Prologue
เซย์โดเป็นประเทศเล็กๆ
ประเทศหนึ่ง พื้นที่ทางตะวันตกติดทะเล ทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
ประชากรราวสองล้านคนแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้น
อย่างน้อยก็แทบไม่มีช่องว่างเรื่องฐานะทางการเงิน เป็นประเทศอันสงบสุขที่ปกครองโดยอัศวินและมีกษัตริย์เป็นประมุข
ออกจะเป็นเรื่องน่าแปลกที่บอกว่าสงบสุขแต่กลับมีแต่คนอยากเข้ารับราชการทางกองกำลังอัศวิน
เซย์โดถูกล้อมด้วยอาณาจักรใหญ่และอาณาจักรอันมั่งมี
การแย่งชิงดินแดนเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายสิบปีหากด้วยกำลังอัศวินอันแข็งแกร่งไม่แพ้เหล่ามหาอำนาจ
จนปัจจุบันจึงยังรักษาดินแดนได้อย่างมั่นคง กษัตริย์องค์ปัจจุบันก็เหมือนองค์ก่อนๆ
ที่เป็นกษัตริย์ผู้รักสันติ แม้เซย์โดจะแข็งแกร่งพอกดดันแย่งชิงอาณาเขตข้างเคียงได้ทว่าพระองค์กลับออกคำสั่งให้เหล่าอัศวินกล้าเพียงทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง
อย่าได้รุกรานใคร ต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุให้อาชีพอัศวินเป็นอาชีพอันทรงเกียรติที่เด็กๆ
ใฝ่ฝันถึง
กองอัศวินแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายขวารักษาดินแดน
ฝ่ายซ้ายรักษาความสงบในบ้านเมือง มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดอยู่บนยอดพีระมิด
ตำแหน่งรองลงมาคือรองผู้บังคับบัญชา ถัดมาอีกค่อยเป็นหัวหน้าฝ่ายทั้งสองฝ่ายอีกที
ทั้งฝ่ายซ้ายและขวาแบ่งอัศวินออกเป็นหน่วยย่อยจำนวนมาก
หน่วยย่อยทั้งหลายจะมีตำแหน่งหัวหน้าคนหนึ่ง นอกนั้นเป็นอัศวินระดับเดียวกันหมด
เห็นได้ชัดว่าเป็นระบบตำแหน่งที่เปรียบได้กับพีระมิดฐานกว้างสุดกู่
แทบไม่มีการกระจายอำนาจ ผู้มีตำแหน่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เซย์โดเป็นประเทศขนาดเล็ก สามารถดูแลได้ทั่วถึง
ถึงจะมีชนชั้นผู้นำเพียงหยิบมือก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
มิยูกิ คาซึยะหาวหวอด
เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากองอัศวินฝ่ายซ้ายยังไม่ถึงสองปี
ตำแหน่งผู้ช่วยดันมาว่าง ทุกวันนี้ต้องทำงานทุกอย่างคนเดียว
หัวหมุนจนไม่รู้จะว่ายังไง นี่ก็ไม่ได้นอนมาสองวันแล้วเพราะวุ่นวายอยู่กับการแบ่งอัศวินใหม่
ทุกๆ
ปีจะมีคนเกษียณอายุและถอนตัวจากกองทัพด้วยนานาเหตุผล แต่ละปีจึงมีอัศวินเข้าใหม่จำนวนมาก
การรับเข้ามีตั้งแต่พวกสอบเข้าเองเมื่ออายุถึงเกณฑ์และพวกที่จบจากโรงเรียนเตรียมอัศวิน...ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกรณีหลังจะเชื่อมือได้มากกว่า
ปีนี้มีคนเข้าสังกัดเขาเยอะพอดู ต้องจัดคนลงหน่วยให้เรียบร้อย เสร็จส่วนนี้แล้วยังต้องดูงานประจำต่อ
ซึ่งสำหรับงานประจำนั้นแม้จะเหลือเอกสารอีกหลายกองมิยูกิก็ไม่สนแล้ว
...ยังไงก็จะหนีไปนอนล่ะ
ตั้งใจไว้อย่างนั้นแท้ๆ...
“เฮ้ย มิยูกิ!”
ได้ยินเสียงเรียกจากปากทางสู่ขุมนรก เจ้าของชื่อตัดสินใจได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
...หนีดีกว่า
“หยุดเลยนะ!”
รู้ทันอีกแน่ะ
ชายหนุ่มหมุนคอไปทางต้นเสียง สีหน้าเหนื่อยใจอย่างไม่คิดปิดบัง
...ไม่ผิดไปจากที่กะไว้ คนที่เรียกตนเป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน
ตบตีกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนเตรียมอัศวิน
คนเพียงคนเดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียวยาว คิ้วบาง
หางตาชี้ สีหน้ากวนอารมณ์อยู่เป็นนิตย์...ถ้าไม่ใช่คุราโมจิ โยอิจิแล้วจะเป็นใครไปได้
“พูดกับผู้บังคับบัญชาให้มันดีๆ หน่อย”
ความจริงมิยูกิไม่ใช่คนถือยศถืออย่างกับเพื่อน แต่ด้วยอยากกวนโมโหและรอบตัวยังมีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย
หนำซ้ำยังอยู่ในสถานที่ราชการ ทำตัวตามสบายเต็มที่ก็ไม่เหมาะ เขาต้องพูดตักเตือนบ้าง
มิยูกิเดินไปหาคนที่กวักมือหย็อยๆ
จากนั้นก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกครื้นเครงดังสนั่น คุราโมจิหันไปทางต้นเสียงในจังหวะเดียวกัน
พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไรก็หัวเราะก๊ากจนน้ำตาเล็ด
“แพ้นี่หว่า! แพ้จริงๆ ด้วยเว้ยเฮ้ย! วะฮ่าๆๆๆ เมื่อกี้โม้ว่าไงนะอาโซ
จะเลี้ยงข้าวทั้งหน่วยถ้าแพ้เด็กใหม่ใช่มั้ยหา เย็นนี้เตรียมกระเป๋าฉีกได้เลย!” หัวหน้าหน่วยหนึ่งพุ่งกลับไปหาลูกหน่วยของตนทั้งที่ยังหัวเราะเสียงบาดหู
ด้วยความที่สนิทกับหัวหน้าหน่วยนี้ เขาจึงคลุกคลีกับหน่วยหนึ่งที่สุดในบรรดาทุกหน่วย
แต่ท่ามกลางเหล่าคนที่น่าจะคุ้นหน้าดีกลับมีคนหนึ่งที่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นมาก่อน
เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาเปล่งประกายดุจอัญมณี
ดูเผินๆ เหมือนจะกลมกลืนไปกับคนรอบตัวทว่าหากหยุดมองสักหน่อยก็จะโดดเด่นขึ้นมา
คงเพราะดวงตากลมโตบนใบหน้าสมชายชาตรีและการแสดงออกทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมาราวกับผลึกแก้ว...สามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง
ไม่ซุกซ่อนอะไรเอาไว้ในใจ…ทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง
เด็กหนุ่มคนนั้น หรือที่ควรบอกว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายแบบเด็กรุ่น...ตะโกนเสียงดังขณะกำหมัด
ข้างๆ มีชายร่างใหญ่นั่งเช็ดคราบเลือดกำเดารอบจมูก
เมื่อครู่คงมีเรื่องต่อยตีเป็นแน่
มิยูกิปีนข้ามรั้วกั้นทางเดินมายังสนามอันเต็มไปด้วยเหล่าชายหนุ่มในเครื่องแบบอัศวินสีคราม
ทันทีที่เขาปรากฏตัวเหล่าชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นทั้งหมดเปลี่ยนจากท่าทางผ่อนคลายมายืนตัวตรงพร้อมทำวันทยหัตถ์
เว้นก็เพียงคนแปลกหน้าที่หันมามองด้วยสายตางุนงง
“ทำความเคารพหัวหน้าฝ่ายสิวะ” คุราโมจิกดหัวคนไม่มีสัมมาคารวะ
“เหวอ!”
มิยูกิมองปฏิกิริยาตกใจอันเก็บไม่มิดของคนโดนกดหัว
เขาโบกมือไปมาน้อยๆ พลางว่าเสียงแจ่มใส “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก เอามือลงเถอะ”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนที่มิยูกิไม่คุ้นหน้าก็ร้องลั่น
“อ๊า! จริงด้วย! หัวหน้าฝ่าย! หัวหน้าฝ่ายซ้ายสินะ คนที่ชื่อมิยูกิที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังใช่มั้ย!”
พอคุราโมจิปล่อยมือก็รีบหันขวับไปมองหัวหน้าหน่วยของตน
ท่าทางกระตือรือร้นสุดขีด ทั้งยังเสียงดังเกินจำเป็น มิยูกิปวดหู
แต่เหมือนคนอื่นจะเริ่มชินกับเสียงดังสนั่นราวกับแหกปากตะโกนของเจ้าตัวจึงเพียงนิ่วหน้านิดๆ
ไม่แสดงสีหน้าอื่นใดเป็นพิเศษ
คุราโมจิตบหัวอีกฝ่ายไปหนึ่งผัวะ
“รุ่นพี่บ้านเอ็งสิ บอกให้เรียกหัวหน้าหน่วยไง เจ้างั่งนี่”
คิ้วเข้มเลิกขึ้น
แปลกใจนิดหน่อยที่เด็กใหม่สนิทกับหัวหน้าหน่วยตัวเองผิดคาด
ทว่าความประหลาดใจนั้นก็ถูกกลบอย่างรวดเร็วเมื่อดวงตาสีอำพันจ้องเป๋งมายังตน
ยังไม่ทันได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเด็กหนุ่ม...ไม่สิ ชายหนุ่มคนนั้นพุ่งพรวดมาคว้าคอเสื้อตนซะเฉย
ทว่า...
“วะ สงบสติอารมณ์หน่อยเซ่”
“โอ๊ย!”
โดนตบไปอีกผัวะ
มือคลายออกจากคอเสื้อทันที คุราโมจิสั่งสอนไปกลั้นหัวเราะไป
ทำเป็นวางตัวเป็นหัวหน้าแต่ใจจริงคงถูกใจไม่น้อยที่เห็นตนโดนกระชากคอเสื้อ
มิยูกิพลันระลึกความเป็นไปได้อย่างหนึ่งในตอนนั้น
เด็กใหม่...
เด็กที่ราวกับพายุฤดูร้อน
และนี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างมิยูกิ
คาซึยะกับซาวามุระ เอย์จุน
Talk
ชะล่าใจว่าเปิดบล็อกเลยจะทำอะไรก็ได้...สุดท้ายก็เข็นเรื่องนี้ออกมาจริงๆ
เอาล่ะ จะจบหรือไม่จบว่ากันทีหลัง...ตอนหน้าจะได้เห็นมั้ยนะ เหอะๆ
//อมยิ้มอย่างสุขใจ
ReplyDelete