Fanfic Daiya no A
Straight Line
[Part : 2]
Pairing : Miyuki Kazuya x Sawamura Eijun
Rating :
SFW
นิสัยชอบเขียนปฏิทินน่าจะติดตัวมาตั้งแต่ประถม
จุดเริ่มต้นคือความจำไม่ดีเท่าไหร่
พอรู้ว่าวันไหนมีความพิเศษเลยต้องวงวันที่ดังกล่าวเอาไว้ก่อนลืม หลังจากนั้นก็เริ่มกากบาทลงบนปฏิทินแทนการนับถอยหลัง
ไปๆ มาๆ เลยติดเป็นนิสัย
เอย์จุนยืนอยู่หน้าปฏิทิน
สองตาจ้องมองวงกลมที่อยู่ใกล้กากบาทอันสุดท้ายมากที่สุด
“พรุ่งนี้แล้วเหรอ”
วันอันแสนพิเศษ...วันที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของปี
ทันทีที่ล้มตัวลงนอน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็จะถึงวันพิเศษวันดังกล่าว
เพราะรอวันพรุ่งนี้มานานแสนนาน เอย์จุนเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมหมดแล้ว
ต่อให้สะเพร่ายังไงก็ไม่มีทางลืมสิ่งที่ควรทำเด็ดขาด ทีนี้ก็เหลือแค่ล้มตัวลงฟูกอย่างสบายใจแล้วตื่นให้ตรงเวลา
ถึงจะเป็นวันหยุดก็ห้ามตื่นสาย ดังนั้นสมควรไปเอาฟูกมาปูได้แล้ว ถ้าไม่รีบนอนเดี๋ยวพรุ่งนี้ง่วงเหงาหาวนอนจะแย่
เด็กหนุ่มหมุนตัวหมายทำตามที่คิดกลับพบคนตัวสูงขายาวคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกทำหน้าตายอยู่ที่ผนังห้อง
ดวงตาเรียวยาวมองตรงมาทางตน แม้ยังคงความนิ่งเฉย
หากประกายวูบไหวดั่งคลื่นน้ำปรากฏให้เห็นเด่นชัดสำหรับคนที่รู้จักกันมานาน ปกติฟุรุยะไม่ใช่คนพูดมากและไม่พูดเกินความจำเป็น
เป็นคนประเภทจะหุบปากกลางวงสนทนา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ฟังที่ดี ทว่านั่นไม่ใช่ประเด็น...เรื่องคือคนพูดน้อยมาตอนนี้กำลังทำเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง
ผิดปกติมาก
ปกติน่าจะชิงหลับตัดหน้าไปแล้ว
ดวงตาสีอำพันเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาก่อนหันมองหมีขาวที่ไม่รีบจำศีลอย่างเคย
เอาเข้าจริงฟุรุยะก็อยู่ไม่สุขมาสักพักใหญ่ มันช่วยไม่ได้ในเมื่อพวกเขาอยู่กันสองคนมาสองปีแล้ว
ต่อให้กระทบกระทั่งกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์ก็แน่นแฟ้นขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยง...ไม่งั้นเจ้าคนที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนมาตลอดคงไม่เกิดอาการนิ่งไม่อยู่
ต้องโทษว่ากาลเวลาเป็นสาเหตุทำให้คนเกิดความเปลี่ยนแปลง
เด็กหนุ่มระบายลมหายใจ รู้ดีว่าฟุรุยะกำลังกังวล ทว่าสมองทึมทื่อไม่อาจให้คำตอบว่าควรรับมืออีกฝ่ายอย่างไร
เขาตัดสินใจเดินผ่านไหล่แข็งแรงไปหยิบฟูกนอน คิดในใจว่าพูดมากผิดมาก
พูดน้อยผิดน้อย ไม่พูดไม่ผิด...ดังนั้นต้องเอาความเงียบเข้าสยบ
มือเลื่อนตู้เก็บของ
หอบเครื่องนอนมากองไม่ใกล้ไม่ไกลเครื่องนอนอีกชุด ปิดตู้
จากนั้นทิ้งเข่าลงพื้นทีละข้างเพื่อตระเตรียมข้าวของ
ความเงียบเข้าปกคลุม...
“เขาไม่ให้กังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนะพรรคพวก”
...ต้องโทษนิสัยปากไวกับใจไม่แข็งจริง
ครั้นเห็นดวงตาสีเข้มหรี่ลง เอย์จุนอดแสดงความเป็นคนดีศรีสังคมด้วยการปลอบเพื่อนไม่ได้
สายตาที่มองมาแหลมคมกว่าเดิมทันที
“นายควรกังวลซะบ้าง”
ไม่รู้จะบอกว่าเป็นบุญดีไหมที่ได้ยินฟุรุยะพูดใส่อารมณ์ในเรื่องของตัวเอง
เอย์จุนอยากจะชงมุก แต่คราวนี้ฟุรุยะเครียดจริงจนเล่นไม่ออก
นอกจากนี้ยังคิดมุกไม่ทันด้วย
เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรเลยได้แต่เกาหัวแกรกๆ ลังเลสักพักจึงบอกสิ่งที่คิดออกไปตามตรง
“ที่ฉันทำนู่นนี่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เป็นเพราะคิดเรื่องของวันพรุ่งนี้อย่างจริงจังไม่ใช่เหรอ”
“...”
ไม่มีเสียงทุ้มต่ำตอบกลับ
ดวงตาสีดำเหลือบมองทางอื่นอย่างอึดอัด เห็นดังนั้นเอย์จุนรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา
หมอนี่เป็นคนดี...
“ขอบใจนะ”
“...”
“นอนเถอะ”
“...”
เขาไม่ได้หันไปมองเพื่อนร่วมห้องอีก เมื่อวางหมอนเสร็จก็ล้มตัวลงนอนห่มผ้า
สัญชาตญาณส่วนลึกร้องบอกว่าหากได้เห็นสีหน้าหรือแววตาของคนที่ถูกประณามว่าหน้าตายในตอนนี้
บางทีคนอารมณ์อ่อนไหวอย่างตนอาจอยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
เช้าวันเสาร์
ตั้งใจว่าจะไม่นอนเพลินแต่ไม่รู้เพราะอะไรกว่าจะลืมตาตื่นก็ปาเข้าไปเก้าโมง
เอย์จุนไม่ใช่คนตื่นสาย ปกติตื่นไม่เกินหกโมง
นี่ยังตั้งนาฬิกาปลุกกันเหนียวเอาไว้ด้วย การตื่นสายขนาดนี้บอกได้แต่ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
คงเป็นเพราะเมื่อวานเหนื่อยล้าเกินไปเลยทำให้หลับลึก
ไม่รู้สึกตัวตื่นตามความเคยชิน
ส่วนนาฬิกาปลุก
ฝีมือเจ้าฟุรุยะแน่ๆ...
แม้ไม่มีหลักฐาน แต่มั่นใจมากทีเดียว ไม่รู้ประสงค์ดีหรือร้ายถึงได้สอดมือเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นทั้งที่ไม่เคยสนใจไยดี
เอย์จุนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองพื้นที่ว่างเปล่าข้างๆ แล้วขบฟันกรอด
นี่ถ้าไม่ใช่วันนี้เขาไม่มีแผนทำอะไรเป็นพิเศษก็อยากจะใช้ท่ามวยปล้ำที่ร่ำเรียนมาจากคุราโมจิเซมไปซัดโครมเข้าให้
เด็กหนุ่มเก็บหมอนเก็บฟูกไปอาบน้ำ
หมายมั่นในใจว่าเย็นวันนี้อย่างน้อยก็จะเล่นงานเจ้าคนยุ่งไม่เข้าเรื่องสักยก ไหนๆ
ก็นัดฟุรุยะไปกินราเมงด้วยกัน เอาราเมงราดหัวมันซะดีไหม?
เพราะหมั่นไส้มาดอีกฝ่ายเป็นทุน ความคิดอยากกลั่นแกล้งแรงกล้าจนเกือบเก็บแผนดัดหลังมาคิดเป็นเรื่องเป็นราว
ทว่าทันทีที่อาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปตะลอนเสร็จ แผนการเที่ยวที่วางไว้หยาบๆ
เป็นอันต้องพังครืน
‘มีเรื่องอยากคุยด้วย
มาเจอกันหน่อยได้หรือเปล่า’
ข้อความจากมิยูกิ คาซึยะ
ส่งมาตั้งแต่เช้าตรู่...หกโมงสิบสี่นาที
เห็นแล้วอดมุ่นหัวคิ้วไม่ได้
เขาไม่มีธุระเป็นเรื่องเป็นราวแต่ตั้งใจจะเดินเล่นชมนกชมไม้ทั้งวัน พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้อากาศดี
เหมาะแก่การทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตั้งใจจะผ่อนคลายความเมื่อยล้าสะสมด้วยการเดินเล่นชมเมืองสักหน่อย
แต่ว่า...เพราะเป็นมิยูกินี่สิ
เหม่อลอยไม่ทันไร
เมื่อมองหน้าจอก็พบว่าข้อความถูกส่งไปแล้ว ลองเปิดอ่านดูพบว่านัดหมายเวลากับรุ่นพี่ไว้ตอนบ่ายสอง...เด็กหนุ่มระบายลมหายใจเมื่อนิ้วมือกดโทรศัพท์บอกตอบรับไปเรียบร้อยโดยไม่รู้ตัว
ความรักช่างทรงพลังจริงๆ เอย์จุนไม่เคยปฏิเสธมิยูกิไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
รุ่นพี่มีธุระสำคัญไหมไม่รู้แต่คงใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง
ในเมื่อตอนเย็นมีนัดกินข้าวนอกบ้านกับฟุรุยะ เผื่อเวลาเดินทางแล้ว
ถ้านัดที่หอมิยูกิตอนบ่ายสองจะมีเวลาเตร็ดเตร่อีกนิดหน่อยกว่าจะได้เวลานั่งรถไปกินข้าวเย็นที่ราเมงร้านดังต่อ
ดูเหมือนแม้จะเหม่อลอยแต่ก็ไม่ได้ส่งข้อความไปสั่วๆ
ช่วงหัวค่ำวันนี้เอย์จุนมีธุระสำคัญ
นัดหมายที่โผล่มากะทันหันของมิยูกิจึงต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย
เด็กหนุ่มทำใจให้สบาย บอกตัวเองว่าตกลงแล้วก็แล้วไปเถอะ...เลิกคิดเล็กน้อยกับการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันอย่างรวดเร็ว
เขาเช็คกระเป๋าเป้ใบเล็กว่าลืมของสำคัญอะไรหรือไม่
เมื่อตรวจตราถี่ถ้วนดีแล้วจึงหมุนกุญแจเดินออกจากห้อง จังหวะนั้นไม่รู้อะไรดลใจ
ทั้งที่ปกติจะกลับบ้านค่อยกาปฏิทิน วันนี้ดันหยิบปากกากากบาททับตัวเลขที่ถูกล้อมด้วยวงกลมเบี้ยวๆ
เอย์จุนปิดฝามาร์กเกอร์ก่อนวางลงที่เก่า
มองผลงานแล้วยิ้มภาคภูมิ เรียบร้อยค่อยเดินฮัมเพลงออกจากห้อง
ผลจากการเดินชมเมืองและถ่ายรูปเพลิน
เอย์จุนมาไม่ตรงตามเวลานัด เขาถึงห้องของมิยูกิเอาตอนบ่ายสองสามสิบห้านาที
ใครจะไปนึกว่าลืมดูนาฬิกาไม่พอยังมีอุบัติเหตุจนทำให้ใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางล่าช้าลงกว่าเดิมอีก
หนุ่มน้อยหอบแฮ่กเมื่อหยุดลงหน้าประตูห้องอันคุ้นเคย
มิยูกิที่เปิดประตูออกมารับถึงกับตกใจเมื่อเห็นรุ่นน้องตัวเปียกชุ่มเหมือนโดนสาดน้ำใส่
“...เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
“ขะ...ขอน้ำสักแก้วจะเป็นพระคุณ”
คล้อยหลังซดน้ำส้มไปแก้วครึ่งแล้วล้างหน้า
สีหน้าคนร่าเริงค่อยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เอย์จุนเอ่ยเสียเวอร์ว่าได้มิยูกิช่วยชีวิตเอาไว้
น้ำส้มอร่อยมาก จากนั้นก็เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วด้วยการถามว่ามีธุระอะไร
ทำไมเรียกกะทันหัน มีเกมมาอวดเหรอ
ทว่ามิยูกิไม่ได้ยิ้มยั่วแล้วแหย่เล่นอย่างที่คาดเดา
เอาแต่ทำหน้าคร่ำเคร่งเหมือนกำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่มองไม่เห็น เจอแบบนี้เอย์จุนอดสงสัยไม่ได้
“มิยูกิเซมไป มีอะไรหรือเปล่า?”
“...”
เมื่อไม่มีเสียงตอบ
เด็กหนุ่มจำต้องพูดต่ออีกครั้ง “ผมมีเรื่องต้องไปทำต่อนะ วันนี้คงไม่มาขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวัน”
เขาอยากไปสวนสาธารณะ K นอกจากไปกินข้าวกับฟุรุยะยังเหลือที่นั่นอีกที่ที่เป็นเป้าหมายในวันนี้...ทั้งหมดเพื่อผ่อนคลายจิตใจก่อนไปผจญสนามรบอันยิ่งใหญ่ของชีวิตตอนหัวค่ำ
การสะสมความเครียดเอาไว้ไม่เป็นผลดี ดังนั้นเอย์จุนจึงตั้งใจเสพสุขทั้งวันด้วยการผลาญเวลาเรื่อยเปื่อย
ต่อให้เสียดายอยู่บ้างที่มิยูกิอุตส่าห์ชวนแต่อยู่ด้วยไม่ได้
ทว่าวันนี้เขาให้ความสำคัญกับการเที่ยวเล่นมากกว่า
ดวงตาหลังเลนส์แว่นเบิกขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะคาดไม่ถึงว่าเอย์จุนไม่คิดอยู่นาน
“นายมีธุระตอนกี่โมง”
“ว่าจะออกจากที่นี่อย่างช้าก็บ่ายสามครึ่ง”
สีหน้าคนฟังพลันแย่ลงเหมือนมีคนเอามีดมาจ่อคอแล้วบังคับให้ทิ้งกระเป๋าสตางค์กับของมีค่าอื่นๆ
ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าน่าสงสัย
คนใช้ชีวิตเต็มที่อย่างเอย์จุนย่อมไม่ปล่อยให้มีเรื่องค้างคาใจ
เขาถามทันทีว่ามีอะไรกันแน่ มิยูกิอ้ำอึ้งเป็นนาน
สุดท้ายกลับหยิบแผ่นเกมออกมาแล้วชวนเล่นด้วยรอยยิ้มฝืดฝืน
เกมนั้นเป็นของใหม่ยังไม่ได้แกะ
แต่เอย์จุนไม่คิดว่ารุ่นพี่เรียกตัวเองมาเพราะเหตุนี้ มิยูกิดูไม่มีสมาธิ
เล่นแพ้อย่างรวดเร็วครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นได้ชัดว่าไม่จดจ่อกับเกมและกำลังคิดมากกับเรื่องอื่นที่ตนไม่รู้
เขาลองถามอีกครั้งว่าไม่มีเรื่องอื่นอยากพูดจริงหรือ ตัวเองรับฟังได้ทุกเรื่องนะ
ไม่ปากโป้งด้วย...คู่สนทนาพลันทำหน้าเหมือนกลืนของขม เงียบไปอึดใจใหญ่
จนแล้วจนรอดก็ไม่ปริปากอยู่ดี
น่าสงสัย...
น่าสงสัยชะมัด
ทว่าเวลาไม่รอท่า เอย์จุนไม่สามารถอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่ได้
เมื่อมิยูกิไม่พูด เขาจะทำอะไรได้นอกจากตัดใจยกธงขาว
ตอนบ่ายสามยี่สิบนาทีจึงออกปากขอตัวลาทั้งที่สีหน้าแสดงชัดว่าคาใจการกระทำผิดปกติของคนใส่แว่น
มิยูกิออกมาส่งถึงหน้าหอ ตอนเอย์จุนกำลังก้าวขาขึ้นรถประจำทางถึงได้บอกบางอย่าง
“คืนนี้...!”
“...?”
เท้าข้างหนึ่งก้าวขึ้นรถ อีกข้างยังเหยียบพื้น
เอย์จุนหันมามอง เครื่องหมายอัศเจรีย์ลอยเหนือศีรษะเต็มไปหมด
มิยูกิเค้นความกล้าพูดขึ้นอีกครั้ง
“หัวค่ำก็ได้ เสร็จธุระแล้วมาหาฉันที
ฉันมีเรื่องอยากบอกนาย...จะบอกให้ได้!”
“แต่ว่า...” เจ้าของดวงตาสีอำพันเผยสีหน้าลำบากใจ
“ฉันจะรอ”
“แต่วันนี้คงไม่...”
เอย์จุนนึกหาคำพูดหากลิ้นแข็งเสียจนปฏิเสธไม่ออก เพราะเสียเวลาอ้ำอึ้งนานเกินไป
คนขับหันมาเร่งเสียงดุ ถามว่าจะขึ้นหรือไม่เลยต้องลนลานขึ้นรถ
ถึงขั้นนี้จะพูดอะไรก็ไม่ทันแล้ว เด็กหนุ่มหันไปมองคนที่ตนรักหมดใจทิ้งท้าย
หวังสื่อคำพูดผ่านสายตา
ร่างสมส่วนที่ยืนอย่างมั่นคงบนทางเดินยังจ้องมองมา
ทว่าดูเหมือนจะไม่ได้รับสารที่เขาสื่อออกไป ดวงตาคู่โตมองเห็นรูปปากของมิยูกิเอ่ยว่า
‘แล้วเจอกัน’ ด้วยรอยยิ้มที่ต่างจากทุกที
อากาศเริ่มเย็นขึ้นอีกเมื่อท้องฟ้าแปรเป็นสีม่วง ถึงจะหนาวมาหลายวันจนยกโต๊ะอุ่นขาออกมาตั้งแล้วแต่หิมะยังไม่ตก
ไม่แน่วันนี้อาจได้เห็นหิมะแรกของปีก็ได้
เอย์จุนซึ่งตรากตรำมาทั้งวันเดินเข้าราเมงร้านดังในสภาพขาลากเล็กน้อย
กริ่งเหนือประตูกระทบกันดังกริ๊งเมื่อยื่นมือผลักประตู อากาศภายในที่อุ่นกว่าเป่ากระทบหน้า
ดวงตากลมโตเห็นคู่ปรับคนสำคัญนั่งรอด้านในอยู่ก่อนแล้วจึงสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหา
“มานานหรือยัง”
ระหว่างถามก็จัดแจงวางสัมภาระแล้วทรุดกายนั่งลง
ฟุรุยะส่ายหน้าเบาๆ หยิบเมนูขึ้นมาดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พวกเขาตัดสินใจเลือกเมนูไม่นาน เวลารอคอยอันเงียบเชียบจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว
เพราะสภาพของหมีขาวช่วงนี้ไม่ค่อยปกติเอย์จุนเลยต้องนึกคำพูดที่จะไม่กระตุ้นอารมณ์เพื่อน
น่าเสียดาย หัวข้อสนทนาที่คิดออกไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ จำต้องนั่งเงียบอย่างอึดอัดเพื่อปกป้องความสงบสุขของโลก
แน่นอนว่าลืมเรื่องอยากซัดหน้าเพื่อนหน้าตายฐานมายุ่งกับนาฬิกาปลุกเมื่อเช้าไปเสียสนิท
เขาเข้าใจดีว่าฟุรุยะเป็นแบบนี้เพราะอะไร
“...โทษที” เอย์จุนก้มหน้าพึมพำ
ประกายบางอย่างวูบผ่านดวงตาบนใบหน้าหล่อเหลา
“เรื่องอะไร”
ปกติกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปาก คราวนี้กลับสนทนาโต้ตอบเป็นปกติ
คนรู้สึกผิดหน้าหมองลงนิดหนึ่ง ปากขยับตอบอ้อมแอ้ม
“เพราะความสะเพร่าของฉันนายเลยต้องเข้ามายุ่ง...”
พูดได้ครึ่งทางอากาศอุ่นๆ เย็นลงห้าองศา
บรรยากาศเบาสบายพลันหนักอึ้งด้วยหมอกอารมณ์หนาทึบของอดีตเอซประจำชมรมเบสบอลของเซย์โด
ฟุรุยะเม้มปาก ข่มความรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างยากเย็น
ใช้เวลาหลายวินาทีถึงตั้งสติได้
แต่เอย์จุนยังพูดไม่จบ
“ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ใครรู้เลยแท้ๆ”
เท่านั้นเส้นใยสุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งทักษะการควบคุมร่างกายก็ขาดดังปึ้ด
ฟุรุยะทุบโต๊ะเสียงดังเป็นครั้งแรกในชีวิต
“เลิกพูดได้แล้ว...!”
บริกรซึ่งยกชามราเมงมาเสิร์ฟพอดีสะดุ้งเฮือก เซาท์พาวพิชเชอร์ผู้โอบอ้อมอารีรีบร้อนส่งยิ้มให้หนุ่มน้อยวัยมัธยมต้น
พูดติดตลกว่าเพื่อนของตนเป็นคนอย่างนี้แหละ อย่าคิดมากเลย
มิวายคนโดนกล่าวหาจะส่งสายตาเหี้ยมโหด ปากไวๆ ก็ยังไม่หยุดทำงาน
พูดปลอบพนักงานพาร์ทไทม์คล่องปรื๋อ หลังจบม.ปลายเอย์จุนตระเวนทำงานพิเศษไปทั่ว
คารมในการจูงใจคนดีขึ้นมากทีเดียว
คล้อยหลังพนักงานร้านเดินจากไป เด็กหนุ่มส่งชามราเมงให้เพื่อน
บ่นอุบว่าอารมณ์ปรู๊ดปร๊าดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าทำคนอื่นเดือดร้อนสิ...ฟุรุยะคันปากนัก
อยากบอกเหลือเกินว่าใครกันแน่เอาที่แต่ทำตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงคนอื่นน่ะ
“จริงๆ
แล้วมิยูกิเซมไปอยากให้ไปหาหลังจากนี้ด้วยล่ะ”
หลังสูดเส้นเข้าปากหลายคำ
เอย์จุนพูดลอยๆ ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม นิสัยปฏิเสธมิยูกิไม่ได้ฝังรากลึก
ปกติก็ไม่มีเรื่องให้ต้องปฏิเสธหรอก แต่หนนี้เป็นเรื่องใหญ่
ไม่ว่ายังไงก็ไปหามิยูกิไม่ได้...น้ำซุปที่ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่คล้ายจะรสชาติแย่ลงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
“คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”
ฟุรุยะว่าเสียงขุ่นมัว อารมณ์ไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อสักครู่
คำพูดที่ลอยเข้าหูจึงปล่อยผ่าน ไม่เก็บมาตีความลึกซึ้ง
“งั้นส่งข้อความไปบอกว่าไปไม่ได้ดีกว่า” พอได้ยินความเห็นที่สอดคล้องกับความเห็นของตัวเอง
เอย์จุนปล่อยผ่านเรื่องมิยูกิง่ายๆ เช่นกัน
งานนี้โทษใครไม่ได้
มิยูกิยังเพิ่งรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองนับประสาอะไรกับคนอื่น ยิ่งคนไม่สนอย่างอื่นนอกจากเบสบอลอย่างฟุรุยะกับเอย์จุนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้นจะหวังให้ฟุรุยะเชียร์เอย์จุนให้ไปหามิยูกิเพราะรู้ว่ามิยูกิอยากสารภาพรักจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...กับเอย์จุนยิ่งไปกันใหญ่
รายนี้ฝังใจไปแล้วว่ามิยูกิไม่หันมาสนใจตนแน่ ไม่มีความคิดว่ามิยูกิจะสารภาพรักอยู่ในหัวเลย
“อ๊ะ ไม่ดีกว่า ไม่ต้องบอกหรอกมั้ง”
เอย์จุนซึ่งเพิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปลี่ยนใจวางโทรศัพท์ลงข้างตัวกลางคัน
เขาทำหน้ายุ่งยากเมื่อคิดถึงอนาคต หลังส่ายหัวไปมาก็ไหวไหล่แล้วนั่งละเลียดกินราเมงฟรีราคาแพงต่อ...ที่ว่าฟรีก็เพราะตอนนี้ในกระเป๋าสตางค์เหลือแต่เศษเหรียญ
พอแค่ค่าเครื่องดื่ม ถ้าฟุรุยะไม่จ่ายให้ก็ทำอะไรไม่ได้
ว่าที่เจ้ามือเหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะนิดหนึ่ง
เรียวคิ้วขยับเข้าหากัน หากไม่ได้เอ่ยอะไร
กว่าพิชเชอร์คนดังทั้งสองจะทานราเมงชามใหญ่หมดท้องฟ้าข้างนอกก็กลายเป็นสีครามดำพอดี
นับว่าช้ามากสำหรับคนที่กินข้าวปริมาณมากๆ จนชิน
นั่นเพราะพวกเขาอยากยืดเวลาที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุดนั่นเอง
ตอนที่จ่ายเงินเสร็จแล้วเดินออกจากร้าน
ฟุรุยะหยุดยืนนิ่งๆ ไม่ยอมขยับ เป็นแบบนั้นคนอีกคนเลยต้องหยุดตาม
“นายไปทางนั้น ส่วนฉันมีธุระทางนี้ ไม่ต้องตามมาหรอก”
เอย์จุนชี้นิ้วไปยังทิศทางฝั่งตรงข้ามกับทิศที่ตัวเองจะไปเมื่อฟุรุยะแสดงอาการต่อต้านไม่ยอมเดินหน้า
ว่าจบก็ดักคอต่อด้วยน้ำเสียงเริงร่าเหมือนจะยั่วโมโห “...ฉันว่านายคงไม่อยากตามมา ใช่ไหม?”
“...”
ร่างสูงปรายตาลงมอง
แม้ยืนย้อนแสงแต่สีหน้ากระจ่างชัดจนคนมองไม่อยากมองต่อ รอยยิ้มบนหน้าเอย์จุนจางลงจนหายไปเมื่อคู่สนทนาไม่เล่นด้วย
ความเงียบเข้าโอบอุ้มคนทั้งคู่อย่างเชื่องช้า
พรมแดนกั้นระหว่างพวกเขากับโลกแห่งความเป็นจริงค่อยๆ ก่อตัวอย่างไร้สุ้มเสียง
เอย์จุนถึงกับรู้สึกไปเองว่าเสียงรถราและเสียงพูดคุยที่ควรจะคึกครื้นเพราะเป็นเวลาที่ผู้คนกำลังทยอยกลับบ้านกำลังเบาลงเรื่อยๆ
ผ่านไปพักใหญ่ รูปสลักอันงดงามค่อยกลับคืนชีวิต
“...เลิกทำแบบนั้นซะที”
น้ำเสียงซึ่งเคยนิ่งเฉยแฝงความเจ็บปวดเบาบาง เอย์จุนไม่เคยเห็นฟุรุยะแสดงอารมณ์มากเท่าวันนี้
ดังนั้นจึงเข้าใจโดยไม่ต้องการคำพูดว่าเพื่อนข้างกายไม่ใช่คนไร้หัวจิตหัวใจ...เพราะงี้เขาถึงไม่อยากลากอีกฝ่ายเข้ามายุ่งกับปัญหาของตัวเอง
เอย์จุนรู้สึกไม่ดีที่ฟุรุยะพลอยได้รับผลกระทบทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา เป็นเพราะความสะเพร่าของเขา
ทั้งที่ฟุรุยะไม่ควร...
ไม่ควรเลย
เขาอยากเอื้อมมือไปลูบเปลือกตาเพื่อซ่อนแววตาหมองหม่นคู่นั้น
ถึงไม่ชอบความเย็นชาของเพื่อนตรงหน้า แต่ความเย็นชาแบบนั้นยังดีกว่าความโศกเศร้าไม่รู้ตั้งกี่เท่า
“ฉันรั้งนายไว้ไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูอ่อนล้าเหลือเกิน “...ไม่มีทางเลยเหรอ”
“อย่างที่ฉันเคยบอกนั่นแหละ...ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถรั้งได้ทั้งนั้น
นายเองก็รู้ดีนี่นา”
เอย์จุนเผยยิ้มอย่างผู้พ่ายแพ้ ใบหน้าเงยขึ้น
ดวงตาสีอำพันสะท้อนภาพท้องฟ้าสีเข้มอันเวิ้งว้าง ควันสีขาวจากลมหายใจผสานอากาศยามค่ำคืนอย่างแช่มช้า
เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องละเอียดอ่อนแต่วันนี้เป็นวันพิเศษ...เลยยอมหยวนให้
แท้จริงเขาเองก็เหนื่อยไม่ต่าง...เหนื่อยมาก ทว่าจิตใจปลอดโปร่งดังท้องฟ้าฤดูร้อน
จนถึงตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่คิด ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
เหลือแต่ ‘เผชิญหน้า’
อย่างเดียว...
คิดแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
มือซ้ายกระชับสายกระเป๋าเป้ใบเล็กอย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด
เด็กหนุ่มเอียงตัวมามองเด็กหนุ่มผิวขาว รอยยิ้มที่แตะแต้มบนใบหน้า...ดูจนใจกว่าเคย
“ฉันต้องไปแล้ว นายก็รีบๆ กลับซะเถอะ
ขืนลากนายมาซวยด้วย ฉันคงรู้สึกผิด”
“ใครสน” ฟุรุยะสวนอย่างดื้อดึง
ทำท่าจะก้าวเข้ามาหา
แต่เอย์จุนชักเท้าหนี
“ถือว่าขอร้องสักครั้งเถอะ”
“...”
“แล้วจะไม่ขออะไรอีกเลย”
ตอนที่ออกปากขอร้องและเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย
หัวใจถูกรัดรึงจนเจ็บปวด ฟุรุยะเป็นคนดีจริงๆ
และเขาต้องทำร้ายคนที่มีจิตใจอ่อนโยนขนาดนี้...
“ไว้ฉันจะชดเชยให้ชาติหน้าแล้วกัน
ถึงตอนนั้นจะแต่งงานด้วยนะ” เขาพูดติดตลก
รอฟังคนหน้าตายทำหน้าเดียดฉันท์แล้วบอกว่า ‘อย่าพูดอะไรขยะแขยง เจ้างี่เง่า’
ทว่าคงประเมินสถานการณ์ง่ายไป ฟุรุยะไม่ได้พูดตบมุก...ไม่ถูกสิ
ต้องบอกว่าตบมุกไม่ออกต่างหาก ความเครียดแผ่ออกมาจากร่างสูงๆ จนแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เอย์จุนจ้องมองหน้าเพื่อนอีกครั้ง
เห็นอีกฝ่ายใจแข็งไม่ยอมเดินจากไปก็หักใจหมุนตัวหนี
“ไปแล้วนะ”
เวลางวดเข้ามาทุกที ต้องรีบไปให้ถึงที่นั่น
...ก่อนที่มันจะ...
วินาทีเดียวกันเอย์จุนออกวิ่งสุดตัว...วิ่งสุดแรงเกิด
รู้สึกได้ถึงสายลมที่กรีดผ่านผิวหนังและสายตาของใครอีกคนที่จ้องมองตนราวจะกรีดเฉือน
ลูกตาแห้งผากเพราะลมซัด ถึงอย่างนั้นก็ยังวิ่งต่อไป ต่อให้ถูกคนรอบข้างมองเป็นคนบ้าแต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว...ไม่สลักสำคัญ
ไม่มีความหมาย ทำอะไรไม่ได้
ต่อให้เป็นคนบ้าจริงๆ ก็แล้วยังไง
แล้วมันจะทำไม
ในเมื่อเขาไม่เหมือนคนอื่นมาตั้งแต่แรก
หากคนบ้าไม่เหมือนคนทั่วไป เขาก็คงเป็นคนบ้าใช่ไหม
...เป็นบ้าที่พยายามเปลี่ยนอนาคตครั้งแล้วครั้งเล่า...
ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งสิ่งที่เกิดก็ไม่ต่างจากสิ่งที่มองเห็น
ยิ่งพยายามเปลี่ยนแปลงยิ่งก่อเรื่องร้ายๆ ให้คนที่อยู่รอบข้าง
ดังนั้นเอย์จุนจึงเลิกล้มความพยายาม ในเมื่อไม่มีใครเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ก็เลิกเสียดีกว่า
ครั้งนี้ก็ด้วย...
โชคชะตาไม่ได้อยู่ในมือเรา
ต่อให้คิดว่ากำลังเดินบนทางอันคดเคี้ยว
แต่ทางที่เราเดินอยู่เป็นเส้นตรง...เป็นเส้นทางที่ถูกบังคับมาตั้งแต่แรก
ไม่มีใครกำหนดชีวิตตัวเองได้ ไม่มีใครหนีโชคชะตาพ้นเหมือนที่หนีความตายไม่พ้น
ฝีเท้าชะลอลงที่ริมฟุตบาท
ด้วยวิ่งเต็มแรงทำให้หายใจไม่ทัน เด็กหนุ่มจึงหอบตัวโยน กระทั่งยืนดีๆ
ยังไม่สามารถ เขาใช้มือข้างหนึ่งเท้าเข่า อีกข้างเกาะเสาไฟแน่น
หลังปาดเหงื่อบนหน้าผากจึงก้มมองนาฬิกาก่อนเงยหน้ามองทิวทัศน์รอบกายอีกครั้ง
ไม่ว่าจะสิ่งปลูกสร้างหรือตำแหน่งคน...ภาพๆ
นี้ฝังแน่นในความทรงจำตั้งแต่ตอนที่เขาได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อตอนสิบขวบ
เสียงบางอย่างก้องอยู่ในหู มันดังขึ้นเรื่อยๆ
อย่างน่าตื่นตระหนก
ใช่แล้ว...เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีผิดเพี้ยน
ภาพที่ติดตรึงอยู่หลังเปลือกตามาตลอดสิบปี ฉะนั้นจึงไม่ตระหนกตกใจกับแสงสีเหลืองนวลที่สาดเข้าตาและเสียงบดล้อที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
วินาทีนั้นเด็กหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัว...เสียงน่าสงสัยที่กำลังดังขึ้นเรื่อยๆ
นี้คือเสียงหัวเราะของตัวเอง
และหัวเราะดังกล่าวก็ถูกกลบมิดด้วยเสียงหวีดร้องของคนรอบข้าง
ทว่าเอย์จุนกลับมองรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มอย่างคนที่พร้อมปล่อยมือจากทุกสิ่ง
เท้าตอกตรึงกับพื้นอิฐอย่างมั่นคง
ต่อสู้กับตะกอนความหวาดกลัวซึ่งยังตกค้างอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจสุดความสามารถ
บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าหนีไม่ได้...ห้ามหนีเด็ดขาด...
เรื่องที่อยากทำเขาทำไปหมดแล้ว
ไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งนั้น จดหมายลาที่เขียนถึงครอบครัวก็แนบไปพร้อมพัสดุที่ฝากเพื่อนส่งให้เมื่ออาทิตย์ก่อน
ฟุรุยะ ซาโตรุ...
เพื่อนคนสำคัญ
คนเพียงคนเดียวนอกจากคนในครอบครัวที่รู้ความลับของเขาโดยบังเอิญ...คนเพียงคนเดียวที่เขาอ้าปากเล่าให้ฟังว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น...ความลับที่เก็บไว้ในส่วนลึกในใจไม่ยอมบอกกระทั่งพ่อแม่
‘ต่อให้รู้แต่นายก็คิดจะไปตายงั้นเหรอ!’
การต้องให้คนอ่อนโยนอย่างนั้นมาร่วมรับรู้เรื่องที่กำลังจะเกิด...ต้องให้คนอย่างนั้นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
เขารู้สึกผิดจริงๆ
ได้แต่ต้านรับพายุอารมณ์นั้นด้วยการเปิดอกพูดจากประสบการณ์...อนาคตไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ยิ่งพยายามเปลี่ยนผู้เคราะห์ร้ายยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ถ้าเขาหนีไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือก็คือ
เขาไม่อาจเห็นแก่ตัวด้วยการหนีเพื่อให้มีคนต้องโชคร้ายเพราะตน
หนีไม่ได้
เม็ดทรายร่วงหล่นลงมายังฐานนาฬิกาหมดแล้ว
เขาไม่เหลือเวลาอีกแล้ว...
ชาตินี้ไม่อาจชดเชยให้ฟุรุยะได้...คงต้องปัดความรับผิดชอบไปชาติหน้า
แต่ว่า
ชีวิตที่ผ่านมา เขาใช้อย่างเต็มที่ที่สุด
ดังนั้น...
ไม่เสียใจเลย
หิมะแรกของปีโรยตัวอย่างอ่อนโยนราวจะตอบรับเสียงจากจิตใจของเด็กหนุ่ม
เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!
มิยูกิ คาซึยะนั่งอยู่ที่ระเบียง
โทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะข้างตัว เขาเท้าคาง เงยหน้ามองฟ้าพร่างดาว
อีกฟากของกระจก ภายในห้องพักมีดอกไม้วางอยู่ช่อหนึ่ง เขาซื้อมันมาเมื่อตอนเย็น
ตั้งใจจะมอบให้บุคคลที่รักเพื่อเป็นตัวช่วยในการสารภาพรัก เพราะอาจพูดไม่ออก
ดังนั้นจึงแนบการ์ดเขียนความในใจเอาไว้เป็นการป้องกันด่านสุดท้าย
แต่ก่อนหน้านั้นยังไงก็อยากจะพูดว่า ‘รัก’ ให้ได้ยิน
ต้องพูดออกไปให้ได้
ทุกอย่างเตรียมพร้อม เหลือแค่รอเอย์จุนมาหาเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เด็กคนนั้นก็จะทำเพื่อเขาและไม่ปฏิเสธเขา
ดังนั้น แม้ไม่ได้รับคำยืนยัน แต่เมื่อไม่มีคำปฏิเสธ
ซาวามุระ เอย์จุนจะมาหาเขาอย่างแน่นอน
มิยูกิผุดยิ้มบางเมื่อนึกถึงอนาคตอันสดใส
เพราะนั่งแช่อยู่ด้านนอกและเอาแต่มองฟ้ามองถนน
โทรทัศน์ซึ่งเปิดทิ้งไว้ในห้องจึงถูกละเลย
ขณะนี้มันกำลังแสดงข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนเส้นที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่สาย
ใบหน้าที่ปรากฏยังมุมหนึ่งและชื่อที่แสดงเป็นของใครคนนั้นที่มิยูกิกำลังรอคอย...
คนที่ไม่มีทางมาหาเขาอีกแล้ว
Talk
ความจริงจะว่าจบพาร์ทนี้ก็จบล่ะค่ะ ตอนหน้าเลยเหมือนจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่คนเขียนอยากเขียนก็เลยมีค่ะ ถือเป็นพาร์ทเอกซ์ตร้าไป ที่จริงเขียนจบแล้วด้วยแหละ แค่ว่าขี้เกียจเช็คคำ...
... เอ่อ อ่านแล้วพูดไม่ออก เราก็สงสังอยู่ตั้งนาน ว่าฟุรุยะดูแปลกๆ แง้ พี่มิยูกิน่าจะพูดไปตั้งเเต่ตอนนั้น
ReplyDeleteเนี่ย ชอบใครให้รีบพูดนะ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้พูด ;-; ร้องไห้แน้วววว ซาวามุระ TToTT