Sunday, 28 February 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ; GoYu / FushiIta] Pass / Past

 Fanfic Jujutsu Kaisen

Pass / Past

 

 

Pairing   : Gojo Satoru x Itadori Yuji / Fushiguro Megumi x Itadori Yuji

Rating    : sfw

 

รู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งประถม ฟุชิงุโระ เมงุมิก็เป็นเด็กที่โตเกินวัยมาตลอด สุขุมเยือกเย็น มีเหตุผล วุฒิภาวะสูง ทั้งยังหัวดีอย่างมาก เป็นเพื่อนที่อิตาโดริ ยูจิภาคภูมิใจ

ฉะนั้นเมื่อได้ยินข่าวลือว่าเจ้าคนประวัติไร้รอยด่างพร้อยออกอาการเขม่นรุ่นน้องออกนอกหน้า อิตาโดริอดให้ความสนใจไม่ได้

“คนอย่างนายเนี่ยนะจะเหม็นหน้าคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก เป็นไปได้เหรอ?”

ระหว่างทางเดินกลับบ้านด้วยกัน เขารีบซักไซ้ไล่เรียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หัวคิ้วของฟุชิงุโระขยับเล็กน้อย สีหน้าปรากฏร่องรอยของอารมณ์อันซับซ้อน เจ้าตัวนิ่งคิดไปหลายอึดใจค่อยตอบคำถามแบบไม่ค่อยตรงประเด็นนัก “อย่าไปคบหากับโกะโจ ซาโตรุล่ะ”

ดูท่าจะเป็นชื่อของรุ่นน้องคนนั้น น่าสงสัยจริงๆ ทำให้คนอย่างฟุชิงุโระ เมงุมิผู้เฉยชาชังน้ำหน้าได้ต้องเป็นคนอย่างไรกันนะก่อนหน้านี้จะนิสัยน่ารังเกียจ เป็นนักเลงหัวไม้ หน้าไหว้หลังหลอก กริยาวาจาหยาบคาย และอื่นๆ สารพัดสารเพล้วนไม่อาจทำให้ใบหน้าไร้อารมณ์เผยแววเดียดฉันท์ออกมาได้เลยแท้ๆ

ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันมานาน บุคลิกและนิสัยใจคอของอิตาโดริกับฟุชิงุโระไม่ผสมกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน หากฟุชิงุโระเป็นคนเยือกเย็น ควบคุมอารมณ์และการแสดงออกได้ดี อิตาโดริก็เป็นพวกอ่านออกง่าย เพียงเห็นหน้าและได้ประสานสายตาก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าสมองน้อยๆ มีอะไร

ฟุชิงุโระดักคอ “ไม่ต้องสงสัยมาก คิดเสียว่าเป็นเกลียดแรกพบก็ได้”

“มีแต่รักแรกพบไม่ใช่เหรอ?”

“กรณีของฉันเป็นเกลียดน่ะ ทำใจชอบคนคนนั้นไม่ได้หรอก” อธิบายแล้วไม่ลืมสำทับ “นายก็อย่าไปยุ่งกับเขาล่ะ”

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ได้ยินแบบนี้แทนที่จะอยากหนีห่าง มีแต่จะเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม อิตาโดริไม่เคยเห็นหน้าค่าตาโกะโจ ซาโตรุ และไม่ได้ว่างงานขนาดเที่ยวไปถามคนโน้นคนนี้ได้ว่าใครคือเจ้าคนที่เพื่อนรักไม่ชอบหน้า

เขาคิดง่ายๆ ว่าอยู่โรงเรียนเดียวกัน เดี๋ยวก็เจอตัวเองนั่นแหละ

ซึ่ง ‘เดี๋ยว’ ที่ว่านั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด

 

 

เพิ่งเปิดภาคเรียนแรกได้ไม่นาน ชมรมต่างๆ ล้วนควานหาสมาชิกชมรมมาอุดรูรั่วแทนรุ่นพี่ที่เพิ่งจบไป ชมรมบาสของอิตาโดริแม้มีสมาชิกเหลือเกือบ 20 คนทำให้ไม่เดือดร้อนอะไรนัก แต่สมาชิกทีมปัจจุบันโดยมากนั่งที่นั่งตัวสำรองมาตลอดและไม่ได้มีเซนส์ด้านกีฬาโดดเด่นเท่าไรนัก หากปีนี้อยากแข่งชนะระดับจังหวัด หาสมาชิกใหม่มาเพิ่มความเป็นไปได้ในการชิงชัยย่อมเป็นเรื่องจำเป็น

ขณะนั่งเฝ้าโต๊ะมองหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบเดินผ่านไปมา อิตาโดริสังเกตรูปร่างทุกคนเท่าที่จะทำได้ เรื่องทักษะสามารถมาฝึกได้ทีหลัง แต่ส่วนสูงไม่ใช่อยากสูงแล้วจะสูงได้เลย ตอนนี้ทีมขาดชู้ตติ้งการ์ดเสียด้วย เห็นใครตัวสูงเกิน 180 ซม. เข้าหน่อยอิตาโดริเป็นต้องพุ่งไปหาเสียทุกราย ทว่าไม่มีใครกระตือรือร้นตอบรับคำชวนเลย

“หรือใช้ขนมมาชวนจะไม่ได้ผลนะ?”

หลุบตาลงมองถุงใส่ลูกอมกับลูกกวาดแล้วนึกลังเล อิตาโดริเคยหลอกล่อก็เพียงโนบาระจัง เป็นเด็กประถมนิสัยก้าวร้าวแถวบ้าน เวลาเธอทำตัวโผงผางพูดไม่ฟัง หากยื่นขนมให้แล้วปะเหลาะสักหน่อยก็จะหัวเราะคิกคักเป็นสาวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู

บางทีลูกกวาดอาจใช้ได้แต่กับเด็กประถม แต่ใช้กับเด็กม.ปลายไม่ได้หรือเปล่านะ?

...แต่เมงุมิยิ้มรับตลอดนี่นา

“ฉันขอออกไปเดินเล่นหน่อย”

แสงแดดอ่อนๆ และลมยามเช้าชวนให้กระปรี้กระเปร่า มัวนั่งอุดอู้อยู่กับที่แล้วคอยลุกชวนคนเป็นพักๆ มันน่าเบื่อเกินไป...ชวนแล้วได้เรื่องยังพอวัด นี่ชวนแล้วชวดจนหมดกำลังใจ อิตาโดริอยากอออกไปเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย

เขาทิ้งถุงขนมไว้กับโต๊ะให้รุ่นน้องแจกเป็นของที่ระลึกกับคนที่เข้าไปชักชวนเข้าชมรม ตัวเองหยิบติดมือมาเล็กน้อยแล้วเดินเตร่เลาะสวนขนาดเล็กของชมรมสวนผัก หากเจอเด็กปี 1 ตัวสูงก็จะทักทายทำความรู้จักและเอ่ยชวนง่ายๆ น่าเสียดายว่าเจอคนเข้าทีไม่กี่คน แถมไม่มีใครสนใจเข้าชมรมบาสเป็นพิเศษสักคน

ช่วงสัปดาห์แรกโรงเรียนอนุญาตให้ชมรมต่างๆ เดินชวนนักเรียนได้อิสระ ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก็ไม่ยอมให้รบกวนนักเรียนคนอื่นแล้ว ฉะนั้น หากหาคนไม่ได้ในช่วงนี้ หลังจากนี้ก็คาดหวังยากแล้วล่ะ

“โอ๊ะๆ”

กำลังเหล่มองปี 2 ที่เคยชวนเข้ารมชมบาสแล้วโดนปฏิเสธไปเมื่อปีกลายด้วยความเสียดาย เก้าอี้พลาสติกซ้อนสูงท่วมหัวพลันเซแซ่ดๆ เข้ามาใกล้ อิตาโดริเห็นมันโซเซจึงใช้มือช่วยประคอง น้ำหนักและส่วนสูงของเก้าอี้นับสิบตัวเป็นภาระหากทำการขนย้ายเพียงลำพัง พอมองแขนคนถือก็เห็นเส้นเลือดปูดออกมาจริงๆ เสียด้วย...ทำไมไม่ขนทีละนิดล่ะนั่น

“ฉันช่วยไหม?”

ตอนนั้นเองเส้นผมสีขาวโผล่ออกมาจากด้านหลังเก้าอี้ ปกเสื้อที่เห็นวับแวมมองเห็นเข็มกลัดปี 1 รำไร รุ่นน้องผมขาววางสัมภาระลงบนพื้นก่อนนวดไหล่ไปมา “ได้งั้นก็ดี”

อิตาโดรินึกขอบคุณตัวเองผู้มีน้ำใจขึ้นมาทันใด เกือบพลาดโอกาสงามๆ ไปแล้วเชียว เจ้าเด็กนี่ตัวสูงโย่ง ขายาวเป็นเสาไฟฟ้า แถมแข็งแรงพอจะแบกเก้าอี้ซ้อนสิบไหวอีกต่างหาก...ต้องชวนเข้าชมรม!

ระหว่างที่คิดสะระตะ เขาช่วยยกเก้าอี้ออกมาครึ่งหนึ่ง “ว่าแต่กำลังจะยกไปไหนน่ะ?”

เมื่อความสูงเก้าอี้ลดหลั่นลง ไม่มีอะไรมาบดบังแนวสายตา ย่อมมองเห็นคนได้ชัดเจน เมื่อกี้เห็นเพียงผมและขา คราวนี้ได้เห็นหน้าค่าตาชัดๆ ภาพลักษณ์อย่างคุณชายเอาแต่ใจทำให้ความตื่นเต้นเมื่อสักครู่ลดฮวบ หากเมื่อกี้ระดับความคึกคักอยู่สุดปรอท ตอนนี้ขีดคงพุ่งต่ำลงอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนโดดบันจี้จัมพ์...หน้าตาดีเกินควร ผิวพรรณก็ดีเกินไป ซ้ำยังสัมผัสความกระปรี้กระเปร่าเปี่ยมพลังงานไม่ได้

ไม่สามารถนึกภาพเด็กหนุ่มตรงหน้าทุ่มเทชีวิตจิตใจการฝึกซ้อมอย่างขยันแข็งได้เลย

ไม่มีเค้าคนเล่นกีฬาเลยสักนิด

เสียดายส่วนสูงก็จริง แต่ชวนคนไม่มีใจเข้ามาก็เสียเวลาเปล่า

 น้ำเสียงของอิตาโดริเนือยลงหนึ่งระดับ “รุ่นน้องคุงนี่ จะยกเก้าอี้ไปไหนนะ”

“ฮะอ้อ” รุ่นน้องผมขาวที่จู่ๆ ก็ยืนนิ่งไปทำหน้าเหมือนเพิ่งได้สติ โทนเสียงเป็นมิตรขึ้นเล็กน้อย “ครูคนนั้นบอกว่า...โต๊ะด้านหน้าต้นปาล์ม รู้สึกจะเป็น...ชมรมบาสไหมนะ?”

“...เอ๊ะ?”

 

 

ก็ว่าอยู่ว่าจะให้ขนเก้าอี้เป็นสิบตัวมาทำอะไร...

เพราะที่ปรึกษาชมรม อาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์ ไฮบาระ ยูไหว้วานคนแบบมีวัตถุประสงค์แอบแฝง พอเหล่าหนุ่มๆ ผู้มีน้ำใจรับคำไหว้วานและไปถึงโต๊ะของชมรมบาสก็ถูกฝูงไฮยีน่ารุมทึ้งอย่างหิวโหย

จะยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นที่ปรึกษา เวลาใช้คนมา ‘ส่งของ’ ย่อมประเมินลักษณะภายนอกแล้วขั้นหนึ่งว่าควรค่าแก่การทาบทามเข้าชมรมหรือไม่ ด้วยความช่วยเหลืออันแยบยลนี้สามารถตกเด็กใหม่มาได้หลายคนเหมือนกัน หมดช่วงสัปดาห์แรก ชมรมบาสได้เด็กใหม่มาทั้งหมด 6 คน...ไม่เลวๆ

“แล้วจำชื่อได้หมดทุกคนหรือยัง?”

อัสนีบาตจากฟุชิงุโระ เมงุมิผ่าเปรี้ยงลงกลางศีรษะรองประธานชมรมสมองถั่วเขียว

คนฟังตาหลุกหลิก “จะ...จำหน้า จำหน้าได้แล้วกัน”

“ชื่อล่ะ”

“หน้า...”

“ชื่อ”

“...”

“ชื่อล่ะ?”

“...”

ฟุชิงุโระเป็นสมาชิกสภานักเรียน ปีก่อนรั้งตำแหน่งรองประธานจากการแต่งตั้ง ปลายปีชนะเลือกตั้งตำแหน่งประธาน เมื่อขึ้นปี 3 จึงเริ่มงานในฐานะประธานนักเรียนอย่างเต็มภาคภูมิ แม้เคยมีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องประสานงานเพิ่มเติมใหม่นับจากหนึ่งหลายๆ อย่างทำให้ช่วงเปิดเทอมค่อนข้างยุ่ง

กระนั้นก็ยังสู้อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อมาโรงเรียนพร้อมอิตาโดริทุกวันโดยไม่ปริปากบ่น

“ฉันมาซ้อมเช้า แต่นายไม่ต้องมาแต่เช้าพร้อมฉันทุกวันก็ได้”

“เปลี่ยนเรื่องแค่โดนถามชื่อรุ่นน้องแล้วจำไม่ได้ก็งอนแล้วเหรอ?”

“อย่าใช้คำว่างอนสิเฟ้ย!

อิตาโดริขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง ไอ้เรารึอุตส่าห์เป็นห่วงว่าพ่อนักเรียนดีเด่นจะพักผ่อนไม่เพียงพอ อยากตื่นเช้านักก็เชิญตามสบาย!

ปรกติแล้วถึงมาเรียนแต่เช้ากันทั้งคู่ก็จะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง อิตาโดริมักผลุบเข้าโรงยิมไปซ้อมชู้ตลูกหรือออกกำลังกายอื่นๆ ส่วนฟุชิงุโระจะเข้าอาคารเรียนไปคิดกิจกรรมหรือทำงานของสภานักเรียน วันนี้มาแปลกเมื่อประธานนักเรียนหมาดๆ เดินตามต้อยๆ มาทางเดียวกัน

อิตาโดริแปลกใจ “จะมากับฉันเหรอ?”

“อยากยืดเส้นยืดสายมั่งน่ะ”

หากมีแข่งฟุชิงุโระมักมานั่งเชียร์ เรียกได้ว่าหากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ ก็จะเห็นอีกฝ่ายที่ข้างสนามเสมอ ในทางกลับกัน การจะมาซ้อมหรือออกกำลังกายเป็นเพื่อนนั้นในปีหนึ่งๆ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง คิดแล้วอิตาโดริก็คึกคักขึ้นมา แม้ในการซ้อมเช้าจะมีเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องมาร่วมด้วยหลายคน แต่นานๆ ทีจะได้เล่นกับฟุชิงุโระ จะดีใจก็เป็นเรื่องธรรมดา

แม้ไม่สังกัดชมรมกีฬาและมีรูปร่างผอมบางแต่เซนส์กีฬาของฟุชิงุโระ เมงุมิดีเยี่ยม ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว ทั้งยังมีความอึดเป็นเลิศอันมีส่วนให้ใช้แรงกายได้เป็นเวลานานๆ ลองเจ้าตัวไม่ได้มีภาระพันตัวมากมายอย่างที่เห็น อิตาโดริคงบีบคอบังคับให้มาเสริมทีมชมรมบาสไปแล้ว

สนามฝึกซ้อมในที่ร่มมีเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนครึ่งท่อนยืนระเกะระกะประปราย ทว่าทุกคนเผยสีหน้าประหลาดใจระคนตื่นเต้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นว่ารองประธานชมรมของตนพาหนุ่มหล่อหน้าสวยคนหนึ่งมาด้วย

“โอ๊ะ คนนั้นหน้าตาเหมือนเคยเห็น”

“ประธานนักเรียนไง”

“เขาเป็นเพื่อนรุ่นพี่อิตาโดริเหรอฮะ?”

“เหอๆ ยังไงกันน้อ?”

ด้วยมีธุระรัดตัว แม้ฟุชิงุโระตัวติดกับอิตาโดริเสมอ แต่โอกาสได้เห็นเขาแสดงศักยภาพทางกีฬาไม่ได้มีบ่อยๆ สมาชิกชมรมหน้าเดิมเคยเห็นฝีมือฟุชิงุโระมาบ้าง คนคนนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ การที่อีกฝ่ายโผล่มาโชว์ของตั้งแต่ต้นเทอมนับเป็นเรื่องดี เด็กใหม่จะได้เห็นว่ามีคนเจ๋งๆ แบบนี้อยู่

“เห็นอย่างงี้ เขาเก่งกว่ารุ่นพี่อิตาโดริอีกนะ”

อีกฝ่ายไม่ได้สังกัดชมรมกีฬาไม่ได้หมายความว่าไม่ออกกำลังกาย ในการอบอุ่นร่างกายด้วยการแข่ง 1 ต่อ 1 ง่ายๆ กับอิตาโดริ ถึงเห็นชัดว่าสกิลโดยรวมด้อยกว่า ทว่าก็เป็นเพราะข้อเสียเปรียบในประเภทกีฬาที่แข่งขัน อิตาโดริเล่นบาสเป็นประจำ ฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ทักษะการชู้ตหรือการเลี้ยงลูกย่อมเหนือกว่า ในทางกลับกัน เมื่อตัดความสามารถตรงนี้ออกไป ฟุชิงุโระเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวกว่า พละกำลังก็เหนือกว่า ต่อให้สุดท้ายจะแพ้แต้ม แต่เอาเข้าจริงเปอร์เซ็นต์การครองบอลรวมทั้งจำนวนครั้งในการได้เป็นฝ่ายบุกของเขามากกว่าอิตาโดริเสียอีก

หากไม่ใช่ฟุชิงุโระชู้ตไม่แม่นจนพลาดซ้ำซาก ฝ่ายปราชัยย่อมเป็นอิตาโดริ

ดังนั้นคนชนะจึงรู้สึกเหมือนแพ้พิกล

“อีกรอบซิ”

“ไปอาบน้ำเตรียมเข้าเรียนซะ” ฟุชิงุโระดีดหน้าผากใส่คนที่พุ่งเข้าหาตนอย่างไม่ยอมแพ้

แรกเริ่มกะแค่อุ่นเครื่อง ทว่าตอนหลังเครื่องร้อนเกินจนไฟลุก อิตาโดริ ยูจิในตอนนี้จึงเหงื่อโซม เสื้อยืดเปียกชุ่ม เขาที่อุตส่าห์ฮึกเหิมในการเล่นจนเผลอเอาจริงสู้ฟุชิงุโระที่ไม่ได้เล่นบาสเป็นประจำไม่ได้ แบบนี้แล้วจะยอมรามือรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?

“อีกรอบ!

“ไม่”

ต้องใช้ความอดทนพอสมควรกว่าจะเปลี่ยนใจคนดื้อด้านสำเร็จ

สมาชิกชมรมบาสคนอื่นๆ ที่ละทิ้งการซ้อมช่วงเช้ามานั่งเกาะขอบสนามมองบรรยากาศการแข่งขันที่คลี่คลายลง มองสองหนุ่มริมสนาม จากนั้นก็นึกย้อนมองตัวเอง ความพยายามพวกเขาไม่พอสินะ แต่ถ้าพยายามมากขึ้นจนเล่นบาสเก่งขึ้นจะมีกลิ่นหวานๆ ออกมาจากตัวเหมือนเจ้าหน้าไม่อายสองคนนั้นด้วยหรือเปล่า?

ช่วงเวลาสิบกว่านาทีที่แป้นบาสโดนยึดโดยคนสองคนไม่นับว่านานนัก หากก็กระตุ้นไฟในการเล่นบาสได้ไม่น้อย ถึงขนาดนึกเสียดายแทนพวกไม่มาซ้อมเช้าที่อดชมของหายาก

“เมงุมิ ฉันให้ยืมเสื้อ”

เจ้าของชื่อซึ่งยืนนิ่งกวาดมองสมาชิกชมรมบาสเงียบๆ ได้สติเมื่อโดนเรียก เขาหันมาหาเพื่อน ขณะรับเสื้อยืดเพื่อเปลี่ยนแทนตัวที่สวมอยู่ก็ถามเรื่อยเปื่อย

“พวกรุ่นน้องมาซ้อมเช้ากันหมดเหรอ?”

อิตาโดริคุ้ยหาผ้าขนหนู ตอบโดยไม่ได้หันมามอง “ขาดไป 2 คน”

“อ้อ”

พออาบน้ำสะอาดเอี่ยมพร้อมเปลี่ยนเสื้อตัวในก็เหลือเวลาอีกราว 20 นาทีจะถึงคาบเรียนแรก ฟุชิงุโระขอตัวไปสภานักเรียนก่อน ส่วนอิตาโดริท้องหิว ดังนั้นจึงเดินไปหาซื้อของกินที่โรงอาหาร

นักเรียนเริ่มมาถึงโรงเรียนเยอะขึ้นแล้ว มีจำนวนไม่น้อยนั่งทานมื้อเช้า อันที่จริงอิตาโดรินึกอยากกินข้าวสักจานเหมือนกัน แต่ในเมื่อกินมาแล้วจากที่บ้าน ทานมื้อหนักอีกคงไม่ดีนัก ระหว่างเดินเลือกขนมกรุบกรอบ เขาพลันได้ยินเสียงคุ้นๆ หู

“หานี่ก็เงินเหมือนกันไม่ใช่หรือไง ไม่มีเงินทอนมันความผิดคนซื้อเรอะก็บอกว่าไม่มีเศษเหรียญไงเล่า”

ร้านสหกรณ์มีคนเดินเลือกซื้อของอยู่ไม่กี่คน ต้นเสียงมาจากเคาน์เตอร์จ่ายเงิน มองเห็นร่างสูงชะลูดและผมสีขาวลอยเด่นมาแต่ไกล อิตาโดริเดินเข้าไปใกล้ ค้อมตัวลงมองของที่รอชำระเงินแล้วเลิกคิ้ว “ไม่มีตังค์เหรอรุ่นน้องคุง?”

ลูกอมสอดไส้ช็อกโกแลตกับน้ำแร่...ไม่กี่ตังค์นี่

“รุ่นน้องคุง?”

“ยะ ยืนตัวตรงพูดให้มันดีๆ ได้ไหมหา?!

ทำไมโกรธล่ะ

อิตาโดริเคยเจอคนจู้จี้จุกจิกมาไม่น้อย บางคนไม่ชอบถูกมองจากด้านบน แต่เพิ่งเคยเจอคนที่หัวเสียจากการที่ตนแหงนคอมองเป็นหนแรก เขายืดตัวยืนให้ดีๆ ไม่ได้เก็บเอาท่าทีแข็งกร้าวของเด็กใหม่ในชมรมมาใส่ใจ คิดว่าเจ้าตัวอาจจะกำลังขวยอายเพราะลืมเอากระเป๋าสตางค์มา

“คุณน้า คิดเงินส่วนของหมอนี่รวมกับของผมเลยฮะ”

อิตาโดริวางขนมกรุบกรอบ หมากฝรั่ง บะหมี่ถ้วย กับนมวัวรวมกับข้าวของของรุ่นน้อง ทว่าตอนควักกระเป๋าสตางค์ มือแข็งๆ ก็คว้าหมับ เสียงที่แข็งพอกันดังเป็นลำดับถัดมา

“ทำอะไร”

“ฉันเลี้ยงเอง นายไม่มีเงินไม่ใช่เรอะ?” แม้จะเจ็บพอสมควร ในใจอิตาโดริกลับไพล่คิดไปว่าแรงบีบมือจะมีส่วนช่วยให้เล่นบาสเก่งขึ้นหรือเปล่านะ? “นายเป็นรุ่นน้องในชมรมฉันแล้วนี่นา แค่นี้นิดหน่อย ให้รุ่นพี่เลี้ยงเอง”

“ฉันมีเงิน”

“จริงเหรอฮะ?” ถามใครไม่สู้ถามคุณน้าคนคิดเงิน คำตอบคือรอยยิ้มจืดเจื่อน

อิตาโดริไหวไหล่ใส่คนอ่อนวัยกว่า แสดงสีหน้า ‘ฉันพูดผิดไหมล่ะ?’ พลางส่งเงินให้คนตรงข้ามเคาน์เตอร์ จากนั้นยัดลูกอมสอดไส้ช็อกโกแลตกับน้ำแร่คืนใส่อ้อมแขนของคนที่สูงกว่าตน แถมหมากฝรั่งให้กล่องหนึ่งด้วย

รุ่นน้องผมขาวหน้าบูด “เดี๋ยวฉันคืนเงินนายทีหลัง”

“ฉันเลี้ยงเอง ไม่ต้องคิดมาก” อิตาโดริเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ลืมเสริมว่า “ไฮบะคุงบอกว่าหาทีมมาซ้อมแข่งกับเราได้แล้วด้วย เดี๋ยวตอนเย็นจะได้คุยเรื่องนี้กันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่มาเช้าไม่เป็นไร แต่ในเมื่อตอนเย็นมีเรื่องแจ้ง จำไว้ว่าอย่าสายล่ะ”

“อ๋อ เจ้าที่ปรึกษาชมรมนั่น...”

“ไฮบะคุงเป็นอาจารย์ พูดจาให้มันดีๆ หน่อย”

“นายเองยังเรียกเขาว่า ‘คุง’ เลย”

“ก็น่ารักดีไม่ใช่รึ เฮ้...ฉันเจตนาดี ไม่ได้เรียกแบบนั้นเพราะไม่เห็นหัวซะหน่อย นายเถอะ พูดจาดีๆ หน่อยเป็นไง ไม่น่ารักเอาซะเลย”

“ใครอยากน่ารักมิทราบ?”

สองหนุ่มต่อปากต่อคำมาจนถึงทางออกโรงอาหาร อิตาโดริค่อยขอตัวเดินแยกไปยังชั้นเรียนของปี 3

ส่วนรุ่นน้องด้านหลังยืนนิ่งอยู่ตรงจุดที่แยกกับรุ่นพี่ เขาจับหูอุ่นๆ ของตน บ่นพึมพำเสียงเบาว่า “เหม็นแชมพูชะมัด...” ครู่หนึ่งถึงได้เดินทอดน่องไปห้องเรียนตัวเอง

 

 

หลังเลิกเรียน ชมรมบาสคึกคักเพราะได้ข่าวมาก่อนแล้วว่าจะได้ซ้อมมือแข่งกับโรงเรียนอื่น เนื่องจากเพิ่งเปิดเรียนได้ไม่นานและอยากดูศักยภาพของเด็กใหม่ ไฮบาระจึงคิดอยากใช้เด็กใหม่เป็นแกนของทีม ยังไงก็เป็นแค่แข่งซ้อมทั่วไป แพ้กราวรูดก็ไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือต้องไม่ให้ตื่นสนามเมื่อถึงเวลาจริงต่างหาก

“ฉะนั้นฮานามิคุงกับอิตาโดริคุงจะไม่ได้ลงทั้งคู่นะครับ”

ประธานชมรมไม่มีความเห็น ส่วนรองประธานโอดโอยพอเป็นพิธี

ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยกว่าจะเริ่มแข่งรอบคัดเลือกของการแข่งระดับจังหวะ ช่วงซ้อมมือจึงสำคัญ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่เพิ่งสลัดคราบม.ต้นเข้าสู่สังคมของม.ปลาย ต้องเข้าใจว่าแม้เข้าชมรมก็มีทั้งคนที่เข้าเพราะชมชอบการเล่นบาส เข้าเพราะอยากออกกำลังกาย...ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีทุ่มเทกำลังเพื่อการแข่ง

ในช่วงฝึกซ้อมนี้จะได้ทำการคัดคนไปด้วยว่าจะใช้ใครในการแข่งจริง

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน จะสมาชิกชมรมด้วยกันหรือที่ปรึกษาก็พอมองออกแล้วว่าใครบ้างที่เหมาะสมสำหรับทำกิจกรรมชมรมฆ่าเวลาอย่างเดียว ใครบ้างที่เหมาะจะใช้ในการแข่ง อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคนที่มีศักยภาพพอจะเข้าร่วมการแข่งขันได้ยังมีคนที่มีปัญหาอยู่

“แพ้แล้วมาสะบัดสะบิ้งแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนเล่า เก็บเป็นแรงผลักดันให้ซ้อมหนักขึ้นไว้เอาชนะคราวหน้าสิ”

“ใครสะบัดสะบิ้งแล้วก็ใครอนุญาตให้นายมาลูบหัว?”

ขณะที่คนอื่นกำลังซ้อมอย่างขะมักเขม้น มีหนึ่งคนนั่งกอดอกหน้าบูดอยู่ตรงม้านั่งข้างสนาม

ปี 1 โกะโจ ซาโตรุแผ่ออร่าดำทะมึน ประกาศอารมณ์ขุ่นมัวออกมาอย่างโจ่งแจ้งหลังพ่ายแพ้การแข่งซ้อม เด็กหนุ่มตาขวางยังคงพูดจาห้วนสั้นไร้หางเสียง เป็นคนที่รับมือยากที่สุดในบรรดาเด็กใหม่ ด้วยนิสัยใจคอและปัจจัยประกอบอื่นๆ ทั้งไฮบาระและเหล่ารุ่นพี่ต่างคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะไม่สนใจเข้าร่วมชมรม ทว่าเขาไม่เพียงร่อนใบสมัคร ยังเข้าร่วมการฝึกสม่ำเสมอ...แม้จะมาสายตลอดและบ่นไม่ขาดปากก็เถอะ

แค่รูปร่างก็โดดเด่นสะดุดตาควรค่าแก่การคาดหวัง และถึงจะไร้ประสบการณ์การเล่นบาสแต่ศักยภาพในการพัฒนาฝีมือช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ติดก็ตรงรับมือยากแสนยาก ไร้สัมมาคารวะ ไม่ตรงต่อเวลา อวดดี แถมยังพูดไม่ฟัง

ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปยุ่งกับคนมีปัญหานักหรอก

แต่ปล่อยให้เหิมเกริมไม่เห็นหัวใครเลยก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

เคราะห์ดีว่าชมรมบาสมีรองประธานผู้ไม่เกรงฟ้ากลัวดินอย่างอิตาโดริ ยูจิ ไม่เพียงเข้าไปพูดคุยกับรุ่นน้องตัวปัญหาอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ อิตาโดริใจกล้าพอจะสั่งสอนหรือเล่นหัวอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“ผมนายนิ่มดี”

“ไม่ใช่ของเล่น ปล่อย”

“อ้อเหรอ โทษทีๆ”

พูดอย่างนั้นแต่ก็ยังลูบเส้นผมสีขาวไปมาไม่เลิก

ส่วนคนโดนเล่นหัว ปากต่อว่าต่อขานอย่างเผ็ดร้อน...หากก็เพียงต่อว่าด้วยวาจา

ประธานชมรมอย่างฮานามิค่อนข้างรักสงบ ที่ปรึกษาอย่างไฮบาระยิ่งรักสงบกว่า คนในชมรมอื่นที่พอจะมีใจสู้อยู่บ้างเคยคิดกระหนาบโกะโจแรงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระให้อิตาโดริเหมือนกัน ทว่าหลังลองเชิงเข้าหาเจ้าตัวกลับโดนเล่นงานเปิดเปิงจนยกธงยอมแพ้กันหมด ถ้าลองถือวิสาสะไปลูบหัวอย่างที่อิตาโดริทำอยู่ตอนนี้ไม่จบแค่โดนด่าแต่จะโดนจับบิดไหล่จนหน้าเขียวเสียด้วย...มีผู้มีประสบการณ์ตรงมาแล้ว 2 คน

มองดูอิตาโดริกำราบคนแล้วได้แต่ถอนหายใจ...นอกจากปล่อยให้ลูบหัวหลายครั้งหลายหน บรรยากาศมืดทะมึนยังเบาบางลงด้วย

หากไม่มีอิตาโดริ ยูจิสักคน การใช้งานเจ้าเด็กนี่ก็เป็นเพียงแค่ฝัน

“ที่นายแพ้เมื่อวานก็เพราะโดนแย่งลูกง่ายๆ นั่นแหละ เห็นไหม...การถือบอล ทำตัวให้คุ้นชินกับบอลเป็นเรื่องสำคัญ มือออกจะใหญ่ ถือบอลด้วยมือเดียวยังได้ น่าอิจฉาออก มีต้นทุนดีขนาดนี้อย่าให้สูญเปล่าสิ จากนี้ต้องขยันซ้อม เข้าใจไหม?” อิตาโดริเอ่ยอย่างเย็นใจ พูดไปสางผมสีขาวไป น้ำเสียงเหมือนหลอกล่อเด็กน้อยอย่างไรอย่างนั้น เป็นผลมาจากการคลุกคลีกับเด็กประถมแถวบ้านบ่อยอย่างไม่ต้องสงสัย

“เฮอะ”

คนฟังแค่นเสียงออกมาเสียงเดียว ไม่ได้เถียงเป็นชุดกลับมา

ลองเป็นคนอื่นไปสอนดูสิ...เหอๆ

“ฉันให้ลูกอมแล้วกัน กินเสร็จก็ไปซ้อมกับพวกโทโดนะ”

เอซชมรมบาส โทโด อาโออิ ปีสองซึ่งกำลังวิ่งรอบสนามหันขวับมาทางอิตาโดริราวกับมีหูทิพย์ เจ้าตัวค่อนข้างบ้า แต่เรื่องฝีมือไร้ข้อกังขาจึงได้เป็นเอซโดยไม่มีผู้ใดทัดทาน เจ้าตัวเป็นอีกคนที่ติดอิตาโดริเป็นตังเมและว่าง่ายเฉพาะกับอิตาโดริอย่างประหลาด การที่โกะโจยอมฟังแต่อิตาโดริจึงไม่ทำให้คนในชมรมรู้สึกว่ามีอะไรไม่ปกติและพร้อมใจกันคิดว่ารองประธานชมรมน่าจะมีทักษะพิสดารอะไรสักอย่างในการโน้มน้าวใจคน

“งั้นก็ พยายามเข้าล่ะทุกคน วันนี้ฉันขอกลับก่อนนะ”

มือแข็งแรงฉวยกระเป๋าสะพายข้างมาสะบัดพาดบ่า หลังตะโกนลาทุกคนในโรงยิมง่ายๆ ก็เดินออกไป สมาชิกบางคนได้ยินมาก่อนว่ารองประธานจะไปเลี้ยงวันเกิดสาวน้อยโนบาระจังซึ่งเป็นเด็กแถวบ้าน พอได้ยินคำลาจึงโบกมือลาหย็อยๆ พร้อมเตือนให้ระมัดระวังเรื่องการเดินทาง

แต่แล้ว...

“...?”

ม้านั่งด้านข้างมีกุญแจพวงหนึ่งนอนนิ่งอยู่ เป็นของคนที่เพิ่งจะเดินออกไปเมื่อสักครู่

คนเพียงคนเดียวที่อู้ซ้อมอยู่ข้างสนามและกำลังแกะเปลือกลูกอมจำต้องสวมวิญญาณคนดีศรีสังคมด้วยการนำของที่มองยังไงก็ไม่ควรลืมไปคืนเจ้าของ เด็กหนุ่มผมขาวลุกจากม้านั่ง ก้าวฉับๆ ไปทางประตูโรงเรียน หลังไวๆ อันคุ้นตาโผล่มาในมุมสายตาตรงทางเข้าตึกเรียนหลัก ข้างกายยังมีชายผมดำอีกคน คาดว่าคงจะเป็นเพื่อนของอีกฝ่าย

“เฮ้!

พอตะปบหมับเข้าที่ไหล่ ไม่เพียงตัวคนโดนจับอย่างอิตาโดริ คนข้างกายก็หันมาเช่นเดียวกัน

คนขี้ลืมกระพริบตา ท่าทางประหลาดใจ “โอ๊ะ รุ่นน้องคุงนี่นา”

“...!!

เทียบกันแล้วคนข้างๆ ปฏิกิริยารุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด รูม่านตาสีนิลขยายกว้าง ฟุชิงุโระกอดไหล่อิตาโดริกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง เคลื่อนไหวคราเดียวก็หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเด็กหนุ่มผมขาว การกระทำทั้งหมดเสร็จสิ้นลงในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาที

“คุณ...!

ความเป็นปรปักษ์แผ่ออกมาทั่วทุกรูขุมขน อิตาโดริตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสนิทจนลืมทักท้วงเรื่องที่กอดตนเสียแน่นไปสนิท เขาเพิ่งมานึกออกตอนนี้เองว่าฟุชิงุโระ เมงุมิเคยบอกตนให้ห่างๆ จากรุ่นน้องคนหนึ่งเอาไว้

รุ่นน้องที่ว่า...ชื่ออะไรนะ?

เป็นคนเดียวกับเจ้าเด็กแสบที่ชมรมตนงั้นเหรอ?

“นายทำกุญแจตกไว้”

อิตาโดริสังเกตเห็นว่าสีหน้าเด็กหนุ่มผมขาวบึ้งตึงอย่างยิ่งยวด ในดวงตาสีฟ้าที่จ้องพวกตนเขม็งมีเปลวเพลิงเต้นริก เมื่อครู่ตอนนั่งต่อล้อต่อเถียงกับตนอยู่ข้างสนามบาสบรรยากาศอ่อนโยนกว่านี้มาก ตอนนี้กลับปล่อยความเป็นอริออกมาพอๆ กับเจ้าคนที่จับตนไม่ปล่อย บางทีอาจเป็นสัญชาตญาณที่ตอบสนองต่อการต่อต้านจากคนอื่นกระมัง

ฟุชิงุโระดันอิตาโดริไปด้านหลัง ยืนขวางราวจะบังสายตาขณะเอื้อมมือเป็นตัวแทนออกไปรับกุญแจ “ขอบใจ”

ดวงตาคู่กรณีหลุบมองมือที่ยื่นออกมา เส้นเลือดปรากฏข้างขมับ “ของยูจิ ไม่ใช่ของนาย”

“เรียกรุ่นพี่สิฟะ...!

มือซ้ายกดหัวเจ้าคนด้านหลังที่บ่นอุบอิบลงไป ต่อบทสนทนาโดยที่ยังจับอีกคนไว้มั่น “ไม่ใช่ของนายเหมือนกัน”

“รุ่นน้องคุง เมงุมิ พวกนายจะทะเลาะกันทำไมเนี่ย..” คนกลางคร่ำครวญ

หลังเลิกเรียนเป็นช่วงที่เหล่านักเรียนทยอยกลับบ้าน การยืนโต้เถียงกันหน้าอาคารเรียนหลักจึงตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่อาจเลี่ยง ยิ่งฟุชิงุโระ เมงุมิเป็นคนดัง เรียกได้ว่าไม่เพียงแค่แอบๆ มอง หลายคนรั้งเท้ารีรอใกล้ๆ เพื่อรอดูว่าประธานนักเรียนผู้สุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิตย์จะมีเรื่องหรือเปล่า พร้อมกันนั้นก็เมียงมองว่าเจ้าหนุ่มขายาวที่ยืนประจันหน้ากับประธานคนดังหน้าตาเป็นอย่างไร

อิตาโดริเห็นท่าไม่ดี เขาบีบมือฟุชิงุโระที่สั่นน้อยๆ ราวจะปลอบโยน ตัวเองมุดตัวลอดรักแร้เพื่อนซี้ก้าวไปด้านหน้าอย่างว่องไว จากนั้นฉกพวงกุญแจมาจากมือรุ่นน้องผมขาว ทักษะการเล่นบาสมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเหมือนกันแฮะ

“ขอบใจมาก รุ่นน้องคุง!

“...”

“รุ่นน้องคุง นี่...ปล่อยมือเสะ”

“นาย...”

“...?”

“ช่างเถอะ”

โกะโจมองมือที่ยังจับกันแน่นของฟุชิงุโระกับอิตาโดริเขม็ง กว่าจะยอมคลายมือที่กำกุญแจก็ผ่านไปหลายวินาที เขาไม่รอดูด้วยซ้ำว่าสีหน้าท่าทางรุ่นพี่จะเป็นอย่างไร ทันทีที่หมดธุระก็หมุนตัวเดินย้อนกลับทางเดิมราวต้องการหลีกหนีทิวทัศน์ไม่เจริญหูเจริญตา

หูได้ยินเสียงไล่หลังว่า ‘รุ่นน้องคุง ขอบใจมาก เจอกันพรุ่งนี้น้า’ ทว่าทำเป็นไม่ได้ยิน

เพราะชื่อของเขาคือ โกะโจ ซาโตรุ ไม่ใช่ รุ่นน้องคุง

 

 

โดนเพื่อนผู้ชายเดินจูงมือ สำหรับเด็กหนุ่มมัธยมปลายหน้าบางผู้แคร์สายตาคนรอบข้าง นับว่าน่าอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี

ตั้งแต่ที่โรงเรียนจนตอนนี้ ฟุชิงุโระยังคงจับมืออิตาโดริแน่น จับไม่ปล่อยรายกับกลัวว่าเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่จะหลุดจากมือหากไม่คว้าเอาไว้ให้ดี ความจริงอิตาโดริจะสะบัดทิ้งหรือต่อต้านก็ได้ ทว่าฟุชิงุโระดูแปลกไป เหมือนหวาดกลัวและชิงชังบางสิ่งอย่างแรงกล้า ฉะนั้นอย่าว่าแต่ท้วงเรื่องจับมือ อิตาโดริไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงทำลายบรรยากาศด้วยซ้ำ

รอจนพ้นโรงเรียนออกมาได้ระยะหนึ่ง ลาดไหล่เกร็งเครียดค่อยผ่านคลายลง มือที่บีบเสียเจ็บผ่อนแรงเหลือในระดับที่พอจะกำเอาไว้หลวมๆ อิตาโดริคิดจะดึงมือกลับมา แต่พอเขาค่อยๆ ขยับ ฟุชิงุโระกลับรีบฉวยไปจับเต็มอุ้งมือ

จะไม่ถามอะไรเลยคงไม่ได้แล้ว

“เมงุมิ เป็นอะไร”

ในใจส่วนหนึ่งคาดเดาว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับรุ่นน้องไม่น่ารักของตน ทั้งอย่างนั้นนี่เพิ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน ขนาดอิตาโดริเป็นรุ่นพี่ในชมรมยังข้องแวะด้วยเพียงผิวเผิน ฟุชิงุโระที่ไม่น่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายไม่น่าจะมีเรื่องให้เกลียดได้เลย

รุ่นน้องคุงไปทำอะไรไว้กันนะ?

“ยูจิ”

สิ้นเสียงแผ่วค่อย อิตาโดริโดนคว้าตัวไปกอดเต็มรัก

เขาไม่ทันเห็นสีหน้าของฟุชิงุโระ รู้เพียงอีกฝ่ายกอดตนแน่นมาก คางกดลงบนบ่า กระซิบพึมพำคล้ายคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “นายไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์อีกแล้ว ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าใคร ไม่ได้เป็นภาชนะ เป็นแค่คนธรรมดา...”

หูฟังไม่ค่อยได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ตอนนี้พวกเขาอยู่ริมถนน แม้จะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา แต่คนที่เห็นพวกเขาสองคนกอดกันอย่างหน้าไม่อายก็ใช่จะไม่มีเลย เพราะมัวแต่อายนี้เองถึงได้ไม่สนใจเพื่อนที่ทำตัวพิลึกพิลั่น อิตาโดริทุบหลังฟุชิงุโระ น้ำเสียงร้อนรน “เมงุมิ อะไรเนี่ย ปล่อยเร็ว...”

ไม่เพียงไม่ปล่อย ฟุชิงุโระรัดแขนแน่นขึ้น ดูแล้วน่าจะไม่ได้ฟังเลย

“เมงุมิ นี่ เมงุมิ?”

“ฉันจะไม่ยอมให้เขาฆ่านายเป็นครั้งที่สอง...”

น้ำเสียงนั้นทั้งอ่อนโยนทั้งเย็นชา

จากมุมที่อิตาโดริมองไม่เห็น ประกายในดวงตาของฟุชิงุโระ เมงุมิที่มองตรงไปเบื้องหน้าดับวูบโดยสิ้นเชิง

 

 





 

Saturday, 20 February 2021

[Fanfic Jujutsu Kaisen ft. Boku no Hero Academia] จะทุบเฟรนด์โซนต้องทำยังไง?

 Fanfic Jujutsu Kaisen ft. Boku no Hero Academia

จะทุบเฟรนด์โซนต้องทำยังไง?

 

 

Pairing   : Fushiguro Megumi x Itadori Yuji feat Todoroki Shoto (x Midoriya Izuku)

Rating    : SFW

 

 

                ช่วงนี้โทโดโรกิ โชโตะมีเรื่องกลุ้มใจ ถึงแม้จะมีเพื่อนหลายคน และแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีทั้งยังพึ่งพาได้ ทว่าเรื่องกลุ้มใจของเขาคงไม่อาจนำไปปรึกษากับเพื่อนๆ กลุ่มดังกล่าว แน่นอนว่าครอบครัวยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะอะไรน่ะรึ? หนึ่งเพราะสรรหาคำพูดมาบรรยายไม่เก่งและขัดเขินเมื่อต้องเอ่ยออกจากปาก สองคือเรื่องกวนใจที่ว่าเป็นเรื่องของ เพื่อน นั่นเอง

                เช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไร?

                ก็ต้องใช้โลกออนไลน์น่ะสิ

                บอร์ดต่างๆ หรือสื่อโซเชียลมีเดียมีคนมากหน้าหลายตา นอกจากนี้ยังไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงในการสนทนากับพวกเขา โทโดโรกิสามารถเปิดเผยใจจริงได้มากกว่าโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องอะไรที่ไม่กล้าถามกล้าระบาย พอล็อกอินสวมไอดีประจำตัวก็สามารถปลดห่วงในใจออกได้เกินครึ่ง

                บอร์ดสนทนาที่โทโดโรกิมักแวะเวียนไปหาประสบการณ์บ่อยๆ ในระยะนี้เป็นหัวข้อเกี่ยวกับ เพื่อน...ไม่ว่าจะเป็นการกระทู้พลีชีพขอความช่วยเหลือว่าจะจีบเพื่อนยังไง กระทู้ร้องห่มร้องไห้บอกว่าเพื่อนไปมีแฟนแล้วรู้งี้สารภาพรักก็ดีหรอก หรือแม้แต่กระทู้พร่ำรำพันว่าเพื่อนที่ตนแอบหลงรักวันนี้ส่องประกายเจิดจ้าแค่ไหน

                อ่านไปก็บันทึกข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองเซฟเก็บไว้

                เพราะโทโดโรกิ โชโตะก็เป็นหนึ่งในสมาชิกภาคีคนแอบรักเพื่อน

 

 

                ด้วยโทโดโรกิคร่ำหวอดในบอร์ดสนทนากลุ่ม เพื่อนไม่จริงเขาจึงทราบดีว่าสมาชิกขาประจำของกลุ่มนี้มีใครบ้าง และแต่ละคนมีปัญหาในใจเรื่องอะไร ยูสเซอร์หนึ่งซึ่งมักจะเห็นแวะเวียนมาคอยคอมเมนต์และแสดงความคิดเห็นอยู่บ่อยๆ คือ Anonymous000 ไอดีนี้ไม่เคยตั้งกระทู้เลย ปรกติแล้วจะเอาแต่คอมเมนต์อย่างเดียว ที่โทโดโรกิจดจำไอดีนี้ได้แม่นเพราะอีกฝ่ายโผล่ไปตอบทุกกระทู้จริงๆ ทุกคำตอบล้วนสั้นกระชับ ทว่าแฝงความเห็นใจต่อเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่างจริงใจ

                นี่เป็นครั้งแรกที่โทโดโรกิเห็นกระทู้สนทนาซึ่งตั้งโดย Anonymous000 เขาประหลาดใจจนต้องลุกจากเก้าอี้ไปปั่นจิ้งหรีดหนึ่งรอบ เมื่อกลับมาอีกครั้งและเห็นชื่อดังกล่าวโชว์หราอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ในฐานะเจ้าของกระทู้ค่อยยอมเชื่อว่าตัวเองตาไม่ฝาด

                โทโดโรกินั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่งรอให้อาการวิงเวียนบางเบาจางหาย จากนั้นขยับเมาส์คลิกเปิดกระทู้ดังกล่าวขึ้นมา เนื้อหาในกระทู้ยาวจนน่าตกใจทีเดียว อย่างกับไม่ใช่ Anonymous000 ที่มักคอมเมนต์จบใน 1 บรรทัด

 

Topic: ถ้าคนที่ชอบมีสเปกชัดเจนแต่ไม่ใช่เราจะทำยังไงดี by Anonymous000

 

            คนคนนั้นของจขกท.เป็นนักเรียนใหม่ เรารู้จักกันมาได้ครึ่งปีแล้ว ทั้งที่จขกท.เป็นเพื่อนคนแรก คิดว่าเขาน่าจะสนิทกับเรามากที่สุด แต่ดันไปทำตัวคุ้นเคยกับคนอื่นมากกว่าหน้าตาเฉย เรียกชื่อต้นคนเพิ่งเจอหน้าบ้างล่ะ เรียกชื่อเล่นคนเพิ่งเจอหน้าบ้างล่ะ ถึงจะน่าหงุดหงิดที่เที่ยวเข้ากับใครได้ดีไปทั่ว แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์ของเขา เขาน่ารักมาก

            จขกท.เห็นเขาไม่สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็เลยเข้าใจไปว่าเพราะไม่เจอคนตรงสเปกเลยไม่ได้คบหาใครสักที แต่...วันก่อนจขกท.ได้ยินว่าเพื่อนเก่าที่ตรงสเปกของคนคนนั้นกำลังคุยกับเพื่อนว่าจะสารภาพรักกับเขา

            ความจริงเขาเป็นคนน่ารักและไม่ได้ตัดสินคนจากภายนอก จขกท.ยังไม่เชื่อเต็มร้อยว่าเขาจะตกลงคบใครเพียงเพราะรูปร่างหน้าตาตรงสเปก แต่บางทีเขาก็ชอบทำอะไรคาดไม่ถึง อาจจะใจอ่อนยอมคบด้วยแบบไม่คิดอะไรมาก เกิดผ่าไปตอบรับขึ้นมาก็ไม่น่าแปลกใจ

            ซึ่งจะให้จขกท.ยอมแพ้เลยก็ยอมรับไม่ได้ พอจะมีหนทางไหนที่ทำให้คนไม่ตรงสเปกเข้าตาเขาบ้างไหม รบกวนเพื่อนๆ ช่วยแนะนำหน่อย

 

                โทโดโรกินั่งอ่านจนจบอย่างใจเย็น เขาเลื่อนเคอเซอร์เพื่อดูกระแสตอบรับจากพรรคพวกในบอร์ด ปรากฏว่าท็อปคอมเมนต์คือ

 

Jian: ‘คุณ Anonymous000 ไม่ต้องอวยคนนั้นของตัวเองตลอดก็ได้นะ ก๊ากกกกกก

 

คนกำลังกลุ้มใจ ยังจะไปหัวเราะเยาะอีก

จิตมโนธรรมในใจทำเอาแน่นหน้าอก โทโดโรกิในฐานะคนแอบรักเพื่อนมีอารมณ์ร่วมกับ Anonymous000 อย่างมาก พอคิดว่าถ้าเป็นตัวเองต้องเจอเรื่องแบบนี้ก็คงนั่งไม่ติดที่เหมือนกัน เขาพยายามกลั่นกรองคำตอบที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชะตากรรม จากนั้นจรดนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดอย่างเชื่องช้า

           

โซบะ: ‘จะให้ไปขัดขวางการสารภาพรักก็เล่นสกปรกเกินไปหน่อย ผมว่าจขกท.สารภาพรักตัดหน้าไปเลยดีไหม?

           

เพิ่งจะส่งขึ้นหน้ากระทู้ได้ไม่กี่นาทีดันมีคนมาตอบคอมเมนต์เสียนี่

           

Plus Ultra!!: ‘@โซบะ สารภาพรักตัดหน้าผมว่าก็เล่นตุกติกอยู่เหมือนกันนะ

             Yatagarasu: ‘@โซบะ จริงๆ ถ้ามันได้ผลซะอย่างจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขอแค่อย่าไปคุกคามคู่กรณีจนเขาอึดอัดก็พอแล้วล่ะ แต่ส่วนตัวฉันว่า ต้องโชว์ charisma ให้รู้ว่าไม่มีใครดีไปกว่าเรานี่แหละถึงจะเข้าท่า!!!’

ซาลาเปาไส้เนื้อ: ‘@Yatagarasu charisma คือไรอะ?

ที่บ้านมันเฮงซวย: ‘@ซาลาเปาไส้เนื้อ มีเน็ตเข้ากระทู้แต่ใช้กูเกิลไม่เป็นเหรอ?

            พี่โม่น่ารักที่สุด J: ‘@โซบะ มัวแต่ห่วงเรื่องสกปรกไม่สกปรกถึงหนีจากกลุ่มนี้ไม่รอดไง ต้องทำเรื่องที่จะเรียกความสนใจได้แน่นอนสิ @Yatagarasu เฮ้ ใครเขาจะอยากทำให้อึดอัดล่ะ เหมารวมแบบนี้ก็เกินไปหน่อยไหม ว่าแต่แอคนี้ขี้โม้จังแฮะ เสนออะไรเป็นนามธรรมไม่เห็นมีประโยชน์

            Yatagarasu: ‘@พี่โม่น่ารักที่สุด J เกรียนคีย์บอร์ดหุบนิ้วไปเลย ไอดีนายสมัครบอร์ดนี้มาตั้งหลายปีแล้วแสดงว่าเป็นพวกขี้แพ้ในชีวิตจริงเหมือนกันนั่นแหละ มีหน้ามาว่าคนอื่นนี่ไม่ละอายใจหน่อยเรอะ olo’

 

                กลายเป็นลากเข้ารกเข้าพงเถียงกันเองซะแล้ว คนที่ตอบกระทู้แรกในบอร์ดนี้ของ Anonymous000 ตรงประเด็นมีเพียงหยิบมือเท่านั้นเอง ตัวอย่างเช่น

 

                ชาติ ศาสนา คุโรโกจจิ: ‘ผมใช้วิธีชนซึ่งๆ หน้าเอา ชอบก็บอกว่าชอบ! ตอนนี้ยังไม่สำเร็จก็จริง แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาจีบแข่งนะ จขกท.พยายามเข้า!’

            Makoto: ‘ผมพยายามเข้าใจความชอบและงานอดิเรกของเขา ใช้เวลาทำอะไรร่วมกัน ถ้าแสดงความจริงใจให้เห็นก็คงได้รับใจจริงตอบกลับมาสักวัน มาพยายามไปด้วยกันนะครับ

 

            บอร์ดใหญ่มีกลุ่มย่อยมากมาย แต่กลุ่ม เพื่อนไม่จริงล้วนมีแต่สมาชิกผู้ประสบปัญหาทลายกำแพงความเป็นเพื่อนไม่สำเร็จ ว่ากันตามตรง หากป่วยไข้ต้องให้หมอถูกแขนงมารักษา มาขอความช่วยเหลือจากคนที่เอาตัวเองยังไม่รอดอย่างนี้ไม่รู้จะช่วยอะไรได้บ้างไหม

                ถ้าจะพูดให้ระคายหูก็เหมือนพวกที่แพ้สงครามมานั่งเลียแผลกันเอง

                อย่างไรก็ตาม การได้แบ่งปันประสบการณ์การดิ้นรนหนีพ้นจากคำว่า เพื่อน ของทุกคนย่อมไม่เสียเปล่า หากเอามาปรับใช้ให้เหมาะสมก็น่าจะได้เรื่องสิน่า

 

 

                ฟุชิงุโระ เมงุมินั่งเล่นสมาร์ทโฟนในร้านฟาสต์ฟู้ด ที่นั่งฝั่งตรงข้ามคือเพื่อนร่วมชั้นที่มักไปไหนมาไหนด้วยกัน คนหนึ่งคือสาวสวยผมสั้นคุกิซาคิ โนบาระ อีกคนคือเจ้าหนุ่มบ้าพลังอิตาโดริ ยูจิ การจับกลุ่มแบบชาย 2 หญิง 1 มักเรียกสายตาคลุมเครือจากคนรอบข้าง เชื่อว่าหลายคนต้องจินตนาการเพริศแพร้วไปว่า 2 หนุ่มแอบหลงรักสาวเจ้าคนเดียวกัน

                แต่แท้จริงแล้วคนที่ฟุชิงุโระมีใจให้คืออิตาโดริ ยูจิต่างหาก

                และเขาก็กำลังกลัดกลุ้มอย่างมากเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรให้อิตาโดริหันมามองตนมากเกินกว่าเพื่อน

            “ฉันต้องมีแฟนคนแรกย่ะ อย่าหวังเลยว่าจะช่วย”

            จะด้วยสัญชาตญาณหญิงหรืออะไรไม่ทราบ ที่แน่ๆ คือคุกิซาคิรู้ว่าใจฟุชิงุโระหลุดลอยไปอยู่กับใคร ทีแรกฟุชิงุโระคิดว่าเป็นเพื่อนกัน น่าจะช่วยมาดันหลังกันได้ ทั้งอย่างนั้นเจ้าหล่อนกลับแยกเขี้ยวกางเล็บใส่ ประกาศตัวชัดเจนว่ายิ่งเป็นเพื่อนยิ่งไม่ช่วย ไม่พอยังขู่แฟ่ดๆ ต่อว่าถ้ากล้าทิ้งไปสวีทวี้ดวิ้วกันสองคนเมื่อไหร่แม่จะสาปเรียงตัว

                เขามีเพื่อนแค่สองคน นอกจาก 2 คนนี้...ไม่สิ แอบชอบไปคนก็เหลือตัวช่วยแค่คนเดียว แถมคนเดียวที่ว่ายังใจจืดไม่ยอมช่วย...เอาเป็นว่าไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใครอีก ได้แต่ขอความช่วยเหลือจากในเว็บบอร์ดอย่างคนจนตรอก เมื่อวานกลั้นใจเปิดกระทู้ไปกระทู้หนึ่ง ไม่รู้จะมีใครมาตอบไหม...ฟุชิงุโระไม่อยากยอมรับว่าแอบป๊อดอยู่เหมือนกันถึงได้ประวิงเวลาไม่ยอมไปดูสักทีว่าระเบิดที่ตนวางเอาไว้ถูกมองเมินหรือแสดงแสงยานุภาพไปแล้ว

                ต่อให้ตอนนี้กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ เขายังคงไม่กล้าเปิดเข้าไปอ่านความเห็นของกระทู้พลีชีพที่ว่า

                “ฟุชิงุโร้~ ไม่กินเหรอ”

                อิตาโดริ ยูจิเขมือบเฟรนช์ฟรายกล่องใหญ่หมดเกลี้ยง แต่เบอร์เกอร์ 2 ชั้นชิ้นที่ 2 ยังไม่หมดจึงตั้งใจจะลุกไปซื้อเครื่องเคียงมาเพิ่ม ทว่าก่อนลุกออกไป เห็นเพื่อนซี้ฝั่งตรงข้ามเหม่อลอยเป็นพักๆ อาหารตรงหน้าแทบไม่พร่อง ทำเอาอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า

                สาวน้อยคนเดียวในโต๊ะเหลือบตามองเจ้าหนุ่มผมดำคนซึมกะทือ สมองอันชาญฉลาดทำความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เธอไหว้วานอิตาโดริอย่างเป็นธรรมชาติ “ฉันฝากซื้อพายสับปะรดหน่อย”

                “เอ๊ะ ไม่ใช่จะลดน้ำหนั---“

                “อยากตายเหรอ?”

                “จะไปเดี๋ยวนี้ครับผม”

                ก่อนโดนเตะเจาะยาง อิตาโดริที่ไม่ได้ซื่อบื้อจนเกินเยียวยากวาดขยะลงถาดอาหารแล้วลุกออกจากโต๊ะเพื่อเก็บทิ้งและไปซื้อของมานั่งกินต่อ รอจนตัวปัญหาหายแว้บออกจากโต๊ะสี่ที่นั่ง คุกิซาคิทักฟุชิงุโระโดยที่ยังมีหลอดน้ำอัดลมในปาก “ว่าไงเรา~

                “...”

                ใหญ่มาจากไหนน่ะแม่คุณ

                ครั้นเห็นสายตาเจือความรำคาญ มุมปากคุกิซาคิยิ่งหยักเป็นรอยยิ้มรู้ทัน ถ้าเป็นการ์ตูนคงได้ยินเสียงหัวเราะ คึๆๆๆ อันชั่วร้ายเป็นแน่แท้

                “ฉันรู้นะ! นายวางแผนสารภาพรักแต่ล้มเหลวมาตลอดใช่ไหมล่ะ!

                ฟุชิงุโระหักนิ้วชี้ที่ชี้หน้าตนลงไป สองตามองเพื่อนสาวที่เริ่มตบโต๊ะขำก๊ากไม่ไว้หน้า “เธอนี่มัน...”

                ความพยายามตลอดหลายครั้งที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องน่าขันสำหรับคนอื่นไปเสียแล้ว ฟุชิงุโระไม่รู้ว่าโดนจับได้มากแค่ไหน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งสินะ

                จากการอ่านคำแนะนำในเว็บบอร์ดแล้วนำมาปฏิบัติตาม ฟุชิงุโระ เมงุมิทำมาหลายสิ่งหลายอย่างมาก ตัวอย่างเช่น...ทำข้าวกล่องสื่อรักโชว์เสน่ห์ปลายจวัก แต่อิตาโดริกินอะไรก็อร่อยไปหมด แถมสักแต่จะกิน ตกแต่งมาอย่างไรไม่ทันมองด้วยซ้ำ สัญลักษณ์สื่อความนัยทั้งหลายโดนกวาดลงท้องในพริบตา...ล้มเหลว

                ชวนไปเดทสองต่อสองวันหยุด กลับชวนคนอื่นมาด้วยเป็นพรวน ทั้งเพื่อน ทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์ หาจังหวะอยู่กันสองคนได้ก็เป็นจังหวะที่นักท่องเที่ยวรายล้อมเต็มไปหมด หาความเป็นส่วนตัวไม่ได้ แน่นอนว่าจะหาจังหวะสารภาพรักหรือสวีทหวานก็หมดสิทธิ์...ล้มเหลว

                แนะนำเพลงรักไป ไม่ได้คิดถึงความหมายลึกซึ้ง แนะนำหนังสือไป หลับคาหนังสือ...ล้มเหลวหมด

                ล้มเหลว ล้มเหลว ล้มเหลว...

                ฟุชิงุโระ เมงุมิเข้าตาจน

            ...แล้วยัยคนนี้ยังมาซ้ำเติมอีก

                “อะแน่ะๆ อย่ามาทำตาแข็งใส่ฉันนะ ตัวเองไม่ได้ความแล้วคิดจะมาโทษคนอื่นเหรอ? นอกจากรอซ้ำเติมฉันทำอะไรรึไงฮึ?” คุกิซาคิยืดอกพูดอย่างผึ่งผาย เห็นเธอตรงไปตรงมาขนาดนี้ ฟุชิงุโระต่อว่าต่อขานไม่ออก

                เด็กหนุ่มผู้กลัดกลุ้มไม่อยากเห็นสายตาล้อเลียนอีกจึงกลั้นใจลองเปิดกระทู้ของตัวเองดู

ผลตอบรับน่าชื่นใจ...คนมาตอบถล่มทลาย ไม่ว่าจะมีความเห็นเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหนแต่ในบรรดาคอมเมนต์มากมายมหาศาลก็น่าจะพอมีอะไรนำมาประยุกต์ใช้ได้บ้าง

                เนื่องจากอาหารส่วนของตัวเองยังไม่หมด ระหว่างนั่งอ่านคอมเมนต์ ฟุชิงุโระละเลียดตักมันบดคำเล็กๆ กิน แต่แล้วก็มีอันต้องสำลักเมื่อเจอคอมเมนต์กระแทกใจดำ

 

            Norma: ‘ถ้ายังไม่ได้สารภาพรักก็สารภาพรักก่อนเถอะครับ รอสารภาพรักล้มเหลวค่อยมาหาวิธีจีบต่อก็ไม่สาย มัวแต่อ้อมค้อมไปมา ลองอีกฝ่ายไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงมันก็ไปไหนไม่ได้หรอก

               

                คอมเมนต์ดึกๆ เมื่อวานแต่ถูกดันขึ้นเป็นทอปคอมเมนต์ด้วยคะแนนสูงปรี๊ด มีคนเข้ามาตอบกลับคอมเมนต์นี้เพียบ กว่าครึ่งก่นด่า บอกว่ามันง่ายดายอย่างที่นั่งพิมพ์ไหมล่ะ ทว่าก็มีอีกไม่น้อยที่เห็นด้วย

                ฟุชิงุโระถอนหายใจพลางกดปิดกระทู้ตัวเองมาดูความเคลื่อนไหวของคนอื่น ปรากฏว่ามีกระทู้ใหม่ของคุณ โซบะ ผุดขึ้นมา ไม่รู้เกิดแรงดลใจอะไร นิ้วของฟุชิงุโระถึงได้รีบกดเปิดกระทู้

 

Topic: ผมลองสารภาพรักกับคนที่ชอบแล้วล่ะ by โซบะ

 

            เมื่อวานตอนเปิดอ่านกระทู้หนึ่งในบอร์ด ผมเห็นคอมเมนต์ของคุณ Norma บอกให้ลองสารภาพรักกับคนที่ชอบก่อนค่อยคิดหาวิธีอย่างอื่น ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียวันนี้ผมเลยไปสารภาพรักมาแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไหร่ ขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ประสบการณ์กับคนอื่นๆ นะครับ

            ไม่มีอะไรมาก ตอนเจอหน้ากันเมื่อเช้า ผมพูดออกไปเลย “ฉันชอบนาย ให้ฉันเป็นแฟนนายได้ไหม?”

            เขายิ้มน่ารักมากๆ ให้ผม น่ารักมากๆ น่ารักสุดๆ แต่ดันบอกว่าผมที่เด๋อๆ น่ะน่ารัก

            สรุปคือเขาตกลง และผมไม่โสดแล้ว

            จบการอวดแชร์ประสบการณ์แต่เพียงเท่านี้ ไอ้พวกติดเฟรนด์โซนด์ที่เหลือ พยายามเข้าละกัน

           

                คอมเมนต์ด้านล่างเต็มไปด้วยคำจำพวก กวน Teen’ หรือไม่ก็ ไอ้คนทรยศ ทว่านายโซบะคนนี้อวดเสร็จก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่ลงมาตบตีคลุกฝุ่นกับพวกติดกำแพงเฟรนด์โซนราวจะประกาศว่าไม่เห็นอยู่ในสายตา (คิดไปเอง) บางทีอาจกำลังหัวเราะเยาะจากมุมใดมุมหนึ่งของโลกอันไพศาลว่าเรามันคนละชั้นกันก็ได้ (คิดไปเอง)

                ร้านฟาสต์ฟู้ดซึ่งเปิดเรดิโอกระจายเสียงเล่นเพลง เป็นได้แค่เพื่อน พอดีราวจะตอกย้ำซ้ำเติม เทียบกับผนังร้านสีฉูดฉาดสดใส สีหน้าฟุชิงุโระครึ้มลงทุกจังหวะหายใจ ระหว่างนั้น คุกิซาคิเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อใบหน้ารวมทั้งแววตาอีกฝ่ายอยู่ตลอด

                “อะไรอีกล่ะ ยอมแพ้แล้ว?”

                “พูดเรื่องดีๆ ไม่ได้จะเงียบไว้ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ”

                ถึงแม้กระทู้ที่เพิ่งอ่านจะน่ารำคาญอย่างมาก ส่วนหนึ่งในใจของฟุชิงุโระค่อนข้างเห็นด้วยว่าดีเลวอย่างไรก็ต้องสารภาพรักก่อน

โดยเฉพาะกับอิตาโดริ ยูจิ...เจ้าคนกะโหลกหนาทั้งในความหมายตรงตัวและความหมายเชิงเปรียบเทียบ

ต้องสารภาพรักให้สำเร็จก่อน

                ใช่ว่าก่อนหน้านี้ฟุชิงุโระรุกจีบอย่างอ้อมค้อมเพียงอย่างเดียว เขาพยายามสารภาพรักอย่างตรงไปตรงมามาแล้วหลายครั้ง...ติดขัดตรงจังหวะนรกทุกครั้งราวกับสวรรค์กลั่นแกล้ง หากไม่หนังหน้าบางจนระเบิดตัวเองกลางคันก็มี กขค. หรือเหตุการณ์อะไรเกิดแทรกทำให้สารภาพรักไม่สำเร็จเสียทุกที

                “จะวาเลนไทน์แล้วด้วยสิ ในโรงเรียนเรา เจ้าหมอนั่นเนื้อหอมเอาเรื่อง ระวังโดนตัดหน้าล่ะ” จู่ๆ คุกิซาคิ โนบาระโพล่งคำพูดคล้ายผลักดันขึ้นมา เธอใช้หลอดเขี่ยน้ำแข็งในแก้วน้ำ พูดเรื่อยเปื่อยต่อไป “ฉันอยู่กับพวกนาย หนีไม่พ้นที่จะโดนมองแรงอยู่แล้ว ขอใช้ประสบการณ์ตรงบอกเลยแล้วกันว่าคนเล็งอิตาโดริเยอะ บรรดาสาวๆ ที่หลงหมอนั่น ถ้าไม่ใช่พวกเหนียมอายก็แค่ฝ่าดงพรรคพวกชมรมกีฬากับพวกเราเข้าประชิดตัวตามจีบไม่ได้ วาเลนไทน์ปีนี้พวกรุ่นพี่อาจกระตือรือร้นขึ้นมาเป็นพิเศษจนทุบคนขวางทางกระเจิงหมดก็ได้นะเออ ระวังแพ้พวกหล่อนล่ะ”

                “นี่เธอหนุนหลังฉันอยู่เรอะ?”

                “ก็แค่ให้ข้อมูลคนกันเอง” ว่าพลางแบมือระดับไหล่

                อันที่จริงยังมีอีกเรื่องที่คุกิซาคิไม่ได้พูด...คือฟุชิงุโระเองก็เนื้อหอมพอตัว มีคนมาสะกิดเธอขอให้เป็นแม่สื่อจนนับนิ้วมือไม่ถ้วนเชียวล่ะ...แต่มีรึเธอจะยอมช่วย อย่างที่บอกว่ายังไงก็อยากมีแฟนก่อนเจ้าสองคนนี้ เรื่องอะไรจะยอมเป็นสะพานให้คนอื่นเหยียบไปสู่ความรักอันสดใสกัน?

                กระนั้น ระหว่างให้อิตาโดริหรือฟุชิงุโระไปคบกับใครไม่รู้ ให้คบคนกันเองที่รู้นิสัยใจคอถ่องแท้ย่อมดีกว่า

                “ลองถือโอกาสวาเลนไทน์สารภาพรักดูสิ”

                นี่อาจนับว่าเป็นประโยคที่จริงใจที่สุดของคุกิซาคิ โนบาระในวันนี้แล้ว

                ฟุชิงุโระประสานสายตากับเธอ คำแนะนำของเพื่อนสาวเสมือนหนึ่งตะปูตอกย้ำเป้าหมายลงกลางใจ และในตอนที่อิตาโดริ ยูจิถือถาดอาหารพร้อมของทานเล่นเป็นกองกลับมา พอเห็นอีกฝ่าย...ก็เหมือนมีค้อนยักษ์มาตอกตะปูให้ฝังแน่นลงลึกยิ่งกว่าเดิม ฟุชิงุโระยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่าตนปล่อยอีกฝ่ายไปหาคนอื่นไม่ได้จริงๆ

                เขาชอบอิตาโดริ ยูจิมากเกินไป

               

 

                ด้วยเวลาค่อนข้างกระชั้นทำให้เหลือทางเลือกสำหรับ ส่วยวันวาเลนไทน์ไม่มากนัก แรกสุดฟุชิงุโระคิดจะให้ช็อกโกแลต ทว่าเห็นวิธีทำแล้วยอมแพ้ แต่ไอ้ครั้นจะซื้อช็อกโกแลตสำเร็จรูป ความเอาจริงเอาจังบางอย่างในตัวกลับไม่ยินยอมถึงได้เบนเป้าไปหาดอกไม้แทน

อย่างไรก็ตาม อิตาโดริคงไม่ดีใจหากได้รับดอกไม้ เลี้ยงข้าวสักจานน่าจะดีใจกว่าได้รับกุหลาบด้วยซ้ำ

ไปๆ มาๆ ก็เลยกลับมาลังเลเรื่องทำช็อกโกแลตอีกรอบ

“ทำขนมดีไหม? พวกเบเกอรี่ที่เป็นรสช็อกโกแลตน่ะ”

                ระหว่างนั่งกลุ้มใจดูคลิปสอนทำช็อกโกแลตในเน็ต คุณแม่โผล่มาจากด้านหลังแล้วเอ่ยเสนอแนะประโยคหนึ่ง ทำเอาฟุชิงุโระที่กำลังจดจ่ออยู่กับการจดสูตรตกใจจนลากปากกายาวไปครึ่งหน้ากระดาษ เห็นดังนั้นเสียงยั่วเย้ายิ่งแฝงแววล้อเลียน

                “อยากให้แม่ช่วยรึเปล่า?”

                โบราณว่าด้านได้อายอด ฟุชิงุโระไม่ปฏิเสธน้ำใจ กระนั้นการต้องมาทำขนมให้คนที่ชอบร่วมกับแม่บังเกิดเกล้าก็ต้องอาศัยความกล้าหาญอยู่พอควร เขาระแวดระวังจนเกร็งไปทั้งตัว รอว่าเมื่อไหร่แม่จะถามถึงสาเหตุที่นึกครึ้มอยากทำช็อกโกแลต แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ปริปาก เพียงช่วยทำและสอนอย่างใจเย็นตั้งแต่ต้นจนจบ

                ปลุกปล้ำกันอยู่ครึ่งวันถึงได้คัพเค้กช็อกโกแลตหอมฉุยน่ารับประทาน           

                ฟุชิงุโระพึงพอใจมาก แต่แล้วพ่อโผล่มาจากไหนไม่รู้ หยิบอันหน้าตาสวยๆ ไปกินจนหมด เขาสู้รบปรบมืออีกฝ่ายไม่ไหวเลยได้แต่ยื้อแย่งอันที่พอจะดูได้ที่สุดจากกองที่เหลือมาเก็บใส่กล่องก่อนโดนสวาปามไม่เหลือ

                ลางร้ายหรือเปล่าเนี่ย...

                โดนขัดแข้งขัดขาตั้งแต่ที่บ้าน จิตใจหวั่นไหวกลัวเป็นสัญญาณบอกเหตุไม่ดี เมื่อถึงวันวาเลนไทน์ ฟุชิงุโระถือกล่องกระดาษมาโรงเรียนแล้วนั่งมอง สองจิตสองใจว่าจะเอายังไงดี พอมองคัพเค้กที่ทุ่มสุดฝีมือทำหลายหนเข้าพลันอุปาทานไปเองว่ามันหน้าตาขี้ริ้ว...ยิ่งมองยิ่งเสียความมั่นใจ

            ไอ้พ่อเฮงซวย                                      

                ตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ฟุชิงุโระพลาดจังหวะสารภาพรักครั้งแล้วครั้งเล่า พออ้าปากจะชวนไปหาที่เงียบๆ เพื่อบอกความในใจก็เกิดอาการเสียความมั่นใจแล้วใจเสาะกะทันหัน...ซ้ำไปซ้ำมาจนน่าโมโห ที่พอจะเรียกได้ว่าสำเร็จหน่อยคือกันท่าคนที่พุ่งเข้ามาหมายจะสารภาพรัก จนตอนนี้แม้ตัวเองยังสารภาพรักไม่สำเร็จก็ยังไม่มีใครหน้าไหนเข้ามาสารภาพรักกับอิตาโดริได้เหมือนกัน

                ใครจะยอมเสียเปรียบไปมากกว่านี้กันเล่า!

                “ฟุชิงุโระ เป็นอะไรหรือเปล่า”

                ออดเข้าเรียนภาคบ่ายดังแล้ว อิตาโดริกับคุกิซาคิที่เรียนห้องเดียวกันกำลังจะเดินกลับห้องตัวเอง ทว่าเห็นสีหน้าฟุชิงุโระอึมครึมหม่นหมองราวกับโดนบังคับให้อมยาขม ทั้งคู่ละล้าละลังด้วยความเป็นห่วง

                คนกลุ้มใจยกมือโบกปัดๆ “ไม่มีอะไร ไปเรียนเถอะ”

                “ถ้ามีเรื่องอยากเล่ายินดีรับฟังเสมอนะ” อิตาโดริยังไม่คลายกังวล

                ฟุชิงุโระอยากจะสวนกลับไปนักว่าใครกันล่ะที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ เขากลืนเลือดร้อนๆ ของวัยหนุ่มลงท้อง ปลอบตัวเองอย่าผลีผลามพูดอะไรไม่เข้าท่า ในเมื่อเป็นการสารภาพรักครั้งแรกก็ควรให้มันโรแมนติกสักหน่อย จะโพล่งออกไปเพราะความหงุดหงิดไม่ได้

                ดังนั้นจึงเอ่ยย้ำคำเดิม

                “ไปเรียนได้แล้ว”

 

               

                คล้อยหลังผละออกมาจากเด็กหนุ่มผิวซีดผมดำ อิตาโดริ ยูจิเผยสีหน้าวิตกกังวล นิ้วสะกิดเพื่อนสาวคนข้างๆ ยิกๆ “คุกิซาคิ ฉันว่า...”

                “เฉยไว้”

                “คุกิซาคี้~

                “ไม่ต้องมาโอด ไม่ต้องมางี้ดๆ ข้างหู ไม่ต้องมากระพริบตาปริบๆ” สาวผมสั้นเอ่ยเป็นชุด ทั้งที่ไม่แม้แต่จะเหลียวไปมองแต่กลับพูดถูกเผง

                อิตาโดริเดินตามเจ้าหล่อน แอบเหลียวมองห้องเรียนด้านหลังแทบจะทุกสองก้าว ขนาดมองไม่เห็นคุกิซาคิยังรำคาญ เธอคว้าฮู้ดสีแดง กระชากเบาๆ เข้าหาตัวหมายส่งสัญญาณให้เร่งกลับห้องเรียน ปากก็กำลังจะบ่น แต่อิตาโดริโพล่งขัดขึ้นมาก่อน

                “ฟุชิงุโระจะสารภาพรักฉันใช่ไหมล่ะ? พยายามขนาดนั้นน่ารักออกไม่ใช่เหรอ เลิกแกล้งหมอนั่นเถอะน่า”

                คนฟังเก็บคำบ่นก่อนหน้า จิ๊ปากบ่นเรื่องใหม่ “ก็เพราะเพื่อนสองคนจะทรยศฉันไปคบกันเองไม่ใช่รึไง ถ้าไม่เอาคืนนิดๆ หน่อยๆ ก่อนใจมันไม่ปลอดโปร่งย่ะ แล้วก็...นี่! นายน่ะ! ใจแข็งหน่อยสิยะ อย่าโร่ไปสารภาพรักหมอนั่นตัดหน้าเชียว อดทนไว้เข้าใจไหม ร่วมมือกับฉันมาขนาดนี้ถ้าไม่นึกเสียดายก็คิดเสียว่าจะไปทำลายความตั้งใจฟุชิงุโระไม่ได้ โอเค้? หมอนั่นพยายามสารภาพรักมาตั้งหลายหนแล้วเหลวตลอด ต้องให้สารภาพสำเร็จด้วยตัวเองสิ”

 

               

                ถ้าจะให้เท้าความ...

                เป็นเรื่องตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว...อิตาโดริ ยูจิรู้สึกตัวขึ้นมาว่า อ๊ะ เราชอบฟุชิงุโระ

                อาจด้วยอิทธิพลของโทโด อาโออิ ชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้พยายามโมเมให้อิตาโดริเป็นน้องชายร่วมสาบาน...รายละเอียดช่างมันแล้วกัน เอาเป็นว่าโทโดเป็นชายหนุ่มผู้กำลังจมลึกในห้วงรัก วันๆ เฝ้าฝันอยากคบหาเป็นแฟนกับ ทาคาดะจัง สาวต่างโรงเรียน อีกฝ่ายเพียรกรอกหูอิตาโดริซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าความรักดีอย่างไร ความรักขับเคลื่อนคนได้มากแค่ โลกนี้หมุนด้วยความรักได้อย่างไร รวมๆ คือโน้มน้าวให้อิตาโดริมีความรักสุดชีวิต

                ในทางกลับกัน พี่ชายบุญธรรมของอิตาโดริกลับแตกต่างจากโทโดมาก โจโซพร่ำบอกว่าอิตาโดริยังเด็ก ยังไม่ต้องรีบร้อนมีความรัก ใช้ชีวิตให้เต็มที่ก่อนค่อยคิดเรื่องคู่ครองเถอะ...ดูจะไม่อยากให้มีแฟนเอามากๆ เจ้าตัวหูผึ่งทุกครั้งเวลาอิตาโดริพูดอะไรก็ตามเกี่ยวกับความรัก แทบจะพุ่งเข้ามาจับไหล่แล้วฟูมฟายว่า อย่าทิ้งพี่ไปนะ!’ ทำให้เขาลำบากใจพอสมควร

                โทโดเป็นตัวแปรทำให้อิตาโดริตระหนักถึงความรัก

                ส่วนโจโซเป็นปราการขวางกั้นการมีคนรัก

                ด้วยเหตุนี้แม้รู้ตัวว่าหลงรักคนอื่นเข้าให้แล้ว อิตาโดริยังคงคงเยือกเย็นและไม่บุ่มบ่ามรุกจีบคนในใจเหมือนอย่างโทโด

ทว่าเมื่อได้มีความรัก มุมมองต่อฟุชิงุโระย่อมผิดเพี้ยนไปจากเดิม ถึงขั้นคิดเข้าข้างตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าพฤติกรรมของฟุชิงุโระดูเหมือนจะมีใจให้ตนอยู่เหมือนกัน?

                อิตาโดริไม่สามารถปรึกษาโจโซได้ พี่ชายบุญธรรมต้องหลั่งน้ำตาเลือดแน่ๆ หากก็ไม่อาจเล่าให้โทโดฟังได้อีกเช่นกัน รายนี้น่าจะกระตือรือร้นเกินกว่าเหตุ หนำซ้ำอาจจะเอาไปโพนทะนาให้ฟุชิงุโระรู้เข้าว่าตนคิดไม่ซื่อ

                แต่จะเก็บเงียบก็อึดอัดเกิน

                อิตาโดริจึงเอาไปบ่นเรื่อยเปื่อยให้คุกิซาคิฟัง เธอคนนี้เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม เป็นคนที่ใกล้ชิดกับตนและฟุชิงุโระมากที่สุด อันที่จริงนอกจากอยากระบายความฟุ้งซ่าน เขาแอบหวังให้คุกิซาคิฟาดหัวเรียกสติสักผัวะสองผัวะ ตะคอกว่าเลิกคิดไปเองได้แล้ว นายกำลังมโน! มิคาด...แทนที่จะทุบ กลับสะบัดหน้าร้องเชอะ เอ่ยว่า ก็ไม่เห็นจะซื่อบื้อนี่ ซะงั้น

                ก็คือ...ไม่ใช่รักข้างเดียว?

                เมื่อตระหนักถึงเรื่องนั้น จะพี่จริงพี่เก๊ก็ไม่อยู่ในสารบบความคิดอีกต่อไป อิตาโดริแทบจะบินไปหาฟุชิงุโระ สารภาพรักดีกว่า! แบบนี้ต้องสารภาพรัก!

                ทว่าคุกิซาคิไม่ยอม

                เพื่อนสองคนจะคบกัน แบบนี้เธอก็เป็นส่วนเกินสิ อารามหมั่นไส้เต็มกำลังทำให้คุกิซาคิ โนบาระร้องขออิตาโดริ บอกให้เขาวางเฉยไปก่อน อย่าเพิ่งสารภาพรัก ถ้าฟุชิงุโระคิดจะสารภาพรักก็ให้แกล้งโง่เสีย จนกว่าเธอจะแกล้งคนจนพอใจแล้ว ตอนนั้นจะยอมถอยให้

                เพราะมีมารผจญขวางทางเต็มรูปแบบนี่เอง ที่ผ่านมาฟุชิงุโระ เมงุมิจึงสารภาพรักไม่เคยสำเร็จ

                อิตาโดริเองก็ปวดใจสุดประมาณภายใต้ใบหน้าซื่อตรงไร้พิษภัย กระนั้นเมื่อนึกถึงความรู้สึกของคุกิซาคิ เขาอดทดรอเพื่อเธอ

                จนวาเลนไทน์มาถึงนี่แหละ...วันนี้ฟุชิงุโระดูคาดหวังเป็นพิเศษ ทั้งยังลับๆ ล่อๆ ถืออะไรเอาไว้ คงไม่พ้นของขวัญสำหรับวันแห่งความรัก อิตาโดริมองเห็นอีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นความเขินอายอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแล้วหุบปากอยู่หลายครั้ง ยอมรับตามตรงเลยว่าเกือบสติหลุดพุ่งเข้าไปกอดแล้วพร่ำขอโทษที่ตนทำเป็นโง่มาหลายเดือน

                ตลอดคาบเรียนช่วงบ่าย อิตาโดริหูลู่หางตก เฝ้ามองคุกิซาคิที่นั่งโต๊ะด้านหน้าตนด้วยสายตาตัดพ้อ แทบจะได้ยินเสียง คนใจร้าย อย่างน้อยเนื้อต่ำใจดังเอคโค่ในมโนสำนึก

                ทำไมอิตาโดริจะไม่รู้ว่าเพื่อนสาวเป็นพวกปากร้ายใจดี เขาอาศัยตีเหล็กตอนยังร้อน เห็นแผ่นหลังบอบบางที่ทำทีเป็นตั้งใจเรียนแผ่บรรยากาศอ่อนลง มือก็ฉีกกระดาษแผ่นน้อย คว้าปากกาเขียนปราดๆ แล้วส่งให้คนโต๊ะหน้า

                แรกเริ่มคุกิซาคิตั้งใจจะขยำแล้วโยนทิ้ง...แต่เธอใจอ่อน

                เมื่อคลี่ออกดู บนโน้ตแผ่นเล็กเขียนว่า ยกโทษให้เก๊าเถอะน้า มุมด้านล่างยังมีหัวเสือที่วาดเป็นการ์ตูนจิบิกำลังมองเธอทั้งน้ำตาคลอ

                คุกิซาคิระบายลมหายใจยาวเหยียด

               

               

                ผลจากลูกอ้อน (?) สุดแรงกายแรงใจของใครบางคน เงื่อนไขใหม่ลดเหลือแค่ ขอเพียงฟุชิงุโระสารภาพรักสำเร็จ อยากจะทำยังไงต่อก็เชิญเลย คุกิซาคิ โนบาระจะไม่สร้างสถานการณ์ขัดขวางแล้ว อิตาโดริก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งโง่อีกต่อไปเช่นกัน

                ฟังแล้วเจ้าหนุ่มที่แกล้งโง่มานานพยักหน้ารับรัวๆ

                เขารู้ดีว่าที่เพื่อนยังคงเหลือเงื่อนไขและไม่ยอมให้ตนเป็นฝ่ายไปสารภาพรักก็เพื่อรักษาหน้าของตัวเอง ต่อให้อิตาโดริมั่นใจว่าจะอย่างไรพวกเขาสามคนก็จะยังรักใคร่กลมเกลียวกันดีเหมือนเดิม ทว่าในเมื่อไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับคุกิซาคิ เขาอาจละเลยอะไรบางอย่างไปได้ นอกจากนี้อาจไม่ละเอียดอ่อนพอจะเข้าใจความกังวลและไม่สบายใจของเธอ

                ที่ผ่านมาเขาจึงคล้อยตามยอมให้ทุกสิ่งอย่างและไม่นึกรำคาญแม้แต่น้อย

                คุกิซาคิก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของอิตาโดริ...เป็นคนที่เขาให้ความสำคัญมากๆ

                อิตาโดริอยากทะนุถนอมความรู้สึกของเธอ

                หลังเลิกเรียน บรรยากาศยังคงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบแห่งรักของเหล่าวัยรุ่น ใครยังหาโอกาสสารภาพความในใจไม่ได้ต่างรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ระหว่างทางเดินออกไปสมทบกับฟุชิงุโระ อิตาโดริกับคุกิซาคิเห็นหนุ่มสาวมากหน้าหลายตาพูดคุยกันด้วยอาการตกประหม่า และอีกหลายคนกำลังลุกลี้ลุกลนคล้ายพยายามตามหาอะไร

                ความรักหนอความรัก

                “ว่าแต่ฟุชิงุโระตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ”

                จนเย็นวันวาเลนไทน์แล้วแต่ยังไม่ได้สารภาพรักสักที คุกิซาคิคาดว่าอาการคงไม่ดีนักหรอก

                และเมื่อพบฟุชิงุโระข้างแปลงดอกไม้อันเป็นจุดนัดพบประจำก็พบว่ารายนี้สีหน้าย่ำแย่อย่างที่คิด

                เห็นสีหน้านั้นแล้ว คุกิซาคิคิดว่าตัวเองช่างบาปหนานัก ถึงขนาดต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าตูทำเกินไปจริงๆ ดิ? ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยให้เล็กๆ น้อยๆ เธอเปลี่ยนใจหยุดเท้าทันทีทันใด คว้าโทรศัพท์มาส่งข้อความหาฟุชิงุโระ อ้างส่งๆ ว่ามีการบ้านค้าง จะรีบกลับไปทำ

ถือว่าเปิดโอกาสให้อยู่กับอิตาโดริสองต่อสองแล้วนะ!

                ส่งข้อความเสร็จก็มองโทรศัพท์ด้วยสายตาปลาบปลื้มราวกับได้ทำความดีครั้งใหญ่ เธอตบไหล่อิตาโดริหลังจากนั้น

            พยายามเข้าไอ้หนุ่ม!’

            ไอ้หนุ่ม คิ้วกระตุก...ไม่ต้องมาขยิบตาเลยแน่ะ

สุดท้ายอิตาโดริก็ต้องกลับบ้านพร้อมฟุชิงุโระเพียงสองคน เนื่องจากตอนนี้ได้บัตรผ่านมาจากคุกิซาคิแล้ว ขอเพียงฟุชิงุโระสารภาพรักสำเร็จ อิตาโดริยินดีเปลี่ยนชื่อเรียกความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เพียงแต่...

เกร็งมากเลยแฮะ...

อาจเพราะล้มเหลวติดกันจนเสียกำลังใจ ต่อให้ยังสงวนกิริยา คงไว้ซึ่งความสงบนิ่ง ทว่าสีหน้าปิดความกลัดกลุ้มไม่มิด อิตาโดริได้แต่ข่มกลั้นความรู้สึกอยากเข้าไปกอดโอ๋ ความงุ่นง่านของรักข้างเดียวมันยุ่งยาก เป็นไปได้เขาก็อยากให้ฟุชิงุโระคลายความกังวลได้โดยเร็ว ติดก็ตรงตนสัญญากับคุกิซาคิไว้แล้วว่าจะไม่เป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน

“ฉันมีขนม หาที่แวะนั่งกินกันหน่อยไหม” ฟุชิงุโระเอ่ยชวนตอนเดินลากเท้ามาถึงประตูโรงเรียน

คนถูกชวนไม่ปฏิเสธ “ได้สิ”

ที่หมายคือสวนสาธารณะใกล้โรงเรียน นอกจากคนมาออกกำลังกายยามเย็นยังมีคู่รักทั้งหน้าใหม่หน้าเก่ามากมาย เรียกได้ว่าคนเยอะกว่าทุกที

สองหนุ่มหาที่นั่งแบบมีโต๊ะไม่ได้จึงนั่งลงยังม้านั่งว่างๆ จากนั้นฟุชิงุโระก็หยิบคัพเค้กช็อกโกแลตออกมา อิตาโดรินั่งรอ...รอว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะยื่นมาทางตน ขนมในมือเพื่อนหน้าตาน่ากิน เห็นแล้วท้องว่างๆ ก็ส่งเสียงโครกครากด้วยความหิว ลืมสนิทว่ามีความนัยแอบแฝงหรือเปล่า

ฟุชิงุโระซึ่งกำลังเตรียมใจ พอมองข้างตัวแล้วเห็นดวงตาคนข้างๆ จ้องของกินในมือด้วยดวงตาวาววับ น้ำลายหยดแหมะ ความหนักอึ้งในอกพลันมลายหายไปเหลือเพียงความอ่อนใจแกมเอ็นดู มือขยับไปเองไม่รู้เนื้อรู้ตัว

“ขอบใจ!

เมื่อเห็นมือสีซีดยื่นขนมให้เสียที อิตาโดริรีบส่งเข้าปากอย่างกระตือรือร้น

ฟุชิงุโระมองสีหน้าเต็มตื้นของอิตาโดริ เห็นอีกฝ่ายกินขนมที่ตัวเองตั้งใจทำอย่างเอร็ดอร่อย แววตายิ่งอ่อนลง กระทั่งมุมปากยังยกเป็นรอยยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว

อาจด้วยอารมณ์พาไป ที่สุดแล้วเขาเอ่ยคำนั้นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

“ฉันชอบนายนะ”

 

 

ส่วนผลลัพธ์...

ต่อให้เจอคู่รักเด็กม.ปลายที่ดูเหมือนปลาคาร์พกับบร็อคโคลี่ ฟุชิงุโระ เมงุมิก็ไม่ขัดหูขัดตา ตอนกลับถึงบ้านแล้วโดนพ่อเขี่ยพริกหวานให้ก็ไม่โกรธเคืองแต่อย่างใด

                คืนวันนั้น เขาเข้าไปตอบกระทู้ ถ้าคนที่ชอบมีสเปกชัดเจนแต่ไม่ใช่เราจะทำยังไงดี by Anonymous000’ สั้นๆ หยิบยืมวาทะอวดเบ่งที่จำได้ขึ้นใจมาใช้

 

                Anonymous000: ‘จขกท. หลุดเฟรนด์โซนแล้วล่ะ ไอ้พวกติดเฟรนด์โซนด์ที่เหลือ พยายามเข้าละกัน

 

            จากนั้นต่อสายตรงไปอวด เอ้ย...ไปรายงานความคืบหน้ากับคุกิซาคิ โนบาระ ปรากฏว่าแม่เจ้าประคุณร่ายคำสาปแช่งมายาวเหยียดจนต้องตัดสายหนีแล้วโทรไปหาแฟนหนุ่มหมาดๆ ของตนให้ช่วยปลอบใจแทน

                เสียงของอิตาโดริที่ได้ยินจากโทรศัพท์ แม้เคยฟังมาหลายครั้งหลายหน วันนี้กลับแตกต่างจากทุกคราวอย่างประหลาด

                ฟุชิงุโระไล้ริมฝีปากล่างอย่างเผลอไผลขณะฟังเสียงปลายสาย

                ต่อให้จบบทสนทนาลงไปแล้วก็ยังคงกดความตื่นเต้นลงไปไม่ได้ คืนนั้นเขานอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลิกตัวไปมาค่อนคืนกว่าจะหลับลง

 

                วาเลนไทน์ปีที่ 17 เป็นวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดของฟุชิงุโระ เมงุมิเลยล่ะ

 

 

 

Talk

ส่วนบ้านอิตาโดริพี่จ๋ายังไม่รู้เรื่องค่ะ ถ้ารู้ก็เรื่องใหญ่ ห้าห้าห้าห้าห้า