เด็กหนุ่มก็อ่อนโยนกับสาวๆ
เหล่านั้นมาก อย่างเรื่องไปเดทครั้งก่อนก็เหมือนกัน...เพราะสาวเจ้าบอกว่าอย่างน้อยก็อยากจะได้ใกล้ชิดคนที่หลงรักสักครั้งเอย์จุนจึงตกลง
ขณะเดียวกันก็บอกว่าไปเป็นเพื่อนน่ะได้ แต่คงรับรักไม่ไหวนะด้วยสีหน้าร่าเริง
เอย์จุนเองก็อยากอยู่ใกล้ๆ มิยูกิ
การที่มิยูกิยินยอมให้ป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวทำให้เอย์จุนมีความสุขมาก
หากถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาคงทำใจแทบไม่ได้ เขาเห็นหญิงสาวที่หลงรักตนซ้อนทับกับตนเองถึงได้ใจอ่อนให้พวกเธออยู่ตลอด
เด็กหนุ่มยิ้มให้เพื่อนสนิทที่แสดงอาการเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรๆ ตอนนี้ฉันชอบมิยูกิ
จะให้ซี้ซั้วคบกับคนอื่นก็เสียมารยาทกับคนคนนั้นแย่สิ ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“ผมหมายถึงให้ลองตัดใจต่างหาก” ฮารุอิจิถอนหายใจ
“รอมิยูกิเซมไปมาตั้งสี่ปี่แล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังไม่ใช่เหรอ คนเราจมอยู่กับคนคนเดียวตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะเอย์จุนคุง”
ฮารุอิจิไม่ได้เรียนที่เดียวกับมิยูกิ
แทบไม่ได้คุยกับมิยูกิเลย กระนั้นเห็นเพื่อนยังตั้งตาคอยก็พอรู้ว่ารักยังไม่สมหวัง...และคงไม่มีวี่แววด้วย
เอย์จุนแสดงอาการทุกอย่างผ่านสีหน้า ถ้ามีหวังขึ้นมาย่อมต้องดี๊ด๊าจนสังเกตได้
การทำตัวเหมือนปกติแสดงว่าความสัมพันธ์ไม่คืบหน้า
“ฟังนะฮารุอิจิคุง ข้ากระผมซาวามุระ เอย์จุนนั้นยึดคติผู้ชายสมควรรักมั่นต่อคนคนเดียวตลอดชีวิต!”
ปากช่างจำนรรจาจ้อน้ำไหลไฟดับ ฮารุอิจิเห็นเพื่อนอยากพูดก็ปล่อยให้พูดยาว
ไหนๆ ก็ไม่ค่อยได้เจอกันเลยอยากตามใจซะหน่อย
อันที่จริงหนุ่มน้อยร่างเล็กอยากสัมผัสบรรยากาศผ่อนคลายเก่าๆ
ต่ออีกสักพัก
ทว่าดวงตาเฉียบคมสังเกตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเมียงมองมาทางพวกตนอย่างผิดสังเกต
มือเล็กยกขึ้นเป็นการปรามเพื่อนหมายรอดูท่าทีของหญิงสาวแปลกหน้า
พอเอย์จุนเก็บกิริยาไปนั่งกระพริบตาปริบ
เธอคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเองโดยไม่ต้องทำอะไร ด้วยสีหน้าท่าทาง
ฮารุอิจิไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้าย
เขาปล่อยให้คนแปลกหน้ามายืนข้างโต๊ะตัวเองอย่างสงบ
“ขอโทษนะคะ” เสียงเจ้าหล่อนใสกังวาน
เอย์จุนเงยหน้ามอง จากนั้นใบหน้าพลันแดงวาบ...
สวยชะมัด
หญิงสาวผมยาวตรงสีดำ ใบหน้าสะสวย กริยาชวนมอง
จริตกำลังพอดี...ไม่มากและไม่น้อยเกินไป...ค่อนข้างจะหาได้ยากสำหรับเอย์จุนที่เจอแต่สาวเปรี้ยวไม่ก็ห้าวไปเลย
คนที่มีรูปลักษณ์และนิสัยเช่นนี้เพิ่งจะเคยเห็น กล่าวได้ว่าความประทับใจบังเกิดโดยไม่ต้องพยายามสร้าง
ยิ่งพี่สาวแสนสวยส่งยิ้มให้
หนุ่มน้อยผู้ไม่ประสาก็แทบจะละลายมันตรงนั้น
“เธอคือ ซาวามุระ เอย์จุน?”
“...คร้าบ”
เด็กหนุ่มขานเสียงอ่อนเสียงหวาน
ไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมมีคนมาถามชื่อตน จะมีก็แต่เพื่อนสนิทที่มุ่นหัวคิ้ว
ฮารุอิจิมีความเห็นว่าเธอดูไม่เหมือนแฟนๆ ที่ตามการแข่งกีฬา คำถามคือเธอคนนี้มาข้องเกี่ยวกับเอย์จุนด้วยเรื่องอะไร
เพราะห่างกันไปจึงมีช่องว่างที่ถมไม่เต็ม
ฮารุอิจิไม่รู้ว่าช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเอย์จุนไปทำอะไรมาบ้าง
อาจเคยเกี่ยวข้องกับคนคนนี้โดยที่ตนไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงปิดปากเงียบรอดูสถานการณ์
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ด้วยพี่สาวยิ้มให้อย่างมีอัธยาศัย
เอย์จุนเสนอตัวถามเองอย่างกระตือรือร้นเผื่ออีกฝ่ายมีเรื่องขอให้ช่วย
ปรากฏร่างบอบบางตรงหน้าเพียงคลี่ยิ้มบาง
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เคยได้ยินชื่อเธอจากเขาบ่อยๆ
เลยสงสัยว่าเป็นคนยังไงก็เท่านั้นเอง”
“...?”
“ฉันพอใจแล้วล่ะ ไม่รบกวนแล้ว เชิญตามสบายนะ”
รอยยิ้มงดงามถูกส่งทิ้งท้าย
และแล้วเทพธิดาก็เดินจากไป
เอย์จุนโบกมือหย็อยให้คนแปลกหน้าแม้รู้ว่าเธอมองไม่เห็น
ปากก็พูดกับเพื่อนเหมือนอยากขอเสียงสนับสนุน “สวยจังเลยน้า ว่างั้นมั้ย ฮารุจจิ”
“ฮะๆ...” หนุ่มน้อยผมชมพูหัวเราะตามน้ำไปอย่างนั้น
แม้คาใจกับการปรากฏตัวปุบปับหากคิดมากไปก็ไม่ใช่เรื่องในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ได้มีเจตนาคุกคาม
ดวงตาคู่โตละจากแผ่นหลังที่ค่อยๆ เล็กลง เบือนไปยังนาฬิกา หลังคำนวณในใจครู่หนึ่ง
ฮารุอิจิดึงเรื่องคุยไปทางอื่น “นั่งอีกสักพักแล้วกลับกันเถอะ พี่ชายกำลังจะกลับ
เขาลืมกุญแจ เพราะงั้นคงต้องกลับหอก่อนเขาจะมาถึงนะ”
“ได้!”
วันนี้เอย์จุนที่หอบกระเป๋าสะพายใบใหญ่เพราะจะไปรบกวนพี่น้องโคมินาโตะพยักหน้ารับอย่างแข็งขันโดยไม่มีความเห็นเป็นอื่น
ตอนสองหนุ่มมาถึงห้องพักก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว
แม้รูปร่างจะเล็กและมีใบหน้าชวนมองแต่เอย์จุนรู้ดีว่าชายคนนี้เป็นอสุรกายในคราบเทวดา
โคมินาโตะ
เรียวสุเกะมองน้องชายร่วมสายเลือดและรุ่นน้องเจ้าปัญหา
รอยยิ้มบนริมฝีปากคล้ายจะหยักมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ได้ข่าวว่านายอยู่ไม่สุข
มาสุโกะเพิ่งบอกว่านายไปกวนเขาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน”
เอย์จุนหัวเราะแหะๆ ไม่ปฏิเสธในเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว
ส่วนฮารุอิจิรีบไขกุญแจห้องเพราะเกรงพี่ชายจะยืนนานจนเมื่อย
และถ้าเมื่อยก็อาจจะแผลงฤทธิ์เอาอีก ตอนที่พากันเดินเข้าห้อง
ไม่รู้เป็นเพราะรอนานจนอารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า
ลิ้นของเรียวสุเกะยังคงพ่นพิษอย่างมีประสิทธิภาพ
“แทนที่จะมาตอแยคนอื่น ไปยุ่งกับมิยูกิให้ยอมรับรักซะทีไม่ดีกว่าเหรอ”
...แต่หนังด้านๆ
ของเอย์จุนมีความหนาเกินกว่าพลังทำลายล้างจะกล้ำกรายได้
“คนเขาเพิ่งอกเดาะจากการโดนสาวทิ้งมา
ไม่ควรไปเร่งรัดมั้งครับ”
“ได้ยินมาว่ามิยูกิเป็นฝ่ายบอกเลิกนะ
ฝ่ายหญิงสวยมากซะด้วย” เรียวสุเกะยังคงยั่วยุ
หนุ่มน้อยยิ้มซื่อ
“แต่เลิกเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ฮารุอิจิกับเรียวสุเกะลอบมองหน้ากัน น้ำคำบ่ายเบี่ยงที่ได้ยินประกาศความโจ่งแจ้ง...เอย์จุนจะไม่ตื๊อมากไปกว่าที่เป็น
บางทีการที่มิยูกิหนีไปมีแฟนใหม่หนนี้อาจทำให้คนบ้าที่เอาแต่วิ่งเป็นเส้นตรงอย่างเดียวถอดใจสำเร็จแล้วก็ได้
แม้พฤติกรรมของเอย์จุนยังคงแสดงชัดว่ารักหลงรุ่นพี่เฉกเช่นเดิม
กระนั้นอะไรบางอย่างกลับแตกต่างจากคนที่กำลังมีความรักคนอื่นๆ
เขาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ไม่เคยกดดันหรือเรียกร้องอะไร
ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ยิ่งมองเห็นชัด เอย์จุนทำตัวเหมือนพอใจกับแค่การรักข้างเดียวเท่านั้น
เรื่องจะขอคบคงไม่มีเป็นครั้งที่สอง เหมือนพอพยายามแล้วผลลัพธ์ล้มเหลวก็ไม่คิดเดินย้อนทางเดิม
“ถ้ามิยูกิคิดจะรักผมบ้างคงรักไปแล้ว
ตอนนี้ผมก็ไปกวนหมอนั่นอยู่ไม่ใช่น้อย...ทำมากกว่านี้คงไม่ไหวหรอกครับ”
“เอย์จุนคุง...”
ฮารุอิจิมองแผ่นหลังเพื่อน
อยากถามเหลือเกินว่าเป็นแบบนี้ทำไมยังไม่คิดตัดใจอีก ทำไมไม่หันไปหาคนอื่นสักที
มีคนอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้เอย์จุนมีความสุข ทำไมต้องเป็นมิยูกิ คาซึยะด้วย
ทั้งที่คิดว่ารุ่นพี่ไม่มีทางหันมารักแล้วจะดันทุรังต่อไปทำไม
เพราะเป็นเพื่อนสนิท
ฮารุอิจิคล้ายจะสัมผัสความรู้สึกย่ำแย่ของคนตรงหน้าได้ มันทำให้เขาพลอยเศร้าตาม
พร้อมกันนั้นก็เจ็บใจที่ช่วยเหลือเอย์จุนไม่ได้เลย
เรียวสุเกะตบหลังน้องชายผู้อ่อนโยนเบาๆ
ตอนนั้นเองที่ผู้มาเยือนแหวกม่านดังฟึ่บ
เอย์จุนทาบมือกับบานกระจก เพราะอากาศภายนอกเริ่มเย็น
พอพ่นลมหายใจเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองพลันขุ่นมัวเพราะฝ้าขึ้น
ดวงตาสีอำพันมองทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างกลางท้องฟ้าสีม่วงดำ
กลีบปากแย้มออกเป็นรอยยิ้มขณะพึมพำให้สองคนด้านหลังได้ยิน
“...ฝนตกจริงๆ ด้วยเนอะ”
Talk
เรื่องนี้ยาวไม่เกินสี่พาร์ทค่ะ อารมณ์ต่างจากเรื่องอื่นๆ นิดหน่อย ไม่รู้เพราะสไตล์การดำเนินเรื่องกับการใช้ภาษาหรือเปล่า...
คนที่พอใจกับการแอบรักข้างเดียว ไม่ได้อยากรับความรักตอบ ไม่ได้เรียกร้องเนี่ย... ไม่เจ็บจริงๆ เหรอเอย์จุนคุง ; - ;
ReplyDeleteอุ้หุ้ววว สงสารน้อง โง้ยยยย แต่น้องเก่งมากเลย พยายามมากเลย
แต่... มิยูกิเซมไปเป็นฝ่ายบอกเลิก เป็นสัญญาณอะไรบางอย่างรึเปล่านะ ?