Thursday, 3 November 2016

[Fanfic Daiya no A ; Misawa] The Great Knight - Prologue -


Prologue



            เซย์โดเป็นประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง พื้นที่ทางตะวันตกติดทะเล ทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ประชากรราวสองล้านคนแม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้น อย่างน้อยก็แทบไม่มีช่องว่างเรื่องฐานะทางการเงิน เป็นประเทศอันสงบสุขที่ปกครองโดยอัศวินและมีกษัตริย์เป็นประมุข
           
ออกจะเป็นเรื่องน่าแปลกที่บอกว่าสงบสุขแต่กลับมีแต่คนอยากเข้ารับราชการทางกองกำลังอัศวิน เซย์โดถูกล้อมด้วยอาณาจักรใหญ่และอาณาจักรอันมั่งมี การแย่งชิงดินแดนเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายสิบปีหากด้วยกำลังอัศวินอันแข็งแกร่งไม่แพ้เหล่ามหาอำนาจ จนปัจจุบันจึงยังรักษาดินแดนได้อย่างมั่นคง กษัตริย์องค์ปัจจุบันก็เหมือนองค์ก่อนๆ ที่เป็นกษัตริย์ผู้รักสันติ แม้เซย์โดจะแข็งแกร่งพอกดดันแย่งชิงอาณาเขตข้างเคียงได้ทว่าพระองค์กลับออกคำสั่งให้เหล่าอัศวินกล้าเพียงทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง อย่าได้รุกรานใคร ต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุให้อาชีพอัศวินเป็นอาชีพอันทรงเกียรติที่เด็กๆ ใฝ่ฝันถึง
           
กองอัศวินแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายขวารักษาดินแดน ฝ่ายซ้ายรักษาความสงบในบ้านเมือง มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดอยู่บนยอดพีระมิด ตำแหน่งรองลงมาคือรองผู้บังคับบัญชา ถัดมาอีกค่อยเป็นหัวหน้าฝ่ายทั้งสองฝ่ายอีกที

            ทั้งฝ่ายซ้ายและขวาแบ่งอัศวินออกเป็นหน่วยย่อยจำนวนมาก หน่วยย่อยทั้งหลายจะมีตำแหน่งหัวหน้าคนหนึ่ง นอกนั้นเป็นอัศวินระดับเดียวกันหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นระบบตำแหน่งที่เปรียบได้กับพีระมิดฐานกว้างสุดกู่ แทบไม่มีการกระจายอำนาจ ผู้มีตำแหน่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เซย์โดเป็นประเทศขนาดเล็ก สามารถดูแลได้ทั่วถึง ถึงจะมีชนชั้นผู้นำเพียงหยิบมือก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร



           
มิยูกิ คาซึยะหาวหวอด

            เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากองอัศวินฝ่ายซ้ายยังไม่ถึงสองปี ตำแหน่งผู้ช่วยดันมาว่าง ทุกวันนี้ต้องทำงานทุกอย่างคนเดียว หัวหมุนจนไม่รู้จะว่ายังไง นี่ก็ไม่ได้นอนมาสองวันแล้วเพราะวุ่นวายอยู่กับการแบ่งอัศวินใหม่

ทุกๆ ปีจะมีคนเกษียณอายุและถอนตัวจากกองทัพด้วยนานาเหตุผล แต่ละปีจึงมีอัศวินเข้าใหม่จำนวนมาก การรับเข้ามีตั้งแต่พวกสอบเข้าเองเมื่ออายุถึงเกณฑ์และพวกที่จบจากโรงเรียนเตรียมอัศวิน...ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกรณีหลังจะเชื่อมือได้มากกว่า ปีนี้มีคนเข้าสังกัดเขาเยอะพอดู ต้องจัดคนลงหน่วยให้เรียบร้อย เสร็จส่วนนี้แล้วยังต้องดูงานประจำต่อ ซึ่งสำหรับงานประจำนั้นแม้จะเหลือเอกสารอีกหลายกองมิยูกิก็ไม่สนแล้ว

...ยังไงก็จะหนีไปนอนล่ะ
           
ตั้งใจไว้อย่างนั้นแท้ๆ...
           

“เฮ้ย มิยูกิ!
           

ได้ยินเสียงเรียกจากปากทางสู่ขุมนรก เจ้าของชื่อตัดสินใจได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
           
...หนีดีกว่า
           
“หยุดเลยนะ!
           
รู้ทันอีกแน่ะ
           
ชายหนุ่มหมุนคอไปทางต้นเสียง สีหน้าเหนื่อยใจอย่างไม่คิดปิดบัง

...ไม่ผิดไปจากที่กะไว้ คนที่เรียกตนเป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน ตบตีกันมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนเตรียมอัศวิน คนเพียงคนเดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียวยาว คิ้วบาง หางตาชี้ สีหน้ากวนอารมณ์อยู่เป็นนิตย์...ถ้าไม่ใช่คุราโมจิ โยอิจิแล้วจะเป็นใครไปได้
           
“พูดกับผู้บังคับบัญชาให้มันดีๆ หน่อย”
           
ความจริงมิยูกิไม่ใช่คนถือยศถืออย่างกับเพื่อน แต่ด้วยอยากกวนโมโหและรอบตัวยังมีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย หนำซ้ำยังอยู่ในสถานที่ราชการ ทำตัวตามสบายเต็มที่ก็ไม่เหมาะ เขาต้องพูดตักเตือนบ้าง
           
มิยูกิเดินไปหาคนที่กวักมือหย็อยๆ จากนั้นก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกครื้นเครงดังสนั่น คุราโมจิหันไปทางต้นเสียงในจังหวะเดียวกัน พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไรก็หัวเราะก๊ากจนน้ำตาเล็ด
           
“แพ้นี่หว่า! แพ้จริงๆ ด้วยเว้ยเฮ้ย! วะฮ่าๆๆๆ เมื่อกี้โม้ว่าไงนะอาโซ จะเลี้ยงข้าวทั้งหน่วยถ้าแพ้เด็กใหม่ใช่มั้ยหา เย็นนี้เตรียมกระเป๋าฉีกได้เลย!” หัวหน้าหน่วยหนึ่งพุ่งกลับไปหาลูกหน่วยของตนทั้งที่ยังหัวเราะเสียงบาดหู

ด้วยความที่สนิทกับหัวหน้าหน่วยนี้ เขาจึงคลุกคลีกับหน่วยหนึ่งที่สุดในบรรดาทุกหน่วย แต่ท่ามกลางเหล่าคนที่น่าจะคุ้นหน้าดีกลับมีคนหนึ่งที่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นมาก่อน

            เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาเปล่งประกายดุจอัญมณี ดูเผินๆ เหมือนจะกลมกลืนไปกับคนรอบตัวทว่าหากหยุดมองสักหน่อยก็จะโดดเด่นขึ้นมา คงเพราะดวงตากลมโตบนใบหน้าสมชายชาตรีและการแสดงออกทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมาราวกับผลึกแก้ว...สามารถมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง ไม่ซุกซ่อนอะไรเอาไว้ในใจทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

            เด็กหนุ่มคนนั้น หรือที่ควรบอกว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีกลิ่นอายแบบเด็กรุ่น...ตะโกนเสียงดังขณะกำหมัด ข้างๆ มีชายร่างใหญ่นั่งเช็ดคราบเลือดกำเดารอบจมูก เมื่อครู่คงมีเรื่องต่อยตีเป็นแน่

            มิยูกิปีนข้ามรั้วกั้นทางเดินมายังสนามอันเต็มไปด้วยเหล่าชายหนุ่มในเครื่องแบบอัศวินสีคราม ทันทีที่เขาปรากฏตัวเหล่าชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นทั้งหมดเปลี่ยนจากท่าทางผ่อนคลายมายืนตัวตรงพร้อมทำวันทยหัตถ์ เว้นก็เพียงคนแปลกหน้าที่หันมามองด้วยสายตางุนงง
           
“ทำความเคารพหัวหน้าฝ่ายสิวะ” คุราโมจิกดหัวคนไม่มีสัมมาคารวะ
           
“เหวอ!
           
มิยูกิมองปฏิกิริยาตกใจอันเก็บไม่มิดของคนโดนกดหัว เขาโบกมือไปมาน้อยๆ พลางว่าเสียงแจ่มใส “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก เอามือลงเถอะ”
           
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนที่มิยูกิไม่คุ้นหน้าก็ร้องลั่น
           
“อ๊า! จริงด้วย! หัวหน้าฝ่าย! หัวหน้าฝ่ายซ้ายสินะ คนที่ชื่อมิยูกิที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังใช่มั้ย!

พอคุราโมจิปล่อยมือก็รีบหันขวับไปมองหัวหน้าหน่วยของตน ท่าทางกระตือรือร้นสุดขีด ทั้งยังเสียงดังเกินจำเป็น มิยูกิปวดหู แต่เหมือนคนอื่นจะเริ่มชินกับเสียงดังสนั่นราวกับแหกปากตะโกนของเจ้าตัวจึงเพียงนิ่วหน้านิดๆ ไม่แสดงสีหน้าอื่นใดเป็นพิเศษ
           
คุราโมจิตบหัวอีกฝ่ายไปหนึ่งผัวะ “รุ่นพี่บ้านเอ็งสิ บอกให้เรียกหัวหน้าหน่วยไง เจ้างั่งนี่”
           
คิ้วเข้มเลิกขึ้น แปลกใจนิดหน่อยที่เด็กใหม่สนิทกับหัวหน้าหน่วยตัวเองผิดคาด ทว่าความประหลาดใจนั้นก็ถูกกลบอย่างรวดเร็วเมื่อดวงตาสีอำพันจ้องเป๋งมายังตน ยังไม่ทันได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเด็กหนุ่ม...ไม่สิ ชายหนุ่มคนนั้นพุ่งพรวดมาคว้าคอเสื้อตนซะเฉย
           
ทว่า...
           
“วะ สงบสติอารมณ์หน่อยเซ่”
           
“โอ๊ย!
           
โดนตบไปอีกผัวะ

มือคลายออกจากคอเสื้อทันที คุราโมจิสั่งสอนไปกลั้นหัวเราะไป ทำเป็นวางตัวเป็นหัวหน้าแต่ใจจริงคงถูกใจไม่น้อยที่เห็นตนโดนกระชากคอเสื้อ
           
มิยูกิพลันระลึกความเป็นไปได้อย่างหนึ่งในตอนนั้น
         
เด็กใหม่...
           
เด็กที่ราวกับพายุฤดูร้อน

และนี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างมิยูกิ คาซึยะกับซาวามุระ เอย์จุน







Talk

ชะล่าใจว่าเปิดบล็อกเลยจะทำอะไรก็ได้...สุดท้ายก็เข็นเรื่องนี้ออกมาจริงๆ 

เอาล่ะ จะจบหรือไม่จบว่ากันทีหลัง...ตอนหน้าจะได้เห็นมั้ยนะ เหอะๆ

1 comment: