Fanfic Jujutsu Kaisen
Pass
/ Past
Pairing : Gojo Satoru x Itadori
Yuji / Fushiguro Megumi x Itadori Yuji
Rating : sfw
รู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งประถม
ฟุชิงุโระ เมงุมิก็เป็นเด็กที่โตเกินวัยมาตลอด สุขุมเยือกเย็น มีเหตุผล
วุฒิภาวะสูง ทั้งยังหัวดีอย่างมาก เป็นเพื่อนที่อิตาโดริ ยูจิภาคภูมิใจ
ฉะนั้นเมื่อได้ยินข่าวลือว่าเจ้าคนประวัติไร้รอยด่างพร้อยออกอาการเขม่นรุ่นน้องออกนอกหน้า
อิตาโดริอดให้ความสนใจไม่ได้
“คนอย่างนายเนี่ยนะจะเหม็นหน้าคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก
เป็นไปได้เหรอ?”
ระหว่างทางเดินกลับบ้านด้วยกัน
เขารีบซักไซ้ไล่เรียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หัวคิ้วของฟุชิงุโระขยับเล็กน้อย
สีหน้าปรากฏร่องรอยของอารมณ์อันซับซ้อน เจ้าตัวนิ่งคิดไปหลายอึดใจค่อยตอบคำถามแบบไม่ค่อยตรงประเด็นนัก
“อย่าไปคบหากับโกะโจ ซาโตรุล่ะ”
ดูท่าจะเป็นชื่อของรุ่นน้องคนนั้น
น่าสงสัยจริงๆ ทำให้คนอย่างฟุชิงุโระ
เมงุมิผู้เฉยชาชังน้ำหน้าได้ต้องเป็นคนอย่างไรกันนะ? ก่อนหน้านี้จะนิสัยน่ารังเกียจ เป็นนักเลงหัวไม้ หน้าไหว้หลังหลอก
กริยาวาจาหยาบคาย และอื่นๆ
สารพัดสารเพล้วนไม่อาจทำให้ใบหน้าไร้อารมณ์เผยแววเดียดฉันท์ออกมาได้เลยแท้ๆ
ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันมานาน
บุคลิกและนิสัยใจคอของอิตาโดริกับฟุชิงุโระไม่ผสมกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน
หากฟุชิงุโระเป็นคนเยือกเย็น ควบคุมอารมณ์และการแสดงออกได้ดี
อิตาโดริก็เป็นพวกอ่านออกง่าย
เพียงเห็นหน้าและได้ประสานสายตาก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าสมองน้อยๆ มีอะไร
ฟุชิงุโระดักคอ
“ไม่ต้องสงสัยมาก คิดเสียว่าเป็นเกลียดแรกพบก็ได้”
“มีแต่รักแรกพบไม่ใช่เหรอ?”
“กรณีของฉันเป็นเกลียดน่ะ
ทำใจชอบคนคนนั้นไม่ได้หรอก” อธิบายแล้วไม่ลืมสำทับ “นายก็อย่าไปยุ่งกับเขาล่ะ”
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
ได้ยินแบบนี้แทนที่จะอยากหนีห่าง มีแต่จะเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อิตาโดริไม่เคยเห็นหน้าค่าตาโกะโจ ซาโตรุ
และไม่ได้ว่างงานขนาดเที่ยวไปถามคนโน้นคนนี้ได้ว่าใครคือเจ้าคนที่เพื่อนรักไม่ชอบหน้า
เขาคิดง่ายๆ
ว่าอยู่โรงเรียนเดียวกัน เดี๋ยวก็เจอตัวเองนั่นแหละ
ซึ่ง ‘เดี๋ยว’ ที่ว่านั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด
เพิ่งเปิดภาคเรียนแรกได้ไม่นาน
ชมรมต่างๆ ล้วนควานหาสมาชิกชมรมมาอุดรูรั่วแทนรุ่นพี่ที่เพิ่งจบไป
ชมรมบาสของอิตาโดริแม้มีสมาชิกเหลือเกือบ 20 คนทำให้ไม่เดือดร้อนอะไรนัก
แต่สมาชิกทีมปัจจุบันโดยมากนั่งที่นั่งตัวสำรองมาตลอดและไม่ได้มีเซนส์ด้านกีฬาโดดเด่นเท่าไรนัก
หากปีนี้อยากแข่งชนะระดับจังหวัด
หาสมาชิกใหม่มาเพิ่มความเป็นไปได้ในการชิงชัยย่อมเป็นเรื่องจำเป็น
ขณะนั่งเฝ้าโต๊ะมองหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบเดินผ่านไปมา
อิตาโดริสังเกตรูปร่างทุกคนเท่าที่จะทำได้ เรื่องทักษะสามารถมาฝึกได้ทีหลัง
แต่ส่วนสูงไม่ใช่อยากสูงแล้วจะสูงได้เลย ตอนนี้ทีมขาดชู้ตติ้งการ์ดเสียด้วย
เห็นใครตัวสูงเกิน 180 ซม. เข้าหน่อยอิตาโดริเป็นต้องพุ่งไปหาเสียทุกราย
ทว่าไม่มีใครกระตือรือร้นตอบรับคำชวนเลย
“หรือใช้ขนมมาชวนจะไม่ได้ผลนะ?”
หลุบตาลงมองถุงใส่ลูกอมกับลูกกวาดแล้วนึกลังเล
อิตาโดริเคยหลอกล่อก็เพียงโนบาระจัง เป็นเด็กประถมนิสัยก้าวร้าวแถวบ้าน
เวลาเธอทำตัวโผงผางพูดไม่ฟัง
หากยื่นขนมให้แล้วปะเหลาะสักหน่อยก็จะหัวเราะคิกคักเป็นสาวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู
บางทีลูกกวาดอาจใช้ได้แต่กับเด็กประถม
แต่ใช้กับเด็กม.ปลายไม่ได้หรือเปล่านะ?
...แต่เมงุมิยิ้มรับตลอดนี่นา
“ฉันขอออกไปเดินเล่นหน่อย”
แสงแดดอ่อนๆ
และลมยามเช้าชวนให้กระปรี้กระเปร่า
มัวนั่งอุดอู้อยู่กับที่แล้วคอยลุกชวนคนเป็นพักๆ
มันน่าเบื่อเกินไป...ชวนแล้วได้เรื่องยังพอวัด นี่ชวนแล้วชวดจนหมดกำลังใจ อิตาโดริอยากอออกไปเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย
เขาทิ้งถุงขนมไว้กับโต๊ะให้รุ่นน้องแจกเป็นของที่ระลึกกับคนที่เข้าไปชักชวนเข้าชมรม
ตัวเองหยิบติดมือมาเล็กน้อยแล้วเดินเตร่เลาะสวนขนาดเล็กของชมรมสวนผัก หากเจอเด็กปี
1 ตัวสูงก็จะทักทายทำความรู้จักและเอ่ยชวนง่ายๆ น่าเสียดายว่าเจอคนเข้าทีไม่กี่คน
แถมไม่มีใครสนใจเข้าชมรมบาสเป็นพิเศษสักคน
ช่วงสัปดาห์แรกโรงเรียนอนุญาตให้ชมรมต่างๆ
เดินชวนนักเรียนได้อิสระ ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก็ไม่ยอมให้รบกวนนักเรียนคนอื่นแล้ว
ฉะนั้น หากหาคนไม่ได้ในช่วงนี้ หลังจากนี้ก็คาดหวังยากแล้วล่ะ
“โอ๊ะๆ”
กำลังเหล่มองปี
2 ที่เคยชวนเข้ารมชมบาสแล้วโดนปฏิเสธไปเมื่อปีกลายด้วยความเสียดาย
เก้าอี้พลาสติกซ้อนสูงท่วมหัวพลันเซแซ่ดๆ เข้ามาใกล้
อิตาโดริเห็นมันโซเซจึงใช้มือช่วยประคอง
น้ำหนักและส่วนสูงของเก้าอี้นับสิบตัวเป็นภาระหากทำการขนย้ายเพียงลำพัง
พอมองแขนคนถือก็เห็นเส้นเลือดปูดออกมาจริงๆ เสียด้วย...ทำไมไม่ขนทีละนิดล่ะนั่น
“ฉันช่วยไหม?”
ตอนนั้นเองเส้นผมสีขาวโผล่ออกมาจากด้านหลังเก้าอี้
ปกเสื้อที่เห็นวับแวมมองเห็นเข็มกลัดปี 1 รำไร
รุ่นน้องผมขาววางสัมภาระลงบนพื้นก่อนนวดไหล่ไปมา “ได้งั้นก็ดี”
อิตาโดรินึกขอบคุณตัวเองผู้มีน้ำใจขึ้นมาทันใด
เกือบพลาดโอกาสงามๆ ไปแล้วเชียว เจ้าเด็กนี่ตัวสูงโย่ง ขายาวเป็นเสาไฟฟ้า
แถมแข็งแรงพอจะแบกเก้าอี้ซ้อนสิบไหวอีกต่างหาก...ต้องชวนเข้าชมรม!
ระหว่างที่คิดสะระตะ
เขาช่วยยกเก้าอี้ออกมาครึ่งหนึ่ง “ว่าแต่กำลังจะยกไปไหนน่ะ?”
เมื่อความสูงเก้าอี้ลดหลั่นลง
ไม่มีอะไรมาบดบังแนวสายตา ย่อมมองเห็นคนได้ชัดเจน เมื่อกี้เห็นเพียงผมและขา
คราวนี้ได้เห็นหน้าค่าตาชัดๆ
ภาพลักษณ์อย่างคุณชายเอาแต่ใจทำให้ความตื่นเต้นเมื่อสักครู่ลดฮวบ
หากเมื่อกี้ระดับความคึกคักอยู่สุดปรอท ตอนนี้ขีดคงพุ่งต่ำลงอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนโดดบันจี้จัมพ์...หน้าตาดีเกินควร
ผิวพรรณก็ดีเกินไป ซ้ำยังสัมผัสความกระปรี้กระเปร่าเปี่ยมพลังงานไม่ได้
ไม่สามารถนึกภาพเด็กหนุ่มตรงหน้าทุ่มเทชีวิตจิตใจการฝึกซ้อมอย่างขยันแข็งได้เลย
ไม่มีเค้าคนเล่นกีฬาเลยสักนิด
เสียดายส่วนสูงก็จริง
แต่ชวนคนไม่มีใจเข้ามาก็เสียเวลาเปล่า
น้ำเสียงของอิตาโดริเนือยลงหนึ่งระดับ “รุ่นน้องคุง? นี่ จะยกเก้าอี้ไปไหนนะ”
“ฮะ? อ้อ” รุ่นน้องผมขาวที่จู่ๆ ก็ยืนนิ่งไปทำหน้าเหมือนเพิ่งได้สติ
โทนเสียงเป็นมิตรขึ้นเล็กน้อย “ครูคนนั้นบอกว่า...โต๊ะด้านหน้าต้นปาล์ม
รู้สึกจะเป็น...ชมรมบาสไหมนะ?”
“...เอ๊ะ?”
ก็ว่าอยู่ว่าจะให้ขนเก้าอี้เป็นสิบตัวมาทำอะไร...
เพราะที่ปรึกษาชมรม
อาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์ ไฮบาระ ยูไหว้วานคนแบบมีวัตถุประสงค์แอบแฝง
พอเหล่าหนุ่มๆ
ผู้มีน้ำใจรับคำไหว้วานและไปถึงโต๊ะของชมรมบาสก็ถูกฝูงไฮยีน่ารุมทึ้งอย่างหิวโหย
จะยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นที่ปรึกษา
เวลาใช้คนมา ‘ส่งของ’ ย่อมประเมินลักษณะภายนอกแล้วขั้นหนึ่งว่าควรค่าแก่การทาบทามเข้าชมรมหรือไม่
ด้วยความช่วยเหลืออันแยบยลนี้สามารถตกเด็กใหม่มาได้หลายคนเหมือนกัน
หมดช่วงสัปดาห์แรก ชมรมบาสได้เด็กใหม่มาทั้งหมด 6 คน...ไม่เลวๆ
“แล้วจำชื่อได้หมดทุกคนหรือยัง?”
อัสนีบาตจากฟุชิงุโระ
เมงุมิผ่าเปรี้ยงลงกลางศีรษะรองประธานชมรมสมองถั่วเขียว
คนฟังตาหลุกหลิก
“จะ...จำหน้า จำหน้าได้แล้วกัน”
“ชื่อล่ะ”
“หน้า...”
“ชื่อ”
“...”
“ชื่อล่ะ?”
“...”
ฟุชิงุโระเป็นสมาชิกสภานักเรียน
ปีก่อนรั้งตำแหน่งรองประธานจากการแต่งตั้ง ปลายปีชนะเลือกตั้งตำแหน่งประธาน
เมื่อขึ้นปี 3 จึงเริ่มงานในฐานะประธานนักเรียนอย่างเต็มภาคภูมิ
แม้เคยมีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้ว
แต่ก็ยังต้องประสานงานเพิ่มเติมใหม่นับจากหนึ่งหลายๆ อย่างทำให้ช่วงเปิดเทอมค่อนข้างยุ่ง
กระนั้นก็ยังสู้อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อมาโรงเรียนพร้อมอิตาโดริทุกวันโดยไม่ปริปากบ่น
“ฉันมาซ้อมเช้า
แต่นายไม่ต้องมาแต่เช้าพร้อมฉันทุกวันก็ได้”
“เปลี่ยนเรื่อง? แค่โดนถามชื่อรุ่นน้องแล้วจำไม่ได้ก็งอนแล้วเหรอ?”
“อย่าใช้คำว่างอนสิเฟ้ย!”
อิตาโดริขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง
ไอ้เรารึอุตส่าห์เป็นห่วงว่าพ่อนักเรียนดีเด่นจะพักผ่อนไม่เพียงพอ
อยากตื่นเช้านักก็เชิญ! ตามสบาย!
ปรกติแล้วถึงมาเรียนแต่เช้ากันทั้งคู่ก็จะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
อิตาโดริมักผลุบเข้าโรงยิมไปซ้อมชู้ตลูกหรือออกกำลังกายอื่นๆ
ส่วนฟุชิงุโระจะเข้าอาคารเรียนไปคิดกิจกรรมหรือทำงานของสภานักเรียน
วันนี้มาแปลกเมื่อประธานนักเรียนหมาดๆ เดินตามต้อยๆ มาทางเดียวกัน
อิตาโดริแปลกใจ
“จะมากับฉันเหรอ?”
“อยากยืดเส้นยืดสายมั่งน่ะ”
หากมีแข่งฟุชิงุโระมักมานั่งเชียร์
เรียกได้ว่าหากไม่ติดธุระสำคัญจริงๆ ก็จะเห็นอีกฝ่ายที่ข้างสนามเสมอ ในทางกลับกัน
การจะมาซ้อมหรือออกกำลังกายเป็นเพื่อนนั้นในปีหนึ่งๆ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง
คิดแล้วอิตาโดริก็คึกคักขึ้นมา
แม้ในการซ้อมเช้าจะมีเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องมาร่วมด้วยหลายคน แต่นานๆ
ทีจะได้เล่นกับฟุชิงุโระ จะดีใจก็เป็นเรื่องธรรมดา
แม้ไม่สังกัดชมรมกีฬาและมีรูปร่างผอมบางแต่เซนส์กีฬาของฟุชิงุโระ
เมงุมิดีเยี่ยม ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว
ทั้งยังมีความอึดเป็นเลิศอันมีส่วนให้ใช้แรงกายได้เป็นเวลานานๆ
ลองเจ้าตัวไม่ได้มีภาระพันตัวมากมายอย่างที่เห็น อิตาโดริคงบีบคอบังคับให้มาเสริมทีมชมรมบาสไปแล้ว
สนามฝึกซ้อมในที่ร่มมีเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนครึ่งท่อนยืนระเกะระกะประปราย
ทว่าทุกคนเผยสีหน้าประหลาดใจระคนตื่นเต้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นว่ารองประธานชมรมของตนพาหนุ่มหล่อหน้าสวยคนหนึ่งมาด้วย
“โอ๊ะ
คนนั้นหน้าตาเหมือนเคยเห็น”
“ประธานนักเรียนไง”
“เขาเป็นเพื่อนรุ่นพี่อิตาโดริเหรอฮะ?”
“เหอๆ
ยังไงกันน้อ?”
ด้วยมีธุระรัดตัว
แม้ฟุชิงุโระตัวติดกับอิตาโดริเสมอ
แต่โอกาสได้เห็นเขาแสดงศักยภาพทางกีฬาไม่ได้มีบ่อยๆ
สมาชิกชมรมหน้าเดิมเคยเห็นฝีมือฟุชิงุโระมาบ้าง คนคนนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ การที่อีกฝ่ายโผล่มาโชว์ของตั้งแต่ต้นเทอมนับเป็นเรื่องดี
เด็กใหม่จะได้เห็นว่ามีคนเจ๋งๆ แบบนี้อยู่
“เห็นอย่างงี้
เขาเก่งกว่ารุ่นพี่อิตาโดริอีกนะ”
อีกฝ่ายไม่ได้สังกัดชมรมกีฬาไม่ได้หมายความว่าไม่ออกกำลังกาย
ในการอบอุ่นร่างกายด้วยการแข่ง 1 ต่อ 1 ง่ายๆ กับอิตาโดริ ถึงเห็นชัดว่าสกิลโดยรวมด้อยกว่า
ทว่าก็เป็นเพราะข้อเสียเปรียบในประเภทกีฬาที่แข่งขัน อิตาโดริเล่นบาสเป็นประจำ
ฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ทักษะการชู้ตหรือการเลี้ยงลูกย่อมเหนือกว่า ในทางกลับกัน
เมื่อตัดความสามารถตรงนี้ออกไป ฟุชิงุโระเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวกว่า
พละกำลังก็เหนือกว่า ต่อให้สุดท้ายจะแพ้แต้ม
แต่เอาเข้าจริงเปอร์เซ็นต์การครองบอลรวมทั้งจำนวนครั้งในการได้เป็นฝ่ายบุกของเขามากกว่าอิตาโดริเสียอีก
หากไม่ใช่ฟุชิงุโระชู้ตไม่แม่นจนพลาดซ้ำซาก
ฝ่ายปราชัยย่อมเป็นอิตาโดริ
ดังนั้นคนชนะจึงรู้สึกเหมือนแพ้พิกล
“อีกรอบซิ”
“ไปอาบน้ำเตรียมเข้าเรียนซะ”
ฟุชิงุโระดีดหน้าผากใส่คนที่พุ่งเข้าหาตนอย่างไม่ยอมแพ้
แรกเริ่มกะแค่อุ่นเครื่อง
ทว่าตอนหลังเครื่องร้อนเกินจนไฟลุก อิตาโดริ ยูจิในตอนนี้จึงเหงื่อโซม
เสื้อยืดเปียกชุ่ม
เขาที่อุตส่าห์ฮึกเหิมในการเล่นจนเผลอเอาจริงสู้ฟุชิงุโระที่ไม่ได้เล่นบาสเป็นประจำไม่ได้
แบบนี้แล้วจะยอมรามือรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
“อีกรอบ!”
“ไม่”
ต้องใช้ความอดทนพอสมควรกว่าจะเปลี่ยนใจคนดื้อด้านสำเร็จ
สมาชิกชมรมบาสคนอื่นๆ
ที่ละทิ้งการซ้อมช่วงเช้ามานั่งเกาะขอบสนามมองบรรยากาศการแข่งขันที่คลี่คลายลง
มองสองหนุ่มริมสนาม จากนั้นก็นึกย้อนมองตัวเอง ความพยายามพวกเขาไม่พอสินะ
แต่ถ้าพยายามมากขึ้นจนเล่นบาสเก่งขึ้นจะมีกลิ่นหวานๆ
ออกมาจากตัวเหมือนเจ้าหน้าไม่อายสองคนนั้นด้วยหรือเปล่า?
ช่วงเวลาสิบกว่านาทีที่แป้นบาสโดนยึดโดยคนสองคนไม่นับว่านานนัก
หากก็กระตุ้นไฟในการเล่นบาสได้ไม่น้อย
ถึงขนาดนึกเสียดายแทนพวกไม่มาซ้อมเช้าที่อดชมของหายาก
“เมงุมิ
ฉันให้ยืมเสื้อ”
เจ้าของชื่อซึ่งยืนนิ่งกวาดมองสมาชิกชมรมบาสเงียบๆ
ได้สติเมื่อโดนเรียก เขาหันมาหาเพื่อน
ขณะรับเสื้อยืดเพื่อเปลี่ยนแทนตัวที่สวมอยู่ก็ถามเรื่อยเปื่อย
“พวกรุ่นน้องมาซ้อมเช้ากันหมดเหรอ?”
อิตาโดริคุ้ยหาผ้าขนหนู
ตอบโดยไม่ได้หันมามอง “ขาดไป 2 คน”
“อ้อ”
พออาบน้ำสะอาดเอี่ยมพร้อมเปลี่ยนเสื้อตัวในก็เหลือเวลาอีกราว
20 นาทีจะถึงคาบเรียนแรก ฟุชิงุโระขอตัวไปสภานักเรียนก่อน ส่วนอิตาโดริท้องหิว
ดังนั้นจึงเดินไปหาซื้อของกินที่โรงอาหาร
นักเรียนเริ่มมาถึงโรงเรียนเยอะขึ้นแล้ว
มีจำนวนไม่น้อยนั่งทานมื้อเช้า อันที่จริงอิตาโดรินึกอยากกินข้าวสักจานเหมือนกัน
แต่ในเมื่อกินมาแล้วจากที่บ้าน ทานมื้อหนักอีกคงไม่ดีนัก
ระหว่างเดินเลือกขนมกรุบกรอบ เขาพลันได้ยินเสียงคุ้นๆ หู
“หา? นี่ก็เงินเหมือนกันไม่ใช่หรือไง ไม่มีเงินทอนมันความผิดคนซื้อเรอะ? ก็บอกว่าไม่มีเศษเหรียญไงเล่า”
ร้านสหกรณ์มีคนเดินเลือกซื้อของอยู่ไม่กี่คน
ต้นเสียงมาจากเคาน์เตอร์จ่ายเงิน มองเห็นร่างสูงชะลูดและผมสีขาวลอยเด่นมาแต่ไกล
อิตาโดริเดินเข้าไปใกล้ ค้อมตัวลงมองของที่รอชำระเงินแล้วเลิกคิ้ว “ไม่มีตังค์เหรอรุ่นน้องคุง?”
ลูกอมสอดไส้ช็อกโกแลตกับน้ำแร่...ไม่กี่ตังค์นี่
“รุ่นน้องคุง?”
“ยะ
ยืนตัวตรงพูดให้มันดีๆ ได้ไหมหา?!”
…ทำไมโกรธล่ะ
อิตาโดริเคยเจอคนจู้จี้จุกจิกมาไม่น้อย
บางคนไม่ชอบถูกมองจากด้านบน
แต่เพิ่งเคยเจอคนที่หัวเสียจากการที่ตนแหงนคอมองเป็นหนแรก เขายืดตัวยืนให้ดีๆ
ไม่ได้เก็บเอาท่าทีแข็งกร้าวของเด็กใหม่ในชมรมมาใส่ใจ
คิดว่าเจ้าตัวอาจจะกำลังขวยอายเพราะลืมเอากระเป๋าสตางค์มา
“คุณน้า
คิดเงินส่วนของหมอนี่รวมกับของผมเลยฮะ”
อิตาโดริวางขนมกรุบกรอบ
หมากฝรั่ง บะหมี่ถ้วย กับนมวัวรวมกับข้าวของของรุ่นน้อง ทว่าตอนควักกระเป๋าสตางค์
มือแข็งๆ ก็คว้าหมับ เสียงที่แข็งพอกันดังเป็นลำดับถัดมา
“ทำอะไร”
“ฉันเลี้ยงเอง
นายไม่มีเงินไม่ใช่เรอะ?” แม้จะเจ็บพอสมควร
ในใจอิตาโดริกลับไพล่คิดไปว่าแรงบีบมือจะมีส่วนช่วยให้เล่นบาสเก่งขึ้นหรือเปล่านะ?
“นายเป็นรุ่นน้องในชมรมฉันแล้วนี่นา แค่นี้นิดหน่อย
ให้รุ่นพี่เลี้ยงเอง”
“ฉันมีเงิน”
“จริงเหรอฮะ?” ถามใครไม่สู้ถามคุณน้าคนคิดเงิน คำตอบคือรอยยิ้มจืดเจื่อน
อิตาโดริไหวไหล่ใส่คนอ่อนวัยกว่า
แสดงสีหน้า ‘ฉันพูดผิดไหมล่ะ?’ พลางส่งเงินให้คนตรงข้ามเคาน์เตอร์
จากนั้นยัดลูกอมสอดไส้ช็อกโกแลตกับน้ำแร่คืนใส่อ้อมแขนของคนที่สูงกว่าตน
แถมหมากฝรั่งให้กล่องหนึ่งด้วย
รุ่นน้องผมขาวหน้าบูด
“เดี๋ยวฉันคืนเงินนายทีหลัง”
“ฉันเลี้ยงเอง
ไม่ต้องคิดมาก” อิตาโดริเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ลืมเสริมว่า “ไฮบะคุงบอกว่าหาทีมมาซ้อมแข่งกับเราได้แล้วด้วย
เดี๋ยวตอนเย็นจะได้คุยเรื่องนี้กันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่มาเช้าไม่เป็นไร
แต่ในเมื่อตอนเย็นมีเรื่องแจ้ง จำไว้ว่าอย่าสายล่ะ”
“อ๋อ
เจ้าที่ปรึกษาชมรมนั่น...”
“ไฮบะคุงเป็นอาจารย์
พูดจาให้มันดีๆ หน่อย”
“นายเองยังเรียกเขาว่า ‘คุง’ เลย”
“ก็น่ารักดีไม่ใช่รึ
เฮ้...ฉันเจตนาดี ไม่ได้เรียกแบบนั้นเพราะไม่เห็นหัวซะหน่อย นายเถอะ พูดจาดีๆ
หน่อยเป็นไง ไม่น่ารักเอาซะเลย”
“ใครอยากน่ารักมิทราบ?”
สองหนุ่มต่อปากต่อคำมาจนถึงทางออกโรงอาหาร
อิตาโดริค่อยขอตัวเดินแยกไปยังชั้นเรียนของปี 3
ส่วนรุ่นน้องด้านหลังยืนนิ่งอยู่ตรงจุดที่แยกกับรุ่นพี่
เขาจับหูอุ่นๆ ของตน บ่นพึมพำเสียงเบาว่า “เหม็นแชมพูชะมัด...”
ครู่หนึ่งถึงได้เดินทอดน่องไปห้องเรียนตัวเอง
หลังเลิกเรียน
ชมรมบาสคึกคักเพราะได้ข่าวมาก่อนแล้วว่าจะได้ซ้อมมือแข่งกับโรงเรียนอื่น
เนื่องจากเพิ่งเปิดเรียนได้ไม่นานและอยากดูศักยภาพของเด็กใหม่
ไฮบาระจึงคิดอยากใช้เด็กใหม่เป็นแกนของทีม ยังไงก็เป็นแค่แข่งซ้อมทั่วไป
แพ้กราวรูดก็ไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือต้องไม่ให้ตื่นสนามเมื่อถึงเวลาจริงต่างหาก
“ฉะนั้นฮานามิคุงกับอิตาโดริคุงจะไม่ได้ลงทั้งคู่นะครับ”
ประธานชมรมไม่มีความเห็น
ส่วนรองประธานโอดโอยพอเป็นพิธี
ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยกว่าจะเริ่มแข่งรอบคัดเลือกของการแข่งระดับจังหวะ
ช่วงซ้อมมือจึงสำคัญ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่เพิ่งสลัดคราบม.ต้นเข้าสู่สังคมของม.ปลาย
ต้องเข้าใจว่าแม้เข้าชมรมก็มีทั้งคนที่เข้าเพราะชมชอบการเล่นบาส
เข้าเพราะอยากออกกำลังกาย...ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีทุ่มเทกำลังเพื่อการแข่ง
ในช่วงฝึกซ้อมนี้จะได้ทำการคัดคนไปด้วยว่าจะใช้ใครในการแข่งจริง
ใช้เวลาไม่ถึงเดือน
จะสมาชิกชมรมด้วยกันหรือที่ปรึกษาก็พอมองออกแล้วว่าใครบ้างที่เหมาะสมสำหรับทำกิจกรรมชมรมฆ่าเวลาอย่างเดียว
ใครบ้างที่เหมาะจะใช้ในการแข่ง อย่างไรก็ตาม
ในบรรดาคนที่มีศักยภาพพอจะเข้าร่วมการแข่งขันได้ยังมีคนที่มีปัญหาอยู่
“แพ้แล้วมาสะบัดสะบิ้งแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนเล่า
เก็บเป็นแรงผลักดันให้ซ้อมหนักขึ้นไว้เอาชนะคราวหน้าสิ”
“ใครสะบัดสะบิ้ง? แล้วก็ใครอนุญาตให้นายมาลูบหัว?”
ขณะที่คนอื่นกำลังซ้อมอย่างขะมักเขม้น
มีหนึ่งคนนั่งกอดอกหน้าบูดอยู่ตรงม้านั่งข้างสนาม
ปี
1 โกะโจ ซาโตรุแผ่ออร่าดำทะมึน
ประกาศอารมณ์ขุ่นมัวออกมาอย่างโจ่งแจ้งหลังพ่ายแพ้การแข่งซ้อม
เด็กหนุ่มตาขวางยังคงพูดจาห้วนสั้นไร้หางเสียง เป็นคนที่รับมือยากที่สุดในบรรดาเด็กใหม่
ด้วยนิสัยใจคอและปัจจัยประกอบอื่นๆ
ทั้งไฮบาระและเหล่ารุ่นพี่ต่างคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะไม่สนใจเข้าร่วมชมรม
ทว่าเขาไม่เพียงร่อนใบสมัคร
ยังเข้าร่วมการฝึกสม่ำเสมอ...แม้จะมาสายตลอดและบ่นไม่ขาดปากก็เถอะ
แค่รูปร่างก็โดดเด่นสะดุดตาควรค่าแก่การคาดหวัง
และถึงจะไร้ประสบการณ์การเล่นบาสแต่ศักยภาพในการพัฒนาฝีมือช่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ติดก็ตรงรับมือยากแสนยาก ไร้สัมมาคารวะ ไม่ตรงต่อเวลา อวดดี แถมยังพูดไม่ฟัง
ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปยุ่งกับคนมีปัญหานักหรอก
แต่ปล่อยให้เหิมเกริมไม่เห็นหัวใครเลยก็ไม่ได้อีกเช่นกัน
เคราะห์ดีว่าชมรมบาสมีรองประธานผู้ไม่เกรงฟ้ากลัวดินอย่างอิตาโดริ
ยูจิ ไม่เพียงเข้าไปพูดคุยกับรุ่นน้องตัวปัญหาอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
อิตาโดริใจกล้าพอจะสั่งสอนหรือเล่นหัวอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
“ผมนายนิ่มดี”
“ไม่ใช่ของเล่น
ปล่อย”
“อ้อเหรอ
โทษทีๆ”
พูดอย่างนั้นแต่ก็ยังลูบเส้นผมสีขาวไปมาไม่เลิก
ส่วนคนโดนเล่นหัว
ปากต่อว่าต่อขานอย่างเผ็ดร้อน...หากก็เพียงต่อว่าด้วยวาจา
ประธานชมรมอย่างฮานามิค่อนข้างรักสงบ
ที่ปรึกษาอย่างไฮบาระยิ่งรักสงบกว่า
คนในชมรมอื่นที่พอจะมีใจสู้อยู่บ้างเคยคิดกระหนาบโกะโจแรงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระให้อิตาโดริเหมือนกัน
ทว่าหลังลองเชิงเข้าหาเจ้าตัวกลับโดนเล่นงานเปิดเปิงจนยกธงยอมแพ้กันหมด
ถ้าลองถือวิสาสะไปลูบหัวอย่างที่อิตาโดริทำอยู่ตอนนี้ไม่จบแค่โดนด่าแต่จะโดนจับบิดไหล่จนหน้าเขียวเสียด้วย...มีผู้มีประสบการณ์ตรงมาแล้ว
2 คน
มองดูอิตาโดริกำราบคนแล้วได้แต่ถอนหายใจ...นอกจากปล่อยให้ลูบหัวหลายครั้งหลายหน
บรรยากาศมืดทะมึนยังเบาบางลงด้วย
หากไม่มีอิตาโดริ
ยูจิสักคน การใช้งานเจ้าเด็กนี่ก็เป็นเพียงแค่ฝัน
“ที่นายแพ้เมื่อวานก็เพราะโดนแย่งลูกง่ายๆ
นั่นแหละ เห็นไหม...การถือบอล ทำตัวให้คุ้นชินกับบอลเป็นเรื่องสำคัญ มือออกจะใหญ่
ถือบอลด้วยมือเดียวยังได้ น่าอิจฉาออก มีต้นทุนดีขนาดนี้อย่าให้สูญเปล่าสิ
จากนี้ต้องขยันซ้อม เข้าใจไหม?” อิตาโดริเอ่ยอย่างเย็นใจ
พูดไปสางผมสีขาวไป น้ำเสียงเหมือนหลอกล่อเด็กน้อยอย่างไรอย่างนั้น
เป็นผลมาจากการคลุกคลีกับเด็กประถมแถวบ้านบ่อยอย่างไม่ต้องสงสัย
“เฮอะ”
คนฟังแค่นเสียงออกมาเสียงเดียว
ไม่ได้เถียงเป็นชุดกลับมา
ลองเป็นคนอื่นไปสอนดูสิ...เหอๆ
“ฉันให้ลูกอมแล้วกัน
กินเสร็จก็ไปซ้อมกับพวกโทโดนะ”
เอซชมรมบาส
โทโด อาโออิ ปีสองซึ่งกำลังวิ่งรอบสนามหันขวับมาทางอิตาโดริราวกับมีหูทิพย์
เจ้าตัวค่อนข้างบ้า แต่เรื่องฝีมือไร้ข้อกังขาจึงได้เป็นเอซโดยไม่มีผู้ใดทัดทาน
เจ้าตัวเป็นอีกคนที่ติดอิตาโดริเป็นตังเมและว่าง่ายเฉพาะกับอิตาโดริอย่างประหลาด
การที่โกะโจยอมฟังแต่อิตาโดริจึงไม่ทำให้คนในชมรมรู้สึกว่ามีอะไรไม่ปกติและพร้อมใจกันคิดว่ารองประธานชมรมน่าจะมีทักษะพิสดารอะไรสักอย่างในการโน้มน้าวใจคน
“งั้นก็
พยายามเข้าล่ะทุกคน วันนี้ฉันขอกลับก่อนนะ”
มือแข็งแรงฉวยกระเป๋าสะพายข้างมาสะบัดพาดบ่า
หลังตะโกนลาทุกคนในโรงยิมง่ายๆ ก็เดินออกไป
สมาชิกบางคนได้ยินมาก่อนว่ารองประธานจะไปเลี้ยงวันเกิดสาวน้อยโนบาระจังซึ่งเป็นเด็กแถวบ้าน
พอได้ยินคำลาจึงโบกมือลาหย็อยๆ พร้อมเตือนให้ระมัดระวังเรื่องการเดินทาง
แต่แล้ว...
“...?”
ม้านั่งด้านข้างมีกุญแจพวงหนึ่งนอนนิ่งอยู่
เป็นของคนที่เพิ่งจะเดินออกไปเมื่อสักครู่
คนเพียงคนเดียวที่อู้ซ้อมอยู่ข้างสนามและกำลังแกะเปลือกลูกอมจำต้องสวมวิญญาณคนดีศรีสังคมด้วยการนำของที่มองยังไงก็ไม่ควรลืมไปคืนเจ้าของ
เด็กหนุ่มผมขาวลุกจากม้านั่ง ก้าวฉับๆ ไปทางประตูโรงเรียน หลังไวๆ
อันคุ้นตาโผล่มาในมุมสายตาตรงทางเข้าตึกเรียนหลัก ข้างกายยังมีชายผมดำอีกคน
คาดว่าคงจะเป็นเพื่อนของอีกฝ่าย
“เฮ้!”
พอตะปบหมับเข้าที่ไหล่
ไม่เพียงตัวคนโดนจับอย่างอิตาโดริ คนข้างกายก็หันมาเช่นเดียวกัน
คนขี้ลืมกระพริบตา
ท่าทางประหลาดใจ “โอ๊ะ รุ่นน้องคุงนี่นา”
“...!!”
เทียบกันแล้วคนข้างๆ
ปฏิกิริยารุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด รูม่านตาสีนิลขยายกว้าง
ฟุชิงุโระกอดไหล่อิตาโดริกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง
เคลื่อนไหวคราเดียวก็หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเด็กหนุ่มผมขาว
การกระทำทั้งหมดเสร็จสิ้นลงในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาที
“คุณ...!”
ความเป็นปรปักษ์แผ่ออกมาทั่วทุกรูขุมขน
อิตาโดริตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสนิทจนลืมทักท้วงเรื่องที่กอดตนเสียแน่นไปสนิท
เขาเพิ่งมานึกออกตอนนี้เองว่าฟุชิงุโระ เมงุมิเคยบอกตนให้ห่างๆ
จากรุ่นน้องคนหนึ่งเอาไว้
รุ่นน้องที่ว่า...ชื่ออะไรนะ?
เป็นคนเดียวกับเจ้าเด็กแสบที่ชมรมตนงั้นเหรอ?
“นายทำกุญแจตกไว้”
อิตาโดริสังเกตเห็นว่าสีหน้าเด็กหนุ่มผมขาวบึ้งตึงอย่างยิ่งยวด
ในดวงตาสีฟ้าที่จ้องพวกตนเขม็งมีเปลวเพลิงเต้นริก
เมื่อครู่ตอนนั่งต่อล้อต่อเถียงกับตนอยู่ข้างสนามบาสบรรยากาศอ่อนโยนกว่านี้มาก
ตอนนี้กลับปล่อยความเป็นอริออกมาพอๆ กับเจ้าคนที่จับตนไม่ปล่อย บางทีอาจเป็นสัญชาตญาณที่ตอบสนองต่อการต่อต้านจากคนอื่นกระมัง
ฟุชิงุโระดันอิตาโดริไปด้านหลัง
ยืนขวางราวจะบังสายตาขณะเอื้อมมือเป็นตัวแทนออกไปรับกุญแจ “ขอบใจ”
ดวงตาคู่กรณีหลุบมองมือที่ยื่นออกมา
เส้นเลือดปรากฏข้างขมับ “ของยูจิ ไม่ใช่ของนาย”
“เรียกรุ่นพี่สิฟะ...!”
มือซ้ายกดหัวเจ้าคนด้านหลังที่บ่นอุบอิบลงไป
ต่อบทสนทนาโดยที่ยังจับอีกคนไว้มั่น “ไม่ใช่ของนายเหมือนกัน”
“รุ่นน้องคุง
เมงุมิ พวกนายจะทะเลาะกันทำไมเนี่ย..” คนกลางคร่ำครวญ
หลังเลิกเรียนเป็นช่วงที่เหล่านักเรียนทยอยกลับบ้าน
การยืนโต้เถียงกันหน้าอาคารเรียนหลักจึงตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่อาจเลี่ยง
ยิ่งฟุชิงุโระ เมงุมิเป็นคนดัง เรียกได้ว่าไม่เพียงแค่แอบๆ มอง
หลายคนรั้งเท้ารีรอใกล้ๆ
เพื่อรอดูว่าประธานนักเรียนผู้สุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิตย์จะมีเรื่องหรือเปล่า
พร้อมกันนั้นก็เมียงมองว่าเจ้าหนุ่มขายาวที่ยืนประจันหน้ากับประธานคนดังหน้าตาเป็นอย่างไร
อิตาโดริเห็นท่าไม่ดี
เขาบีบมือฟุชิงุโระที่สั่นน้อยๆ ราวจะปลอบโยน
ตัวเองมุดตัวลอดรักแร้เพื่อนซี้ก้าวไปด้านหน้าอย่างว่องไว
จากนั้นฉกพวงกุญแจมาจากมือรุ่นน้องผมขาว
ทักษะการเล่นบาสมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันเหมือนกันแฮะ
“ขอบใจมาก
รุ่นน้องคุง!”
“...”
“รุ่นน้องคุง
นี่...ปล่อยมือเสะ”
“นาย...”
“...?”
“ช่างเถอะ”
โกะโจมองมือที่ยังจับกันแน่นของฟุชิงุโระกับอิตาโดริเขม็ง
กว่าจะยอมคลายมือที่กำกุญแจก็ผ่านไปหลายวินาที
เขาไม่รอดูด้วยซ้ำว่าสีหน้าท่าทางรุ่นพี่จะเป็นอย่างไร
ทันทีที่หมดธุระก็หมุนตัวเดินย้อนกลับทางเดิมราวต้องการหลีกหนีทิวทัศน์ไม่เจริญหูเจริญตา
หูได้ยินเสียงไล่หลังว่า ‘รุ่นน้องคุง ขอบใจมาก เจอกันพรุ่งนี้น้า’ ทว่าทำเป็นไม่ได้ยิน
เพราะชื่อของเขาคือ
โกะโจ ซาโตรุ ไม่ใช่ รุ่นน้องคุง
โดนเพื่อนผู้ชายเดินจูงมือ
สำหรับเด็กหนุ่มมัธยมปลายหน้าบางผู้แคร์สายตาคนรอบข้าง
นับว่าน่าอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
ตั้งแต่ที่โรงเรียนจนตอนนี้
ฟุชิงุโระยังคงจับมืออิตาโดริแน่น จับไม่ปล่อยรายกับกลัวว่าเป็นของชิ้นเล็กๆ
ที่จะหลุดจากมือหากไม่คว้าเอาไว้ให้ดี
ความจริงอิตาโดริจะสะบัดทิ้งหรือต่อต้านก็ได้ ทว่าฟุชิงุโระดูแปลกไป
เหมือนหวาดกลัวและชิงชังบางสิ่งอย่างแรงกล้า ฉะนั้นอย่าว่าแต่ท้วงเรื่องจับมือ
อิตาโดริไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงทำลายบรรยากาศด้วยซ้ำ
รอจนพ้นโรงเรียนออกมาได้ระยะหนึ่ง
ลาดไหล่เกร็งเครียดค่อยผ่านคลายลง
มือที่บีบเสียเจ็บผ่อนแรงเหลือในระดับที่พอจะกำเอาไว้หลวมๆ
อิตาโดริคิดจะดึงมือกลับมา แต่พอเขาค่อยๆ ขยับ ฟุชิงุโระกลับรีบฉวยไปจับเต็มอุ้งมือ
จะไม่ถามอะไรเลยคงไม่ได้แล้ว
“เมงุมิ
เป็นอะไร”
ในใจส่วนหนึ่งคาดเดาว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับรุ่นน้องไม่น่ารักของตน
ทั้งอย่างนั้นนี่เพิ่งจะเปิดเทอมได้ไม่นาน
ขนาดอิตาโดริเป็นรุ่นพี่ในชมรมยังข้องแวะด้วยเพียงผิวเผิน
ฟุชิงุโระที่ไม่น่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายไม่น่าจะมีเรื่องให้เกลียดได้เลย
รุ่นน้องคุงไปทำอะไรไว้กันนะ?
“ยูจิ”
สิ้นเสียงแผ่วค่อย
อิตาโดริโดนคว้าตัวไปกอดเต็มรัก
เขาไม่ทันเห็นสีหน้าของฟุชิงุโระ
รู้เพียงอีกฝ่ายกอดตนแน่นมาก คางกดลงบนบ่า
กระซิบพึมพำคล้ายคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “นายไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์อีกแล้ว
ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าใคร ไม่ได้เป็นภาชนะ เป็นแค่คนธรรมดา...”
หูฟังไม่ค่อยได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดอะไร
ตอนนี้พวกเขาอยู่ริมถนน แม้จะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา
แต่คนที่เห็นพวกเขาสองคนกอดกันอย่างหน้าไม่อายก็ใช่จะไม่มีเลย
เพราะมัวแต่อายนี้เองถึงได้ไม่สนใจเพื่อนที่ทำตัวพิลึกพิลั่น
อิตาโดริทุบหลังฟุชิงุโระ น้ำเสียงร้อนรน “เมงุมิ อะไรเนี่ย ปล่อยเร็ว...”
ไม่เพียงไม่ปล่อย
ฟุชิงุโระรัดแขนแน่นขึ้น ดูแล้วน่าจะไม่ได้ฟังเลย
“เมงุมิ
นี่ เมงุมิ?”
“ฉันจะไม่ยอมให้เขาฆ่านายเป็นครั้งที่สอง...”
น้ำเสียงนั้นทั้งอ่อนโยนทั้งเย็นชา
จากมุมที่อิตาโดริมองไม่เห็น
ประกายในดวงตาของฟุชิงุโระ เมงุมิที่มองตรงไปเบื้องหน้าดับวูบโดยสิ้นเชิง
โอโหหหหหหหหหหหหหหหหหห มันแบบบบบ มันแบ้บบบบบ สุดยออดดดดค่ะ คือตอนแรกก็อ่านๆไป เอ้อ น่ารักจังAU High school เด็กๆ มีชีวิตฉดใฉย่าเยิง แต่พออ่านย่อหน้าสุดท้ายคือกรี๊ดแตกเลยค่ะ reincarnation AU คือสุดยอดด แงงงง ไม่รู้จะพูดยังไงว่าชอบมากๆ เข้าใจกระจ่างเลยว่าทำไมพี่เมถึงคาดหัวรุ่นน้องคุงแต่แรก แค้นข้ามภพข้ามชาติ แต่ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าใครจะพรากพระอาทิตย์ไปจากเมงุมิได้อีก 😭😭
ReplyDeleteชอบที่ยูจิเป็นยูจิจังเลยค่ะ เขียนคาร์ฯได้ชัดมากเลย มุ่งมั่นเป็นมิตรซื่อตรง ใจดีอ่อนโยนกะทุกสิ่ง น่ารักที่สุดเจ้าเด็กคนนี้ /หอมหัว
ชอบพี่เมอารมณ์นี้มากเหมือนกันค่ะ เป็นหมาป่าฟุชิงุโระของจริง กางเล็บปกป้องเต็มที่ เซมไปสุดคูลที่ยิ้มให้เธอคนเดียวนี่มัน ❤❤
ส่วนรุ่นน้องคลุง แง ชอบความเป็นโกะโจสมัยเด็กแบบนี้จังเลยค่ะ ถ้าอิงตามมังงะก่อนจะเป็นโกะโจแด๊ะแด๋ไร้เทียมทาน เขาก็เคยเป็นโกะโจคุณชายสุดสปอยล์แอบเบียว ก้าวร้าวเวลางอนยื่นปากบู้ๆ นี่เนอะ ความโกะโจในเรื่องนี้คือตรงคาร์ฯจังเลยค่ะ ชอบมากเลยค่ะ
ภาษาดีมาก อ่านลื่นมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ จะรอติดตามนะคะ 🥰🥰
ชอบอีกแล้วววววว แง อ่านตอนแรกก็คิดว่าที่เมงุไม่ชอบโกะโจเพราะโกะโจแอบชอบยูจิแน่ๆ แต่จริงๆแล้วคาดไม่ถึงเลยยย น้องยูน่ารักมากกกก ไนซ์สุดๆๆ
ReplyDeleteขอบคุณที่แต่งน้าค้า
พีค!! ชอบร่างหมาป่าพี่เมมากเลยค่ะ แสนเท่ห์ โกโจชาตินี้ก็น่าหมั่นเขี้ยวอยากหยิกๆจริง
ReplyDelete