Tuesday, 11 October 2016

[Fanfic Naruto ; ShikaTema] เรื่องราวของชิกามารุ

Fanfic Naruto

เรื่องราวของชิกามารุ



Pairing : Shikamaru x Temari

Rating  : SFW



เพราะเกิดในครอบครัวนินจาจึงต้องเป็นนินจา ทั้งที่ในความเป็นจริง นารา ชิกามารุแค่ต้องการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายอย่างคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น



เขาเริ่มถูกใช้งานเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่สมัยท่านโฮคาเงะรุ่นที่ห้ายังดำรงตำแหน่ง คนอื่นอาจรู้สึกภูมิใจเมื่อตนเป็นที่คาดหวัง ทว่าสำหรับชิกามารุมันเป็นเพียงภาระซึ่งคอยฉุดรั้งให้หนีห่างจากชีวิตไร้แก่นสาร

เขายอมเป็นคนโง่งมที่ได้อยู่สงบๆ ดีกว่าเป็นอัจฉริยะที่ต้องทำงานหัวปั่น

...แต่คนเราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้

ปากบ่นยังไงก็โดนมอบหมายภารกิจให้อยู่ดี...บ่นไปก็เท่านั้น คิดแล้วเซ็ง

ตระกูลนารามีบทบาทสำคัญต่อหมู่บ้าน พ่อของชิกามารุก็เป็นมันสมองที่สามารถหวังพึ่งได้ คนที่ไม่ใกล้ชิดสนิทสนมจะพลอยคาดหวังในตัวเขาตามก็ไม่แปลก อย่างไรก็ตาม ด้วยนิสัยทำอะไรตามใจชอบสุดขีดและมีความขี้แพ้อยู่เต็มเปี่ยม พอเริ่มรู้จักว่าชิกามารุแท้จริงเป็นคนยังไง สุดท้ายใครที่เคยคาดหวังในตัวเขาก็เห็นเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

และมันควรจะเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ...

กระทั่งซาสึเกะออกจากหมู่บ้าน รุ่นที่ห้าออกคำสั่งให้ไปตามตัวกลับมา สมาชิกทีมเฉพาะกิจมีจำนวนห้าคนอันประกอบไปด้วยตัวชิกามารุเอง นารุโตะ โจจิ เนจิ และ คิบะ....เวลามันกระชั้นเลยหาคนได้เท่านี้ นอกจากจำนวนจะน้อย ยังโดนโยนตำแหน่งหอบัญชาการให้

ตอนนั้นชิกามารุมีใจจะทำแม้ไม่ได้สนิทสนมกับเด็กตระกูลอุจิวะก็เพราะอีกฝ่ายเป็นคนในหมู่บ้าน...สำหรับเขามันเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด ชิกามารุไม่ใช่นารุโตะ ไม่ได้มีแรงปรารถนาในการดึงอีกฝ่ายกลับมาด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ใจอย่างคำว่ามิตรภาพ...แน่ล่ะว่าพวกเขาเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน แต่ชิกามารุไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างมากเป็นพิเศษมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะรู้สึกตื่นตระหนก หากไม่ได้ทุรนทุราย

สุดท้ายภารกิจคราวนั้นจบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว...ขนาดมีกองหนุนก็ยังไม่สำเร็จ เขารู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่ก็ทำใจได้อย่างรวดเร็ว

...นั่นเป็นทางที่ซาสึเกะเลือกเอง จะเห็นด้วยหรือไม่ชีวิตตัวเองย่อมต้องเลือกทางเดินเอาเอง ชิกามารุจะไม่สอดปากวิพากษ์วิจารณ์โดยยึดความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง

เขาหวังว่าหลังจากนั้นจะได้เป็นนินจาเรียบๆ ง่ายๆ ไปตามเรื่อง ทว่าภารกิจกลับวิ่งเข้าหาไม่หยุดหย่อน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้ววันคืนอันสงบสุขก็โดนทำลายลงด้วยน้ำมือของแสงอุษา

ครูอาสึมะตาย

สงครามนินจาครั้งใหญ่อุบัติ

ชิกามารุเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ในตอนนั้น

อยากปกป้องชีวิตอันแสนปกติสุขของคนทั่วไป...และตัดสินใจจะสนับสนุนให้นารุโตะได้เป็นโฮคาเงะ




ศักยภาพแต่กำเนิดไม่ใช่สิ่งที่ชดเชยได้ด้วยการพยายามและอดทนเพียงอย่างเดียว แม้นารุโตะจะมีใจขยันทำงาน แต่เด็กงี่เง่าในอดีตไม่มีทางเป็นอัจฉริยะได้ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียงเพราะได้รับหัวโขนซึ่งมีชื่อว่า โฮคาเงะ

ขนาดรุ่นก่อนๆ ที่มีความสามารถรอบด้านยังแทบจะตายคากองเอกสารให้ได้ แล้วอุซึมากิ นารุโตะผู้ซึ่งมีสภาพเยี่ยงเด็กหลังห้องมาก่อนจะเป็นเช่นไร?

คำตอบช่างแสนง่ายดาย...

วีรบุรุษในสงครามไม่ใช่ราชาผู้ปราดเปรื่อง

ความสามารถในการสู้รบไม่มีผลต่อความสามารถในการจัดการกองเอกสาร

...ถึงอย่างนั้นความรับผิดชอบอดทนในหน้าที่ทำให้ตำหนิไม่ออก และเดิมทีคำตำหนิก็ไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นแต่อย่างใด ชิกามารุได้แต่เอาใจช่วยเพื่อนเก่าแก่ควบตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งกำลังขึ้นอืดคาโต๊ะประจำตำแหน่ง

ก็เล่นวุ่นแต่กับงานจนลูกชายก่อเรื่องเรียกร้องความสนใจไม่เว้นแต่ละวันนี่นะ...

ในฐานะที่ครอบครัวสันติปรองดอง ชิกามารุได้แต่เห็นใจและเอาใจช่วยเงียบๆ งานที่ตนพอช่วยได้ก็พยายามแบ่งเบาภาระให้ อะไรๆ อาจไม่ลื่นไหลเท่าที่อยากให้เป็น ทว่าเจ้าเพื่อนคนนี้ก็เป็นโฮคาเงะที่ดี บ้านเมืองน่าอยู่และพัฒนาไปมากก็เพราะอดีตคนไม่เอาอ่าวคนนี้

ที่เขาต้องทำงานหนักก็เพราะแผนการพัฒนาหมู่บ้านของเจ้าคนตรงหน้า ไม่รู้คนอื่นจะคิดยังไง แต่หากไปถามชิกามารุเมื่อครั้งเยาว์วัย เด็กชายในตอนนั้นคงไม่คิดว่าในอนาคตตัวเองจะต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อนคนหมู่มากเป็นแน่

“วันนี้กลับบ้านซะหน่อยดีกว่ามั้ง”

ความแสบสันต์ของลูกชายคนเดียวของโฮคาเงะใครๆ ก็รู้กัน ฮินาตะเป็นผู้หญิงเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่มีทางเสียล่ะที่จะกำราบลูกชายแบบนั้นได้อยู่มือ ต่อให้เท่าที่เห็นโบรูโตะจะมีปัญหาแต่กับพ่อ...อันที่จริงควรพูดว่าให้ความสำคัญกับแม่และน้องสาวมาก แต่ก็ดูเหมือนจะเชื่อฟังแม่ด้วยการทำตัวเป็น เด็กดี และหยุดสร้างปัญหาไม่ได้

ถึงจะเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากพ่อผู้ยุ่งแสนยุ่งก็เถอะ...

เทียบกันแล้วทางลูกชายเขาน่ารักกว่าจม...

แม้จะรู้สึกเหมือนเห็นตัวเองในอดีตมายืนอยู่ต่อหน้าเมื่อเห็นลูกชาย ทว่าถ้าชิกาไดมีพฤติกรรมอย่างโบรูโตะจริงคงได้โดนแม่ผู้เข้มงวดสั่งสอนจนคางเหลือง ไม่ได้ก่อเรื่องก่อราวจนน่าไล่พ่อไปอบรมรมสักสามยกหรอก...แน่สิ เทมาริไม่เหมือนฮินาตะซะหน่อย

ชายหนุ่มผู้มีรอยคล้ำใต้ตาเงยหน้าจากบะหมี่ถ้วย สูดเส้นเข้าปากเสียงดัง พอเคี้ยวๆ กลืนลงคอค่อยตอบเสียงระโหย

“...ก็อยากกลับหรอก”

ดวงตาสีฟ้ามองตั้งเอกสารเหมือนเห็นของแสลง เข้าช่วงสิ้นปีแล้วก็จะเป็นแบบนี้...พากันประดังประเดเข้ามาเหมือนสึนามิ ในฐานะผู้นำของหมู่บ้านจะทิ้งงานกลับไปเสวยสุขที่บ้านก็กระดากใจ

ชิกามารุมองปึกกระดาษสีขาวขณะลูบเครา ในหัวคำนวณงานที่ต้องทำในวันนี้และวันถัดๆ ไป หลังคำนวณหยาบๆ เห็นว่าพอจะมีทางรอดให้โฮคาเงะคนปัจจุบัน
           
ร่างสูงสมส่วนเดินไปหน้าโต๊ะแล้วถือวิสาสะแบ่งข้าวของบนนั้นออกมาหนึ่งกอง
           
“ฉันช่วยแล้วกัน”
           
ต่อให้ตัดสันดานเก่าไม่ขาดทำให้ไม่กระตือรือร้นเท่าผู้มีพลังสถิตร่างตรงหน้า ทว่าชิกามารุไม่ใช่คนประเภทกองงานไว้เหนื่อยทีเดียวในตอนท้าย ขณะที่คนอื่นกำลังหัวปั่น เขาดูจะใช้ชีวิตได้สบายใจกว่าชาวบ้าน ไม่เพียงขยันกำจัดงานรายวัน แต่ดูเหมือนจะใช้เวลาคิดและทำน้อยกว่าคนอื่น
           
เห็นแก่ชีวิตครอบครัวเพื่อน เรื่องเท่านี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ขืนยังปล่อยให้นารุโตะผจญรายงานกองโตต่อไป สิ้นปีนี้เจ้าตัวอาจไม่ได้กลับไปฉลองที่บ้านก็ได้
           
โฮคาเงะสองรุ่นก่อนไม่มีครอบครัวให้พะวักพะวนแต่โฮคาเงะคนปัจจุบันไม่ใช่ แถมลูกชายลูกสาวก็อยู่ในช่วงกำลังเติบโต ความรักความเอาใจใส่จากพ่อบังเกิดเกล้าเป็นเรื่องสำคัญ
           
แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ชิกามารุที่กลับบ้านสม่ำเสมอเห็นเพื่อนหัวฟูทำงานแล้วรู้สึกเจ็บมโนธรรมขึ้นมานิดหน่อย
           
เอาเถอะ ถือว่าช่วยสงเคราะห์...
           
ยังไงก็หนุนหลังหมอนี่มาเป็นโฮคาเงะเอง อุตส่าห์ช่วยผลักช่วยดันมาขนาดนี้แล้วก็ต้องร่วมหัวจมท้ายกันให้ถึงที่สุดล่ะ
           
ด้วยเหตุนี้ ชิกามารุจึงนั่งจมกองเอกสารแทนที่จะได้กลับบ้าน



         
เซ็งชะมัด...
           
การแบ่งเบาภาระโฮคาเงะเป็นหน้าที่อันสมควรแต่ใครจะคิดว่าดันมีงานจิปาฐะให้วิ่งวุ่นแหกโค้งเข้ามาหาตัวเองอย่างจังในจังหวะเดียวกัน แม้ชิกามารุจะจัดอยู่ในกลุ่มบุคลากรระดับสูง น่าจะเป็นคนชี้นิ้วสั่งมากกว่าลงภาคสนาม ทว่าเรื่องบางเรื่องปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบแล้ววางใจไม่ลง ต้องคอยสอดส่องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหายากจะแก้ในภายหลัง แล้วไหนจะรายงานกองโตต้องตรวจสอบอีก แถมยังต้องตามนารุโตะไปดูความเรียบร้อยของศูนย์รวมข้อมูลที่เพิ่งจัดตั้ง...
           
ชิกามารุหอบสังขารกลับบ้านด้วยดวงตาที่ปรือเปิดเพียงครึ่ง สองสามวันที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบันมากทีเดียว
           
“ไง”
           
คนที่ยืนเท้าเอวทักทายเขาด้วยสีหน้าคล้ายสงสารแกมสังเวชตรงประตูทางเข้าบ้านคือเทมาริ
           
ตั้งแต่แต่งงานกันแล้วมาปักหลักที่โคโนฮะ เธอผันตัวเองเป็นแม่บ้านเต็มตัว คิดๆ ไปแล้วก็เสียดายความสามารถ เทมาริเพียบพร้อมไม่ว่าจะบุ๋นจะบู๊ การจับมาอยู่บ้านเฉยๆ เป็นการสูญเสียบุคลากรชั้นดี กระนั้น ในฐานะที่เธอเป็นบุคคลสำคัญของสึนะงาคุเระ จะให้มีบทบาทสำคัญในโคโนฮะก็ไม่สมควร...ปัญหาเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องยุ่งยาก แม้ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุขดีแต่ตัดไฟแต่ต้นลมจะดีกว่า
           
“ต้องรีบออกไปอีกหรือเปล่า?” เธอถามด้วยน้ำเสียงซึ่งไร้ความอ่อนหวานโดยสิ้นเชิง ถึงอย่างนั้นแค่ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงก็ทำให้ชิกามารุรู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาก
           
“วันนี้อยู่บ้าน”
           
หญิงสาวไหวไหล่นิดๆ เมื่อได้ยินคำตอบ “ฉันจะไปเตรียมน้ำให้อาบ รอแป๊บนึง”
           
สิ้นเสียง ร่างสะโอดสะองในชุดสีครามเข้มก็หมุนตัวไปอีกทาง ชิกามารุถอดรองเท้าแล้วเดินเนือยๆ เข้าบ้าน ระหว่างจะเดินกลับห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเห็นลูกชายกำลังนั่งเล่นเกมผ่านช่องว่างระหว่างประตูกรุกระดาษ
           
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
           
ชิกาไดหันมาทักทายสั้นๆ ก่อนหันไปเล่นเกมต่อ ชิกามารุนึกสงสัยว่าวันนี้ลูกชายตัวดีไม่ออกไปฝึกวิชาหรือ เขาเหมือนได้ยินซาอิพูดผ่านหูว่าอิโนะจะเคี่ยวเข็ญบรรดาลูกๆ ไม่ให้หย่อนยาน ถ้าจำไม่ผิดช่วงเวลานัดรวมพลมันช่วงนี้ เจ้าเด็กนี่หาเรื่องโดดร่มหรือไง...?
           
นิ่งคิดเล็กน้อยแล้วก็ต้องถอนใจ
           
เอาเถอะ...ถ้าเป็นเขาก็คงขอบายเหมือนกัน ในเมื่อตัวเองคิดอย่างนี้จะให้ไปไล่เรียงลูกก็กระไร
           
ชิกามารุเดินเลยผ่านไปแล้วใช้เวลาแช่น้ำอยู่ครู่ใหญ่ พอกลับออกมา ภรรยาผู้เพียบพร้อมก็เตรียมอาหารการกินไว้เรียบร้อย เขานั่งยังเก้าอี้ประจำของตัวเองโดยไม่รอให้เทมาริต้องออกปาก เชิญ พอหย่อนก้นลงไปปุ๊บ ถ้วยข้าวสวยก็วางลงตรงหน้า
           
“...”
           
มือหยิบถ้วยใบนั้นขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเทมาริย้ายมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ อยู่ที่เก้าอี้ตัวข้างๆ เธอพูดโดยที่ดวงตายังจ้องมองตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ
           
“จะนอนหรือเปล่า ฟูกตากอยู่ จะได้ไปเอาให้”
           
เนื่องด้วยเลยเวลาอาหารเช้าไปนานแล้ว ชิกามารุจึงนั่งกินข้าวอยู่คนเดียว เขากลืนซุปอุ่นๆ ลงท้องแล้วพยักหน้า “ฝากด้วยล่ะ”
           
กระไออุ่นอวลยากอธิบายแผ่ซ่านอยู่ภายในร่างกายอย่างเงียบเชียบ
           
...เพิ่งจะเห็นความสำคัญของครอบครัวก็ต่อเมื่อได้แต่งงานแล้ว เมื่อก่อนยังเคยถามพ่อว่าทำไมมาแต่งงานกับแม่ได้ แม่ขี้บ่นจะตาย คิดดีแล้วเหรอ ตอนนั้นพ่อหัวเราะแปลกๆ แล้วแก้ตัวเรื่อยเปื่อยว่าแม่ก็น่ารักนะ
           
มาตอนนี้ถึงเข้าใจความรู้สึกพ่อ
           
เทมาริเป็นคนจู้จี้และดุดัน ต่างจากสเปกที่วาดหวังไกลลิบ...เขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดาๆ แล้วใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่อง มาตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรได้อย่างที่เคยคิด
           
ทว่าเขามีความสุขมาก
           
การมีคนรอรับหลังกลับมาเหนื่อยๆ ทำให้มีแรงใจในการก้าวเดินต่อไป รู้ดีว่าการดึงเทมาริมาอยู่ข้างๆ เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างมาก เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบอยู่เฉย เป็นคนเอาการเอางานและเต็มที่ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย...แตกต่างจากชิกามารุมากไม่ว่าจะในแง่นิสัยใจคอหรือบุคลิก
           
ทว่าก็เธอก็ยังยอมทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของตัวเองมาอยู่ข้างเขา
           
หญิงสาวไม่ใช่คนขี้อาย และยิ่งไม่ใช่คนรักที่จะมาพูดจาหวานๆ เสนาะหู บุคลิกภายนอกจัดว่าเป็นผู้หญิงประเภทแข็งกร้าว การจะหวังให้มาฉอเลาะเอาใจนั้น...ฝันเอาง่ายกว่า คุณสมบัติภรรยาในอุดมคติอย่าหวังจากเธอคนนี้ในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ใช่ช้างเท้าหลังมาตั้งแต่แรก
           
ชิกามารุคิดว่าเทมาริไม่ได้เป็นช้างเท้าหน้าแต่เป็นควาญช้าง...
           
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ต้องการภรรยาที่เอาอกเอาใจเก่ง และความจริงใจของเทมาริก็ไม่ได้สัมผัสยากเย็น การยอมเสียสละอะไรตั้งมากมายและความเอาใจใส่ที่ได้รับตลอดหลายปีมานี้สำคัญกว่าวาจาหวานหูเป็นไหนๆ
           
นอกจากนี้ เทมาริที่เขารักก็คือเทมาริที่เป็นแบบนี้
           
รักเธอแบบที่เธอเป็น
           
บางครั้งอาจจุกจิกจนน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็นั่นแหละ...เอาเถอะ เขารับได้
         
...ไม่ได้ถึงขนาดทนฟังไม่ไหวซะหน่อย
           
บอกตัวเองอย่างนั้นระหว่างถามเองตอบเองไม่รู้กี่หนในระยะเวลาการใช้ชีวิตคู่ที่ผ่านมา หากสักวันชิกาไดถามคำถามคล้ายๆ ตัวเองเมื่อครั้งเยาว์วัย ชิกามารุก็คงไม่พ้นเจริญรอยตามพ่อ
           
แม่เขาก็น่ารักนะ
           
เจ้าลูกชายอาจสงสัยว่าแม่น่ารักตรงไหน...ไม่สิ คงสงสัยเลยแหละ แต่เขาหนังหน้าบางเกินจะเอ่ยเป็นคำพูด กรณีอย่างนี้เดี๋ยวโตขึ้นก็รู้เอง ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากหรอก
           
ชายหนุ่มนึกอายขึ้นมานิดๆ ขณะคิดเรื่องไร้สาระแล้วหันไปเห็นหน้าสวยๆ ของภรรยา
           
เทมาริอายุมากกว่าชิกามารุแต่ยังสาวสะพรั่ง พูดได้เต็มปากว่าเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม เทียบกันแล้วเป็นชิกามารุเสียอีกที่ดูแก่ขึ้นจมในช่วงหลายปีให้หลัง...ถึงขั้นมีคนทักว่าดูแก่กว่าเทมาริด้วยซ้ำ บางทีอาจเป็นเพราะเคราที่ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ความอาวุโส...เขาปลอบตัวเองเช่นนั้นด้วยกลัวว่าถ้าโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงแล้วยังดูมีอายุอยู่อีกจะไม่มีข้ออ้างในการเข้าข้างตัวเอง
           
มันช่วยไม่ได้เมื่อต้องทำงานตัวเป็นเกลียว มีเรื่องให้คิดมากริ้วรอยบนใบหน้าจะมากตามก็ไม่แปลกเสียหน่อย...
           
ระหว่างเก็บล้างจานชาม เทมาริไปเตรียมฟูกนอนให้ อาจเพราะรู้ดีว่าเขากำลังต้องการการพักผ่อน หญิงสาวจึงไม่ได้ซักถามอะไรมากความ ตอนเดินสวนกันตรงทางเดิน ชิกามารุซึ่งกำลังตรงไปพักเอาแรงชะงักปลายเท้าหยุดอยู่กับที่
           
“เฮ้”
           
เทมาริที่เดินเลยไปในทิศทางตรงข้ามหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองด้วยสายตาตั้งคำถาม
           
ชิกามารุเกาแก้ม
           
“เธอ...จะไปไหนหรือเปล่า”
           
“ก็ไม่นี่”
           
“เหรอ...”
           
“ไปนอนไป”
           
“...”
           
เสียงไล่ฟังดุๆ ในที ชิกามารุลูบหลังคอก่อนเดินเนือยๆ กลับห้องแล้วมุดตัวเข้าไปในฟูกซึ่งยังอุ่นอยู่เล็กน้อย ฤดูใบไม้ร่วงแดดไม่ดีเท่าฤดูร้อน แถมนี่ยังใกล้เข้าหน้าหนาว เอาเข้าจริงอากาศเริ่มเย็นขึ้นแล้วด้วย แต่การเอาฟูกไปตากก็ช่วยขจัดกลิ่นอับได้ ยังไงก็ดีกว่าพับกองเป็นซากไว้ในตู้
           
ชายหนุ่มพลิกตัวไปมาแม้ความง่วงรุมเร้า
           
เพราะเมื่อคืนโต้รุ่งเพื่อให้วันนี้มีเวลาว่างเขาจึงไม่ได้นอนสักงีบ การไม่นอนสักคืนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรอก แต่เขาไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว...ตอนเป็นจูนินยังหาเรื่องงีบได้แท้ๆ มาตอนนี้เวลาทำตัวสโลว์ไลฟ์หดหายไปอื้อ นี่ถ้าไม่ใช่เลือกทางเดินนี้ด้วยตัวเองคงมีหงุดหงิดกันบ้าง
           
ตั้งแต่ชิกาไดเกิดมา ชิกามารุลดคำพูดจำพวก ตูละเบื่อ’ ‘ตูละหน่าย เซ็งชะมัด และอื่นๆ ลงไปผิดหูผิดตา ในเมื่อเป็นพ่อคนแล้วก็ควรจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จะให้ทำตัวเหมือนสมัยเด็กๆ คงไม่สมควรนัก
           
ชิกามารุหลับตาอีกห้าวินาทีแล้วตัดสินใจเลิกผ้าห่ม ถ่างตาลุกออกจากฟูก พอดีเจอลูกชายกำลังจะออกไปข้างนอก ชิกามารุเปรยเหมือนถาม

“ภารกิจเรอะ?”
           
แววตาซึ่งฉายความเบื่อหน่ายอยู่เนืองนิตย์ประสานกลับมา ใบหน้าอ่อนเยาว์พยักหงึก...ช่วงแรกๆ ไม่คุ้นเอาเสียเลยที่เห็นดวงตาเรียวยาวทรงอัลมอนด์แบบเดียวกับเทมาริดูเหมือนปลาตาย เธอคนนั้นมีแววตาที่หนักแน่นมั่นคง เป็นแววตาอันเจิดจ้าผิดกับแววตาคู่ตรงหน้า ชิกามารุอาศัยเวลาพักใหญ่กว่าจะชินและสำเหนียกได้ว่าเชื้อฝั่งตัวเองนี่แรงชะมัด
           
“แม่ล่ะ”
           
“อยู่ตรงระเบียงบ้านน่ะ” ชิกาไดตอบสั้นๆ
           
ชิกามารุร้อง อ้อ ออกมาหนึ่งคำ
           
ลูกชายขยับรองเท้ากระแทกพื้นเบาๆ สองสามทีก่อนผงกศีรษะให้ “ไปล่ะครับ”
           
หลังบอก ไปดีมาดีนะ แล้วโบกมือให้นิดหนึ่ง ชิกามารุเดินไปทางระเบียงบ้าน เห็นร่างอันคุ้นตานั่งไขว่ห้างรับอากาศฤดูใบไม้ร่วงสบายอารมณ์ เทมาริเบนสายตากลับมาเมื่อสัมผัสได้ว่ามีคนอื่นนอกจากตน เธอถามตรงไปตรงมาโดยที่ยังใช้มือสองข้างค้ำน้ำหนักตัวเองบนระเบียงไม้
           
“ไม่ง่วงแล้วหรือไง”
           
ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นซึ่งเย็นขึ้นเล็กน้อยเพราะลมจากภายนอก ชิกามารุหยุดยืนด้านข้างเยื้องไปทางข้างหลังภรรยา รู้สึกคอไม่ค่อยโล่งพิกล เขากลืนน้ำลายนิดหนึ่งแล้วค่อยตอบ
           
“ฉันไม่กลับบ้านตั้งสามวัน ไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ”
           
“...?” ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กๆ “ก็ไม่ได้นานเป็นอาทิตย์นี่”
           
“...”
           
เคยต้องออกจากหมู่บ้านเป็นอาทิตย์ๆ เทียบกันแล้วสามวันไม่แปลกจริงๆ นั่นแหละ ถึงอย่างนั้นชิกามารุก็อยู่ติดบ้านตลอด...
           
เทมาริผุดยิ้มขันๆ เธอลุกขึ้นยืนแล้วปัดเศษฝุ่นที่ปลิวมาติดเสื้อผ้า ปลายนิ้วขาวผ่องแตะแขนสามีเบาๆ พอชิกามารุไม่ขยับก็คว้าแขนแล้วลากกลับทิศทางเดิมที่เพิ่งเดินมา หญิงสาวแทบจะโยนอีกฝ่ายลงไปบนฟูกเมื่อถึงห้อง คนโดนกระทำรุนแรงไม่ทันได้บ่นกระปอดกระแปดผ้าห่มก็คลุมตัวมาถึงคาง
           
“หลับซะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน”
           
“ร้อน” ชิกามารุมองผ้าห่ม ไม่ยอมหลับตาเสียที
           
ร่างในชุดสีเข้มเลิกคิ้ว จากนั้นจึงหยั่งเชิง “นึกว่าหนาวซะอีกนะ”
           
ใบหน้าคมสันเบือนไปอีกทางนิดหนึ่ง ทนสบตาต่อไม่ได้ “ก็อาจจะมั้ง...”
           
หากเป็นปกติเห็นจะได้พูดว่า จะเอายังไงกันแน่ ทว่าพอเห็นริ้วสีแดงอ่อนจางที่โหนกแก้มของคนง่วง เทมาริรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายแค่ทำเป็นยักท่าเท่านั้น หญิงสาวคิดอะไรอึดใจ จากนั้นเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวเข้าไปข้างใต้ คนนอนอยู่ก่อนกระพริบตาปริบ ทว่าไม่ได้พูดอะไร
           
เรือนผมสีทองสัมผัสต้นคอและปลายคางชวนให้จั๊กจี้ เรียวแขนวางทับหน้าท้อง
           
“อุ่นขึ้นบ้างหรือยัง” เทมาริพูดโดยที่ยังซบหน้าลงกับอก
           
ชิกามารุดึงมือขวาออกจากใต้ศีรษะแล้วแกะยางรัดผมของภรรยาโยนไปทิศทางหนึ่งส่งๆ เรียบร้อยค่อยใช้แขนข้างเดียวกันโอบร่างที่เบียดชิด “ไม่ได้บอกว่าหนาวซะหน่อย”
           
“นายนี่นะ” เธอเอ็ดไม่จริงจังนัก “...อยากให้อ้อนเหรอ?”
           
“ก็เปล่า”

ชิกามารุไม่ได้โกหก เขาไม่ได้คิดอยากให้เทมาริมาอ้อนจริงๆ  ส่วนทำไมถึงนึกอยากสัมผัสใกล้ชิดขึ้นมา...เขาไม่สามารถตอบได้
           
“หรือว่านายอยากอ้อน?” เทมาริถามใหม่ขณะยังแนบแก้มอยู่กับแผ่นอก
           
คนฟังคิดหนัก ไม่ว่ายังไงก็ไม่ทราบคำตอบ แต่บางที...

“คงงั้นมั้ง...”

“ฮึ...”
           
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ รู้สึกได้ว่าน้ำหนักที่กดทับอกและเอวมากขึ้น ความอบอุ่นส่งผ่านเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดฤดูหนาว เทมาริไม่ได้ชวนคุยอะไรอีก ดูเหมือนจะอยากให้เขาพักผ่อนจริงๆ กระนั้นชิกามารุกลับตาสว่างขึ้นเมื่อได้สนทนาสัพเพเหระ
           
“เบื่อหรือเปล่า” เขาถาม
           
หมัดกึ่งเล่นกึ่งจริงชกตุบเข้าที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง คนโดนเล่นงานทีเผลอนิ่วหน้า ส่วนคนลงมือประทุษร้ายสามีกลับไม่ตอบคำ ชิกามารุต้องย้ำใหม่

“ฉันอยากรู้”

เจ้าของผมสีทองผละจากอกมาเท้าคางมองใบหน้าชิกามารุในระยะประชิด เทมาริถามย้อนด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ถามทำไม”

“...ก็...ไม่ทำไมหรอก”

ถ้าไม่ได้นอนอยู่คงรู้สึกว่ามือไม้เกะกะขึ้นมา ตอนนี้กำลังโอบอีกฝ่าย ชิกามารุจึงใช้นิ้วสางเส้นผมยาวระดับบ่าสีทองเบาๆ แก้อาการมือว่าง

เทมาริเดาะลิ้นก่อนซบหน้าลงกับแผ่นอกสามีอีกครั้ง เพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปีจนลูกชายเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าชิกามารุกำลังหมายถึงอะไร หญิงสาวพูดเสียงหนักให้ได้ยินชัดๆ

“ฉันไม่เคยเสียใจที่มาแต่งงานกับนายหรอกนะ”

เท่านั้นนิ้วที่กำลังสางผมเพลินๆ ก็หยุดชะงักเหมือนปิดสวิทช์

ชิกามารุหลุดยิ้มยากจะกลั้น ตัวรุมๆ เหมือนโดนพิษไข้เล่นงาน...เขาสู้เทมาริไม่ได้จริงๆ แฮะ

“...คิดว่าชิกาไดอยากมีน้องหรือเปล่า”

“ฉันชกนายให้สลบได้นะ”

“...”

โหดชิบเป๋ง

กำปั้นที่ชูออกมาจากผ้าห่มอุดปากชิกามารุได้ชะงัดนัก




เมื่อกลับสู่สภาวะคนทำงานหลังหนีไปพักผ่อนหย่อนใจมาหนึ่งวันชดเชยการทำงานโต้รุ่งต่อเนื่อง ชิกามารุพบว่าสีหน้าของนารุโตะที่หนีงานไปพร้อมๆ กันดีขึ้นมาก ดูท่าจะได้กินนอนเป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อยริ้วรอยใต้ดวงตาก็ดูลดลงกว่าเมื่อสองวันก่อน

ว่าแล้วก็หันไปมองเด็กน้อยอีกสามคนในห้องที่ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ไม่ไกล

สาวน้อยสวมแว่นทายาทตระกูลอุจิวะ หนุ่มน้อยผิวขาวซีดผู้มีรอยยิ้มแจ่มใส และลูกชายของโฮคาเงะคนปัจจุบัน...คนที่กำลังแยกเขี้ยวเสียงดังใส่หัวหน้าหมู่บ้าน

วันนี้โบรุโตะก็ยังหาเรื่องเหมือนเดิมแฮะ

...พ่อเป็นไงลูกก็เป็นงั้น เห็นแล้วนึกถึงนารุโตะในอดีตขึ้นมาเลย

ชิกามารุมองพ่อลูกเจ้าปัญหาแล้วระบายยิ้มอ่อนใจ เห็นสีหน้านารุโตะดีขึ้นก็นึกว่าความสัมพันธ์กับลูกชายจะดีตามแต่ดูท่าจะไม่ใช่

ระหว่างมอบหมายภารกิจ เพราะโบรุโตะพูดจาวางโตเลยโดนซาราดะเอ็ดไปที ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีบรรยากาศชวนเครียดเกิดขึ้นเป็นจริงเป็นจัง เขาเห็นนารุโตะมองแผ่นหลังลูกชายและเพื่อนๆ หายลับไปหลังบานประตูพร้อมโคโนฮะมารุ จากนั้นโฮคาเงะรุ่นที่เจ็ดก็ถอนหายใจยาว

“เทียบกับนายเมื่อก่อนแล้วดูหวังได้กว่านะ” ชิกามารุให้กำลังใจ ปรากฏว่าลมหายใจที่พ่นออกมาระลอกสองดันหนักหน่วงกว่ารอบแรก

“ไม่สนทีมเวิร์คแบบนั้นยังไงก็รอดได้ไม่ไกลหรอก...หมอนั่นไม่ฟังกันบ้างเลย ลูกคนอื่นไม่เห็นเหมือนลูกฉัน ยุคสมัยของพวกเราคร่ำครึไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย” นารุโตะบ่นเป็นคนแก่ ท่าทางจะทดท้อเอามากๆ

ชิกามารุได้แต่ปลอบไปตามประสา “เวลาจะขัดเกลาคนให้โตขึ้นเอง”

ไม่ว่าใครต่างก็มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ต่างกันออกไป โบรุโตะอาจมีเรื่องที่ทำให้นารุโตะไม่ชอบใจ แต่คนอื่นๆ ก็คงจะมีสิ่งที่อยากให้ลูกตัวเองปรับเปลี่ยนแก้ไขกันทั้งนั้น

ในฐานะที่มาค้นพบตัวเองเอาตอนหมาเลียก้นไม่ถึง ชิกามารุเห็นว่าจะทำตัวออกนอกลู่นอกทางสักเล็กน้อยตอนยังเด็กไม่ใช่ปัญหาใหญ่...ใช่ ถ้าแค่เล็กน้อยนะ

“ดังนั้น หน้าที่ของพวกเราก็คือปกป้องเด็กๆ พวกนี้และรอดูเขาเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างามไง”

“...เฮ้อ”

“ทีนี้ ท่านโฮคาเงะ...” ชิกามารุไม่คิดจะฟังคำบ่นต่อ เขาส่งงานชิ้นใหม่ให้ชายหนุ่มที่นั่งไหล่ตกอยู่บนเก้าอี้ “ขอด่วน ภายในพรุ่งนี้ล่ะ”

ท่านโฮคาเงะ ร้องแหงะเหมือนถูกบังคับให้ดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตาประทับในมือหล่นกระแทกโต๊ะเสียงดังป๊อก ทว่าชิกามารุอ่อนข้อให้ไม่ได้

“งานนี้ต้องตัดสินใจโดยโฮคาเงะ พยายามเข้าละกัน ถ้าอยากปรึกษาก็เรียกได้ ฉันจะไปดูห้องวิจัยหน่อย”

โบกมือเตรียมลา พอดีได้ยินเสียงหงุงหงิงจากด้านหลังจึงหยุดเท้าแล้วหันเฉพาะส่วนคอกลับไปยังที่นั่งของตัวแทนหมู่บ้าน นารุโตะซึ่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพราะเห็นงานระลอกใหม่แล้วท้อแท้มองมายังตนด้วยดวงตาสีฟ้าแฝงความริษยาอยู่เบาบาง

“นายนี่ดีจังนะ ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องที่บ้าน”

การทำงานสำเร็จตามเวลาจนได้กลับบ้านทุกวันเป็นเรื่องน่าอิจฉาสำหรับโฮคาเงะผู้มีงานรัดตัว ทั้งที่ชิกามารุไม่ได้อู้และรับผิดชอบงานของตนเต็มกำลัง...ไม่มีหนไหนที่ทำส่งๆ แต่อะไรๆ ก็ไปได้สวย ชีวิตราบรื่นจนอดมองด้วยนัยน์ตาลุกเป็นไฟไม่ได้

คนโดนอิจฉาหัวเราะออกมาทีหนึ่ง

“บ้านนายก็ดีนี่ แค่โบรุโตะดื้อไปนิดๆ หน่อยๆ เอง” ชิกามารุแสดงความเห็นตามตรง แต่ในสายตาคนมอง ดูยังไงก็รู้สึกว่ากำลังวางท่าอย่างคนอยู่เหนือกว่า “จะพิรี้พิไรบ้างก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้ฉันยุ่ง ขอตัวก่อนก็แล้วกัน”

“วันนี้ตารางนายน่าจะโล่งไม่ใช่หรือไง” นารุโตะถามขวับอย่างสนเท่ห์ จำได้ว่าบนโต๊ะของชิกามารุมีเอกสารรอจัดการกองบางเฉียบ แถมที่แง้มๆ ดูยังไม่ใช่งานเร่งรีบด้วย แล้วจะยุ่งได้ยังไง?

ชายหนุ่มผู้มัดผมหางม้าไหวไหล่เล็กน้อย

“เดทน่ะ...”

“หือ?”

“...ว่าจะไปเดทสักหน่อย”

“หา!

จากฟังไม่ถนัด พอได้ฟังใหม่ชัดๆ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง ชิกามารุหันหลังให้เพื่อนเพื่อซ่อนสีหน้า กระแอมเบาๆ ไปทีแล้วเอ่ยขอตัว ไม่คิดจะรั้งรอให้ตัวเองตกเป็นหัวข้อในการแซวเล่น

ประตูปิดดังปัง

ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดเฉลียวลูบใบหน้า

เขาแค่ไม่อยากให้เทมาริเซ็งเกินไปเลยอยากใช้เวลาตามประสาสามีภรรยาบ้างเท่านั้นเอง...

สมัยยังหนุ่มสาว เพราะระยะทางอันห่างไกลและความที่ไม่ใช่คนโรแมนติกทั้งคู่ ชิกามารุและเทมาริจึงคบกันเหมือนคู่รักเรียบง่าย ไร้สีสันและความหวือหวา หากนั่นก็เป็นผลมาจากบุคลิกของพวกเขา ว่าง่ายๆ คือพอใจกับรูปแบบการคบกันแบบนั้นกันทั้งคู่ นานๆ ทีถึงจะมีอารมณ์อยากทำอะไรอย่างคู่รักทั่วไปเขาบ้าง

ไม่ได้บอกเทมาริไว้ก่อนซะด้วย ไม่รู้จะทำหน้ายังไง...

ถ้าดีใจก็ดีสิ

ชายหนุ่มยิ้มเขินออกมานิดๆ ขณะนึกถึงสีหน้ายามดีใจของภรรยาคนสวย ชิกามารุมองเวลา จากนั้นรีบรุดไปดูงานต่อไปด้วยแรงกระตุ้นจากอนาคตอันใกล้ล้วนๆ






1 comment: